นิพนธ์ บุญญามณี วิจารณ์ความไม่รอบคอบของร่างกฎหมายเนื่องจากขาดการบัญญัติเรื่องการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๕ และข้อกังวลเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๒ โดยเรียกร้องให้พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนออกกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเสนอคำแปรญัตติขยายเวลาจาก 30 วันเป็น 45 วัน เนื่องจากระยะเวลาเดิมไม่ชัดเจนและไม่เพียงพอสำหรับการสรรหาบุคลากรเพิ่มเติม และขอให้ระบุจุดเริ่มต้นของการนับเวลาอย่างชัดเจนตามหลักกฎหมาย
ท่านประธานครับ ผมคิดว่าประเด็น ที่เป็นสาระจริง ๆ ในการเกี่ยวกับ ผมคิดว่าเอาส่วนที่หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง รับรองก็แล้วกัน เพราะว่ามันเริ่มมีสถานะที่คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองไปแล้ว สมมุติ ท่านประธานครับ ผมจับสรุปก็แล้วกันไม่อ่านทั้งหมด แต่ว่าโดยย่อด้วยความเคารพท่านประธาน ผมจะเริ่มตรงที่เมื่อมีการเลือกตั้ง สสร. แล้วคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับรองซึ่งใน คุณสมบัติ ข้อ ๘ เมื่อสักครู่ที่ผมอ่านให้ท่านประธานได้รับทราบว่าสมาชิกภาพของสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) เอาละครับ กรณีนี้ท่านประธานครับ แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๒ เริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้ง เมื่อเริ่มตั้งแต่วันเลือกตั้งแล้วนี่แล้วกฎหมายกำหนดให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งรับรองภายใน ๑๕ วัน สมมุติว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งรับรอง การเลือกตั้งแล้วผ่านไป ๑๕ วันคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องรับรองภายใน ๑๕ วัน และกรณีมีการร้องเรียนกันต้องไปถึงศาลฎีกาแล้วกรณีที่ศาลฎีกา ผมจะอ่านในสุดท้ายครับ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เอาเป็นว่าในกรณีที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในเขตเลือกตั้งใดจะยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าการเลือกตั้งในเขต เลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องคัดค้าน ได้ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่คณะกรรมการเลือกตั้งได้ประกาศผลรับรองการเลือกตั้ง เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องตามวรรคแปด หากเป็นคำร้องที่ได้รับก่อน การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันประกาศผลรับรองการเลือกตั้งและหากเป็นคำร้อง ที่ได้รับหลังการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้องนั้น เพื่อประโยชน์ ในการปฏิบัติตามมาตรานี้ให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีอำนาจกำหนดระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง วิธีการสืบสวนสอบสวน วิธีการยื่นคำร้องคัดค้านและการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ตลอดจนการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการพิจารณาและมี คำวินิจฉัยให้ประธานศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกามีอำนาจออก ข้อกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็วและ เที่ยงธรรมและให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่หากระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ตามมาตรา ๒๙๑/๘ และศาลฎีกายังไม่มีคำวินิจฉัยให้การพิจารณาของศาลฎีกาเป็น อันยุติ ในการนี้อาจกำหนดให้ศาลชั้นต้นในเขตจังหวัดนั้นเป็นผู้รับคำร้องแทนเพื่อจัดส่งศาลฎีกา วินิจฉัย หรืออาจให้ศาลชั้นต้นเป็นผู้สืบพยานหลักฐาน หรือดำเนินการอื่นที่จำเป็นแทน ศาลฎีกาได้ ในกรณีที่ศาลฎีกามีคำสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ หรือเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้ใดให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญผู้นั้นสิ้นสุดลง และให้นำความในมาตรา ๙๒ มาบังคับใช้โดยอนุโลม การสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๕ จะต้องถูกบัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วย ท่านประธานเห็นไหมครับ มันไม่มีกำหนดเอาไว้อย่างไรครับว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๕ จะถือเป็น การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามหมวดนี้ด้วย ต้องใส่ไว้ด้วยครับ เมื่อเราให้ศาลฎีกาวินิจฉัยให้สิ้นสุด สมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๕ แล้ว แล้วมาตรา ๒๙๑/๕ รับรองการสิ้นสุดสมาชิกภาพไว้ ท่านจะต้องเอามาตรา ๒๙๑/๕ มาบัญญัติไว้ในหมวดว่าด้วยการสิ้นสุดสมาชิกภาพด้วย ผมเข้าใจว่าท่านประธานคงไปหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วละครับ เห็นออกไปแล้ว นี่คือปัญหาท่านประธานครับ นี่คือการร่างกฎหมายที่บอกว่าไม่รอบคอบ ไม่ชัดเจน เพราะเร่งรีบ เร่งรัดเกินไปอย่างไรครับ เพราะว่าการเขียนกฎหมายเช่นนี้มันก่อให้เกิดปัญหาแน่นอนครับ การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ ถ้าไม่เขียนว่าการสิ้นสุดสมาชิกภาพของสภาร่างรัฐธรรมนูญเกิดจาก กรณีใดบ้าง แล้วท่านไม่เขียนกรณีมาตรา ๒๙๑/๕ เอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ ท่านดูสิครับ เวลาโต้เถียงกันว่าสมาชิกภาพเริ่มเมื่อไรเราเขียนไว้ชัดเจน วรรคแรกของมาตรา ๒๙๑/๘ คือการเริ่มต้นสมาชิกภาพ แล้วก็วรรคสองคือการเริ่มต้นก็บอกว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลงเมื่อใด นั่นคือวรรคสอง สาเหตุของการสิ้นสุดสมาชิกภาพเขียนไว้หมดเลยครับ ท่านประธานครับ คุณหมอชลน่านลองอ่านดูหน่อยนะครับ ท่านลองไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนที่จะออก กฎหมายนี้ไป วรรคสองของมาตรา ๒๙๑/๘ เขียนไว้ชัดเจนว่ากรณีใดบ้างที่จะถือว่าสมาชิกภาพ ของ สสร. สิ้นสุดลง คุณสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ เขาเขียนไว้หมดเลยครับ โดยจงใจที่จะไม่ให้ เกิดข้อโต้แย้งหรือข้อปัญหา ผมเข้าใจว่านี่คือสาเหตุที่ต้องบัญญัติว่าจะเริ่มนับสมาชิกภาพ เมื่อไร เพราะมันไปมีผลหลายอย่างตามมา มันไปมีผลเรื่องค่าตอบแทน มันไปมีผลเรื่องฐานะ เป็นเจ้าพนักงานตามมาหมดเลย เขาจึงต้องเขียนว่าการจะเริ่มนับสมาชิกภาพต้องเริ่มนับ เมื่อไร เอาละเมื่อสักครู่ท่านธนาบอกไปแล้วว่า ถ้าจะไปเริ่มนับกรณีมาจากการสรรหานั้น มีปัญหาแล้วละครับ ถ้าจะเริ่มนับจากการมีมติ เพราะเขาไม่เคยเขียนกันอย่างนั้น เขาเขียน นับจากวันที่ประกาศเป็นทางการ เพราะถ้ามีมติแม้สภานี้จะมีมติไปแล้ว ถ้าเป็นมติที่ไม่ชอบ เป็นมติที่อะไรก็แล้วแต่ หรือมีเหตุอื่น ๆ เกิดขึ้น มีการคัดค้านคุณสมบัติเกิดขึ้นนำไปสู่ การประกาศไม่ได้ นำไปสู่ประกาศลงชื่อไม่ได้ แต่เราเขียนว่านับจากวันที่มีลงมติไปแล้ว อันนี้ ปัญหาข้อที่ ๑ แล้วในสภาแห่งนี้จะมีปัญหา เพราะถ้าทันทีที่มีมติแสดงว่าต้องรับรองแล้ว คนคัดค้านเรื่องคุณสมบัติว่าคนนี้คุณสมบัติไม่ถูกต้องอย่างโน้นอย่างนี้ สมาชิกเขาเริ่มนับ สภาพทันที ทำไมไม่รอนับจากวันประกาศ อันนี้คุณธนาพูดไปแล้ว ผมไม่อยากพูดประเด็นนี้ซ้ำ แต่ประเด็นที่ผมมาเรียนท่านประธานก็คือ อันนี้ผมถือว่าจะบกพร่องอย่างแรงครับ ผมอาจจะ ไม่โทษกรรมาธิการ เพราะคณะกรรมาธิการท่านไปแก้ไขในมาตรา ๒๙๑/๕ แล้วท่านอาจจะ ลืมว่ายังไม่ได้แก้ไขมาตรา ๒๙๑/๘ แต่ว่าเหตุการณ์สิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑ วรรคห้านี่นะครับ เมื่อสภานี้มีการแก้ไขตามวรรคห้าแล้ว การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคห้า จะต้องมาถูกใส่ไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง ผมขอย้ำกับท่านประธานด้วยความเคารพว่า วรรคสองเขียนไว้ชัดเจนท่านประธานครับว่าสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ท่านประธานลองดูสิครับเขาเขียนไว้หมดเลย แม้กระทั่งเรื่องสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ เมื่อสักครู่ผมกราบเรียน ท่านประธานไปแล้วว่าคืออะไร มาตรา ๒๙๑/๒ เขาก็บอกว่าถ้าตายก็สิ้นสุด มาตรา ๒๙๑/๓ เขาบอกว่าถ้าลาออกก็คือสิ้นสุด (๔) ก็คือขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ ท่านต้องเขียน ไว้เลยครับ ขนาดขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ ผมขออนุญาตที่จะอ่านมาตรา ๒๙๑/๒ ให้ท่านประธานได้ทราบ หรือว่าให้เพื่อนสมาชิก ได้โปรดตามว่ามีอะไร เขายังเขียนไว้เลยขนาดไม่ใช่คำพิพากษาของศาลฎีกา เขายังเขียนว่า ถ้าขาดคุณสมบัติเหล่านี้สิ้นสุดสมาชิกภาพ มาตรา ๒๙๑/๒ ท่านประธานครับ บุคคลผู้มีสิทธิ สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
(๒) มีอายุต่ำกว่าสามสิบห้าปี ในวันเลือกตั้ง
(๓) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัคร รับเลือกตั้งหรือเคยศึกษาในสถานศึกษาที่ต้องอยู่ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา ติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปีการศึกษา หรือเคยรับราชการ หรือเคยมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่าห้าปี
นี่คือคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ แม้กระทั่งว่ามีอายุอยู่ในทะเบียนบ้าน ไม่ครบก็ต้องขาดคุณสมบัติ ถ้าท่านประธานดูเพราะไปเขียนไว้ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) ขาดคุณสมบัติ (๒) ผมไม่ต้องอ่านละครับ นี่คือผมให้เห็นว่าขาด คุณสมบัติเรื่องเล็ก ๆ อย่างนี้เขายังระบุไว้ชัดเจนว่ากรณีใดออกบ้าง แล้วเหตุไฉนอันใดเล่า กรณีมาตรา ๒๙๑/๕ การออกตามคำพิพากษาของศาลฎีกาว่าให้ออกหรือว่าให้เลือกตั้งใหม่ การเลือกตั้งเป็นโมฆะเรียกว่า การเลือกตั้งโดยไม่ชอบ ทำผิดกฎหมายมาทำไมท่านจึงไม่ใส่ไว้ ในเหตุการณ์สิ้นสุดสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือข้อกังวล นี่คือข้อห่วงใย และนี่คือสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากที่ท่านละเลยในสิ่งเหล่านี้ด้วยความ ที่ท่านเร่งรีบเกินไป ท่านจะต้องเขียนเอาไว้ ถ้าท่านจะอ้างว่ามาตรา ๒๙๑/๕ เขียนไว้แล้วก็ มาตรา ๒๙๑/๑๕ เขาก็เขียนไว้แล้ว แต่ว่าเขายังมาเขียนไว้ในมาตรานี้เลยครับ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ เรื่องคุณสมบัติที่เขียนไว้ เขาเขียนไว้หมดแล้วแต่เขายังต้อง เอามาอ้างไว้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้โปรด ทบทวนในมาตรานี้ ได้โปรดพิจารณาให้รอบคอบก่อนที่ท่านอาจจะออกกฎหมายไปบังคับใช้ และผมไม่อยากเห็นว่าการออกกฎหมายไปแล้วมันเกิดปัญหา ในฐานะที่ท่านจะทบทวนผม สรุปว่าผมให้ท่านทบทวนใน ๒ ประเด็นท่านประธานครับ
ประเด็นแรก เมื่อท่านยืนยันว่าต้องเสร็จภายใน ๓๐ วัน ซึ่งผมขอแปรญัตติว่า ต้อง ๔๕ วัน เมื่อผมเห็นว่าต้องภายใน ๔๕ วัน แต่กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่า ๓๐ วัน ท่านทำทัน เอาละประเด็นนี้ท่านธนาชี้ให้เห็นแล้วว่าท่านจะมีปัญหาอย่างไร ผมไม่พูดซ้ำ เมื่อท่านยืนยันว่า ๓๐ วัน ท่านทำได้ พวกผมกังวลว่าท่านทำไม่ได้ เพราะในเวลาที่ท่านสรรหา เขายังให้เวลาท่านตั้ง ๗๕ วัน ๗๕ วัน พวกผมยังกังวลว่าจะทำไม่ทันเสียด้วยซ้ำ แต่พอว่า จะสรรหามาทดแทนท่านเขียนว่าท่านขอใช้เวลา ๓๐ วัน พวกผมกังวลว่าไม่ทัน ผมสงวน คำแปรญัตติขยายเวลาจาก ๓๐ วัน ขอเป็น ๔๕ วัน ด้วยเหตุผลเดียวกับท่านธนา ซึ่งท่านธนา ได้กราบเรียนสภาแห่งนี้ไปแล้ว ผมไม่พูดประเด็นซ้ำกับท่านธนาด้วยความเคารพท่านประธาน แต่ว่าประเด็นที่ผมจะพูดต่างกับท่านธนาคือ ๓๐ วันของท่าน ท่านนับจากไหนท่านต้องระบุ ให้ชัดเจนว่าอายุ ๓๐ วัน ปกติการเขียนกฎหมายเรื่องการนับเวลากฎหมายทุกฉบับจะบอกไว้ ชัดเจนว่านับจากไหน นี่คือประเด็นที่ท่านไม่เขียนไว้ให้ชัดเจนว่าท่านจะนับจากไหน นี่คือ ข้อสรุปข้อที่ ๑ ของผมครับท่านประธาน