รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หารือเรื่องความไม่ชัดเจนในมาตรา ๒๙๑/๘ ของรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้แก้ไขเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมา โดยมองว่าหากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ประกอบเป็นรัฐสภาเปลี่ยนแปลงไป สรรพากรก็ควรจะสิ้นสุดอายุครบวาระตามเขาไปด้วย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

คือผมจะเรียนท่านประธานครับ ว่าถ้ารัฐธรรมนูญเขียนไม่ชัดเจนหรือว่าเขียนไม่ถูกต้อง ดังที่ท่านประธานลองดูในมาตรา ๖ ของรัฐธรรมนูญบอกว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับไม่ได้ สิ่งที่ เรากำลังทำอยู่ในขณะนี้ที่ผมต้องขออนุญาตแปรญัตติด้วยนี้ จะผนวกเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าอะไรต่อจากนี้ที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติ ที่เรากำลังทำกันอยู่ตรงนี้ เป็นอันว่าใช้ไม่ได้ ต้องใช้อันนี้ แต่สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้ไม่ได้เป็น ห่วงว่าบทบัญญัติ หรือกฎหมาย หรือกฎ หรือระเบียบใดมาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ แต่ผม กำลังจะบอกว่าเนื้อหาสาระของสิ่งที่เรากำลังทำของกรรมาธิการเสียงข้างมากนั้นมันจะขัด หรือแย้งกับตัวมันเอง และผลที่เกิดขึ้นมันจะเป็นปัญหา เพราะว่าไม่รู้จะหาข้อยุติอย่างไรครับ ผมเรียนท่านประธานว่าตามมาตรา ๖ ที่ผมได้อ่านให้ท่านประธานฟังไปเมื่อสักครู่ เขาบอกว่า กฎหมายอื่น กฎอื่น ระเบียบอื่นที่มาขัดหรือแย้งกับเขา คือรัฐธรรมนูญนี่ใช้ไม่ได้ แต่ไม่มี บทบัญญัติใดในนี้ที่หาทางออกไว้ว่าถ้าหากรัฐธรรมนูญเขียนขัดแย้งกันเองแปลว่าอะไร ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานต่อไปในประเด็นที่ผมได้หยิบยกตรงนี้ขึ้นมาว่าเมื่อมาดู การพิจารณาในมาตรา ๒๙๑/๘ ของกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้ว ผมคิดว่าบทบัญญัติ ในมาตรา ๒๙๑/๘ ของคณะกรรมาธิการที่ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลยครับ ตรงนี้จะมีปัญหา เพราะว่ามีความไม่ชัดเจนและอาจจะมีความขัดแย้งกันเองในตัวเอง หรือไม่ก็เป็นการเขียน ที่ฟุ่มเฟือยที่ไม่มีเหตุความจำเป็นเลย แต่ก่อนจะถึงตรงนั้นผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่ามันมีอยู่ส่วนหนึ่ง ซึ่ง ณ วันที่ผมได้สงวนคำแปรญัตติยังไม่มีเกิดขึ้น ก็คือการเปลี่ยนแปลง มาตรา ๒๙๑/๕ ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้ยกไปแล้วว่าเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของมาตรา ๒๙๑/๕ มันควรจะต้องมาอยู่ในมาตรา ๒๙๑/๘ ด้วย ซึ่งคณะกรรมาธิการท่านได้ชี้แจงไป เมื่อสักครู่ก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๒๙๑/๘ ถ้าหากว่า ท่านประธานได้กรุณาอ่านไปทีละวรรคด้วยความเป็นธรรมและเป็นกลาง อย่ากั๊กกฎหมาย ท่านประธานจะเห็นว่าทุกเรื่องที่เขียนอยู่ในนี้เขียนนะครับ เขียนไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็น มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ อะไรที่อยู่ในนี้ครับ เรายังไม่ไปพูดถึงเรื่อง ของการที่ต้องมาเลือกในกรณีเลือกตั้งใหม่ กรณีตำแหน่งว่าง เอาพูดถึงเงื่อนไข เขียนไว้ หมดแล้วครับ ถึงได้มีเพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่าเมื่อเขียนแล้วเขียนซ้ำทำไม มันต้อง มีเหตุผลสิครับท่านประธาน ถ้าหากว่าท่านประธานดูในมาตราอื่น ๆ ในเรื่องอื่นนะครับ เหมือนที่เพื่อนสมาชิกขออภัยเอ่ยนาม คุณนิพนธ์ บุญญามณี ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ที่ยก มาตรา ๒๓๙ มาให้ท่านประธานกับคณะกรรมาธิการดู อันนั้นเขาก็เขียนไว้แล้ว ทำไมเขาถึง ต้องเขียนซ้ำ ตรงนี้ก็เหมือนกันครับ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากได้พิจารณาตรงนี้ไม่ได้ มีการแก้ไข แปลว่าท่านก็พิจารณาเหตุพิจารณาผลแล้ว ซึ่งเหตุผลที่ท่านพิจารณาคงจะไม่ได้ ลงไปลึกนะครับว่าเขียนแล้วเขียนอีกทำไม แต่ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานตรงนี้ครับ เหตุที่เขาเขียนแล้วและเขียนซ้ำอีกในมาตรา ๒๙๑/๘ ทั้ง ๆ ที่เขียนมาแล้วก่อนหน้านี้จะ ๒ หรือ ๓ มาตราเป็นอย่างน้อย เพราะว่าที่เขียนก่อนหน้านี้คือมาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ อะไรอย่างนี้นะครับ มันคือขาเข้าครับ เขาเรียกว่า ผมขออนุญาตใช้ศัพท์กฎหมายนิดหน่อยนะครับ เงื่อนไขบังคับ ก่อนนะครับ คือถ้าไม่เป็นอย่างนี้ หรือเป็นอย่างนี้เข้าไม่ได้ ส่วนมาตรา ๒๙๑/๘ มันเป็น เงื่อนไขสำหรับขาออกครับ แปลว่าขาเข้าต้องไม่เป็น แต่เมื่อเข้ามาแล้วเกิดสถานการณ์ เงื่อนไขนั้นขึ้นมาต้องออก ต้องพ้นตำแหน่ง ตรงนี้คือเหตุผลที่เขาถึงต้องเขียนซ้ำ เพราะถ้า ไม่เขียนซ้ำไว้มันจะมีปัญหาตามมาว่าและถ้าเกิดอย่างนั้นขึ้นจะพ้นสภาพไหม จะมีปัญหา ทางกฎหมายตามมาเลยครับ ผมถึงเรียนว่าถ้าหากว่าเป็นกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับอื่นขัด หรือแย้งกับที่นี่ไม่ค่อยมีปัญหาครับ แต่ถ้าเราเขียนตรงนี้ไว้ไม่ชัดเจน เขียนไว้ให้คลุมเครือ เกิดปัญหาแน่นอน ตรงนี้เรียนท่านประธานว่านี่คือเหตุผลที่ทำไมเขาต้องเขียนซ้ำอย่างไรครับ เพราะมาตรา ๒๙๑/๘ เป็นเงื่อนไขบังคับหลัง คือเมื่อเข้าแล้วก็จะไปมีเงื่อนไขแบบเดิมนั้น ไม่ได้ ถ้าไปมีคุณสมบัติหรือขาดคุณสมบัติที่เขียนไว้แล้วในขาเข้าก็ต้องพ้นตำแหน่งหรือ พ้นสภาพไป นี่คือหัวใจหลัก หรือประเด็นหลักของมาตรา ๒๙๑/๘ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดปัญหา ตามมาครับ ซึ่งผมต้องขออนุญาตพูดตรงนี้เพราะว่ามันเกิดขึ้นต้องถือว่าคณะกรรมาธิการ แก้ไขนะครับ คือมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงมาตรา ๒๙๑/๕ ต้องถือว่าคณะกรรมาธิการแก้ไข แล้วก็เลยเป็นประเด็นเพราะว่าก่อนที่จะแก้ไขผมไม่ได้สงวนคำแปรญัตติเพิ่มเงื่อนไขของ คำพิพากษาศาลฎีกาเอาไว้ที่ตัดสินตามมาตรา ๒๙๑/๕ เหมือนกับเพื่อนสมาชิกได้พูดไป แต่ที่ผมขออนุญาตเรียนผมก็ขอย้ำในสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้พูดไปก่อนหน้าผมคือผมก็ตั้งใจ จะพูด แต่เมื่อเพื่อนพูดไปแล้วจะไม่พูดซ้ำมากแต่ต้องพูดซ้ำอีกครั้งนิดเดียว เพราะผมเกรงว่า อันนี้มันคือเงื่อนไขอีกเงื่อนไขหนึ่งที่ต้องเขียนให้ชัดเจนท่านประธานครับ อย่างจะเห็นอย่างที่ มาตรา ๒๓๙ ก็เขียนซ้ำอย่างไรครับ เพราะว่าคำพิพากษาศาล ศาลไม่ได้พิจารณาสมาชิกภาพ ท่านประธานครับ ศาลพิจารณาแต่เพียงว่าคุณสมบัติเขาครบหรือขาด การกระทำเขาชอบ หรือไม่ชอบ แต่ว่าศาลไม่ได้ไปพิจารณาถึงสมาชิกภาพ จึงต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้ผล ของคำพิพากษาทำให้สมาชิกภาพเขาสิ้นสุดลงด้วยตามมาตรา ๒๙๑/๘ อย่างไรครับ ถ้าหากว่า ไม่มีเหตุผล ไม่มีความจำเป็นจะต้องเขียนไว้ก็ต้องเรียนถามว่าถ้าเช่นนั้นคณะกรรมาธิการเห็น ตามร่างเดิม ตามมาตรา ๒๙๑/๘ เดิมที่บอกว่าขาดคุณสมบัติใน (๔) วรรคสอง ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา ๒๙๑/๒ อันนี้เป็นตัวอย่าง ผมแค่เอาอันเดียว เขียนซ้ำทำไมครับ ก็ในเมื่อมันขาด อยู่แล้ว ก็มันขาดแล้วท่านเขียนซ้ำทำไม เพราะว่าที่ซ้ำเอาไว้เพราะยืนยันว่ามันต้องมาขาด สมาชิกภาพขาออกไม่ใช่ขาเข้า ทำนองเดียวกันครับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๙ เขาถึงเขียนซ้ำไว้ครับว่าถ้าหากว่ามีความพิพากษาอย่างนี้ ให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านประธานครับ เรากำลังเขียนฉบับแก้ไขฉบับใหญ่ เมื่อฉบับใหญ่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เขาวางหลักไว้ว่าจะต้องมาเขียนซ้ำให้เกิดความชัดเจนของการขาดสมาชิกภาพ เมื่อคำพิพากษามี เรามาเขียนแก้ไขเราก็ต้องตามหลักเกณฑ์ที่เขามีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างไรครับ มันถึงจะถูกต้อง มันถึงจะเป็นมาตรฐานเดียวกันของแต่ละมาตรามาว่าเมื่อผล เป็นอย่างนี้ต้องทำอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาขึ้นมา ตามมาที่ว่าถ้าอย่างนั้นมาตรา ๒๓๙ กับมาตราที่เรากำลังแก้ไขเข้าไปเป็นมาตรา ๒๙๑/๘ หลักมันเหมือนหรือต่างกัน ตรงไหน เวลาเอาไปใช้จะใช้หลักของมาตรา ๒๓๙ หรือมาตรา ๒๙๑/๘ ก็ท่านบอกว่ามี มาตรา ๒๙๑/๘ แบบนี้ ถ้าอย่างนั้นมาตรา ๒๓๙ ไม่ต้องไปแก้เอาออกไปหรือครับ ผมถึง เรียนท่านประธานว่าขณะนี้ที่ผมกำลังเป็นห่วง คือผมไม่ได้มีทางการเมืองนะครับ ผมพูด บนพื้นฐานของหลักวิชาการ และเรากำลังยกร่างรัฐธรรมนูญ จะเป็นฉบับแก้ไขก็คือรัฐธรรมนูญ สิ่งที่เรากำลังทำจะเป็นใครมาจากไหนจะบันทึกในประวัติศาสตร์ประเทศไทย ผลงานของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็คือผลงานของรัฐสภาชุดนี้ ก็จะบันทึกไว้อย่างนี้ว่าท่านทำงานแบบไหน อย่างไร ผมก็มีหน้าที่มาเรียนให้เห็น นี่คือประเด็นแรก ที่อยากจะเรียนท่านประธานครับ

ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่ามาตรา ๒๙๑/๘ เป็นขาออกไม่ใช่ขาเข้าจะเห็น ตรงไหนครับ เห็นชัดเจน เพราะเขาบอกว่าในวรรคสองสมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) (๒) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ท่านประธานเห็นไหมครับ แปลว่า เมื่อเป็นแล้ว มาตรา ๒๙๑/๒ มาตรา ๒๙๑/๓ มาตรา ๒๙๑/๔ ข้างหน้า อันนั้นก่อนเป็นครับ แต่อันนี้เป็นแล้วสิ้นสุดลงเมื่อ ทีนี้มาดูตรงนี้ท่านประธาน มันตลกครับ โดยเฉพาะใน (๕) ขาดคุณสมบัติอันนี้เป็นกรณีของผู้คัดเลือกนะครับ ท่านที่ไม่เห็นด้วยกับการคัดเลือกต้องมาดู ตรงนี้เลย ตลกจริง ๆ ครับ คุณสมบัติที่เขาต้องขาด ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ท่านประธานลองกลับไปดูสิครับ มาตรา ๒๙๑ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับว่า มาตรา ๒๙๑/๒ (๑) บอกว่าอะไร บอกว่าต้องมีคุณสมบัติดังนี้นะครับ

๑. มีสัญชาติไทยโดยการเกิด

๒. มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง

และท่านไปกำหนดซ้ำทำไมถ้าหากว่าท่านคิดว่าไม่จำเป็น เพราะอะไรครับ มันเป็นไปได้อย่างไรคนที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาแล้ว วันเข้าเขาเข้าเงื่อนไขคือมีสัญชาติไทย โดยการเกิด อายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ แต่พอมาเป็นแล้วกลายเป็นว่าไม่มีสัญชาติไทย โดยการเกิดหรือครับ มันถึงทำให้เขาขาด หรือว่าพอมาเป็นแล้วอายุมันจะต่ำกว่า ๓๕ ปีได้ อย่างไรครับ อายุมันไม่มีทาง มันต้องเดินหน้าไม่ถอยหลัง จะสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสอง เมื่อขาดตรงนี้ แปลว่าอะไรครับ ท่านกำลังจะบอกว่าเมื่อเขาอายุต่ำกว่า ๓๕ ปี ก็ในเมื่อขาเข้ามันอายุเกิน ๓๕ ปี แต่พอมาเป็นแล้วมันต่ำกว่า ๓๕ ปี ได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ผมถึงเรียนว่าตรงนี้มันไม่ใช่เนื้อหาสาระที่ต้องมาเขียนซ้ำ แต่มันเป็นหลักของ การเขียนกฎหมาย ถ้าหากว่ามีเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งมันขาดไปหรือเกินไปภายหลังจาก เข้ามาเป็นแล้วเขาต้องสิ้นสุดสมาชิกภาพ เขียนซ้ำให้เกิดความชัดเจน ผมถึงเรียนว่าผมเห็น ด้วยกับสมาชิกที่เอ่ยนามไปคือ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ว่าต้องใส่ครับ เพราะถ้าไม่ใส่หลักที่ ท่านเขียนมันตีกันเองไปหมดเลยครับ อย่าว่าแต่ไปตีกับของที่เป็นอยู่ปัจจุบัน ตีกันเอง ในมาตราของท่านด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการด้วยความเคารพครับว่าที่ผมเสนอข้อคิดเห็นตรงนี้จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ กับการทำงาน แล้วก็ผลงานที่เราได้ทำไว้ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในครั้งนี้ด้วย ผมเรียนท่านประธานครับ เป็นตัวอย่างที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานต่อไปว่าในส่วนนี้ที่ผม คิดว่าคณะกรรมาธิการได้ทำมา จะเรียกว่าผิดพลาดหรือไม่รอบคอบก็สุดแล้วแต่ เมื่อสักครู่ ก็มีท่านกรรมาธิการชี้แจง ผมขอเรียนครับว่าในประเด็นนี้ยังไม่ได้พูดกัน ก็คือว่าในวรรคสาม เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุ อื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ท่านประธานครับ นี่ภาษาไทยครับ คราวออก ไม่ใช่สิ้นสภาพนะครับ ตอนระหว่างที่ประชุมคณะกรรมาธิการเราเคยมีประเด็นอยู่คำหนึ่งครับ ถ้าหากว่าท่านคณะกรรมาธิการจำได้ คำว่า เลือกตั้งเสร็จ กับเสร็จสิ้น ท่านจำได้ไหมครับ ที่ผมเคยยกตัวอย่างให้ฟังว่ามันไม่เหมือนกัน ภาษาไทยมันแปลความกันคนละเรื่อง ท่านลอง มาดูนะครับ ท่านเขียนตรงนี้บอกว่าเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใด นอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ คราวออก มันแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเราได้กำหนดเอาไว้ให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. มีวาระ และออกตามวาระนั้น เช่นเราบอกว่าวุฒิสมาชิกมี ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งมีอายุเท่านี้ ถึงเวลาที่ต้องจับฉลากออกไปจำนวนนี้นะ อันนั้นละครับ เรียกว่าคราวออก แต่ว่าสภามันยังมีอยู่ สภาพของสมาชิกก็ยังมีอยู่ เพียงแต่ว่าใครที่เข้าเงื่อนไข ก็ถึงคราวออกเป็นคน ๆ เป็นวาระหรือเป็นอะไรก็ว่ากันไปถึงเรียกว่า คราวออก ครับ แต่ว่าท่านประธานครับ ลองไปดูในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ขึ้นมาก็ไม่ใช่แล้วครับ ขึ้นมาของมาตรา ๒๙๑/๑๕ บอกว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลงในกรณีต่อไปนี้ สภาสิ้นสุดนะครับ ไม่ใช่ สมาชิกสิ้นสภาพ ถ้าสมาชิกสิ้นสภาพยังพอว่าครับ เพราะสภายังมีชีวิตอยู่ นี่สภาสิ้นสุดแล้ว ไม่มีชีวิตของสมาชิกแล้วครับ ขึ้นมาก็ไม่ตรงกับที่ท่านว่าแล้วเห็นไหมครับ ก็ในเมื่อท่านบอกว่า ถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ แต่มาตรา ๒๙๑/๑๕ มันคือสภาสิ้นสุดอายุลง ไม่เหลือ ตัวตนอยู่แล้ว และจะไปทำอะไรอีกละครับ และพอมาดูเนื้อของเขานะครับ ใน (๑) (๒) (๓) (๔) ของมาตรา ๒๙๑/๑๕ ข้อแรกเลยครับ

(๑) สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่งตามมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสี่ ทั้งนี้ภายใต้บังคับของมาตรา ๒๙๑/๘ วรรคสาม

(๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ระยะเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง

(๓) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

(๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไปตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่

มี ๔ ข้อนี้เองครับ ท่านประธานลองผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการสิครับว่า ๑ ใน ๔ ข้อนี้ หรือ ๔ ข้อนี้ ข้อไหนที่เป็นคราวออกครับ ที่เป็น คราวออกของสมาชิกท่านใดท่านหนึ่งที่เป็น สสร. อยู่ ที่ทำให้เกิดต้องมีการเลือกตั้งครับ เพราะมันออกทั้งสภา สภามันสิ้นสุดลง มันไม่มีสมาชิกเหลือแล้วครับ เหมือนพวกเราละครับ ครบ ๔ ปี หรือยุบสภาก็หมดครับ ส.ส. นะครับ มันไม่ใช่คราวออกอย่างไรครับ และท่านไป บอกว่า คราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ มีได้อย่างไรครับ ไม่มี ตรงนี้เริ่มต้นท่านก็ขัดแย้ง แล้วครับ ทีนี้ท่านประธานมาดูต่อ เอาเป็นว่าผ่านตรงนั้นไป ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้ง หรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทน ตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลา ๓๐ วัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของ สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน มีเพื่อนสมาชิกแปรญัตติ ตรงนี้ แล้วพูดไปว่าบางท่านก็เห็นว่า ๔๕ วัน บางท่านก็บอกว่านับแต่ตรงไหน ท่านกรรมาธิการ ได้กรุณาชี้แจงก่อนผมขึ้นมาพูด บอกว่าก็นับแต่วันที่เขาพ้นตำแหน่ง ประเด็นของผมไม่ใช่ ตรงนั้นครับ กฎหมายเขียนให้ชัดโดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ ท่านประธานลองดูถ้อยคำนะครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการนะครับ ผมเรียนเมื่อกี้ครับ ภาษาไทยให้เขาเลือกให้เสร็จครับ หรือดำเนินการเลือกตั้งครับ ท่านบอกให้เขาดำเนินการ เลือกตั้งภายใน ๓๐ วันนะครับ เลือกตั้งหรือคัดเลือกให้ดำเนินการครับ แปลว่าเขาต้องเริ่ม ดำเนินการภายใน ๓๐ วันครับ ที่ ๓๐ วันนับแต่วันไหนเดี๋ยวค่อยว่ากันนะครับ แต่นี่ท่านบอกว่า ให้เขาดำเนินการนะครับ ท่านประธาน และท่านประธานคณะกรรมาธิการลองอ่านข้อความ ในวรรคสามของมาตรา ๒๙๑/๘ ของท่านดู เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งผมเรียนแล้วว่าไม่มีนะครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือประธานรัฐสภาดำเนินการ เลือกตั้งครับ เห็นไหมครับ ดำเนินการเลือกตั้ง หรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างภายใน ๓๐ วัน เจตนารมณ์ท่านต้องการให้เขาเลือกแล้วได้ตัวตนให้เสร็จ ภายใน ๓๐ วัน หรือว่าท่านต้องการให้เขาเริ่มกระบวนการดำเนินการภายใน ๓๐ วัน และให้ เลือกให้เสร็จเมื่อไรครับ ก่อนหน้านี้ในมาตราก่อนหน้านี้ครับ มาตรา ๒๙๑/๕ เรายังได้เขียน กำหนดเห็นไหมครับ ให้รับสมัครภายในวันนั้น ให้เลือกภายในวันนี้ ให้เสร็จภายในวันนี้ครับ ทำไมตรงนี้ท่านไม่เขียนละครับ ท่านใช้คำว่า ให้ดำเนินการ ซึ่งคำว่า ให้ดำเนินการในมาตรา อื่นก่อนหน้านี้ แปลว่าเริ่มต้นกระบวนการครับ ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้แล้วเมื่อกี้คนอื่นเขาถาม ว่านับจากวันไหน ของผมนับจากวันไหนให้เริ่มดำเนินการ หรือนับจากวันไหนให้เริ่มต้น ให้เร่งเสร็จสิ้นครับ เพราะท่านใช้คำว่า ให้ดำเนินการ ไม่ได้ใช้คำว่า เลือกตั้งให้เสร็จภายใน ๓๐ วันนับแต่วันตำแหน่งว่าง แต่ที่ผมฟังท่านกรรมาธิการชี้แจงมา ผมฟังแล้วเหมือนกับว่าท่านต้องการให้เลือกให้เสร็จให้ได้ตัวตนภายใน ๓๐ วัน แต่ผม จะเรียนท่านประธานว่าที่ท่านเขียนมันไม่ใช่ครับ ที่ท่านเขียนให้เริ่มดำเนินการเองครับ แต่ว่า จะเสร็จเมื่อไรในนี้ไม่ได้บอก ท่านต้องเอาให้แน่ครับว่าท่านจะเอาอย่างไรแน่ แต่ถ้าท่านบอกว่า ให้เลือกให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน ท่านไม่ได้เขียนไว้นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกปัญหา หนึ่งที่ผมเรียนท่านประธานว่าที่ท่านยกร่างมานี่จะเป็นปัญหา เพราะว่าจะทำให้เกิดการขัดแย้ง กันเองในตัวของท่านเองแล้วจะเป็นปัญหาต่อไป เพราะถ้าเป็นคนอื่นขัดกับรัฐธรรมนูญ ใช้ไม่ได้ แต่รัฐธรรมนูญขัดกันเองจะเป็นอย่างไรต่อไป

ขออนุญาตเรียนท่านประธานครับ ในประเด็นต่อไปครับว่าในวรรคท้ายท่าน ได้เขียนว่าในกรณีที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลงตาม วรรคสาม ให้สภาร่างรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป แต่ทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญต้องมี จำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) ผมเรียนท่านประธานครับว่าเขียนอย่างนี้ผมดูแล้วอยากจะเรียนถามครับ คำว่า มีจำนวน สมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) และ (๒) หมายความว่าของใครของมันหรือว่ารวมกันครับ ที่มามาจาก ๒ ทาง ทางหนึ่งมาจากเลือกตั้ง อีกทางมาจากคัดเลือก เอามารวมกันเป็น ๙๙ คนเป็นสภา เมื่อเอามาประกอบกันเป็น ๙๙ คน องค์ประชุมก็คือกึ่งหนึ่งของ ๙๙ คน ทีนี้ถ้าบอกว่าทั้งนี้สภาร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีจำนวน สมาชิกเหลืออยู่ไม่น้อยกว่ากึ่งของจำนวนสมาชิกตามมาตรา ๒๙๑ (๑) และ (๒) หมายความว่า ของใครของมันหรือครับ เช่น ถ้าจำนวนสมาชิกเลือกตั้ง ๗๗ คน เหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง จำนวน ของคัดเลือกเหลือไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ท่านไปแบ่งแยกอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะเมื่อเขาเลือกกัน มาแล้วมาอย่างไรรวมมาเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เมื่อมันเหมือนกันมันควร จะนับยอดรวมกันสิครับ ท่านไปแบ่งแยกเป็น ๒ ฝ่ายในนั้นอีกได้อย่างไร และหลังจากนั้น ถ้าหากว่าจะต้องไปเลือกของฝ่ายไหนก็ไปว่ากันตรงนั้นครับ และที่สำคัญตรงนี้ครับ ผมถึง เรียนท่านประธานว่าผมถึงไม่สามารถเห็นด้วยกับร่างของทางคณะกรรมาธิการในสิ่งที่ผม ได้เรียนท่านประธานไปผมถึงได้แปรญัตติ ทีนี้เมื่อแปรญัตติผมเรียนท่านประธานครับว่าผม ได้สงวนคำแปรญัตติไว้ทุกวรรคเลย

ในวรรคแรก ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมได้เพิ่มเป็นมาตรา ๒๙๑/๑/๒ ที่เรียนในเบื้องต้นไปแล้ว แต่ว่าอันนี้เมื่อมันผ่านมาตรา ๒๙๑/๑ ไปแล้วผมไม่พูด

พอมาวรรคสอง ท่านประธานครับ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) สิ้นสุดลงเมื่อ ตรงนี้ผมไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่าอันนี้ เป็นเงื่อนไขขาออก ไม่ใช่ขาเข้า ผมไม่ใช่คำว่า หรือ ผมใช้คำว่า และ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกแบบไหน ทั้ง ๒ คนถ้าเข้าเงื่อนไขพวกนี้ก็ไปหมดละครับ

ประเด็นต่อไป ในความเห็นของผมผมได้พูดเอาไว้ในมาตรา ๒๙๑/๗ ว่าที่มา ของการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ครั้งนี้มันมาจากสภาผู้แทนราษฎรกับ วุฒิสภาที่ประกอบกันเป็นรัฐสภาชุดหนึ่ง และเมื่อเป็นสภาที่มาชั่วคราวมาแล้วก็ไป เกิดแล้วก็ดับ ไม่ใช่เป็นสภาลักษณะถาวรเหมือนที่พวกเรานั่งกันอยู่ ก็แปลว่าเขามาตามนโยบายหรือตาม ความคิดเห็นของรัฐสภาชุดนั้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐสภาชุดนั้นเขาก็ควรต้องถามรัฐสภา ชุดใหม่ ซึ่งผมคิดว่าท่านกรรมาธิการคงไม่เห็นด้วยกับผมอยู่แล้ว แต่ผมเห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ ถูกต้อง ผมจึงได้ขออนุญาตสงวนคำแปรญัตติแล้วก็เพิ่มเข้าไป ซึ่งในนี้เจ้าหน้าที่ก็ไปใส่เป็น ๑/๑ ว่าเมื่ออายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ประกอบเป็นรัฐสภาที่มีมติให้จัดทำรัฐธรรมนูญ สิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ที่ผมเขียนอย่างนี้หรือแปรญัตติอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้เกิด ความชัดเจนครับว่าในการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ที่มีการแก้ไข ผมมองด้วยใจเป็นกลางว่าท่าน ไม่ได้เขียนมาเพื่อการใดการหนึ่ง แต่เมื่อมันเขียนแล้ว มันใช้แล้ว มันจะต้องติดอยู่ใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ ไม่ว่ามันจะร่างเสร็จหรือไม่ร่างเสร็จ มันต้องติดอยู่อย่างนี้ครับ ต่อไปก็ต้องถือเป็นมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แม้จะยกเลิกไปโดยมีการจัดทำ รัฐธรรมนูญใหม่ ถ้ามีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นผมเรียนท่านประธาน ว่าอายุของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่อยากจะให้มีการแก้รัฐธรรมนูญมันอาจจะครบวาระลงไป ก่อนที่จะมีการดำเนินการเสร็จก็ได้ ไม่ว่าจะโดยครบวาระหรือโดยการยุบสภา เมื่อเป็น เช่นนั้นคนที่ให้กำเนิด สสร. หรือว่าคนที่ให้กำเนิดการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้สิ้นสุด อายุลงแล้ว นโยบายต่าง ๆ ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น สสร. ก็ควรจะ สิ้นสุดอายุครบวาระตามเขาไปด้วย อันนี้คือเหตุผลที่ผมคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใส่เอาไว้ ก็จะเป็นปัญหาว่าควรจะให้เขาหมดอายุความไปไหม ผมจึงได้ใส่เงื่อนไขอันนี้เป็นการสงวน คำแปรญัตติของผม ซึ่งทางฝ่ายเลขาธิการก็ได้ไปปรับปรุงเป็น ๑/๑ เข้าไป แต่ว่าอย่างที่ผม เรียนท่านประธานเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๕ นี้ คณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ไปแล้วในที่ประชุมรัฐสภานี้ ก็ต้องถือมีการแก้ไขโดยคณะกรรมาธิการ เมื่อเป็นเช่นนั้น ผมก็ต้องเรียนว่าควรจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้วก็เพิ่มเงื่อนไขอีก ๑ ข้อ ในเรื่องของ คำพิพากษาศาลที่ให้สิ้นสุดไปเพื่อจะได้หมดปัญหาในการตีความเรื่องสมาชิกภาพขาออกตรงนี้ ของผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิสภา สสร. ในส่วนของ (๔) กับ (๕) ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นว่าเงื่อนไขหลายอย่างที่ขาเข้าอาจจะไม่ใช่ แต่ขาออกอาจจะทำให้เป็นไปได้ เช่น การเกิดไปรับราชการ เขาอาจจะเกิดได้รับโอกาสเป็นข้าราชการหรือเป็นอะไรก็สุดแล้วแต่ อันนี้ขาเข้าอาจจะไม่ได้เป็น แต่ขาออกเมื่อเขาระหว่างทำหน้าที่อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ อย่างนี้ ก็ควรจะอยู่ และสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทเมื่อมีเงื่อนไขบางอย่างร่วมกันก็ควรจะประเภทเดียวกัน ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องมี (๕) แล้วก็ควรจะรวมกันไว้เป็นอนุมาตราเดียว ท่านประธาน ที่เคารพครับ ในวรรคสามหรือย่อหน้าที่ ๓ ของมาตรา ๒๙๑/๘ ที่ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานว่าเมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ยืนยันมาแล้ว ไม่มีการแก้ไขร่างของรัฐบาลนั้น มันมีประเด็นที่อาจจะทำให้เกิดข้อตีความและเกิดข้อสับสน ในหลายเรื่อง เช่น ใช้คำว่า ถึงคราวออก ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ซึ่งมันไม่มีคราวออก ในมาตรา ๒๙๑/๑๕ แล้วก็การนับระยะเวลาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ตัดคำว่า ถึงคราวออก ตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ แต่ผมใส่คำว่า ว่างลงเพราะเหตุใด ขอโทษนะครับ เมื่อตำแหน่ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ ผมอ่านตามร่างของท่านแล้วนะครับ (๑) หรือ (๒) ว่างลงเพราะเหตุอื่นใดนอกจากเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ผมใส่ไปอันเดียว (๑) เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าในมาตรา ๒๙๑/๑๕ ถ้าหากว่าท่านประธานไปดู (๑) (๒) (๓) (๔) ไม่เกี่ยวกันเลยนะครับ มาตรา ๒๙๑/๑๕ (๒) สภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จกำหนดเวลาตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหนึ่ง ให้สภาสิ้นสุดอายุลง ก็ในเมื่อเขาทำงานไม่เสร็จ ทำงานไม่ได้ และมีเหตุผลอะไรต้องไปเลือกต่อครับ ใน (๓) เมื่อ ร่างรัฐธรรมนูญได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็งานเสร็จแล้วอย่างไรครับ งานเสร็จแล้ว ประกาศใช้แล้ว และท่านจะให้เขามาเลือกตั้งทำไม กันอีกละครับ เราไม่พูดถึงคำว่า ถึงคราวออก นะครับ แต่ท่านใช้คำว่า มาตรา ๒๙๑/๑๕ โดยท่านไม่ได้เขียนแยกในอนุมาตราต่าง ๆ ไว้ ก็แปลว่า ใช้ทั้งมาตราครับ ก็ในเมื่องานเสร็จแล้วครับ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ประกาศ ราชกิจจานุเบกษาแล้ว และจะมาเป็นเงื่อนไขเลือกทำไมครับ ใน (๔) เมื่อร่างรัฐธรรมนูญตกไป ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก หรือมาตรา ๒๙๑/๑๓ วรรคสี่ ก็ตกไปแล้วอย่างไรครับ และท่านจะเขียนเงื่อนไขเอาไว้ทำไมล่ะครับให้เขามาเลือกใหม่อีก ผมถึงเรียนว่าที่เขียนไว้ อาจจะทำให้เป็นปัญหา ส่วนเหตุผลของผมที่ผมเอามาเหลือแค่นี้แปลว่าอะไรครับ บอกกับ ท่านประธานลองอ่านให้ดีนะครับ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ มาตรา ๒๙๑/๒ ซึ่งผมบอกว่ามันผ่านไปแล้ว ผมก็ไปอ่านมาตรา ๒๙๑/๒ (๑) หรือ (๒) ว่างลง เพราะเหตุอื่นใด นอกจากเหตุตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ (๑) ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ ประธานรัฐสภา แล้วแต่กรณี ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แทนตำแหน่งที่ว่างภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลงครับ เว้นแต่ ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน แปลว่า ถ้าหากว่าว่างเพราะเหตุใดที่นอกจากอันนี้ครับ ต้องมีการเลือก อันเดียวครับ ก็คือกรณีที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญมีจำนวนสมาชิกเหลืออยู่ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง แต่เขายังทำงานไม่เสร็จครับ ถ้าจะ มีก็ต้องให้อันนี้เท่านั้นล่ะครับ แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้นะครับ ไม่มีคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ เพราะมาตรา ๒๙๑/๑๕ มันสิ้นสุดสภาแล้วครับ