รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วรงค์ เดชกิจวิกรม แปรญัตติแก้ไขมาตรา ๒๙๑/๗ เพื่อแก้ไขปัญหาการใช้กฎระเบียบในการเลือกตั้ง และเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเปิดโอกาสให้สมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ลงไปพบปะรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชน นอกจากนี้ ยังแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการบังคับใช้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นโปรแกรมแบบชั่วนิรันดร์ และเรียกร้องให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับความเห็นพ้องจากทุกภาคส่วนของประชาชน

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ในมาตรา ๒๙๑/๗ ผมได้มีการแปรญัตติสงวนคำแปรญัตติไว้ แล้วก็อยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังทางคณะกรรมาธิการว่าท่านอาจจะแปลกใจทำไมพวกผมแปรญัตติ กันเยอะ ตัวผมเองนี้แทบจะแปรญัตติกันทุกมาตรา แต่ก็อยากจะกราบเรียนเพราะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถ้าเราไล่ดูรายมาตรามันเป็นปัญหาครับ ผมไล่ดูแล้วตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๖ ถ้ามีการแก้ไขตามที่เสียงข้างน้อยได้ท้วงติง ก็คือเรื่องการใช้กฎระเบียบ ในการเลือกตั้ง ท่านประธานไม่เป็นอะไรครับ พอดีผมได้ยินเสียงคนตะโกน ผมก็เลยเสียสมาธิไปนิดหนึ่งครับ ได้ยินเสียงคนตะโกนคุยกันดังหน่อย เลยทำให้ผมเสียสมาธิไปนิดหนึ่ง อาจจะหยุดชะงัก ไปหน่อย คือผมเข้าใจว่าสิ่งที่ท่านยอมในมาตรานั้นก็เพราะเป็นไปไม่ได้ ท่านจะยอมมีการแก้ไข ให้เอา พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. มาประยุกต์ใช้ แต่หลาย ๆ ประเด็นผมถือว่า เป็นการรวบรัดตัดตอน โดยเฉพาะในมาตรานี้ มาตรา ๒๙๑/๗ ผมก็เชื่อว่าท่านมีการผูกปม ในการรวบบางสิ่งบางอย่างไว้อยู่ ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่าในมาตรานี้ ประเด็นสำคัญ

ในกรณีแรก ก็คือในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามบทนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าคนเขียนกฎหมายฉบับนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้มอบให้อำนาจกับท่านประธานรัฐสภาไว้เยอะมากนะครับ ตอนมาตรา ๒๙๑/๖ ก็มีการพูดถึงตำแหน่งนี้ครับ ผมขออนุญาตย้ำไปที่ตำแหน่งว่าคนร่าง แก้ไขนี้มอบอำนาจให้กับท่านประธานรัฐสภาเพื่อรับจ๊อบ (Job) ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้อำนาจท่านไว้เยอะมาก ถ้าผมจะเปรียบเทียบซึ่งมีเพื่อนสมาชิกได้พูดไปแล้ว ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ได้พูดถึงการเปิดสมัยวิสามัญ การเปิดสมัยวิสามัญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๙ ไม่ได้ให้อำนาจท่านประธานไว้นะครับ แต่บอกว่าให้ ส.ส. หรือ ส.ว. หรือ ส.ส. และ ส.ว. รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๓ เข้าชื่อกันเพื่อมอบกับท่านประธานรัฐสภา และให้ประธานรัฐสภา นำความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ก็เท่ากับว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ ปี ๒๕๕๐ ที่บอกว่าที่ท่านอ้างว่าเป็นเผด็จการ แต่สาระประธานรัฐสภายังไม่มีอำนาจ เลยครับ จะต้องมี ส.ส. และ ส.ว. ลงนามกันสูงถึง ๑ ใน ๓ ครับ ถ้า ๒ สภาเรามี ๖๕๐ คน ลงนามก็ต้องอย่างน้อย ๒๐๐ กว่าคน แต่ถ้าเฉพาะ ส.ส. อย่างเดียว ๕๐๐ คนก็ต้องลงนาม ไม่น้อยกว่า ๑๖๐-๑๗๐ คน ในทางตรงกันข้ามท่านกำลังจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะแค่ มาตรา ๒๙๑ อย่างเดียว ท่านให้อำนาจประธานรัฐสภาคนเดียว ผมจึงถามท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชน ท่านกล่าวหาว่าอันนี้คือเผด็จการ แต่อำนาจประธานรัฐสภาไม่มีครับ ต้องมี ส.ส. และ ส.ว. ๑ ใน ๓ ครับ ท่านประธานรัฐสภาถึงจะดำเนินการได้ในการเปิดสมัยวิสามัญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข มาตรา ๒๙๑/๗ ปรากฏว่าเขียนไว้ชัดเจนว่าให้อำนาจประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลเพื่อเปิดสมัยวิสามัญได้ เท่ากับว่าท่านประธานท่านมีอำนาจอยู่คนเดียวเลย ผมก็เลยงงครับว่าในสาระของรูปแบบและเนื้อหา อันนี้กล่าวหาว่าเป็นเผด็จการแต่สาระ เป็นประชาธิปไตย ประธานรัฐสภาไม่มีอำนาจ แต่สิ่งนี้ท่านบอกว่ามาจากที่ประชุม ส.ส. ส.ว. ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่ท่านกลับให้อำนาจประธานรัฐสภาไว้แค่คนเดียวครับ ผมว่าอันนี้ก็คือเผด็จการครับ ที่รวบอำนาจมอบให้กับประธานรัฐสภาแค่คนเดียว และคำถาม ต่อไปว่านอกจากกระบวนการที่ผมไม่เห็นด้วยแล้ว ท่านมอบอำนาจให้ประธานรัฐสภาคนเดียว แล้วไม่เห็นหัวทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เลย ลำพังกระบวนการนี้เรามองว่าเราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว และมาดูด้วยสาระของการเปิดวิสามัญเรามาดูรัฐธรรมนูญที่ท่านกล่าวหา มาตรา ๑๒๘ ได้พูดถึงว่าเมื่อมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ เปิดสมัยวิสามัญได้และการเปิดสมัยวิสามัญ ก็คือใช้พระราชกฤษฎีกา คำถามที่ผมจะขอถามว่าถ้าท่านประธานจะเปิดสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาเรื่องรัฐธรรมนูญ มันเป็นประโยชน์เร่งด่วนแห่งรัฐนักหรือครับ อันนี้ผมเรียนกับ ท่านประธานตรง ๆ นะครับว่าความจริงในช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธานควรจะเปิดโอกาส ให้เพื่อนสมาชิกทั้ง ส.ส. และ ส.ว. ลงไปพบปะรับฟังปัญหาพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยผมก็ต้องร้องเรียนพี่น้องประชาชนบอกท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนว่า ความจริงพวกเราควรจะได้ปิดสมัยประชุมเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายนที่ผ่านมา และหัวหน้าพรรคผม ก็มีแผนงานในการลงพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นพี่น้องประชาชน แต่โปรแกรม (Program) พวกนี้ต้องถูกยกเลิกหมดเลยครับ จะลงไปได้ก็เฉพาะวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรืออาจจะมีวันจันทร์ แต่แทนที่หลายโปรแกรมที่ พวกเราเซตไว้เป็นวันอังคาร วันพุธ วันพฤหัสบดี โปรแกรมพวกนี้ทุกอย่างถูกยกเลิกหมดครับ ดังนั้นผมถึงมองว่าในช่วงปิดสมัยประชุมท่านประธานที่เคารพ เราควรจะใช้เวทีแห่งนี้ เป็นการพิจารณาประโยชน์แห่งรัฐในกรณีความจำเป็นเร่งด่วน เช่น ถ้าท่านประธานจะเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณแผ่นดิน ผมถือว่าจำเป็นครับ หรือแม้แต่ถ้าเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมขึ้นมาประชาชนเดือดร้อน เกิดถ้าเป็นช่วงปิดสมัยวิสามัญ ท่านเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วน ประชาชนถูกน้ำท่วม แผ่นดินไหว สึนามิ ปัญหาไฟใต้ อันนี้ผมสนับสนุนครับ แต่ผมมองว่ารัฐธรรมนูญมีความสำคัญแต่ไม่ได้ เร่งด่วนถึงขนาดว่าท่านต้องทำแบบหามรุ่งหามค่ำ สมัยวิสามัญก็ต้องเปิดมาเพื่อพิจารณา อย่างเร่งด่วน ผมจึงมีความจำเป็นที่จะร้องผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนนะครับว่า ผมจำเป็นต้องฟ้องประชาชนครับ เพราะว่าวันนี้โหวตอย่างไรก็แล้วแต่ผมก็แพ้ท่านตลอดครับ ตั้งแต่มาตรา ๒๙๑/๑ ถึง มาตรา ๒๙๑/๖ มาผมแพ้ท่านมาตลอด แต่ผมเชื่อว่าเวลาเราฟ้อง ประชาชนแล้วประชาชนจะฟังแล้วเข้าใจครับ อยากจะบอกกับพี่น้องประชาชนว่าเฉพาะ ประเด็นการเปิดสมัยวิสามัญแค่ให้ประธานคนเดียวมีอำนาจก็เผด็จการแล้ว แต่การถูกบังคับ ให้ต้องมานั่งเฝ้าสภาเป็นช่วงเวลาที่จะต้องปิดสมัยประชุมเพื่อไปฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนมีความเดือดร้อน พวกผมรับฟังมาเพื่อเอามาเป็นประเด็นไปนำเสนอต่อทาง รัฐบาล แต่ขณะนี้ท่านกำลังให้อำนาจต่อท่านประธานรัฐสภาในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่ออะไรครับ เพื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ผมยังมีข้อกังขาครับ ผมสนับสนุนเพื่อน สมาชิกหลายคนครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านพยายามผลักดันแบบหามรุ่งหามค่ำมิหนำซ้ำ ในการเขียนตามมาตราต่าง ๆ ที่ผูกปมไว้เพื่อมอบให้อำนาจให้กับตัวท่านประธานรัฐสภาต้อง ไม่ปกติ ผมไม่เชื่อว่าชีวิตความเป็นผู้แทนราษฎรผมได้รับคำชมจากผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าเป็น ส.ส. ที่แอคทีฟ (Active) คนหนึ่ง แต่ช่วงปิดสมัยประชุมผมยังอยากลงพบปะ พี่น้องประชาชน ยังไม่อยากมาประชุมตรงนี้ ผมคิดว่าในช่วงปิดสมัยอย่างนี้ผมเจอประชาชน จะแก้ปัญหาประชาชนให้มากกว่าครับ ยกเว้นมีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้นท่านผูกปมไว้ใน มาตรา ๒๙๑/๗ ที่บอกว่าให้อำนาจประธานรัฐสภาสามารถเปิดสมัยวิสามัญในการพิจารณา ต่อได้ รัฐธรรมนูญที่ท่านกำลังจะแก้ต้องมีปมอะไรที่ไม่ปกติ และอยากจะบอกพี่น้องประชาชน ทุกท่านนะครับว่ากรุณาติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างใกล้ชิด เพราะว่ามันต้องมีปมที่ ไม่ปกติเกิดขึ้นถึงทำให้ท่านประธานรัฐสภาต้องขยันมากขนาดนี้

ประเด็นถัดมาที่ผมจะต้องพูดต่อ ก็คือถ้าอายุสภาสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภา ท่านบอกว่ามิให้นับระยะเวลา ถ้าจะต้องผูกติดกันไว้นะครับ พี่น้องประชาชนอาจไม่เข้าใจ เนื่องจากว่าการมี สสร. ครั้งนี้จะผูกติดด้วยเงื่อนเวลา เช่น ๙๐ วันแรกจะต้องมี สสร. เพราะ มีเงื่อนเวลาบังคับไว้อยู่ หลังจากมี สสร. มีการบังคับไว้ว่า ๒๔๐ วันต้องทำให้จบ อันนี้ผูกติด ด้วยเงื่อนเวลาไว้ ท่านก็เขียนไว้ชัดเจนว่าถ้าสภาสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาเกิดขึ้น เพราะ เราไม่รู้นี่ครับ อาจจะเดือน ๒ เดือนประชาชนเดือดร้อนมาก ๆ ออกมาขับไล่รัฐบาล นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา แต่ท่านผูกไว้ว่ามิให้นับระยะเวลาพวกนี้ไม่ให้นับต่อ ก็เท่ากับว่ากระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญท่านเขียนเป็นโปรแกรมแบบชั่วนิรันดร์ไว้ ผมไม่เห็นด้วยครับ ท่านประธานครับ การบังคับในรัฐธรรมนูญให้กระบวนการแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นโปรแกรมแบบชั่วนิรันดร์เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมถึงอยากกราบเรียนกับ ท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนนะครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เหมือนการร่าง พ.ร.บ. หรือแก้ไข พ.ร.บ. การแก้ไข พ.ร.บ. หรือแก้ไขกฎหมาย นั่นคือนโยบายของรัฐบาลท่านสามารถ เอามายืนยันดำเนินการได้ มันคือนโยบายของรัฐบาลใช้เสียงข้างมากได้ แต่รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดท่านประธาน ในเมื่อสิ่งสูงสุดเสียงข้างมากอย่างเดียวไม่เพียงพอครับ ผมต้องย้ำเตือนไปยังท่านประธานสามารถด้วยความเคารพเลยครับ รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งเดียว ที่ถือว่าเป็นกฎหมายสูงสุดใช้เสียงข้างมากอย่างเดียวไม่พอ ท่านต้องใช้ความเห็นพ้องจาก พวกผมด้วย ท่านต้องใช้ความเห็นพ้องจากพี่น้องประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ครับ ท่านอาจจะ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ คนไม่เห็นด้วย ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นกฎหมายทั่วไปท่านทำได้เลยครับ เพราะนั่นคือนโยบาย แต่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจะไปต่อเมื่อมีการเห็นพ้องทุกภาคส่วน ถ้าท่านปล่อยให้เสียงข้างน้อยไม่เห็นพ้องและออกมาคัดค้านครับ สุดท้ายผมเชื่อเลยว่ามันไปไม่ได้ ต่อให้ท่านใช้เสียงข้างมากยกมือสนับสนุนให้ไปได้ สุดท้าย รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไปไม่ได้ เพราะว่ามันเป็นรัฐธรรมนูญเฉพาะของเสียงข้างมาก ไม่ใช่ของ ประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการที่ท่านล็อกไว้เลยครับ ท่านล็อกไว้เลยว่าถ้าเกิดยุบสภาหรือ สภาหมดอายุก็เท่ากับว่าท่านบังคับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ยังสามารถดำเนินการต่อได้ ผมว่ามันไม่แฟร์ (Fair) ครับท่านประธาน คือวันนี้เสียงข้างมากอ้างว่าเป็นนโยบาย ถ้าสมมุติว่า อายุของสภาหมดไปด้วยกระบวนการหรือปัญหาทางการเมืองต่าง ๆ ผมต้องถือว่าท่านต้องแฟร์ กับประชาชนครับ ส.ส. ทุกคน พรรคการเมืองทุกพรรคการเมืองต้องไปพบปะพี่น้องประชาชน แล้วก็ถ้าประชาชนต้องการให้ท่านจะมาร่างใหม่ จะมาเริ่มต้นใหม่ ท่านก็หาเสียงไป แล้วก็ ประชาชนเลือกใหม่ ท่านก็มาดำเนินการ แต่ไม่ใช่ว่าท่านมาล็อกไว้เลยว่าทุกรัฐบาลจะมีช่อง ตรงนี้อยู่ในการให้กระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญดำเนินการต่อ ผมว่าท่านเอาเปรียบ ประชาชนมากเกินไป จึงอยากจะกราบเรียนว่าประเด็นนี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ผมได้ มีการแก้ไขใช้ประโยคที่ว่าถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ให้ถือว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สิ้นสุดลง ผมว่าแฟร์ครับท่านประธาน คือถ้า เกิดเหตุอันไม่บังควรกับรัฐบาลชุดนี้ มีการยุบสภาเกิดขึ้น เรื่องนี้มันเป็นความขัดแย้งของ สังคม มันต้องจบไปครับ มันควรจะจบไปพร้อมกับการยุบสภาของทางรัฐบาลหรือไปพร้อม กับรัฐบาลชุดนี้ รอรัฐบาลใหม่เข้ามา ถ้าต้องการจะมีการแก้ไขประเด็นไหน ประเด็นต่าง ๆ เขาอาจจะเสนอขึ้นมาได้ ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ แต่ท่านมาผูกติดอย่างนี้ ผมว่ามันไม่แฟร์กับพี่น้องประชาชน อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านประธาน สามารถนะครับว่าผมอยากให้ท่านใจกว้างสักนิดหนึ่งครับ อันไหนที่ท่านถอยได้ ท่านก็ถอยไป เพื่ออย่างน้อยให้เสียงข้างน้อยอย่างพวกผมที่ท้วงติงในสิ่งที่เป็นประโยชน์มันก็ได้มีจุด ที่เราเจอกัน เพราะฉะนั้นอยากจะย้ำกับท่านประธานใน ๒ ประเด็นสุดท้ายทิ้งทวนเลยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดฉบับเดียวเท่านั้นที่เสียงข้างมากอย่างเดียวแก้ไม่ได้ ท่านต้องมีการเห็นพ้องของเสียงข้างน้อยด้วยมันถึงจะไปได้ครับ

และประเด็นถัดมา อยากจะฝากความรู้สึกที่ดีไปยังท่านประธานสามารถอีก ครั้งหนึ่งว่าท่านมักจะพูดอยู่ว่าลืมอดีตเพื่อปรองดองกัน ท่านจำได้ไหมครับ ตอนที่ปรองดองเข้า ท่านมักจะพูดว่าพวกเราต้องลืมอดีตเพื่อพวกเราจะได้ปรองดองกัน แต่ทำไมทีรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ท่านไม่เห็นลืม ท่านก็บอกว่าอันนี้คือเผด็จการ ซึ่งอันนี้มาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่ท่านไม่ลืม ก็เท่ากับว่าอะไรที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ว่าไปอย่างหนึ่ง อะไรที่ท่านได้ประโยชน์ท่านก็ลืมได้ แต่อะไรที่ท่านไม่ต้องการท่านก็ไม่ลืม เพราะฉะนั้นผมก็เลยไม่เข้าใจคำว่า ลืม ของท่าน มันเป็นอย่างไรกันแน่ เลยฝากข้อคิดเห็นอันนี้ไปยังท่านประธานสามารถและกรรมาธิการ เสียงข้างมากครับ ขอบคุณครับ