รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับการรวบอำนาจไปไว้ที่ประธานรัฐสภา และเรียกร้องให้มีการอธิบายเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการรวบอำนาจไปไว้ที่ประธานรัฐสภา และเรียกร้องให้มีการอธิบายเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และเสนอข้อเสนอเกี่ยวกับการเรียกประชุมรัฐสภา

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับ ผมขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่าในการที่ผมต้องขอสงวนคำแปรญัตติในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมมีเหตุผลหลายเหตุผล

เหตุผลประการแรก ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ถ้าหากว่าท่านประธานอ่านคร่าว ๆ มันก็จะเป็นเหมือนกับที่ท่านประธานได้ให้เหตุผลกับ สมาชิกท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านว่าไม่เห็นมีอะไร แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วครับ ท่านประธานครับ ในความไม่มีอะไร มีอะไรอยู่หลายเรื่องซึ่งผมไม่เข้าใจในเหตุผลในการของการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในชั้นคณะกรรมาธิการ ผมได้พยายามหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาถาม แล้วก็ท่านประธานคณะกรรมาธิการ บอกให้ไปสงวนคำแปรญัตติมาพูดในรัฐสภา เพราะฉะนั้นวันนี้ผมก็ทำตามหน้าที่แล้วก็ สิ่งที่ผมยังไม่เห็นด้วย ก็คือมาพูดสงวนคำแปรญัตติไว้แล้วก็มาพูดในที่ประชุมรัฐสภา ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าในมาตรา ๒๙๑/๗ ได้วางหลักเกณฑ์กว้าง ๆ ไว้ ประการแรกครับว่าถ้าหากอยู่ในระหว่างปิดสมัยประชุมรัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไป กับการร่างรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญ

อันที่ ๒ ถ้าหากว่าอายุของรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรมีการยุบ จะทำ อย่างไรต่อไป อันนี้ที่วางหลักกว้าง ๆ ไว้ ในหลักอันแรกนะครับ ท่านประธานครับ ผมและ กรรมาธิการอีกหลายท่านที่ได้สงวนความเห็นไว้ได้พยายามถามเหตุผลว่า

หลักอันแรกที่บอกว่า ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคับทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญและให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ ต้องเขียนไว้ทำไม เพราะว่าตรงนี้มันเหมือนกับว่ามันเป็นสิทธิของ ท่านประธานอยู่แล้ว ถ้ามีเหตุผล มีความจำเป็น ท่านประธานก็สามารถที่จะดำเนินการได้อยู่แล้ว โดยที่ไม่ต้องไปเขียนกฎหมายบังคับประธาน แต่ว่ายังไม่ได้คำตอบชัดเจนในวันนั้นนะครับว่า ทำไมถึงต้องเขียนเฉพาะให้มันฟุ่มเฟือย ถ้าหากว่ามีเหตุผลชัดเจนกว่านั้นผมอาจจะไม่ต้อง มาขยายคำแปรญัตติของผม อันนี้คือต่อเนื่องลงมา ทีนี้ผมขออนุญาตเรียนครับว่าในกรณี ที่ผมขออนุญาตเรียนในส่วนนี้ เมื่อผมยังไม่ได้ความชัดเจนนั้น ผมก็ไปดูนะครับ ผมไปดูใน รัฐธรรมนูญ เมื่อผมไปดูในรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่าเรื่องของการเปิดสมัยวิสามัญได้กำหนด ไว้ว่าต้องทำเป็นพระราชกฤษฎีกา ซึ่งการออกพระราชกฤษฎีกาจะต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ไม่ใช่ของประธานรัฐสภา ส่วนการที่ประธานรัฐสภาจะไปขออนุญาตเปิดประชุมรัฐสภาได้ต่อไป ก็ต้องเป็นอีกกรณีหนึ่งก็คือเมื่อมีสมาชิกจำนวนหนึ่งตามที่กำหนดรัฐธรรมนูญร้องขอ ถ้าเป็น เช่นนั้นประธานรัฐสภาก็จะต้องมีหน้าที่นำความกราบบังคับทูลเพื่อขอเพื่อขอเปิดประชุมรัฐสภา สมัยวิสามัญ ตรงนี้เห็นได้ชัดว่าในรัฐธรรมนูญได้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขไว้ในลักษณะเช่นนี้ ผมจึงเกิดความไม่แน่ใจว่าในความที่มีเหตุผลของทางคณะกรรมาธิการ หรือผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ผมเรียนท่านประธานด้วยความสัตย์จริงครับ จนนาทีนี้ผมยังไม่ทราบเลยว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ที่แท้จริงคือใคร แม้แต่กรรมาธิการก็ยังตอบไม่ได้ คือผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่แท้จริงนะครับ ไม่ใช่ คนที่มีส่วนร่วมวิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาแล้วก็เสนอความเห็น ผู้ร่างรัฐธรรมนูญครับ ผู้ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกอย่างมันต้องมีจุดเริ่มต้น ทีนี้เมื่อเราไม่รู้จุดเริ่มต้น เราก็ไม่รู้เหตุผล ไม่รู้เจตนารมณ์ที่แท้จริงครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเหตุผลที่กรรมาธิการเสียงข้างมาก โดยเฉพาะท่านประธานตอบผมไม่ได้หรือเปล่า เพราะท่านเองก็ไม่รู้ใครร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่รู้เสร็จ ผมมาดูอธิบาย ดูกฎหมาย ดูรัฐธรรมนูญ ผมก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเจตนารมณ์ของ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญตรงนี้ เขามีเจตนารมณ์พิเศษตรงไหนอย่างไร แล้วท่านกรรมาธิการเสียง ข้างมาก ท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ไม่ได้อธิบายให้ฟัง เพียงแต่บอกว่าไม่เห็นด้วย ก็สงวนไว้เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการพิจารณา ซึ่งตรงนี้ผมได้เรียนมาทุกครั้งนะครับว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเหมาะสมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะการแก้ไขกฎหมายธรรมดา ๆ ก็ต้อง มีโอกาสที่จะพูดคุย ทบทวนกัน หลายหัวดีกว่าหัวเดียว เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เหตุผล ผมนึกว่า ผมมาดูแล้วผมก็เลยคิดว่าหรือว่ามันมีเหตุพิเศษ ก็คือว่ากรณีครั้งนี้ต้องให้เกิดความรวดเร็วทุกอย่าง ถ้าหากว่าไปใช้เงื่อนไขเดิมตามที่ รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ แปลว่าอะไรครับ แปลว่าต้องรอให้มีการรวบรวมรายชื่อสมาชิก ก็ต้องมาร้องขอประธาน เมื่อไปดูตรงนี้นะครับ เมื่อผมไปดูเหตุผลตรงนี้ย้อนกลับไปในมาตรา ที่แล้ว มาตรา ๒๙๑/๖ ยิ่งเห็นได้ชัดว่าเจตนารมณ์จริง ๆ ของผู้ร่างต้องการให้ทุกอย่างมันเลว ไปหมด จึงให้ทุกอย่างไปที่ประธานรัฐสภา ซึ่งในมาตราที่แล้วก็มีการพูดคุยกันไปเยอะแล้วครับ ในกรณีอำนาจไปอยู่ที่ประธานรัฐสภา อันนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ครับ ผมถึงเรียนว่าในความไม่มี อะไรมันมี แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะมีการยกอำนาจหลาย อำนาจไปให้ประธานรัฐสภา ซึ่งผมมองในแง่ของระบอบประชาธิปไตย ก็คือว่าการมีส่วน ในการใช้สิทธิต่าง ๆ แต่ว่าขณะนี้เรากำลังร่างรัฐธรรมนูญให้รวบอำนาจเกือบทุกอย่างไปอยู่ที่ ประธานรัฐสภา และเราก็บอกว่ามันจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในเมื่อหลักการ หรือ หลักนิยมของการรวบอำนาจมันคือหลักของเผด็จการ ท่านประธานจะเห็นนะครับ ผมถึง บอกว่าถ้ามองเผิน ๆ อาจจะไม่มีอะไร ในมาตรา ๒๙๑/๗ แต่เหตุผลเบื้องต้นที่แสดงว่านี่เป็น อีก ๑ มาตราครับ ที่พยายามรวบอำนาจไปไว้ที่ประธานรัฐสภา ดุลยพินิจอยู่ที่ประธานรัฐสภา ให้อำนาจประธานรัฐสภา อำนาจต่าง ๆ เหล่านี้มาจากรัฐธรรมนูญที่ได้กำหนดไว้ให้ กระจายอำนาจแต่ละส่วนไปไว้ที่คนที่เกี่ยวข้องในการบริหารประเทศ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติ ในการเปิดประชุมสมัยวิสามัญหลักทั่วไปที่ได้กำหนดไว้ใน รัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตดูนิดเดียวนะครับว่าเพื่อให้เกิดความถูกต้องว่าเป็นมาตราอะไร เป็นมาตรา ๑๒๘ วรรคท้าย

ภายใต้บังคับมาตรา ๑๒๙ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และ การปิดประชุมรัฐสภา ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

ท่านประธานเห็นไหมครับ ตรงนี้พระราชกฤษฎีกาแปลว่าอำนาจเป็นของ รัฐบาลครับ ส่วนอำนาจของท่านประธานอยู่ในมาตรา ๑๒๙ ก็คือว่าต้องให้มี

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองสภารวมกัน หรือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ของทั้งสองสภา มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ ประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญได้

ท่านประธานจะเห็นนะครับว่าเขาวางหลักกระจายอำนาจกันไว้ แต่ว่าขณะนี้ ได้ยกร่างโดยผู้ร่างซึ่งเป็นใครไม่ทราบ รวบอำนาจกลับมาครับ แล้วก็เอาอำนาจทุกอย่างมาไว้ ที่ประธานรัฐสภา ผมไม่ทราบด้วยเหตุผลว่าถ้าไม่ใช่ประธานรัฐสภาท่านปัจจุบันในโอกาสนี้ จะรวบอำนาจแบบนี้หรือไม่ แต่ว่านี่คือผมเรียนว่ามันไม่ใช่รูปแบบของประชาธิปไตยครับ ท่านประธานเห็นไหมครับ เอาอำนาจของทุกฝ่ายเลยครับ มารวมไว้ที่ประธานรัฐสภา ที่ผม เรียนท่านประธานว่าในความไม่มีอะไร และเหตุผลท่านประธานบอกว่าหลายคนแปรญัตติ เหมือนกัน แต่เหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกันครับ และเหตุผลที่ผมกราบเรียน ท่านประธาน ผมฟังก่อนหน้าผม ๓-๔ ท่าน ไม่ได้พูดอย่างผม เพราะเหตุผลของผมตรงนี้ เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญในรูปแบบของระบอบเผด็จการ ไม่ใช่รูปแบบของการกระจายอำนาจ ให้มีการถ่วงดุลการใช้อำนาจในระบอบประชาธิปไตยครับ เรากำลังจะมาบอกว่าเราต้อง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แทนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาจากประชาธิปไตยหรือเปล่า เปล่า มาจากเผด็จการ ที่มามาจากการยึดอำนาจ แต่เรา กำลังจะยกร่างด้วยการเริ่มต้น ก็เริ่มต้นในระบอบเผด็จการ คือรวบอำนาจแล้ว ผมถึงเรียนว่า การทำรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้ แล้วผมไม่ได้คำชี้แจงให้เกิดความชัดเจน ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการ ผมจึงต้องมาถามครั้งที่ ๒ แต่ผมเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพครับว่า ในส่วนนี้เมื่อผมดูทั้งหมดแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าผมตัดทิ้งเสียเหี้ยน ไปเลยเหมือนท่านอื่น และถ้าหากว่าทางคณะกรรมาธิการท่านมีเหตุผลเหมือนกับผมก็เท่ากับว่า ผมไปสนับสนุนสิ่งที่ผมคิดว่าถูกแล้วมันผิด ในระบอบประชาธิปไตยเราต้องฟังเสียงข้างน้อย เสียงข้างมากคือผู้ชนะ แต่เสียงข้างน้อยคือ ผู้ที่ท้วงติงให้เสียงข้างมากชนะอย่างถูกต้องและเป็นธรรมและมีคุณธรรมในการใช้เสียง ข้างมาก ถ้าท่านไม่ฟังเสียงข้างน้อยเลย ท่านเดินไปข้างหน้าท่านอาจจะผิดพลาดหกล้มก็ได้ เพราะท่านคิดว่าเสียงข้างมากไปได้หมด ผมต้องเรียนท่านประธานตรงนี้ด้วยเหตุผลตรงนี้ครับ แม้ผมจะยังไม่เห็นด้วย แต่ผมไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนครับ ผมไม่กล้าตัดครับ เพราะถ้าผม ตัดไปแล้วผมเกิดฟังเหตุผลของท่านประธานปั๊บ เราผิด และผมก็ตัดผมไม่รู้สึกผิดหรือ แต่ผมต้องพูดไว้เพราะผมพูดเรื่องนี้ไว้ในห้องประชุม ท่านประธานไปดูรายงานชวเลขได้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานเรื่องแรกตรงนี้นะครับ ที่ผมสงวนคำแปรญัตติต่าง ๆ ไว้ว่าขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการช่วยชี้แจงให้ชัดเจนในส่วนนี้ด้วย

ประการที่ ๒ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้มันมีอยู่ ๒ เรื่อง เรื่องเล็ก ๆ แต่มันผิดหลัก ผมอยู่สภานี้มาน้อยกว่าท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่า ท่านประธาน ๓๐ ปี ผม ๑๖ ปี แต่ว่าตั้งแต่ก่อนผมจะอยู่สภานี้ผมทำหน้าที่ทางด้านกฎหมาย ตั้งแต่เป็นทนายความมาเป็นผู้พิพากษา สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นนะครับ ชอบเขียนกฎหมายกันผิด ๆ แล้วก็เวลาไปใช้ตีความเอามาเขียนรวมกันก็ทำให้เกิดความสับสน ผมเรียนแล้วว่าในส่วนนี้ มันมี ๒ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ถ้าหากว่าปิดสมัยประชุมจะทำอย่างไร

เรื่องที่ ๒ เรื่องที่หากว่าสภามันไม่มี ถูกยุบอะไรก็ว่ากันไป มันก็จะเหมือน กรณีที่เราถกเถียงกันในห้องประชุมในเรื่องของการตราพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๒๙๑/๑๖ ที่ต้องพูดกันข้างหน้าแล้วมาใส่ในมาตรา ๒๙๑/๕ ที่ยุ่งวุ่นวายไปหมด แบบเดียวกัน แต่อันนี้ ก็เบา ๆ ก็คือว่า ๒ เรื่องนี้มันไม่ควรเขียนต่อกัน ผมถึงได้สงวนคำแปรญัตติไว้ประการที่ ๒ ถ้าท่านประธานดูของผม ผมตัดตรงนี้มาเป็นย่อหน้าที่ ๒ อย่าให้มันอยู่ด้วยกัน

สุดท้าย ผมขออนุญาตเรียนท่านประธานครับว่าผมไม่สามารถที่จะเห็นด้วย กับมาตรา ๒๙๑/๗ ของคณะกรรมาธิการที่คณะกรรมาธิการไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขก็แปลว่าเห็นด้วย กับร่างรัฐบาลซึ่งไม่รู้ว่าใครร่างนี่นะครับ ผมเรียนตั้งแต่ต้นแล้วว่าสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ที่เราพูดคำย่อกันตรงนี้ สรุปแล้วเขาจะเป็นสภาถาวร เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือว่า เป็นองค์กรเฉพาะกิจแล้วก็ล้มกันไป เพราะที่ผมเรียนตั้งแต่ตอนมาตราต้น ๆ ได้เขียนให้มี มันเหมือนกับเป็นองค์กรที่เกิดขึ้นโดยตัวของเขาเอง แต่เมื่ออ่านดูเนื้อหาสาระในรายละเอียด และในการประชุมในห้องคณะกรรมาธิการมีการคุยชัดเจนว่าอันนี้มันมีลักษณะเฉพาะกิจ ก็แปลว่าเขามาแล้วโดยเฉพาะสมาชิกอีกประเภทหนึ่งของเขามาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภา ไม่ใช่โดยประชาชน ก็แปลว่าเขามีที่มาจากรัฐสภา เขาไม่ได้มีที่มาโดยตรงจากประชาชน ยิ่งแสดงให้เห็นว่าองค์กรที่จะมาทำงานอันนี้ทำงานตามนโยบายของรัฐสภาชุดนี้ครับ ถ้าหากว่า เกิดในชุดนี้นะครับ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็แปลว่ามันเป็นสภาที่เกิดขึ้นมาทำงานตามมติหรือตาม ความเห็นของรัฐสภาชุดนี้ ซึ่งเมื่อรัฐสภาชุดนี้ไม่มีแล้ว เพราะว่ารัฐสภาประกอบไปด้วยวุฒิสภา และสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสภาผู้แทนราษฎรเกิดยุบไป มันก็เท่ากับขาดองค์ประกอบของรัฐสภา ก็แปลว่ารัฐสภาชุดนั้นต้องสิ้นสุดอายุลงไปด้วยเพื่อรอรัฐสภาชุดใหม่ ผมไม่พูดถึงว่าปฏิบัติ หน้าที่ในระหว่างนั้นโดยวุฒิสภา เมื่อเป็นเช่นนั้นก็จะเห็นได้ชัดครับว่านโยบายหรือแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการได้ยึดเป็นแนวทางว่าเกิดมาชั่วคราว คนที่เขาตั้งเขายุบไปแล้ว นโยบาย ของคนใหม่มาอาจจะเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนก็ได้ แต่ว่าร่างของรัฐบาลและร่างของ คณะกรรมาธิการนั้นไปเขียนกำหนดไว้ให้เกิดความสับสนนิดหนึ่งครับว่าในระหว่างที่ยุบสภา ผมใช้คำง่าย ๆ สั้น ๆ คำเดียวนะครับ

มิให้นับระยะเวลาตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบ สภาผู้แทนราษฎร แล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกภายหลังจากมี พระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร รวมเข้าไว้ ในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการ

แปลว่าอะไรครับ แปลว่าสภา สสร. นี้เป็นสภาถาวรครับ เพราะว่าไม่สิ้นสุด ไปกับคนตั้ง ผมจึงเห็นว่าร่างมาตรา ๒๙๑/๗ ถ้าหากว่าในแต่ละมาตราเรายึดหลักที่ชัดเจนว่า หลักเป็นอย่างนี้มันก็ต้องใช้มาเหมือนกันหมด เมื่อหลักมันเป็นสภาชั่วคราว ก็ต้องไปสิครับ ไม่ต้องมานับอายุหรือไม่นับอายุแล้วตรงนี้ เพื่อนสมาชิกบางคนอาจจะบอกว่าให้รัฐธรรมนูญ หรืออะไรสิ้นสุดไป ก็ไม่เป็นอะไร แต่ในส่วนของผมผมขออนุญาตเรียนครับว่าในส่วนนี้ เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญครับ มันแสดงว่าอะไรครับ แปลว่าในระหว่างนั้นรัฐธรรมนูญมัน ยังไม่เสร็จ ร่างมันยังไม่มี เมื่อไม่มีร่าง ไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปพูดถึงร่างมันแล้ว เป็นเพียงแค่กระบวนการในการทำงาน ในการจัดทำรัฐธรรมนูญตามที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๑ แล้วก็ไล่กันลงมา เมื่อกระบวนการตรงนี้ยังไม่สิ้นสุดครับ กระบวนการตรงนี้มันยังมีสิ่งที่ ต้องทำต่อไปและเกิดอุบัติเหตุระหว่างทาง ตรงนี้ไปนับอายุทำไมครับ มันควรจะจบลงเลยครับ เพราะว่ากระบวนการมันยังไม่เสร็จไม่มีร่างต้องพิจารณาเปรียบเสมือนอะไรท่านประธานครับ เปรียบเสมือนกับที่หลักในรัฐธรรมนูญยึดถือกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ และผมไม่เคยใครมา โต้แย้งอันนี้ก็บอกว่าถ้าสภาไหนทำร่างกฎหมายแล้วมันยังไม่เสร็จก็ให้จบไป แต่ถ้าสภาใหม่ รัฐบาลใหม่มา รัฐบาลเสนอร่างมาขอยืนยันทำต่อ สภาเห็นชอบก็ไป มันก็ควรจะเป็นหลัก เดียวกัน กฎหมายเล็ก ๆ ธรรมดาเรายังต้องให้เกียรติสภาชุดใหม่ และทำไมกฎหมายใหญ่แบบนี้ ซึ่งมีผลกระทบต่อกฎหมายเล็ก ๆ ทุกฉบับ มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชน เรากลับรวบอำนาจไว้อีกแล้วให้เดินหน้าต่อ โดยที่สภาชุดใหม่เขาอาจจะไม่เห็นด้วยก็ได้ และสุดท้ายเป็นอย่างไรครับ ในระหว่างที่เดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ รัฐสภาชุดใหม่เขาไม่เห็นด้วย แต่เขาทำอะไรเพราะต้องนับอายุต่อ มานับอายุต่อตรงนี้ก็เดินหน้าต่อไป ปรากฏว่า ๑. ต้องเสีย ค่าใช้จ่าย เสียงบประมาณ เสียเวลา เสียทุกอย่าง สุดท้ายบอกว่าไม่เอา ผมถึงเรียนท่านประธานว่า ในกรณีในส่วนนี้ ผมจึงเห็นว่าถ้าหากว่าเราวางหลักไว้กว้าง ๆ วางหลักไว้ชัดเจนในแต่ละ มาตราควรใช้หลักเดียวกันว่าเป็นสภาชั่วคราว เฉพาะกิจ เฉพาะครั้ง เมื่อเป็นเช่นนั้น ตามนโยบายที่ตั้งเอาไว้ของรัฐบาลของเสียงข้างมากในรัฐสภามันเปลี่ยนก็ควรจะถาม แล้วก็ให้เกียรติเขาใหม่ ถ้าหากว่าเขาเห็นด้วยจัดทำต่อครับ แต่ถ้าหากว่าเขาไม่เห็นด้วย ต้องยุติ ต้องเลิกไป มันถึงจะเป็นระบอบประชาธิปไตยครับ แต่ทีนี้ถ้าหากว่าดูอย่างที่ผมเรียน ท่านประธานแล้วว่าท่านประธานบอกไม่มีอะไร ถ้าท่านประธานดูลึก ๆ อย่างที่ผมว่ามีครับ อันนี้มันเหมือนกับคนยกร่างรัฐธรรมนูญคนต้นซึ่งพวกเราเองไม่รู้หรอกใครยก เขียนโดย มีจิตสำนึกอยู่ในใจคือระบอบเผด็จการ รวบอำนาจ แล้วก็ไม่ยอมฟังเสียงคนอื่น แล้วก็ไม่ยอมรับ ความเห็นของคนอื่นเลย แม้จะเปลี่ยนแปลงอำนาจไปแล้วก็ยังเอาความเห็นของฉันเป็นใหญ่ นี่คือเจตนารมณ์หรือเบื้องหลังของมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งผมไม่สามารถจะเห็นด้วยได้ครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ