วิรัตน์ กัลยาศิริ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

วิรัตน์ กัลยาศิริ อภิปรายเรื่องอำนาจหน้าที่ของคณะองคมนตรีในการเสนอชื่อผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภา และชี้แจงกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยเน้นย้ำถึงพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาและสืบราชสันตติวงศ์ รวมถึงกรณีการแต่งตั้งรัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาล

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย กระผมได้แปรญัตติในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นการสงวนความเห็น โดยขอตัดออกทั้งมาตรานะครับ สาระก็คือ เมื่อรัฐบาล เมื่อเสียงข้างมากได้ สสร. ทั้ง ๗๗ คน บวก ๒๒ คน รวมเป็น ๙๙ คน แล้วนี่นะครับ ฝ่ายเสียงข้างมากก็ยังไม่พอใจนะครับ เขียนไว้ในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งก่อนที่ผมจะลง รายละเอียด ผมขอสรุปสั้น ๆ เพื่อความเข้าใจของพี่น้องประชาชนนะครับว่า กรณี สสร. ความจริงก็คือผู้รับมอบอำนาจจาก ส.ส. บวก ส.ว. ก็คือสมาชิกรัฐสภาไปให้ สสร. ๙๙ คน แต่มาตรา ๒๙๑/๗ ที่กระผมจะพูดต่อไปนี้เขียนไปถึงขนาดว่ารัฐสภาซึ่ง ส.ส. และ ส.ว. มอบให้ สสร. ๙๙ คน แต่ ๙๙ คนนี้ยังมีอำนาจเดินต่อ แม้ว่าสภาผู้แทนราษฎรหมดวาระหรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ผมเข้าใจว่าเราคิดตรงกัน ต้องไม่ลืมครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕๐๐ คน รวมกับวุฒิสภา ๑๕๐ คน เป็น ๖๕๐ คน เพราะฉะนั้นหากเมื่อวันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดนยุบไปก็แปลว่า ๕๐๐ คนหมดภาระ หมดหน้าที่ หมดอำนาจที่จะดำเนินการติติง ทักท้วง หรือสนับสนุน ก็เป็นหน้าที่ของ ๑๕๐ คน คือ ส.ว. ที่จะดำเนินการประชุมรัฐสภาต่อ ในสาระเรื่องนี้กระผมเห็นว่าเป็นการปล้นอำนาจ เพราะอะไรครับ เพราะว่าถ้าดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๓๒ ในระหว่างที่อายุ สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ เขาห้ามประชุมวุฒิสภา และอนุญาต ให้วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้อยู่ไม่กี่มาตราเท่านั้น และเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ กระผมจะขออนุญาตเรียนท่านประธานนะครับ แล้วตรงประเด็นไม่มีออกข้างเลยครับ ท่านประธาน เรื่องที่วุฒิสภาทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้ ก็คือกรณีมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ ผมจะต้องขออนุญาตเรียนให้พี่น้องประชาชนได้ทราบ ถึงเนื้อหาสาระที่วุฒิสภาจะสามารถทำหน้าที่แทนรัฐสภา หรือทำหน้าที่แทน ส.ส. บวก ส.ว. ทำหน้าที่แทน ๖๕๐ คน ให้ ๑๕๐ คนทำหน้าที่แทน ๖๕๐ คนได้ไม่กี่กรณี ในมาตรา ๑๙ วุฒิสภาจะทำหน้าที่เป็นรัฐสภาได้

ในกรณีที่พระมหากษัตริย์มิได้ทรงตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตาม มาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่สามารถทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพราะยังไม่ทรงบรรลุนิติภาวะหรือเพราะเหตุอื่น ให้คณะองคมนตรีเสนอชื่อผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ แต่งตั้งผู้นั้นเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาในการให้ความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง

เห็นชัดเจนครับ กรณีนี้เป็นกรณีสำคัญที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ท่านให้วุฒิสภา ทำหน้าที่แต่มีองค์กรตรวจสอบอีกองค์กรหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรสำคัญก็คือคณะองคมนตรี เป็นผู้เสนอชื่อ ไม่ใช่ว่าให้ ๑๕๐ คน ทำหน้าที่โดยพลการได้ นี่คือสาระหนึ่งที่วุฒิสภาทำหน้าที่ เป็นรัฐสภาได้ หรือกรณี

มาตรา ๒๑ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง ตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภา

อันนี้ก็อนุญาตว่าในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรถูกยุบหรือสิ้นสุดให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาได้ อันนี้ก็มีนัยก็คือว่าเมื่อประธานองคมนตรีเสนอมาที่วุฒิสภาในฐานะรัฐสภา รัฐสภาเห็นชอบก็ให้ผู้สำเร็จราชการปฏิญาณตนก็ถือว่ามีเหตุมีผล หรือกรณีมาตรา ๒๒ ซึ่งถือว่าเป็นกรณีสำคัญ ก็คือ

การแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดำริประการใด ให้องคมนตรี จัดทำร่างกฎมณเฑียรบาลแก้ไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลเดิมขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย เพื่อมีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประธานองคมนตรี ดำเนินการแจ้งประธานรัฐสภาเพื่อให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้รัฐสภาทราบ

ซึ่งในวรรคสามก็บัญญัติไว้นะครับว่า

ในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบ ให้วุฒิสภา ทำหน้าที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง

อันนี้ก็เป็นเรื่องจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ก็คือในกรณีที่พระมหากษัตริย์ดำริ ซึ่งเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะ คือโดยแท้นะครับ เมื่อทรงร่างแล้วก็ ให้คณะองคมนตรีจัดทำร่างกราบบังคับทูล ทรงเห็นชอบ ทรงลงพระปรมาภิไธย อันนี้ก็แจ้ง รัฐสภา เห็นไหมครับว่ากรณีนี้เป็นกรณีสำคัญยิ่งยวด แต่ส่วน สสร. ซึ่งเดี๋ยวกระผมจะ อภิปรายต่อไปเป็นคนละเรื่องนะครับ หรือกรณีมาตรา ๒๓ ซึ่งมี ๒ กรณี

๑. ในกรณีราชบัลลังก์หากว่างลงและเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง พระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์

อันนี้ก็ให้คณะรัฐมนตรีแจ้งประธานรัฐสภา ประธานรัฐสภาเรียกประชุม กรณีนี้วุฒิสภาทำหน้าที่แทนรัฐสภาได้ เพราะอะไรครับ เพราะว่าเป็นกรณีที่พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งพระรัชทายาทไว้ตามกฎมณเฑียรบาลนะครับ หรือกรณีที่ไม่ทรงตั้งไว้ กรณีนี้ ถือว่าเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพราะว่าเป็นการเสนอชื่อ เสนอพระนามพระรัชทายาท ก็ให้