ธนา ชีรวินิจ หารือเรื่องการกำหนดคุณสมบัติสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความไม่พอใจต่อการเขียนรายละเอียดเกินไป และเรียกร้องให้รัฐธรรมนูญมีความศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสรรหาหรือการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา และแสดงความไม่พอใจต่อกระบวนการทำงานของรัฐสภา
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ รับรองจะ ไม่ให้เสียชื่อเหมือนที่ท่านได้ชมท่านเทพไท เสนพงศ์ ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ใน (๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๙๑/๒ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑/๓ ในกรณีของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) สิ่งที่ผมเรียนท่านประธานก็คือว่าการที่ เราได้หยิบโยง แล้วก็ได้พูดจาให้เห็นชัดเจนนะครับว่าในการกำหนดคุณสมบัติ ในการกำหนด รายละเอียดของกฎหมาย บทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี่ครับท่านประธาน ท่านประธานดูให้ดีครับ เขาเขียนคำนี้ครับ เขียนไว้ชัดเจนว่า
มาตรา ๖ รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของ กฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญ กับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญครับ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญที่เขียนออกไปมันไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ มันไม่สามารถยึดโยงกับแนวทางปฏิบัติ ธรรมเนียม ประเพณี จารีตปฏิบัติที่เราได้ใช้กันมา อย่างสืบเนื่อง ท้ายที่สุดเราก็จะได้รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ให้ความสำคัญและไม่สามารถยึดเป็นหลัก ให้กับพี่น้องประชาชน ผมพูดกับท่านประธานตลอดมาครับว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ต้องเขียน เยอะ เขียนสิ่งสำคัญอย่างเดียวก็คือหลักประกันในสิทธิและเสรีของพี่น้องประชาชนเท่านั้น พอครับ อะไรก็ตาม กระบวนการใดก็ตามที่ไปดำเนินการแล้วขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพของ พี่น้องประชาชน นั่นหมายถึงขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมไม่สบายใจทุกครั้งที่ต้องหยิบยก รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะฉบับแก้ไขเพิ่มเติมของคณะรัฐมนตรีเข้าสู่การพิจารณาของสภา ทำไม ผมไม่สบายใจครับ เพราะท่านไปกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ในกระบวนการซึ่งการกำหนด บทบัญญัติของกฎหมายในลักษณะที่ท่านเสนอมานี้นะครับ มันจะต้องอยู่ใน พระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือพระราชบัญญัติทั่วไป แต่ด้วยความที่ท่านกังวลใจอย่างไรครับ ท่านต้องการให้ทุกอย่างเดินไปตามช่องทางที่ท่านวางไว้ ท่านไม่ต้องการให้อุปสรรคอื่นใด เข้ามาทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เป็นไปตามที่ท่านได้ต้องการไว้ ท่านถึงต้องเขียนรายละเอียด ทุกประเด็น ทุกมาตรา ทุกวรรค แล้วก็เขียนลักษณะนี้ครับท่านประธาน จะทำให้การเดินหน้า ของรัฐธรรมนูญ มันจะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญมันเสียไป เราเคยพูดกันครับว่า รัฐธรรมนูญไม่มีฉบับไหนครับ ที่อยู่ ๆ ไปหยิบเอาระเบียบหรือไปหยิบเอา พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญมาใช้บังคับ ในเมื่อศักดิ์ศรีของรัฐธรรมนูญมันเขียนได้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่เพราะว่าเรามีเวลาจำกัดอย่างไรครับ แต่ก็เพราะว่าเราเห็นว่าการทำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันต้องเร่งรีบ ต้องรีบดำเนินการ มันมีเวลาไม่พอที่จะไปออก พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ซึ่งถ้าทำได้มันก็ไม่ต้องเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วมันก็ไม่มีสาระสำคัญที่มากมายและ มันไม่จำเป็นแล้วมันก็เป็นการรกโดยใช้เหตุ นี่คือสิ่งที่ผมอยากกราบเรียนในฐานะที่เป็น นักกฎหมายท่านประธาน การเขียนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและการเขียนกฎหมายให้มี ความศักดิ์สิทธิ์ทางนักกฎหมายเขามีความเอาใจใส่นะครับท่านประธาน การที่เราเขียนเยอะ บรรจุรายละเอียดทั้งหมดเข้าไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นคือสิ่งที่พวกเราเห็นแล้วไม่สบายใจ แต่เมื่อ มาถึงวันนี้พวกผมในฐานะเสียงข้างน้อย ยอมรับครับท่านประธานว่าเสียงข้างน้อยไม่สามารถ ที่จะชี้นำหรือกำหนดทิศทางให้กับรัฐสภาได้ ผมก็มีหน้าที่ในการที่จะหยิบยกเอาประเด็นที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้เสนอต่อกรรมาธิการเสียงข้างมากและเราเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าจะได้มีการบันทึกไว้ในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานต่อไปครับว่าเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้นะครับว่าในกรณีของ สสร. ผมขออนุญาตใช้คำว่า สสร. ตาม (๑) ก็คือมาจากการเลือกตั้ง และ (๒) มาจากการสรรหา หรือการคัดเลือกว่างลง เพราะเหตุอื่นใดนอกจากถึงคราวออกตามมาตรา ๒๙๑/๑๕ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างภายในเวลาสามสิบวัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน
ประเด็นนี้สำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน ผมจะไม่พูดอีกแล้วครับว่า เพราะว่าเร่งรีบ เร่งร้อนจนทำให้การเขียนมาตรา ๒๙๑/๘ เกิดปัญหา ทำไมถึงเกิดปัญหาครับ ในกรณีที่สภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๑) หรือ (๒) ว่างลง ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งหรือประธานรัฐสภาดำเนินการเลือกตั้ง แน่นอนครับ เพราะเขาเขียนไว้ ๒ กรณี คือถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งไปดำเนินการจัดการ เลือกตั้ง ส่วนถ้าเป็น สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของที่ประชุมรัฐสภา ท่านให้ประธานรัฐสภา ดำเนินการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างลง ประเด็นปัญหาเกิด ตรงนี้ครับท่านประธาน ตรงที่ว่าท่านไปเขียนระยะเวลาเอาไว้ ท่านเขียนไว้ว่าภายในเวลา ๓๐ วัน เว้นแต่ระยะเวลาการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ จะเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน ผมขอแยก ๒ ประเด็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจ สมมุติว่า สสร. มีตำแหน่งว่างลงและต้องมีการเลือกตั้งหรือมีการคัดเลือกโดยที่ประชุมรัฐสภา แต่ถ้า ระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. เหลือไม่ถึง ๙๐ วัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้บอกว่าไม่ต้องไป ดำเนินการเลือกตั้งหรือคัดเลือกแล้ว เพราะระยะเวลามันเหลือน้อย มันไม่เพียงพอที่จะให้ สสร. ใหม่มาทำหน้าที่ได้หรือมันอาจจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณเกินไปในการที่จะ ดำเนินการเพื่อให้ สสร. เข้ามาเติมเต็มเป็นองค์ประชุม และในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ได้ เขียนไว้แล้วว่าถ้าเมื่อไรที่ สสร. มีจำนวนลดลงไม่ถึงกึ่งหนึ่งขององค์ประชุม สสร. ก็ต้องยุติลงไป สิ่งที่ผมกราบเรียนก็คือว่าท่านไปกำหนด ๓๐ วันครับ ๓๐ วันนี้นะครับจะเป็นตัวปัญหา ผมยกตัวอย่างท่านประธานเพื่อให้เห็นว่าในมาตรา ๒๙๑/๖ เรื่องการสรรหาหรือการคัดเลือก สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของรัฐสภา ที่ผมต้องหยิบยกมาเพื่อให้ท่านประธานเห็นว่ามันจะ เกิดปัญหาจริง ๆ ในมาตรา ๒๙๑/๖ ให้รัฐสภาดำเนินการคัดเลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เรา เรียกว่า สสร. คัดเลือกก็แล้วกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ ให้เสร็จภายใน ๗๕ วันนับแต่วันที่ มีพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๒๙๑/๕ พูดง่าย ๆ ก็คือวันที่รัฐสภามีมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ แล้วก็มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ เริ่มนับวันเลยครับว่าให้ดำเนินการคัดเลือก สสร. ให้ได้ภายใน ๗๕ วัน ท่านประธานดูตัวเลข ตรงนี้ให้ดีนะครับ ให้ สสร. ที่มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา ให้ได้มาภายใน ๗๕ วัน แต่ทีนี้ ผมจะมาเทียบเคียงกับกรณีที่ สสร. เสียชีวิตหรือขาดคุณสมบัติทำให้ สสร. ว่างลง ถ้าเรานับ จำนวนวันเดียวกันกับวันที่พระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง สสร. นั่นหมายถึงกระบวนการ แรกมีเวลา ๗๕ วัน แต่กระบวนการในมาตรา ๒๙๑/๘ ท่านเขียนไว้แค่ ๓๐ วัน แล้ว ๓๐ วัน จะมีปัญหาตรงไหนครับ เพราะท่านไม่ได้เขียนคำจำกัดความอื่นอีกเลยนะครับท่านประธาน เมื่อท่านไม่ได้เขียน ในทางกฎหมายต้องถือเอาเทียบเคียง เอามาตรา ๒๙๑/๖ มาใช้ในการ ได้มาซึ่ง สสร. ในประเภทของการคัดเลือก มันเป็นอย่างไรครับ ให้สภาสถาบันอุดมศึกษา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ไปดำเนินการแล้วครับ แต่ละแห่ง คัดเลือกบุคคลที่จะมีคุณสมบัติที่จะเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑/๑ (๒) ก็คือการคัดเลือกในแต่ละประเภท โดยให้ ๓ องค์กรที่ผมได้กราบเรียนไปเสนอรายชื่อ คนที่จะเป็น สสร. มาประเภทละไม่เกินสองคน พร้อมรายละเอียดที่ประธานรัฐสภากำหนด โดยส่งให้ประธานรัฐสภาภายในสิบห้าวัน ท่านประธานดูตรงนี้นะครับ นับแต่วันพ้นกำหนด วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในที่เกี่ยวข้องกับระบบของการสรรหา องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชนตามวรรคสอง ให้เห็นไปตามที่ประธาน รัฐสภากำหนด สมมุติว่ามี สสร. ที่มาจาการคัดเลือก สมมุตินะครับ เสียชีวิตหรือพ้นสมาชิกภาพ สิ่งแรกที่ต้องทำคืออะไรครับ คือท่านประธานรัฐสภาจะต้องกำหนดวันรับสมัครสมาชิก สภาร่างรัฐธรรมนูญ และกำหนดรายละเอียดขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กร ภาคเอกชนตามวรรคสอง ถ้าท่านจะพูดว่าประธานรัฐสภาสามารถไปหยิบยกเอารายละเอียด ขององค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน ตามที่ได้มีเคยสรรหาแล้วในครั้งแรก ทำได้ครับ แต่ท่านประธานจะต้องออกเป็นประกาศกำหนดว่าให้ใช้ระเบียบปฏิบัติเดิมที่เคย ใช้บังคับ ทำอย่างไรละครับ เมื่อประกาศเสร็จแล้วท่านประธานต้องกำหนดเวลาในการ รับสมัครครับ เอาละครับท่านประธาน ผมให้เวลาท่านประธาน ๗ วันให้เร็วที่สุด ให้ประธาน ประกาศรับสมัครภายใน ๗ วัน ให้องค์กรภาคเศรษฐกิจ สังคมและองค์กรภาคเอกชน สถาบันอุดมศึกษาส่งรายชื่อผู้ที่เหมาะสมในแต่ละประเภท ประเภทละ ๒ คนมาถึงประธาน รัฐสภา ในความเป็นจริงครับท่านประธาน องค์กรเหล่านี้เขาจะสามารถคัดเลือกบุคคล ที่มีความสามารถแต่ละประเภท ๒ คนภายใน ๗ วันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ เราก็มายึดกติกาเดิม ตามมาตรา ๒๙๑/๖ คือ ๑๕ วัน หมายถึงว่า ให้ส่งประธานรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วัน พ้นกำหนดวันสมัครรับเลือกตั้ง ท่านประธานเห็นไหมครับ วันที่ สสร. เสียชีวิตประธาน รีบประกาศเลย นับไป ๑๕ วัน หลัง ๑๕ วัน องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ต้องเสนอรายชื่อที่เห็นว่า เหมาะสมในสาขาอาชีพดังกล่าวเข้ามาสู่ประธานรัฐสภาหลังจากครบ ๑๕ วันแล้ว หลังจาก ครบ ๑๕ วันแล้วเป็นอย่างไรต่อครับ ให้ประธานรัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวน ๑๕ คน ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด เอาละครับ ถ้าท่านประธานจะแต่งตั้งบุคคลเดิม สมมุติว่ามันผ่านกันมาไม่นานก็ทำได้ครับ แต่ท่านก็ต้องประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ตามมาตรา ๒๙๑/๖ แล้วก็ให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๒๙๑/๖ มาใช้ สิ่งต่อไป เมื่อที่ท่านประธานรัฐสภาจะต้องดำเนินการก็คือ ให้ประธานรัฐสภาจัดทำบัญชีรายชื่อ ของบุคคลที่คณะกรรมการส่งมาแยกเป็นประเภท ท่านประธานเห็นไหมครับ แต่ละประเภท ให้เรียงตามชื่ออักษร และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ ได้รับผลการตรวจสอบ เพื่อให้รัฐสภาคัดเลือกผู้สมควรได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าในช่วงเวลาต้น ๆ ท่านประธานรัฐสภาเสียเวลาไปประมาณ ๒ หรือ ๓ วัน ในการที่จะ ประกาศวันสมัครรับเลือกตั้ง สสร. ประเภทคัดเลือก นับรวมอีก ๑๕ วันหลังจากที่ครบ กำหนดต้องส่งรายชื่อ นั่นหมายถึงว่าเวลาของรัฐสภาเดินไปแล้วเกือบ ๒๐ วัน ถ้าผมถือเอา ตัวเลข ๒๐ วันเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ประธานรัฐสภาก็จะต้องรับบัญชีรายชื่อมาจัดทำบัญชี รายชื่อแยกประเภท แล้วประธานรัฐสภาก็ต้องเรียกประชุมภายใน ๑๕ วันที่ได้รับผล การตรวจสอบ แล้วก็ให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติคัดเลือก ท่านประธานเห็นไหมครับ ถ้ารายชื่อ ที่ส่งเข้ามามีจำนวนมากกว่าท่านจะทำรายชื่อเสร็จ ถ้าใช้กติกาภายใน ๑๕ วันตามที่กำหนด มันเกินเวลา ๓๐ วันที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๙๑/๘ แล้วครับ และถ้ามันเกินมาตรา ๒๙๑/๘ นั่นหมายถึงกระบวนการของการคัดเลือก สสร. ที่มาจาก ที่ประชุมรัฐสภา มันทำต่อไม่ได้แล้วครับท่านประธาน เพราะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าเวลาท่านเขียนกฎหมาย ท่านเขียนอยู่บนบรรทัดฐาน ของการจำกัดกรอบเวลา ซึ่งในทางปฏิบัติของการดำเนินการ ทุกอย่างเราต้องยอมรับว่ามัน มีปัญหาอุปสรรค อย่างน้อย ๆ ถ้าไม่จำเป็นกฎหมายจะไม่เขียนกำหนดกรอบเวลาไว้เลยครับ แต่จะใช้คำว่า ให้ดำเนินการโดยรีบด่วน เหมือนกับที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยลุกขึ้นทักท้วง กรรมาธิการเสียงข้างมากว่าท่านไปกำหนดเวลาให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาคดีที่มีการ ฟ้องคัดค้านหรือเพิกถอนการเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นภายใน ๓๐ วัน ไม่ได้ เพราะมันสุ่มเสี่ยงต่อ การขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่อำนาจนิติบัญญัติไปก้าวก่ายแทรกแซงอำนาจตุลาการ และท้ายที่สุดท่านก็กลับมติของกรรมาธิการเสียงข้างมากให้เป็น ศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา คดีคัดค้านและเพิกถอนการเลือกตั้งให้เสร็จโดยเร็วอย่างไรครับท่านประธาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันมีที่มาที่ไปครับ เพราะการที่ท่านไปกำหนดเวลาไว้ตายตัวในลักษณะอย่างนี้ แล้วก็ จำนวนเวลาที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานในช่วงต้นมันเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในการที่จะ คัดเลือก สสร. ต่อไป มันทำให้ผมมองเจตนาของท่านได้ ๒ อย่างครับ
ประเด็นแรก ก็คือเมื่อท่านได้ สสร. แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ท่านไม่ ต้องการ สสร. คนใหม่ที่ท่านไม่รู้หรือท่านอาจจะคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะสามารถดูแลให้เป็นไป ตามที่ท่านมุ่งหวังได้หรือไม่ กระบวนการถ้ามันจะเกินเลยขัดต่อรัฐธรรมนูญท่านไม่สนใจแล้ว เพราะท่านถือว่าจุดประสงค์ในการได้ สสร. ครั้งแรกของท่านสมบูรณ์แล้ว ท่านสามารถ นำพา สสร. ชุดแรกที่ท่านมุ่งหวังและตั้งใจไว้เพื่อนำไปสู่จุดหมายที่ท่านต้องการได้ ท่านถึง ไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อยอื่นอีกแล้วครับ ท่านไม่ละเอียดพอครับ
ประเด็นที่ ๒ เพราะท่านมีธง มีความตั้งใจว่ารัฐธรรมนูญต้องเสร็จเมื่อไร รัฐธรรมนูญจะต้องเดินคู่ขนานไปกับปรองดองหรือไม่ครับ ไปกับการดำเนินการเพื่อที่ท่าน มีความตั้งใจไว้ ผมจะไม่พูดครับ เพราะผมเชื่อว่าเมื่อพูดก็อาจจะมีสมาชิกลุกขึ้นประท้วง ผมต้องการจะเป็นผู้อภิปรายที่ดีของท่านประธาน แต่ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทราบดีครับ ว่าวันนี้การที่เราเดินและมีธงของการให้รัฐธรรมนูญเสร็จตามกรอบเวลาที่ท่านตั้งไว้ ท่านมุ่ง ประสงค์อะไร ท่านประธานไม่ต้องกดไมโครโฟนหรอกครับ เดี๋ยวผมก็กำลังอภิปรายอยู่ ในประเด็น