สมชาย แสวงการ พูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้กำหนดเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ถึง 730 วัน หรือ 2 ปี เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจ และยังเสนอให้มีการทำประชามติเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ประเด็นอายุเวลา ๒ ปี ซึ่งผมจะให้เวลาของคณะ สสร. มีเวลา ๒ ปีครับ ใน (๑) ท่านประธานครับ ท่านประธาน เห็นแล้วนะครับ ผมเสนอให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมีวาระดำรงตำแหน่ง อันนี้ผมพูดถึง การสิ้นสมาชิกภาพ เพราะฉะนั้นอันนี้จะไปโยงกับมาตรา ๒๙๑/๑๑ ในเรื่องของวาระ ซึ่งท่านคณะกรรมาธิการท่านให้เวลาไว้ ๒๔๐ วัน คือแก้ไขจาก ๑๘๐ วัน ผมเองเสนอให้ สสร. ซึ่งผมเองอยากให้มีความหวังในการร่างรัฐธรรมนูญและร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ให้ดีที่สุด เป็น ๗๓๐ วัน คือใช้ระยะเวลา ๒ ปี ท่านร่างรัฐธรรมนูญเอาคร่าว ๆ ว่าประมาณ สัก ๑ ปี ขณะเดียวกันท่านทำกฎหมายไปด้วย ร่างมาพร้อมกัน เพราะอะไรครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ที่ผมเรียนแล้วครับว่ามีหลายมาตรา และหลายหมวด ดีมากนะครับ แต่ว่าไม่ถูกปฏิบัติ แล้วก็ขณะนี้ก็ยังไม่มีกฎหมาย บางส่วนกว่าจะออกมาบังคับ ใช้ได้ก็เลยระยะเวลา ผมยกตัวอย่างคร่าว ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๔๗ วรรคสอง ให้มีองค์กร อิสระกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคมแห่งชาติ กว่าจะออกมาจาก รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ไม่สำเร็จ มารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ใช้เวลากว่าจะมีคณะกรรมการ กสทช. เพื่อมาจัดสรรคลื่นความถี่อันเป็นประโยชน์สาธารณะของพี่น้องประชาชน ใช้เวลาทั้งสิ้น ๑๕ ปี มาตรา ๖๑ วรรคสอง เรื่ององค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภคมาช่วยพี่น้องดูแลเรื่อง การถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุน แล้วก็ผู้ประกอบการ ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ผ่านวุฒิสภา แล้วก็ยังไม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรอีกรอบหนึ่งครับ ติดขัดกันมาทั้งหมด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา นี่ก็เวลา ๕ ปีแล้ว มาตรา ๖๗ วรรคสอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องขององค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อม วันนี้เรามีปัญหามากมายเรื่องมลพิษ วันนี้ก็ยังไม่ออกจากสภา รวมถึง มาตรา ๑๙๐ วรรคห้า ซึ่งก็เคยเกิดปัญหาจนกระทั่งต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เพราะมาตรา ๑๙๐ วรรคห้า บัญญัติให้มีกฎหมายว่าด้วยการกำหนดประเภทกรอบต่าง ๆ ก็ไม่มีครับ ไม่รวมถึงกฎหมายเกี่ยวกับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผมจึงเสนอว่า โดยหลักสากลแล้วการร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเข้าใจเจตจำนงว่าจะกำหนดกติกาของ ประเทศที่ใช้กับคน ๖๕ ล้านคน อย่างไร กำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องต้องมาด้วยกันครับ ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างหนึ่ง ผู้ออกกฎหมาย ไปเขียนอีกอย่างหนึ่ง และเห็นไม่ตรงกัน ต้องมาตีความเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ทำ กฎหมาย เสร็จแล้วท่านก็มีปัญหาเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นปัญหารูทีน (Routine) ของกฎหมาย หรือท่านไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้นกฎหมายเหล่านี้ไม่ได้ออกครับ ผมจึงเสนอให้มีเวลาในการ ทำร่างรัฐธรรมนูญ และมีเวลาในการเขียนกฎหมายเสนอต่อสภาด้วยไปพร้อมกัน นอกจากนั้น ยังเสนอให้ ซึ่งคงจะไปพูดในหมวดอื่นครับ ในการทำประชามติ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องในอนาคต สำหรับประเทศไทยเป็นเรื่องง่ายครับ ในกลุ่มทางบอลติก และกลุ่มทางยุโรป ซึ่งพัฒนาเรื่อง การทำประชามติผ่านร้านสะดวกซื้อ เขาทำประชามติเป็นส่วนใหญ่ครับ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ทำประชามติกันแทบจะทุก ๒ เดือน อยากรู้เรื่องอะไร ประชาชนมีความเห็นอย่างไรสภา จะออกกฎหมายตามประชามติ ซึ่งผมคิดว่าทำให้เป็นเรื่องถูกทำได้ครับ และวันนี้ไม่ว่าจะเป็นไปรษณีย์ ธนาคาร หรือร้านสะดวกซื้อเราพัฒนาเทคโนโลยี และทำให้ การทำประชามติเป็นเรื่องง่าย ผมจึงเสนอให้มีการทำประชามติ แต่เที่ยวนี้เป็นรายหมวดด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้เวลากับ สสร. ถ้าทำรัฐธรรมนูญรายหมวดแล้วตกไปบางหมวดก็ให้ สสร. มีเวลาอยู่กลับไปแก้ไขแล้วก็ส่งไปทำประชามติใหม่ เมื่อครบทั้ง ๑๒ หมวด หรือ ๑๓ หมวดแล้ว รัฐธรรมนูญจึงนำมาประกาศใช้ได้ จึงให้เวลา สสร. ถึง ๒ ปี สุดท้ายผมก็เรียนครับว่าเป็น ข้อมูลที่สวนดุสิตโพลล์ (Poll) ได้สำรวจมา ๖๓.๘ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนมีความกังวลต่อ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำมาซึ่งความขัดแย้ง ๕๓.๘๘ เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้ผู้แก้คำนึงถึง ผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ๕๐.๕๒ เปอร์เซ็นต์ ต้องการให้คณะกรรมาธิการแก้ไข โดยยึดหลักถูกต้อง โปร่งใส ยุติธรรม มีคุณธรรม และเป็นกลาง ๒๓.๘๙ เปอร์เซ็นต์ ต้องการ ให้ผู้แก้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติเป็นสำคัญ โดยสรุปครับ สิ่งที่ผมได้ นำข้อมูลทั้งหมดผมยังเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้โปรดทำสิ่งที่ประชาชนเขาคาดหวังกับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อะไรที่เป็นประโยชน์จากเสียงข้างน้อยหรือจากสมาชิกวุฒิสภา ท่านน่าจะรับไป แล้วก็ถ้าท่านแก้ไขทำให้ สสร. ที่จะเกิดขึ้นมีความน่าเชื่อถือ มีความน่าไว้วางใจ ผมคิดว่าบ้านเมืองเดินต่อไปได้ ขอบพระคุณท่านประธานครับ