ธนา ชีรวินิจ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๙ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ธนา ชีรวินิจ ระบุว่าประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นวาระทางการเมืองที่พรรคการเมืองรับปากไว้ และเตือนว่าร่างอาจตกไปหากมีการเปลี่ยนแปลงระบอบประชาธิปไตยหรือรูปแบบของรัฐ โดยหารือความขัดแย้งของบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี ซึ่งชี้ว่าอำนาจในการตีความถูกกำหนดให้กระจายไปยังประธานรัฐสภา รัฐสภา และศาลรัฐธรรมนูญ ขัดต่อบทบัญญัติเดิมที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้มีอำนาจเดียว พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดความแตกแยกทางสังคมจากการแก้ไขที่ไม่สอดคล้องกับความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่

นายธนา ชีรวินิจ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ เราได้ประชุมรัฐสภามาติดต่อกัน ๙ วัน วันนี้ก็มีการประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ซึ่งทางวิปของ วุฒิสภาทางท่านก็ได้เอ่ยว่าเนื่องจากประชุมติดต่อกันดึกดื่น หลายค่ำหลายคืน แล้วก็ วุฒิสมาชิกบางท่านก็อาวุโส แล้วก็คิวของท่านบางครั้งก็ไปอยู่ตอนท้ายของเวลาการอภิปราย ช่วงค่ำคืน เพราะฉะนั้นผมก็อยากที่จะให้ท่านประธานได้ให้เกียรติท่านสมาชิกวุฒิสภานะครับ ถ้าท่านอยู่ในคิวที่จะอภิปรายแล้วท่านก็ใช้สิทธิก่อนผมก็ยินดีนะครับ เพื่อให้บรรยากาศ แล้วก็ให้การทำหน้าที่ของท่านก็จะได้มีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ว่าถ้าในระหว่างนี้ท่านยัง ไม่ติดใจผมก็จะใช้สิทธิอภิปราย แต่ก็กราบเรียนครับ เพื่อให้บรรยากาศการทำงานของเรา เป็นไปด้วยดีนะครับ ท่านก็สามารถประสานกับทางพรรคฝ่ายค้านหรือวิปเสียงข้างน้อย เราก็จะยินดีนะครับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับท่านด้วย

ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๒๙๑/๗ ซึ่งในร่างที่คณะรัฐมนตรี ได้เสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา ขออนุญาตท่านประธานที่จะอ่านให้กับท่านสมาชิกรัฐสภาและ พี่น้องประชาชนที่ติดตามการทำหน้าที่ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญขณะนี้ได้รับทราบเพื่อที่จะได้ มีความเข้าใจไปพร้อมกัน เนื่องจากผมเป็นคนอภิปรายเป็นคนแรกด้วย ในมาตรา ๒๙๑/๗ เขียนไว้อย่างนี้ครับท่านประธาน ในกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดตามหมวดนี้ในระหว่าง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ให้ประธานรัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ เรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนอง พระบรมราชโองการ แต่ถ้าอายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎร และมีกรณีที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการใดภายในระยะเวลาที่กำหนดตามหมวดนี้ มิให้นับระยะเวลา ตั้งแต่วันที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง หรือมีการยุบสภาผู้แทนราษฎรแล้วแต่กรณี จนถึงวันประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรก ภายหลังจากมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งประธานสภาผู้แทนราษฎรรวมเข้าในระยะเวลาที่รัฐสภาจะต้องดำเนินการ ประเด็น ในมาตรา ๒๙๑/๗ มีอยู่ ๒ ประเด็นด้วยกันครับท่านประธาน คือ

ประเด็นแรก ในกรณีที่รัฐสภาซึ่งกำหนดไว้ว่าจะต้องเป็นคนที่จะดูแลให้ การทำงานของ สสร. ได้เดินหน้าต่อไปได้ ถ้ามีการเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นแล้ว และบังเอิญอยู่ ในช่วงของการปิดสมัยประชุมในมาตรา ๒๙๑/๗ ก็ได้กรุณาเขียนไว้เพื่อที่จะให้ การดำเนินการของ สสร. นั้นเป็นไปตามบทบัญญัติที่ได้บรรจุไว้ก่อนหน้านี้ ก็คือให้ประธาน รัฐสภานำความกราบบังคมทูลเพื่อเปิดประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ และให้ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ

ส่วนในประเด็นที่ ๒ ก็คือในกรณีที่ระหว่างมีการเลือกตั้งหรือเมื่อมี การเลือกตั้ง สสร. เสร็จสิ้นแล้วเกิดว่าที่ประชุมสภานี่มันสิ้นสุดลงไม่ว่าด้วยการหมดอายุของ สภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือการยุบสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ซึ่งกรณีอย่างนี้ครับ เขาก็เกรงว่าจะมี การนับเวลาที่จะต้องรอเวลาที่จะมีการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ให้นำกรณีของ การที่รัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีกระบวนการสรรหาหรือเลือกตั้งประธานไม่ให้ นับรวมอยู่ในเวลาที่กำหนดไว้ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานอย่างนี้ครับ ผมได้กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพมาตลอดว่าการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านได้กำหนดกรอบเวลาของทุกตาราง ของทุกเวลา ของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง สสร. จะต้องเลือกให้เสร็จภายใน ๗๕ วัน หลังจากที่ ที่ประชุมรัฐสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และในเวลา ๗๕ วันนั้น ท่านได้ไปกำหนดเวลาย่อยว่าจะต้องมีการเปิดรับสมัครภายในกี่วัน จะต้องดำเนินการรับรอง สสร. ภายใน ๑๕ วันที่เป็นเรื่องที่ กกต. จะต้องดำเนินการ แล้วก็ศาลฎีกาก็จะต้องดำเนินการพิจารณาพิพากษาในกรณีที่มีผู้ร้องเพิกถอนหรือคัดค้าน การเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ทั้งนี้ต้องให้เสร็จก่อนระยะเวลาในการทำหน้าที่ของ สสร. สิ้นสุดลง เหลือน้อยกว่า ๙๐ วันไม่ได้ ถ้าเมื่อไรก็ตามศาลฎีกาพิจารณาแล้วไม่แล้วเสร็จ และอายุของ สสร. เหลือไม่ถึง ๙๐ วัน คดีที่มีการดำเนินการฟ้องร้องนั้นก็ให้เป็นอันยุติเพื่อให้ สสร. ได้เดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนที่เหลือต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า สิ่งที่สมาชิกรัฐสภาเป็นห่วงเป็นใยแล้วก็พูดจากันมาตลอดก็คือว่าการที่เราไปกำหนดเวลาไว้ อย่างนี้นี่นะครับ ท้ายที่สุดก็จะทำให้เหตุการณ์ที่อาจจะไม่คาดฝัน เหตุการณ์ที่เราไม่สามารถ กำหนดด้วยความรู้สึกของเราได้ เหตุการณ์ที่มันอาจจะเกิดขึ้นโดยที่เราไม่สามารถยับยั้งได้ ยกตัวอย่างว่าให้มีการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน ๗๕ วันอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งผมได้เคย กราบเรียนท่านประธานแล้วว่าถ้าเกิดมันมีภัยพิบัติ มันมีเหตุการณ์ร้ายแรงที่ทำให้ กกต. ไม่สามารถกำหนดการเลือกตั้งหรือให้เลือกตั้งได้ในเวลาที่กำหนด ท้ายที่สุดผมก็เกรงว่า การเลือกตั้ง สสร. ก็จะมีปัญหา แล้วท้ายที่สุดก็จะไปพันว่ามันขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ แล้วจะเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วง แต่ในประเด็นที่มาตรา ๒๙๑/๗ ครับท่านประธาน เรื่องของการปิดสมัยประชุมนี่นะครับท่านประธาน โดยปกติแล้วเรื่องนี้ รัฐสภาเองเราถือว่าเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญแล้วก็ให้ความจำเป็นเร่งด่วนอยู่แล้ว และโดยเฉพาะ ประธานรัฐสภาก็มีอำนาจตามบทบัญญัติที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่เข้ามาสู่รัฐสภา ได้เขียนให้ประธานรัฐสภามีภาระหน้าที่ต่าง ๆ มากมาย และผมเชื่อครับว่าถึงแม้บทบัญญัติ ในมาตรา ๒๙๑/๗ ไม่ได้เขียนบัญญัติไว้ ผมเชื่อว่าคนเป็นประธานรัฐสภาเมื่อที่ประชุมรัฐสภา ได้กำหนดแล้วว่าให้ไปมีการเลือกตั้ง สสร. เมื่อได้ สสร. มาแล้วนะครับ แม้จะอยู่ในช่วงที่ ปิดสมัยประชุมก็ตาม ผมเชื่อว่าท่านประธานรัฐสภาก็คงจะต้องขยายสมัยประชุมเพื่อที่จะ ให้มีการทำหน้าที่ของ สสร. ได้เดินหน้าต่อไป ผมคิดว่าการเขียนในวรรคหนึ่งในเรื่องของ ประเด็นที่ ๑ นั้น ความจริงไม่จำเป็นต้องเขียนเลยครับท่านประธาน มันเป็นการฟุ่มเฟือย มันเป็นเรื่องที่ผมเห็นว่าเป็นการวิตกจนเกินไป พยายามที่จะกำหนดกรอบเวลา พยายามที่จะ ให้รถไฟขบวนนี้ ขบวนของการร่างรัฐธรรมนูญมันไม่มีเหตุที่จะมาทำให้ขบวนนี้เดินช้าลงหรือ แม้กระทั่งตกราง ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เราวิตกจริตมากจนเกินไป นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน วันนี้ปฏิเสธไม่ได้นะครับท่านประธานว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นประเด็นการเมืองไปแล้ว ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ ก็เพราะว่า เป็นที่ยอมรับกันในที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้ แล้วก็พูดโดยกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ดี หรือแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็ดีว่าการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่เรากำลัง พิจารณาอยู่ในขณะนี้ละครับ เป็นวาระที่พรรคการเมืองไปรับปากพี่น้องประชาชนว่าเมื่อได้ เข้ามามีอำนาจรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็จะนำเอาประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่รัฐสภา นี่คือสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ จะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมืองโดยสิ้นเชิง และผมไม่มีความสบายใจอย่างยิ่งครับที่ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เขียนเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประเด็นที่สามารถที่จะ ดำเนินการได้ และพยายามที่จะงดเว้นหรือยกเว้นเหตุการณ์ที่จะทำให้การดำเนินการแก้ไข รัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถเดินได้ โดยได้เขียนบทที่จะล็อก (Lock) โดยที่จะกำกับไม่ให้มีการ สะดุดของการดำเนินการของรถไฟขบวนรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลยไว้หลายมาตรา ผมกราบเรียน ท่านประธานครับว่าเมื่อรัฐสภามีมติให้มีการเลือกตั้ง สสร. ไปแล้ว ท่านประธานทราบไหมครับ ว่ารถไฟขบวนรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยุติลงด้วยเหตุเพียงไม่กี่ประการเท่านั้นเอง

ประเด็นแรก ก็คือรัฐสภาวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะตามวรรคห้า ก็คือร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไข ลักษณะรูปแบบของรัฐนี่นะครับ ถ้ารัฐสภาวินิจฉัยว่ามีลักษณะต้องห้ามดังกล่าวให้ถือว่า ร่างรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป

และในประเด็นอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่มีการพูดจากันมากเลย ก็คือว่าเวลาที่ สภาร่างรัฐธรรมนูญได้จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วและนำเสนอต่อรัฐสภา เมื่อประธาน รัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้มีลักษณะตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ ก็คืออะไรครับท่านประธาน ก็คือไม่ได้มีลักษณะต้องห้ามอย่างที่ผมได้กราบเรียน ให้ประธาน รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐสภาวินิจฉัย ท่านประธานจะเห็นได้นะครับว่าการเขียน บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญใน ๒ มาตรานี้ขัดกันโดยสิ้นเชิง โดยปกติเราทราบกันดีครับ ท่านประธานว่าเมื่อมีปัญหาต้องตีความบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ องค์กรที่มีหน้าที่ในการตีความ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่มีข้อวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญ มีปัญหาต้องตีความหรือไม่ กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติครับว่ามีองค์กรหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ต้อง ตีความคือศาลรัฐธรรมนูญ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ไปเขียนให้คนที่มีอำนาจตีความ รัฐธรรมนูญได้เท่าเทียมกับศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ องค์กรอีกแล้วครับท่านประธาน องค์กรแรก ก็คือตัวท่านประธานรัฐสภาเอง เวลาที่มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ได้เขียนไว้ว่า ให้ประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าประธานรัฐสภาวินิจฉัยหรือเห็นว่าไม่ได้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ให้ส่งรัฐสภาวินิจฉัยพิจารณาต่อไป เห็นไหมครับท่านประธาน รัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีได้ให้อำนาจท่านประธานรัฐสภาทำหน้าที่เสมือน หนึ่งเป็นศาลรัฐธรรมนูญ แต่ว่าในมาตราต่อไปก็คือมาตราที่ระบุไว้ว่าให้รัฐสภาวินิจฉัยว่า รัฐธรรมนูญดังกล่าวขัดต่อบทบัญญัติตามวรรคห้าหรือไม่ ถ้าขัดก็ให้ตกไป นั่นหมายถึงว่าวันนี้ คนที่มีอำนาจในการวินิจฉัย ศาลวินิจฉัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมี ๓ องค์กร ด้วยกันละครับท่านประธาน ซึ่งผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความไม่สบายใจครับว่า การที่เราไปบัญญัติให้ประธานรัฐสภาก็ดี รัฐสภาแห่งนี้ก็ดี มีอำนาจในการวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ จะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ หรือไม่ นั่นเป็นประเด็นที่เราก็คงต้องติดตามกันต่อไป แต่ผมก็ต้องมีหน้าที่ในการที่จะนำ เรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ซึ่งได้พยายามหยิบยก เรื่องนี้ที่จะกราบเรียนท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากอยู่ตลอดเวลาว่าพวกผมก็มีความบริสุทธิ์ใจ เมื่อสังคมมีความรู้สึกว่าการจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นจะเป็นทางออกของสังคม แม้ว่า พวกผมจะทักท้วงท่านประธานคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหลายครั้งว่าการที่เราเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยที่มีเสียงของพี่น้องประชาชนอีกส่วนหนึ่งที่เขามีความรู้สึกว่ายังไม่ ถึงเวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการผลักไสประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วยกับกระบวนการนี้ ออกไป แล้วท้ายที่สุดมันก็จะเกิดความขัดแย้ง เกิดความไม่สบายใจของสังคมไทย สิ่งหนึ่ง ที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานต่อไปก็คือว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้อย่างที่ผมได้เรียนก็คือ พยายามที่จะประคับประคองรถด่วนขบวนประชาธิปไตย ขบวนของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ เดินหน้าต่อไป ไม่ว่ารางจะหัก ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติอะไรก็ตาม ยังต้องการให้รถไฟขบวนนี้ไปถึง จุดหมายให้ได้ เมื่อถึงจุดหมายแล้วยังมีกฎหมายเปิดช่องที่จะให้รถไฟขบวนนี้เดินหน้าต่ออีกครับ ท่านประธาน ซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วงว่าเราจะให้ปัญหาความแตกแยก ความขัดแย้งของสังคมมันเดินหน้าไปขนาดไหนครับท่านประธาน ผมกราบเรียนท่านประธาน อย่างนี้ครับว่าถ้ารัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นตามหมวดนี้ตามมาตรา ๒๙๑/๑๑ วรรคหก