สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๙๒ คน
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

บัดนี้มีผู้มาเข้าประชุม ลงชื่อแล้ว ๒๗๖ ท่านนะครับ ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขออนุญาตเปิดประชุมครับ วันนี้ ก็ขออนุญาต เป็นการประชุมสมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เป็นครั้งที่ ๒๔ เป็นวันสุดท้าย ของสมัยประชุมนี้ ขออนุญาตที่ประชุมเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่ปรากฏในระเบียบวาระ แต่ขอแจ้งให้ทราบว่า

๒.๑ รับทราบประกาศสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง ให้ผู้มีชื่ออยู่ในลำดับถัดไป ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองเลื่อนขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง

ด้วย นายจุติ ไกรฤกษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้มีหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่ วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพของ นายจุติ ไกรฤกษ์ สิ้นสุดลงตาม มาตรา ๑๐๑ (๓) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ อาศัยอำนาจ ตามความในมาตรา ๑๐๕ (๒) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ จึงประกาศให้ผู้มีรายชื่อในลำดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์เลื่อนขึ้นมาเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑ ท่าน คือ นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รายละเอียดปรากฏ ในเอกสารที่ส่งให้สมาชิก ขอเรียนให้ที่ประชุมรับทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องเพื่อทราบต่อไป

๒.๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๑๕ กำหนดให้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิกก่อนเข้ารับหน้าที่ ขอเชิญดอกเตอร์อิสระกล่าวคำปฏิญาณตนโดยผมจะเป็นผู้กล่าวนำ และโปรดระบุชื่อ ของท่านในตอนต้นนะครับ

(สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งใหม่ได้ยืนขึ้นและกล่าวคำปฏิญาณตน ต่อที่ประชุมตามที่ประธานได้กล่าวนำ)

“ข้าพเจ้า นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ”

ขอบคุณครับ เชิญนั่งครับ ผมขออนุญาตแทรกไว้เลยว่า เพราะว่ามีท่านประธานคณะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการ การเงินการคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน เสนอเข้ามาเพื่อตั้งตำแหน่งแทนที่ว่าง โดยประธานคณะกรรมาธิการได้มีหนังสือแจ้งว่าขอให้ตั้งกรรมาธิการแทนตำแหน่งที่ว่าง เนื่องจากนายกรณ์ จาติกวณิช ได้ขอลาออกจากตำแหน่งกรรมาธิการ จึงเป็นอันพ้นจาก ตำแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐๘ (๓) ตำแหน่งที่ว่างลงเป็นกรรมาธิการ ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอเชิญพรรคประชาธิปัตย์เสนอชื่อบุคคลซึ่งไม่เป็น กรรมาธิการเกินกว่า ๒ คณะ เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่าง เชิญท่านชินวรณ์ครับ

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ นครศรีธรรมราช

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการการเงินการคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน แทนท่านกรณ์ จาติกวณิช คือท่านอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ขอผู้รับรองครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผู้รับรองถูกต้อง ขอบคุณครับ วาระต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี

เรื่องด่วน

ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อ คณะรัฐมนตรี (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะ จำนวน ๒๐๕ คน เป็นผู้เสนอ)

ผมขออนุญาตที่ประชุม ก่อนที่จะเริ่ม เชิญท่านวีระกรครับ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม วีระกร คำประกอบ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครสวรรค์ ท่านประธานที่เคารพ ใคร่ขอหารือท่านประธานใช้เวลาไม่มากสัก ๑๐ นาที ตามที่ฝ่ายค้าน นำโดยท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติเพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ ตามมาตรา ๑๕๒ แห่งรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวอ้างในท่อนหนึ่งว่าการที่นายกรัฐมนตรีกล่าวนำ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนถูกต้องถือเป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อันเป็นเรื่องที่เป็นแบบแผนและขั้นตอนอันมีสาระสำคัญ เป็นการกระทำต่อหน้า องค์พระมหากษัตริย์ผู้ใช้อำนาจแทนปวงชนชาวไทยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่า ศาลรัฐธรรมนูญตามที่ได้มีผู้ร้อง ก็คือ ท่านผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร้องโดยเห็นว่าการกระทำที่ถูกกล่าวอ้างว่าละเมิดสิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๑๓ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ (๑๑) และมาตรา ๔๖ พระราชบัญญัติประกอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๗ (๑) ซึ่งบัญญัติไว้ว่า การใช้สิทธิเพื่อยื่นคำร้องตาม มาตรา ๔๖ ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพจากการกระทำของ หน่วยงานรัฐ เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจของรัฐ แต่มิใช่เป็นกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้ ตามมาตรา ๔๗ (๑) เขียนว่า เป็นการกระทำของรัฐบาล และมาตรา ๑๖ วรรคสามเขียนไว้ว่า ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีต้องห้ามตามมาตรา ๔๗ ให้ศาล สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำทางการเมือง โพลิทิคัล อิชชู (Political issue)

(นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวีระกรครับ เดี๋ยวครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ผู้ประท้วงไม่กดไมโครโฟนพูดครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญเลยครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ขณะนี้ท่านประธานยังไม่ได้เข้า ระเบียบวาระ ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านวีระกร ท่านเป็นผู้ใหญ่เป็นอดีตรัฐมนตรี เป็น ส.ส. มาหลายสมัย ท่านต้องรู้ดีครับ ตอนนี้ยังไม่มีระเบียบวาระ อยู่ ๆ ท่านก็มาหารือ ตรงนี้ครับ ผิดข้อบังคับครับ ขออนุญาตท่านประธานวินิจฉัยครับ ถ้าท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอญัตติแล้วท่านจะท้วงติงอย่างไรค่อยว่ากันครับ อย่ามาตีกิน อย่างนี้ ขอร้องเถอะครับ บรรยากาศกำลังจะไปได้ดีนะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวีระกรสรุปหน่อยครับ สรุปเรื่องแล้วก็ประเด็นที่ท่านเสนอนี้คืออะไรครับ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ครับ ศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองหรือโพลิทิคัล อิชชู (Political issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะเป็นที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหาร ในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญใช้คำว่า แอกต์ ออฟ กัฟเวิร์นเมนต์ (Act of government) ตามพระราชบัญญัติ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่เป็นไรครับ ผมฟัง ข้อสรุปเพื่อจะตอบคำถามแล้วก็จะได้เข้าสู่ระเบียบวาระต่อไปครับ เชิญเลยครับ โดยข้อสรุป ท่านวีระกรก็คือ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญไม่อาจรับคำร้อง ไว้พิจารณาได้ครับ ซึ่งมีเหตุผลก็คือ ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสเพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็น แนวทางในการปฏิบัติ และเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคมที่ผ่านมานี้เองครับ ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีก็ได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษรพร้อมทั้งมีพระปรมาภิไธยด้วย ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์เลยว่ามีคำร้องไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖ วรรคสาม และมาตรา ๔๗ (๑) ท่านประธานที่เคารพครับ แม้ว่าท่านประธาน จะวินิจฉัยผ่านสื่อมวลชนไปแล้วก็ตามนะครับว่า

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวีระกร ประเด็นคือ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ศาลรัฐธรรมนูญมิได้วินิจฉัยว่า การถวายสัตย์ของรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่ตามมาตรา ๑๖๑ นั้น เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ผิดหรือถูกตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ซึ่งกล่าวถึงว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สรุปประเด็นท่านวีระกร ก็ถือว่าญัตตินี้ไม่ชอบอย่างนั้นใช่ไหมครับ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ครับ เดี๋ยวขออีกนิดเดียวครับ จะจบแล้วครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พอแล้วครับ ท่านวีระกร พอแล้วครับ ผมเข้าใจ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ถ้าหากว่าท่านประธานยัง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตว่า เข้าใจแล้ว ให้โอกาสเต็มที่แล้วครับ เดี๋ยวขั้นตอนต่อไปท่านมีสิทธิครับ ท่านมีสิทธิที่จะ อภิปรายได้ครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ระเบียบวาระเรื่องด่วนนี้ก็เป็นอย่างที่ผม กล่าวไว้ เกริ่นไว้ตอนต้นก็คือว่าท่านผู้นำฝ่ายค้าน ท่านสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ กับคณะ ๒๐๕ คน เป็นผู้เสนอ โดยที่มาตรา ๑๕๒ ก็ต้องเรียนว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ก็ไม่ได้เขียนให้สิทธิหน้าที่ ตามมาตรา ๑๕๒ เอาไว้ แต่ว่ามาตรา ๑๕๒ นั้นก็กำหนดไว้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร จะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติแค่นี้เองครับ บังเอิญว่าญัตตินี้เสนอเข้ามาก่อนที่เราจะออกข้อบังคับ ข้อบังคับที่ออกมาทีหลังก็เขียนตาม มาตรา ๑๕๒ ว่าการพิจารณาญัตตินี้ต้องทำอย่างไรนะครับ ท่านสมาชิกไปดูแล้วก็จะได้เห็น จุดนี้แล้วทำให้การพิจารณาเรื่องนี้จะได้เป็นไปโดยปกติ เพราะฉะนั้นผมเรียนว่าแม้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยมาแล้ว ญัตตินี้เสนอก่อนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยก็ตาม แต่ว่าสภาได้พิจารณาเรื่องนี้โดยหารือทั้งฝ่ายกฎหมายแล้วก็รองประธานสภา หารือร่วมกันว่าญัตตินี้จะขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นเอกฉันท์โดยความเห็นร่วมกัน ก็คือว่าญัตตินี้ไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการเสนอญัตติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลผูกพันทุกองค์กรก็ต่อเมื่อเป็นคำวินิจฉัยครับ กรณีที่ ท่านวีระกรได้กล่าวมานั้นเป็นคำสั่งไม่รับญัตติและให้ความเห็นประกอบ ซึ่งไม่ถือเป็น คำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๑๑ สภาจึงเห็นว่าเรื่องนี้ควรจะได้ดำเนินการพิจารณาต่อไปภายใต้ กฎหมายมาตรา ๑๕๒ และข้อบังคับที่กำหนดไว้โดยเฉพาะในหมวดที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ คือหมวดที่เขียนขึ้นมาพิเศษเกี่ยวกับมาตรา ๑๕๒ ซึ่งกำหนดไว้ว่าสมาชิกที่อภิปรายนั้นมีสิทธิ ทำอะไรได้บ้าง อันนี้ก็เรียน เพราะฉะนั้นเรื่องการกำหนดให้มีญัตติในการพิจารณานั้นก็เป็น เรื่องที่จบด้วยความเห็นของสภาครับ ปัญหาต่อไปก็คือปัญหาว่าเราเสนอญัตติแล้วทุกฝ่าย จะต้องปฏิบัติตามข้อบังคับปัญหายุ่งยากก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะข้อบังคับได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ผู้เสนอญัตติมีสิทธิที่จะสอบถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะคำแนะนำ ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ นั่นเป็นคนละมาตรากัน อันนี้ขอสมาชิกได้โปรดรับทราบแล้วก็ให้สภาของเรามีความหมาย ทุกคนอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ข้อบังคับนะครับ แล้วการประชุมจะได้ผ่านไปโดยปกติ ข้อเท็จจริง เป็นอย่างไร ๒ ฝ่ายอยู่ในที่นี้ และ ๒ ฝ่ายก็ต้องเคารพข้อบังคับในการอภิปราย ซึ่งกำหนดไว้ โดยเฉพาะ ผมก็เรียนที่ประชุมเพื่อเราไม่ต้องมีข้อขัดแย้งกัน อย่างไรสภาก็อนุญาตให้บรรจุ และอนุญาตให้มีการพิจารณาญัตตินี้ครับ

(นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญครับผู้ประท้วงครับ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ตามที่ท่านประธานได้กล่าวไปนะคะ ซึ่งท่านประธานก็พูดประมาณว่า คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ผูกพัน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านปารีณาประท้วง เรื่องอะไร

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

ประท้วงชี้แจงของประธานว่า

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ได้ ประท้วงคำชี้แจง ไม่ได้ครับ ต้องประท้วงว่าประธานทำผิดข้อบังคับ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

คือศาลยังไม่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องนี้เลย

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ได้ครับ ปารีณาประท้วงไม่ได้

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

ถ้าอย่างนั้นขออนุญาตหารือท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ได้ครับ เมื่อสักครู่นี้ ยกมือประท้วง หารือไม่ได้ครับ นั่งก่อนครับ ไว้โอกาสต่อไป

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

นั่งแล้วยกมือใหม่ได้ไหมคะ ขอหารือค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญนั่งเถอะครับ เชิญนั่ง แล้วก็เดี๋ยวเราที่ต้องการยกมืออภิปรายขึ้น

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

คือศาลยังไม่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องนี้เลย แล้วท่านใช้อำนาจประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญนั่งนะครับ ถ้าประท้วง ต้องเป็นประท้วงนะครับ เชิญนะครับ

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วีระกร คำประกอบ ท่านประธานครับ หากท่านประธานยังคงจะให้พิจารณาไปตามระเบียบวาระ กระผมเกรงว่าจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้พิจารณาแล้วก็ใส่ไว้ในเหตุผล ส่วนของเหตุผลมีสนใจยิ่ง ๑. ก็คือการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำ ทางการเมืองของคณะรัฐมนตรีในฐานะเป็นองค์กรฝ่ายบริหารตามรัฐธรรมนูญ ในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล ตามมาตรา ๔๗ (๑) และข้อที่ ๒ การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรใดตามรัฐธรรมนูญนะครับท่านประธาน และความรับผิดชอบของสภาผู้แทนราษฎรต่อการอภิปรายครั้งนี้ก็อยู่ที่ท่านประธานนะครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประธานต้องรับผิดชอบครับ ถ้าประธานทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ต้องรับผิดชอบ แต่ว่าการพิจารณาเรื่องนี้ ได้พิจารณาโดยรอบคอบในข้อกฎหมาย แล้วก็นำพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญมาประกอบการพิจารณาว่าคำสั่งกับญัตติต่างกันอย่างไร ผมจะไม่กล่าว รายละเอียด แต่ต้องเรียนว่าความเห็นที่ท่านวีระกรได้กล่าวมานั้นเป็นความเห็นส่วนหนึ่ง ที่เป็นประโยชน์สำหรับความคิดในเชิงวิชาการของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็น ข้อเตือนใจว่า สมาชิกของเราจะอภิปรายเรื่องนี้ก็ขอให้ระมัดระวังให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม ไม่ก้าวล่วงไปสู่สถาบัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นเหตุผลอันหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้เป็น คำวินิจฉัยครับท่านวีระกร เป็นคำสั่ง ลักษณะคำวินิจฉัยเป็นอย่างไร เราต้องไปดูกฎหมาย ของศาลรัฐธรรมนูญว่าคำวินิจฉัยจะต้องเป็นลักษณะอย่างไรบ้าง กรณีนี้ศาลมีคำสั่ง ไม่รับครับ แต่ว่าให้เหตุผลประกอบ ไม่ได้เป็นการวินิจฉัยในความหมายมาตรา ๒๑๑ วรรคสุดท้ายที่บอกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นที่สุดและผูกพันองค์กรต่าง ๆ ผมขออนุญาต คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องนี้ เป็นเด็ดขาดผิดถูกผูกพันพวกเราครับ ญัตตินี้ก็ต้องตกไป แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยในความหมายของคำวินิจฉัยตามมาตรา ๒๑๑ นี่คือเรื่องได้พิจารณากัน โดยรอบคอบถี่ถ้วนมาก เพราะประธานต้องรับผิดชอบในการให้มีญัตตินี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้น พวกเราถ้าทำให้เป็นเรื่องปกติของการทำงานของสภา นั่นคือฝ่ายหนึ่งมีหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๒ ก็คือซักถาม ไม่ใช่อภิปรายไม่ไว้วางใจ ซักถาม แล้วคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ตอบ ฝ่ายผู้เสนอญัตติ มีสิทธิเพิ่มเติมคือให้คำแนะนำ ไม่มีมากกว่านี้ครับ ข้อบังคับก็เขียนไว้อย่างนี้ชัดเจน เพราะฉะนั้นผมขอเรียนว่าเราให้เรื่องนี้ได้รับการพิจารณาไปโดยลำดับนะครับ ส่วนเหตุผล อะไร ที่สมาชิกประสงค์จะชี้แจงเพื่อหักล้างข้อกล่าวหานั้นเราก็ทำได้อยู่แล้วครับ ผมจะเปิดโอกาสให้เต็มที่ในวันนี้ จะมีภารกิจบ้างก็คือตอนเย็น ซึ่งมีพิธีสวดมนต์ แต่ว่าในช่วงนี้ต่อไปก็จะประชุมไปจนกระทั่งพวกเราพอใจ ได้คำตอบที่พอใจทุกฝ่ายครับ ขออนุญาตเชิญท่านวิรัชครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วิรัช รัตนเศรษฐ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ จังหวัดนครราชสีมา ผมขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องการกำหนดกรอบในการอภิปราย ผมขออนุญาตท่านประธานว่าผมได้ไปกราบเรียนท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เกี่ยวกับเรื่องกรอบในการที่จะพิจาณา วันนี้ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็กรุณาว่า จะให้จบก่อน ๑๖.๐๐ นาฬิกา ซึ่งผมเองก็ขอขอบพระคุณท่านผู้นำฝ่ายค้านใน สภาผู้แทนราษฎร เมื่อสักครู่คุยกับผม ๑๖.๐๐ นาฬิกา ตัวเลขผิดหรือครับก็ขออนุญาตเรียน ท่านประธานว่า

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เรื่องนั้นเอาไว้ว่ากันนะครับ

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ก็เลยเรียนท่านประธาน ให้ได้รับทราบไว้ก่อนครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เท่าที่ผมฟังมาฝ่ายค้าน บอกเวลาที่ให้ไม่พอ ถ้าเราไม่มีอะไรก็ขอได้เริ่มต้นญัตตินะครับ ผมขอเรียนไว้ก่อน ตามข้อบังคับใน หมวด ๔ ส่วน ๓ ข้อบังคับกำหนดอภิปรายเรื่องนี้ไว้ว่า ให้นำ หมวด ๔ ส่วน ๓ ในการอภิปรายมาใช้ด้วย โดยเฉพาะข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น หรือเกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ต้องไม่ฟุ่มเฟือย วนเวียน ซ้ำซาก หรือซ้ำกับผู้อื่น และห้ามไม่ให้นำเอกสารใด ๆ มาอ่านในที่ประชุมโดยไม่จำเป็น และห้ามไม่ให้นำวัตถุใด ๆ เข้ามาแสดงในที่ประชุมเว้นแต่ประธานจะอนุญาต ห้ามผู้อภิปราย แสดงกิริยาหรือใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้าย หรือเสียดสีบุคคลใด และห้ามกล่าวถึง พระมหากษัตริย์ หรือออกชื่อสมาชิกหรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น อันนี้เป็นภารกิจของ ทั้ง ๒ ฝ่ายที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ผมขออนุญาตที่ประชุมเพื่อดำเนินการให้เรื่อง ได้ดำเนินการไปไม่เสียเวลานะครับ ขอเชิญผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานถึงเหตุผล ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านได้เสนอญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อจะซักถาม ข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในกรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๖๑ และการแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภาไม่ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๒ ดังต่อไปนี้

กราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เพื่อเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๑๖๑ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ได้บัญญัติไว้ว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรี ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ซึ่งกระผมคัดออกมาจากใน รัฐธรรมนูญซึ่งเขียนไว้ดังนี้นะครับ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ” แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่านได้กล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณว่าดังนี้ “ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ตลอดไป”

ท่านประธานที่เคารพครับ จากถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณของ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีข้างต้นจะเห็นได้ว่า ได้ขาดถ้อยคำอันมีสาระสำคัญที่ว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ และนอกจากนั้นยังมีการกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นมาอีกคือคำว่า ตลอดไป ทั้ง ๆ ที่คำว่า ตลอดไป นี้มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเลย เมื่อการกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนถูกต้อง โดยขาดข้อความอันเป็นสาระสำคัญดังที่ได้กราบเรียน กรณีนี้จึงถือเป็น เรื่องสำคัญที่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการถวายสัตย์ปฏิญาณ ท่านประธานครับ หลังจากที่ได้ทราบข้อเท็จจริงในการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งไม่ครบถ้วนถูกต้อง ทั้งประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายค้านก็ได้ให้โอกาสท่านนายกรัฐมนตรีได้แก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ในการแก้ไขข้อผิดพลาดและบกพร่องนั้น ๆ เลย หลายฝ่ายได้เสนอ ทางออกให้กับท่านนายกรัฐมนตรี แต่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เพิกเฉย จึงเป็นหน้าที่ของ พวกผมที่จะต้องนำมากราบเรียนต่อท่านประธานและเปิดอภิปรายในวันนี้ ท่านประธานครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นแปลว่า การถวายให้คำมั่นสัญญาอันเป็นความจริงแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และประการสำคัญวัตถุประสงค์ของการ ถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นการให้คำสาบานต่อองค์พระประมุขก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งมีอยู่ หลาย ๆ พิธีกรรมในสังคมไทย แม้แต่ในประเทศอื่น ๆ ก็มีเช่น การสาบานตนของ ประธานาธิบดี เป็นต้น เป็นการให้คำรับรองยืนยันต่อองค์พระประมุขว่าจะใช้อำนาจหน้าที่ ภายใต้กรอบของการถวายสัตย์ปฏิญาณ จะใช้อำนาจตามอำเภอใจมิได้ การถวายสัตย์ ปฏิญาณต่อหน้าสถาบันอันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ เพื่อแสดงถึงความศักดิ์สิทธิ์และระลึก ว่าจะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งได้สกัดออกมาแล้วว่า เป็นสาระสำคัญ ของการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งคำว่า จะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน และการรักษาและปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ คณะรัฐมนตรีต้อง กล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ บัญญัติไว้เท่านั้น ซึ่งถือเป็นถ้อยคำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด จะกล่าวถ้อยคำซึ่งน้อยกว่าหรือยาวไปกว่าตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้มิได้ ในเรื่อง กล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีนี้กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหลายสมัย ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านกฎหมาย ท่านได้กล่าวไว้ในข้อเขียนของท่านในหนังสือชุด เรื่องเล่าจากเนติบริกร ซึ่งมีอยู่ด้วย ๓ เล่ม โดยเล่มที่ ๓ ชื่อหลังม่านการเมือง ท่านได้กล่าวไว้ ตอนหนึ่งว่า รัฐมนตรีผู้ใดยังไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณในทางกฎหมายถือว่าผู้นั้นยังเป็นรัฐมนตรี ไม่สมบูรณ์ ยังใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีมิได้ ท่านได้กล่าวไว้ในหลาย ๆ จุดในหนังสือ ดังกล่าวว่า จะต้องเปล่งวาจาด้วยถ้อยคำที่กฎหมายกำหนด จะพูดน้อยหรือยาวกว่านี้ไม่ได้ นอกจากนี้ในข้อเขียนนี้ยังระบุไว้ด้วยว่า การกล่าวนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กล่าวนำ ความสำคัญจึงอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งจะผิดไม่ได้ ซึ่งโดยปกติสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีจะพิมพ์ลงในบัตรแข็งให้อ่าน เพื่อไม่ให้พลาด ขืนท่องจำผิด ๆ ถูก ๆ ตกคำว่า และ หรือ คำว่า หรือ ไปสักตัว ก็อาจจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าได้ถวายสัตย์ ปฏิญาณครบถ้วนหรือยัง ท่านประธานครับ เมื่อพิจารณาถึงถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ จะเห็นว่าขาดข้อความที่มีสาระสำคัญ ที่ถือว่าเป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวด คือถ้อยคำที่ว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ กระผมได้กล่าวคำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ขาดหายไปเป็นถ้อยคำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด กระผมมีเหตุผลที่อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธาน ดังนี้ครับ

ประการแรก รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศไทย และเพื่อ คุ้มครองความเป็นกฎหมายสูงสุดดังกล่าว มาตรา ๕ วรรคแรก จึงได้บัญญัติว่า บทบัญญัติใด ของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำผิด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติ หรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้

ประการที่ ๒ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจอธิปไตยที่เป็น ของปวงชนชาวไทยทางรัฐสภา ทางคณะรัฐมนตรี ทางศาลตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐต่าง ๆ ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กลับไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ว่าจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย กระผมจึงถือว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ได้กระทำการอันเป็นการขัดต่อ รัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง กระผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยนำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณมาแล้วหลายครั้ง กระผมจึงมี ข้อสงสัยว่าในการถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ นั้น เหตุใดจึงขาด ถ้อยคำอันเป็นสาระสำคัญ ท่านมีเจตนาไม่ใช้เอกสารของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่จัดให้ ท่านมีเจตนาไม่กล่าวถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญหรืออย่างไร และท่านจะแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นและแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งสิ่งนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน อีกหลาย ๆ ท่านก็คงจะอภิปราย แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะแก้ไขปัญหาให้กับนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในโอกาสต่อไป กระผมขอกราบเรียนว่าผลแห่งการที่คณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนถูกต้องนั้นย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๖๑ อันส่งผลให้การถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งนั้นเป็นอันใช้มิได้ตามที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๕ วรรคหนึ่ง และจะส่งผลต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการแถลง นโยบายของคณะรัฐมนตรี ตลอดจนการบริหารราชการแผ่นดิน การอนุมัติโครงการต่าง ๆ และงบประมาณต่าง ๆ ของรัฐบาลอีกด้วย

ท่านประธานครับ กระผมมีอีก ๑ เรื่องที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานกรณีที่ รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนเข้ารับหน้าที่ ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ซึ่งกระผมและคณะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านเห็นว่า คำแถลงนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว มิได้ดำเนินให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการอภิปรายคัดค้านไปแล้ว แต่คณะรัฐมนตรี ก็ดูยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องแต่อย่างใด ในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นั้น กระผมอยากจะกล่าวกลับไปอีกนิดหนึ่งคือว่า คสช. ซึ่งมี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้า คสช. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้น เพื่อทำหน้าที่ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วยตัวของท่านเอง ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าอย่างไร คณะรัฐมนตรีที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญตามที่ท่านบัญญัติเอาไว้ กระผมขอยกตัวอย่างในเรื่องนโยบายต่าง ๆ สัก ๒-๓ ประเด็น เช่น ข้อ ๕.๖ พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยข้อ ๕.๖.๑ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศและสามารถรองรับการขนส่งการเดินทาง ต่อเนื่องหลายรูปแบบได้อย่างไร้รอยต่อ ข้อ ๕.๖.๒ แก้ไขปัญหาจราจรติดขัดในเขตพื้นที่ เขตเมืองโดยการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และข้อ ๖.๒ ส่งเสริมและเร่งรัด การพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ทั่วประเทศ ท่านประธานครับ กระผมยกตัวอย่างเพียงแค่ ๓ นโยบายหลักที่กระผมได้ยกตัวอย่างมานี้ ให้เห็นถึงภาพรวมว่ารัฐบาลนั้นจะต้องใช้เงิน อย่างมหาศาลอย่างแน่นอน หากจะดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว ปัญหาอยู่ที่ว่า คณะรัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดในแต่ละนโยบายเลยว่าท่านจะต้องใช้วงเงินเท่าไร ท่านจะนำรายได้จากไหนมาเพื่อใช้ในการดำเนินนโยบายเหล่านั้น ท่านจะอ้างลอย ๆ เพียงว่า จะนำเงินจากงบประมาณแผ่นดินมาใช้นั้นก็คงเป็นเพียงเท่านั้นไม่ได้นะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอกล่าวโดยสรุปอีกสัก ๒ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมและการกระทำของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้กระทำติดต่อมาอย่างต่อเนื่อง กระผมพบว่าท่วงทีทำนองในการกระทำที่จงใจกระทำขัด รัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งมา ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ปฏิบัติมาโดยตลอด กระผมจะเริ่มต้น จากการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ โดยการกระทำรัฐประหาร ล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่ท่านจะสืบต่ออำนาจต่อมา

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่าออกนอกประเด็นครับ ท่านสมพงษ์ครับ ท่านอภิปรายมาดีตลอดอยู่ในวาระ อย่าออกนอกประเด็นครับ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

นอกประเด็น หรือครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ขอให้อยู่ในเรื่อง มาตรา ๑๕๒ ครับ

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ครับ กระผม จะสรุปว่าสิ่งที่ท่านไม่ได้ดำเนินตามรัฐธรรมนูญนั้นนะครับ มันมีประเด็นที่ผมได้สังเกต อย่างเป็นต้นว่า นำคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการกระทำที่จงใจขัดรัฐธรรมนูญเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ท่านประธานครับ ในการแถลงต่อรัฐสภาไม่แจ้งที่มาของเงินที่จะมาใช้ในการดำเนินตามนโยบาย ตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ถือเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง

ประเด็นที่ ๒ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเรื่องสำคัญ และนายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีได้กระทำผิดพลาดและฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่ครบถ้วนและไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ บทเรียนที่เกิดขึ้นครั้งนี้ กระผมต้องขออนุญาตที่จะเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำของประเทศได้แสดงถึง ความไม่มีวุฒิภาวะ ไม่ยินยอมรับฟังข้อท้วงติงจากผู้หวังดีทุกฝ่าย ไม่ยอมรับรู้ว่าตนเอง ทำสิ่งใดผิด สิ่งใดถูก และสมควรจะแก้ไขให้ถูกต้องอย่างไร ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย เป็นลูกโซ่ ทำให้ประเทศขาดความเชื่อมั่น เพราะมีความจงใจกระทำผิดรัฐธรรมนูญที่เป็น หลักกฎหมายสำคัญของบ้านเมืองอยู่สม่ำเสมอ เมื่อความเชื่อมั่นไม่เกิด การยอมรับนับถือ จึงไม่มี ท่านประธานครับ ประเทศที่ผู้นำและคณะรัฐมนตรีขาดการยอมรับนับถือมีมลทิน ถูกตำหนิ และถูกนินทามาโดยตลอดเช่นนี้ จะนำพาสังคมที่กำลังวิกฤตของประเทศให้อยู่รอด ได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ขอกราบขอบคุณ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ผมเรียน ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับ มาตรา ๑๕๒ เข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี โดยไม่มีการลงมติ ขอบคุณ ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านต่อไปนะครับ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เชิญท่านอนุดิษฐ์ครับ

นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตสายไหมจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาตอภิปรายทั่วไปนะครับ เป็นการอภิปรายเพื่อขยายความ ต่อจากท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อจะเสนอแนะและจะซักถาม ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผลของกฎหมายข้ออื่น ๆ ที่อาจจะ ตามมา อันเนื่องมาจากการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่สมบูรณ์ดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน แล้วก็เพื่อน สมาชิกของเรา เมื่อสักครู่ที่ฟังท่านวีระกร คำประกอบ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกที่อาจจะลุกขึ้นมาประท้วง โดยใช้เหตุผลว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีคำวินิจฉัยในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณไปเป็นที่เรียบร้อย ใช่ครับท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ได้มีคำวินิจฉัยมาแล้วจริง ๆ นะครับ เป็นคำสั่งว่า ไม่ได้รับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย เพราะถือว่าเป็นเรื่องระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสถาบันนะครับ จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล ซึ่งเรื่องที่บุคคลร้องเรียนไปในกรณีนี้ก็ยุติลงไปในชั้น ของศาลรัฐธรรมนูญไปเป็นที่เรียบร้อย แต่กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งมาแล้ว แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่ได้ผูกพันกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้แต่อย่างใด เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวนะครับ มีคำวินิจฉัยว่าไม่รับเรื่องไว้วินิจฉัย เท่านั้น ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตรวจสอบทางกฎหมาย ส่วนสภาของเราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทางการเมืองด้วยกระบวนการทางการเมือง ด้วยเกมทางการเมืองนะครับ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ศาลได้พิจารณาไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ ที่จะห้ามสภาไม่ให้มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างผ่านไปทางท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ จะได้ไม่เข้าใจผิด ในการทำงานของพวกเราฝ่ายค้านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น พระราชกำหนดที่สภาส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเองอาจจะเห็นว่า การออกพระราชกำหนดดังกล่าวนั้นชอบตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ห้ามให้สภาอาจจะ ตีตกไปด้วยการลงมติไม่รับพระราชกำหนดอันนั้น หรือถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญเองจะมีคำสั่ง หรือว่าคำพิพากษา ก็ไม่มีข้อห้ามที่พี่น้องประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา ซึ่งทั้งหมด ที่ผมได้กล่าวนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๘ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสบายใจนะครับ สิ่งที่ผม จะอภิปรายในวันนี้จะไม่มีเรื่องราวใด ๆ ที่ไปเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กระผมจึงต้องขออนุญาตทำความเข้าใจล่วงหน้าผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านใดจะลุกขึ้นมาประท้วงด้วยเหตุผลนี้จะได้กรุณาเข้าใจในคำชี้แจงนะครับ จะได้ไม่ต้อง เสียเวลาสภาของเรา

ขออนุญาตเข้าเรื่องครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ กระผมอนุญาตอ่านนะครับเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือถ้อยคำเต็ม ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นข้อเท็จจริงที่เขา พูดคุยแพร่หลายกันในสังคม หรือจะปรากฏโดยทั่วไปจากการนำเสนอของสื่อมวลชน ในเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณนะครับ ปรากฏชัดเจนครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีจงใจหรือไม่จงใจ ก็สุดแล้วแต่ เดี๋ยวท่านก็คงจะต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามกับสภาแห่งนี้ แต่ที่ชัดเจนแล้วก็เป็น ตัวท่านแน่ ๆ ก็คือเป็นผู้ที่นำถวายสัตย์ปฏิญาณและได้ตัดถ้อยคำตอนสุดท้ายออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้อยคำท่อนสุดท้ายที่ถูกตัดออกไปคือ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ การจงใจ ตัดถ้อยคำดังกล่าวออกจากการถวายสัตย์ปฏิญาณจึงมีปัญหาตามมาภายหลังครับว่า คณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และที่สำคัญก็คือหากมัน ชอบตามที่นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่เขาแสดงเหตุผลออกมาก่อนหน้านี้จะมีผล ทางกฎหมายตามหลังมาอย่างไรบ้างครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมลงรายละเอียด นิดหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นถือเป็นขนบหรือเป็นแบบแผนที่กระทำ ต่อเนื่องกันมา ซึ่งปกติก็ใช้คำว่า ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งก็หมายถึง ธรรมเนียมแล้วก็ประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ซึ่งหากขนบธรรมเนียม ดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับ พี่น้องประชาชนของรัฐก็ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีเหตุผลแล้วก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามนี้นะครับ สิ่งนี้มีผล ต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง สิ่งนี้ต่อไปก็จะไปเป็นกฎหมาย ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านประธาน ได้เห็นภาพนะครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ ๕ ครอบครัว ก็บัญญัติ ชัดเจนนะครับ ให้บุตรจำต้องเลี้ยงดูอุปการะบิดามารดา หรือบิดามารดาเองก็ต้องอุปการะ เลี้ยงดูบุตรตามสมควรในระหว่างที่บุตรเป็นผู้เยาว์ หรือในส่วนที่เป็นขนบธรรมเนียมที่มีผล ต่อผู้คนในสังคมใดสังคมหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด ก็อาจจะออกมาเป็นระเบียบก็ได้ เป็นคำสั่ง หรือข้อบังคับรองรับก็ได้ครับ ท่านประธานครับ เช่น ข้อบังคับของทหารว่าด้วย การแสดงความเคารพ สวมหมวกก็วันทยหัตถ์ ส่วนเวลาที่เขาถอดหมวกก็โค้งคำนับกัน โค้งคำนับสำหรับนายทหารตำแหน่งชั้นสัญญาบัตร ส่วนชั้นประทวนก็ยืนตรง หรือแม้แต่ ประเพณีการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ถ้าหากว่าเป็นประมุขของรัฐเขาก็ยิงสลุตกัน ๒๑ นัด ส่วนหัวหน้ารัฐบาลอย่างท่าน พลเอก ประยุทธ์ เขาก็ยิงสลุตให้ ๑๙ นัด เป็นต้น ท่านประธานครับ ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดเพียงเพื่อจะบอกว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็เฉกเช่นกันครับ ถือเป็นขนบธรรมเนียมที่ถูกต้อง เป็นขนบธรรมเนียมที่ดีงาม แล้วก็ยัง เป็นไปตามประเพณีสากลที่เขาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การถวายสัตย์ปฏิญาณให้บัญญัติเอาไว้ ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งจากนั้นก็อาจจะมี ขาดหายไปในยามที่มีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะว่าเกิดการรัฐประหารครับ แต่เมื่อเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็จะมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ ทุกฉบับครับ จนกระทั่งล่าสุดแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็ยังมี บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ในมาตรา ๑๙ วรรคสอง และรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนั้นบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๑ ท่านประธานครับ จากที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการถวายสัตย์ถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะเป็นใคร ก็แล้วแต่ก็บัญญัติเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นกฎหมายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณมีความหมายชัดเจน ก็คือการถวายคำมั่นสัญญา เป็นความจริงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงนี้ถือเป็นพิธีกรรมอย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะมีผู้ที่จะเข้ามาทำงานด้านบริหารคนใหม่แทนคนเก่าที่หมดวาระไป โดยการให้คำมั่นสัญญาทั้งต่อองค์พระประมุข แล้วก็เป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อ พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยผ่านทางองค์พระประมุขครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ จึงบัญญัติให้ก่อนการเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระมหากษัตริย์ หากไม่ได้กระทำหรือกระทำไปไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ก็ยังเข้ารับหน้าที่ ไม่ได้ครับ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งครับ กิจการที่มันเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่สมบูรณ์ กิจการใด ๆ ของรัฐบาลก็แล้วแต่ที่ทำต่อไปหลังจากนั้นก็อาจจะไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะเป็นโมฆะได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญครับ แล้วก็ฝ่ายค้านอย่างพวกกระผมหมดโอกาสที่จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่รับผิดชอบ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องเข้าชื่อเพื่อที่จะยื่นอภิปรายตามมาตรา ๑๕๒ ในวันนี้ กระผม ต้องขออนุญาตอธิบายท่านประธานเพิ่มเติมครับ กรณีของการให้คำมั่นสัญญาก่อนการ เข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ท่านประธานได้มองเห็นว่าการปฏิบัติในเรื่องของการให้คำมั่นสัญญา ดังกล่าวนั้นมีความสำคัญอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ การให้คำมั่นสัญญา กับพี่น้องประชาชนก่อนการเข้ารับตำแหน่ง ขยายความจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้อธิบายไปเมื่อสักครู่ถือเป็นประเพณีสากลที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน แต่ละประเทศก็อาจจะมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดจะเป็นในประเทศเราหรือว่า ในหลายประเทศก็แล้วแต่ ก็จะมีความหมายไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทย ของเรา เรามีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เสร็จจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว องค์พระมหากษัตริย์ก็จะทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง พระปฐมบรมราชโองการของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑๐ ก็คือเราจะสืบสานรักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป โดยพระองค์ท่านได้ทรงประกาศต่อพี่น้องประชาชน ต่อพสกนิกรของท่าน เนื่องจาก พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ พระองค์ท่านจึงประกาศเจตนารมณ์ ต่อพสกนิกรทั้งประเทศ แล้วก็รวมทั้งที่มาเข้าเฝ้าฯ ส่วนในต่างประเทศ เช่น ประเทศ สหรัฐอเมริกาที่มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารก็มีพิธีสาบานตนในการ เข้ารับตำแหน่งเช่นกัน ภายหลังสาบานตนประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ขึ้นมากล่าวปราศรัย กับผู้ที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการ แล้วเขาก็บอกแนวทางการทำงาน ภาระหน้าที่ ของประธานาธิบดีครับ เขาจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ก็เหมือนกันกับที่ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ได้แตกต่างกันนะครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดจึงอาจจะกล่าวได้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือการสาบานตน เข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นหนึ่งในพิธีกรรมของการเริ่มต้นใช้อำนาจของฝ่ายบริหารที่ทุกประเทศ เขาถือปฏิบัติกันมาจนเป็นพิธีกรรม และที่สำคัญครับท่านประธาน ถือเป็นรูปแบบ ตามกฎหมายที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำอย่างถูกต้อง ทำอย่างครบถ้วน ให้เป็นไปตามพิธีกรรม แล้วก็รูปแบบนั้น ๆ ท่านประธานครับ หากไม่ทำให้ครบถ้วน การถวายสัตย์ปฏิญาณ หรือการสาบานตนถือว่าไม่สมบูรณ์ครับ ยังเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด เคยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เกิดมาแล้วครับ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ต้องสาบานตนใหม่ เพราะกล่าวถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนครับ ท่านประธานครับ ในสังคมของมนุษย์การมีปฏิสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า นิติสัมพันธ์ หรือในทางสังคมก็จะต้องมีข้อตกลงของการมีปฏิสัมพันธ์หรือการ อยู่ร่วมกันเสมอ โดยทางกฎหมาย ก็คือการทำสัญญาของทั้ง ๒ ฝ่าย ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน ตามสัญญา ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาอีกฝ่ายก็เกิดสิทธิในการที่จะเรียกร้องตามกฎหมาย แม้แต่ในทางสังคมหรือทางศาสนาครับ หากการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมีผลกระทบ ต่อผู้อื่นในภาพรวมก็ต้องมีการให้คำมั่นสัญญาเช่นกัน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยครับ ประเพณีการสู่ขอที่ฝ่ายชายจะต้องให้คำมั่นสัญญากับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง ก็ต้องสัญญา ว่าจะดูแลฝ่ายหญิงให้สมฐานะ หรือการขอบวชครับ ผู้ขอบวชยังต้องให้คำมั่นถือเอา พระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งยิ่งใหญ่กว่านั้นครับ คือการถวายคำมั่นสัญญาอันเป็นความจริงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็เป็นการให้ คำมั่นสัญญาที่เป็นความจริงกับพี่น้องประชาชนผ่านองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นพระประมุข จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณมีทั้งส่วนที่ เป็นพิธีกรรมและส่วนที่เป็นรูปแบบอันเป็นสารบัญญัติ โดยส่วนที่เป็นพิธีกรรมนั้นก็คือการที่ ฝ่ายบริหารจะต้องทำการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ บัญญัติเอาไว้ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณก็คือการที่คณะรัฐมนตรีอันเป็นฝ่ายบริหาร ต้องถวายคำมั่นสัญญากับ พระมหากษัตริย์ ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนโดยผ่านพระมหากษัตริย์ผู้ทรงใช้อำนาจ นั้นแทน ซึ่งจะต้องพูดด้วยถ้อยคำที่กำหนดบัญญัติเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเป็นอย่างอื่น ไม่ได้ครับ สำหรับรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติครับ ตรงนี้ก็ถือเป็นสาระสำคัญ ซึ่งเมื่อสักครู่ได้พูดไปแล้วว่าหากกระทำไปไม่ครบถ้วนไม่ถูกต้องตามรูปแบบ สิ่งนั้นก็เสียเปล่า ไม่สมบูรณ์ เป็นโมฆะ ซึ่งนำไปใช้บังคับต่อจากนั้นไม่ได้ เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ชัดเจนมากขึ้นนะครับ กระผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องรูปแบบของกฎหมาย เป็นการ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อจะชี้ว่าถ้ารูปแบบไม่ถูกต้องการกระทำดังกล่าวถือเป็นโมฆะ เพื่อให้เป็นตัวอย่าง พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่ารูปแบบกฎหมายสำคัญ เช่น การกู้ยืมเงิน ตั้งแต่ ๕๐ บาทขึ้นไป กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้อง ถูกบังคับ ถ้าเกิดเขายืมกันไม่มีหนังสือนะครับ ไม่ได้ทำเอกสารหนังสือนั้น สิ่งนั้นจะนำไป ฟ้องร้องบังคับต่อไปก็ไม่ได้ หรือว่าการเป็นพยานก็เช่นเดียวกัน กฎหมายกำหนดเลยนะครับ ให้คนที่ทำหน้าที่เป็นพยานต้องสาบานตนก่อนเบิกความต่อศาล หากพยานไม่ได้สาบานตน คำเบิกความของพยานปากนั้นย่อมรับฟังไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ท่านประธานที่เคารพ การถวายสัตย์ปฏิญาณก็เฉกเช่นกันถือเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ เมื่อกระทำไปไม่ครบถ้วนหรือไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ การกระทำดังกล่าว ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเช่นเดียวกันนะครับ ผมอธิบายให้เห็นรูปแบบของกฎหมาย ที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นโมฆะ ผมคิดว่าสภาแห่งนี้คงจะเห็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมจะขออนุญาต กลับมาลงรายละเอียดในส่วนที่เป็นถ้อยคำ ขยายความจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดเมื่อสักครู่ เพื่อเพิ่มความชัดเจน แล้วก็เพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้ ให้ถ่องแท้มากขึ้น ท่านประธานครับ ถ้อยคำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ปฏิญาณตน ต้องกล่าวตาม คือส่วนที่เป็นสารบัญญัติประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ๓ เรื่อง ด้วยกัน

ข้อที่ ๑ ผู้ปฏิญาณตนจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศ ของเรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ นอกเหนือไปจากนั้นครับ พระมหากษัตริย์ยังทรงมีฐานะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็น ชาติไทย ดังปรากฏตามธงชาติที่ประกอบด้วยไตรรงค์อันหมายถึง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ส่วนท่อนที่ ๒ ผู้ปฏิญาณตนจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ความหมายข้อนี้ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วนะครับ เป็นความชัดอยู่ในถ้อยคำ ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพื่อเสียเวลาสภาแห่งนี้แต่อย่างใดนะครับ

ส่วนท่อนที่ ๓ ซึ่งเป็นท่อนที่เป็นปัญหา ผู้ปฏิญาณตนจะต้องรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้อยคำส่วนนี้เป็นส่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ตัดออกไปทั้งประโยค อันจะเป็นผลให้การถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่บอก ไม่ได้กล่าวถ้อยคำให้ครบถ้วนผล ของกฎหมายที่ตามมาภายหลังจะเป็นอย่างไร การถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ เหตุที่ผมต้องกล่าวว่า ถ้อยคำในส่วนสุดท้ายมีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยของเราเป็นสังคมนิติรัฐ ที่เราเรียกว่า ลีกัล สเตต (Legal State) หมายความว่าสังคมที่เราใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครอง โดยมี รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ชาวไทยเอาไว้ในหมวด ๓ ครับ และในหมวด ๕ ก็เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐ แล้วก็แนวนโยบาย แห่งรัฐในหมวด ๖ นี่คือสิ่งที่เชื่อมต่อเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน หมวด ๓ หมวด ๕ และหมวด ๖ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นใน ๓ หมวดที่ผมกล่าวไปแล้วนี้ ทั้งเรื่องของคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทั้งเรื่องของหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หรือในส่วนที่เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ ทั้ง ๓ ประการนี้จะต้องสอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ ลำพังการให้สัญญา กับพี่น้องประชาชนว่าคณะรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพียงอย่างเดียว ตามที่ท่านได้นำถวายสัตย์ปฏิญาณโดยตัดทิ้งท่อนสุดท้าย เรื่องที่จะรักษาและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญออกไป เลยอาจแปลความได้หลายเรื่องด้วยกันครับ เช่น ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอาจจะไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ใช่หรือไม่ หรือรัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้หรือเปล่า เห็นหรือไม่ครับท่านประธานมีปัญหาจริง ๆ ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ถ้านายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอาจจะทำหน้าที่ของท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ท่านไม่ได้โกงครับ ท่านไม่ได้คอร์รัปชัน แต่ว่าถ้าเกิดท่านไม่จัดให้พี่น้องประชาชนได้เรียนฟรี ซึ่งกำหนดเอาไว้ ตามรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ ตรงนี้ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชน แต่หากท่านไม่ดำเนินการก็ไม่มีใครไปฟ้องร้องกล่าวหาว่า ท่านทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ หรือเอาที่ใกล้ที่สุดครับ ท่านประธาน คือการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่านไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้แสดงแหล่งที่มาของงบประมาณแต่อย่างใด หลังจากการแถลงนโยบาย ท่านถวาย สัตย์ปฏิญาณแล้วก็แถลงนโยบาย ผ่านไปแค่อาทิตย์เดียว ท่านก็ออกมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจวงเงินสูงถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มาตรการนี้ผมคิดว่าคณะรัฐมนตรีทุกท่าน พึงพอใจ ก็มีการออกมาพูดคุย ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าตีปี๊บ แต่คนส่วนใหญ่เขาตั้งคำถาม ว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำได้แค่นี้เองหรือเปล่า หนึ่งในมาตรการดังกล่าวก็คือการแจกเงิน คนละ ๑,๕๐๐ บาท ให้ไปเที่ยว ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ ตัวอย่างที่กระผม ยกขึ้นมาให้ท่านประธานได้พิจารณา จะเห็นว่าเราไม่สามารถเอาผิดท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตได้เลย แล้วก็ไม่สามารถกล่าวหาว่า ให้ท่านประธานได้พิจารณา จะเห็นว่าเราไม่สามารถเอาผิดท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีในท่านทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือมากไป กว่านั้น หากพวกฝ่ายค้านของเราจะนำเรื่องดังกล่าวนี้ไปอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านก็คงอ้างละครับว่าท่านไม่ได้ทำอะไรที่ผิดไปจากการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่เคยสัญญาว่าจะทำตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ใครเป็นคนเสียหาย คนที่เสียหายเป็นพี่น้องประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยใช่หรือไม่ครับ เป็นพี่น้องประชาชนที่ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ท่านไม่ยอมให้คำมั่นสัญญาที่จะทำตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการให้สัญญาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งกับ พี่น้องประชาชนของเราครับ หากคณะรัฐมนตรีไม่ได้ให้คำมั่นดังกล่าว ผมคนหนึ่งละครับ ในฐานะผมเป็นประชาชนในประเทศนี้ ท่านไม่ให้คำมั่นสัญญากับผม ผมจะให้ความไว้วางใจ ให้ท่านบริหารประเทศนี้ได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกตัวอย่างครับ เปรียบเสมือนคนมาสู่ขอลูกสาว นายกรัฐมนตรีครับ ผมมีลูกสาว ๔ คน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีลูกสาว ถ้าเกิดผู้ชายคนที่เขา จะมาขอลูกสาวเรา เขารับปากว่าจะรัก แต่เขาไม่รับปากว่าจะดูแล แล้วก็ให้เกียรติกับ ลูกสาวของเราให้สมเกียรติตลอดไป ผมคนหนึ่งละครับ ผมไม่ยกลูกสาวให้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะยกลูกสาวให้ไหมครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การให้ คำมั่นสัญญากับประชาชน ตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คำมั่นสัญญากับประชาชนตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐบาล ผมทบทวนครับท่านประธาน ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีจะต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะทำหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และสุดท้ายที่ท่านตัดทิ้งไป แปลความนะครับ จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จะทำหน้าที่ของ รัฐตามรัฐธรรมนูญ และจะดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ ผมยืนยันทั้ง ๓ ส่วนนั้นมีความสำคัญจะขาดตอนหนึ่งตอนใดไป ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำไม่ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ ก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน และการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นโมฆะหรือเปล่า คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่อยู่ขณะนี้ เข้ารับหน้าที่ได้หรือเปล่า การกระทำที่ต่อจากนั้นเป็นปัญหาตามมาภายหลังเยอะแยะเลย เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจทั้งสิ้นใช่หรือไม่ ท่านมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิ มาแถลงกันหรือเปล่า เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ยังไม่สมบูรณ์ แล้วนอกเหนือไปจากนั้น เดี๋ยวจะมีคนมาลงรายละเอียด นโยบายที่ท่านนำมาแถลงนโยบายที่นี่ตามมาตรา ๑๖๒ ไม่แสดงแหล่งที่มาของรายได้อีก เหมือนที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ ผมเข้าเรื่องนี้สักนิดหนึ่ง การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ ใช้เงินมหาศาล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ได้บอกแหล่งที่มาของรายได้เอาไว้ในคำแถลงนโยบาย แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนจะติดตามตรวจสอบกันได้อย่างไร นอกจากที่ผมได้กราบเรียนไป เมื่อสักครู่ คณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจออกมาตรการดังกล่าว เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณ ยังไม่สมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่ หลายคนแอบกระซิบบอกมาว่ามาตรการนี้ออกมาหน่อมแน้ม ไม่ค่อยเกิดประสิทธิผลหรอก หรือตัวอย่างชัด ๆ เรื่องของการแถลงนโยบายไม่บอก แหล่งที่มาของรายได้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือกรณีที่ผมมองหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุมัติยกเว้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะนำเงินสะสมที่มีอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลที่กระผมเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเอาเงินสะสมท้องถิ่น แต่ถูกนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็เงินถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายนี่นะครับ ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลจะถูกใช้ อย่างไม่มียุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่สามารถประเมินผล และที่สำคัญตัวสุดท้ายเป็นการหลีกเลี่ยง วิธีการงบประมาณที่ทำให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนตรวจสอบการใช้เงินไม่ได้ แล้วก็ เป็นการใช้เงินที่เสียวินัยการเงินการคลังหรือเปล่า ผมสรุปแล้วท่านประธานครับ

ท่านประธานที่เคารพ จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กระผมได้กราบเรียนมา ทั้งหมด ท่านประธานคงเห็นพ้องกับกระผมว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่สมบูรณ์ พอมันไม่สมบูรณ์ก็ต้องตีความต่อ ว่าคณะรัฐมนตรีนั้นเข้ารับหน้าที่มิได้ และการกระทำที่ต่อจากการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นต้นมาเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและหน้าที่ หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าออกไปนานเท่าไร ก็จะยิ่งเสียหายมากขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะ ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ทางออกเดียวที่ ตัวกระผมสามารถเสนอแนะได้ตอนนี้ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองครับ ปกติผู้นำทางการเมืองเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความรับผิดชอบทางการเมืองที่สง่างามที่สุดคือการลาออกครับ ท่านประธานครับ การลาออกไม่ได้เป็นการเสื่อมเสียนะครับ ถือเป็นประเพณีการแสดงความรับผิดชอบ ของฝ่ายบริหารที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากบอกไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ครับ ท่านใช้ความกล้าหาญ ท่านเป็นอดีตทหาร ท่านเป็นรุ่นพี่ผมด้วย เพียงใช้ความกล้าหาญลุกขึ้นครับเปล่งเสียงชัด ๆ ผมขอลาออก แค่นี้ครับ แสงสว่างก็จะเกิดกับประเทศชาติของเราทันที ทำให้คนไทยอีกสักครั้งได้ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ท่านต่อไปนะครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงเรื่องอะไรครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ไม่ได้ประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่ประท้วงนั่งลงครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ขณะนี้วิทยุสภารับไม่ได้ครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นั่งลงครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

ที่บ้านนอกครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญต่อไปครับ ท่านปิยบุตร แสงกนกกุล ครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก พรรคอนาคตใหม่ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ เพราะเป็นแรกที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ คือการเสนอญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป ทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเองได้เป็นผู้ที่หยิบยกประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาอภิปราย ขึ้นมาหารือ เพราะผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการถวายสัตย์ปฏิญาณ อันอาจจะทำให้คณะรัฐมนตรีนั้นยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ ผมพยายามหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาหารือเพื่อจะร่วมกันหาทางแก้ไขให้กับ พลเอก ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรี แต่ผมไม่ได้ รับโอกาสให้อภิปรายชี้แจงเพียงพอ มีเพื่อนสมาชิกประท้วง และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบ ให้กระจ่างชัด สุดท้ายครับท่านประธานสภาได้เตือนสติผมในที่ประชุม ท่านบอกไว้ว่า ยังไม่เห็นคลิป (Clip) ยังไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จแต่ผู้พูดต้องรับผิดชอบ เพราะมีการถ่ายทอด เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงนะครับ ผู้พูดต้องรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะ เป็นผู้อภิปรายเปิดประเด็นตั้งข้อหารือในวันนั้น ผมพร้อมรับผิดชอบอย่างแน่นอน แต่ผม ไม่มั่นใจว่าตัวนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์นั้น ซึ่งเป็นผู้กล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กล้าที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตนเองบ้างหรือไม่ ท่านประธานครับ หากวันนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของตนนั้นไม่ครบถ้วน ปัญหาต่าง ๆ ก็จะทุเลาเบาบางลงกว่านี้ครับ เราจะไม่เกิดปัญหาที่ยากแก่การแก้ไข ที่ยุ่งอีนุงตุงนังไปหมด เราสามารถหาทางแก้ไข ได้ทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจจะหยุดการแถลงนโยบายในรัฐสภาไว้ก่อนไหม และหาทางทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ให้ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็กลับมาแถลงนโยบายแล้วคณะรัฐมนตรีของท่านก็จะได้เข้ารับ หน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์นะครับ แต่เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีนิ่งเงียบไม่ชี้แจง ผ่านไป ๒ สัปดาห์ จึงเริ่มออกมายอมรับอย่างชัดแจ้ง และมีปัญหาทางกฎหมายต่าง ๆ พัวพันอีนุงตุงนังไปหมด เพราะว่าคณะรัฐมนตรีชุดของท่านได้เข้ารับหน้าที่แล้ว มีการประชุมกันทุกวันอังคารไปแล้ว หลายครั้ง มีการออกมติคณะรัฐมนตรีมาเป็นจำนวนมาก มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด มีการอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ เต็มไปหมด ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ตามมา สื่อมวลชนครับ สื่อมวลชนถามผมหลายครั้งครับว่าตัวผมเองไปรู้ได้อย่างไรครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สื่อมวลชนตั้งคำถามว่ามีหนอนบ่อนไส้ อยู่ในรัฐบาลหรือเปล่า แอบเอาเรื่องนี้มาบอกผม มีใครส่งข้อมูลมาให้ผมอภิปรายไหม ผมก็ยืนยันกับสื่อมวลชนไปครับว่า รัฐบาลชุดนี้ของท่านไม่มีหนอนบ่อนไส้แน่นอน แต่ผมรู้ด้วยตนเอง เพราะว่าปกติแล้ว ผมจะเป็นคนที่ติดตามข่าวในพระราชสำนักอยู่เสมอ โดยเฉพาะข่าวที่กรณีบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ นั้นไปเข้าเฝ้าฯ เพราะผมต้องการรับทราบ ถึงพระราชดำรัส พระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ผมตั้งใจดูคลิป (Clip) ข่าวนี้ครับ นายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีทั้งคณะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ปฏิญาณ ปรากฏว่าเมื่อคลิป (Clip) ข่าวออกอากาศ เสียงของท่านนายกรัฐมนตรีออกมา ผมก็รู้ทันทีครับว่านายกรัฐมนตรีนั้นกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่า ผมศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญมาค่อนชีวิต ประกอบอาชีพบรรยายวิชากฎหมาย รัฐธรรมนูญในคณะนิติศาสตร์ แล้วก็เรียนมา ประกอบอาชีพนี้มา ผมทราบดีครับว่า ทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณและถ้อยคำในการถวายสัตย์ ปฏิญาณทุกครั้งจะมีประโยคนี้เหมือนกันทั้งหมด คือคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เมื่อผมทราบเรื่องนี้เข้า ผมก็พยายาม ตรวจสอบข้อมูลอีกหลายทางนะครับ เพราะสงสัยจริง ๆ ว่าเหตุใดท่านนายกรัฐมนตรี จึงกล่าวไม่ครบ ท่านคิดอะไรอยู่ในใจทำไมท่านถึงพูดแบบนั้น เช็ก (Check) แล้ว เช็ก (Check) อีกนะครับ เอ๊ะท่านโดนวางยาหรือเปล่า แต่สุดท้ายผมก็เก็บความสงสัยไว้ แล้วตั้งใจจะมาถามท่านในที่ประชุมในวันแถลงนโยบายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ว่าท่าน ผิดพลาดบกพร่องเพราะอะไร เราจะได้มาหาทางร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยกัน ในวันที่ ๑๕ ที่ผ่านมาผมมีเจตนาเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง ไม่ได้คิดต้องการจะล้มรัฐบาล แต่ว่าน่าเสียดาย ตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงให้กระจ่างชัดนะครับ หลบเลี่ยงไปมา ผมพยายาม ตั้งกระทู้ถามสดไป ๒ ครั้ง ทางสภาผู้แทนราษฎรก็ประสานไปยังท่าน ท่านอ้างว่า ท่านติดภารกิจผมเลยจำเป็นต้องถอนกระทู้สดออกเพื่อไม่ให้เสียโควตากระทู้แก่เพื่อนสมาชิก คนอื่น ๆ สื่อสัมภาษณ์หลายครั้งท่านก็บ่ายเบี่ยงไป ทั้งหมดนี้ครับทั้งหลายทั้งปวงจึงนำมาสู่ ให้พวกเราสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรค จำเป็นต้องเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๒ ในวันนี้ ท่านประธานครับ การอภิปรายของผม ในวันนี้จำเป็นต้องขออนุญาตใช้เวลาของสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างมาก แต่อยากให้ทุกท่าน มั่นใจได้เลยว่าการอภิปรายของผมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ และขอความกรุณาเพื่อนสมาชิก อดทนฟัง อย่าประท้วง รับรองว่าได้ประโยชน์แน่นอนครับ ได้ประโยชน์ต่อคณะรัฐมนตรี ได้ประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ได้ประโยชน์ต่อประชาชน ได้ความรู้ทางวิชาการ และเนื้อหาที่ผม จะอภิปรายต่อไปทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนใดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือกระทบกับความมั่นคง จนต้องขอปิดประชุมลับแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะอธิบายเป็นหลักกฎหมาย เป็นหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น การอภิปราย ของผมคือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ผู้แทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดต่อจากนี้ก็เพื่อประโยชน์ ของประเทศ หากทำให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีท่านใดขุ่นเคืองใจก็ความกรุณาอย่าถือโทษ โกรธเคืองกันครับ เราต่างทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน ผมจะขออภิปรายทั้งสิ้นทั้งหมด ๔ ประเด็น จากนั้นจะซักถามข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป แต่ก่อนที่จะ เข้าสู่ทั้ง ๔ ประเด็นนั้น ขออนุญาตชื่นชมท่านประธานและแสดงความเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่ได้วินิจฉัยชัดแจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๑ กันยายน ที่ผ่านมาที่ไม่รับคำร้องในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการ อภิปรายญัตติในวันนี้นะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงตรงนี้สั้น ๆ เล็กน้อยเพื่อท่านสมาชิก ท่านอื่น ๆ จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาประท้วงอีกว่าตัดสินแล้ว คือศาลรัฐธรรมนูญท่านวางหลัก เอาไว้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญท่านเลยไม่รับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านเป็นเพียงบอกว่าไม่รับเท่านั้น จริง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญมีทางออก ทางอื่นที่จะไม่รับก็ได้นะครับ ด้วยการบอกว่า กรณีประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ไม่ได้กระทบสิทธิใด ๆ ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องเสียหายใด ๆ แล้วไม่รับคำร้องก็ได้ แต่ไม่เป็นไร ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยสั่งเอาไว้ว่า ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น เป็นการกระทำของรัฐบาล เป็นประเด็นปัญหาทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา จริง ๆ แล้วตามทฤษฎีเรื่องการกระทำของรัฐบาลมันริเริ่มกันมาในประเทศฝรั่งเศส เขาเรียกกันว่า อัคต์ เดอ กูแวร์เนอม็องต์ (Acte de gouvernement) เขาคิดขึ้นมาเพื่ออะไร เขาป้องกันไม่ให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมในการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นทางนโยบาย หรือในเรื่อง ทางการเมือง เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะเกิดสภาวะการปกครองการบริหารประเทศโดยผู้พิพากษา ขึ้นมา จึงพยายามกันศาลออกจากตรงนี้ ทีนี้ก็จะกังวลใจกันว่าแล้วอะไรบ้างละครับที่ถือว่า เป็นการกระทำของรัฐบาล นักวิชาการก็สรุปกันมาแล้วจนระบบกฎหมายไทย แนวทางพิพากษา ของประเทศไทยก็รับมาใช้เรียบร้อยแล้ว ก็คือ

๑. การกระทำใดก็ตามที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎร การเปิดประชุมสภา การปิดประชุมสภา เป็นต้น

๒. การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การประกาศ สงคราม การลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ

เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นประเด็นปัญหาในทางนโยบายทางการเมือง เป็นการ กระทำของรัฐบาล องค์กรตุลาการจะไม่รับตรวจสอบวินิจฉัย ทีนี้เพื่อนสมาชิกก็อาจจะสงสัยว่า แต่มันมีข้อความประกอบตอนท้ายในเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านประธานยืนยัน ไปว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกันครับ เวลาศาลจะวินิจฉัยอะไรศาลต้องทำเป็นคำวินิจฉัย แต่ที่ผ่านมา ในวันที่ ๑๑ กันยายน เป็นเพียงเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ ไม่ได้อยู่ในความหมาย ของคำวินิจฉัย ดังนั้นจึงไม่ได้ผูกพันกับพวกเรานะครับ ผลมันมีแต่เพียงว่าศาลไม่รับคำร้อง เท่านั้นเองครับ วันนี้เราเดินหน้าทำตามมาตรา ๑๕๒ ก็เป็นเรื่องของพวกเรา ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านเห็นภาพอีกก็ได้ครับ พวกผมสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับ เรื่องการยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันครอบครัว ตราขึ้นมาโดยมีเหตุที่ไม่ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคแรก คือไม่ได้มีเหตุ เรื่องความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ แต่กลับตราพระราชกำหนดขึ้นมา เรื่องไปสู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ เป็นไปตามเหตุ เขาก็จะส่งกลับมาที่สภาของเรา เพื่อให้สภาของเราให้ ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านก็วินิจฉัยไปครับ พวกเราก็มี อำนาจในการรับหรือไม่รับพระราชกำหนดอีกรอบหนึ่งอยู่ดี นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ดังนั้น ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านร่วมกันตระหนักให้ดีว่า เวลาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินท่านอย่าคิดว่า ตัดสินแล้วสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่จริงนะครับ หนำซ้ำส่วนที่เพื่อนสมาชิก อ่านมาส่วนนั้นเขาเรียกว่าเป็นประกอบความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อของคำสั่ง ไม่ใช่เนื้อของ คำวินิจฉัย เป็นเพียงประกอบความเห็นนะครับ ในภาษากฎหมายสุภาษิต พวกเราเรียน กฎหมายหลายท่านก็จะเรียนมา เขาเรียกว่าโอบิเตอร์ ดิกตุม (Obiter dictum) คือไม่ได้ ผูกพัน มันเป็นแค่ความเห็นประกอบเท่านั้น ขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นครับท่านประธาน

ประเด็นแรกที่ผมขออภิปรายคือ เรื่องของความสำคัญของการถวายสัตย์ ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรากำหนดเอาไว้ว่า ให้มีบุคคล ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ทั้งหลายต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพวกเราต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ในที่ประชุมแห่งนี้ สมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของวุฒิสภา รัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ องคมนตรีต้องปฏิญาณตน ต่อพระมหากษัตริย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของรัฐสภา องค์กรสำคัญ ๆ ในระดับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นครับ ก่อนจะเข้ารับหน้าที่ได้ต้องมีการปฏิญาณตน ทั้งสิ้น ทำไมรัฐธรรมนูญจึงกำหนดแบบนี้นะครับ สาเหตุก็เพราะว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น มีความสำคัญอยู่ ๓ ประการครับ

ประการแรก การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีคือเงื่อนไขบังคับ ก่อนเข้ารับหน้าที่ บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต่าง ๆ นั้น บุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วยังรับหน้าที่ ไม่ได้นะครับ จะรับหน้าที่ได้ต่อเมื่อต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน มีข้อยกเว้นเพียง กรณีเดียวเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นั่นคือมาตรา ๒๔ วรรคสอง ข้อยกเว้นนั้น บอกว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ถ้าหากพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ถือว่า เป็นข้อยกเว้นได้ เป็นข้อยกเว้นเดียวเท่านั้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้นบุคคล ที่เป็นรัฐมนตรีทั้งหลายก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ พูดกันง่าย ๆ ก็คือ หากไม่มีการปฏิญาณก็ไม่มีการเข้ารับหน้าที่ หากต้องการเข้ารับหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ในนัยนี้การถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเสมือนแบบพิธีที่สำคัญเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่รัฐมนตรี จะเริ่มเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เขาต้องกำหนดแบบนี้เพื่ออะไร จะได้มีเส้นแบ่งให้ชัดว่า รัฐมนตรี ชุดที่แล้วที่ยังรักษาการอยู่เรื่อยมาจะสิ้นสุดการรักษาการลงเมื่อไร แล้วรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้วจะเข้ารับหน้าที่ในวันไหน เดี๋ยวนี้ยังพัวพันกันไปถึงเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยนะครับ ตามเกณฑ์ของ ป.ป.ช. การแจ้งบัญชีทรัพย์สินเขาก็ดูวันที่เข้ารับหน้าที่ ดูวันไหนครับ ก็ดูวันที่ปฏิญาณ พวกผมเอง มีการปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งนี้ เราแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เราก็แจ้งในสถานะบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของเราในวันนั้น ในวันที่ปฏิญาณ ท่านรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกันท่านถวายสัตย์ปฏิญาณกัน ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เวลาท่านแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ก็ต้องดูว่าวันที่ ๑๖ กรกฎาคมนั้นท่านมีบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินอย่างไร

เรื่องต่อไปครับ ความสำคัญในข้อที่ ๒ การถวายสัตย์ปฏิญาณ คือการยืนยัน หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐมนตรี และองค์กรอื่น ๆ ทุกองค์กร จะมีถ้อยคำที่เหมือน ๆ กันหมด คือคำว่า ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ นั่นแสดงให้เห็นว่า ถ้อยคำนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิญาณ เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เคารพรัฐธรรมนูญ รักษารัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดนั่นเอง ดังนั้นการถวายสัตย์ ปฏิญาณโดยมีถ้อยคำนี้ปรากฏขึ้น ก็เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เหมือนกับ แสดงสัญลักษณ์ให้สาธารณชนได้เห็น

ความสำคัญข้อที่ ๓ ครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีนั้น คือการให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ และต่อประชาชน คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ ปฏิญาณ เราเริ่มเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ครับท่านประธาน หลังจากนั้น รัฐธรรมนูญถาวรแต่ละฉบับก็เขียนล้อต่อกันมาเรื่อย ๆ ปี ๒๔๙๒ ต่อเนื่องมาปี ๒๕๑๑ มาปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๗ และฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ทั้งหมดนี้เขียนถ้อยคำล้อมาแบบเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วทำไมเขาต้องเขียน ถ้อยคำนี้ลงไปให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ทำไมรัฐธรรมนูญไม่เขียนแต่เพียงว่า ให้คณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่แล้วจบ ทำไมต้องเขียนถ้อยคำ เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญเลยว่าต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่าอะไรบ้าง มันมีที่มาที่ไปครับ เอกสารประกอบการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนเรื่อง การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี มีคนซักถามในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นก็ให้คำตอบแบบนี้ครับ

ท่านแรกครับ หลวงประกอบนิติสาร ท่านให้ความเห็นเอาไว้นะครับ ท่านอธิบายว่าที่ต้องเขียนถ้อยคำลงไปให้ชัดเลย มีเหตุผลอยู่ ๓ ข้อ

ข้อที่ ๑ ถ้าหากเราไม่เขียนถ้อยคำลงไปให้ชัด เดี๋ยวคำสัตย์ปฏิญาณนั้น จะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้ที่เป็นสมาชิกสภาส่วนมาก ครั้งหนึ่งเดี๋ยวเกิดสภาตกลงกันว่า พวกเราไปปฏิญาณกันแบบนี้นะ สภาชุดถัดไปอาจจะบอกว่า พวกเราไปปฏิญาณอีกแบบหนึ่งนะ คณะรัฐมนตรีชุดนี้เดี๋ยวพวกเราตกลงกันเราปฏิญาณแบบนี้นะ คณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ขอปฏิญาณอีกแบบหนึ่งนะ มันจะเกิดความไม่สม่ำเสมอ ไม่เหมือนกัน

เหตุผลข้อที่ ๒ ที่หลวงประกอบนิติสาร ให้ไว้ก็คือรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ก็บัญญัติถ้อยคำให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ เช่นเดียวกัน

และเหตุผลข้อที่ ๓ ครับ หลวงประกอบนิติสารในฐานะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเอาไว้ว่า เพื่อให้ผู้ที่จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเอง จะให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าอะไร และตัวเองมีปัญญาที่จะทำตามได้ไหม ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ อย่ามาเป็น รัฐมนตรีทุกคนจะรู้ล่วงหน้าครับ ว่าเราจะต้องให้คำสัญญาอะไร เราจะต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณอะไรต่อองค์พระมหากษัตริย์ ถ้าอ่านถ้อยคำนี้ล่วงหน้าจากในรัฐธรรมนูญ รู้แล้วว่าทำไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่าชีวิตนี้ท่านเคารพรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่า ชีวิตนี้ท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่าอีกไม่กี่เดือนท่านจะฉีกรัฐธรรมนูญอีก อีกไม่กี่เดือนท่านจะละเมิดรัฐธรรมนูญอีก อย่างนี้รัฐมนตรีคนนั้นอย่ามาเป็นรัฐมนตรี จะได้ไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ นี่คือเหตุผลที่หลวงประกอบนิติสารให้ไว้ ทีนี้ถ้อยคำเหล่านั้นมันมีหัวใจสำคัญของถ้อยคำมันมีอยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ คือจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ ข้อที่ ๒ คือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ข้อที่ ๓ รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ ทั้ง ๓ ข้อนี้ทุกฉบับยืนยันถึงความสำคัญเขียนล้อตามกันมาหมด ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าความสำคัญของปฏิญาณตนมันไปเกี่ยวข้องกับการให้คำสัตย์สัญญาต่อ องค์พระมหากษัตริย์และประชาชน มันอยู่ตรงระบบรัฐธรรมนูญของประเทศไทยครับ รัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในมาตรา ๓ จะเขียนเอาไว้ว่า อำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย บางฉบับใช้คำว่า มาจาก แล้วก็เขียนต่อไปว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในลักษณะนี้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย เกือบทุกฉบับเพื่อยืนยันว่า ๑. ปวงชนชาวไทยคือผู้ทรงอำนาจอธิปไตย คือผู้เป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตย ๒. พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐคือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทน ปวงชนชาวไทย ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ นี่คือศิลปะในการเขียน รัฐธรรมนูญที่ผสมผสานเอา ๒ หน่วยสำคัญที่สุดของประเทศไทย

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ประท้วงครับท่าน กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคพลังประชารัฐ ผมขอประท้วงตามข้อ ๖๙ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ เมื่อสักครู่นี้ได้กล่าวในที่ประชุมส่อเสียดครับ ว่าท่านรู้ว่าจะฉีกรัฐธรรมนูญอีกเป็นการใส่ร้าย ขอให้ถอนครับ ท่านประธานโปรดวินิจฉัยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านพูดอย่างนั้นหรือครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ผมยกตัวอย่างเพื่อประกอบ เหตุผลที่หลวงประกอบนิติสารเคยให้ความเห็นไว้ตอนยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๒ เพื่อที่จะเตือน

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ยกตัวอย่างไม่ได้ครับ ท่านประธาน เพราะว่าประชาชนดูทั้งประเทศอยู่

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ฟังนิดหนึ่งครับ ท่านปิยบุตร เชิญอธิบายเหตุผล ถ้าสมมุติได้ตั้งข้อกล่าวหาว่าท่านรู้ว่าจะฉีกอีก หมายถึงตัวนายกรัฐมนตรี ไม่ได้นะครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาตชี้แจงแบบนี้ครับ เมื่อสักครู่นี้ผมกำลังยกนี่เอกสารรายงานประกอบการประชุม วันนี้ครับ ทางสำนักงานเลขาธิการทำมาให้เอง ขยันค้นดีมาก ในหน้า ๒๑ หลวงประกอบนิติสาร กรรมาธิการท่านให้ความเห็นเอาไว้ว่าถึงต้องเขียนถ้อยคำปฏิญาณลงไปในรัฐธรรมนูญ เหตุผลหนึ่งท่านบอกว่าเพื่อให้เป็นการแน่นอนว่าคนที่จะเข้ารับหน้าที่จะต้องรู้เสียก่อนว่าตน จะต้องปฏิญาณอะไร ถ้าเห็นว่าคำปฏิญาณฝ่าฝืนจิตใจก็อย่าเข้าเป็นสมาชิก นี่คือเหตุผล ที่หลวงประกอบนิติสารพูดไว้ ผมก็นำมาอธิบายในที่นี้ และขยายความต่อครับท่านประธาน แล้วยกตัวอย่าง ไม่ได้ระบุชื่อใครเลยครับ อย่าร้อนตัวถ้าไม่มีใครฉีกรัฐธรรมนูญก็อย่าร้อนตัว

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าไม่ระบุชื่อไม่เป็นไร เชิญต่อครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ไม่เป็นไร เสียสมาธิเล็กน้อยกำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อาจารย์ต้องระวัง ก็รู้อยู่ว่า สมาชิกเขาฟังอยู่ทุกถ้อยคำ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เตือนสติ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงบทบัญญัติในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับ จะเขียนล้อเหมือนกันหมด นี่คือศิลปะในการเขียนรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่แยบคาย ที่สุด คือการหลอมรวมผสมผสานเอา ๒ องค์กรที่สำคัญที่สุดในราชอาณาจักรไทย คือ พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุขแห่งรัฐ กับ ๒. คือประชาชน เข้ามาไว้ด้วยกันอยู่ใน มาตรา ๓ โดยให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน และประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นี่ละครับคือการหลอมรวมกันขึ้นมา ผสมผสานหลอมรวม ก่อรูปกันมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยก่อร่างสร้างตัวกันจนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนเราก็ยืนยันกันเสมอมาว่าในราชอาณาจักรไทย ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ครับ ที่เขากำหนดว่า คณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่คุณต้องไปถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก็เพื่อจะให้ คำมั่นสัญญาคณะรัฐมนตรีทั้งชุดที่ไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการให้คำมั่นสัญญา ต่อผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติและเป็น ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน และยังให้คำมั่นสัญญาสืบทอดต่อเนื่องไปยังประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้แทน นี่ละครับคือที่มาที่ไป ของการต้องเขียนเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ ผมชี้แจง เหตุผลทั้งหมด ท่านอาจจะไม่เชื่อถือผม ผมก็ยกตัวอย่างหนังสือของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ขึ้นมาประกอบ ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง จะได้ทำความเข้าใจให้ตรงกัน ในหนังสือชื่อหลังม่านการเมืองเล่มนี้นะครับ ในหน้า ๒๘ ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านเล็กน้อยครับ ส่วนการถวายสัตย์ ปฏิญาณนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งเป็นเรื่องของการเปล่งวาจากล่าวคำพูดแสดงความตั้งใจ ถ้าว่าตามธรรมชาติแล้วควรเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจ ใครจะพูดอะไรก็น่าจะได้ แต่ถ้ายอม ให้ทำอย่างนั้นก็จะเป็นเรื่องสับสน บางคนเป็นนักสาบานตัวยง อ่านปฏิญาณแคล่วคล่องว่องไว บางคนอาจเหนียมอายระมัดระวังปากคำ ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้ว่าตามหลักธรรมชาติไม่ได้ ต้องเอาหลักกฎหมายมาจับ โดยกำหนดถ้อยคำเป็นระเบียบแบบแผนเข้าไว้ ใครจะพูดน้อย หรือยาวกว่านี้ไม่ได้ เว้นแต่ปฏิญาณจบแล้วจะขมุบขมิบปากอธิษฐานอะไรต่อในใจ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ นี่ท่านได้กล่าวไว้ นอกจากนั้นแล้วท่านก็ยังกล่าวต่อไปนะครับว่า ในหน้า ๓๑ การปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่นอกจากจะมีความหมายว่าเป็นการแสดง ความจงรักภักดีหรือการเปล่งวาจาแสดงความตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีแล้ว ที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นนิมิตหมายว่ากำลังจะเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่กำหนดเอาการ ปฏิญาณเป็นนิมิตหมายแล้วยากจะรู้ว่าตำแหน่งและอำนาจหน้าที่เก่าผลัดเปลี่ยนไปสู่คนใหม่ ตั้งแต่นาทีใด ในหน้า ๓๒๔ ท่านก็พูดไว้เช่นเดียวกันทั้งหน้าเลยนะครับ ท่านบอกว่า เกิดผล ๒ ประการ

ประการแรกคือ เมื่อรัฐมนตรีทุกคนเข้าเฝ้าฯ เพื่อเปล่งถวายสัตย์วาจาแล้ว ก็จะทำให้ผู้ร่วมพิธีนั้นรู้สึกมีกำลังใจ

และประการที่ ๒ คือ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพบกับ ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี ถือว่าเป็นโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พบกับคณะรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในหนังสือหลังม่านการเมืองเล่มนี้นะครับ แนะนำให้สมาชิก ลองหาอ่านกันดู เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทีนี้เมื่อ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านไปถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมนั้นท่านกล่าวถ้อยคำไม่ครบถ้วน ผมก็ให้ความเป็นธรรมกับท่าน เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้นครั้งนี้ทำไมท่านถึงกล่าวไม่ครบ ผมก็เลยลองไปย้อน ท่านก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แล้วท่านก็แปลงกายกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เกิดจาก การรัฐประหาร ท่านเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากการรัฐประหารของท่าน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ แล้วท่านก็รักษาการต่อมา จนถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แล้วตัวท่านคนเดิมนั่นละก็เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นพอเราไปดูสมัยคณะรัฐมนตรีที่เรียกกันว่า ประยุทธ์ ๑ ก่อนที่ท่านจะกลับมาใหม่ ท่านมีโอกาสนำรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ๕ ครั้งครับ ครั้งแรก วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๔ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๕ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ผมย้อนไปไล่ดูคลิปที่สำนักข่าวต่าง ๆ เผยแพร่ โดยนำมาจากข่าวพระราชสำนัก ทุกครั้งนะครับ ทั้ง ๕ ครั้งนี้พบว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านกล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทั้งหมด โดยใน ๔ ครั้งแรก กล่าวถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และในครั้งที่ ๕ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ นั้น ท่านกล่าวตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๑ รัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกับที่เราใช้อยู่ตอนนี้ นอกจากนั้นครับ จากคลิป (Clip) นั้นทั้ง ๕ ครั้งที่ผ่านมา ก็เป็นที่สังเกตได้อีกว่าตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีท่านอ่านถ้อยคำ การถวายสัตย์ปฏิญาณจากบัตรแข็งครับ เป็นบัตรแข็งซึ่งเสียบเอาไว้อยู่ในแฟ้มสีน้ำเงิน ซึ่งทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมเอาไว้ให้ ผมรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ก็อ่านหนังสือ หลังม่านการเมืองของท่านอาจารย์วิษณุอีกนั่นละครับ คือท่านเคยเขียนเอาไว้ว่า โดยหลักแล้วทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเตรียมเอกสาร เป็นบัตรแข็งไว้ แล้วก็เสียบใส่แฟ้มไว้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีถืออ่านนะครับ ทีนี้พอผมย้อน ไปดูคลิป (Clip) บางครั้งรัฐมนตรีที่ร่วมคณะกับท่าน ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังท่านก็ถือแฟ้มให้ และยื่นให้ท่านเพื่อให้ท่านเปิดอ่าน ในบางครั้งก็กลายเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว ก็ยืนอยู่ข้างหลังท่าน แล้วก็ยื่นให้ท่านเพื่อให้ท่านเปิดอ่านนะครับ ทั้งหมดนี้คือ ๕ ครั้ง ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ กลับปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำ ไม่ครบ และการกล่าวไม่ครบนั้นไม่ได้มาจากเอกสารบัตรแข็ง ซึ่งทางสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเตรียมไว้ในแฟ้มด้วย แต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้หยิบกระดาษแข็งขึ้นมาจาก กระเป๋าด้านข้างในเสื้อของท่าน แล้วท่านก็หยิบอ่าน โดยอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปแล้ว ว่าขาดถ้อยคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ ขออนุญาตอ้างหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ในหน้า ๕๐ และหน้า ๕๑ ครับ ท่านอาจารย์วิษณุก็เคยเตือนเอาไว้ครับ ในระหว่างการเปล่งวาจาถวายสัตย์ปฏิญาณ ช่างภาพโทรทัศน์จะบันทึกภาพอยู่ด้วยทุกระยะ รัฐมนตรีแต่ละคนจึงควรระมัดระวังโลกยุค เทคโนโลยีสารสนเทศให้มาก เคยมีเขียนจดหมายมาฟ้องผมว่าได้ดูโทรทัศน์ภาคข่าว ช่วงการถวายสัตย์ปฏิญาณ มองเห็นถนัดว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งไม่กล่าวอะไรเลย อีกคนทำปาก ขมุบขมิบไม่ทันเพื่อน แสดงว่ารัฐมนตรีเหล่านั้นยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงไม่อาจ เข้ารับหน้าที่ได้ใช่หรือไม่ เรื่องอย่างนี้ต่อไปภายหน้า ผมว่ารัฐมนตรีต้องระวังให้มากขึ้น แล้วละครับ เพราะดีไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องต้องเปิดเทปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทีนี้ละจะยุ่งกันใหญ่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้สะกิดเตือนท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ว่าควรจะต้องกล่าวให้ครบ เพราะเดี๋ยวดี ไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องต้องเปิดเทปส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วยุ่งกันใหญ่นะครับ ท่านยังเขียนอีกต่อไปครับว่า ส่วนนายกรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ จะใช้วิธีอ่านทีละวรรค ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิมพ์ลงบัตรแข็ง ซึ่งดูปลอดภัยกว่าการจำ เพราะจะไม่ผิดพลาด ขืนท่องจำผิด ๆ ถูก ๆ ตกคำว่า และ คำว่า หรือ ไปสักตัวก็อาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าได้ถวายสัตย์ ปฏิญาณครบถ้วนหรือยัง จะยุ่งเปล่า ๆ นะครับ นี่คือสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เคยเขียน เอาไว้ในหนังสือของท่าน ทีนี้ปัญหาตามมาครับ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ตัวท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามมาตรา ๑๖๑ ผลของมันจะเป็น อย่างไรครับ ผลทางกฎหมายจะส่งผลอย่างไร ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีปัญหา ในลักษณะแบบนี้ เต็มที่ก็อาจจะมีบางท่านไม่ได้มาถวายสัตย์ปฏิญาณในวันนั้นก็ตามมา ถวายสัตย์ปฏิญาณย้อนหลังนะครับ แต่ในต่างประเทศเคยมีแล้วนะครับ ก็คืออดีต ประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ ๔๔ ของประเทศเขานี่นะครับ เป็นการกล่าวปฏิญาณ โดยมีประธานศาลสูงสุดเป็นคนกล่าวนำ ตอนนั้นนี่เขากล่าวตกไปเพียง ไม่ได้ตกด้วยนะครับ เอาคำว่า เฟทฟูลลี (Faithfully) ซึ่งมันอยู่ตรงกลางประโยคเอาไปไว้ ท้ายประโยค แค่นั้นเอง เนื้อความไม่ได้เสียหายเลย แค่เอาคำที่ควรอยู่ตรงกลางประโยค ไปไว้ท้ายประโยคเท่านั้นเองนะครับ แต่ปรากฏว่าประธานาธิบดีโอบามาในวันรุ่งขึ้นก็มีการ ปฏิญาณใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหานะครับ ทีนี้ของประเทศไทย เรายังไม่เคย เกิดเรื่องนี้มาก่อน ก็มีความเห็นแตกต่างกันไป ๒ แนวครับท่านประธาน ความเห็นแรกยืนยันว่า ในเมื่อการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ก็จะทำให้การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ จนเสมือนถึงกับว่าไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ คณะรัฐมนตรี ก็จะเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ การใช้อำนาจการออกมติ ครม. ต่าง ๆ ของ คณะรัฐมนตรีจึงไม่มีผลในทางกฎหมาย นี่ความเห็นที่ ๑ ความเห็นที่ ๒ ครับ บอกว่าอย่างไร ก็ตามมันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจริง มีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ เป็นที่ประจักษ์ชัด ชัดเจนในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ดังนั้นคณะรัฐมนตรีก็เข้ารับหน้าที่ได้ เพียงแต่ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณมันไม่ครบเท่านั้นเอง ก็ต้องไปหาทางเยียวยาแก้ไขต่อไป แต่ไม่ว่าเราจะเห็นแบบความเห็นแรก หรือเราเห็นแบบความเห็นที่ ๒ ครับท่านประธาน หากปล่อยไว้คาราคาซังแบบนี้ โดยไม่จัดการเยียวยาแก้ไขเลย มันจะส่งผลประหลาดครับ มันจะเกิดผลประหลาดตามมาได้ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเช่น เกิดนายกรัฐมนตรีมีโอกาส นำรัฐมนตรีคนใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวไม่ครบก็ได้ อย่างนั้นหรือครับ หรือมีองค์กรอื่น ๆ ที่จะต้องเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณจะกล่าวไม่ครบก็ได้ หรือครับ จะตัด เสริม เติมแต่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือครับ ต่อไปนายกรัฐมนตรีคนถัด ๆ ไป รัฐมนตรีคนถัด ๆ ไป มีโอกาสเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก็ไม่ต้องกล่าวให้ครบก็ได้ใช่หรือไม่ นี่คือปัญหาผลประหลาดที่เกิดขึ้นตามมา หากเราไม่เยียวยาแก้ไขเรื่องนี้ให้กลายเป็นบรรทัดฐาน ที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมพูดไล่เรียงมาตั้งแต่เรื่องของความสำคัญของการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เรื่องผลในทางกฎหมายในกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบแล้วนี่นะครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะอธิบายในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นก็คือการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน มันเป็น ส่วนหนึ่งในอาการของโรคที่ผมอนุญาตให้ชื่อว่า โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดมันสะท้อนถึงอะไร มันคืออาการของโรคที่แสดงออกมา ให้สาธารณชน ให้ประชาชนเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีไม่แยแสรัฐธรรมนูญ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกของพรรคฝ่ายค้านจึงจับจ้องประเด็นนี้ ตามจิกกัดไม่ปล่อย ทำไมไม่ไปสนใจเรื่องน้ำท่วม ไม่ไปสนใจเรื่องปากท้อง จริง ๆ พวกเราสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไปในพื้นที่ต่าง ๆ เรื่องน้ำท่วม เรื่องปัญหาปากท้องหลายครั้งนะครับ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ จำเป็นที่จะต้องพูดคุย กันด้วยนะครับ ผมเห็นแบบนี้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การถวายสัตย์ปฏิญาณคือแบบพิธี และไม่ใช่แบบพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ แต่เป็นแบบพิธีที่สำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ แบบพิธีนี้ สำคัญอย่างยิ่งในทางรัฐธรรมนูญเพราะอะไร รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ว่าด้วยเรื่องของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งอะไร ที่มามาอย่างไร มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน สัมพันธ์กับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญอย่างไร นี่คือเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญ เราจะทราบดีว่าประมุขของรัฐมีอำนาจเพียงใด สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจ เพียงใด วุฒิสภามีอำนาจเพียงใด คณะรัฐมนตรี ศาล มีอำนาจเพียงใด สัมพันธ์กันอย่างไร เรื่องพวกนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันก็เลยต้องมีแบบพิธีที่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ครับ เพื่อจะกำหนดว่าองค์กรเหล่านี้จะเริ่มต้นมีและใช้อำนาจของตนเองในวันใด เวลาใด และเมื่อมีและใช้อำนาจของตนเองแล้ว ใช้ได้ภายใต้ขอบเขตข้อจำกัด ใช้ได้มากน้อย แค่ไหนเพียงใด การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นกล่าวไม่ครบ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับที่จะทำให้พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เคลือบแคลงสงสัยว่า ถ้าแบบนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ขาดคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ขาดไปนี่ แบบนี้แสดงให้เห็นว่า

(นายวีระกร คำประกอบ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ท่านประธานครับ ผมวีระกร คำประกอบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงเรื่อง

นายวีระกร คำประกอบ นครสวรรค์

ผมขอประท้วงด้วยข้อ ๖๙ ผู้อภิปรายไม่ได้อยู่ในประเด็นเลยครับท่านประธาน ประเด็นคือเรื่องของการถวายสัตย์ ปฏิญาณ แต่ว่าไปพูดถึงเรื่องการฉีกรัฐธรรมนูญบ้าง ไปพูดถึงเรื่องการต่ออำนาจ ซึ่งไม่ได้อยู่ ในประเด็นเลยท่านประธาน ช่วยกรุณาวินิจฉัยให้ผู้อภิปรายอภิปรายอยู่ในประเด็นด้วยครับ ท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมตามอยู่ครับ ท่านวีระกรครับ ผมก็ถือว่าท่านปิยกนกก็อยู่ในประเด็นเรื่องของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แล้วก็เรื่องของมาตรา เพียงแต่อธิบายไปในทางวิชาการ ซึ่งท่านก็เกริ่นไว้ตอนต้นว่า สุดท้ายก็จะตั้งคำถามแล้วเสนอแนะ ผมฟังอยู่ครับ เชิญอาจารย์อยู่ในประเด็นนะครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ พอดีผมยกตัวอย่างเพื่อแสดงให้เห็นว่า นี่มันเป็นส่วนหนึ่งของโรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ท่านเลยถวายสัตย์ปฏิญาณขาดไปไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญครับ ทีนี้ผมคิดว่าผมอยากจะ อภิปรายตรงนี้เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับท่านและเตือนสติท่านว่า ณ วันนี้ท่านเป็น นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้วนะครับ เหมือนเมื่อวานท่านก็พูดกับสื่อไปว่าอยากจะเอาคนเก่า หรือคนใหม่ คนใหม่ในที่นี้คือ ท่านมาตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้วครับ ดังนั้นท่านต้อง เคารพรัฐธรรมนูญ ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแล้ว แม้เมื่อก่อนท่านจะเป็น นายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจ ดังนั้นพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ท่านเคยมี เคยชิน เคยใช้มา ในอดีตยุติลงเถอะครับ แล้วมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องให้ความสำคัญ กับรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมันมีคุณค่าร่วมกันของคนทั้งประเทศที่ออกมันออกมา รัฐธรรมนูญจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือในการปกครองตามระบอบที่ท่านต้องการเท่านั้น ไม่ใช่นะครับ ผมเรียนกับท่านประธานผ่านไปท่านนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี อย่างนี้ครับ คือถ้าหากท่านยังมีพฤติกรรมไม่แยแสรัฐธรรมนูญอย่างนี้ต่อไป วันดีคืนดี ท่านก็จะทำตนขึ้นมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญเสียเอง ในทางปรัชญาการเมือง เราบอกกันว่า มันมีตำแหน่งหนึ่งซึ่งเราเรียกว่า องค์อธิปัตย์ ท่านก็เคยเป็นมาแล้ว รัฏฐาธิปัตย์ ที่ท่านเคยพูด ในที่ประชุมในวันแถลงนโยบาย ท่านบอกว่าท่านอยู่เหนือ ๓ อำนาจเลยนะครับ องค์อธิปัตย์ ซึ่งอยู่เหนือรัฐธรรมนูญในทางปรัชญาการเมืองคืออะไรครับ คือคนที่บอกได้ครับว่า อะไรคือข้อยกเว้น ณ วันนี้ตัวท่านนายกรัฐมนตรีและตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีมักจะมี เหตุผลอธิบายให้พวกท่านได้เป็นข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญเสมอครับ ในขณะที่คนอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่พวกท่านยกเว้นได้เสมอครับ จนสื่อสารมวลชน โซเชียลมีเดีย (Social media)

(นายสายัณห์ ยุติธรรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สายัณห์ ยุติธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สายัณห์ประท้วงอะไรครับ

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

พรรคพลังประชารัฐ ขอแนะนำ ตัวก่อนครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงอะไรครับ

นายสายัณห์ ยุติธรรม นครศรีธรรมราช

ผมจะประท้วงตามข้อ ๖๙ ครับ พูดวกวน ฟุ่มเฟือย ใช้คำว่า ก่อรัฐประหารมา ๔ ครั้ง ปฏิวัติ ๕ ครั้ง คือชอบพูดวนเวียน อยู่ตรงนี้ครับ แล้วตอนนี้เคารพรัฐธรรมนูญ แต่วันก่อนลูกพรรคของท่านไปด่ารัฐธรรมนูญอยู่ ผมอยากทราบตรงนี้ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่าไปนอกประเด็น เดี๋ยวจะมีเรื่องเข้ามามากขึ้น สิ่งแรกก็คือขออภัยถ้าเอ่ยชื่อท่านปิยบุตรผิดนะครับ ขออภัยด้วย สิ่งที่ ๒ สิ่งที่สมาชิกพูดนี่ครับ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิที่จะตอบโต้ชี้แจงได้ และอย่าไปกังวลในบางเรื่อง ในบางประเด็นที่หยิบยกขึ้นมาครับ ผมขออนุญาตว่า ท่านปิยบุตรคงอีกไม่นานนะครับ แล้วก็ประเดี๋ยวจะให้ทางฝ่ายค้านอภิปรายตามหัวหน้า พรรคให้ครบ ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะลุกขึ้นตอนไหนได้ทั้งสิ้นครับ ส่วนสมาชิกรัฐบาล ส่งชื่อมา ๒ ท่าน ผมให้หัวหน้าพรรคผู้เสนอญัตติได้อภิปรายให้จบนะครับ แล้วเราจะได้ อนุญาตให้ทางฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายต่อไป ขอเชิญต่อนะครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน เหลืออีกประเด็นเดียวแล้วก็จะซักถามข้อเท็จจริงแล้วครับ

ผมข้ามไปประเด็นต่อไปเลยก็ได้ เมื่อสักครู่ที่ผมทิ้งท้ายไว้ก็คือว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านได้อ่านสื่อหรือโซเชียล (Social) บ้างนี่นะครับ ทั้งทวิตเตอร์ ทั้งในเฟซบุ๊ก เดี๋ยวนี้ เขาเริ่มตั้งฉายาให้ใหม่แล้วนะครับ คือเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือ อยากให้ กลับมาสู่หลัก อย่าเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้นต่อไปนะครับ

ประเด็นถัดไป กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนและการแสดงออกของ ท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วนะครับ ผมคิดว่ามันยังเป็นอาการของ โรคอีกโรคหนึ่งครับคือ โรคที่ไม่รับผิดชอบครับ ขาดความเป็นผู้นำ ภายหลังประเด็นนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา ตัว พลเอก ประยุทธ์ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมา ยอมรับนะครับว่า ท่านได้กล่าวไม่ครบถ้วนจริง ๆ แล้วก็มีการขอโทษต่อรัฐมนตรี และประกาศเอาไว้ว่าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวนะครับ อันนี้ผมอ่านตามข่าวนะครับ ในวันที่ ๘ สิงหาคม เรื่องแรกที่เป็นประเด็นสำคัญ ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเป็นห่วงกังวลอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไร ถึงจะทำงานได้ ก็หวังให้ทุกคนได้ทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามต้องไปศึกษาในรัฐธรรมนูญ เขียนว่าอย่างไร อย่างไรก็ดีก็คงยังจะมีรัฐบาลอยู่และต้องขอโทษบรรดารัฐมนตรีด้วย เพราะผมถือว่าผมได้ทำเต็มที่แล้ว นี่ท่านพูดเอาไว้เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ปัญหาที่ต้อง พิจารณาครับ รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือรับผิดชอบอย่างไรครับ ความรับผิดชอบ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ของรัฐมนตรีต่าง ๆ นั้น มันมีอยู่ ๒ แบบ ๑. คือความรับผิดชอบทางการเมือง ๒. คือความรับผิดชอบทางกฎหมาย ความรับผิดชอบทางกฎหมาย ก็คือเมื่อกระทำผิดกฎหมายก็มีโทษ ทางแพ่งก็ไปเรียก ค่าเสียหาย ทางอาญาก็มีโทษอาญาติดคุกว่าไป ในทางกฎหมายปกครอง สิ่งที่ท่านใช้อำนาจ ออกประกาศคำสั่งมาก็อาจจะถูกเพิกถอนได้โดยศาลปกครอง ความรับผิดทางการเมือง มันเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองคืออะไร ท่านอาจจะถูกอภิปราย ท่านอาจจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจ ท่านอาจจะถูกเข้าสู่กระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง และที่สำคัญที่สุดคือมันมีความรับผิดชอบทางการเมืองอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขอโทษ ต่อสาธารณชน ขอโทษต่อประชาชน และลาออกจากตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างของ ความรับผิดชอบในทางการเมืองซึ่งหลากหลายที่ได้ทำกันมา แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าหลังจาก เหตุการณ์นี้ขึ้นมาท่านได้แสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง วันที่ ๖ สิงหาคม ท่านให้ สัมภาษณ์นักข่าวว่า ผมก็พยายามจะแก้ปัญหาอยู่ แต่ยืนยันว่าผมก็ทำครบถ้วน แต่ก็คงต้อง ว่ากันต่อไป กำลังหาทาง ไม่รู้จักคำว่าหาทางหรืออย่างไร เอาละ เรื่องนี้ผมจะทำของผมเอง วันที่ ๗ สิงหาคม ท่านบอกเดี๋ยวคงเรียบร้อยไม่ได้มีเจตนาทำให้มันผิด เขาดูกันที่เจตนา วันที่ ๗ สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ไม่รู้เรื่องไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีหมายถึงอะไร ที่ท่านบอกว่าหาทางอยู่นั้นไม่ทราบต้องถามท่านเอง ขณะนี้ยังไม่ตอบ แต่ตอนนี้รัฐบาล ก็ทำอยู่หลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ก็ไม่ขอตอบ วันที่ ๑ สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่า ไม่ทราบ ไม่ขอพูดเรื่องนี้แล้ว แล้ววันหลังจะรู้ว่าทำไมถึงไม่ควรพูด นี่ไม่ใช่เรื่องของ ความรู้แต่เป็นเรื่องของสอดรู้นะครับ ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองนั้นปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานมาให้ตามที่ รัฐบาลพิจารณาขอพระราชทาน นั่นก็คือเรื่องของพระราชดำรัสที่ในหลวงทรงพระราชทาน พระราชดำรัสมาให้กับตัวคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมา เพื่อจะโยงมาสู่ตรงนี้ครับ ในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ของประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราพูดกันบ่อยครั้งถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ คอนเวนชัน ออฟ คอนสทิทิวชัน (Convention of Constitution) เราพูดกันถึงว่าพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณี รอยัล พรีรอกาทีฟ (Royal prerogative) เราพูดเรื่องนี้หลายครั้ง นักวิชาการกฎหมาย รัฐธรรมนูญหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านอาจารย์วิษณุเอง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเป็นอดีตคนร่างรัฐธรรมนูญ กันมาแล้วทั้งสิ้น ยังมีปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญในอดีตอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม หลายต่อหลายคน ได้พูดถึงเรื่องนี้ โดยหยิบยืมความคิดมาจากวอลเทอร์ แบจฮอต ในหนังสือเรื่อง บริทิช คอนสทิทิวชัน ความสำคัญมันมีมากขนาดไหนครับ ในหนังสือหลังม่านการเมืองเล่มนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ท่านอุทิศหัวข้อสุดท้ายไว้ให้ทั้งหัวข้อเลยครับ นั่นคือหัวข้อที่ว่าด้วยพระราชอำนาจ ๓ ประการ ในระบอบประชาธิปไตย ท่านอุทิศ ๑ หัวข้อให้กับเรื่องนี้เลย หลักใหญ่ใจความมันมีเรื่องอะไรครับ มันก็คือเรื่องที่วอลเทอร์ แบจฮอตยืนยันเอาไว้ว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น องค์พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณีอยู่ ๓ ประการ ท่านอาจารย์วิษณุก็สรุปเอาไว้นะครับว่า มีพระราชอำนาจที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ จากรัฐบาล มีพระราชอำนาจที่จะทรงพระราชทานกำลังใจให้แก่รัฐบาล มีพระราชอำนาจ ที่จะทรงตักเตือนรัฐบาลนะครับ ในเล่มนี้ท่านยกตัวอย่างหลายกรณีเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและได้รับความรู้มาก นี่คือหลักการที่รัฐบาลทุกชุดจำเป็นที่จะต้องยึดถือ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปก็ได้ครับ ถ้าหากจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้นผมย้อนกลับไปสู่ตำรากฎหมาย รัฐธรรมนูญของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิษณุ ซึ่งเป็นตำราที่ผมใช้อยู่ทุกวันจน ณ วันนี้ นั่นคือตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ท่านพูดเรื่องนี้เอาไว้อยู่ใน หน้า ๓๗๒ เรื่องพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณีแต่โบราณ ผมขออนุญาตอ่านให้ที่ประชุมฟัง เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน ท่านเขียนไว้ว่า อย่างไรก็ตามเมื่อพระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำ หรือข้อพระราชดำริอย่างใดแก่รัฐบาลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต่อไปของรัฐบาลที่จะรับพระราชดำรินั้น ใส่เกล้าใส่กระหม่อมและศึกษาทบทวนดูว่าจะเป็นไปได้เพียงใดที่จะสนองพระราชดำรินั้น กล่าวอย่างง่าย ๆ ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เพราะเมื่อตัดสินใจอย่างใดลงไปและเกิดผลติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นผลในทางบวกหรือทางลบ ก็ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยแท้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะทรง กระทำผิดและทรงรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ท่านยืนยันเอาไว้ในตำราของท่านเองในหน้า ๓๗๒ นอกจากนั้นแล้วท่านอาจารย์วิษณุก็ยังหยิบยกปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกท่านหนึ่ง คือศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ขึ้นมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด ชี้แจงไว้ตรงนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ของรัฐบาลทุกชุด ในเวลานี้ในประเทศไทยยังมี รัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิ ที่จะทรงตักเตือนไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือมักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้นไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำ เช่นนั้นอาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่า แสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าฯ และรับสนอง พระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือคำเตือนของพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์และจะทำให้ องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือน ไปปฏิบัติต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการ นำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านประธาน เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์วิษณุ และเป็น อาจารย์ในทางตำราของผมด้วยได้บันทึกเอาไว้ และท่านอาจารย์วิษณุก็นำข้อความนั้น มาเขียนในหนังสือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบจะทั้งหมด ทั่วทั้งประเทศได้ศึกษาเรียนกัน ทั้งหมดที่ผมพูดไปเพื่ออะไรครับ ผมจะย้อนกลับมาสู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลังจากกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณถูกเปิดเผยขึ้นมา ผมก็ไม่ทราบว่าถ้อยคำที่ว่า แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมถึงไม่พูด ท่านต้องการหมายถึงอะไร ผมไม่ทราบว่าทำไมนายกรัฐมนตรีถึงมีการจัดพิธีให้คณะรัฐมนตรีเข้ารับพระราชทาน พระราชดำรัสต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ไม่มีใครทราบเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านคิดอะไรอยู่นะครับ แต่สังคมเขาย่อมมีสิทธิจะตั้งคำถามว่าตัวท่านเองเป็นผู้กระทำผิด ตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ เลย แต่ท่านเลือกจะใช้วิธีแบบนี้ ผมคิดว่านี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าท่านขาดความเป็นผู้นำ ท่านทำผิดเอง แต่ท่านไม่รับผิดชอบ และท่านเลือกวิธีการแสดงออกแบบนี้ให้ประชาชนเขาเคลือบแคลง สงสัย ท่านประธานครับ ผมมาสู่การซักถามข้อเท็จจริงครับ ผมใช้เวลาอภิปรายไล่เรียงไป ทีละประเด็นเรียบร้อยแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ บอกเอาไว้ว่าจะต้องซักถาม ข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ผมขอถามไล่เรียงไปทีละข้อดังต่อไปนี้ครับ

ข้อแรก ขออนุญาตฝากท่านประธานถามผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณจากกระดาษแข็งที่ท่านหยิบขึ้นมาจาก กระเป๋าของท่านในวันนั้น กระดาษแข็งที่เสียบไว้ในอยู่กระเป๋าเสื้อด้านข้างของท่านนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมมาเองใช่หรือไม่ ท่านได้เขียนข้อความการถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ ที่ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญลงไปใช่หรือไม่ เหตุใดทำไมท่านจึงไม่อ่านจากกระดาษแข็งในแฟ้ม สีน้ำเงินที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมมาให้ ทั้ง ๆ ที่การถวายสัตย์ปฏิญาณ ๕ ครั้งก่อนหน้านั้น ท่านก็อ่านจากกระดาษที่อยู่ในแฟ้มที่ ครม. เตรียมให้ท่าน นี่คือคำถาม ข้อแรก

คำถามข้อที่ ๒ ถามไปยังตัวท่านนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน หากมีรัฐมนตรี คนหนึ่งลาออกไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้นะครับ สมมุติมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งทนกระแสแรงกดดัน ไม่ไหววันนี้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ท่านตั้งคนใหม่มาเป็นรัฐมนตรีแทน แล้วตัวท่าน นายกรัฐมนตรีต้องนำรัฐมนตรีท่านใหม่เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่า ท่านจะนำถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้วยข้อความอย่างไร ท่านจะอ่านถ้อยคำตามมาตรา ๑๖๑ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือท่าน จะอ่านแบบที่ท่านอ่านในวันที่ ๑๖ กรกฎาคมอีก

ข้อที่ ๓ ผมถามความเห็นนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม หากนายกรัฐมนตรีคนต่อ ๆ ไป รัฐมนตรีคนต่อ ๆ ไปที่ไม่ใช่ พวกคณะท่าน เขามีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ และเขากล่าว ถ้อยคำไม่ครบถ้วนแบบที่ท่านทำ ท่านเห็นว่าทำได้หรือไม่

ข้อสุดท้ายครับ ข้อ ๔ ขออนุญาตถามไปยังท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเคยเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมา ๒ ปี เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาอีก ๙ ปี เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีรอบแรกมาเกือบ ๔ ปี และรอบที่ ๒ อีก ๕ ปีเศษ รวมแล้ว ๙ ปี ใกล้เข้าสู่ปีที่ ๑๐ รวมแล้วท่านทำงานในทำเนียบ รัฐบาลมาเกือบ ๒ ทศวรรษ ท่านทำงานกับคณะรัฐมนตรีมา ๑๑ ชุด กับนายกรัฐมนตรี ๘ คน ด้วยสถานะเช่นนี้ ทำให้ตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าร่วมการถวายสัตย์ ปฏิญาณหลายครั้งหลายหน บ้างเข้าไปในฐานะเลขาธิการ ครม. บ้าง บ้างเข้าไปถวายสัตย์ ปฏิญาณในฐานะรองนายกรัฐมนตรีบ้าง ผมขออนุญาตถามท่านว่าท่านเคยเห็น นายกรัฐมนตรีคนใดทำแบบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ และท่านเห็นว่าทำได้ หรือไม่อย่างไรตามรัฐธรรมนูญ คำถามทั้ง ๔ ข้อนี้ขออนุญาตฝากท่านประธานถามไปยัง รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มาถึงข้อเสนอแนะครับ หลังจากเกิดกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่ครบถ้วนใหม่ ๆ ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่า ผมมีทางออกให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่ โดยผมพิจารณาจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทยทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน พิจารณาธรรมเนียม ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิจารณา จากกรณีศึกษาเทียบเคียงในประเทศต่าง ๆ ที่เขาเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น พิจารณา ตำราวิชาการต่าง ๆ ก็ด้วยความปรารถนาดีต่อท่านว่าเราจะหาทางแก้ไขต่อไปได้อย่างไร ทางออกที่ผมเสนอก็คือให้นายกรัฐมนตรีนั้นขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ปฏิญาณ ใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนการกระทำต่าง ๆ ของท่านที่ได้ทำไปแล้ว แม้ท่านจะไปถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนก็ตาม ท่านเร่งออกมติคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ เต็มไปหมด พวกนี้เราจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าท่านจะมี มติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง เพื่อชุบชีวิตมัน ให้สมบูรณ์ทั้งหมด รับรองให้สมบูรณ์ให้หมด หลังจากท่านถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนแล้ว นี่คือข้อเสนอที่ผมเคยเสนอผ่านไปยังสื่อมวลชนต่าง ๆ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับว่าท่านทำผิดพลาด บกพร่อง แล้วมาหาทางแก้ร่วมกัน ทีนี้พอเวลาผ่านมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้ครับท่านประธาน จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม จนถึงวันนี้ยืนยันชัดเจนว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนด โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ จริงอยู่ครับ ท่านเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจ หลายคน ก็จะไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านจะยึดถือรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในวันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ใช้เต็มรูปแล้ว กำลังทยอยเข้าสู่ระบบปกติแล้ว แต่ปรากฏว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่าน ในวันนั้น ท่านได้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือไว้วางใจของพี่น้องประชาชนลงไปหมดสิ้น ผมเอง เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านก็ยอมรับในกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านเข้ามา ตามตำแหน่ง ตามระบบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านไป พี่น้องประชาชนก็อดทน ก็รณรงค์แสดงความเห็นด้วยไม่เห็นด้วยว่ากันไปตามระบบต่อไป เพราะในเมื่อท่านมาตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ ๑ เท่านั้นเองครับ วันที่ ๑ ก่อนที่ท่านจะเข้ารับหน้าที่ท่านกลับแสดงออกมาด้วยการถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ของพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดมานี้ก็เพราะว่าผมอยากขออนุญาตเสนอแนะไปอย่างนี้ครับ ผมขอเรียกร้องให้ ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นอาจารย์ในทางตำราของผม ผมอ่านหนังสือท่าน เรียนเลยว่าเกือบทุกเล่ม นวนิยายท่านผมก็อ่าน กำลังรอเล่มใหม่อยู่คือ ลงเรือแป๊ะ นี่โฆษณาให้ท่านเลยนะครับ คือผมอ่านหนังสือท่านหมดทุกเล่ม ติดตามผลงานท่านมาตลอด ผมอยากให้ท่านกลับมาเป็นอาจารย์วิษณุคนเดิม ยุติการให้ความเห็น การให้ความช่วยเหลือ ในทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรี ให้ท่านกลับมาเป็นปูชนียบุคคลในวงการนิติศาสตร์ ท่านออกจากเรือแป๊ะเถอะครับ ท่านกลับมาอยู่ในเรือแห่งความยุติธรรม

ข้อเรียกร้องต่อไป ผมไม่ต้องการทั้ง พลเอก ประยุทธ์คนเก่าและทั้ง พลเอก ประยุทธ์คนใหม่แล้ว ผมไม่ต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วน เพื่อรักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ราชอาณาจักรไทยแห่งนี้ มีผู้นำประเทศที่สง่างามทัดเทียมกับนานาอารยประเทศเป็นเกียรติเป็นศรีต่อประเทศ ต่อประมุขแห่งรัฐ และต่อประชาชนคนไทยทั้งชาติ ผมขอเรียกร้องให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ได้ให้โอกาสเต็มที่ เพราะฉะนั้นที่ผู้อภิปรายทั้งหลายพูดอะไรไปรัฐบาลก็มีสิทธิที่จะตอบในประเด็นที่ท่านพูด ผมเรียนไว้เพราะว่าสมาชิกฝ่ายรัฐบาลได้เสนอชื่อเข้ามา ๒ ท่าน แต่ว่าขออนุญาตให้ หัวหน้าพรรคต่าง ๆ ได้อภิปราย ส่วนรัฐบาลจะขอพูดตอนไหนได้ทั้งสิ้น กรุณาแจ้งให้ทราบ แต่ว่าถ้ารอเอาไว้ให้ทุกคนพูดให้จบแล้วจะตอบทีหลังก็ได้ ต่อไปครับ ท่านหัวหน้าพรรค ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ขอไว้ ๓๐ นาที

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส พรรคเสรีรวมไทย ผมกราบเรียนว่าวันนี้ดีใจมากเลยที่ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาตอบข้อซักถาม ของพวกเรากัน ในการประชุมแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีเคยพูดไว้ในสภาว่า ผมพูดเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นวันที่ท่านยึดอำนาจ ถ้าผมอยู่ด้วยผมจะยิงท่าน ผมก็จะติดคุก ผมเรียนท่านเลยว่า ท่านแม้แต่กฎหมายพื้นฐาน กฎหมายอาญาเบื้องต้นท่านยังไม่มีความรู้เลย การยึดอำนาจนั้น เป็นกบฏ ถ้าผมยิงคนเป็นกบฏผมไม่ผิดกฎหมายหรอกครับ ที่ผมต้องพูดตรงนี้นิดหนึ่ง เพราะว่าวันนี้ท่านกระทำผิดรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องประเด็นของการถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งไม่ถูกต้องรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ การแถลงนโยบายที่ไม่เป็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ อะไรก็ตาม ท่านยังไม่แสดง ความรับผิดชอบใด ๆ เลย เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าท่านขาดความรู้ความสามารถ ไม่รู้พื้นฐาน ไม่รู้ระเบียบ ไม่รู้กฎหมายใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วท่านจะบริหารประเทศชาติได้อย่างไร เอาละครับ ขออนุญาตตัดเข้าสู่ ช่วยฉายภาพแผ่นที่ ๑ ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

ภาพที่ ๔ เป็น มาตรา ๑๖๑ ผมต้องขึ้นจอนิดหน่อย มาตรา ๑๖๑ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ ผมจะไม่อ่าน เด็กประถมศึกษาที่หนึ่งเขาอ่านก็เข้าใจ ผมไม่ทราบว่าทำไมคณะรัฐมนตรี ไม่เข้าใจ ตามข้อความนี้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นคณะรัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ ปฏิญาณให้ถูกต้องครบถ้วนถึงจะเข้ารับหน้าที่ได้ รัฐธรรมนูญมาตรานี้มีองค์ประกอบ อยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน คือ ๑. ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ๒. ต่อพระมหากษัตริย์ ๓. ด้วยคำ ดังต่อไปนี้ การกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณมันต้องครบถ้วน ไม่ครบถ้วนก็ถือว่าไม่ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ ผมจะยกตัวอย่างสักนิดหนึ่ง การถวายสัตย์ปฏิญาณสมมุติว่าท่านกล่าว ถวายสัตย์ปฏิญาณถูกต้องครบถ้วนเลย ข้อความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ครบถ้วน แต่ท่านไม่ได้กล่าวต่อหน้าพระมหากษัตริย์ ท่านไปกล่าวต่อพระบรมฉายาลักษณ์ จะถือว่าถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญไหมครับ เดี๋ยวท่านช่วยตอบผมด้วยก็แล้วกัน การที่กำหนดไว้เช่นนี้มันเป็นการบังคับให้ต้องปฏิบัติ และจะต้องตีความโดยเคร่งครัดด้วย ไม่ใช่ว่าเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างไรกูก็ไม่สนใจ อะไรอย่างนี้ ผมว่ามันไม่ถูกต้อง มันประจักษ์และชัดเจน สำหรับการถวายสัตย์ตามมาตรา ๑๖๑ มีข้อยกเว้น อยู่ในวรรคสอง วรรคสองที่บอกว่า ในกรณีที่โปรดเกล้าฯ ให้คณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ที่จะถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการตามมาตรา ๑๖๑ วรรคสองได้ เห็นหรือไม่ครับ เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ใช่ไม่มีข้อยกเว้นนะครับ เขามีข้อยกเว้น ตามมาตรา ๑๖๑ วรรคสอง แต่เรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญเมื่อกล่าวสักครู่นี้มันไม่มีข้อยกเว้นนะครับ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีข้อยกเว้น ก็จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญโดยเคร่งครัด จะกล่าวขาดตกบกพร่องเพิ่มเติมเล็กน้อย เช่น และ หรือ หรือที่ท่านรองวิษณุเขียนไว้ หนังสือหลังม่านการเมือง ผมก็มี ใครก็สนใจ ของท่านยอมเสียเงินซื้อมาทั้งนั้นละครับ ท่านอธิบายไว้หน้า ๕๑ ว่า แม้แต่ขาดและ หรือ อะไรต่าง ๆ ไม่ได้โดยเด็ดขาดเลย ความจริงผมก็จะอภิปรายเยอะ ท่านปิยบุตรอภิปรายไป พอสมควรแล้ว ผมก็ตัดหลังม่านการเมืองว่า ขาด และ หรือ ยังไม่ได้เลย นี่มันขาดทั้งประโยค ใช่ไหมครับ นอกจากขาดทั้งประโยคแล้วเพิ่มคำเข้าไปอีก มันไม่ผิดได้อย่างไรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีหายไปไหน เมื่อมันขาดไปทั้งประโยค ผมก็มีข้อความเพิ่มเติมเข้ามา ท่านวิษณุท่านเป็นเจ้าของบทความ เจ้าของหนังสือ ท่านปฏิเสธหรือไม่ว่าท่านเคยเขียน หนังสือเล่มนี้ไว้ด้วยข้อความตามที่คุณปิยบุตรหรือผมกล่าวเมื่อสักครู่นี้ ท่านปฏิเสธหรือไม่ ถ้าท่านไม่ปฏิเสธ นี่มันเป็นข้อเขียนของท่านเอง แล้วท่านจะทำอย่างไรครับ ท่านควรจะเสนอ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีว่าให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำให้มันถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเสีย พวกผม เองไม่เกี่ยงหรอกนะครับ แล้วการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรี มันไม่ได้ เพิ่งกล่าวมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ไหนครับ กล่าวมาหลายครั้งอย่างที่คุณปิยบุตรพูดนะครับ ผมมีเอกสารนำเสนอสื่อทางรัฐสภาไปหลายตอนด้วยกันเลย หลายแผ่นด้วยกันเลย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณแต่ละครั้ง แต่ละครั้ง ถือบัตรแข็งที่เลขาธิการ คณะรัฐมนตรีพิมพ์ข้อความถวายสัตย์ปฏิญาณมาให้ ท่านก็ถวายสัตย์ปฏิญาณไปทุกครั้ง ทุกครั้ง ทุกครั้ง แต่สื่อผมแปลกใจไม่เห็นมีอะไรเลย ไม่ยอมให้สื่อออกมานะครับ ไม่ยอมอนุมัติให้ผมใช้สื่อนี่ก็ไม่เป็นไรครับ พี่น้องประชาชนจะได้รับรู้ว่ามันเป็นอย่างไรบ้าง สำหรับการถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมที่ผ่านมาอย่างที่ คุณปิยบุตรพูดนะครับ ท่านไม่ได้ใช้บัตรแข็ง ท่านก็ล้วงจากกระเป๋าออกมา ผมก็ใช้สื่อ ทางอิเล็กทรอนิกส์ดูดภาพออกมาชัดเจนเลยครับ ไม่มีคำว่า ปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ไม่มี แต่มีการเพิ่มข้อความว่า ตลอดไป ต่อท้ายนะครับ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนตลอดไป เพิ่มเข้ามา ออกมาชัดเจนเลยนะครับ แสดงว่าข้อความที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เมื่อครั้งก่อนนี้ มันไม่ได้เป็นไปตามระบบราชการ ไม่ได้เป็นไปตามที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอไป แต่ถ้าถามว่าท่านทำเองหรือเปล่า ผมก็ไม่เห็นนะครับ แต่มันไม่ใช่ข้อความตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าท่านจะถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนหรือไม่ ตอนนี้ไม่ต้องวินิจฉัยกันแล้ว ท่านเองก็เคยรับสารภาพว่าท่านกล่าวไม่ครบถ้วน แต่ขอให้ รัฐบาลอยู่ได้ก็แล้วกัน แต่อย่างโน้นอย่างนี้ท่านก็อ้างของท่านไปนะครับ เมื่อกล่าวไม่ครบถ้วนแล้ว เพราะมันเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าท่านถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนนะครับ กรุณาฉายภาพ ที่ ๑๑ ด้วยครับ ข้ามไปเลยครับ ขออนุญาตสักครู่นะครับ เพราะเอกสารผมถูกนั่นไปครับ ภาพที่ ๑๑ นะครับ ท่อนบนจะเป็นมาตรา ๑๖๑ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่ท่อนล่างคงไม่ถูกแล้วนะครับ ท่อนบนเป็นมาตรา ๑๖๑ ถูกต้องแล้วครับ ส่วนท่อนล่าง เป็นคำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรีและคณะ ท่านจะเห็นว่าข้อความ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ขาดหายไป ส่วนการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณจริง ๆ แล้วจะมีคำว่า ตลอดไป ต่อเพิ่มตรงท้าย เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นที่เพิ่มคำว่า ตลอดไป ก็มีวัตถุประสงค์ ผมดูแล้วคงว่าเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงทราบว่าถวายสัตย์ปฏิญาณ เสร็จแล้วท่านก็จะได้กล่าวอำนวยพรให้กับคณะรัฐมนตรีที่ไปกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อท่าน เมื่อวันก่อนนะครับ

ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะพูดผมได้ไปเอาคำอธิบายมาประกอบ รัฐธรรมนูญทั้งหมดทุกมาตรามาศึกษาอ่านดูแล้ว คำอธิบายที่ผมอยู่ในมือนี่นะครับ ก็ชัดเจน ก็ระบุไว้ว่า การกำหนดให้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นไปตามหลักการ ที่ว่าอำนาจทั้งปวงเป็นของปวงชนชาวไทย โดยมีพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข เป็นผู้ใช้ อำนาจนั้นผ่านองค์กรต่าง ๆ เมื่อจะมีผู้เข้าบริหารอำนาจนั้นจึงให้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อให้รับรู้แหล่งที่มาแห่งอำนาจของผู้ที่จะไปปฏิบัติหน้าที่และให้คำรับรองว่าจะปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งเป็นการยืนยันว่าคณะรัฐมนตรีจะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจ ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจ แต่ท่านเป็นผู้ทรงมอบอำนาจและความไว้วางใจให้แก่คณะรัฐมนตรีไปปฏิบัติ ฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงต้องซื่อสัตย์ต่อพระมหากษัตริย์และประชาชน การที่ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญอาจจะเป็นการหลอกลวง ลบหลู่ หรือละเมิด พระมหากษัตริย์ และจะทำให้พระมหากษัตริย์และประชาชนไว้วางใจท่านได้อย่างไรครับ ในสภาแห่งนี้วันที่ท่านสุชาติ ตันเจริญ นั่งเป็นประธาน และมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ซึ่งได้รับการรับรองเข้ามาปฏิญาณตน เหมือนวันนี้ที่ท่านประธานกล่าวนำ วันนั้นท่านสุชาติ ก็กล่าวนำ เสร็จแล้วผมได้ถาม สมมุตินะครับว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวปฏิญาณ ไม่ครบถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานจะให้สมาชิกผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ท่านสุชาติก็ตอบชัดเจนว่าต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญครับ ผมถามย้ำถึง ๓ ครั้ง ๓ คราด้วยกัน ท่านก็ยืนยันกับผมเหมือนกัน ๓ ครั้ง ๓ คราว่าต้องปฏิบัติไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ท่านก็คิดดูเอาเอง เราแค่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจวาสนาไปเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรีอย่างท่าน ไม่มีอำนาจวาสนาที่ไปกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์หรอก เรายังต้องปฏิญาณตนด้วยถ้อยคำตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนดเลย แล้วท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีล่ะทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง ถูกไหมครับ ถ้าทำไม่ถูกต้องท่านก็ต้องพิจารณาตัวเอง ท่านเคยพูดว่าท่านเคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีเช่นเดียวกับผม ผมก็เรียนไว้เลยว่าสำหรับผมอายุ ๗๑ ปีแล้วครับ จะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นก็จะต้อง ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง และทำเพื่อประเทศชาติ พระมหากษัตริย์และประชาชน แล้วท่านล่ะครับ ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้แล้วกับพระราชวงศ์ทุกพระองค์ ท่านต้องยืนหยัด ยืนยันสิ ผมยังกล้ายืนหยัดยืนยันเลย เมื่อความปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ผู้สื่อข่าวจะซักถามท่าน ท่านก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ตอบ ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว รัฐบาลต้องอยู่ ผมก็ไม่รู้ว่าท่านรับผิดชอบคนเดียวได้อย่างไร เพราะการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณมันกล่าว ทั้งคณะ ถ้าไม่ถูกต้องก็ต้องรับผิดชอบทั้งคณะนะครับ ท่านจะบอกถูกต้องคนเดียวไม่ได้ บางทีท่านก็อ้างพระปฐมบรมราชโองการ ผมก็ไปตรวจดูแล้วไม่ได้มีข้อความที่เกี่ยวข้องกับ การถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านเลย หรือแม้แต่การที่ทำเรื่องขอพระราชทานกราบบังคมทูล เรื่องพระราชทานพรเป็นลายลักษณ์อักษรนะครับ ท่านก็ทรงพระราชทานมาให้ ทรงพระราชทานมาท่านก็มากล่าวอ้างให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ จบแล้วไม่ต้องมาถามอีกแล้วนะครับ ทีนี้เมื่อหันไปถามท่านวิษณุจะขอหนังสือหลังม่าน การเมืองซึ่งรู้ทุกเรื่อง ผมเชื่อจริง ๆ ว่าท่านรู้เรื่องนะครับ พอนักข่าวถามท่านเรื่องถวายสัตย์ ปฏิญาณ ท่านก็บอกไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว ไม่ขอพูด ท่านให้คำตอบถ้วนแล้ว ผ่านไปแล้ว นักข่าวถามว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบบ้าง มีนายกรัฐมนตรีคนก่อนถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบบ้างหรือไม่ ท่านก็บอกว่ามี แต่ท่านก็ไม่กล้ากล่าวยืนยันว่าเป็นใครนะครับ ท่านบอก แต่เพียงว่ามี การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่ตอบแล้วนะครับ จะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่ ท่านบอกว่า ไม่รู้ใครจะตอบได้ พออัยการเสนอ ท่านก็บอก ไม่ตอบแล้วเรื่องนี้ แล้วเดี๋ยววันหนึ่งจะรู้เองเรื่องนี้ไม่ควรพูด ท่านพูดอย่างนี้ อย่าทำว่าพี่น้องประชาชนหรือพวกเราในสภานี้เคลือบแคลงสงสัยไปหมดว่าทำไมท่านไม่คิด ทำอะไรสักอย่างหนึ่งให้ถูกต้อง เพราะท่านรู้ดีอยู่แล้วว่าถูกต้องเป็นอย่างไร ผิดเป็นอย่างไร ท่านควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างไร แล้วท่านควรจะเสนอแนะนายกรัฐมนตรีให้ทำอย่างไร พอส่งเรื่องไปผู้ตรวจการแผ่นดินท่านก็ให้สัมภาษณ์อีก ประชาชนและแม้กระทั่งสมาชิก พวกเราเลยนะครับ เรื่องนี้ไปถึงศาลแล้วควรหยุดพูด หยุดวิจารณ์ เดี๋ยวหมิ่นศาล ผมว่าดีเสียอีก พวกเรามาพูดมาซักกันมาก ๆ ถามกันมาก ๆ ศาลจะได้นำเอาข้อเท็จจริงไปใช้เป็นข้อมูล ประกอบการวินิจฉัยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายนที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณา โดยวินิจฉัยว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหาร ในความสัมพันธ์เฉพาะพระมหากษัตริย์ จึงยังไม่มีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณา การถวายสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจ การตรวจสอบขององค์กรใดตามรัฐธรรมนูญ จากคำสั่งศาลดังกล่าวมันเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้วินิจฉัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ต่อพระมหากษัตริย์ถูกต้องครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ใช่ไหมครับ ศาลยังไม่ได้ วินิจฉัยเลยนะครับ จึงต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราฝ่ายค้าน ทำหน้าที่เพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามพวกเราในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยจะได้คลายความสงสัย พวกเรา จะถือโอกาสแนะนำและหาทางออกให้ท่าน ช่วยกรุณาขึ้นภาพ ๑๒ ด้วยครับ ภาพ ๑๒ มาตรา ๓ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนมาก ๆ แล้วว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย และคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านปฏิบัติไหมครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ บัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลจะเข้ามาก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่ของสภาได้อย่างไร มันเป็นหน้าที่ ของสภาเราที่จะต้องตรวจสอบซักถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้อง ครบถ้วนจริงหรือไม่ เหตุใดถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน มีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ แล้วจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร พวกสภา พวกเราจะได้ช่วยกันแนะนำให้ท่าน ดำเนินการให้ถูกต้องนะครับ อย่างไรก็ตามผมอยากจะให้ท่านนายกรัฐมนตรีรับรู้รับทราบว่า คณะรัฐมนตรีเป็นอย่างไร แล้วยอมรับผิดชอบไหม สมควรจะได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผู้บริหารประเทศอีกต่อไปหรือไม่ ใครคนหนึ่งก็ได้ครับ ไม่ต้องท่านนายกรัฐมนตรีคนเดียว หรอกครับ มีตั้ง ๓๖ ท่าน ถ้าใครมีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประเทศชาติ พระมหากษัตริย์ และประชาชน เมื่อกระทำไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แสดงตนได้เลยครับ ขอรับผิดชอบทางการเมือง มันไม่ได้ผิดอะไรนี่ครับ ขอให้ท่านรับผิดชอบด้วย ภาพ ๑๓ ครับ รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ มาตรา ๕ การกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ส่วนมาตรา ๖ ผู้ใดจะละเมิดต่อพระมหากษัตริย์มิได้นะครับ เพราะฉะนั้นพิจารณาง่าย ๆ คำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน มันขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้ามันขัด หรือแย้งมันก็ต้องเป็นโมฆะว่าไม่ได้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ท่านอาจจะไปดำเนินการใหม่ ตามที่ฝ่ายค้านได้มีโอกาสเสนอแนะนำท่านไปเมื่อสักครู่ เพื่อที่ท่านจะบริหารประเทศชาติ ได้ต่อไป ผมว่าเป็นการดีนะครับ ท่านประธานครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ถูกต้องครบถ้วนขัดหรือแย้งหรือไม่ นักกฎหมายที่เกี่ยวข้องประกอบพิจารณา ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ฉายภาพ ๑๕ ด้วยครับ ภาพ ๑๕ เมื่อคณะรัฐมนตรีจงใจถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนถูกต้อง ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะทำการไต่สวน และมีความเห็นกรณีดังกล่าวว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่นะครับ ต่อไป ภาพที่ ๑๕ วิ. แพ่ง มาตรา ๑๑๒ ก่อนเบิกความพยานทุกคนต้องสาบานตนหรือกล่าว คำปฏิญาณว่าจะให้การตามความสัตย์จริงเสียก่อน เว้นแต่ ๔ ข้อด้วยกัน เห็นไหมครับ วิ. แพ่ง หลักในการจะให้การ พยานจะต้องปฏิญาณสาบานตนต่อหน้าผู้พิพากษาเสียก่อน จะมีข้อยกเว้น เขาก็ต้องยกเว้นไว้ ๔ ข้อด้วยกัน ถ้าไม่มีข้อยกเว้นก็ปฏิบัติตามนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นการปฏิญาณของพยานต่าง ๆ ก็ต้องดำเนินการโดยเคร่งครัด ไม่ดำเนินการไม่ได้ เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาเอาไว้ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำคุกจำเลย พอจำเลยสู้ ไปถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาสำนวนแล้ว ก็วินิจฉัยว่าพยานจำเลยไม่ได้กล่าวคำปฏิญาณตน ต่อหน้าผู้พิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่ง มาตรา ๑๑๒ เพราะฉะนั้นคำให้การใช้ไม่ได้ ผู้พิพากษายกฟ้องนะครับ เห็นไหมครับ แค่ไม่ได้ปฏิญาณตนต่อหน้าผู้พิพากษาเท่านั้นเอง ศาลก็สั่งยกฟ้องไปเลย ท่านประธานครับ ปกติการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องพิมพ์ข้อความตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ใส่แฟ้มมอบให้ ท่านนายกรัฐมนตรีถือเพื่อกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์นะครับ จะได้ไม่เกิด ความผิดพลาด และได้กระทำมาโดยตลอด การถวายสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวครั้งนี้ ได้นำแฟ้มแข็งเข้ามา ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำกระดาษแผ่นเล็ก ๆ ออกจากกระเป๋าเสื้อ มาถืออ่าน ซึ่งข้อความ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ ถูกตัดออกไป และเพิ่มคำว่า ตลอดไป ต่อท้ายข้อความว่า เพื่อประโยชน์สุข ของประเทศและประชาชน ผมเรียนว่าเมื่อไม่ดำเนินการตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปเสนอให้ แต่ไปดำเนินการเอง เพราะฉะนั้นในทางอาญาท่านก็จะมีความผิดฐาน ปลอมเอกสาร และเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารราชการก็ผิดฐานปลอมเอกสารราชการ และการนำไปกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณก็เป็นการใช้เอกสารราชการปลอมเพิ่มขึ้นอีกนะครับ ทั้งยังปรากฏให้ประชาชนเห็นด้วยวาจาในการกระทำที่มิได้ภายในความมุ่งหมาย แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นหน้าที่ของท่าน จึงต้องพ่วงข้อหาเป็น เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบไปอีกนะครับ สำหรับตัวท่านนายกรัฐมนตรีท่านเคยมีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยการยึดอำนาจเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และฉีกรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทิ้ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นบังคับใช้ใหม่ การที่ท่านไม่ยอม กล่าวถ้อยคำ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เป็นไปได้หรือไม่ครับว่าจิตใต้สำนึกของท่านไม่ได้ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ท่านจึงไม่สนใจ และไม่ยึดมั่นที่จะปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ และขอโทษนะครับ ผมอาจจะเลยเถิดไปนิดหนึ่ง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเสรีพิศุทธ์ ต้องระวังนะครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

เป็นความเห็นครับ และอาจจะคิดทำการปฏิวัติรัฐประหารอีกก็ได้ เพราะท่านเคยกระทำมาแล้วใช่ไหมครับ ท่านถึงไม่ยอมถวายสัตย์ปฏิญาณให้ถูกต้อง ครบถ้วน อันนี้จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ ท่านนายกรัฐมนตรีตัดข้อความสุดท้ายที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไป ท่านประธานครับ ตลอดระยะเวลา ๕ ปีที่ท่านยึดอำนาจ ท่านดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมา ขึ้นภาพที่ ๑๗ ด้วยครับ ท่านได้กล่าวอยู่เสมอว่า คนไทยต้องยึดกฎหมายและกล่าว ในรายการศาสตร์พระราชา การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผมสรุปครับ การบริหารราชการแผ่นดินนั้น มีทั้งออกกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายตน ตนนี้หมายถึงท่านนายกรัฐมนตรี คงจะต้องอิง กฎกติกาสากลไว้ และท่านจะปฏิบัติตามคำพูดของท่านหรือไม่อย่างไรครับ ในเมื่อ ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้อง ครบถ้วน ก็ย่อมแถลงนโยบายไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องของกฎหมาย เป็นเรื่องของ ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ ที่ฝ่ายค้านต้องเข้ามายุ่ง เพราะเราเข้ามาทำหน้าที่ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ถูกต้อง ครบถ้วน เข้ารับหน้าที่ไม่ได้ และพวกเราฝ่ายค้านจะให้ท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ถ้าหากปล่อยให้ท่าน บริหารประเทศชาติ แผ่นดินต่อไป ต่างชาติเขาไม่เอาด้วย ประเทศชาติก็เกิดความเสียหาย แล้วท่านนายกรัฐมนตรีจะรับผิดชอบไหวไหมครับ ถ้าประเทศชาติเสียหาย ฝ่ายค้านยืนยันว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องที่ต้องแนะนำท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้ทำ ถูกต้องตามกฎหมายก็เท่านั้น ขณะนี้ท่านก็ฝืนบริหารราชการแผ่นดินไปมาก แต่งตั้งโยกย้าย ตำรวจ ทหาร ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ผมเรียนว่าถ้าใครถูกรังแก ท่านฟ้องได้เลย เพราะตอนนี้ท่านไม่มีมาตรา ๔๔ ไว้ปิดปากแล้ว การที่ต้องเอาเงินงบประมาณไปช่วยเหลือ น้ำท่วมอะไรต่าง ๆ ผมว่าดีเสียอีกฝ่ายค้านของชมเชยสนับสนุน เพราะท่านดูแล ความทุกข์สุขของประชาชน แต่การที่ท่านเอาเงินไปแจกบัตรคนจน ไปกดเงินไปซื้อธงฟ้า ประชารัฐ มันเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่ถูกต้อง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไกลจากประเด็น ไปแล้วครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ขึ้นภาพ ๑๙ ครับ ท่านประธานครับ ช่วยถามท่านนายกรัฐมนตรีให้ผมด้วยภาพนี้ เผอิญ ๒ ภาพหลังเขาไม่ยอม อนุญาต ไม่อนุญาตก็ไม่เป็นไรครับ ภาพ ๑๘ อนุญาต เชิญฉายภาพ ๑๘ ด้วยครับ ภาพ ๑๙ ก็ไม่อนุญาต แต่ผมมีอยู่ในมือ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ไม่อนุญาตครับ เจ้าหน้าที่ แจ้งแล้วครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

แต่ไม่เป็นไรครับ ไม่อนุญาตก็ไม่อนุญาต แต่ผมก็จะขอพูดว่าคนในภาพเป็นใครครับ พี่น้องประชาชนเลยไม่ได้เห็น แต่ผมคลับคล้ายคลับคลาหน้าพ่อค้ายาเสพติดคนหนึ่ง ซึ่งถูกจำคุกที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้พ้นโทษแล้ว

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเสรีพิศุทธ์อย่างไร เรื่องนั้นก็เอาไว้ทีหลัง

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ไม่เข้าครับ ผมเข้า ประเด็นนี้ แล้วก็พูดประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ

– ๓๔/๑

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ผมเห็นเดินตาม ท่านนายกรัฐมนตรีบ้าง พี่ป้อมผมบ้าง ผมถามพวก ส.ส. เขาบอกว่าตอนนี้เปลี่ยนอาชีพ มาเป็นคนเลี้ยงลิงไปแล้ว ทำไมถึงกล้าบังอาจนะครับ บอกว่า เคยบอกแล้วว่าผมเป็น เส้นเลือดใหญ่ ถ้าผมไม่ยอมใครก็ล้มรัฐบาลนี้ไม่ได้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านปล่อยให้เขาพูด อย่างนี้หรือครับ ท่านไม่ควรปล่อยมันเสียภาพท่านเปล่า ๆ นะครับ และข้อความต่อมา

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเสรีพิศุทธ์ครับ ขอความกรุณานะครับ ขอเอาเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณครับ เรื่องคนนอกอย่าเอาเข้ามาครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ผมขอเตือนไว้ก่อน ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องปมถวายสัตย์ปฏิญาณอภิปรายดี ๆ ก็แล้วกัน ถ้าพูดไม่ดีก็คอยดู

(นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขออภัยครับ มีผู้ประท้วงครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

เชิญครับ พูดให้ดี ๆ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐ ขอประท้วง ผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๙ เป็นการอภิปรายนอกประเด็นแล้วก็มีการเสียดสีใส่ร้ายด้วยค่ะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

รับคำประท้วงนะครับ ได้เตือนท่านเสรีพิศุทธ์แล้วครับท่านครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ผมอภิปรายต่อ นิดนะครับ คนคนนั้นบอกผมขอเตือนไว้ก่อนถ้าฝ่ายค้านอภิปรายเรื่องปมถวายสัตย์ปฏิญาณ อภิปรายดี ๆ ก็แล้วกันถ้าพูดไม่ดีก็คอยดู โอ้โฮ ทำไมรัฐบาลนี้มันนักเลงนะครับ ปล่อยให้คน อย่างนี้มาข่มขู่สมาชิก โดยเฉพาะฝ่ายค้านจะเป็นคนอภิปรายปล่อยให้คนอย่างนี้มาข่มขู่ ฝ่ายค้านหรือ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านต้องทำหน้าที่ของท่านนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเขาจะ เรียกว่ารัฐบาลโจราธิปไตยไป ท่านต้องแก้ไขนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายหน้าที่ ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติเรียบร้อยแล้ว แต่ท่าน รับผิดชอบมากจนเกิน รับผิดชอบตำรวจ ทหาร ดีเอสไอ (DSI) หัวหน้า ครม. เศรษฐกิจ ความมั่นคง เป็นประธานคณะกรรมการอีกหลายคณะ ผมสงสัยว่าท่านจะคุมไหวหรือครับ เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ๕ ปี หนี้ประเทศก็เพิ่มเป็น ๗ ล้านล้านบาท คนจนเพิ่มจาก ๑๑.๕ เป็น ๑๔.๕ ล้านคน ความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก ความโปร่งใสระดับ ๙๘ ของโลก มีมาตรา ๔๔ ก็ยังไม่สามารถปราบโจรใต้ได้

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเสรีพิศุทธ์สรุปได้เลยครับ ท่านพูดต่อเนื่องมาดีแล้วครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

กำลังสรุปแล้ว สุดท้ายแล้วครับ คณะรัฐมนตรีก็มาจากนักการเมืองนะครับ จะให้คุมเหมือนเดิมชุดเดิม ได้อย่างไรครับ แต่ผมยังเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีคุมได้ คนอื่นเขาบอกผมว่าเขาเชื่ออย่างเดียว ที่ท่านนายกรัฐมนตรีคุมไม่ได้ อะไรรู้ไหมครับ นี่เขาพูดจริง ๆ นะครับ ผมฟังแล้วผมก็มาเรียนท่าน เขาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านคุมสติตัวเองไม่ได้นะครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เอาไว้ตอนไม่ไว้วางใจครับ

พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส แบบบัญชีรายชื่อ

ผมจบแล้วนะครับ ภาพ ๒๐ ก็ถูกตัดออกไปไม่เป็นไรครับ กระผมฝากแนะนำไว้เลยนะครับ แค่ครึ่งนาที ในฐานะที่ผมเป็นรุ่นพี่ก็ขอแนะนำท่านนายกรัฐมนตรีรุ่นน้อง ถึงแม้ท่านจะตัดผมไปก็ตาม แต่ผมไม่ได้ตัดท่านนะครับ เอาอย่างป๋าเปรมครับ ผมพอแล้วครับ ลาออกเถอะครับ อันนี้ กราบเรียนท่าน ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ผมเรียนนะครับ ที่ขอเวลาไว้นั้นถ้าท่านสมาชิกเห็นว่ามันซ้ำ เพราะประเด็นมันอยู่แค่นี้ครับ ดังนั้นประเด็นที่อภิปรายก็จะเริ่มซ้ำ แล้วก็ตัวอย่างก็จะซ้ำนะครับ ท่านสามารถตัดประเด็น ที่ซ้ำได้เวลาก็จะลดลงเราจะได้ใช้เวลาเป็นประโยชน์นะครับ ผมขอเชิญท่านหัวหน้าพรรค ท่านต่อไปครับ ท่านวันมูหะมัดนอร์ มะทา ครับ เชิญนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม วันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานและพรรคร่วม ฝ่ายค้านครับ ที่ได้ให้โอกาสให้ผมมาอภิปรายในวันนี้ และต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุด้วยนะครับ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาของเราอย่างมีความอดทน ก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะอาจจะเป็นครั้งแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา ท่านต้องมีความอดทน เพราะท่านมาตามระบบนี้แล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่ครบถ้วน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะไม่อภิปรายซ้ำจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ไปแล้ว ท่านปิยบุตรได้กล่าวอภิปราย รวมทั้งท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ได้พูดถึงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ครบถ้วนหรือเกินไปตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนด ซึ่งอาจจะมี ผู้อภิปรายในประเด็นนี้อีก กระผมขออภิปรายในประเด็นเดียว ท่านประธานครับ แล้วก็ รับรองว่าจะไม่มีซ้ำกับคนที่พูดไปแล้วอย่างที่ท่านประธานได้กล่าวถึง และถ้าหากครบเวลา ของกระผม และเวลายังเหลืออยู่ ผมก็จะจบแค่นั้นครับ ท่านประธานครับ ยังมีประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการถวายสัตย์ปฏิญาณและการปฏิบัติที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านปิยบุตรได้พูดอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในรายละเอียดมีมากมาย การผิดในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดนั้น การทำผิดและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถ้าเจ้าหน้าที่จะขึ้น มาตรฐานนี้เอาไว้ก็ได้ครับ แผ่นที่ ๑ ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุครับ มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ไม่ได้ออกมาตามใจใครนะครับ ออกมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ มาตรา ๒๓๔ มาตรา ๒๓๕ มาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗ ใน (๑) อันนี้สำคัญมากครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ พระราชบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ได้กำหนดว่าให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่เรียกว่า ก.ม.จ. ชื่อว่าคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งต้องใช้เยอะ คณะกรรมการชุดนี้ได้กำหนดไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการครับ แล้วมีเลขาธิการ ก.พ. และผู้ทรงคุณวุฒิ อื่น ๆ ที่ท่านแต่งตั้ง ๕ ท่าน เป็นโดยตำแหน่ง ๕ ท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งท่านอาจจะยังไม่ได้ประชุมก็ได้ ได้โปรดรับรู้และรับทราบว่า ท่านเป็นประธานจริยธรรม แล้วถ้าคนที่เป็นประธานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรง ประเทศนี้จะอยู่ได้อย่างไร เพราะจริยธรรมนี้มันบังคับทั้งองค์กรกลาง ศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ป.ป.ช. ด้วยครับ พวกผมก็อยู่ใน ประมวลจริยธรรมที่ท่านเป็นประธานอยู่ครับ เพราะฉะนั้นมันใช้บังคับกันทั่วประเทศ รวมทั้งองค์กรกลางทั้งหลายด้วยครับ แล้วท่านประธานไม่ปฏิบัติตามและผิดอย่างร้ายแรงนี่ พวกผมซึ่งจะโดนฟ้องต่อไปนี่ก็อาจจะเป็นข้ออ้างได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานเอง ก็ยังปฏิบัติขัดต่อหลักจริยธรรม ท่านประธานครับ การไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมนั้น ได้กำหนดไว้ ขึ้นแผ่นที่ ๒ ก็ได้ครับ ว่าการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในข้อ ๒๗ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ถือว่า มีลักษณะที่ร้ายแรง ลักษณะว่าร้ายแรง คำว่า ร้ายแรง นี่ไม่ใช่ว่าใครวัด เดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าใครกำหนด หรือพวกผมกำหนด หรือคณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำหนดว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง มันกำหนดโดยมาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกไว้ ว่าอันไหนถือว่าร้ายแรง อันไหนที่ว่าไม่ร้ายแรง มันมีทั้งหมดถ้าผมจำไม่ผิด ๒๑ ข้อ แต่ใน ๕ ข้อแรกนั้นถือว่าถ้าปฏิบัติผิดหรือไม่ปฏิบัติตรง ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่รับพิจารณาในการที่ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณ อาจจะมองในแง่นี้ว่า มีองค์กรอื่นที่จะพิจารณา ซึ่งกระผมจะได้กล่าวต่อไปอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เกี่ยวข้องในเรื่องที่ผมจะกล่าวถึงนี้ด้วยครับ ทีนี้ถ้าหากว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้วเป็นอย่างไรครับ เอาขึ้นแผ่นที่ ๕ เลยก็ได้ครับ อันนี้เป็นที่รู้ทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้คณะกรรมการร่างนะครับ ซึ่งผมเองตอนที่รัฐธรรมนูญนี้ออกไปประชามติผมก็ไม่ได้รับ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมไปลงประชามติว่า ไม่รับ ผมต้องปฏิบัติครับ และท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นคนให้เขาเขียน ให้เขาร่าง แล้วท่านจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ท่านให้เขาทำได้อย่างไรครับ สุดที่จะอธิบาย สุดที่จะบรรยายครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ พวกเราโปรดได้ตามดูว่ามาตรา ๑๖๐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี ทุกท่าน ความจริงเกี่ยวข้องกับพวกผมด้วยครับ เพราะมาตรานี้ใช้บังคับทุกท่าน เขาบอกว่า รัฐมนตรีต้อง ซึ่งหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย มีหลายข้อนะครับ ผมจะไม่อ่านทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๗ ข้อ ถ้าจำไม่ผิดครับ เช่น อายุ ๓๕ ปี แต่ (๕) สำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับจริยธรรม ที่ผมจะพูดถึงนี่นะครับว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มันเป็นคุณสมบัติคนที่จะเป็นรัฐมนตรี คนที่จะสมัคร ส.ส. ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านขาด (๕) นี้ ท่านจะไปเป็นรัฐมนตรี จะเป็นนายกรัฐมนตรี ได้อย่างไร เพราะผิดวินัย ถามว่าใครกำหนด กำหนดโดยมาตรฐานจริยธรรม มาตรฐาน จริยธรรมใครเป็นกรรมการ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อันนี้ขึ้นแล้วนะครับ มันไม่มีทาง ที่จะหลีกเลี่ยงที่ผมจะพูดสิ่งต่อไปนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรฐานจริยธรรมนี้ มันสำคัญและมันกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านให้ร่างนี่ถึงแม้ว่าหลายอย่าง มีข้อบกพร่องและคนไม่เห็นด้วยเยอะจะต้องแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไม่ได้กำหนดไว้อย่างเข้มข้น เรื่องจริยธรรมนี่ปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็แค่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดว่าโทษเป็นอย่างไรครับ ท่านรองวิษณุครับ ในมาตรฐาน ทางจริยธรรมอันนี้ซึ่งใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง ป.ป.ช. ด้วย เขามีบทกำหนดโทษซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๑๙ ว่าให้มีประมวลจริยธรรม โดยศาลรัฐธรรมนูญออกแต่บังคับใช้คณะรัฐมนตรีด้วยนั้น ได้บอกว่าให้ที่ประชุมศาลฎีกา ได้เป็นผู้พิจารณาออกระเบียบว่าด้วยการพิพากษาคดี นี่ละศาลธรรมนูญถึงไม่รับ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านครับ ระเบียบของศาลฎีกาหนาหลายหน้า เพราะมันเป็น กระบวนการพิจารณาในคดีที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ร้ายแรง ผมจึงบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เข้มข้น ไม่ได้บอกว่า ผิดจริยธรรมแล้วก็เฉย ๆ แค่มีความรับผิดชอบทางด้านจริยธรรม จิตใจ อันนี้มันรับผิดชอบโดยกฎหมายครับ โดยระเบียบต้องขึ้นศาลครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องขึ้นศาลครับ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญที่บอกไม่รับวินิจฉัยครับ ท่านต้องขึ้นศาลฎีกาครับ ตามระเบียบนี้ ขอประทานโทษครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จริงครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับสนองพระบรมราชโองการครับ ประกาศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นคนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ ๖ พฤศจิกายน เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๘๗ ก หน้า ๑๕-๒๕ ๑๐ หน้าครับ ใครยังไม่มี โปรดไปดู เพราะระเบียบนี้ใช้ทุกคนครับ ผมอาจจะถูกฟ้องโดยระเบียบศาลฎีกานี้ ท่านปิยบุตร ท่านเสรีพิศุทธ์ หรือพวกเราทุกคนครับ ท่านรัฐมนตรีด้วย ท่านรองวิษณุด้วยครับ จะถูกระเบียบนี้ใช้แล้วถูกฟ้อง แล้วถูกดำเนินคดีครับ ในระเบียบนี้พูดว่าอย่างไรครับ ในระเบียบนี้ในหน้า ๑๖ พูดว่า ให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกว่า ผู้ไต่สวนอิสระ อันนี้อาจจะ เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระในศาลฎีกาครับ ผู้ไต่สวนอิสระนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นศาลก็ได้ครับ แต่ต้องโดยกำหนดเอาไว้ในระเบียบนี้ครับ ซึ่งผมจะไม่พูดถึง รายละเอียดว่า ต้องเป็นคนที่มีความเป็นกลางในทางการเมืองครับ คนที่เกรงใจ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจะไม่ถูกพิจารณาอันนี้ครับ เพราะไม่เป็นกลางทางการเมือง ในระเบียบนี้เขียนไว้ชัดเจน ต้องขอชมเชยที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาครับ เขาให้มีคณะไต่สวนอิสระ คณะไต่สวนอิสระเมื่อไต่สวนแล้วต้องไต่สวน โดยเปิดเผยครับ ก็เหมือนขึ้นศาลครับ และผมคิดว่าต้องปฏิญาณตนด้วย อันนี้อยู่ที่ระเบียบ ของศาล ต้องปฏิญาณตนด้วย แล้วก็ต้องพิจารณาโดยอิสระให้มีพยานได้ ให้มีเอกสารได้ แล้วก็มีการตรวจพยานเป็นกระบวนการพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ที่ผมชอบใจก็คือว่า ศาลจะไม่ใช้ผู้พิพากษาอย่างเดียว ใช้คณะว่า คณะไต่สวนอิสระ ในเมืองนอกเขาก็ใช้อย่างนี้ครับ อันนี้เป็นความคิดที่ดีได้เริ่มว่า ไม่ต้องไปกังวลคณะไต่สวนอิสระ ทีนี้แล้วเรื่องที่ ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิบัติผิดตามรัฐธรรมนูญนี้ใครจะร้องร้องอย่างไรครับ ที่ผมบอกว่า เกี่ยวข้องกับท่านประธานด้วย ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ใน ๕ ของรัฐสภา คือ ๗๕๐ ๑ ใน ๕ คิดว่า ๑๕๐ ฝ่ายค้านก็ถึงอยู่แล้วครับ ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา สามารถจะร้องไปที่ไหนครับ ก็ร้องผ่านท่านประธาน ท่านประธานรัฐสภาครับ เขาไม่ได้ใช้คำว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ท่านนั่นละครับ ร้องผ่านประธานรัฐสภา แล้วประธานรัฐสภาก็จะรวบรวมคำร้อง ตลอดจน เอกสารส่งไปที่ ป.ป.ช. ก็เหมือนคดีทุจริตทั้งหลาย ส่งไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ต้องตรวจสอบ รายละเอียด ซึ่งผมให้ความเชื่อมั่นว่ามันเป็นคำร้องที่ผ่านประธานรัฐสภา ป.ป.ช. จะบอกว่า ไม่มีมูลหรืออะไรต้องคิดหนักครับ เพราะท่านประธานวันนี้ผมต้องขอชมเชยครับ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมั่นคง ผมมั่นใจว่าสภาเราจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี เพราะท่านประธานได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ผู้ที่ทำหน้าที่ ทั้งหลายว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบันนั้นมันอยู่ที่ท่านประธานด้วยครับ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ พวกผมทั้งหลายด้วยครับ ผมยินดีจะให้ความร่วมมือท่านประธานครับ ตราบใดที่ ท่านประธานเป็นกลางและดำเนินตามกฎระเบียบและข้อกฎหมาย เพราะนี่มันเกียรติศักดิ์ศรี ของพวกผมเรา ก็ขอชมเชยครับ คำร้องนี้อาจจะไปถึงท่านประธานโดยเร็ววัน เพราะ ๑ ใน ๕ สามารถจะยื่นได้ ไม่เฉพาะแต่พวกผมเท่านั้น พี่น้องประชาชนทั่วไป ผู้ร้องอิสระทั้งหลาย นักร้องทั้งหลายสามารถจะร้องผ่านท่านประธานไปที่ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็น ประชาชนนั้นต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ไม่รบกวนพี่น้องประชาชนหรอกครับ เอาพวกเรานี่ละครับ เพราะว่ามันเป็นการเดินตามกระบวนการทางด้านรัฐสภา แล้วเราก็มี หน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายบริหารกระทำการไม่ชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องร้องไป ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ป.ป.ช. ทำอย่างไรครับ ป.ป.ช. ก็จะรวบรวมพยานเอกสารที่ท่านประธานส่งไป อันนี้สำคัญมาก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลุกขึ้นไปแล้วครับ ไม่เป็นอะไร เพราะท่านคงจะไปดูประมวลจริยธรรม กับประกาศของศาลฎีกา ท่านอาจจะไม่เตรียมตัวมา ถ้า ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วมีมูล อันนี้ สำคัญขีดเส้นใต้ครับ ไม่อยากให้เกิดขึ้นตอนนี้ มีมูล ป.ป.ช. ส่งไปที่ศาลฎีกา ศาลฎีกาก็จัดตั้ง คณะผู้ไต่สวนพิเศษขึ้นมา ถ้าไปถึงศาลฎีกาเมื่อไร คณะไต่สวนรับเมื่อไร ผู้ถูกร้องหมายถึง ท่านนายกรัฐมนตรี และอาจจะหมายถึงคณะรัฐมนตรี เพราะการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณคราวนี้ คณะรัฐมนตรีก็อยู่ในกระบวนการ ๑๕๒ นี้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากศาลฎีการับคำร้องที่พวกผมจะร้องท่านประธานไปนั้นสำคัญมาก ท่านประธานครับ ในข้อบังคับประกาศของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่คุณชีพ จุลมนต์ ได้ลงนาม ผู้ถูกร้องหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หรือใครที่ถูกร้องต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่ทันทีครับ จนกว่าการไต่สวนนั้นมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วผลเป็นอย่างไรก็ว่าไป ถ้าไม่ผิดก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ครับ อันนี้สำคัญ ทีนี้ก็อาจจะถามว่า หรือท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะไปคิดเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่มีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่แน่ครับผมไม่ค่อยแม่นตรงนี้ ท่านวิษณุอาจจะแม่นกว่านะครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยแม่น เท่าไรนะครับ ท่านอาจจะแม่นกว่าว่าเมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีชุดเดิมนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมา แต่ไม่แน่ใจประเด็นนี้ จะถูกหรือไม่ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เพราะให้หยุด ปลัดกระทรวง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าไต่สวนนั้นจะเสร็จ ถามว่ากระบวนการ ไต่สวนผู้ไต่สวนอิสระนั้นยาวไหม ในระเบียบเขียนชัดเจนว่าต้องพิจารณาโดยไม่ชักช้า โดยรวดเร็ว ผมก็อ่านผ่าน ๆ ไป รู้สึกจะเป็น ๖๐ วันหรือเปล่าเท่าไรอันนี้ไม่แน่ใจ แต่โดยเร็ว และเสร็จแล้วผลของการไต่สวนนี้ต้องรายงานต่อประธานศาลฎีกา และประธานศาลฎีกานั้น ต้องรายงานมาที่ประธานรัฐสภาครับ ถึงแม้ว่าจะมาจากประชาชน จะมาจาก ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ประธานศาลฎีกาต้องรายงานในการวินิจฉัยประมวลจริยธรรมที่มาตรฐาน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็ระเบียบว่าด้วยการประกาศของศาลฎีกานี้ ที่ประธานศาลฎีกาบอกเอาไว้ ประธานรัฐสภาซึ่งท่านต้องเป็นคนรับ แล้วมาประกาศ ให้พวกผมทราบ อาจจะเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ละเมิดในสำนวนนั้น แต่อาจจะสอบถาม ได้ว่าผลอย่างนี้เป็นอย่างไรก็เชื่อมั่นในตัวท่านประธานคงจะให้ผมได้ซักถามพอสมควร เพราะรายงาน ป.ป.ช. รายงานของอะไรต่ออะไรท่านให้ซักเป็นวันได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่อง สำคัญของการบริหารประเทศและเป็นจริยธรรมของประเทศชาติ เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะฉะนั้นคงจะมีการซักถามอีกครั้งหนึ่ง ผมหวั่นวิตกจริง ๆ ว่าระเบียบที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้เขาร่าง ที่เขาให้ทำ ความจริงท่านต้องการว่าจะให้ไปโดนคนอื่น โดยเฉพาะพวกผม ซึ่งท่านบอกนักการเมืองนั้นไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณภาพ ท่านต้องการให้ประมวลจริยธรรมนี้ ประกาศของศาลฎีกานี้มาทิ่มแทงฟันเอาพวกผมรวมทั้งท่านประธานด้วย แต่ไม่รู้เป็นกรรมอะไร ว่าดาบที่ท่านยื่นมานั้นมันจะกลับไปสนองท่านในเร็ว ๆ วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็เหลือเวลาอีก ๕ นาที ผมบอกท่านประธานแล้วครับว่าถ้าจบก็คือไม่พูดต่อ แต่ก็ยังมีอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านปิยบุตรก็เสนอแนะว่าตามมาตรา ๑๖๒ นอกจากอภิปรายว่า ผิดถูกอย่างไรแล้วก็ต้องมีคำแนะนำชี้แนะด้วย จะให้ผมชี้แนะอย่างไร ท่านประธานครับ จริยธรรมมันชัดเจน คำประกาศของศาลฎีกาก็ชัดเจน ท่านประธานก็ยังต้องเกี่ยวข้อง ต่อไปในอนาคต ถ้าผมจะแนะนำก็คงคล้าย ๆ กับที่ว่า ความจริงผมอยากจะช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คำแนะนำคือว่าสั้น ๆ และง่าย ๆ ถ้าท่านอยู่ท่านก็ยืนบอกว่า ผมขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เหมือนกับที่ท่านประกาศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ว่าผมขอยึดอำนาจประเทศไทยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะพูดอย่างนั้นในวันนี้ครับ เพราะท่านไม่ได้มีกำลัง อาจจะมีก็ได้แต่ท่านก็ มีสิทธิที่จะลาออก ที่ผมบอกว่าผมอยากจะช่วยท่านนายกรัฐมนตรี เพราะการลาออกของท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกวันนี้สภาก็ต้องซาวด์เสียงนายกรัฐมนตรีใหม่ พวกผมจะไม่ลงคะแนนให้ท่าน เสียงปริ่มน้ำอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ช่วยท่านก็มาอยู่ดี ๒๕๐ คราวที่แล้วลง ๒๔๙ ผมเป็นคนจำแม่น คราวนี้ก็คง ๒๔๙ อีกละครับ ๒๔๙ มาแล้ว อย่างไรท่านก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี อีกรอบ เพียงแต่ว่าคราวนี้ท่านลาออกเสียก่อน ที่บอกช่วยท่าน เพราะว่าถ้าท่านลาออกแล้ว ท่านมาใหม่ได้ แล้วท่านจะได้โละสิ่งพะรุงพะรังของท่าน ที่พี่น้องประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ ท่านเสรีพิศุทธ์ก็พยายามที่จะพูด ผมไม่พูดเพราะเดี๋ยวท่านประท้วง ท่านประธานไม่ให้ผมพูด ผมก็ไม่พูดครับ สิ่งที่พะรุงพะรังที่เสี่ยงและไม่ค่อยจะถูกต้องที่ท่านทำนั้น ท่านจะได้โละ ให้หมด ซึ่งหมายถึงคณะรัฐมนตรี ท่านก็ได้เสนอโปรดเกล้าฯ ใหม่ คนที่มีปัญหาท่านก็ตัด ออกไป ผมว่าดีเสียอีกครับ ถือโอกาสปรับปรุง เสียงปริ่มน้ำนี้ก็จะไม่ค่อยเป็นภัยกับท่าน เท่าไรนะครับ เพราะท่านตัวเบาเยอะไม่จมน้ำง่าย ๆ ตัวเบาครับ ท่านเอาออกเสีย ที่ถ่วง น้ำหนักของท่าน ตัวท่านเองก็ไม่เท่าไร แล้วท่านเข้ามาใหม่นะครับ ท่านนำคณะรัฐมนตรีใหม่ ของท่าน อย่างที่ท่านปิยบุตรแนะนำ หรือท่านเสรีพิศุทธ์แนะนำ ก็คือเข้าไปถวายสัตย์ ปฏิญาณใหม่ครับ ก็ให้ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกผม ไม่ติดใจ และผมอยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าผมต้องรับผิดชอบต่องบประมาณที่จะมาถึง ต่อกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา เพราะว่าถ้าหากกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วน ท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ท่านปิยบุตรก็ได้ยกตัวอย่างแล้วว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ต่อหน้าประชาชนนะครับ เขายังต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ ถ้อยคำไม่ได้ขาดครับ ผิดที่เท่านั้นเอง ของเราขาดทั้งวรรค และวรรค ที่สำคัญมากเพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักครับ แล้วเราตัดทิ้งหลักนี้ได้อย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจ ทำเสียใหม่เถอะครับ จะได้สมบูรณ์ ท่านก็เสนอกฎหมายได้ งบประมาณที่จะเข้ามาในเดือนตุลาคมท่านก็ทำได้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่ท่านคิดจะไปปราศรัยที่เวทีสหประชาชาติ ท่านไม่ต้องไปก็ได้ครับ ช่วยน้ำท่วมดีกว่า เพราะเดี๋ยวฝรั่งจะถามว่า ก็ท่านยังถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบแล้วท่าน จะมากล่าวบนเวทีสหประชาชาติได้อย่างไรครับ อันนี้ผมเผื่อ ๆ ไว้ ไม่ไปสหประชาชาติ ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ เขาไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ แต่สภานี้กำหนดว่านายกรัฐมนตรี ต้องมาตอบ สหประชาชาติท่านให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปก็ได้ ไม่ต้องให้ รองวิษณุไปนะครับ เพราะเขาต้องรับผิดชอบกฎหมาย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กล่าว โดยสรุปพร้อมกับคำแนะนำท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงไม่ทำ ท่านประธาน ครับหมดเวลาพอดี ไม่เป็นไร ผมก็จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานี้คือให้พวกผม ๑๕๑ คนนี้ ร้องไปที่ ป.ป.ช. โดยผ่าน ท่านประธานครับ ท่านประธานก็รวบรวมส่งไป ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ต้องส่งไปที่คณะผู้ไต่สวน อิสระของศาลฎีกา ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะรับไต่สวนเมื่อไร ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ครับ เพราะฉะนั้นลาออกเสียก่อนครับ แล้วเมื่อลาออกก่อน ผมก็ไม่รู้จะไปร้องอะไรต่อท่านประธานสภา หรือไปที่ ป.ป.ช. เพราะจบแล้ว แล้วรอท่าน ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ครบถ้วนหรือไม่ ก็ว่ากันอีกตอนหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนำนั้น ดีกว่าให้พวกผมและท่านประธานต้องหนักใจในการที่จะเสนอไปยังศาลฎีกา ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ แล้วก็ขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่รับฟัง ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณมากครับ ต่อไป ผมขออนุญาตให้ท่านนิคม บุญวิเศษ ท่านขอไว้ ๑๐ นาที ท่านนิคมดูว่าประเด็นใดที่ซ้ำ ก็ข้ามไป เชิญครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่ให้โอกาสในการอภิปรายในครั้งนี้ ถึงแม้เวลา จะน้อยนิด แต่ผมจะใช้เวลาให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ก็เป็นที่เข้าใจยากอยู่พอสมควรถ้าจะ ให้เราพูดไม่ซ้ำอาจจะมีซ้ำบ้างนิดหน่อย แต่ผมต้องขออภิปรายและขอซักถามในสิ่งที่ผมเอง มีข้อสงสัย ที่ผ่านมาท่านประธานครับ เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ โดยที่การกล่าวคำ ถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นไม่ครบถ้วน ผมขอยกตัวอย่างสั้น ๆ คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ นั้น แปลว่าอะไร คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็คือการให้คำมั่นสัญญาที่เป็นความจริงต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถวายสัตย์ปฏิญาณโดยตัดถ้อยคำที่มีความสำคัญออก และเพิ่มถ้อยคำบางคำเข้าไปแสดงให้เห็นว่าท่านได้พูดความจริงหรือเปล่า ท่านได้พูด ความจริงต่อหน้าพระมหากษัตริย์หรือไม่ นั่นแสดงว่าท่านมีความจงรักภักดีหรือเปล่า อันนี้เป็นคำถามท่านต้องตอบ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อันนี้ต้องระวังนะครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

เพราะคำที่ท่านตัดออกนั้น เป็นคำที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ท่านตัดคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านตัดคำสำคัญนี้ออก จริง ๆ แล้วผมก็ไม่สงสัย หรอกครับ เพราะที่ผ่านมาท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตามอยู่แล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ท่านก็เคยฉีกรัฐธรรมนูญมาแล้ว แล้วมีการร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นคณะของท่านเอง ท่านก็ยังไม่มีการปฏิบัติตาม

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิคม เอาเรื่อง ถวายสัตย์ปฏิญาณโดยตรงเลยครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ

ถวายสัตย์ปฏิญาณท่านประธาน เพราะท่านตัดคำนี้ออก

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

อย่าไปไกลนะครับ

นายนิคม บุญวิเศษ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

การที่ท่านนายกรัฐมนตรีจงใจ ตัดคำสำคัญนี้ออก ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าท่านคิดอะไรอยู่ในใจหรือไม่ ท่านไม่กล้าที่จะถวายสัตย์ ปฏิญาณคำว่า จะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ แสดงว่าท่านจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

คำถามที่ ๒ ผมอยากให้ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบด้วย พี่น้อง หลายคนฝากมา จากการทำงานที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีผมเชื่อว่าท่านก็ไม่กล้าที่จะเดินหน้า ต่อหรอกครับ เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่านยังไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ถ้าจะทำ อะไรท่านก็พะวักพะวง นักลงทุนก็ไม่เชื่อมั่น ต่างชาติก็ไม่เชื่อมั่นที่จะลงทุน จึงทำให้ทุกวันนี้ เศรษฐกิจมันเดินไม่ได้ครับ ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าท่านทำผิดอย่างชัดเจน แต่ท่านกลับ ไม่รับผิดชอบ ไม่เอาคำที่ท่านทำผิดนั้นมาแก้ไข นี่หรือครับที่เรียกว่าชายชาติทหาร คนที่มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ ฝากบอก ท่านนายกรัฐมนตรีด้วยครับ การที่เราจะออกมารับผิดชอบหรือยอมรับสิ่งที่เรากระทำผิด ไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าหลายคนจะยกย่องสรรเสริญท่าน แต่ท่านยังปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านมาหลายเดือน ไม่ยอมที่จะแก้ไขให้มันถูกต้อง ท่านอาจจะ คิดว่าท่านมีอำนาจ อาจจะเกิดความเคยชินในการใช้อำนาจ เกิดความเคยชินในการอยู่เหนือ คนอื่นทุกคน แต่อย่าลืมว่าตอนนี้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านต้องเคารพ ต้องทำตามกติกาของรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านยังไม่ปฏิบัติตาม ยังไม่แก้ไข ผมเอง ในนามเป็นฝ่ายค้าน ผมได้รับการเลือกตั้งมา มีคะแนนเสียงจริง ๆ ครับ ไม่เหมือนท่าน เราก็ต้องอภิปรายกันอย่างนี้นะครับ มันก็ไปไม่ได้อยู่ดี ฉะนั้นอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี แก้ไข เพราะว่าเราเองก็เป็นห่วงด้วยความที่เราอยู่ประเทศเดียวกันครับ อยากให้ประเทศเรา เดินหน้า ประชาชนจะได้อยู่ดีกินดี ในข้อความที่บอกว่า จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ท่านจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ได้อย่างไร ในเมื่อถ้อยคำบางถ้อยคำท่านยังโกงเลยครับ ท่านยังโกงข้อความเลย ยังตัด ข้อความที่สำคัญออก ท่านยังไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและคณะรัฐมนตรีของท่าน แล้วท่านจะมี ความซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติได้อย่างไร ฝากบอกท่านด้วยนะครับตอบคำถามด้วย

อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ตามกฎหมายในมาตรา ๑๖๒ การแถลงนโยบายจะต้องบอกที่มาที่ไปของเงินทั้งหมดว่า ท่านเอาเงินมาจากไหน ในการที่จะมาทำนโยบายต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ แต่การ แถลงนโยบายที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไม่ได้บอกที่มาที่ไปของเงินเลยครับ แล้วพวกเรา จะทราบได้อย่างไรว่าท่านนำเงินมาจากไหน แล้วโครงการใดทำใช้เงินเท่าใด เพื่อที่จะให้ คณะรัฐมนตรี ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลช่วยกันตรวจสอบ การแถลงนโยบายก็ไม่บอกที่มาที่ไป ของเงิน รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจน การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจะต้องบอกที่มาที่ไป ของเงิน ผมเองตั้งพรรคขึ้นมาใหม่ เราไปจดทะเบียนที่ กกต. นะครับ กกต. ยังย้ำเสมอว่า นโยบายต่าง ๆ ของพรรคจะต้องบอกที่มาที่ไปของเงิน ถ้าไม่บอกก็ไม่สามารถจดได้ แต่นี่ นายกรัฐมนตรีชุดนี้โดยเฉพาะท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านใช้สิทธิอะไร ทำไมเหนือกว่า คนอื่น ทำอะไรก็ไม่ผิดสักอย่างหนึ่ง องค์กรต่าง ๆ ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบดูแล ก็ไม่ตรวจสอบดูแลกัน นั่นแสดงว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนนี้ยังมีอำนาจอยู่เหนือคนอื่น ใช่ไหมครับ ทุกวันนี้ท่านยังเฉย ๆ ไม่สะทกสะท้านเลยครับ ไม่สนใจที่จะมาปรับปรุงแก้ไข หลายท่านที่บอกไปแล้ว พูดไปแล้ว เตือนไปแล้ว โดยเฉพาะการประชุมในวันที่มีการประชุม ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อ อาจารย์ปิยบุตรก็ได้เตือนไว้แล้วว่า ท่านนายกรัฐมนตรีในการถวายสัตย์ ปฏิญาณ ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ แต่ท่านก็ไม่ชี้แจง ไม่แก้ไข จึงทำให้ผลพวง มันมาถึงทุกวันนี้ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอนะครับว่าในฐานะที่ท่านเป็นผู้นำรัฐบาล เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมอยากให้ท่านรับผิดชอบในสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ ข้อที่ ๑ คือท่านต้องถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ให้มันครบถ้วน ถ้าท่านไม่ปฏิบัติ ผมขอให้ท่าน ลาออกเถอะครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณท่านยังทำไม่ได้ แล้วพวกเราจะมั่นใจท่านได้อย่างไร ขอให้ท่านรับผิดชอบด้วยการลาออกแล้วประเทศไทยจะเดินได้ ข้อที่ ๒ ถ้าท่านถวายสัตย์ ปฏิญาณแล้วท่านก็ต้องมาแถลงนโยบายใหม่ แล้วก็ต้องบอกที่มาที่ไปของงบประมาณของ เงินทั้งหมดที่จะนำมาใช้ในโครงการต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ถ้าท่านสามารถทำแบบนี้ได้ผมเชื่อว่าฝ่ายค้านเอง ประชาชนเองก็พร้อมที่จะให้อภัยท่าน แต่ถ้าท่านยังไม่ทำยังปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปนะครับ สิ่งที่ท่านจะต้องรับผิดชอบมีทางเดียว เท่านั้นคือท่านต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านกล้าไหมครับ ถ้าท่านลาออก ผมเชื่อว่าทุกคนจะไม่ตำหนิท่าน ขอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบโดยการลาออก ขอบคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณนะครับ ต่อไป ก็เริ่มเวียนมาพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตให้ทางฝ่ายรัฐบาลท่านไพบูลย์ นิติตะวัน ท่านขอมา ๒๐ นาที แต่ขอเรียนท่านสมาชิกนะครับเวลาที่ขอมาไม่ใช่บังคับว่า ต้องให้ครบถ้าเห็นว่าประเด็นมันควรจะจบแล้วก็จบก่อนเวลาได้ครับ ไม่ผิดอะไร เชิญท่านไพบูลย์ครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สมาชิก พรรคพลังประชารัฐ ขอบคุณครับท่านประธาน ที่ผมได้โอกาสที่จะมาอภิปรายในประเด็น ญัตติของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ผมขออนุญาตต้องเรียนท่านประธานว่า ผมยังเห็นว่าการอภิปรายในครั้งนี้ของฝ่ายค้านนั้นก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการที่นำเข้ามาสู่ การพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จริงอยู่ครับท่านประธานในคำวินิจฉัยในคำสั่ง ไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น แม้นจะเป็นคำสั่งไม่ใช่คำวินิจฉัยโดยตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วในเหตุที่ไม่รับคำสั่งนั้น แล้วก็ได้มีบางส่วนที่เป็น สาระสำคัญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะยึดในแนวนี้และนอกจากนั้นก็เป็นแนวทางปฏิบัติ องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นศาลหรือไม่ว่าจะเป็นองค์กร เช่น คณะกรรมการ ป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ยังยึดในแนวที่ศาลรัฐธรรมนูญแม้นมีคำสั่ง ยังไม่ได้มี คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันโดยตรง แต่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำไปประกอบการพิจารณา ดังนั้น ในการอภิปรายครั้งนี้ในตอนแรกฝ่ายค้านบอกว่าเป็นเพียงการซักถาม แต่เท่าที่ผมฟังมา ไม่ใช่ซักถามแล้วละครับ เป็นการอภิปรายในลักษณะตรวจสอบการทำหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรี ก็โดยจริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ จริง ๆ ก็อยู่ในส่วนของ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว เป็นเรื่องของ การตรวจสอบไม่ใช่ซักถามกันเล่น ๆ ดังนั้นเมื่อมีการตรวจสอบขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านนั้น ผมก็เป็นห่วงครับ ถ้าท่านตรวจสอบก็สิ่งที่ต้อง ตระหนักไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมีความเห็นไว้ในคำสั่ง คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญที่ต้องฟัง ไม่ฟังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องผูกพันกับการที่ท่าน จะปฏิบัติหน้าที่ชอบหรือมิชอบ ในการทำหน้าที่ฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาลได้บอกไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี ในฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันนี้ชัดเจนครับ ศาลได้เห็นแล้วว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอยู่ที่เขตพระราชอำนาจ เป็นเรื่อง เขตพระราชอำนาจโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้มิสามารถให้ฝ่ายใดเข้าไปก้าวล่วงได้ เป็นการกระทำ ที่มิบังควร ท่านประธานก็อาจจะจำในประเพณีการปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ อย่างเช่นกรณีมีการพิจารณาร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ เราก็จะมีความเห็นถกเถียงกันจะตรวจสอบอย่างไรก็ทำได้ แม้กระทั่ง ตอนสุดท้ายเมื่อร่างได้พิจารณาเสร็จแล้วในรัฐสภา ก็ยังสามารถเข้าชื่อกันส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ แต่หากร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ได้ผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้ว เมื่อถึงขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นกราบทูลไปยังพระมหากษัตริย์แล้วทุกฝ่ายต้องหยุดครับ เพราะเข้าสู่เขตพระราชอำนาจแล้ว จะไปวิจารณ์ จะไปถกเถียงอะไรกันอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าจะเป็นการก้าวล่วงในพระบรมราชวินิจฉัย เรื่องกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเกิดขึ้นในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า เป็นเหตุผลนะครับ ประกอบเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อันนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เป็นพระราชอำนาจ ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ที่สำคัญศาลได้ยกออกมาว่า และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๒ ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัส ในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลง พระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น ๕ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ศาลได้เขียนไว้ในคำสั่งอีกว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ชัดเจนครับ หมายความว่า องค์กรไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นเขตพระราชอำนาจ ดังนั้นมีหลายฝ่ายไปบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายการเมือง ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้มีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ผูกพันนะครับ ที่ ๓๑/๒๕๔๗ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้น โดยรัฐธรรมนูญและกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาก็ไปตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้ เข้าเขตพระราชอำนาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีอำนาจเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องอะไร ผมห่วงฝ่ายค้านครับ ฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นผู้ที่ผมเป็นห่วงเป็นใยอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้ท่านคิดว่าจะมาตรวจสอบคณะรัฐมนตรี แต่ทำไปทำมาท่านจะโดนตรวจสอบ เสียเองว่า ท่านกำลังกระทำการที่ไม่มีอำนาจ เมื่อไม่มีอำนาจแต่ยังกระทำนั้น ก็เข้าข่ายที่อาจจะ มีคนสงสัยท่านแล้วนำเรื่องไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็คือ ป.ป.ช. ยื่นว่าท่านไม่มีอำนาจ แล้วท่านดำเนินการทำไม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเข้าข่าย ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ผมก็เป็นห่วง ห่วงเพราะว่า แม้นคำวินิจฉัย คำสั่งนั้นจะไม่ผูกพันในตอนนี้ แต่ก็ผูกพันต่อ ป.ป.ช. ที่จะเอาเป็นแนวทาง ในการที่จะพิจารณาไต่สวน แล้วก็ถ้าเรื่องนี้ดำเนินการไปถึงชั้นศาลก็เช่นเดียวกัน ก็อาจจะมี กระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง เรื่องดังกล่าวไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แล้วคิดหรือว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะวินิจฉัยเป็นอื่น ท่านก็วินิจฉัยแน่นอนว่าไม่มีอำนาจที่จะกระทำ ไม่นับเมื่อสักครู่นี้ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน พรรคหนึ่งนะครับ ท่านได้กล่าวในที่ประชุมที่สภาแห่งนี้ว่า ท่านจะดำเนินการตรวจสอบ คณะรัฐมนตรีโดยการเข้าชื่อกัน ฝากยื่นเรื่องฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพไปสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อสู่ศาลฎีกา ผมยิ่งเป็นห่วงเลยครับ ถ้าทำอย่างนั้นก็เรียบร้อย ในความเห็นของผม ดังนั้นที่ผมได้นำเสนอมานั้นก็คือ

ข้อที่ ๑ การกระทำของพรรคฝ่ายค้านนั้นเป็นการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นการ ซักถามธรรมดา ฟังมาทั้งหมดเป็นอย่างนั้นนะครับ

ในประการที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นโดยสรุปอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ การไม่มีอำนาจนั้นผมได้กล่าวไปแล้วว่ามีปัญหาทางกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวต่อ ก็คือว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเขตพระราชอำนาจ โดยเฉพาะ ดังนั้นการที่พระองค์ท่านจะทรงไว้วางพระราชหฤทัยหรือไม่ เป็นประการใด เป็นพระราชอำนาจ ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อถวายสัตย์ปฏิญาณไปแล้ว ใครจะไป ตรวจสอบ ไปวิพากษ์

(นายคารม พลพรกลาง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ขออนุญาตประท้วงครับ ท่านประธานครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

มีประท้วงหรือครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ประท้วงครับ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ จังหวัดร้อยเอ็ด ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ต้องควบคุมการประชุมตาม ข้อ ๙ ผมขออนุญาตนำเรียน เกี่ยวกับประเด็นที่จะ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงหรือครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ประท้วงครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมคุมเองครับ ผมอนุญาต ให้อภิปรายต่อได้ เพราะเป็นความเห็นอีกด้านหนึ่ง เชิญท่านนั่งครับ อภิปรายต่อเลยครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตนำเสนอต่อ เพราะเป็นประเด็นสำคัญแห่งญัตติที่เราประชุม ในวันนี้ ในเมื่อเป็นเขตพระราชอำนาจแล้วก็ทรงไว้วางพระราชหฤทัยหรือไม่ อย่างไรนั้น ได้ชัดแจ้งแล้วจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกไว้ในคำสั่งต่าง ๆ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านไพบูลย์พยายามอยู่ใน ญัตตินะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ญัตติ ๑๕๒

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ดังนั้นในญัตติดังกล่าวนั้น ได้กล่าวไปจนถึงว่า อันนี้ในวรรคสองของญัตติ การที่นายกรัฐมนตรีกล่าวนำถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ครบถ้วนถูกต้องข้างต้น ถือเป็นการจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ อันเป็นเรื่องที่เป็นแบบแผนและขั้นตอน อันเป็นสาระสำคัญ ญัตตินี้ก้าวล่วงหรือเปล่าครับ มาวินิจฉัยเรื่องที่อยู่ในเขตพระราชอำนาจ ซึ่งถือว่า

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เดี๋ยวผมอธิบายให้ฟัง เชิญเลยครับ เชิญต่อ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ ดังนั้นสิ่งนี้ผมจึงอยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า สมาชิกได้กล่าวหาคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี ผมก็มีการได้พิจารณาโดยองค์รวมด้วย แล้วก็ดูจากเรื่องราวต่าง ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น ทั้งปรากฏในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ และปรากฏในคำเสนอญัตติของฝ่ายค้าน ผมก็ต้อง เรียนละครับว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นเลิศอยู่แล้วครับ ในเรื่อง ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ อย่างหาเรียกว่า มีคนอื่นเปรียบเทียบ ผมว่ามีได้น้อย เหมือนกัน

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นนี้ผมเห็นด้วยว่า ไม่ควรกล่าวหากันนะครับ ไม่ควรกล่าวหากัน ผู้ใดก็ตามที่ใช้โอกาสอภิปรายแล้วกล่าวหา เรื่องนี้ ขออย่าทำนะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นผมคงผ่านประเด็นนี้ไปนะครับ ดังนั้นสิ่งที่ผมยังอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่า พรรคฝ่ายค้านผมเข้าใจในเหตุผลในการที่จะต้องดำเนินการ เพราะเป็นส่วนสำคัญ ของการตรวจสอบการทำงานการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ว่าบางส่วนนั้นผมก็ต้องขออนุญาตทักท้วงในฐานะเป็นมิตร ไม่ได้ในฐานะต้องการ ที่จะขัดขวางการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้าน ผมเห็นพรรคฝ่ายค้านดำเนินการต่าง ๆ มานั้น หลาย ๆ เรื่องเป็นจำนวนมาก เป็นเรื่องที่ดีทั้งสิ้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข แต่ทั้งหมดที่ต้องท้วงติงนั้นก็โดยเหตุที่ว่าอยากจะเห็นการอภิปรายในวันนี้ เป็นไปในแนวทางที่ควรจะเป็น เป็นไปในแนวทางที่ไม่มีการไปกระทำอะไรที่อาจจะสุ่มเสี่ยง นี่เป็นความหวังดีและปรารถนาดี ทั้งหมดนั้นผมคิดว่าในสาระสำคัญก็ได้นำเสนอครบ หมดแล้ว ก็คงเหลือข้อสรุปที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมได้เรียนไว้แล้วว่าคำสั่ง ศาลรัฐธรรมนูญ ผมเห็นด้วยกับท่านประธานตั้งแต่ต้น ยังไม่ใช่คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีผลผูกพันกับศาลรัฐธรรมนูญ ก็ขอย้ำอีกครั้งครับ ด้วยความเคารพครับ จะทำอะไรก็อย่า ไปละเลยกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สำหรับผมผมยังถือว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญนี้ เป็นคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพัน จะมีผลต่อองค์กรต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น จึงขออนุญาต กราบเรียนต่อท่านประธานโดยที่เวลาผมขออนุญาตใช้น้อยลงกว่าที่ขอท่านไว้ ๕ นาทีครับ ขอบพระคุณครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณนะครับ ประหยัดเวลาไปได้เยอะ ก็เรียนที่ประชุมว่าญัตติเรื่องนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอมาเมื่อ เดือนสิงหาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายนใช่ไหมครับ ห่างกัน ประมาณเกือบเดือน เมื่อตอนที่เสนอเข้ามานั้นก็คือการเสนอตามมาตรา ๑๕๒ พวกเรา ก็เห็นอยู่มาตรา ๑๕๒ ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มี การลงมติก็ได้ สาระสำคัญของข้อนี้ก็คือการซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะ อันนี้คือ ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ ข้อบังคับก็เขียนไว้อย่างนั้น ข้อบังคับออกมาใหม่ เราทุกคนก็รู้ว่าข้อบังคับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ซึ่งได้เขียนข้อบังคับ เกี่ยวกับเรื่องของการอภิปรายในญัตติมาตรา ๑๕๒ ไว้ว่า ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานสภาโดยระบุชัดเจนว่า จะซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด นี่คือข้อบังคับ ที่ออกมาทีหลัง แต่ว่าโดยที่ญัตติเสนอมาก่อนออกข้อบังคับ เพราะฉะนั้นแน่นอนบางเรื่อง ก็ไม่ครบถ้วน แต่ว่าโดยเหตุผลที่ผมเรียนไว้ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งในเรื่องนี้กรณีที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร้องไป แล้วก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับเรื่องไว้ ไม่ได้มีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ ว่าถูก ผิดอย่างไร ไม่รับเรื่อง เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีข้อสังเกตอย่างที่ท่านอ่านมา ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิบายคำสั่ง แต่ไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยตาม มาตรา ๒๑๑ ผมอ่านให้ท่านฟัง มาตรา ๒๑๑ ย่อหน้าสุดท้าย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่ง ดังนั้นคำสั่งไม่ได้มีผลผูกพัน เพียงแต่ผมบอกว่าข้อสังเกตที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญให้ไว้นั้นเป็นประโยชน์ในการที่เราจะอภิปรายว่าให้ระวังนะ ขอบเขต อภิปรายควรจะมีแค่ไหน ถึงได้เตือนพวกเรากันไว้ครับ เพราะฉะนั้นการตัดสินญัตตินี้เข้ามา ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ไม่ได้มีปัญหารุนแรงอะไรเลยถ้าทุกคนเคารพกติกาในการปฏิบัติตาม ข้อบังคับที่ผมได้เรียนไว้แต่ต้นว่าต้องอภิปรายตามประเด็น ต้องอภิปรายอยู่ในขอบเขต ต้องอภิปรายในลักษณะที่ไม่มีการอภิปรายลักษณะไม่ไว้วางใจ ซึ่งก็มีบางท่านก็ได้ใช้โอกาสนั้น เหมือนกับไล่ไปซึ่งก็ได้เตือน ๆ กันไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านสมาชิก ท่านไพบูลย์ด้วยความเคารพนะครับว่าการตัดสินใจญัตตินี้เข้ามานั้น โดยยึดหลักครับ ยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแบบอย่าง แล้วก็ย้อนหลังกลับไปดูถึงกระบวนการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญด้วยครับ กรณีใดที่จะเป็นการวินิจฉัย กรณีใดที่จะเป็นคำสั่ง เพราะคำสั่ง และคำวินิจฉัยนั้นจะต่างกัน เมื่อคำวินิจฉัยมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร กระบวนการออก คำวินิจฉัยเขาจะเขียนเอาไว้ในข้อปฏิบัติ ระเบียบปฏิบัติ ระเบียบการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญว่าคำวินิจฉัยนั้นกระบวนการจะต้องเริ่มจากอะไร แล้วก็ตุลาการทั้งหมด จะต้องทำความเห็นส่วนตนลงในราชกิจจานุเบกษา กรณีนี้ไม่มีครับ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ได้มีผล ผูกพันเหมือนกับคำวินิจฉัย นี่คือสิ่งที่เราได้หารือร่วมกันทุกฝ่าย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสภา รองประธาน ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ มาคุยร่วมกัน เพราะว่าประธาน ต้องรับผิดชอบ ไปทำอะไรที่เกินขอบเขตกฎหมายก็มีปัญหา แต่ผมมองมาตรา ๑๕๒ เป็นเรื่องธรรมดาว่าถ้าเราจะถามปัญหากับรัฐบาล ถามท่านครับ เรื่องนี้มันมาจากอะไร เพราะอะไร ผมเห็นว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ๆ นะ จบ แต่ถ้าบอกว่าไล่ออกไปนี่มันก็เกินจาก มาตรา ๑๕๒ ไปแล้ว อันนั้นต้องไปอีกมาตราหนึ่งนะครับ ซึ่งก็เป็นโอกาสวันข้างหน้า ท่านจะใช้หรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง อันนี้ก็เรียนทำความเข้าใจกับท่านไพบูลย์ว่า การตัดสินใจ นำญัตตินี้เข้ามานั้นก็โดยยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ เป็นหลักว่าไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัย จึงไม่ผูกมัดผูกพันกับองค์กรใด ๆ อันนี้ก็อยากให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ ผมต้องขอบคุณ ว่าโดยทั่วไปสมาชิกก็อภิปรายอยู่ในญัตติพอสมควร มีแถมไปบ้าง อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิโต้ตอบ ท่านว่าอะไรไปนายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิที่จะตอบเมื่อถึงเวลา ถ้าท่านไพบูลย์ไม่ติดใจมากกว่านี้ ผมขออนุญาตนะครับ ท่านจะพูดอะไรต่อ อนุญาต เชิญนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ดีกันนะครับ

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สมาชิก พรรคพลังประชารัฐ ก็ขออนุญาตขอบคุณท่านประธานอย่างยิ่ง ผมก็อยากจะกราบเรียน ท่านว่าผมเห็นด้วยเช่นเดียวกันกับท่านว่า ในชั้นของการบรรจุญัตติ แล้วชั้นของการที่จัด อภิปรายในวันนี้ไม่ได้มีการกระทำใดที่ไปฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงแค่ที่ผม ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้เป็นข้อห่วงใย ข้อห่วงใยของสมาชิกแต่ละท่านของฝ่ายค้าน ที่อาจจะมีการดำเนินการต่าง ๆ นั้น ไปเกิดเป็นประเด็นขึ้นที่จะเป็นปัญหาทางกฎหมาย และเข้าสู่กระบวนการที่จะมีการตรวจสอบขึ้น คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ผูกพันนั่นละครับ เกี่ยวกับการบรรจุญัตติหรืออะไรที่ท่านประธานดำเนินการทั้งหมดนั้นก็จะมีผลครับ จากประสบการณ์ผมด้วย เพราะฉะนั้นที่ท่านประธานได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นผมเห็นด้วยครับ จึงขอขอบพระคุณท่านประธานอีกครั้งหนึ่งครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณท่านไพบูลย์ครับ ต่อไปเวียนกลับมาพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมเรียนฝากข้อสังเกตด้วยความเคารพ ทุกคนว่าขอได้โปรดยึดข้อบังคับ ที่ให้เวลามานั้นก็ยินดีที่ขอมา แต่ถ้าเห็นว่ามันซ้ำ ก็ประหยัดเวลาไม่ต้องพูดซ้ำในประเด็นที่กล่าวมาแล้ว แล้วก็ขอให้ยึดมาตรา ๑๕๒ เป็นหลัก รวมทั้งข้อบังคับที่ออกมาตามมาตรานี้ครับ ขอเชิญท่านชลน่าน ศรีแก้ว ครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้อภิปรายตามญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในประเด็นที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงญัตตินี้ต่อท่านประธานและต่อสภาแห่งนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ที่ว่าด้วยการเข้ารับทำหน้าที่ด้วยการถวายสัตย์ ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ และการแถลงนโยบายที่ไม่ชี้แจงแสดงแหล่งที่มาของรายได้ ในการที่จะไปใช้ดำเนินการตามนโยบาย ผมต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ได้กรุณา ชี้แนะ ชี้นำในการทำหน้าที่ของพวกเรา พวกเราตระหนักอยู่ตลอดเวลาครับท่านประธาน ในฐานะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นที่ไม่ใช่ หน้าที่และอำนาจ พวกเราระมัดระวังอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณคำวินิจฉัยของท่านประธาน ในการบรรจุญัตตินี้เข้ามา แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า การทำหน้าที่ของพวกเราวันนี้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ทำหน้าที่ ฝ่ายค้านอย่างเดียว ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การอภิปรายทั่วไปเป็นการ อภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรครับ ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งกระทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าสภาไม่อนุญาต ถ้าสภาไม่เป็นองค์ประชุม ถ้าท่านประธานไม่อนุญาตให้นำญัตตินี้พูดขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่เราทำวันนี้ทำในฐานะสภาผู้แทนราษฎร ความรับผิดชอบย่อมก่อเกิด ขึ้นมาตั้งแต่ท่านประธาน สมาชิกทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ แต่ผมเองขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในสิ่งที่ท่านประธานได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ท่านสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลได้กรุณาให้ข้อห่วงใย พวกเราขอกราบขอบพระคุณครับ กระผมเองขอกราบ ขอบพระคุณ จะรับข้อสังเกตเหล่านั้นมา เพื่อดำเนินการอภิปรายให้เป็นไปตามญัตติ ที่ได้เสนอต่อท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมรับผิดชอบที่จะใช้เวลา ๒๐ นาที ในการที่จะอภิปราย ชี้แจงแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับมาให้ท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชน ในญัตตินี้ผมมีอยู่ ๓ ประเด็นหลักครับ

ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ผมขออนุญาตใช้คำว่า จงใจเจตนาไม่ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ นะครับ

ประเด็นที่ ๒ เป็นการแถลงนโยบาย โดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะใช้ ในการดำเนินนโยบายตามมาตรา ๑๖๒

ประเด็นที่ ๓ ก็จะเป็นข้อเสนอแนะและข้อสรุปที่จะนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย หัวหน้าพรรคประชาชาติ และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ได้อภิปรายไป สิ่งที่ผม ต้องขออนุญาตเน้นย้ำกับท่านประธานนะครับ ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ผมจะ นำมากราบเรียนถามท่านประธานในข้อเท็จจริงนี้ ก่อนที่จะเรียนถามผมขออนุญาตเรียน กับท่านประธานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำโดยเจตนาครับ ไม่ใช่เผอเรอ ไม่ใช่พลั้งเผลอ ตามสมมุติฐานแต่ละท่านแต่ละคนตั้งขึ้นมา เหตุที่ผมบอกว่าการกระทำไม่ครบถ้วนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ เป็นการกระทำโดยเจตนา ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๑ ครับ เป็นการกระทำโดยเจตนาที่เห็นชัดเจนในขั้นตอนวิธีการ กระบวนการ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าครบถ้วนตามกระบวนการ อันนี้ไม่มีใครเถียง เจตนาที่ชัดเจนคือไม่ได้ทำตามแบบแผนประเพณีปฏิบัติ การที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นคำกล่าวโดยความจริงใจนะครับ ต่อหน้า องค์พระมหากษัตริย์ ต้องมีแบบแผน เพราะแบบแผนนั้นเขียนเป็นกฎหมาย กฎหมายนั้นคือ รัฐธรรมนูญครับ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่การกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีเอง กลับไม่ยึดถือ แบบแผนอย่างนั้น เป็นการนำเอาสิ่งที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นกระดาษแข็งที่บรรจุ ในกระเป๋าเสื้อของตัวเองแล้วล้วงขึ้นมา ต้องขออนุญาตใช้คำนี้นะครับท่านประธาน ภาพที่เราเห็นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ล้วงขึ้นมาแล้วก็มากล่าว อันนั้นคือเจตนาชัดเจน และกระดาษแข็งแผ่นนั้นก็มีถ้อยคำเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีคำว่า ตลอดไป อยู่ในกระดาษตรงนั้น นั่นหมายความว่าการเขียนก็คือเกิดโดยเจตนาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมสรุปเป็นข้อแรกครับว่าการกระทำนั้นเป็นการเจตนาที่จะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ

มูลเหตุอันที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีเองเจตนา ที่จะทำอย่างนั้น เป็นเพราะว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องการ คือต้องการ ที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้วยใช้กลไกวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง แต่สิ่งที่มารองรับท่านนายกรัฐมนตรี คือเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เสถียรภาพทางการเมือง ง่อนแง่นมาก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะรักษาอำนาจ จะอยู่ในอำนาจต่อไปด้วยเสียงอย่างนี้ ด้วยกระบวนการปกติมันไม่สามารถจะอยู่ได้ ก็มีความจำเป็นจะต้องหาวิธีการ กระบวนการ ที่จะอยู่ให้ได้ ท่านประธานคงสงสัยว่าผมจะพูดอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ วิธีการ กระบวนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องกระทำมันจะเป็นคำถามของผมเลยครับ เมื่อท่านมีเจตนาที่จะไม่กล่าวถ้อยคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ไม่กล่าวถ้อยคำตรงนี้ นั่นหมายความว่าการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราใช้ในการปกครองประเทศไทย เราอยู่ขณะนี้ ระบบรัฐสภา เมื่อไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายสูงสุดใช้ในการปกครองแล้ว ผมมีคำถามข้อแรก ท่านประธาน

คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะใช้ระบอบการปกครองใดในการปกครองประเทศ เพราะท่านไม่ใช้รัฐธรรมนูญในการปกครอง ถ้าตอบว่า เป็นประชาธิปไตยต้องมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดครับ เมื่อไม่มีกฎหมายสูงสุดท่านจะใช้ระบอบการปกครองใด อันนี้ ต้องตอบผมด้วยนะครับ เพื่อบอกกับพี่น้องประชาชน เพราะเรื่องนี้มีคนสงสัยมาก ไม่ว่าจะคนในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะคนต่างประเทศเขาสงสัยมากว่าประเทศไทย ขณะนี้ปกครองด้วยระบอบอะไร

คำถามอันที่ ๒ ที่ผมบอก เขามีเจตนาที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ยึดอำนาจ มาแล้วไม่ให้เสียของ อยู่มา ๕ ปี ทำรัฐธรรมนูญมารองรับ ทำทุกสิ่งทุกอย่างมารองรับ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ต่อไปได้ ๔ ปี หรือ ๘ ปีต่อไปได้อย่างไรที่คาดการณ์เอาไว้ ก็เลยถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในถ้อยคำนั้น เพื่ออะไรครับท่านประธาน เพื่อคาดหวังว่าเมื่อไม่ได้เข้ารับการทำหน้าที่เพราะถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ครบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ บอกว่า อำนาจของหัวหน้า คสช. และอำนาจ ที่ใช้ทุกอย่างของ คสช. จะดำรงคงอยู่ จะสิ้นสุดลงเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจาก การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้เข้าทำหน้าที่ นั่นหมายความว่า ถ้ามีการเข้าทำหน้าที่ครบ สมบูรณ์เมื่อไร อำนาจ คสช. หมดไป หัวหน้า คสช. ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีหมดไป ม. ๔๔ ที่เคยใช้ ใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน แต่จากการกล่าวถ้อยคำไม่ครบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๖๑ ก็ถือว่ายังไม่ได้เข้าทำหน้าที่ คำถามผมก็ถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่า ท่านต้องการรักษาอำนาจ คสช. อยู่ใช่หรือไม่ ท่านพร้อมจะเอา มาตรา ๔๔ มาใช้ ใช่หรือไม่ แล้วพฤติกรรมในขณะนี้ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา มันเสมือนรัฐบาลประยุทธ์ ๑ เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา ไม่แตกต่างกันเลยครับ เพียงแต่ ไม่ได้ออกประกาศ มาตรา ๔๔ เท่านั้นเอง ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นคำถามอันที่ ๒ ฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบต้องตอบผม โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำกล่าวเอง

คำถามอันที่ ๓ ท่านประธานครับ จากข้อเท็จจริงที่ไม่ถวายสัตย์ กล่าวถ้อยคำ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า ท่านจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พวกเราเองฝ่ายนิติบัญญัติก็กล่าวปฏิญาณตนหน้าสภาแห่งนี้ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เราจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ การทำหน้าที่ของพวกผม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ทุกองค์กร ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ต้องทำตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น ผมกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับ เห็นหน้าท่านยิ้มแล้วผมมีความสุขครับ ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ มีอย่างอื่นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการจะทำหน้าที่ในการตรา พระราชบัญญัติ การจะทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลต้องอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม ตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามเลยว่า ท่านกลัวพวกผมตรวจสอบท่านใช่หรือไม่ เพราะท่านบอกว่า ท่านจะไม่รักษาและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกเว้นบทบัญญัติที่เป็นประโยชน์ กับท่าน ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มแล้วผมมีความสุขมาก ข้อคำถามอันที่ ๓ ของผม ยกเว้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองและคณะรัฐมนตรี นั่นหมายถึง มาตรา ๒๖๕ และบทเฉพาะกาล มีประโยชน์มาก กระบวนการตรวจสอบ ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินที่หนักที่สุด คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ผมก็เลยถามว่า ท่านกลัวพวกผมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านใช่หรือไม่ ถึงกล้าที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ว่าจะไม่รักษาไว้และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งหนึ่งในสภาแห่งนี้สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตกล่าวบุคคลภายนอก ผมก็เป็นสมาชิกอยู่ ท่านประธานก็อยู่ในเหตุการณ์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสมาชิกฝ่ายค้านในขณะนั้นคือ ต้องขออนุญาตครับ เพราะเป็นข้อเท็จจริง ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านได้เป็นผู้นำการอภิปราย เพื่อที่จะไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้อยคำที่ท่านนำเอามาเป็นหลักสำคัญในการอภิปรายคือ ถ้อยคำการถวายสัตย์ ปฏิญาณครับ จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะจงรักภักดี จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เอาขึ้นมาเป็นหลักของการตั้งไว้เลยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมก็เลยมีคำถามว่า ท่านกลัวว่าสภาแห่งนี้จะไม่ไว้วางใจท่านเลยไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมเติมไปในส่วนของการถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรี คือการแถลงนโยบายโดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ในการที่นำมาใช้ ในนโยบาย ท่านประธานครับ ในเอกสารเล่มนี้เป็นเอกสารแถลงนโยบายตรวจสอบดูทั้งหมด นโยบายที่เขียน ๑๒ ด้าน นโยบายหลัก นโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ได้นำเอานโยบายของ พรรคการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลมาร้อยเรียงเขียนเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมเองตรวจสอบย้อนเข้าไป ลึก ๆ มีหน้า ๓๓ และหน้า ๓๔ เขียนเรื่องของงบประมาณเงินที่จะใช้ไว้ ซึ่งการเขียน อย่างนี้ไม่แตกต่างจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ในรัฐธรรมนูญก่อน ฉบับปี ๒๕๖๐ เลย เขียนคล้ายกันครับท่านประธาน ความเห็นของนักวิชาการอย่างน้อย ๓-๔ ท่าน ผมต้องยกเอกสารฉบับนี้มากราบเรียน กับท่านประธาน ขออนุญาตครับที่ต้องแสดง เพราะเป็นความภาคภูมิใจผมในฐานะ เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ที่สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราเอง ได้ผลิตเอกสารให้อย่างครอบคลุม อย่างชัดแจ้ง ใช้อ้างอิงของการอภิปรายของท่านอาจารย์ ปิยบุตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน สืบค้นมาหมดครับ เป็นตัวหนังสือฉบับดั้งเดิมโบราณที่เขียน อยู่ในนี้ สิ่งที่ผมอ้างในเอกสารฉบับนี้มีนักวิชาการอย่างน้อย ๓-๔ ท่าน บอกไว้ชัดเจนครับว่า การแถลงนโยบายครั้งนั้นไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้จริง ๆ บางท่านบางคนสรุปว่า ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เลยเป็นคำถามของผมในเรื่องนี้ว่า ข้อที่ ๑ คณะรัฐมนตรีในฐานะผู้จัดทำนโยบายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำนโยบาย ไปบริหารราชการแผ่นดิน ท่านทราบหรือไม่ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ต้องการอะไร ท่านทราบไหมครับ เมื่อทราบแล้วทำไมท่านไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ กำหนดไว้ เขียนแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ครับ ต้องสอดคล้อง กับหน้าที่รัฐ สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและต้องชี้แจง แหล่งที่มารายได้ของงบประมาณที่จะใช้ หรือเงินที่จะนำไปใช้ในนโยบาย และที่สำคัญครับ ท่านประธาน นอกจากมาตรา ๑๖๒ แล้ว สิ่งที่เป็นคำถามต่อของผมก็คือว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๕๗ ในการจัดทำนโยบายเพื่อจะประกาศ โฆษณาให้กับพี่น้องประชาชนได้ชื่นชอบ นิยมชมชอบได้เลือกพรรคของตัวเอง บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าเป็นนโยบายที่จะต้องใช้เงินในการดำเนินตามนโยบาย พรรคการเมืองต้อง ๑. บอกวงเงิน ให้ชัดเจน การบอกวงเงินพร้อมกับแจงที่มาของรายได้ว่าจะนำมาใช้มาจากที่ไหนอย่างไร ๒. ต้องบอกถึงผลกระทบประโยชน์ที่จะได้รับ ๓. ต้องบอกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เมื่อท่านนำนโยบายมาจากพรรคการเมืองหลายเรื่องที่ประกาศหาเสียงไป ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุท่านก็กำหนดวงเงินเอาไว้ ค่าแรงท่านกำหนดวงเงินเอาไว้ พืชผลเกษตรท่านกำหนดวงเงินไม่หมดครับ นั่นชัดเจนว่าท่านต้องใช้เงิน แต่ในนโยบายนี้ เวลากลับมาเขียนในคำแถลงนโยบายกลับไม่บอกวงเงินที่จะใช้ อย่างโครงการบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐของท่านไม่บอกครับว่าจะใช้วงเงินเท่าไร แล้วมาจากไหน ไม่บอก เพียงแต่บอก คร่าว ๆ ว่าก็ภาษีอากรแค่นี้ครับ อย่างนี้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ หรือครับ ผมก็เลยถามในข้อที่ ๒ ว่าทำไมท่านถึงไม่นำนโยบายของพรรคการเมืองที่เขาทำไว้เรียบร้อย แล้วส่งให้ กกต. รับรองว่ามีกระบวนการชัดแจ้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ ของพรรคการเมือง เขาใช้ประกาศหาเสียงแสดงว่า กกต. รับรองครับ ทำไมท่านไม่หยิบเอา จากตรงนั้นมาประกอบเป็นนโยบายของรัฐบาล หรือว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นไม่ได้ทำ ให้ครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา ๕๗ ถ้าไม่ทำหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ละพรรคก็ต้องรับผิดชอบครับ ต้องชี้แจงให้สภาแห่งนี้รับทราบด้วยนะครับว่าทำไม ท่านถึงไม่ทำในเรื่องของการแสดงที่มาของรายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาผมจะหมด ผมขออนุญาตสรุปเป็นข้อเสนอแนะที่จะบอกท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไป

ในข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องยึดมั่น จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างจริงจัง จริงใจ ผมไม่ถกเถียงหรอกครับว่ามีบางคน มาบอกว่าจงรักภักดีเป็นที่ประจักษ์มากกว่าคนอื่นเขา แต่ท่านต้องจริงใจครับ อย่าได้เอาเรื่อง เหล่านั้นมาแอบอ้างเป็นประโยชน์ทางการเมือง อันนั้นข้อเสนอแนะผม ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ท่านต้องกลับไปยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามหลักนิติธรรมครับ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ หลักกฎหมายเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน

ข้อที่ ๓ ที่เป็นห่วงที่สุดและผมได้ตั้งคำถามไว้ ท่านต้องไม่กลับไปใช้อำนาจ ของ คสช. และหัวหน้า คสช. ในการมาปกครองประเทศ ถ้าท่านแอบอ้างอย่างนั้นนะครับ ผมว่าบ้านเมืองเราไปไม่ได้ เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้ว เสมือนกับที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป

และข้อที่ ๔ มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องเสนอแนะผ่านท่านประธานไป ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองครับต้องปรับปรุงแก้ไขตัวท่านให้เป็นที่ยอมรับนับถือ มีความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน เหตุที่ผมยกเรื่องนี้มา ตัวอย่างง่าย ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธาน เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐบาลได้ออกรายการ ทีวี (TV) ช่อง ๙ เปิดรับบริจาคช่วยภัยน้ำท่วม ๓ ทุ่มผ่านไปยอดเงินที่ได้รับ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ๒๓๐ ล้านบาท ถามว่าแตกต่างจากคนที่เขาอุทิศตัวคนหนึ่งนะครับ ในการรับบริจาคช่วย พี่น้องชาวบ้านอย่างไร ตัวเลขใกล้เคียงกันมากครับ จริงอยู่ท่านอาจจะใช้เวลาวันเดียว แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดครับท่านประธาน คนที่บริจาคคนที่ไม่มีส่วนร่วมครับ ของท่าน เป็นหน่วยงานราชการ เป็นกระทรวง ทบวง กรม

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หมอเอาไว้อีกวาระ เถอะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานครับ นี่คือความเชื่อมั่นที่ผม จะแนะนำท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะชี้ให้เห็นว่าถ้าท่านไปปรับปรุงแก้ไขเรื่องความเชื่อมั่นแล้ว ทุกอย่างจะกลับคืนมาได้ ท่านต้องไปสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เอาเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

และสิ่งที่ผมจะแนะนำเป็นเรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ คือกลับไปทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถวายสัตย์ ปฏิญาณ หรือการชี้แจงที่มารายได้ของงบประมาณ วิธีการครับ วิธีการที่จะทำให้ถูกต้อง ทำได้หลายอย่างผมให้เป็น กราบเรียนท่านประธาน ก ข ค ก็แล้วกันครับ เดี๋ยวท่านประธาน จะบอกว่าผมไปไล่ท่านนายกรัฐมนตรีออก

ข้อ ก ท่านนายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรีทั้งคณะเลยครับ ๓๕ ตำแหน่ง ปรับเลยครับ จะใช้คนเดิมก็ได้ผมไม่ได้ว่าครับ เหตุผลที่ผมพูดอย่างนี้แนะนำท่านอย่างนี้ มันอาจจะไม่ชอบนักนะครับ อาจจะทำได้ยาก แต่ง่ายที่สุดสำหรับท่านครับ เพื่อที่จะได้นำ คณะรัฐมนตรีไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่โดยไม่ต้องรบกวนเบื้องพระยุคลบาทที่จะขอ พระราชทานพระราชวโรกาสจากพระองค์ท่าน ถ้าไปขอใหม่เป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท ทำอย่างนี้ง่ายที่สุดครับ ท่านทำพรุ่งนี้ก็ได้ หลังจากนั้นก็เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทุกอย่างกลับมาสู่ภาวะปกติและท่านก็ออกมติคณะรัฐมนตรีหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไปดำเนินการในสิ่งที่ท่านกระทำมาตั้งแต่เริ่มถวายสัตย์ปฏิญาณ แถลงนโยบาย แล้วก็บริหาร ราชการแผ่นดินให้กลับมาถูกต้องเหมือนที่ท่านอาจารย์ปิยบุตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน แนะนำเสีย ผมว่าก็เรียบร้อย

ข้อ ข ผมมี ๒ ชอยซ์ (Choice) ครับท่านประธาน ขออภัย ๒ ทางเลือก การลาออกผมไม่ได้ไล่นะครับ ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่จะเข้าสู่กระบวนการการถวายสัตย์ปฏิญาณ ใหม่ได้ เพียงแต่ยุ่งยากที่จะต้องมาเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ในรัฐสภา แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีใหม่ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง แล้วแต่ท่านจะเลือกครับว่าอันไหนถูกที่สุดสำหรับท่าน แต่ถูกที่สุดสำหรับ พี่น้องประชาชน ท่านต้องรีบทำ ต้องรีบแก้ไข เพราะบ้านเมืองเราจะไปไม่ไหวแล้ว ถ้าท่านยัง เป็นนายกรัฐมนตรีที่จะอยู่ลักษณะอย่างนี้ บอกว่าฉันทำถูกต้องแล้วโดยที่ทุกคนไม่ยอมรับนับถือ วิกฤตศรัทธาครับ สร้างศรัทธาใหม่ครับท่านนายกรัฐมนตรี ไม่สายครับ ผมชอบใจเวลาเห็น ท่านยิ้มท่านมีความจริงใจมาก ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มกับพี่น้องประชาชน กับพวกเรา ตลอดไปครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณหมอมากครับ ก็ถือว่าเป็นคำแนะนำนะครับ ท่านต่อไป นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ขอร่วมอภิปรายทั่วไปในครั้งนี้เพื่อเป็นการซักถามข้อเท็จจริง และเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรี สำหรับการซักถามข้อเท็จจริง คำถามที่ดิฉันต้องการจะถาม ท่านประธานสภาผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เป็นคำถามแบบปรนัย คำถามของดิฉันก็คือว่า ท่านจะเลือกตอบข้อใดต่อไปนี้ในกรณีที่ท่านไม่ได้แถลงถึงแหล่งที่มาของรายได้ในการดำเนิน นโยบายในการแถลงนโยบายที่ผ่านมา ตัวเลือกก็คือ ข้อ ๑ ท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง เพราะไม่เคารพประชาชนและรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๒ ซึ่งทางท่านเองก็ร่างเองมากับมือ ข้อ ๒ ท่านมีเจตนาหลีกเลี่ยงเพื่อปกปิดสถานการณ์ทางการคลังบางอย่าง หรือข้อ ๓ ท่านไม่ได้มี เจตนาที่จะหลีกเลี่ยง แต่เพราะว่ามัวแต่เจรจาต่อรองในการตั้งรัฐบาลจนทำให้หลงลืม ที่จะระบุรายละเอียดสำคัญที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันจะขอคำตอบต่อไป แต่ก่อนที่จะ รับฟังคำตอบ ดิฉันขอให้ข้อเสนอแนะดังนี้ว่า ทำไมแหล่งที่มาของรายได้จึงมีความสำคัญ แหล่งที่มาของรายได้ในการดำเนินนโยบายจะเป็นตัวที่จะเป็นหลักประกันถึงความเพียงพอ ของงบประมาณที่นำไปใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการการันตีว่านโยบาย ทั้งหมดที่พวกท่านได้แถลงมานั้นจะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น จากการแถลง นโยบายรอบที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงว่าคำแถลงนโยบายนั้นก็คือ กัฟเวิร์นเมนต์ โพลิซี สเตตเมนต์ (Government Policy Statement) มันคือ จีพีเอส (GPS) ที่จะบอกว่าจุดหมาย ของรัฐบาลท่านนั้นจะไปที่ไหน จะใช้เวลาเดินทางไปถึงเป้าหมายนั้นเป็นเวลาเท่าไร และจะ เดินทางไปด้วยวิธีการใด ซึ่งสามารถนำมาใช้กับนโยบายการคลังด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อองค์ประกอบที่ครบสมบูรณ์ ไม่ใช่เฉพาะแหล่งที่มาของรายได้เท่านั้นที่จะต้องมีการกล่าวถึง ไม่ใช่เฉพาะเหตุผลความจำเป็นที่เป็นการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและแนวนโยบายแห่งรัฐ เท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อประกอบให้เห็นว่าแหล่งที่มาของรายได้ ที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร จะต้องบอกรายละเอียดดังต่อไปนี้ เพราะว่าจะบอกแหล่งที่มา รายได้ไม่ได้เลย ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร ดังนั้นนอกจากยอดรวมงบประมาณรายจ่าย ที่ท่านได้ระบุไว้แล้วว่าจะใช้งบประมาณเฉลี่ยประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท ตลอดเวลา ที่เป็นคณะรัฐบาล ก็จะต้องมีบอกด้วยว่าสัดส่วนของงบประมาณที่ใช้ในแต่ละด้านนั้น เป็นเท่าไร เพื่อแสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับโครงการหรือนโยบายใดมากน้อยไปกว่ากัน จะต้องบอกวงเงินงบประมาณของนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้ทราบว่าจะต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมเกิดขึ้นหรือไม่ในกรณีที่ต้องดำเนินนโยบาย เร่งด่วนให้เสร็จสิ้น ถ้าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่จะหาได้ ก็ต้องบอกว่าจะหาเงินที่ไหนมา ต้องมียอดเงินกู้ยืมชดเชยขาดดุลว่าจะเป็นเงินเท่าไร ต้องมีบอกสัดส่วนการลงทุนที่เป็น พับลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Private Partnership) หรือ พีพีพี (PPP) ต่อการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไร ต้องมีเหตุผลประกอบว่าจะใช้จ่าย เงินมากหรือว่าใช้จ่ายเงินน้อย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ชัดเจนไปกว่า ที่ได้แถลงนโยบายไว้ ยกตัวอย่าง เช่น เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ชะลอตัว จึงต้องดำเนินนโยบาย ขาดดุลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง หรือต้องบอกว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงดำเนินนโยบาย ขาดดุลลดลง และจะเข้าสู่ช่วงนโยบายการคลังสมดุลในอีกกี่ปีข้างหน้าก็ว่าไป หรือปัญหา สังคมผู้สูงอายุทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนของงบประมาณในด้านสวัสดิการสังคมที่ดูแล ผู้สูงอายุ หรือต้องมีเหตุผลประกอบ อย่างเช่น ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศทำให้รัฐบาลจำเป็น ต้องกันเงินสำรองใช้จ่ายสำหรับการบรรเทาสาธารณภัยแบบนี้ เป็นต้น เพื่อเป็นการประกอบ ที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณและแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็นจะต้อง ละเอียดเท่ากับคำแถลงประกอบงบประมาณนะคะ ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศก็ทำกัน หลายประเทศจะมีธรรมเนียมของการแถลงนโยบาย แล้วก็ให้รายละเอียดของนโยบาย การคลังอย่างชัดเจน อย่างเช่น ประเทศอังกฤษหรือว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ ในบางประเทศ กำหนดไว้ว่าการแถลงนโยบายจะต้องมีการแถลงงบประมาณโดยละเอียดด้วยเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ประเทศเบลเยียม ส่วนในรายละเอียดของนโยบายการคลังหรือว่างบประมาณที่มี การพูดถึงในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีการพูดถึงเรื่องวงเงินงบประมาณ โดยเฉพาะ นโยบายเร่งด่วน อย่างรัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เพิ่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไปก็บอกว่า นโยบายเร่งด่วน ๕ ด้านนั้นจะต้องมีวงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าไร เพื่อให้เราจะได้ทราบว่า แพ็กเกจ (Package) นโยบายต่าง ๆ ที่พูดมาทั้งหมดนั้นจะต้องใช้เงินไปเท่าไร และใช้เพิ่ม หรือลดลงจากปกติเป็นอย่างไร มีการพูดถึงเรื่องอัตราภาษีต่าง ๆ ว่าจะเพิ่มอัตราภาษีตัวไหน จะลดภาษีตัวไหน ผลต่อประมาณการรายได้จะเป็นเท่าไร ผลกระทบสุทธิแล้วจะทำให้รายได้ ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร และสุดท้ายประชาชนกลุ่มใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ จากมาตรการทางการคลังและมาตรการภาษีที่ว่ามา

ในเอกสารแถลงนโยบายก็มีพูดเรื่องของการปรับอัตราภาษี แต่ว่าก็ไม่ได้บอก ด้วยซ้ำว่าจะเพิ่มหรือว่าจะลด ท่านประธานที่เคารพ ตามมาตรา ๕๗ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ก็มีพูดว่านโยบายที่พรรคการเมืองจะสามารถใช้ ในการโฆษณาหาเสียงได้ต้องระบุอะไรบ้าง ๑. วงเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ ๒. ที่มาของ รายได้ ๓. ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ๔. ผลกระทบและความเสี่ยง การเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองต้องกลืนเลือด ต้องกัดปากตัวเองแล้วก็กลืนเลือดเพื่อที่จะบอก แหล่งที่มาของงบประมาณ พูดว่าจะต้องได้งบประมาณมาจากไหน โดยต้องพูดนโยบาย ที่อาจจะทำให้ตัวเองเสียคะแนนเสียง ยกตัวอย่าง เช่นพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการบอกว่า จะต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของรัฐบาล พูดว่ามีการลดงบกลาง มีการเก็บภาษีที่ดิน ทรัพย์สินที่มีการประเมินราคาตลาดที่แท้จริง มีการเก็บภาษีจากธุรกิจ ในตลาดหลักทรัพย์ เก็บภาษีการค้าและแวต (VAT) จากกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่ได้รับ ผลประโยชน์จากธุรกิจประเภทใหม่ พรรคภูมิใจไทยค่ะท่านประธาน ก็ต้องยอมบอกว่าจะลด ค่าใช้จ่ายของกองทุน สปสช. ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาเป็นค่าตอบแทน ที่เพิ่มขึ้นของ อสม. พรรคอนาคตใหม่เองก็ต้องกลืนเลือดเสนอให้เพิ่มอัตราภาษีที่ดิน ลดสิทธิประโยชน์ บีโอไอ (BOI) ลดสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตัดงบกองทัพ ตัดงบกลาง แล้วก็ตั้งเป้าลดรายจ่ายประจำของรัฐบาล แต่ก็มีบางพรรคที่ประกาศนโยบาย ที่ลดแลกแจกแถม แต่ว่าไม่ได้มีการชี้แจงว่าจะหารายได้อย่างไร การกระทำเหล่านี้ของ พรรคการเมืองนั้นต้องใช้ความกล้าหาญ ต้องมีความซื่อตรงต่อประชาชน ไม่โกหกว่าวงเงิน งบประมาณจากนโยบายที่เราเสนอไปนั้นเป็นเท่าไร และเราจะหาเงินมาจากไหน แล้วเรา ก็ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ท่าน หลีกเลี่ยงเพราะท่านจงใจที่จะไม่เคารพประชาชนหรือไม่เคารพรัฐธรรมนูญที่ท่านร่าง มาเองกับมือ

ข้อสงสัยข้อที่ ๒ ก็คือว่าหรือว่าท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงปกปิดข้อเท็จจริง ความผิดปกติบางอย่างในส่วนรายได้รัฐหรือไม่ ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังในตอนนี้ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามีความเป็นไปได้ด้วยเช่นเดียวกันว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ๕ ปีมีปัญหาในการ จัดเก็บรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรับเป้าให้ต่ำอย่างไรก็ยังพลาด ยกตัวอย่าง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในปี ๒๕๖๑ เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวค่อนข้างดี อย่างที่เราทราบ กันว่า จีดีพี (GDP) เกิน ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนั้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังพลาดเป้า ปีนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มก็พลาดเป้าไปแล้ว ๑๑ เดือนแรก ๒.๒ หมื่นล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี ๒๕๖๑ ก็หลุดเป้าด้วย เช่นเดียวกัน ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก อย่างเช่น รายได้จากการประมูลสัมปทานคลื่นความถี่โทรคมนาคม ซึ่งปกติแล้วจะอยู่ในประมาณการรายได้ที่ท่านจะนำมาใช้ได้ แต่ด้วยความที่ท่านไปยืดหนี้ ให้กับเขา ด้วยมาตรา ๔๔ รายได้ตรงนี้ก็จะหายไปอีก รายได้จากการค้าการลงทุนที่ท่านได้มี พูดถึงไว้เล็กน้อยในการแถลงนโยบายว่าจะสามารถนำมาซึ่งเงินตราเข้าประเทศและจะ กลับกลายมาเป็นภาษีให้พวกเราได้นำมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่าท่านก็ไป ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเขาเป็นเวลา ๘ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ภาษีส่วนนี้เราก็คงจะเก็บ เข้ามาไม่ได้ ส่วนแรงงานต่างด้าวแบบมีทักษะสูง ท่านก็ไปเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในอัตราเพียงแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เรา ๆ ท่าน ๆ นั้นจะต้องจ่ายในอัตราสูงสุดถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านอาจจะมีปัญหากับการจัดเก็บรายได้ภาษีตัวใหม่ ๆ ก็ได้ เพราะว่า กระทรวงการคลังนั้นได้มีการประมาณการไว้ว่า ในปี ๒๕๖๔ ท่านจะต้องเก็บรายได้จากภาษี ที่เรียกว่า ภาษีอีบิสซิเนส (e-Business) หรือว่าภาษีจากธุรกิจที่เป็นธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่ทราบว่าจะออกกฎระเบียบออกมาได้บังคับใช้ทันหรือไม่ และถ้าไม่ทันนั้นในปี ๒๕๖๔ เราจะมีรายได้จากภาษีเพียงพอหรือไม่ อาการของการที่สถานการณ์ทางการคลังไม่สู้ดี แล้วอาจจะจัดหารายได้ได้ไม่เพียงพอยังปรากฏอยู่ในรูปแบบของการล้วงเงินสะสมของ กองทุนต่าง ๆ ที่มีสภาพคล่องสูง ที่โดนกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนคนพิการ ก็ไปล้วงของเขานะคะ ล่าสุดเงินสะสมของท้องถิ่นก็จะมีการออกประกาศให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้นมีอำนาจมาอนุมัติในการใช้เงินสะสมของท้องถิ่นอีก แบบนี้มัน สามารถประมาณการได้ว่าสถานการณ์ทางการคลังของเราไม่สู้ดีหรือไม่ หลาย ๆ มาตรการ ที่ท่านออกมาแล้วว่าจะช่วยหารายได้ให้กับรัฐบาลนำมาใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะกองทุน โครงสร้างพื้นฐาน อย่าง ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future fund) ซึ่งท่านก็ ระดมทุนมาได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นมูลค่า ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าตอนนี้เงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นก็ยังกองอยู่นิ่ง ๆ โครงการทางด่วนดาวคะนอง-พระราม ๓ ที่ประมูลเสร็จแล้ว ตอนนี้บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้ประกาศผล ดอกเบี้ยมันก็เดินทุก ๆ วัน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และถ้าการก่อสร้างยิ่งล่าช้าออกไปก็จะ กระทบกับกระแสรายได้ที่จะต้องนำไปเป็นผลตอบแทนแล้วก็คืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนของ กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future fund) ด้วย สุดท้ายดิฉันไม่ทราบว่า ท่านจะหาทางออกอย่างไรกับสถานการณ์งบประมาณแบบนี้ ท่านจะเลือกวิธีการที่จะตั้ง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเหมือนที่ท่านทำมา ๓ ปีต่อเนื่องกัน ก็บอกเลยว่า การผ่านงบกลางปีในสภาแห่งนี้ก็จะไม่ง่ายนักเหมือนกับที่ท่านทำกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือว่าท่านจะใช้วิธีที่ท่านคุ้นเคยก็คือข้ามขั้นตอนของสภานี้ไปเลย และใช้นโยบาย กึ่งการคลังแบบที่ผ่าน ๆ มา ก็คือให้รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น ออกเงินในการใช้ดำเนินนโยบายไปก่อน แล้วค่อยไปตั้งงบใช้หนี้คืนในปีงบประมาณต่อ ๆ มา แบบนี้สภาก็จะไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณที่ท่านใช้ไปกับการดำเนินนโยบายนั้น ๆ ได้ เพราะว่าเมื่อไรที่เป็นการตั้งงบใช้หนี้คืนนั้น สภาไม่มีสิทธิแม้แต่จะตัดงบประมาณเลยค่ะ ตามมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ หรือท่านจะใช้วิธีการนี้ค่ะ เป็นงบประมาณแบบเงินผ่อน ใช้ไปก่อนผ่อนทีหลัง โดยการก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ผ่านมามีการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เฉพาะในงบประมาณนี้ก่อหนี้ไปแล้วคิดเป็นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ส่วนการก่อหนี้ผูกพันนอกงบประมาณนั้นก็มีปัญหาเดียวกัน ล่าสุดกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ท่านอนุมัติเอง ท่านก็ขยายเองด้วย สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันนอกงบประมาณมีการแก้ไข ระเบียบเพื่อยกเพดานขึ้นจาก ๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับการก่อหนี้ผูกพัน นอกงบประมาณ หลักฐานเหล่านี้มันชวนให้เราคิดต่อว่าการที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่มาของรายได้นั้น ก็อาจจะเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะปกปิดความผิดปกติเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการคลัง ของประเทศหรือไม่ ก่อนจะจบดิฉันขอย้ำคำถามอีกครั้งว่า ดิฉันไม่ได้มาฟังวันนี้ว่าแหล่งที่มา ของรายได้มาจากไหน แต่ดิฉันต้องการคำตอบว่าท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือไม่ หรือไม่ได้มีเจตนา ส่วนเรื่องนี้จะจบอย่างไรจะถูกส่งไปยังองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีในอนาคต เมื่อไรจะต้องมาแถลงนโยบายก็ขอให้มี การแจกแจงแหล่งที่มาของรายได้ วงเงินงบประมาณ มีความจำเป็นเรื่องของเหตุผล และความจำเป็น ต้องระบุให้ชัดเจน สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็ขออนุญาตให้ท่านเตรียมตัว แก้มือได้ตอนแถลงงบประมาณที่จะมาถึง เพราะว่าในครั้งนี้เราจะมีพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งตามมาตรา ๑๐ นั้นมีการระบุรายละเอียด อยู่แล้วค่ะว่าในการงบประมาณประจำปีที่ต้องเสนอรัฐสภานั้นจะต้องมีเอกสารประกอบ มากถึง ๘–๙ รายการ ซึ่งก็ขอวิงวอนไปยังขอสรุปอีกนิดหนึ่งค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ คุณศิริกัญญานะครับ หมดเวลานะครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอสรุปอีกนิดหนึ่งว่า ขอวิงวอนไปยังคณะรัฐมนตรีที่จะมาแถลงงบประมาณว่าจะต้องจัดเตรียมเอกสารต่าง ๆ แล้วก็นำมาเสนอต่อสภาแห่งนี้อย่างครบถ้วน ไม่อย่างนั้นเราคงต้องมีการกระทำ การอภิปราย ทั่วไปแบบนี้เกิดขึ้นอีก ขอบพระคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ครับ สำหรับท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ท่านได้ขออนุญาตนำเสนอ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วก็วิดีโอ (Video) ตามที่เสนอมา ประธานได้อนุญาตแล้ว เชิญครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและคณะ รวมทั้ง กระผมได้เสนอไว้โดยมีประเด็นในการอภิปราย ๓ ประเด็นด้วยกัน ๑. ความสำคัญของการ ถวายสัตย์ปฏิญาณโดยสังเขป ๒. ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และการปรับข้อเท็จจริงให้เข้า กับข้อกฎหมาย ๓. ข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะเข้าประเด็นแรก กระผมขอให้ความเห็นกรณี มีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลท่านหนึ่งได้อภิปรายว่า กระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเขต พระราชอำนาจนั้น กระผมมีความเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง ก่อนหน้านี้มีผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ท่านหนึ่ง ขออนุญาต ไม่เอ่ยนาม ท่านได้เตือนสติทุกฝ่าย อย่าเอาพระราชดำรัสในวันถวายสัตย์ปฏิญาณไปตีความ เป็นพระบรมราชวินิจฉัย เพราะองค์พระประมุขของเราทรงอยู่เหนือการเมือง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเริ่มในประเด็นแรก ความสำคัญของ การถวายสัตย์ปฏิญาณ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒ และมาตรา ๕ ท่านประธานที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นแบบพิธี ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมขอเน้นนะครับ เป็นแบบพิธีทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและเป็น บทบังคับตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ คณะรัฐมนตรีต้องกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับ หน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติจะใช้อำนาจไม่ได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดถ้อยคำถวายสัตย์ ปฏิญาณหรือข้อความไว้ด้วยว่า ถ้อยคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติในมาตรา ๑๖๑ ซึ่งกระผมจะไม่ขอลงรายละเอียด เพราะมีผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วจะได้เป็นการประหยัดเวลา

ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเข้าประเด็นที่ ๒ เลย ข้อกฎหมายและ ข้อเท็จจริงรวมทั้งการปรับข้อเท็จจริงในการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีให้เข้ากับ ข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ซึ่งท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้ยกขึ้นมากล่าวไปแล้ว กระผมก็จะไม่นำมากล่าวอีก แต่จะย้ำให้เห็นว่า ถ้อยคำที่ท่านนายกรัฐมนตรีตัดออกไปคือ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการนั้นมีความสำคัญยิ่ง ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญคงไม่บัญญัติไว้ และที่สำคัญองคมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการต่างต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำนี้ เฉพาะพระพักตร์ก่อนเข้ารับหน้าที่ด้วยเช่นกัน ถือเป็นรัฐธรรมนูญบัญญัติ ไม่ใช่เพียงแต่ ปฏิบัติตามขั้นตอนเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีพยานสำคัญเป็นพยานปากเอกก็ว่าได้ สาเหตุที่กล่าวว่าเป็นพยานสำคัญเพราะเป็นพยานจากฝ่าย พลเอก ประยุทธ์เอง ซึ่งถ้ามีการ พิจารณากันในศาลพยานปากนี้จะมีความสำคัญยิ่ง มีน้ำหนักที่ศาลจะรับฟัง พยานปากเอก ท่านนั้นท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วคือ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนบทความ หลังม่านการเมือง มีสาระ เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพราะมีประสบการณ์ในการแนะนำ คณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายชุด ในรายละเอียดผมก็จะไม่นำมากล่าวซ้ำอีก แต่ที่จะนำมากล่าวย้ำ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงความน่าเชื่อถือก็คือ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม เขียนบทความ ในขณะที่ยังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ถือได้ว่ามีความเป็นกลาง น่าจะน่าเชื่อถือกว่า ในปัจจุบันที่อาจถูกกล่าวหาได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๑ ท่านประธานที่เคารพครับ

ทีนี้มาถึงประเด็นข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต่อสาธารณะโดยรับในข้อเท็จจริงว่า ผมไม่ได้มีเจตนา จะทำให้ผิด เขาดูกันที่เจตนาพร้อมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเมื่อ พลเอก ประยุทธ์ รับในข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วก็ต้องตัดประเด็นการสืบในข้อเท็จจริงออกไป และเมื่อนำมา ปรับเข้ากับข้อกฎหมาย คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ เท่ากับ พลเอก ประยุทธ์กระทำการ ขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ผลก็คือการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นใช้บังคับมิได้ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ได้บัญญัติไว้ว่า การกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีข้อพิจารณาสำคัญที่จะโยง ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์จงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเป็นอาจิณ ผมเน้นว่า เป็นอาจิณ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ที่ พลเอก ประยุทธ์ตัดทิ้งไปไม่ได้กล่าวถึง คำสัตย์ปฏิญาณในส่วนนั้น กระผมขอยกตัวอย่างการจงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ เป็นอาจิณเพียงตัวอย่างเดียว เพราะเวลาถูกตัดไปเยอะนะครับ ขอยกตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียว เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแถลง นโยบายรัฐบาลต่อสภาในวันที่ ๒ ในวันนั้น พลเอก ประยุทธ์ได้ตอบคำถามสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร มีข้อความตอนหนึ่งว่า ผมมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจ คืออำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ อ่านกฎหมายกันเป็นบ้างไหม ท่านประธานที่เคารพ คำกล่าวของ พลเอก ประยุทธ์ดังกล่าว กล่าวในที่ประชุมสภาและถ่ายทอดทีวี (TV) ไปทั่วประเทศ ที่สำคัญคำกล่าวนั้นส่อว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อย่างชัดเจนที่สุด ไม่มีอะไรจะชัดไปกว่านี้อีกแล้ว ชัดอย่างไรครับท่านประธาน มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้ อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นคำกล่าว ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่า ท่านมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตยนั้น จึงส่อว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อีกมาตราหนึ่งอย่างชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้อง ประชาชนที่ติดภารกิจไม่ได้ติดตามการแถลงนโยบายรัฐบาลซึ่งถ่ายทอดสดในวันนั้น อาจจะหาว่าผมกล่าวขึ้นลอย ๆ จึงขออนุญาตท่านประธานเปิดคลิป (Clip) คำตอบของ ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งกระผมได้ขออนุญาตไว้แล้ว และท่านประธานได้อนุญาต เชิญรับชม คลิป (Clip) ใช้เวลา ๒๘ วินาที เชิญเปิดคลิป (Clip) ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ท่านประธานที่เคารพครับ คงได้ชมได้ฟัง กันอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ท่านกล่าวจริง ๆ ว่าท่านมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล แต่ในข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไม่มีใครอยู่เหนือ รัฐธรรมนูญได้ ที่ พลเอก ประยุทธ์เห็นว่าตนเองมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย เพราะคิดว่าตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ จึงขอถามคำถามไปยัง พลเอก ประยุทธ์ว่าท่าน คิดว่าท่านเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ ถ้าคิดว่าใช่ มีระยะเวลาในการเป็นรัฏฐาธิปัตย์จาก วันไหนถึงวันไหน สิ้นสุดวันไหน แต่กระผมมั่นใจว่าวิญญูชนโดยทั่วไปเห็นว่าในขณะที่มี การพิจารณาคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ท่านได้ตอบคำถาม ในวันนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว พลเอก ประยุทธ์จึงต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนคนไทยทั่วไป ท่านไม่มี อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญท่านไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะท่านยอมรับโดยปริยายอยู่ใต้รัฐธรรมนูญในการรับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปแล้ว ดังนั้นการที่ พลเอก ประยุทธ์กล่าวว่าตนเอง อยู่เหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เป็นตัวอย่างสำคัญ อีกตัวอย่างหนึ่ง พวกกระผมจึงสงสัยที่ท่านถึงไม่กล้ากล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณในถ้อยคำว่า จะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เพราะท่านกระทำการขัด รัฐธรรมนูญเป็นอาจิณนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่ พลเอก ประยุทธ์ จงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญแต่ต้องตัดออกไป เพราะเวลาจำกัดดังที่กล่าวแล้ว เช่น การวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองในการสรรหา ส.ว. เป็นต้น เพื่อให้กลับมาเลือกตนเอง เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในการพิจารณาประเด็นใดก็ตามต้องพิจารณาข้อมูล ทั้ง ๒ ด้าน เพื่อความเป็นธรรมกับท่าน พลเอก ประยุทธ์ ลองมาฟังข้อต่อสู้ของ พลเอก ประยุทธ์ ซึ่งกล่าวต่อสาธารณะในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ท่านยกข้อต่อสู้ดังนี้ครับ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ พลเอก ประยุทธ์ได้ยกข้อต่อสู้ว่า ผมไม่ได้มีเจตนากระทำผิด กระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว จนท้ายที่สุดองค์พระประมุขทรงมี พระบรมราโชวาทและทรงพระราชทานพร ถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนสมบูรณ์ ตามขั้นตอนแล้วนั้น ข้อต่อสู้นั้นฟังขึ้นหรือไม่ กระผมเห็นว่าทั้งในทางการเมือง ทั้งในทาง จารีตประเพณี และในบทบังคับรัฐธรรมนูญบัญญัติ ข้อต่อสู้นั้นไม่อาจฟังขึ้น กล่าวคือ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นแบบพิธีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นบทบังคับตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติ ซึ่งกระผมได้กล่าวไว้แล้ว คงไม่ไปอธิบายซ้ำ

ประการที่ ๒ พลเอก ประยุทธ์ยกข้อต่อสู้ว่า ไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น ฟังขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบเคียงกับเจตนาในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ซึ่งแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือเจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผล พฤติกรรมที่ พลเอก ประยุทธ์หยิบกระดาษที่พิมพ์คำถวายสัตย์ปฏิญาณออกจากกระเป๋าเสื้อ แสดงว่าตั้งใจ เตรียมการมาด้วยตนเองเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ไม่ได้อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณ จากสมุดปกหนังสีน้ำเงินที่ข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำ ดังนั้น การอ้างไม่มีเจตนาฟังขึ้นหรือไม่ วิญญูชนทั่วไปคิดได้ ว่านี่คือเจตนาประสงค์ต่อผล แต่หาก จะยืนยันว่าได้กระทำไปโดยไม่มีเจตนา การกระทำนั้นก็น่าจะเข้าข่ายเป็นการกระทำ โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งถ้าเทียบเคียงในทางอาญาก็มีความผิดทางอาญา ได้อยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น นายพรานเข้าป่าไปล่าสัตว์ เห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในพงป่าคิดว่า เป็นสัตว์ป่า จึงยิงปืนไป ปรากฏที่ว่าเป็นเงาตะคุ่ม ๆ นั้นเป็นชาวบ้านกำลังเก็บเห็ด ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกปืนยิง นายพรานย่อมได้รับโทษในทางอาญา แม้ไม่ได้มีเจตนา จะอ้างว่าไม่มีเจตนาอย่างไรก็ตาม แต่เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กระผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือหลักธรรมาภิบาล และมาตรฐานจริยธรรมของ ผู้บริหารบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี อันจะเป็นการ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ กระผมเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด การถกเถียงกัน ในข้อกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าในการถวายสัตย์ปฏิญาณมิได้กระทำการ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ พลเอก ประยุทธ์ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ทางการเมืองในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้เลย ทั้งเป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม เป็นเรื่อง จารีตประเพณี ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งต้องถวายความจงรักภักดีให้เป็นที่ประจักษ์

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะของกระผมก็คือ บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมานานมากนับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณ ในทางการเมืองเมื่อกระทำการ ขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง คนเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง พลเอก ประยุทธ์จึงควรกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษา เกียรติยศตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลให้ได้รับความเชื่อมั่นสืบไป ที่สำคัญ เพื่อปกป้องสถาบันและรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้บริหารประเทศให้อนุชนรุ่นหลังได้ยึด เป็นแบบอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากจะยกตัวอย่าง พันท้ายนรสิงห์ที่สละชีพ เพื่อรักษาจารีตประเพณีในการถวายความจงรักภักดี คนรุ่นใหม่อาจจะเห็นว่าเป็นตำนาน โบราณไป แต่ถ้าเราไม่หันไปมองคนรุ่นบรรพบุรุษที่สร้างบ้านแปงเมืองมา ล้วนแล้วแต่ เสียสละทำให้เราเป็นไทยอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นเราจึงควรสร้างตัวอย่างที่ดีให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษา กระผมได้อภิปรายมาพอสมควรแก่เวลา อยากจะกราบเรียนในช่วงท้ายว่ากระผม ได้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นจะต้องทำงาน การเมือง รักษากฎเกณฑ์กฎหมายบ้านเมือง รวมทั้งตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของ ผู้บริหารประเทศเพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นประเทศ ไม่ได้มีเจตนาร้ายในทางส่วนตัว ต่อท่าน พลเอก ประยุทธ์แต่อย่างใด จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบถึงเจตนาสุจริตของกระผมในการอภิปรายครั้งนี้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านชวลิตครับ ต่อไปเชิญนางสาวจิราพร สินธุไพร ครับ เชิญครับ

นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน จิราพร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นดิฉันต้อง ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสดิฉันได้อภิปรายในญัตติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งวันนี้มีประเด็นที่อยู่ใน ความสนใจของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ การอภิปรายของดิฉันในวันนี้ไม่ได้เพื่อตัดสินว่า นายกรัฐมนตรีกระทำผิดข้อกฎหมายหรือไม่ แต่ดิฉันกำลังจะชี้ให้เห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามมาตรา ๑๖๑ และยังกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญอีกครั้ง ด้วยการแถลงนโยบายโดยไม่ชี้แจงที่มาของรายได้ตามมาตรา ๑๖๒ ดิฉันจะชี้ให้ท่านเห็นว่า การที่ท่านไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ มาตรานี้จะส่งผลกระทบร้ายแรง ต่อประเทศอย่างไร และในตอนท้ายดิฉันมีคำถามสำคัญถึงท่านนายกรัฐมนตรีขอให้ท่าน ตอบคำถามนี้ต่อสภาแห่งนี้ และดิฉันคิดว่าท่านจะไม่ตอบคำถามนี้ไม่ได้ค่ะ ท่านประธาน ที่เคารพ การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ยืนยันว่าจะรักษาและปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ประชาชนไม่อาจมีหลักประกันได้เลยว่านายกรัฐมนตรีจะบริหาร ราชการแผ่นดินภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และท่านก็ได้แสดงให้เห็นแล้วผ่านการแถลงนโยบายซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๖๒ ที่วางหลัก ไว้ว่าคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้อง สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ รัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งต้องสอดคล้องกับ หน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันขอขีดเส้นใต้เน้น ๆ ที่คำว่า ต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย ซึ่งหากเรา ย้อนไปดูการแถลงนโยบายในครั้งนั้น และเอกสารคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีฉบับนี้ ดิฉันได้อ่านอย่างถี่ถ้วนก็ไม่ปรากฏว่ามีการระบุถึงงบประมาณและที่มาของงบประมาณที่จะ ใช้ในการดำเนินนโยบาย และดิฉันเชื่อว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา รู้ข้อกฎหมาย เป็นอย่างดี เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลผลิตภายใต้รัฐบาลของท่าน และดิฉันไม่เชื่อว่า คณะรัฐมนตรีทั้งคณะจะไม่ทราบว่าการแถลงนโยบายต้องระบุที่มาแจกแจงรายได้ และที่สำคัญรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ก็ได้ตอกย้ำอยู่เสมอว่าต้องปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญ จะละเลยไม่ได้ ดังนั้นจึงเชื่อได้ว่ารัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จงใจที่จะแถลง นโยบายขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันก็ไม่สงสัยเลยค่ะ ว่าทำไมรัฐบาล ชุดนี้ถึงจงใจที่จะไม่ชี้แจงถึงที่มาของรายได้ในการดำเนินนโยบาย นั่นเป็นเพราะรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ไม่รู้จักวิธีหารายได้ค่ะ รู้จักหารายจ่าย และที่สำคัญยังทำลายโอกาสในการ หารายได้เข้าประเทศ ด้วยการทำให้ประเทศไทยต้องเสียความเชื่อมั่นต่อนานาชาติ ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในกรณีไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้ทุกนโยบายที่ท่าน ได้แถลงไปมีปัญหาในการดำเนินการทุกนโยบายค่ะ และสิ่งนี้จะส่งผลกระทบต่อทุกมิติ ในประเทศ โดยเฉพาะมิติเศรษฐกิจ ท่านประธานที่เคารพคะ ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจของ ประเทศที่ย่ำแย่อยู่แล้ว วันนี้เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของประเทศทุกตัวมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ด้านการส่งออก การท่องเที่ยวที่ชะลอตัวตั้งแต่ พลเอก ประยุทธ์เข้ามาบริหาร ประเทศ แล้วก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะกลับมาพลิกฟื้นได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในด้านการลงทุน จากการศึกษาของอังค์ถัด (UNCTAD) ซึ่งเป็นองค์กรของสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องการค้า และการพัฒนาก็ปรากฏว่า ๔ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือที่เรียกว่า เอฟดีไอ (FDI) ต่ำที่สุดในอาเซียน ถ้าไม่นับประเทศบรูไน ประเทศกัมพูชา สปป. ลาวและประเทศพม่า และตอนนี้ประเทศไทยยังต้องมาประสบปัญหาที่ต่างชาติ ขาดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลทั้งในกรณีที่เป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ รัฐบาลที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลที่ไม่ชี้แจงที่มาของรายได้ในการแถลงนโยบาย เหล่านี้ เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้ต่างชาติอาจลังเลได้ว่าเมื่อรัฐบาลชุด นี้หมดอำนาจลง การลงทุนบริษัทเหล่านั้น อาจถูกคู่แข่งฟ้องร้องและตกเป็นโมฆะได้ ท่านประธานคะ ในด้านการบริหารงบประมาณของรัฐบาลที่ผ่านมาก็ปรากฏว่าใช้จ่าย อย่างสุรุ่ยสุร่าย เน้นไปที่การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ อ้างเพื่อความมั่นคงของรัฐ แต่ไม่ได้ สนใจถึงความมั่นคงของประชาชน ท่านทราบหรือไม่ว่าปีนี้ตัวเลขคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น พุ่งเป็นเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ คน ท่านทราบหรือไม่ว่าตอนนี้หนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ในไตรมาสแรก สูงเป็นอันดับ ๒ ของเอเชีย และตัวเลขเหล่านี้กำลังจะถูกซ้ำเติมให้ย่ำแย่ลง เพราะการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญของรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพคะ แม้แต่เครื่องยนต์ ตัวสุดท้ายคือการบริโภคภายในประเทศที่รัฐบาลต้องกระตุ้นอย่างเร่งด่วน ก็ปรากฏว่า เป็นการกระตุ้นโดยขาดประสิทธิภาพและไร้ทิศทางที่ชัดเจน ในการแถลงนโยบายรัฐบาล ไม่ได้ระบุถึงจำนวนงบประมาณและที่มางบประมาณที่จะมาใช้กับนโยบายนี้ แต่ปรากฏว่า วันดีคืนดีค่ะ รัฐบาลก็ประกาศว่าจะแจกเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเมื่อว่าท่านไม่ได้ระบุถึงที่มาที่ไปของเงินที่จะมาใช้แต่แรก ก็เป็นปัญหาว่าสภาแห่งนี้เข้าไป ตรวจสอบไม่ได้ และที่สำคัญหนึ่งในเป้าหมายของการแจกเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ คือเพื่อ ต้องการให้คนออกไปท่องเที่ยวในเมืองรอง แต่ท่านประธานที่เคารพ ปรากฏว่าเมืองรอง ส่วนใหญ่ที่อยู่ในภาคเหนือและภาคอีสานตอนนี้ประสบภาวะอุทกภัยครั้งใหญ่ แค่หนีน้ำ ก็ลำบากแล้วค่ะ รัฐบาลคิดว่าประชาชนจะเอาอารมณ์ที่ไหนไปท่องเที่ยว ท่านประธานที่เคารพ ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังไปบังคับให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้เงินจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปเพื่อนโยบายของรัฐบาล ตามที่ได้มีหนังสือสั่งการ ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๕๑๖๔ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๖๒ ดิฉันมีข้อสังเกตว่างบประมาณจำนวน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ถ้าเทียบแล้ว คิดเป็นกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดิน และเกือบเท่ารายได้ทั้งปีขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น โดยหลักการแล้วเงินมากมายมหาศาลขนาดนี้จะนำมาใช้กับนโยบาย ของรัฐบาล จะต้องผ่าน พ.ร.บ. งบประมาณ แต่ปรากฏว่าการใช้เงินจำนวนนี้กลับผ่านเพียง การอนุมัติผ่านกระดาษเพียงแค่ใบเดียว แล้วก็เป็นปัญหาว่ารัฐสภาเข้าไปตรวจสอบไม่ได้ ท่านประธานที่เคารพ และนี่ยังถือเป็นอีกหนึ่งกรณีตัวอย่างของรัฐบาลในการพยายามกระทำ ขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๐ ซึ่งกำหนดให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เพียงพอ และต้องให้ท้องถิ่นอิสระในการบริหาร ตนเองในเรื่องของการเงินการคลัง การเข้าไปแทรกแซงในลักษณะนี้จะทำให้เสถียรภาพ ทางการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีปัญหา ท่านประธานที่เคารพ นอกจาก สถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศที่ว่าย่ำแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ประเทศไทยก็สุ่มเสี่ยง จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ในขณะที่หลายประเทศ กำลังจัดองคาพยพเพื่อรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกกับสงครามทางการค้า แต่ปรากฏว่าประเทศไทยกลับเน้นในการสร้างสงครามทางการข่าว อย่างเช่นที่ผ่านมาบอกว่า เศรษฐกิจเราดี จีดีพี (GDP) เรามีแนวโน้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เศรษฐกิจประเทศไทย ของเรามาถูกทางแล้ว เหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตรงกันข้ามกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ ในปัจจุบัน และตอนนี้ประเทศไทยกำลังถูกลดความน่าเชื่อถือจากการที่รัฐบาลไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และในขณะที่ประเทศมหาอำนาจที่มีความแข็งแกร่งทาง เศรษฐกิจยังหวั่นไหวต่อสถานการณ์สงครามทางการค้า จากองคาพยพซึ่งประกอบไปด้วย ทีมเศรษฐกิจชุดใหญ่เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ปรากฏว่าประเทศไทยทุกอย่างกลับดูง่ายดาย ถึงขนาดที่ว่าเอาอดีต ผบ.ทบ. อย่าง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และทุกอย่างก็กลับดูง่ายและประมาทถึงขนาดที่ว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจท่านนี้แถลงนโยบาย โดยที่ไม่ชี้แจงที่มาของรายได้ ท่านประธานที่เคารพ การที่นายกรัฐมนตรีมีท่าทีจงใจ กล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณตนไม่ครบถ้วน โดยข้อความที่ขาดหายไปเป็นใจความสำคัญ ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และท่านยังได้ตอกย้ำการไม่ปฏิบัติตามบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญด้วยการจงใจไม่แจกแจงที่มาของรายได้ในการแถลงนโยบาย นั่นเป็นเพราะท่าน ไม่ได้ตระหนักว่าท่านเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าท่านเคยชินกับการเป็น หัวหน้า คสช. เคยชินกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออำนาจอธิปไตยทั้งสาม จนกระทั่ง เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือกำเนิดขึ้นมาท่านก็ยังบริหารประเทศเสมือนหนึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วประชาชน นักลงทุนต่างชาติ สังคมโลก จะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ และสามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยมั่นคงหรือราบรื่นต่อเนื่อง ดิฉันเห็นท่านสมาชิกหลายท่านได้เสนอแนะทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้นต่อท่านนายกรัฐมนตรี และดิฉันก็ไม่ทราบว่าสุดท้ายแล้วท่านเลือกที่จะแก้ปัญหานี้อย่างไร แต่ในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดิฉันขอถามผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี แทนพี่น้องประชาชนทั้งประเทศว่า ท่านจะรับปากและยืนยันต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น ศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยแห่งนี้ได้หรือไม่ว่า ท่านจะยืนยัน ยืนหยัด รักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และจะปกป้องประเทศจากอำนาจ การยึดอำนาจ อีกครั้งนะคะ ท่านจะรับปากและยืนยันต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจอธิปไตยของ ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศแห่งนี้ได้หรือไม่ว่า ท่านจะยืนหยัดรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และจะปกป้องประเทศจากการยึดอำนาจ ท่านจะตอบหรือไม่ตอบคำถามนี้ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเลือกที่จะไม่ตอบ คำถามนี้จะกลายเป็นเครื่องหมายคำถาม ขนาดใหญ่ที่จะติดตัวท่านไปตลอดการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ดิฉันจะขอใช้เวลา ของรัฐสภาเพียงเท่านี้ ขอบคุณค่ะ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปคุณเรวัต วิศรุตเวช ครับ ก่อนที่คุณเรวัตจะอภิปราย ผมขออนุญาตปรึกษาที่ประชุม นิดเดียวนะครับว่า อยากจะเรียนท่านสมาชิกว่า ขณะนี้เรากำลังอภิปรายในญัตติ เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี จากที่เราได้ ฟังเพื่อนสมาชิกเราอภิปรายกันมาตั้งแต่เช้าจนถึงบัดนี้ ผมสังเกตว่ามีบางประเด็นที่ ท่านสมาชิกเราได้พูดซ้ำ ๆ กัน คือซ้ำกันบ่อยเหลือเกินอะไรทำนองนี้ ก็อยากจะให้ ท่านสมาชิกเราได้พิจารณานะครับ ไม่ขัดขวางการอภิปรายของท่าน แต่ถ้าท่านพิจารณาว่า ประเด็นใดที่ท่านสมาชิกที่พูดไปก่อนแล้ว อภิปรายไปก่อนแล้วมันซ้ำ มันพูดซ้ำ ๆ กัน ก็ขอให้ท่านพยายามหลีกเลี่ยงและหาประเด็นใหม่มาพูดตามที่เวลาท่านคิดเอาไว้ เชิญคุณเรวัตครับ เชิญครับ

นายเรวัต วิศรุตเวช แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีรวมไทย ขอกราบเรียนว่าผมจะอภิปรายอย่างกระชับและชัดเจน และจะไม่ซ้ำประเด็นครับ ขออภิปรายเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณี การกระทำของนายกรัฐมนตรีที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ในการแถลง นโยบายเมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๒ แต่ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีที่มีความอดทนฟังพวกเรานะครับ ขอขอบคุณและชื่นชมครับ ขอสไลด์ที่ ๑

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)

มาตรา ๑๖๒ บัญญัติไว้ชัดเจนว่า คณะรัฐมนตรีที่เข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และนโยบายนั้น จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ๔ ข้อครับ คือ ต้องสอดคล้องกับ ๑. หน้าที่ ของรัฐ ๒. แนวนโยบายแห่งรัฐ ๓. ยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบายซึ่งเป็นข้อที่ ๔ ท่านประธานครับ ขอได้โปรดจำตรงนี้ ไว้ให้ดีนะครับ เป็นเรื่องที่สำคัญครับ ท่านประธานครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๒ ครับ สไลด์ (Slide) นี่เป็นหลักฐานสำคัญครับ เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าคณะรัฐมนตรี ทำตามมาตรา ๑๖๒ เพียง ๓ ข้อเท่านั้นครับ คือข้อที่ ๑ ถึงข้อที่ ๓ จึงขอถามว่า ทำไม ในคำแถลงนโยบายจึงมีเพียงแค่ ๓ ข้อ ทำไมในคำแถลงนโยบายจึงมีเพียงแค่ ๓ ข้อ คณะรัฐมนตรีช่วยบอกเหตุผลได้ไหมครับว่า ทำไมไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินั้นรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีการตรา พ.ร.บ. การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐ ขึ้นมาใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๐ เป็นต้นไป ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๓ ครับ โดยมีความในมาตรา ๕ วรรคสาม บัญญัติว่าการกำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะเข้า บริหารราชการแผ่นดิน ผมไม่อ่านทั้งหมดนะครับ จุด จุด จุด นะครับ ไปที่สุดท้ายเลยครับ ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ เห็นไหมครับในสไลด์ (Slide) เขียนไว้ชัดเจนว่า ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นความตามมาตรา ๕ วรรคสาม จึงเชื่อมโยงกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ในข้อที่ ๓ และต่อมาเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๖๑ ก็มี การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติทั้งที่เป็นเรื่องใหม่ แต่นโยบายของคณะรัฐมนตรีก็ได้ระบุว่า มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ท่านประธานครับ เห็นไหมครับว่าคำแถลงนโยบาย ได้ทำเป็น ๓ ข้อ แต่ข้อที่ ๔ ไม่ได้มีการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ไว้แต่อย่างใดครับ ดังนั้น จึงขอถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีครับว่าทำไมไม่ระบุครับ คณะรัฐมนตรี มีเจตนาหลีกเลี่ยงเรื่องนี้เพื่ออะไรครับ ท่านประธานครับ ในหนังสือคำแถลงนโยบายเล่มนี้ สรุปไว้ว่ามีนโยบายหลัก ๑๒ เรื่อง กับนโยบายเร่งด่วนกับนโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง และมี การอธิบายว่าสอดคล้องกับมาตรา ๑๖๒ เพียง ๓ ข้อ ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนปรากฏอยู่ใน ภาคผนวก ๒ หน้าที่ ๔๐ ครับ ท่านเปิดไปที่หน้าที่ ๔๐ ในภาคผนวก ๒ ครับ ท่านประธานครับ ตามตารางในภาคผนวก ๒ มีแต่การระบุว่านโยบายแต่ละข้อนั้นสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐตามรัฐธรรมนูญมาตราใดบ้าง และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ด้านใดบ้างเท่านั้น ไม่มีตรงไหนเลยที่ระบุถึงแหล่งที่มาของรายได้ครับ ท่านประธานครับ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเกิดปัญหาว่าเมื่อการแถลงนโยบายนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญไปแล้ว จึงขอถามท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่า คณะรัฐมนตรีจะรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างไร จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไรครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๕ ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง บัญญัติว่า รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล จุด จุด จุด ต้องปฏิบัติหน้าที่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐบาล เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับรัฐบาล คณะรัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง และถ้าไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ก็ต้องไปดูมาตรา ๕ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๖ ครับ ในมาตรา ๕ บัญญัติไว้ว่า การกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ดังนั้นการแถลงนโยบายจึงเป็นโมฆะไปแล้วครับเพราะขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ และฝ่าฝืนมาตรา ๓ วรรคสอง ท่านประธานครับ ผิดก็ต้องผิดนะครับ มันมีความชัดเจนครับ เพราะมันเป็นข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพ และท่านสมาชิกครับ การแถลงนโยบายที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติรัฐธรรมนูญไปแล้วนั้นต้องถือว่า ความผิดสำเร็จแล้วครับ ผมจึงขอเสนอแนะให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกครับ เพราะถ้าบริหารต่อไปคงจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมายครับ ทำไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับ เพราะเมื่อการกระทำนั้นใช้บังคับไม่ได้ การบริหารราชการแผ่นดินก็ดี การประชุม ครม. ก็ดี การอนุมัติใช้จ่ายเงินก็ดี การอนุมัติโยกย้ายข้าราชการก็ดี ซึ่งได้ทำไปแล้ว และที่กำลังจะทำอีก ในอนาคตล่ะครับ อีกหลายกรรมหลายกรณีก็จะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๗ ครับ สไลด์ (Slide) ที่ ๗ ในมาตรา ๑๖๔ บัญญัติไว้ อย่างชัดเจนเลยครับว่า ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น หากคณะรัฐมนตรีไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติ แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ กรณีนี้จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความ ไม่ซื่อสัตย์สุจริตตามความในมาตรา ๑๖๔ (๑) และยังเข้าข่ายเป็นการไม่รักษาวินัย ในกิจการ ที่เกี่ยวกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด ตามความในมาตรา ๑๖๔ (๒) อีกด้วยครับ นโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีการชี้แจงแหล่งที่มา ของรายได้ ส่อให้เห็นเจตนาอันฉ้อฉลเข้าข่ายแถลงนโยบายเสมือนดังตีเช็คเปล่าครับ หลีกเลี่ยงวินัยการเงินการคลัง ซึ่งได้กระทำการไปแล้ว โดยขาดสัมมาทิฐิและอาจมั่นใจ ในอำนาจว่าคงไม่มีใครกล้ามากล่าวหาให้ต้องรับผิดใด ๆ ได้ ผมหวังว่าการอภิปรายของผม จะทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจและออกมาเรียกร้องให้ท่านลาออกจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายครั้งนี้ผมทราบดีว่าเป็นการอภิปราย โดยไม่มีการลงมติ แต่ข้อมูลที่ผมอภิปรายนั้นย่อมมีผลในทางกฎหมายต่อไป เพราะยังมี รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๓๔ (๑) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๘ ท่านประธานครับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายขัดรัฐธรรมนูญย่อมเข้าข่าย ความผิดมาตรา ๒๓๔ (๑) ในส่วนที่ว่า คณะรัฐมนตรี รวมทั้ง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองย่อมจะถูกกล่าวหาได้ว่ามีพฤติการณ์ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ในเวลาอันใกล้นี้ คณะรัฐมนตรีกำลังจะเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๓ เข้าสู่สภา ซึ่งต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะการเสนอร่างกฎหมาย งบประมาณต้องเป็นไปตามมาตรา ๑๔๒ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๙ มาตรา ๑๔๒ สอดคล้อง รับกันกับมาตรา ๑๖๒ คือต้องแสดงแหล่งที่มา และประมาณการรายได้ผลสัมฤทธิ์ หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการจ่ายเงิน และความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ขอท่านประธานช่วยดูตามไปด้วยนะครับ แต่เมื่อนโยบายคณะรัฐมนตรีไม่มีการชี้แจง แหล่งที่มาของรายได้ตั้งแต่แรก และคณะรัฐมนตรีจะเสนอร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย ประจำปี เพื่อให้มีเม็ดเงินไปบริหารราชการแผ่นดินในปี ๒๕๖๓ ได้อย่างไรครับ จะอ้างอิง ตัวเลขมาจากที่ไหนครับ หรือว่าจะตีเช็คเปล่า เมื่อทำไม่ได้เศรษฐกิจที่รอให้แก้ไขจะแก้ไข อย่างไรครับ ผมขอถามผ่านท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ผมคาดว่า อาจมีบางท่านใน ครม. ชุดนี้ คงจะโต้แย้งในประเด็นนี้โดยอ้างถึงตัวเลขในคำแถลงนโยบาย หน้า ๓๔ โปรดดูหน้า ๓๔ เพราะฉะนั้นผมจะนำเอาข้อความในหน้า ๓๔ ซึ่งอยู่ในคำแถลง นโยบายในหนังสือเล่มนี้ให้ทุกท่านได้พิจารณาว่าที่เขียนไว้เช่นนั้น เป็นการชี้แจงใช่ไหมครับ ขอสไลด์ (Slide) แผ่นที่ ๑๐ ในหน้า ๓๔ ย่อหน้าแรกในหนังสือเล่มนี้ครับเขียนไว้ว่า ซึ่งในช่วงระยะเวลาการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลคาดว่างบประมาณประจำปี จะอยู่ในระดับเฉลี่ยประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาทต่อปี และถ้ารัฐบาลอยู่ ๔ ปี เป็นเงินเท่าไรครับ ๑๓.๒๒ ล้านล้านบาท มันจะไหวหรือครับ ไหวไหมครับ และในย่อหน้าที่ ๒ ได้ระบุไว้นอกจากนี้ย่อหน้าที่ ๒ แผนงานหรือโครงการใดที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว รัฐบาลจะพิจารณาใช้จ่ายจากเงิน นอกงบประมาณ จุด จุด จุดนะครับ ซึ่งย่อหน้าที่ ๒ ทั้งย่อหน้าก็ไม่ได้ระบุแหล่งที่มา ของรายได้ครับ ทั้งย่อหน้าไม่มีการระบุแหล่งที่มาของรายได้เลยครับท่านประธาน เห็นหรือไม่ครับ รายจ่ายกำหนดไว้แล้ว ๔ ปี ๑๓.๒ ล้านล้านบาท แต่รายได้ยังไม่มีครับ ยังไม่มีรายได้เลยครับ จึงไม่อาจชี้แจงได้ว่าตรงไหนที่เป็นการชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ครับ ผมไม่เห็นเลยครับ ช่วยชี้แจงหน่อยสิครับ ท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วครับ ขอสไลด์ (Slide) ที่ ๑๑ นี่คือหลักฐานที่มัดแน่นที่ท่านปฏิเสธไม่ได้ครับ ผิดก็ต้องผิดสิครับ นี่คือตารางสรุป ที่ผมอภิปรายมาครับ ตารางนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างมาตรา ๑๖๒ กับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่าน ได้แถลงมา ซึ่งจะชี้ให้เห็นว่ามีการปฏิบัติตามมาตรา ๑๖๒ เพียง ๓ ข้อครับ ดูตารางเลยครับ เพียง ๓ ข้อเท่านั้น แต่ข้อ ๔ กลับไม่ได้ทำครับท่านประธาน เมื่อฝ่ายเราเคารพกฎกติกา กฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะมีปัญหามากมายก็ตาม แต่ว่าเป็น กฎหมายสูงสุดใช่ไหมครับ เมื่อพวกเราปฏิบัติตามก็อย่าให้เราต้องเป็นปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เพียงฝ่ายเดียวสิครับ ทุกฝ่ายก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายด้วยสิครับ ท่านก็ต้องปฏิบัติตาม กฎหมายด้วย เมื่อท่านทำผิดก็ต้องผิดสิครับ ไม่ใช่ว่าทำผิดเป็นสิบเป็นร้อยก็ไม่เคยผิดเลย ประเทศเราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรครับ เราถอยหลังเข้าคลองหรือเข้าอุโมงค์ลึกมาก ลึกเสียจน ขนาดที่ว่าเราไม่สามารถเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เลยครับ จากการทำรัฐประหารเมื่อปี ๒๕๔๙ และซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๗ ทำไมประเทศถึงถอยหลังมาขนาดนี้ ในที่สุดแล้วผมขอสรุปว่า เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยการแถลงนโยบายขัดต่อรัฐธรรมนูญ ดังที่ได้อภิปรายมาทั้งหมดนี้ ท่านจึงไม่สามารถบริหารประเทศได้ ผมมีข้อเสนอแนะว่าท่าน ได้โปรดลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเถิดครับ ขอบพระคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณ ท่านเรวัตครับ เดี๋ยวท่านวิรัชมีอะไรหารือหรือครับ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีได้ยกมือขอชี้แจง

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผมกำลังจะเรียนถามท่านประธานว่าจะเหลืออีกกี่ท่านที่จะอภิปราย โพยที่ท่านมีอยู่

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขณะนี้มีท่านสมาชิก สนใจที่จะอภิปรายเหลืออยู่ ฝ่ายค้านเหลืออยู่ ๔ ท่าน ส่วนฝ่ายรัฐบาลเหลืออยู่ ๑ ท่าน

นายวิรัช รัตนเศรษฐ แบบบัญชีรายชื่อ

ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เมื่อสักครู่ได้มีโอกาสได้เรียนกับท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน คือท่านสุทินก็บอกว่า หลังจากจบอภิปรายอีก ๒ ท่าน ก็อยากให้ฝ่ายรัฐบาลตอบ แล้วก็จะเหลืออีกท่านหนึ่งก็คือ ท่านสุทิน คลังแสง ปิดท้าย ซึ่งในตอนนี้ผมเองก็ได้พูดคุยว่ากลัวคณะรัฐมนตรีจะเดินทางไป ร่วมงานไม่ทัน ก็ขอบอกว่าก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าเผื่อท่านได้ตอบแล้วตอนหลังจากช่วงอีก ๒ ท่าน ก็สามารถที่จะอภิปราย คณะรัฐมนตรีก็มีอยู่สัก ๒-๓ ท่านก็ไม่เป็นไรครับ ก็เรียนท่านไว้ ก่อนครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ก็ทางวิป (Whip) ฝ่ายค้านเสนอมาว่า ๒ ท่านที่จะให้อภิปรายก่อนที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี จะชี้แจงนี้เป็นใครบ้างก็ส่งรายชื่อมาครับ เชิญท่านสุทิน คลังแสง เลยนะครับ เชิญครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรอสักครู่หนึ่งนะครับ

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

กระผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคามครับ ก็สอดรับกับที่ท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล แต่มีข้อที่ไม่ตรงกัน อยู่นิดหนึ่ง ด้วยเราประสงค์อยากจะให้ทางรัฐบาลได้ชี้แจงในจังหวะแล้วก็เวลาที่เหมาะสม แล้วพวกเราก็หวังว่าจะให้ท่านได้ไปปฏิบัติภารกิจอันสำคัญที่พวกเราก็มีใจหนึ่งเดียวกัน ท่านได้ไปได้ ก็จะขออภิปรายอีก ๒ ท่าน แล้วก็ขอรัฐบาลให้ท่านนายกรัฐมนตรีตอบ แต่ถัดจากท่านนายกรัฐมนตรีตอบแล้วกลับไปแล้ว ก็ขอให้ท่านได้เหลือรัฐมนตรีไว้ เพื่อเราจะต้องได้พูดคุยต่อ เพื่อว่าจะได้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหลังจากท่านนายกรัฐมนตรีตอบแล้ว ก็ไม่น่าจะเกิน ๕ คนครับ รวมทั้งรัฐบาลด้วย ก็คิดว่าจะสมบูรณ์ที่สุด แล้วก็จบก่อน ๑๘.๐๐ นาฬิกา ซึ่งเป็นพิธีที่พวกเราก็จะต้องทำจิตเป็นกุศลร่วมกันครับ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านสุทิน ได้นำเสนอข้อหารือของวิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายแค่นั้นเองใช่หรือไม่ครับ ไม่ได้อภิปรายตอนนี้

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ใช่ครับ ฝ่ายค้านอีก ๒ ท่าน ก็ขอให้รัฐบาล ได้ตอบ ท่านตอบแล้วท่านจะได้ไปปฏิบัติภารกิจ ถัดจากท่านรัฐบาลตอบไปแล้ว พวกผมก็ยัง สงวนสิทธิที่จะอภิปรายต่อจนถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกาครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีรออีก ๒ ท่านนะครับ หรือท่านจะตอบก่อน เพื่อที่จะกลัวประเด็นเรื่องเวลา ฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีท่านขอตอบบางส่วนก่อน ไม่เป็นไรครับ ยังมีรัฐมนตรีที่จะต้อง อยู่ร่วมกับการประชุมของเราตลอดไป ท่านสมาชิกไม่ต้องเป็นห่วง เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ชี้แจงครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลายนะครับ ผมขออนุญาตตอบในประเด็นในเรื่องของการชี้แจงแหล่งที่มาของการจัดทำ นโยบายและรายได้ ก่อนอื่นก็อยากจะให้บรรดาสมาชิกได้ไปศึกษาในกฎหมายอีก ๒ ตัว นอกจากในรัฐธรรมนูญแล้ว คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ เขากล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้าง มีหลายมาตราด้วยกัน อันที่ ๒ คือ พ.ร.บ. บัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งสมัยก่อนนี้อาจจะยังไม่มี กรุณาไปดูรายละเอียดตรงนั้นด้วย ในนั้นจะครอบคลุม เช่นที่ผม จะกล่าวให้ฟังตรงนี้ พ.ร.บ. บัญญัติวินัยการเงินการคลัง ข้อ ๑ การยกเว้นลดภาษีต้อง คำนึงถึงประมาณการรายได้ที่ลดลง ซึ่งอันนี้รัฐบาลก็จะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทันที ๑ ปี ๓ ปี ๕ ปี เรามีการประเมินตัวนี้ทั้งสิ้น แล้วก็จะหามาทดแทนได้อย่างไร อันนี้ในเรื่อง ของการบริหารทางการเงินการคลังของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ข้อที่ ๒ สัดส่วน งบกลางสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๓ คือสัดส่วนงบลงทุนไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งวันนี้เราก็ทำได้ตามนั้น ก่อนหน้านี้ ลงทุนไม่ถึง และสัดส่วนงบประมาณลงทุนน้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ มาจัดทำ เป็นวงเงินไม่น้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อขาดดุลในปีนั้น สัดส่วนงบประมาณชำระต้นเงินกู้ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๔ การใช้จ่ายสัดส่วนการก่อหนี้ ผูกพันงบประมาณข้ามปีไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพัน ที่นอกจากกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณ การดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลังที่รัฐให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแทนต้อง ประมาณการต้นทุนและประโยชน์ที่ได้รับ ระบุแหล่งเงินที่ใช้โดยยอดคงค้างของภาระ การคลังที่เกิดรวมไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๕ การบริหารหนี้สาธารณะ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) ต้องน้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้รัฐบาล ประมาณการรายได้ต้องน้อยกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้รัฐบาลประมาณการรายได้ ที่น้อยกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์นั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะเป็นเงินตราต่างประเทศหนี้ สาธารณะรวม ต้องน้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่จำเป็น เงินตราต่างประเทศ รายได้จากการส่งออกต้องน้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕. กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่เข้มข้นขึ้นจากเดิมที่เป็นเพียงกรอบปฏิบัติในการบริหารหนี้สาธารณะ อันนี้คือย่อ ๆ ของ พระราชบัญญัติงบประมาณ กรอบการรักษาวินัยการเงินการคลัง

วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ออกมาปี ๒๕๖๑ ก็คือ ๑. คำนึงถึงผลดี ผลเสียต่อการดำเนินการ ๒. ควบคุมไม่ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเกินความจำเป็น ๓. กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนในเรื่องของการคลัง ๔. ป้องกัน ไม่ให้ฝ่ายการเมืองก่อหนี้ผูกพันทั้งในและนอกงบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปีจนมีภาระ ด้านการเงินการคลังสะสมสูง อันนี้ก็ทำเท่าที่จำเป็นในการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าว ตามห้วงระยะเวลาที่มีปัจจัยภายนอกภายในมาเกี่ยวข้อง

คราวนี้มาดูว่าที่มาประเด็นของรายได้ ผมจะชี้แจงอย่างไร เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ กรกฎาคม นั้นผมได้แถลงนโยบายต่อรัฐบาล ทั้งนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน นโยบายเร่งด่วน ๑๒ ด้านแล้ว ได้ระบุไว้ว่ารายได้ดังกล่าวนั้นที่ในคำแถลงนโยบาย หน้า ๓๓ หน้า ๓๔ นั้น รัฐบาลได้กำหนดแหล่งที่มารายได้ในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ ๑. แหล่งเงินจากงบประมาณ รายจ่ายประจำปีที่เก็บจากรายรับของรัฐบาล ประกอบรายได้จากภาษีและไม่ใช่ภาษี และเงินกู้ ๒. แหล่งเงินนอกงบประมาณ การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การให้ เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม พีพีพี (PPP) และเครื่องมือการเงินสมัยใหม่ ที่เรียกว่า กองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐาน ที่สมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ รวมถึงรายได้จากเงินสะสมกองทุนต่าง ๆ และการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายในวันดังกล่าวนั้นรัฐบาลไม่อาจจะระบุได้ว่า จะนำรายได้ประเภทใดหรือภาษีชนิดใดไปในการดำเนินการนโยบายเรื่องใดเป็นการเฉพาะ ในลักษณะที่แมชชิง (Matching) ได้อย่างชัดเจน เช่นรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลไปใช้กับ มาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อจะรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หรือนำรายได้จาก ภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้กับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบเงินคงคลัง และระบบวิธีการงบประมาณที่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้รายรับของรัฐบาลทั้งหมด ทั้งรายได้แผ่นดิน ภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ เงินกู้จะต้องถูกส่งเข้าเป็นเงินแผ่นดินในบัญชีเงินคงคลังที่ ๑ และสามารถโอนเงินจากบัญชีคงคลังที่ ๑ ไปเข้าบัญชีเงินคงคลังที่ ๒ เพื่อนำไปใช้จ่าย ตามรายจ่ายที่ปรากฏอยู่ในการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย หรือตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้จ่ายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดีนั้น รัฐบาลต้อง คำนึงถึงหลักความเสมอภาค สร้างความเป็นธรรมในสังคม รักษาเสถียรภาพทางการเงินของ ประเทศ รัฐบาลก็จะนำภาษีที่จัดเก็บได้ไปใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งรวมถึงรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม รายจ่ายที่เกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลทั้ง ๑๒ ด้าน ทั้งนโยบายระยะยาว ระยะสั้น อะไรก็แล้วแต่ตรงนั้นนะครับ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจะขูดภาษีจากคนจนนะครับ โดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียมยุติธรรม ใช้การจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย เรามีการจัดเก็บภาษี หลายประเภทด้วยกัน ภาษีที่เก็บได้ก็เอามาใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้อง กับสวัสดิการสังคม การลงทุนต่าง ๆ ตามที่กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบวินัย การเงินการคลัง ตาม พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ได้กำหนดไว้ทั้งสิ้นนะครับ

สำหรับนโยบายหาเสียงที่เอาไว้นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการหาเสียงมาอย่างไรก็ตาม อันนั้นเป็นความต้องการของประชาชน เป็นความต้องการของพรรคการเมืองที่ตั้งใจที่จะดูแล ประชาชน แต่ขณะเดียวกันเมื่อเป็นรัฐบาลต้องดูแลรายละเอียดตรงนี้ให้ดีที่สุดว่า ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ผมได้ไปรวบรวมมาว่านโยบายทุกนโยบายของพรรคการเมืองนั้น มีความหลากหลาย บางนโยบายมีความคล้ายคลึงกันมันถึงจัดกล่องอยู่ใน ๑๒ ด้านตรงนั้น ในนั้นจะมีรายละเอียดทั้งหมดที่รับทุกพรรค ไม่ว่าจะพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านลงไปในนั้น ทั้งหมดอยู่แล้ว แต่เราสามารถจะทำได้หรือไม่ครับ ถ้าเราอนุมัติทั้งหมดมา ตั้งวงเงินมา ทั้งหมดใน ๑๒ ด้าน บวก ๑๒ ด้านที่ว่ามาทั้งหมด จะใช้เงินมากกว่า ๒ ล้านล้านบาท นี่คืองบประมาณที่หาเสียงมานะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ปฏิเสธตรงนี้ รัฐบาลก็ต้อง รับผิดชอบในการที่บริหารงบประมาณที่เรามีอยู่ อย่างเช่น ปีนี้เรามีตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท จะทำอย่างไร ในเมื่อ ๓.๒ ล้านล้านบาทมันเป็นงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายประจำปีอยู่แล้ว ในงบหลาย ๆ อย่างด้วยกัน งบลงทุน งบรายจ่ายประจำ งบแก้ปัญหา งบกลาง ใช้หนี้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันมีใช้อยู่แล้ว แต่ทีนี้เมื่อเราตั้งสมมุติเราเอามาทั้งหมด ๑๒ ข้อทั้งหมด บวก ๑๒ ข้อตรงนี้มา เอามาเท่ากับเราหาเงินได้ทั้งหมด ๕ ล้านถึง ๖ ล้านล้านบาท มันถึง ต้องซอยย่อยลงมา แล้วทั้งหมดมันจะตอบในตอนทำเรื่องงบประมาณปี ๒๕๖๓ นี่ครับ เดี๋ยวจะดูว่าตรงนั้นเอาเงินที่ไหนมาใช้ตรงไหน อันนี้ต้องเข้าใจมันไม่เหมือนเดิมทั้งสิ้น รัฐบาลก่อนหน้านี้กำหนดไว้อันเดียวเอง ผมอ่านมาหมดแล้ว มีอันเดียวคือนโยบายจำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วเป็นอย่างไรครับ เป็นอย่างไรครับ ระบุไปแล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง ท่านอย่าลืมตรงนี้นะครับ ผมไม่ไปกล่าวว่าใคร คนไม่เชื่อมั่นทำแวต (VAT) ติดลบ ๓ เดือน ผมดูแล้วคือมันเป็นเรื่องของความเข้าใจพื้นฐาน เดือนมิถุนายนเก็บใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ จัดเก็บได้ต่ำกว่าร้อยละ ๑๒.๓ เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ มีการโอนทรัพย์สินของกิจการขนาดใหญ่ ๒ แห่ง ทำให้มีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นพิเศษ หากหักปัจจัยพิเศษดังกล่าวแล้วการจัดเก็บแวต (VAT) หรือภาษีต่าง ๆ ในประเทศเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ จะขยายตัวร้อยละ ๓.๒ เดือนสิงหาคมจัดเก็บได้สูงกว่า ปีก่อนหน้าร้อยละ ๓.๘ แม้ว่าในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ จะมีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสูงเป็น พิเศษจากการโอนทรัพย์สินของกิจการขนาดใหญ่ แวต (VAT) ในเรื่องของการนำเข้าเป็น หัวใจของราคาน้ำมันดิบต่ำลงลดมากกว่า ๑๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นเมื่อปรับภาษี จัดเก็บจากการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือรายได้จากภาษีบางอย่างมันลดลง บางอย่างเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากเงินบาทแข็งตัว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กนง. ก็พยายามแก้ปัญหาอยู่แล้ว รัฐบาลที่เข้ามาเพิ่งเข้ามาบริหารงาน ในช่วงนี้ ที่ผ่านมาสิ่งที่บ่งสะท้อนถึงความมั่งคั่งของประเทศ ได้แก่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หลายท่านบอกว่าผมปิดบัง ผมไม่เคยปิดบัง ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ มีจำนวนสูงถึงประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงหรือไม่ครับ สูงเป็นระดับต้นของโลกนะครับ ท่านดูถูกประเทศของท่านได้อย่างไร ประเทศของเรามีทุนสำรองสูงระดับต้นของโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี ๒๕๖๑ ที่มีจำนวน ๒๐๕,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๖๐ จำนวน ๒๐๒,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๕๙ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๕๗ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันโตขึ้นไปตามลำดับกองทุนตัวนี้นะครับ เงินคงคลังอีกอันหนึ่งก็เหมือนเงินในบัญชี ของคนทั่วไป ซึ่งต้องบริหารให้เพียงพอและนำไปใช้ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใช้เงิน ในบัญชีนี้ไปก่อน หรือไปกู้ยืมมาแล้วไปใช้คืนทีหลัง อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องงบประมาณ เงินคงคลังก็เช่นกัน เงินคงคลังวันนี้เงินคงคลังสิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นจำนวน ๕๑๒,๒๗๔ ล้านบาท เข้มแข็ง เพียงพอ เอื้อต่อประโยชน์การดำเนินนโยบาย เป็นขั้นเป็นตอน และมาตรการทางการคลัง สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กระทรวงการคลังก็ได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อสอดคล้องกับกระแสรายได้ กระแสรายจ่าย ภายใต้ต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการดำเนินงาน ที่มีประสิทธิภาพ รอบคอบ รัดกุม เรื่องรัฐบาลก่อหนี้สาธารณะเยอะ ผมจำเป็นต้องพูด ในเรื่องนี้ เพราะท่านพูดบางประเด็นเท่านั้นเอง ท่านต้องพูดในภาพรวมของเศรษฐกิจของเรา เงินคงคลัง เงินกองทุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เมื่อสมัยรัฐบาลปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ จะพบว่ารัฐบาลในช่วงปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ กับสมัยที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๒ จะพบว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีการกู้เงินเฉลี่ยปีละ ๔๐๘,๔๕๒ ล้านบาท ซึ่งกู้เงินเฉลี่ย ในแต่ละปีน้อยกว่าสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา โดยกู้เงินเฉลี่ยปีละสูงถึง ๔๔๖,๓๘๒ ล้านบาท หรือสูงกว่ารัฐบาลที่ผ่านมากว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เพียงย่อ ๆ มาให้รับทราบนะครับ ในช่วงปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๗ ลดการขาดดุลงบประมาณที่ท่านพูด ก็ขาดดุลมาทุกรัฐบาลนั่นละ แต่รัฐบาลนี้มีแนวทางว่ามันจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ๓ ปี ๕ ปี แล้วเราจะไปสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ในปีไหน ๆ ต้องประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี ไปข้างหน้าโน่น มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะรายได้เรากำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมานะครับ ในส่วนของหนี้สาธารณะปัจจุบันนั้นไม่เกินร้อยละ ๖๐ การทุ่มเทงบประมาณในการแก้ไข พัฒนาเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลสูงขึ้น ท่านต้องดูว่ารัฐบาลมีการดำเนินการด้านการเงิน การคลังเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวต่อเนื่อง เลขจาก ๑.๐ ในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๗ โต ๑.๐ และร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๖๐ แล้วร้อยละ ๔.๑ ในปี ๒๕๖๑ แต่เนื่องจากมีสงคราม ทางการค้าเศรษฐกิจโลกมีตกต่ำลงไป มันแน่นอนครับ มันต้องลดลง ทำอย่างไรมันจะ คงสภาพรักษาสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด การที่จะเพิ่มมาก ๆ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้คือหลักการสำคัญนะครับ การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดทุนดังกล่าวนั้นเป็นเรื่อง ของการสร้างบรรยากาศในเรื่องของการลงทุน หนี้สาธารณะวันนี้จากเดิมก่อนหน้าปี ๒๕๕๗ วันนี้ลดระดับลงจากร้อยละ ๔๓.๓ ปี ๒๕๕๗ เหลือร้อยละ ๔๒.๒ ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ตั้งประมาณการไว้หรือตามกฎหมายพระราชบัญญัติการเงินการคลัง

นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจทำอย่างไร คำแถลงนโยบายไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งด่วนผ่านการใช้ มาตรการทางการเงินการคลัง จะเห็นว่าไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์กับคนรวยอย่างเดียว ดูแลเรื่องเศรษฐกิจฐานรากลำดับแรก รักษาระดับการบริโภคของภาคเอกชน ผ่านมาตรการ การคลังในการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนระดับ ฐานรากเป็นอันดับแรก เพราะเรามีสัดส่วนต่อประชากร สัดส่วนต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ค่อนข้างมาก ประชาชนฐานราก ณ วันนี้เรามีถึง ๑๔ กว่าล้านคน ๑๕ ล้านคน แล้วถ้าขึ้นบัญชี ขณะนี้เราขึ้นบัญชีรายได้ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้ววันนี้เราเพิ่มให้ ๑๐๐,๐๐๐ ต่อปี เราต้องดูแลเขาไหมล่ะครับ นี่เขาเรียกว่าความเป็นธรรม สำหรับความเท่าเทียมคือโอกาส คือการสร้างคอนเนกทิวิตี (Connectivity) อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ สร้างออนไลน์ สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) อะไรขึ้นมา นี่เพื่อให้เขาเข้าถึงโอกาส ไม่ว่าจะรวย ไม่ว่าจะจน เข้ามา แต่ต้องเสียภาษี ถ้าเขาต้องไปบอกว่าคนเหล่านี้ต้องพยายามเสียภาษีช่วยรัฐ ไม่ใช่พอพูดถึงทางโน้นก็ไปต้านทางโน้น พอทางนี้บอกทางนี้ไม่ทำ มันไปไม่ได้หมดหรอกครับ ประเทศ การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเราก็มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านการท่องเที่ยว ประเทศเรามีทั้งหมด ๗๗ จังหวัด ใช่ไหมครับ น้ำท่วมไป ๓๒ จังหวัด แล้วที่เหลืออีก ๓๐ กว่าจังหวัดเป็นอย่างไร ให้เขานิ่ง ไปหมดเลยหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นมาตรการตรงนี้มาตรงไหนทำได้ก็ทำ ไม่ได้เอาเงินแจกให้ ๑,๐๐๐ บาท แจกจ่ายในอีวอลเล็ต (e-Wallet) ในเรื่องของให้ลงไปในนั้น ถ้าไม่ใช้จ่ายมันก็ ไม่ต้องจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาท ใครไม่อยากเที่ยวก็ไม่ต้องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างมาตรจูงใจ แล้วเอาเงินนี้ไปไหน ก็เข้าขึ้นทะเบียนใช้ในบัญชีนี้เท่านั้นในการจัดซื้อของสินค้าออนไลน์ ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ มีมาตรการชัดเจน ไม่ได้จ่ายเงินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ดูให้ดีด้วย เรื่องเราต้องทำอย่างไรให้งบประมาณลงพื้นที่ให้มากที่สุด เรื่องการสนับสนุน เอสเอ็มอี (SMEs) การให้เอกชน กองทุนต่าง ๆ เราก็มีการปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับนะครับ นี่คือการสร้าง เศรษฐกิจใหม่ของเรา เราส่งเสริม เอสเอ็มอี (SMEs) ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องเน้นการรักษาวินัย ทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดอย่างที่บอกมาแล้ว ถ้ารวมกันทั้งหมดทุกพรรคการเมือง เข้ามาแล้วก็ ๖ ล้านล้านบาท เท่ากับ ๒ ปีงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน แล้วจะเอาเงิน จากที่ไหนมา ของเก่าก็ต้องใช้ หมายความว่าของเก่าเลิกหมดเลยใช่ไหม แล้วเอาของใหม่เข้ามา ทั้งหมดเลยใช่ไหม มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทุกอย่างมันอยู่ในกรอบ ๑๒ ด้านอยู่แล้ว เดินหน้าไปทีละขั้นทีละตอน อาจจะอันนี้กำหนดไว้เท่านี้บาท เท่านี้บาท เอาครึ่งหนึ่งก่อน ได้ไหม ๑ ใน ๓ ก่อนได้ไหม ต้องดูแลคนทุกภาคส่วนไม่ใช่หรือครับ แล้วท่านก็ต้องคำนึงถึงว่า ทั้งประเทศด้วยนะ ไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะพื้นที่ของท่าน ไม่ใช่ รัฐบาลนี้ไม่ได้มองอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงในเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในระดับสากลด้วย ขอโทษที่อาจพูดเร็วไป นิดหนึ่งเพราะว่าจำกัดนะครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มประเทศสหภาพ อียู (EU) กำหนดไว้ว่า ไม่ควรขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ ๓ ของ จีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นการขาดดุล งบประมาณของไทยไม่เกินระดับที่ธนาคารโลกกำหนด นี่คือหลักเกณฑ์สากล นอกจากนั้น ฟิทช์และมูดี้ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจากระดับมีเสถียรภาพเป็นเชิงบวก รู้ไหมตัวนี้คือภายใต้เรตติง (Rating) ๓ บีบวก (3B+) แต่ก่อนเราได้แต่ บีบี (BB) ตอนนี้เป็น ๓ บีบวก (3B+) เข้าไปอีกนะครับ อย่างมากก็ บีบีบี (BBB) รวมทั้งแผนการส่งออกของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนน่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น แต่เราต้องใช้เวลาในการ ปรับเปลี่ยนตรงนี้ จากการเป็นเลือกตั้งนี่ละครับ ที่ผ่านมาเขาทำโครงสร้างเหล่านี้สร้างกลไก เหล่านี้ออกมา ไม่ได้เพื่อผม ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญร่างออกมาเพื่อผม ผมไม่ได้เป็นคนร่าง รัฐธรรมนูญ กมธ. เป็นคนร่าง แล้วผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย จำไว้ผมจะไม่ยุ่งกับเขา เมื่อสักครู่ท่านพูดคำว่า กลไกไปใช้อำนาจเหนือ ๓ อำนาจ ผมพูดถึงกรณีมาตรา ๔๔ ท่านอย่าเอาเฉพาะประเด็นมาพูดตรงนี้ ผมพูดถึงมาตรา ๔๔ ตรงนั้น เพื่อจะปลดล็อก เพื่ออะไรต่าง ๆ มันถึงได้อย่างไร ก็กฎใหม่เขียนอย่างนั้น ท่านเอามาตีพันกันอย่างนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้

เรื่องที่ จีดีพี (GDP) ต่ำกว่าเป้าหมายแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หรอกครับ ผมพูดไปแล้ว

เรื่องแรงงานต่าง ๆ ว่างงานร้อยละ ๑.๑ ก็ถือว่าว่างงานน้อยที่สุด แต่ท่าน ลองไปดูสิการว่างงานมันเกิดจากอะไร เลือกงานหรือเปล่า หรือว่าเขาปรับเปลี่ยนเป็นเรื่อง ของการใช้เครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือมากขึ้นหรือไม่ รัฐบาลก็ต้องไปเตรียมมาตรการ ตรงนี้อีก ยกระดับฝีมือแรงงาน การเพิ่มคุณวุฒิต่าง ๆ เพิ่มวิชาชีพต่าง ๆ เอาคนเข้ามา ร่วมกันทำงานตรงนี้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลนะครับ

เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็บอกไปแล้ว ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี อยู่ได้ไหมล่ะครับ เราต้องดูแลเขาอย่างไรล่ะ ในส่วนข้างบนก็มีกองทุนให้เขา ตรงกลาง เอสเอ็มอี (SMEs) สมอล (Small) มีเดียม (Medium) มันก็มีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับเขา เราไม่ได้ ช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเดียว ทั้งหมดนั้นเดิมให้เฉพาะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก ร้านค้าธงฟ้ามีทั้งหมด ๘๓,๐๐๐ ร้านค้าทั่วประเทศ วันนี้ก็ปลดล็อกไปอีกแล้ว ไปซื้อข้างนอก ก็ได้ซื้อในชุมชนก็ได้ เอาขึ้นทะเบียนก็แล้วกัน แต่ไม่ยอมขึ้นทะเบียน จะให้ผมทำอย่างไร ท่านไปช่วยผมอย่างนี้ ไม่ใช่ท่านไปตีผมข้างล่าง เขาก็ไม่ร่วมมือกับผมสักอัน แล้วท่านเป็น รัฐบาล ท่านก็จะรู้ว่าท่านก็ทำไม่ได้เหมือนกันละเข้าใจไหม ขอโทษนี่ผมไม่ได้ชี้ใครนะ มันรีบ สปีดอัป (Speed up) หน่อย

ในเรื่องการลดภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ก็วันนี้ท่านมาบอกภาษีมันน้อย ใช่ไหม พอผมจะขึ้นภาษีหรืออะไรพูดเรื่องภาษีไม่ได้เลย วันนี้ท่านบอกว่า แล้วจะขึ้นอย่างไร เอาไว้ท่านเป็นรัฐบาลท่านลองขึ้นดูก็แล้วกัน พูดมานั่นก็ โอเค (OK) น่าฟังทั้งหมด น่าเชื่อถือ หมดเลยนะ แต่เวลาทำมันคนละเรื่อง ไปเรียนรู้มาอีกสักหน่อยแล้วกันค่อยพูดนะครับ

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี ๒๕๖๒ ช่วยใคร ว่าไปแล้วนะครับ

ต่อไปเรื่องของมาตรการ ชิมช้อปใช้ก็พูดไปแล้ว

แจกเงินเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. เมื่อสักครู่บอกวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ อะไรนะ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหม มันใช้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากไหน ไปดูสิรายละเอียด ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันใช้เงินจากตรงไหน ใช้ ธ.ก.ส. ใช่ไหม ต้องกู้เงินแต่ละกิจกรรม ใช่ไหม ถ้าไม่กู้ก็ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ใช่หาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหนเอามาใช้ตรงนี้ ไม่ใช่เลย ไปดูใหม่นะครับ วันนี้ว่าจะพูดเสียงไม่ดังนะ แต่ต้องขอโทษด้วยท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเพราะว่าผมนั่งตั้งแต่เช้าแล้วนะ ไม่โมโหใครเลยนะ ยิ้มเห็นไหม ผมยิ้มตลอด

แล้วสิ่งอื่น ๆ เศรษฐกิจปัจจุบันเหมือนปี ๒๕๔๐ ไม่เหมือน ยืนยันว่า ไม่มีเหมือน

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างที่บอกแล้ว หนี้ครัวเรือนวันนี้ ถ้าเรามองว่าหนี้ ครัวเรือนสูงขึ้น ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ดูมันสูง ไปดูสิครับรายละเอียด ปลีกย่อยในหนี้ครัวเรือน มันเป็นหนี้ประเภทไหนบ้างใช่ไหม หนี้ที่มีมูลค่า หนี้เรื่อง ประกอบการธุรกิจครัวเรือน แต่ก่อนไม่มีหรอกครับหนี้ครัวเรือนในบุคคลธรรมดากู้เงินไปทำ ธุรกิจ เพราะฉะนั้นอีกอันหนึ่งก็หนี้ครัวเรือนที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นเพียงร้อยละ ๖.๓ ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับต่ำ ลดลงจากอดีตที่เคยสูงถึง ๕.๔ วันนี้ ๓.๓

(นายธีรัจชัย พันธุมาศ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขออนุญาต ประท้วงครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

ประท้วงอะไรครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนายกรัฐมนตรีครับ แป๊บหนึ่งนะครับ มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติประท้วงใช่ไหมครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ใช่ครับ ท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประท้วง ผิดข้อบังคับข้อไหนช่วยชี้แจงด้วยนะครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ข้อ ๖๙ ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม ธีรัจชัย พันธุมาศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ขอประท้วงท่านผู้อภิปรายคือ ท่านนายกรัฐมนตรีในข้อ ๖๙ การอภิปรายต้องอยู่ในประเด็น เกี่ยวกับประเด็นที่กำลังปรึกษากันอยู่ ในกรณีนี้ตามญัตตินะครับ ปรึกษาอยู่ ๒ ประเด็น นั่นคือประเด็นของการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ และอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าในการแถลงนโยบายนั้นก็ไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้และรายจ่าย

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

รับทราบครับ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้ประท้วงครับ ท่านนายกรัฐมนตรีลุกแป๊บหนึ่งนะครับ ท่านผู้ประท้วงครับ ผมเข้าใจแล้ว ผมก็ฟังท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงอยู่

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

แต่ว่าไม่ได้เกี่ยว

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยวท่าน ฟังประธานวินิจฉัยครับ คือขณะนี้ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังชี้แจงในประเด็นที่บอกว่า การแถลงนโยบายครั้งนั้น ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินงาน ตามนโยบายไม่ละเอียด ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ในเมื่อตั้งแต่เช้ามา ท่านสมาชิกเราก็อภิปรายพูดถึงท่านในหลาย ๆ ประเด็น อาจจะตรงประเด็นบ้าง ไม่ตรงประเด็นบ้าง ฉะนั้นพอท่านชี้แจงในประเด็นนี้ ท่านก็คงจะถือโอกาสชี้แจงในประเด็นอื่น ๆ รวบไปด้วย ฉะนั้นท่านอดทนนั่งฟังเรามานับ ๑๐ ชั่วโมง ตอนนี้เราอดทนฟังท่านนิดหนึ่งนะครับ ผมขอวินิจฉัยว่าท่านนายกรัฐมนตรีผู้ชี้แจงยังไม่ได้ออกนอกประเด็น เชิญท่านนายกรัฐมนตรี อภิปรายต่อครับ

นายธีรัจชัย พันธุมาศ แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ข้อบังคับ ข้อ ๙ ประธานในที่ประชุมเป็นกลางในการปฏิบัติหน้าที่

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้ประท้วงครับ ประธานวินิจฉัยแล้วครับถือว่าเป็นเด็ดขาด เชิญท่านนั่งครับ เชิญครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อครับ

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม 🔗

ขออีกนิดเดียวครับ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ผมจำเป็นต้องชี้แจงเพราะมันมีการกล่าวตรงนี้เข้ามานะครับ เรื่องเศรษฐกิจประเด็นที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ วันนี้อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของ ประเทศไทยบ้าง ถ้าท่านไม่เชื่อมั่นกันเองแล้วใครจะเชื่อนะครับ ท่านไม่เชื่อ ท่านก็อ้างว่า รัฐบาลเอาตัวเลขมาจากไหน มันก็จำเป็นต้องมีตัวเลขพวกนี้ขึ้นมา ถ้าไม่ใช้หลักการบริหาร แบบนี้มันสะเปะสะปะไปหมด แล้วมันทำอะไรไม่ได้ มันจัดสรรงบประมาณไม่ได้เลย องค์ประกอบดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ส่วนรวมดีขึ้น ด้านระบบการเงิน อันดับที่ ๑๔ ของโลก คะแนน ๘๔ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ด้านขนาดของตลาด ประเทศไทยจัดอันดับอยู่อันดับที่ ๑๘ ของโลก ๗๔ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดูอิง บิสซิเนส ๒๐๑๙ (Doing Business 2019) ได้รับคะแนน อีส ออฟ ดูอิง บิสซิเนส (Ease of doing business) เป็น ๗๘.๔๕ สูงสุดเป็นอันดับ ๓ ของอาเซียน (ASEAN) คะแนน ที่เพิ่มขึ้น การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านคุ้มครองลงทุน ด้านชำระภาษี ด้านการแก้ปัญหาการล้มละลาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าเราพยายามทำให้ดีที่สุด ในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า ๕ ปีที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลก่อนหน้าการเลือกตั้งก็ตาม และผม ก็เคารพในหลักการของรัฐธรรมนูญทุกตัว ทุกตัว เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยที่จะไปล่วงละเมิด ไม่มีจะทำอะไรให้เสียหาย เพราะฉะนั้นขณะนี้ผมก็รายงาน เรียนอย่างนี้ว่า เราประมาณการไว้ คำว่า ประมาณการ ก็คือประมาณการรายได้แต่ละปี แต่ละปี หรือ ๓ ปีข้างหน้า หรือ ๕ ปีข้างหน้า มันไม่มีประมาณการแบบนี้ ๑ ปี ๓ ปี ๕ ปี หนี้จะขึ้นเท่าไร รายได้จะมาจากที่ไหน มันก็ต้องมีประมาณการตัวนี้ รายได้เก็บต่ำ มันก็เก็บ ต่ำเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่าในปี ๒๕๕๙ รายได้ประมาณสุทธิ ๒.๓ ล้านล้านบาท พอปี ๒๕๖๑ รายได้ประมาณสุทธิได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท จาก ๒.๓ ล้านล้านบาท เป็น ๒.๕ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๒ รายได้ประมาณสุทธิจากเมื่อสักครู่นี้ ๒.๕ ล้านล้านบาท มาเป็น ๒,๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพิ่มขึ้นอีก ๒.๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกเป็นภาษี หลายประเภท กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น ทีนี้ถ้าท่านไปดูตัวเลข ท่านอาจจะเอาตัวเลขรายไตรมาสมาดู วันนี้มันมี ๔ ไตรมาส เข้าใจหรือไม่ ต้องไปดูปลายปีนั้นอีกที เก็บภาษีได้อย่างไร บางอย่างมันก็เพิ่มขึ้น บางอย่าง ก็ลดลงตามสถานการณ์ ตามราคาน้ำมันที่ท่านเห็นอยู่ ภาษีส่วนใหญ่เรามาจากน้ำมันเยอะ ปี ๒๕๖๓ คาดการณ์ว่ารัฐบาลมีรายได้สุทธิ ๒,๗๓๑,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็คือตัวเลข ประมาณการรายได้ ซึ่งเทียบเคียงจากปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มาปี ๒๕๖๓ ตัวเลข มันควรจะเป็นเท่านี้ ถ้ามันจะต่ำกว่านี้หรือมันจะมากกว่านี้ มันก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะปฏิรูป เศรษฐกิจอย่างไร มี อีอีซี (EEC) มีอะไรต่าง ๆ ซึ่ง ๕ ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเริ่มตอบแทนเข้ามา เราต้องมีการลงทุน ต้องมีนโยบายในเรื่องของการสร้างแรงจูงให้เขามาลงทุน ให้ย้ายฐานการผลิต มาประเทศไทย ถ้าทำแบบเดิมมันไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งสิ้นในโลกใบนี้วันนี้ อย่ามองทางด้านเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีตัวเลขประมาณการอย่างนี้ ปี ๒๕๖๓ ๒.๗ ล้านล้านบาท เราก็ ประมาณการไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ขาดดุลนั่นละ แต่ขาดดุลมันไปอะไร มันไปหนัก เรื่องการลงทุน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้เคยมีถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ผมถามหน่อยสิ ย้อนกลับไปดูบ้าง ใช้เงินกันอย่างไรตอนหน้าโน้น ผมก็จำเป็นต้องกล่าวอ้างไปด้วย ภาษีท้องถิ่นท่านบอกว่ามี ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็พูดอยู่อย่างนี่ละ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาใช้ไปเท่าไรแล้ว เขาใช้ด้วยอะไร เขาใช้ไปได้อย่างไร ท้องถิ่น ก็ได้รับงบประมาณไปทำถนนหนทางทำอะไรเยอะแยะไปหมดแล้ว มันเหลือไม่ถึงหรอกครับ เงินสะสม แต่ละที่มันมีไม่เท่ากัน การจะเอามาใช้ทั้งหมดมันใช้เท่ากันไม่ได้หรอก มันของใคร มากน้อยอย่างไรก็ต้องเป็นเรื่องของเขาตกลงกันออกมาว่าจะทำใช้ได้เท่าไร เพราะฉะนั้น ท่านก็พูดตัวเลขซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ ต้องติดตามพัฒนาการทางตัวเลขเหล่านี้การบริหารราชการ ของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ถ้าท่านไม่เอาตัวเลขมาเป็นหลักการท่านพูดอะไร เดี๋ยวผมก็เกรงว่าประชาชนจะเชื่อ ผมไม่ได้ไปพูดกับท่าน ผมพูดกับท่านประธาน แล้วผมพูด กับประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน สุดแล้วแต่ว่าท่านจะตัดสินอย่างไรว่าจะเชื่อใคร เชื่อผมหรือเปล่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดเป็นตัวเลขที่ทำมาข้าราชการ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เขาทำมา ทุกกระทรวง นี่คือเฉพาะกระทรวงเดียวเรื่องการเงินการคลังอย่างเดียว มีอีก ๑๙ กระทรวง แล้วไม่ฟังเขาแล้วจะฟังใคร เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนไปด้วยแล้วกัน วันนี้ขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายนะครับ จะเห็นว่าผมก็ยิ้มให้ท่าน ท่านหมอ ท่านอะไร ผมยิ้มหมด ขออนุญาตกล่าวนาม วันนี้จะเห็นได้ว่าผมดุเดือดน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมรักท่าน ทุกคนนั่นละ เพราะท่านคือคนไทยของประเทศไทยประเทศนี้ ท่านไม่ใช่คนประเทศอื่น เอากันให้เป็นให้ตายกันหรืออย่างไร แล้วประเทศจะอยู่ตรงไหนครับ จะอยู่ตรงไหน ประชาชนของท่านจะอยู่ตรงไหน เอาละขอจบคำชี้แจงเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ กราบเรียน ท่านประธาน ขอบคุณครับ

(นายนิยม เวชกามา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประท้วง หรือว่าอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีก็ชี้แจงจบแล้วครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

ผมประท้วงตามข้อ ๖๙ นี่ละครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธาน ผู้อภิปรายไม่อยู่ในประเด็น คือวันนี้เราสอบถามเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณท่านพูดอยู่ ไม่ได้เข้าประเด็นเลยครับ ท่านกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญนั่งก่อน ขออนุญาตวินิจฉัยว่า วันนี้เรามีญัตติอภิปรายเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรีใน ๒ ประเด็น เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้ชี้แจงผมก็ฟังอยู่ว่า เป็นเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแถลงนโยบายไม่ได้บอกที่มาของงบประมาณ แต่เรื่อง การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบนั้นท่านยังไม่ได้ชี้แจง ท่านก็ไม่ต้องประท้วงบังคับให้ท่านชี้แจง ผมคิดว่าอีกไม่นานก็คงจะมีคนชี้แจงเสียเวลาเปล่า ๆ เชิญท่านรังสิมันต์ โรม สลับ ขออภัย ฝ่ายค้านมีลายเซ็นท่านวิป (Whip) เสนอมาว่า ขอสลับคุณจิรายุขึ้นมาอภิปรายก่อน เชิญคุณจิรายุครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๖ เขตคลองสามวา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีชี้แจงแล้วถ้าผมได้มี โอกาสไปนั่งบัลลังก์ท่านนายกรัฐมนตรี ผมจะไปหลังบัลลังก์แล้วก็ไปบอกเจ้าหน้าที่ ข้าราชการว่าอย่าเขียนอย่างนี้ให้ท่านอ่านอีก เพราะอะไรรู้ไหมครับ ข้อมูลหลายตัวเป็น ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงเลยท่านประธานครับ ท่านไปอ่านตามข้าราชการข้างหลังได้อย่างไร นี่เสียดายถ้าท่านนั่งอยู่ผมจะให้ท่านได้ฟังว่าที่ผมพูดจริงไหม หลายตัวมั่วมากเลย ท่านประธานที่เคารพ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

จิรายุครับ ผมว่าเข้าเรื่องเลยดีกว่า จริง ไม่จริง ท่านสมาชิกเป็นผู้วินิจฉัยแล้วก็พี่น้องประชาชนฟังอยู่ ฉะนั้นท่านอภิปรายในประเด็นที่ท่านอยากจะอภิปราย เชิญครับ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานอย่าเพิ่งเบรกเกม เสิร์ฟนะครับ กำลังค่อย ๆ ไล่ลำดับให้ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้ทราบ ก็มันเป็นข้อเท็จจริงที่ผมจะต้องให้ท่านตรวจสอบ ยกตัวอย่างเช่นท่านบอกว่ารัฐบาลนั้น ไม่เคยเลยที่จะใช้งบประมาณอะไรฟุ่มเฟือยอะไรต่าง ๆ ผมจะยกตัวอย่างอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ พวกเราอันดับแรกเป็นฝ่ายค้านก็จริง หน้าที่ของฝ่ายค้าน และหน้าที่ของคนไทยทุกคนคือการรักประเทศ ไม่มีใครอยากจะให้ประเทศเสียหาย เพราะว่าผมไปต่างประเทศ ถ้าบอกว่ามาจากไทยแลนด์เขาจะได้ยกนิ้วโป้งให้ เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอย่ามากล่าวว่าตัวเองรักประเทศเพียงคนเดียว ประชาชนทุกคน รักประเทศเหมือนกับท่านละครับ แต่การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในวันนี้ ท่านประธาน ที่เคารพ มันคือระบอบประชาธิปไตยและการถ่วงดุลอำนาจ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ท่านก็บอกว่า ประเทศอย่างนั้นไม่ได้ครับ ประเด็นที่ผมอยากจะบอกครับว่าตั้งแต่มีประเทศไทยมา ในช่วงหลัง ๆ นี้ มีประมาณปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ที่เขาไม่ได้กู้ เขาก็ทำดุลงบประมาณแบบสมดุล ท่านนายกรัฐมนตรีรู้หรือเปล่า ถ้าไม่รู้ไปเรียกเจ้าหน้าที่ข้างหลังให้ไปชี้แจงหน่อยว่าประเทศไทย เขาทำงบสมดุลกันปีไหน สมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร โน่นละครับ เพราะฉะนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านนายกรัฐมนตรีตอบนี่ข้อมูลไม่แม่น อย่ามาตอบพวกตัวเลขเศรษฐกิจ ให้คนนั่งบนบัลลังก์ ที่เขาเป็นพวกมือเศรษฐกิจตอบครับ อันตรายครับ แล้วมันจะทำให้นักลงทุนมีปัญหา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเหมือนปานประหนึ่งว่า เงินสำรองระหว่างประเทศนี้มันเป็นยาวิเศษที่ฉันจะคุยได้ว่ารัฐบาลของท่านทำแล้วมันเจ๋ง ผมบอกเลย ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านพูดผิด และเดี๋ยวท่านมาแก้ตัวด้วยนะครับว่า ทำไมผมจึงบอกว่าท่านพูดผิดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เงินสำรองระหว่างประเทศนั้น ถ้าท่านไม่รู้จริงไม่เป็นไร เงินสำรองระหว่างประเทศนักธุรกิจหรือผู้นำเข้าและส่งออก เขาเอาไว้สำหรับแลกเงินตรา ท่านรู้ไหมครับว่าทำไมเงินตราทุกวันนี้ค่าเงินบาทมันถึงแข็ง พอแข็งทำอย่างไร เราก็ซื้อของจากต่างประเทศเอาเข้ามาครับ ท่านรู้ไหม ทำไมคนไทย ถึงไปเที่ยวเมืองนอกครับ เพราะค่าเงินบาทมันแข็งค่าขึ้น เราไปซื้อของเขาถูกลง เพราะฉะนั้นเรื่องเงินสำรองระหว่างประเทศท่านอย่าเอามาพูดในรัฐสภาให้กับ พี่น้องประชาชน เดี๋ยวเขาจะหาว่านายกรัฐมนตรีประเทศไทยไม่รู้เรื่อง ผมจะบอก ท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เดี๋ยวท่านชี้แจงนะครับว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณตน ของท่าน รวมทั้งการไม่ชี้แจงที่มาของเงินงบประมาณทำไมพวกผมถึงต้องเข้าชื่อกัน เพื่อยื่นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่ามีเยอะ มันเป็นเงินของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ เขาไว้ให้นักลงทุนแลกเวลาเรา สั่งของเข้าแล้วนำของออกไป ไม่เกี่ยวเลยครับ ท่านไม่ต้องมาอวดสรรพคุณว่า โอ้โฮ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์เข้ามาแล้วบริหารราชการแผ่นดินดี คนทั้งประเทศเขารู้ครับว่าวันนี้เศรษฐกิจ ปากท้องและความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นอย่างไร ท่านประธานทราบไหมครับว่า ฐานะการคลังที่มีปัญหาในขณะนี้ เมื่อย้อนไปดูสถิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบาย เรื่องของอะไรที่ท่านจะแจกนี่ครับ มันเป็นการนอนหลับคืนนี้และตั้งใจจะฝันดี มนุษย์เรา บังคับฝันได้หรือครับท่านประธานครับ มนุษย์เราบังคับให้พี่น้องประชาชนไปเที่ยวได้หรือครับ ถ้าเขาไม่มีกะจิตกะใจจะเที่ยว ท่านประธานที่เคารพครับ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีพูด รายได้ สำคัญของรัฐหรือประเทศมันคืออะไรรู้ไหมครับ มันคือเงินภาษีเท่านั้นไม่เกี่ยวกับเงินทุน สำรองระหว่างประเทศ ไม่ใช่เลย ถ้าเป็นผมเป็นรัฐบาลในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมก็พูดได้ครับ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็มี ก็เหมือนกันแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ แต่เรื่องที่น่าตื่นเต้นจนชนิดที่ว่าเหงื่อตก คืออะไรรู้ไหมครับท่านประธานครับ การลงทุนครับ ตัวเลขของคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนหรือ บีโอไอ (BOI) ส่งตัวเลขออกมาให้กับสาธารณชนครับว่า ตั้งแต่ปฏิวัติ รัฐประหารรัฐบาลของท่านนี่ละ คนมาลงทุนน้อยลง ๆ เรียกว่า สาละวันเตี้ยลง ประมาณนั้น เลยท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นเมื่อไปดูวงเงินงบประมาณที่ท่านพยายาม จะชี้แจงบอกว่า โอ้โฮ ใช้จ่ายประหยัดแล้วอย่างโน้นอย่างนี้ ท่านประธานดูสิครับ ปี ๒๕๕๗ งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ต่อเนื่องจนปี ๒๕๕๘ ใช้เงินประมาณ ๒.๕ ล้านล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านกู้เพื่อชดเชยเท่าไรรู้ไหมครับ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ พอมาปี ๒๕๕๘ ต่อเนื่องปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ มีแต่เพิ่มขึ้นมา เป็นระยะ ๆ งบประมาณปี ๒๕๖๐ ที่ผ่านมา ๒.๙๒ ล้านล้านบาท ท่านกู้ ๕.๕ แสนล้านบาท ตัวเลขขึ้นเป็นกราฟอย่างนี้เลยนะครับ เวลากู้เงิน ท่านประธานครับ ท่านประธานมีสตางค์ ท่านประธานจะกู้เงินมาทำไมครับ ถ้าเงินในกระเป๋าท่านประธานมีเงินของประเทศไทย ไม่มีใครกู้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านพูดอะไรนี่ถ้าท่านพูดเรื่องการเมือง ผมยอมฟังท่าน แต่พอเมื่อสักครู่นี้ท่านพูดเรื่องเศรษฐกิจพี่น้องประชาชนทั้งหลายตั้งสติ ฟังให้ดีนะครับ ไม่ได้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีผมชื่นชมท่านหลายเรื่องในการตัดสินใจเด็ดขาด ในเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เรื่องเศรษฐกิจท่านอย่าครับ อันตราย นักลงทุนทั่วโลกฟังการอภิปรายวันนี้ ว่ารัฐบาลประเทศไทยจะเดินทางไปในทิศทางไหน จะลงทุนอย่างไร เศรษฐกิจจะดีไหม ทุกวันนี้คนไม่มาลงทุนก็เพราะว่า ๑. มันไม่ชัดเจน นโยบายไม่คมชัด มีแต่จะกระตุ้นรายจ่าย ด้วยการแจกเงิน วันดีคืนดีไม่รู้เอาอะไรคิด ท่านประธานครับ จะให้ข้าราชการหยุด ๒ วัน ไปเที่ยว ข้าราชการมาบอกผม คุณจิรายุช่วยบอกท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยเถอะ อย่าไปจัดเลยแบบนี้ เอาสตางค์มาให้เบี้ยเลี้ยงดีกว่า เพราะวันเสาร์ วันอาทิตย์ วันหยุดจะได้ซักผ้า ผมก็เคย อภิปรายในที่ประชุมไปแล้ว เพราะฉะนั้นท่านประธานไปดูปี ๒๕๖๑ งบประมาณรายจ่าย ๓.๐๕ ล้านล้านบาท กู้เพื่อชดเชย ๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ทำไมล่ะครับ ถ้าท่านบอกว่า เศรษฐกิจดี ท่านบอกเงินคงคลังดีก็ไปยืมธนาคารแห่งประเทศไทยมาสิครับ เขาจะให้ท่าน ยืมหรือ นี่ผมถึงบอกอย่างไร ข้าราชการข้างหลังเขียนให้ท่านอ่านให้ละเอียด ไม่ใช่เขียน ท่านก็อ่าน ๆ ป แล้วสุดท้ายไปเอาเงินสำรองระหว่างประเทศมารวมกับเงินคงคลัง ซึ่งใช้แล้ว ก็มีรายรับรายได้จากภาษี สรรพากรเก็บ ศุลกากรเก็บ สรรพสามิตเก็บ คนละเรื่องเลย ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นต่อมาท่านประธานครับ ท่านรู้ไหมครับ นี่เดือน ๙ ปี ๒๕๖๒ รัฐบาลกู้เพื่อชดเชยไปแล้ว ๔๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้ตั้งงบประมาณไว้ประมาณ ๓.๐ ล้านล้านบาทครับ อย่างไรละครับ แล้วบอกว่าเศรษฐกิจดี ท่านออกนโยบายมานี่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินการคลังที่เมื่อสักครู่นี้ท่านพูด การยกเว้นภาษี งบการลงทุน ไม่น้อยกว่าเท่านั้นเท่านี้ การจัดเก็บภาษี ท่านยังไปตำหนิคนจนอีกว่าคนจนไม่เสียภาษี ถ้าเข้าร้านสะดวกซื้อแล้วไม่เสียภาษีนี่ต้องจับมานะ ไปซื้อของไปซื้อพืชผลทางการเกษตร กินข้าวถ้าไม่เสียภาษีต้องไปจับมานะ เอาอีกแล้วท่านนายกรัฐมนตรีผม แล้วท่านพูดต่ออีก นโยบายที่ท่านบอกว่าพรรคพลังประชารัฐ ขออภัยที่เอ่ยครับ เคยหาเสียงอย่างโน้นอย่างนี้ พรรคร่วมรัฐบาลหาเสียงอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า ท่านบอกค่อยไป พิจารณา อันนี้ก็แล้วแต่ประชาชนตัดสินใจว่าจะโดนแหกตาหรือเปล่า ก็สุดแท้แล้วแต่ แต่เวลานั่งฟังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างพวกผมนี่สะท้อนใจวันดีคืนดีท่านก็ว่าอีก ดูถูกประเทศไทย ไม่รักประเทศ ปัทโธ่ ใครไม่รักประเทศ เกิดตำบลพระนคร จังหวัดพระนคร ผมนี่ท่านประธานครับ รักประเทศเหมือนกับท่านนี่ล่ะ แต่กลไกที่ตอบแทนกับ พี่น้องประชาชนให้ท่านได้รับฟังไว้ มันจะเป็นแนวทางที่ท่านบริหารราชการแผ่นดินได้ ยังดีนะก่อนจบท่านไม่หงุดหงิดท่านยังมาติดตลกทำหน้าอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั่วโลกดูถ่ายทอดสดอยู่ นายกรัฐมนตรีไทยอย่างนี้หรือครับ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ครับ คณะรัฐมนตรีต้องชี้แจงครับ เพราะว่าการแถลงนโยบายของท่าน โดยไม่ชี้แจงที่มาของ งบประมาณมันเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดในประเทศแบบนี้ ผมไม่รู้ท่านเอาอะไรคิดกัน แต่ที่แน่ ๆ ก็คือคิดที่ว่าเงินที่ท่านเอามาใช้นี่คือเงินภาษีของประชาชนครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องบอก ไม่ใช่เป็นเศรษฐีขุดหลังบ้านแล้วเจอบ่อน้ำมัน โอ้โฮ รวย ไทยแลนด์รวย ทุกวันนี้จนกระจุก รวยกระจาย เพราะอะไรรู้หรือไม่ครับ รัฐบาลของ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสมัยนี้ก่อหนี้ ด้วยการกู้เงินเพื่อชดเชยงบประมาณมากที่สุดขีดเส้นใต้ร้อยครั้ง กู้เงินงบประมาณมากที่สุด ผมจึงบอกเลยครับ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีไม่แม่นเรื่องเศรษฐกิจอย่ามาขึ้นบัลลังก์แล้วพูด แบบนี้ ท่านพูดเรื่องการเมือง พูดเลย รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์กู้ไปแล้วนี่พี่น้องประชาชน ที่เคารพครับ ๒.๑๙ ล้านล้านบาท ตั้งแต่ท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ปี ๒๕๕๘ จนถึง ปี ๒๕๖๒ นโยบายที่สำคัญคืออะไรครับ เฮลิคอปเตอร์มันนี (Helicopter money) ขึ้นเครื่องบินแล้วโปรย คนแก่นอนอยู่บ้านไม่มีปัญญาครับ เด็ก ๓ ขวบ ไม่มีปัญญาวิ่งมา รับเงินครับ เพราะท่านโปรยเงินโดยไม่แบ่งกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาของ รัฐบาล ๕ ปีที่ผ่านมา และเศรษฐกิจของประเทศน่าเป็นห่วงเรื่อย ๆ และนอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีไม่ตอบตรงประเด็นเลยว่า ท่านแสดงงบไว้ที่ไหน ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้บอกว่า เดี๋ยวก็รู้เองล่ะ จ่ายให้คนไปเที่ยวได้ไปเที่ยว เศรษฐกิจก็กลับมา ก็ผมบอกแล้วอย่างไรครับ คืนนี้ยังไม่ทันนอนเลย ท่านประธานบังคับฝันตัวเองได้หรือไม่ครับ ไม่ได้ถูกหรือไม่ครับ อยากฝันดีใจจะขาด แต่คืนนี้ฝันร้าย ฝันว่ามีคนลากรถถังออกมาปฏิวัติ เพราะฉะนั้น ผมจึงบอกท่านประธานต่อไปนี้ว่า เศรษฐกิจของประเทศวันนี้พี่น้องประชาชนที่ฟัง พรรคฝ่ายค้านทำงานอย่างมีคุณภาพ ผมจะบอกท่านว่าน่าเป็นห่วงมากไตรมาสที่ ๔ คือ อีก ๓ เดือนข้างหน้านี้ มีแต่ตกลง ๆ ตกลง ความสุขก็ยังตกลง มีความสุขอยู่พวกเดียว ก็พวกที่ท่านนั่งอยู่ข้างบนนี่ละครับ คณะรัฐมนตรีที่ได้ตำแหน่งกัน ที่เหลือประชาชน ทั้งประเทศมีความทุกข์กับภาวะเศรษฐกิจ เพราะหนี้ครัวเรือนสูงถึง ๑๒.๙๘ ล้านล้านบาท หรือถึง ๗๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของ จีดีพี (GDP) ดัชนีมวลรวม

ประเด็นต่อมาก็คือกำลังซื้อในประเทศหดหาย ถามพี่น้องประชาชนที่ดู ถ่ายทอดสดครับ ท่านรู้สึกไหมครับว่าท่านไปเดินห้างสรรพสินค้าเจอเขาลดราคารองเท้า คู่ใหม่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ๑. ซื้อเลย กับ ๒. คู่เก่ามันยังใช้ได้อยู่ ผมเชื่อว่าคนยังคิดแบบนี้ครับ คู่เก่ามันใช้ได้อยู่ เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นครับ เมื่อคนไม่จับจ่ายใช้สอยก็เกิดปัญหาตามมา ธุรกิจก็อยู่ไม่ได้ครับ เพราะไม่ได้รับภาษีมูลค่าเพิ่ม ท่านประธานที่เคารพครับ และพี่น้อง ประชาชนทราบไหมครับว่าประเทศไทยแลนด์ของเราวันนี้เรามีหนี้ครัวเรือนประมาณ อันดับที่ ๒ ของเอเชียหรือเป็นอันดับที่ ๑๑ ของโลก ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากไปยัง คณะรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะให้คนไทยต้องร้องไห้กันถึงขนาดไหน ท่านจะให้ คนไทยต้องผูกคอตายหรือฆ่าตัวตายจากข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ในรอบ ๒-๓ เดือนที่ผ่านมา อีกกี่คนครับในเรื่องของเศรษฐกิจ และท่านประธานที่เคารพครับ รู้ไหมครับว่าทำไมช่วงนี้ ฝุ่นมันน้อยลง ไม่ใช่ฝนตกหรอกครับ เพราะว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ที่ฝุ่นมันเยอะขึ้นเพราะว่า คนมันเตะฝุ่นมากขึ้น ดูได้จากตัวเลขที่ผ่านมา ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการจ้างงานท่านก็ไปตำหนิประชาชนอีก ก็มันเลือกงาน มนุษย์ก็มีโอกาสเลือก ใครจะเลือกได้แบบท่านละครับ ถ้าเป็นผม ผมก็ต้องเลือก จะกินอาหารผมยังเลือก ประชาชนเขาก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเลือกในปัญญาที่เขาไม่ถึง เขาก็ทำงานในสิ่งที่เขาพูดไม่ได้ ผู้นำประเทศไทยไม่ควรพูดแบบนี้ครับ แล้วท่านประธานที่เคารพครับท่านทราบไหมครับ หลังการปฏิวัติมีตระกูลไม่กี่ตระกูล ยกตัวอย่างเช่น ตระกูล จรวน. มีเงินเพิ่มขึ้นประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตระกูล จรธว. มีเงินเพิ่มขึ้นประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตระกูล ยวทย. มีเงินเพิ่มขึ้น ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตระกูล สรวด. มีเงินเพิ่มขึ้น ๒๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ตระกูล ศวนปภ. มีเงินเพิ่มขึ้นเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุผลที่ผมถามว่าทำไมท่านบอกว่าทำนโยบายแบบนั้น แต่ท่านหาเงินตรงไหน ท่านบรรจุ ในสิ่งที่พวกเราตั้งญัตติหรือไม่ครับ ตระกูลที่ผมพูดมานี้ค้าขายให้กับรัฐบาล ท่าน พลเอก ประยุทธ์ ในสมัย คสช. มาจนถึงทุกวันนี้ทั้งสิ้นครับ แต่ เอสเอ็มอี (SMEs) หรือธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมตายลง ๆ เปิดร้านค้าท่านประธานไปเดินเลยครับ ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดนัด ยุงไม่ค่อยมีหรอกครับ เพราะว่านั่งตบยุงกัน คนมีแต่คนดู มีแต่คนขาย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมบอกต่อไป ปี ๒๕๖๑ ที่ผ่านมา ประเทศสิงคโปร์แจกเงิน แบบที่ท่านแจกนี่ละครับ แต่เขาแจกได้เพราะอะไรครับ ประเทศเขาพัฒนาแล้ว เงินคงคลัง เขาเยอะ เขาเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโน่นนี่นั่นได้ เขาก็เลยต้องแจกเงินให้ประชาชนไปเที่ยว ครับ เกาะเล็ก ๆ มันไปเที่ยวไหนไม่ได้ก็เอาเงินไปเที่ยวเมืองนอก เมืองไทย ๖๐ กว่าล้านคน ทุกวันนี้ท่านดูข่าวโทรทัศน์สิครับ ผมเห็นพี่บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ทำงานเก่งกว่ารัฐบาลอีก เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ คนจนครับ ประเด็นก็คือว่าท่านแจกเงินไปแล้วชาวบ้าน บอกว่า แจกไว้ก็เก็บไว้ก่อน เพราะยังไม่รู้ว่าจะใช้เมื่อไร คำถามต่อมาก็คือว่า ดัชนีเชื่อมั่น ผู้บริโภคท่านรู้ใช่ไหมครับว่า ๒๒ เดือน คำว่า ดัชนี คือการวัดว่าเราจะซื้อของหรือไม่ซื้อ แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมาตกต่ำลง ท่านประธานครับ อย่างนี้เลยนะครับ กดไลก์ (Like) หัวคว่ำ ๒๒ เดือนต่อเนื่อง รัฐบาลท่านไม่ใช่หรือครับ ถ้าท่านบอกว่าท่านใช้วิธีการบริหารราชการ แผ่นดินแล้วทำให้ประชาชนมีเศรษฐกิจดีก็มีคนไปเที่ยว ท่านไม่ต้องไปแจกเงินเขาหรอก ผมชอบไปเขาค้อท่านประธานครับ ขึ้นไปบนภูเขา แต่ปีนี้ผมบอกสมาชิกหลายคน บอกไว้ก่อน เงินก็ไม่ค่อยดี เก็บสตางค์ไว้ก่อน เพราะฉะนั้นไม่ผิดหรอกครับที่ท่านอธิบาย แต่ผมจะบอกว่า ท่านประธานที่เคารพครับ ซานตาคลอสมันมีแต่ในนิยายนะครับ แต่ซานตาตู่ มีตัวจริงในประเทศไทย ซานตาคลอสแจกแต่ในจินตนาการครับ ลูกผมเล็ก ๆ วันคริสต์มาสก็จะเอาถุงเท้ามาแขวนไว้หน้าห้อง ผมก็ต้องเอาสตางค์ไปใส่ ๑๐๐ บาท ลูกก็ขอบคุณซานตาคลอสเขาไม่เคยขอบคุณผม เหมือนกันครับ แต่ที่นี่เขาจะต้องมองไปยัง นายกรัฐมนตรีครับว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นซานตาตู่แจกเงินได้อย่างไร ในเมื่อเงินทั้งหลายนี้ทำให้คนรวยกระจุกแล้วก็จนกระจายครับ ผมขอพูดคำพูดของไอน์สไตน์ ท่านประธานที่เคารพครับ อะไรที่ท่านทำมาแล้ว ๕-๖ ปีที่ผ่านท่านอย่าไปทำมันซ้ำเลย ไอน์สไตน์พูดว่าอย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เขาบอกว่า การทำสิ่งเดิม ๆ ซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลที่แตกต่าง คือการเสียสติ ท่านประธานเด็ก ๆ เคยซื้อตุ๊กตุ่นตัวเล็ก ๆ ไหมครับ ที่มันมีลานหมุน ไขลานหน่อย แล้วมันเดินต๊อกแต๊ก ๆ เราก็นั่งดูด้วยความสนุกครับ พอมันไปเดินข้างฝามันก็เดินชนข้างฝา ต๊อกแต๊ก ๆ อยู่อย่างนั้น รัฐบาลชุดนี้อาการเดียวกันเลย เพราะอะไรครับ กลัวว่าจะว่าเดี๋ยวไปลอกนโยบาย พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ไม่ชอบทักษิณก็เลยไม่อยากใช้นโยบาย ประชานิยม สุดท้ายแล้วก็เป็นอย่างทุกวันนี้เหมือนตุ๊กตุ่นที่มันเดินชนข้างฝา ท่านประธาน ที่เคารพครับ

ประเด็นต่อมา ทำไมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ จึงต้องบังคับใช้ให้ ครม. ได้ชี้แจง เพราะท่านทั้งหลายบริหารเงินของประชาชน ประชาชนมีหน้าที่ถามผ่าน ผู้แทนราษฎรที่นั่งอยู่ในรัฐสภาแห่งนี้ จึงมาดูกันว่าประชาชนผู้เสียภาษีเขามองว่า ท่านเห็นหัวเขาหรือไม่ งบกระตุ้นเศรษฐกิจที่ท่านบอกที่เพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ท่านบอกอย่างไรก็ต้องแจก ไม่อย่างนั้นจะไปเที่ยวหรือ ผมเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ดู ไส้ในหรอกว่าเขาทำอะไรกัน แจก ๑,๐๐๐ บาทให้ท่านประธาน ขออภัยครับ ท่านประธาน ต้องไปลงทะเบียนในแอปพลิเคชัน (Application) แล้วพอลงทะเบียนปุ๊บท่านประธาน ต้องไปซื้อ ถ้าบ้านท่านประธานอยู่จังหวัดบุรีรัมย์ท่านต้องไปซื้อที่จังหวัดอ่างทอง ไปเที่ยว ที่จังหวัดอ่างทอง ๑,๐๐๐ บาทท่านไปใช้ร้านที่จังหวัดอ่างทอง แต่ขับรถจากจังหวัดบุรีรัมย์ ไปจังหวัดอ่างทองท่านประธานจ่ายเองนะครับ ท่านประธานพาภรรยาไป พาลูกไป ท่านประธานก็ต้องจ่ายเอง คำถามคือ ยังเป็นตัวตุ๊กตุ่นที่มันเดินเข้าผนังอย่างนี้หรือครับ เขาทำกันมาไม่รู้กี่รัฐบาล แต่ท่านก็ยังฝืนทำ แล้วอย่างนี้จะบอกได้อย่างไรว่าภาวะเศรษฐกิจ มันจะดีขึ้นได้ ๓ เดือนจากนี้ไปใครมีสตางค์ก็ให้เก็บไว้ก่อน แจก ๑,๐๐๐ บาทก็เก็บไว้ก่อน เพราะว่าค่าน้ำ ค่าไฟเดี๋ยวนี้ก็แพง คำถามต่อมาที่ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามอธิบาย แจกเงินบอกว่าไปเที่ยว วันนี้ท่านทำธุรกิจ เอสเอ็มอี (SMEs) หมดเนื้อหมดตัว เอสเอ็มอี (SMEs) คือกลาง ย่อม พวกจะเปิดร้านห้องแถวเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่มีใครกล้าเปิด ท่านไปเดินดู ได้เลยทุกจังหวัดเป็นอย่างนี้หมด ไม่ได้พูดลอย ๆ ครับ จิรายุไม่ได้พูดลอย ๆ พูดจากดัชนี การเรียกเก็บภาษีของท่านต่ำกว่าประมาณการ มีคนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พยายามจะมาเล่นการเมืองพูดต่อว่าต่อขานโน่นนั่น เอาเข้าจริง ๆ ตอบไม่ได้ ท่านเก็บภาษี ไม่เป็นไปตามเป้าหมายจริง ๆ เพราะประชาชนไม่ใช้จ่ายสตางค์ หลายท่านมีความเห็น ตรงกันว่า รัฐบาลชุดนี้มีปัญหาทางด้านชุดความคิด หรือไม่กล้าบอกท่านนายกรัฐมนตรี แบบตรง ๆ ผมพูดแบบคนทั่วไปถ้าท่านเป็นพ่อผม เป็นอาผม เป็นลุงผม ผมจะบอกท่าน ครม. ต้องบอกท่าน อย่าเกรงใจ เห็นท่านดุเสียงดัง ไม่มีแล้วครับปรับทัศนคติ วันนี้ต้องพูด ข้อมูลความจริง ชุดความจริงสำเร็จที่มันพิสูจน์แล้วว่ามันเป็นจริง บอกเขาเถอะครับ ไม่ใช่ว่ากลัวเดี๋ยวโดนปรับ ครม. เกรงใจ ไม่กล้าบอก ลอยตัวยิ่งไม่เกี่ยวกับพรรคฉัน พรรคฉันเป็นแค่พรรคร่วมรัฐบาลลอยตัวดีกว่า ปล่อยแกเดินไปคนเดียว แล้วจะให้ท่าน มาตอบอย่างนี้อายเขาทั้งปฐพี ไม่ใช่อายแต่เฉพาะประเทศไทย ฝรั่งมังค่าเขาดูเมืองไทยกันอยู่ แล้วท่านนายกรัฐมนตรีต้องตระหนักว่าไทยแลนด์เจ๋งในอาเซียน (ASEAN) สุดท้ายปลายทาง ท่านประธานที่เคารพ ท่านรู้ไหมว่าอีก ๓-๔ เดือนข้างหน้านี้เตรียมตัวกันให้ดีเศรษฐกิจจะแย่ เมื่อวานนี้สมาคมธนาคารไทยบอกว่าจะยกเลิกการผ่อน ๐ เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด เดี๋ยวนี้ เราไปซื้อของผ่อน ๖ เดือน ๐ เปอร์เซ็นต์ เราไปท่องเที่ยวผ่อน ๑๒ เดือน ๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลไปเข้มงวดจนกระทั่งปล่อยเงินกู้ไม่ได้ทั้งระบบ ประชาชน ระดับรากหญ้าอยากจะมี ทีวี (TV) จอแบนสักเครื่อง ดู ทีวี (TV) มีท้ายมานานแล้ว ๖ เดือน ฟรี ๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เกิดอะไรขึ้นล่ะครับ ประชาชนก็ไม่ใช้จ่ายสตางค์ ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายแล้วก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้น ๔ เดือนนับจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องยอมรับความจริง สิ่งที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นี้ ถ้าเป็นการอภิปรายเรื่องงบประมาณ ผมจะไม่ว่าอะไรท่านเลย

ท้ายสุดท่านประธานที่เคารพครับ ประชาชนคาดหวัง แม้ว่าจะผิดหวัง เมื่อตอนเลือกตั้ง หลายพรรคการเมืองบอกว่าไม่เอาท่าน หลายพรรคการเมืองก็บอกช้า ๆ ชัด ๆ ไม่เอาท่าน แต่สุดท้ายก็นั่งกันอยู่ข้างบนนี้หมด ไม่ว่ากันครับ บุญพาวาสนาส่ง แต่สุดท้ายผมอยากจะถามท่านรองวิษณุ เครืองาม ที่นั่งอยู่ที่นี่เดี๋ยวท่านช่วยตอบด้วยนะครับ ท่านพูดหลายครั้งโดยเฉพาะ ๑ สิงหาคมที่ผ่านมา ท่านพูดบอกว่า พลเอก ประยุทธ์ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สักวันพี่น้องประชาชนจะรู้ว่าทำไมไม่ควรพูด ท่านช่วยพูด ให้พวกผมและประชาชนทั่วประเทศได้ฟังหน่อยนะครับ และผมขอกราบเรียนไปยัง ท่านประธานสภา ท่านได้เตรียมตัวเก็บสตางค์ให้ดี ๔ เดือนจากนี้เข้าสู่เรดโซน (Red zone) เป็นช่วงเผาจริงอย่างแน่นอนครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ต่อไปเชิญท่านรังสิมันต์ โรม เชิญครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ กระผม รังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ น่าเสียดายนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้กลับไปแล้วหรือยัง อย่างไรก็อยากจะฝากท่านประธาน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าอย่าหนีสภาเลยนะครับ เนื่องจากว่าเรื่องที่เราต้องอภิปรายกัน ในวันนี้มีความสำคัญ หากท่านหนีสภาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ พูดกันแบบกัลยาณมิตรนะครับ ไม่เกิดประโยชน์ต่อตัวท่านเอง เพราะเรื่องที่เป็นปัญหามันเป็นเรื่องปัญหาในระดับ รัฐธรรมนูญ ท่านลุกขึ้นชี้แจง แต่ท่านกลับไม่ได้ลุกขึ้นอธิบายให้ห้องนี้ ให้สังคมไทยเข้าใจว่า ตกลงแล้วประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณมันมีเนื้อหาสาระอย่างไร มีคำถามเยอะแยะมากมาย หลายคำถามแต่ท่านไม่ตอบ กลับหนีสภาไปเสียแล้ว

(นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เดี๋ยว ท่านรังสิมันต์ขออนุญาตนะครับ มีผู้ประท้วง เชิญคุณปารีณาครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ ผิดข้อบังคับข้อไหน เชิญครับ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ราชบุรี

ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๖๙ ใส่ร้ายค่ะ คือท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้หนีสภานะคะ ท่านไปภารกิจที่สำคัญ เพราะฉะนั้น ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยให้หยุดใส่ร้ายนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

คือท่านประธานครับ ผมไม่ได้ เจตนาจะใส่ร้ายนะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรังสิมันต์ครับ ขออนุญาตวินิจฉัยนิดหนึ่งนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ครับ เชิญครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เมื่อสักครู่ ผมก็ได้ฟังท่านรังสิมันต์พูด เมื่อสักครู่หลาย ๆ ท่านก็เข้าใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าร่วม ในพิธีอันสำคัญ ไม่ได้หนีสภาไปไหน ฉะนั้นผมก็ขออนุญาตคงไม่ถึงขนาดให้ถอนคำพูด แต่ว่าก็ขอให้หลีกเลี่ยงที่จะพูดในลักษณะที่จะสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดต่อทุกท่านในสภา ด้วยกันนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ทราบครับ ท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญอธิบาย ต่อครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

คือประเด็นของผมก็คือว่าการที่ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้อธิบายให้สังคมเข้าใจในหลายคำถาม ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ กระดาษแข็งที่ท่านหยิบขึ้นมาอ่านตอนที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งท่านอาจารย์ปิยบุตร ได้เรียนกับท่านประธานเอาไว้ว่ากระดาษแข็งนี้ตกลงแล้วที่ท่านได้มาอ่าน เหตุใดถึงใช้ กระดาษแข็งนั้น แต่ไม่ใช้เอกสารที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมให้ สิ่งเหล่านี้ มีความสำคัญแต่ท่านประยุทธ์ไม่ได้อธิบาย ส่วนที่ท่านอธิบายเป็นในเรื่องของงบประมาณ หลายเรื่องเป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรของเราไม่ได้ถาม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายว่า ตกลงแล้วท่านไปเบี่ยงประเด็นเรื่องอื่นแทนที่จะอธิบายว่าในวันที่มีการแถลงของงบประมาณ ทำไมถึงไม่ยอมชี้แจงถึงแหล่งที่มาของงบประมาณตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดเอาไว้ ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ แต่ตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบ เอาละครับไม่เป็นไร ผมก็จะอภิปรายต่อไป ซึ่งในประเด็นของผมต้องเรียนกับท่านประธานด้วยความสัตย์จริงว่า ประเด็นที่ผมจะอภิปรายต่อไปนี้เป็นประเด็นที่ไม่ซ้ำกับใครแน่นอน เพราะที่ผ่านมาเราไปพูด ถึงเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณ อธิบายถึงหลักการซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ แต่สิ่งที่ผม กำลังจะอภิปรายต่อไปนี้ในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าองค์พระมหากษัตริย์ การไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณอย่างที่เราทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดในถ้อยคำว่า จะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ หมายความว่า ตัวรัฐธรรมนูญนี้ซึ่งประกอบไปด้วยบทบัญญัติ ๒๗๙ มาตรา ตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะปฏิบัติและรักษาไว้ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าว บทบัญญัติเหล่านี้มีหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคของบุคคลซึ่งต้องได้รับ ความคุ้มครอง ความเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การกระทำใดที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับมิได้ สิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญยังได้รับรองสิทธิในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ร่างกาย สิทธิชุมชน การประกอบอาชีพ การนับถือศาสนา และยังรวมถึงในเรื่องอื่น ๆ ตัวอย่างเช่น คณะรัฐมนตรี จะตราพระราชกำหนดได้เฉพาะเมื่อเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินมีความจำเป็นรีบด่วน มิอาจหลีกเลี่ยงได้ ในกรณีเพื่อการรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ ยังมีบทบัญญัติอีกหลายเรื่อง ที่ผมไม่ได้เอ่ย ซึ่งหมายความว่าอะไร หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ให้คำสัตย์ว่า จะรักษาและปฏิบัติในบทบัญญัติเหล่านี้ ท่านประธานครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ใช่เรื่องเล็ก แต่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ท่านประธาน ลองนึกดูหากท่านนายกรัฐมนตรีตราพระราชกำหนดอาจจะเป็นในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับประชาชน ผมยกตัวอย่างเช่นพระราชกำหนด ซึ่งตัวอย่างนี้เป็นของจริงนะครับ และเพิ่งเกิดขึ้นแล้วคือ พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครอง สถาบันครอบครัว พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยเงื่อนไขของการออกพระราชกำหนดจะต้องเป็นกรณี ที่มีความรีบด่วน ซึ่งอาจจะมีเงื่อนไข เช่น มีภัยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ป้องปัดภัยพิบัติแห่งชาติ เงื่อนไขเหล่านี้คือเงื่อนไขที่จะทำให้ ฝ่ายบริหารสามารถออกพระราชกำหนดได้ ปรากฏว่าท่านตราพระราชกำหนดนี้โดยท่านอ้าง เหตุผลแค่เรื่องเดียวว่า ท่านไม่มีความพร้อม ผลคืออะไร ผลคือทำให้ประชาชนเสียโอกาส จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้หลายประการ นี่คือตัวอย่างรูปแบบหนึ่งของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ โดยไม่สนใจว่าจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญเอาไว้ นี่คือเรื่องที่ ๑ ที่ได้เกิดขึ้นแล้วของ ผลของการไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ

เรื่องที่ ๒ การแถลงงบประมาณถามว่ารัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้กำหนดเอาไว้ ผมเชื่อว่าท่านรู้ดีว่าสาระสำคัญนั้นเป็นอย่างไร ปรากฏว่าสิ่งที่ท่าน ได้อธิบายต่อสังคม ท่านไปพูดถึงหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ท่านไปพูดถึงว่าเงินรายได้ จะมาจากเงินกู้ มาจากเงินภาษี ถามว่าถ้าพูดกันแบบนี้เราเอานักศึกษาเศรษฐศาสตร์ ชั้นปีที่ ๑ ก็เขียนได้ครับ และถามว่าถ้าเรายอมรับบรรทัดฐานแบบนี้ หากรัฐบาลคราวหน้า เขามาเป็นอีกและเขาทำแบบเดียวกันมันเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติไหม ความมุ่งหมาย ของรัฐธรรมนูญคือต้องการให้รัฐบาลอธิบายออกมาให้ชัดเจนว่าตกลงแล้วในแต่ละนโยบาย ที่ท่านทำ ๑๒ เรื่องเร่งด่วน ท่านจะเอาเงินมาใช้กับเรื่องเหล่านั้นเท่าไรอย่างไร นี่คือสิ่งที่ พวกเราในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชนอยากจะรู้ แต่ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็ไปพูดเรื่องอื่น ไม่อธิบายว่าทำไมท่านถึงไม่ได้เขียนระบุตรงนี้ จึงไม่แปลกที่ว่าทำไม พรรคอนาคตใหม่เราถึงนิยามการแถลงครั้งนั้นว่าลังเล โลเล และหลอกลวง เพราะสุดท้าย ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย หลังจากนั้นไม่กี่วันถัดมาสุดท้ายท่านก็เอาเงินงบกลาง ไปซื้ออาวุธต่อไป ซึ่งถ้าวันนั้นผมรู้ว่าท่านจะใช้เงินงบประมาณแบบนี้ ผมจะสามารถ เสนอแนะท้วงติงกับท่านได้แต่ผมไม่มีโอกาสนั้น รู้อีกทีรู้พร้อมประชาชนทุกคนครับ ท่านใช้ เงินงบประมาณไปกับการชอปปิง (Shopping) อาวุธ คราวนี้ ๒,๘๐๐ กว่าล้านบาท และเดี๋ยวคราวหน้าท่านก็จะซื้ออีก เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ นี่คือสภาพที่มันเป็นปัญหา ของการที่ท่านไม่แถลงนโยบายให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ และท่านไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้ถูกต้อง ท่านประธานครับ การที่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่แถลงให้ถูกต้อง ไม่ถวายสัตย์ ปฏิญาณให้ครบถ้วน มันทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงว่าตกลงท่านพยายามที่จะส่ง สัญญาณว่าอาจจะมีการทำรัฐประหารเกิดขึ้นใช่ไหม โดยเฉพาะตัวผู้ที่แถลงไม่ครบถ้วน คนที่ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน คือบุคคล ที่มีประสบการณ์ในการทำรัฐประหารมาก่อน หากในอนาคตเกิดรัฐประหาร ผมเชื่อว่า สังคมไทยไม่มีใครแปลกใจครับ แต่ไม่มีใครยินดีเช่นเดียวกัน เพราะตลอด ๕ ปีที่ผ่านมา ของการอยู่ภายใต้ระบอบการรัฐประหารนี้ก็พูดกันอย่างตรงไปตรงมาครับ ไม่มีอะไรดีเลย ผมเชื่อว่าในห้องนี้เพื่อนสมาชิกหลายคน หลายท่านคงมีคดี หลายท่านได้รับความเจ็บปวด จากการรัฐประหารไม่ต่างกับผม และท่านก็รู้ว่าการรัฐประหารนี้ส่งผลเสียทั้งสังคม เศรษฐกิจ และการศึกษา แม้กระทั่งการศึกษาก็ไม่พ้นนะครับ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา การที่ พลเอก ประยุทธ์ถวายสัตย์ปฏิญาณ อย่างน้อย ๆ ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ท่านจะรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะทำให้ประชาชนเขาอุ่นใจว่าอย่างน้อย ๆ ท่านยังเคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ท่านยังเคารพว่าประชาชนยังถือครองทรัพย์สินได้ อย่างน้อย ๆ สิทธิขั้นพื้นฐานตัวท่านถึงแม้จะมีประวัติในการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางมาก่อน แต่คราวนี้ท่านจะเคารพ วันนี้ไม่มีใครรู้ครับว่าอะไรจะเกิดขึ้น ท่านอาจจะออก พ.ร.ก. ไปไล่ที่ชาวบ้าน ไปไล่ที่แล้วให้นายทุนเขาครอบครองทำเป็นโรงงานใหญ่ ๆ อ้างว่า เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติก็ได้ ท่านทำแบบนี้ได้ และผมเชื่อว่าองค์กรอื่น ๆ ก็จะบอกว่า ท่านไม่ผิดอีกเหมือนเดิม ท่านนายกรัฐมนตรีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้จริง ๆ เรื่องเหล่านี้ สะท้อนอะไรครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่เราต่างก็รู้ดีว่ามีที่มาจากองค์กรลูกของ คสช. ที่นำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในช่วงของการรณรงค์ประชามติท่านไปไล่จับ คนเห็นต่าง ท่านเกณฑ์ รด. เกณฑ์ทหาร เกณฑ์เจ้าหน้าที่ของรัฐ มาช่วยกันรณรงค์เพื่อให้ ประชามติผ่าน ท่านพูดออกอากาศว่าท่านจะไปรับรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าผม และผมเชื่อว่า อีกหลายคนในที่นี้เกินครึ่งแน่นอน เราไปโหวตไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมา เอาล่ะ ผลที่ออกมาคือฝ่ายรับมากกว่าฝ่ายไม่รับ ผมและท่านประธาน เราก็พยายามที่จะปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญให้ได้มากที่สุด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร คือตัวท่านประยุทธ์กลับไม่จำเป็นต้อง รับผิดชอบในความผิดพลาดที่ท่านได้ละเมิดรัฐธรรมนูญเลยแม้แต่น้อย ลองเป็นพวกเราสิครับ ติดคุกครับ นี่คือสภาพที่เกิดขึ้นในเวลานี้ ท่านทำไม่ว่าจะผิดเล็กน้อยหรือผิดมาก ท่านถูกเสมอ เราลองผิดนิดเดียวสิครับถึงขั้นยุบพรรคแน่นอน ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญที่ท่านเขียนขึ้นมาแท้ ๆ ท่านอาจจะไม่ได้เขียนโดยตรง แต่ท่านเขียนขึ้นมา แน่นอน ผมเลยอยากเรียกร้องว่าในเมื่อการกระทำที่ท่านทำผิดรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าท่านแก้ไขได้ ผมก็อยากให้แก้ไข แต่เสียดายครับท่านประธาน ช้าไปแล้ว ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านของกระผม เราไม่ได้มีความประสงค์ที่จะล้มรัฐบาล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราพยายามแนะนำคือเราต้องการให้ รัฐบาลทำให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายท่านเอาอีโก้ (Ego) เอาความรู้สึกส่วนตน ยกขึ้นมา แล้วทำให้ประเด็นที่ควรจะเป็นประเด็นที่ง่ายไม่ได้รับการแก้ไข ท่านปฏิบัติเหมือนกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฉบับ ๒๕๖๐ เป็นเครื่องไม้เครื่องมือในการสืบทอดอำนาจของตัวท่าน เพราะท่านใช้มันเอื้อประโยชน์ต่อตัวท่านเพียงอย่างเดียว ท่านทำผิดกี่ครั้ง ๆ ท่านไม่เคย คิดจะแก้ไข

ในประเด็นถัดไปนะครับ น่าเสียดายที่ พลเอก ประยุทธ์ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้ว แต่ไม่เป็นไรครับ ก็ถือว่าเป็นการตักเตือนกันตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ว่าที่ผ่านมา ตัวท่านประยุทธ์นะครับ ผมสามารถกล่าวได้ว่าตัวท่านเป็นบุคคลที่ไม่มีวุฒิภาวะที่จะเข้ามา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี แค่เรื่องเล็กน้อยแบบนี้ท่านยังแก้ไขไม่ได้ ซึ่งถ้าท่านทำจริง ๆ มันรวดเร็วและง่ายดาย ประสบการณ์ในต่างประเทศก็สอนเราแล้วว่ามันทำได้ แต่ท่านกลับยืนกระต่ายขาเดียว เถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่าสิ่งที่มันผิดมันถูกนะ แทนที่ท่านจะกล้าเผชิญหน้ากับความผิดพลาด อย่างตรงไปตรงมา ท่านกลับไม่ทำ ผมคิดว่าท่านไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำของ ประเทศ และการลาออกก็คือเครื่องมือหนึ่งที่ผมอยากจะแนะนำต่อท่านประยุทธ์ จันทร์โอชา ในส่วนของคำถาม ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรี คำถามแรก ผมขอถาม รัฐมนตรีทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นท่านอนุทิน ท่านจุรินทร์ ท่านวราวุธ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านรังสิมันต์ สรุปเลยครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

นี่ครับ กำลังเข้าสู่คำถามแล้ว ท่านประธานครับ ท่านเทวัญและท่านรัฐมนตรีอื่น ๆ ผมอยากขอให้ท่านไตร่ตรองให้ดี ที่พวกท่านเข้ามาร่วมรัฐบาลกับ พลเอก ประยุทธ์ก็เพราะท่านต้องการใช้โอกาสนี้เข้ามาเพื่อ ทำให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า แต่ท่านเป็นนักการเมืองมานาน ท่านย่อมรู้ว่าประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่สำคัญและเป็นประเด็นที่ใหญ่มาก ผมไม่อยากให้ท่านเอาชื่อเสียงของท่าน มาทิ้งเอาไว้กับวิกฤตการณ์ที่ไม่ควรเป็นเรื่อง แต่มันเป็นเรื่องไปแล้วแบบนี้เลย ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากขอให้พวกท่านช่วยบอกกับ พลเอก ประยุทธ์หน่อย ท่านลาออกเถอะ อันนี้คือ เรื่องที่ฝากเรื่องที่ ๑ ถึงคณะรัฐมนตรี

ในส่วนที่ ๒ ที่ผมจะฝากถึงคณะรัฐมนตรี คือตอนที่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ตอนที่ พลเอก ประยุทธ์ท่านอ่านไม่ครบ ผมอยากทราบว่าท่านรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ ท่านอ่านไม่ครบ ด้วยหรือไม่ ท่านอ่านตามที่ พลเอก ประยุทธ์อ่าน หรือท่านอ่านตามที่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ ฝากท่านประธานถามไปยังท่านรัฐมนตรีด้วย คำถามถัดไปนะครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

สรุป ท่านรังสิมันต์เกินเวลามากแล้วนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

ผมมีคำถามเดียวจะจบแล้ว

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ที่จริงแล้ว ท่านน่าจะจัดเวลาให้มันเหมาะนะครับ

นายรังสิมันต์ โรม แบบบัญชีรายชื่อ

อีกนิดเดียว คำถามสุดท้าย การที่ผ่านมาท่านพยายามส่งสัญญาณในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแล้ววันหนึ่ง จะรู้เองว่าทำไมถึงไม่ควรพูด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่ท่านจัดพิธีรับพระราชดำรัส ให้เป็นลายพระหัตถ์มาใส่กรอบโชว์ คำพูดและการกระทำเหล่านี้หมิ่นเหม่ที่จะเป็นการขัดต่อ หลักการที่ควรจะเป็นของรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ที่ตัวรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบทางการเมืองทุกประการด้วยตัวเอง โดยไม่ดึงเอา สถาบันที่ควรอยู่นอกเหนือความขัดแย้งทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมจึงขอถาม ไปยัง พลเอก ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าท่านกำลังพยายามนำสถาบัน พระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องคุ้มกันตัวเองให้รอดพ้นจากความรับผิดทางการเมืองของ ตัวท่านเองใช่หรือไม่ หมดคำถามท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ขอบคุณครับ ฝากท่านสมาชิกว่าอยากจะให้เตรียมเนื้อหาตามที่ท่านได้ขอเวลาเอาไว้ ไม่ใช่ว่าหมดเวลาแล้ว ค่อยมาสรุปถาม ถ้าอย่างนั้นก็จะกินเวลากันไปเรื่อย ๆ เรามีเวลาจำกัด ต่อไปเชิญ ท่านมงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แบบบัญชีรายชื่อ

สวัสดีครับ ผม มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส. บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ในฐานะ ฝ่ายค้านอิสระ ในการอภิปรายวันนี้จะมีอยู่ประมาณ ๒-๓ ประเด็นด้วยกัน คือการอภิปราย ปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ และการแถลงนโยบายที่ไม่ชี้แจงที่ไปที่มาของงบประมาณ แต่ผมเสียใจวันนี้ท่านประธาน เผอิญท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ในห้องประชุมนี้ เพราะฉะนั้น ผมพยายามจะพูดเสียงให้ดังขึ้นให้ท่านนายกรัฐมนตรี

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านมงคลกิตติ์ก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่าท่านนายกรัฐมนตรีติดภารกิจอะไร ตรงนี้ไม่ควรจะย้ำ อีกแล้วนะครับ

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แบบบัญชีรายชื่อ

ทราบครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เข้าเนื้อหา ที่ท่านอยากจะสอบถามและเสนอแนะรัฐบาลเลยครับ

นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ก่อนอื่นผมขอฝากไปยัง ท่านประธาน ฝากไปยังนายกรัฐมนตรีนะครับ ก่อนที่ผมจะพูดอะไรที่จะกระทบกระเทือน จิตใจท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผมก็ขออภัย ณ ที่นี้ เนื่องจากผม อาวุโสน้อยกว่าท่าน ๒๘ ปี เพราะฉะนั้นถ้าเทียบอายุแล้วท่านก็คือลุงของผมนะครับ คือลุงตู่ เพราะฉะนั้นแล้ว คือเดิมทีผมก็ไม่กล้าอภิปรายวันนี้ เพราะมีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาเตือนผมอยู่ ๒-๓ คน ทั้งเตือน ทั้งขู่ ทั้งปลอบนะครับ ไม่ว่าจะเป็นพี่ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตหัวหน้า พรรคประชาชนปฏิรูป วันนี้ก็คุยกัน ก็ดีใจครับที่ท่านชวน หลีกภัย ได้ตัดสินใจว่าสามารถ อภิปรายในปมถวายสัตย์ปฏิญาณและการแถลงที่มาของนโยบายเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณ ไม่ชัดเจน ซึ่งท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย เป็นถึงอดีตประธานรัฐสภา ๒ สมัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอนาคตไม่แน่อาจจะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ ๓ ท่านได้อธิบายว่า การอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ทุกอย่างเป็นไปตามกำหนด วาระการประชุม ส่วนศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นไม่รับเรื่องไว้พิจารณา ไม่เกี่ยวกับ การทำงานของสภา เพราะการอภิปรายแบบไม่ลงมติเป็นเรื่องการตรวจสอบทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ชัดเจน ส.ส. มีสิทธิอภิปรายแนะนำเสนอแนะการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลตามข้อบังคับการประชุมของสภา เพราะฉะนั้นตามมาตรา ๑๕๒ เราสามารถ กระทำได้ ผมอธิบายเพิ่มเติม กฎหมายทั่วโลกมีอยู่ ๒ แบบด้วยกัน มีกฎหมายแบบ ลายลักษณ์อักษรและกฎหมายแบบไม่ลายลักษณ์อักษร แต่ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ฉบับด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมาย รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ซึ่งกฎหมาย ต่าง ๆ จะต้องแปลไทยเป็นไทยตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี ๒๕๕๔ ทุกคำพูด เพราะฉะนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ตามมาตรา ๑๖๑ ถ้าจะให้ผมทวนเท่าที่ผมจำได้ตามคลิป (Clip) ท่านนายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีอีก ๓๕ คนเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดี ต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชน (บวกตลอดไป) จบ เพราะฉะนั้นยังขาดท่อนสุดท้าย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เพราะฉะนั้นจากที่ผมเรียบเรียงทั้งหมด ๓ บรรทัดแล้ว มีทั้งอักษร สระ วรรณยุกต์ ทั้งหมด ๒๐๕ ตัวด้วยกัน ท่านนายกรัฐมนตรี กล่าวเพียง ๑๓๗ ตัว เกินไป ๖ ตัว ขาดไป ๖๓ ตัว คิดเป็นสัดส่วนทางคณิตศาสตร์คือ ถวายสัตย์ปฏิญาณครบ ๖๖.๘๒๙ เปอร์เซ็นต์ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบขาดไป ๓๓.๑๗๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นเป็นประเด็นสำคัญมากเพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่ได้รับการประชามติจากประชาชนถึง ๑๖.๘ ล้านคน ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ของประเทศไทยที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ถ้าเปรียบเทียบได้กับคุณสมบัติสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๗ ซึ่งมีอยู่ ๔ ข้อด้วยกัน ถ้า ส.ส. ท่านใดขาดข้อใดข้อหนึ่งเป็น ส.ส. ได้ไหม เป็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเฉกเช่นเดียวกับการบวชพระ นาคก่อนจะเป็นพระได้จะต้องมีคำขอบวช กล่าวสั้น ๆ ว่าอุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเตฯ นั่นหมายความว่า ถ้านาคกล่าวคำขานในการขอบวชพระไม่ครบ เป็นพระได้ไหม เป็นไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่สมบูรณ์ได้ไหม ให้ไปคิดเอาเองนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะไม่ตำหนิ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เลย ถ้าท่านเป็นแค่อดีตนายทหารเกษียณ เป็นลุงแก่ ๆ อยู่ที่บ้าน ผมจะไม่ถามประเด็นนี้กับท่านเลย แต่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นหน้า เป็นตาของพี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งผมเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นตัวแทน ของปวงชนชาวไทย พี่น้องประชาชนเขาถามผมมา ผมจึงต้องถามท่านไป ถามตามหน้าที่ แบบไม่อคตินะครับ อีกอย่างหนึ่งผมเคยเป็นอาจารย์พิเศษ เป็นติวเตอร์ (Tutor) มาเป็น ๑๐ ปี นักเรียนจะถามผมว่า นายกรัฐมนตรีประเทศไทยถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบเป็นเพราะสาเหตุใด เพราะฉะนั้นวันนี้ผมจึงต้องมาถามผ่านสภาผู้แทนราษฎรว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนที่ ๒๙ (๒) ของผมนี่ทำไมถึงถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ หรือเป็นเพราะว่ามีคนวางยาท่านหรือเปล่า ผมดูหน้าตาคณะรัฐมนตรีทุกท่านที่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณพร้อมกันก็ดูว่าน่าจะมีอยู่ ๑ คน ที่อาจจะวางยาท่าน คือท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุหรือเปล่า ผมไม่ได้กล่าวหา แต่อยากให้ ท่านบอกความจริงหรืออาจจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่เขียนสคริปต์ (Script) ไม่ครบ หรือเป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีอายุมากแล้ว ๖๖ ปี เกิดความเลอะเลือน หลง ๆ ลืม ๆ ผมก็ไม่ว่า เพราะฉะนั้นแล้วถ้าผมรู้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ผมคงไม่ยกมือให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเด็ดขาด แต่สิ่งที่ ผ่านมาผ่านแล้วก็ผ่านไป ถ้าผมเปรียบเทียบประวัติศาสตร์สัก ๒๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา พันท้ายนรสิงห์ไม่ได้ตั้งใจทำโขนเรือพระที่นั่งเอกชัยหัก ยังยืนหยัดที่จะรักษากฎมณเฑียรบาล ให้ประหารชีวิตตามกฎหมาย พระเจ้าสรรเพชญ์ที่ ๘ หรือพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ แห่งกรุงศรีอยุธยาพระองค์ที่ ๒๙ ทรงให้อภัย แต่ก็ยังยืนยันที่จะให้ประหารชีวิต เพราะฉะนั้น ผมให้สมาชิกรัฐสภาและพี่น้องประชาชนไปคิด เพราะฉะนั้นผมพูดเป็นกลาง ผมเป็นคนตรง ๆ เป็นคนพิษณุโลกเมืองสองแคว เรียนที่พระราชวังจันทน์เป็นที่กำเนิดที่ประสูติของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เพราะฉะนั้นถึงแม้ผมจะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนก็มีความรัก ในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่น้อยกว่านายทหารอย่างท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้จบไป ผมเพิ่มเติมในกรณี การแถลงเกี่ยวกับงบประมาณที่ไม่ครบ ไม่ตรงประเด็นอยู่ข้อหนึ่ง ก็คือการจัดซื้อเครื่องบิน การบินไทยที่จะเอาเข้า ครม. วันอังคารหน้า ซึ่งในการแถลงนโยบายที่ผ่านมาไม่เคยพูดถึงเลย ว่าเราจะมีการจัดซื้อเครื่องบินเพิ่มเติมในรายละเอียดการแถลงนโยบายของรัฐบาลซึ่งมี มูลค่าถึง ๑๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ๓๘ ลำ เพราะฉะนั้นหนี้สินของการบินไทย ณ ปัจจุบันนี้มี ๒๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้ารวมหนี้ใหม่ก็จะกลายเป็น ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งจะรวมเป็น หนี้สาธารณะ ซึ่งผมขอขัดแย้งหรือชี้แจงท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ประเทศเรามีทุนสำรอง ระหว่างประเทศอยู่ประมาณ ๒๑๑,๐๐๐ ยูเอสดอลลาร์ ก็ประมาณ ๖.๖ ล้านล้านบาทด้วยกัน นั่นคือทุนสำรองระหว่างประเทศเราเอามาใช้ไม่ได้ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องทราบไว้ก่อนว่า ณ ปัจจุบันเรามีหนี้สาธารณะถึง ๗.๐ ล้านล้านบาทด้วยกัน มีหนี้ประชาชนถึง ๑๓.๐ ล้านล้านบาทด้วยกัน ท่านจะเอาเงินตรงจุดไหนมาใช้หนี้ เนื่องจากปัจจุบันเรายังจัด งบประมาณขาดดุล ถ้าแน่จริงไม่ได้จัดงบประมาณแบบขาดดุล ผมเชื่อว่าจะไม่มีงบ จัดซื้อจัดจ้างเลยทั้งหมด ทั้งประเทศ เพราะฉะนั้นแล้วเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญมาก ผมจึงเรียนไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่าวันอังคารหน้าถ้าจะเอาเครื่องบิน ๓๘ ลำ ซื้อจริง ๆ ในอนาคตถ้าขาดทุนขึ้นมาก็คงเหมือนจำนำข้าว ก็คงเหมือนอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร แน่ ๆ เพราะว่าไม่มีใครรับประกันได้ว่าการจัดซื้อเครื่องบิน เปิดเส้นทางการบินใหม่ จะไม่ขาดทุน เพราะฉะนั้นแล้วถ้าผมรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมด ๓๖ คนใน ครม. ก็คงไม่ครอบคลุม ๑๕๖,๐๐๐ ล้านบาท แน่ ๆ เลย ยกเว้นท่านประธานไม่เกี่ยวข้อง เพราะท่านไม่ได้เป็นรัฐมนตรี สิ่งสุดท้ายผมอยากเพิ่มเติมสักนิดหนึ่ง ฝากท่านนายกรัฐมนตรี ไปตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายว่าที่ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมด้วยว่า ผลสอบข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน มีความผิด การตีกอล์ฟเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๑ ขั้นต่อไปก็คือ ต้องดำเนินการตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงและปฏิบัติไปตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๑ มิเช่นนั้นแล้ว ครม. จะผิดทั้งคณะ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ประเด็นสุดท้าย คงไม่เกี่ยวกับญัตติแล้วนะครับ เชิญท่านคารม พลพรกลาง ครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายคารม พลพรกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ต้องขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสนะครับ ผมเป็นคนจังหวัดร้อยเอ็ดครับ น้ำท่วม บางอำเภอในจังหวัดร้อยเอ็ด แต่ความสำคัญในการอภิปรายก็เป็นเรื่องหนึ่งของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ก่อนที่จะเรียนท่านประธานต่อไปอยากจะกราบเรียนว่า ผมเสียใจครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคนพรรครัฐบาลนิดเดียว ญัตตินี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้ว่า เรามีอำนาจ ข่มขู่ตั้งแต่ยังไม่อภิปราย อยากจะเอ่ยชื่อพาดพิงให้พูดต่อเลยครับ สมาชิกคนนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน เพราะฉะนั้นต้องเรียนท่านประธานว่าผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรก ผมรักบ้านนี้ เพราะฉะนั้นที่มาข่มขู่ ผมเป็นทนายความมา ๓๑ ปี ผมไม่เคยถูกคดี ละเมิดอำนาจศาล ผมว่าความคดีมาตรา ๑๑๒ มาหลายคดี ไม่เคยมีที่เราจะไปละเมิดสถาบัน ที่สำคัญ ผมไม่พอใจอย่างมากที่เที่ยวมาสั่งสอนนะครับ เพราะฉะนั้นต้องเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมมีวินัย ๑๐ นาทีหรือ ๑๕ นาที ผมเป็นหนังโฆษณา ก่อนที่จะไปดูหนังรายการจริง ๆ ผมเป็นภาพยนตร์โฆษณาก่อนที่จะไปฟังท่านสุทิน ผมอยากจะเรียนว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด ก่อนที่จะพูดไปผมอยากจะให้ท่าน อาจารย์วิษณุซึ่งผมจะต้องไปซักค้านท่านสักนิดหน่อย ได้เลื่อนป้ายคณะรัฐมนตรีออกจาก หน้าท่านนิดหนึ่ง เนื่องจากมองไม่เห็นหน้าท่านครับ ทำให้รู้สึกจะอภิปรายไม่ออกนะครับ ก็เรียนด้วยความเคารพว่า คนที่ผมจะถามมีอยู่ ๒ ท่านครับ ท่านนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ ก็เข้าใจท่านได้ คนที่ ๒ ก็คืออาจารย์วิษณุ เครืองาม ผมซื้อหนังสือท่านหลายเล่มครับ ผมเรียนกฎหมายมหาชน แต่ทุกวันนี้

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คารมครับ ขอความกรุณาเวลามันขยับไปเรื่อย ๆ นะครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ผมตรงเวลาท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมอยาก ให้ท่านเข้าเนื้อหาเลยนะครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ก็นี่เนื้อหาครับท่านประธาน

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านต้องพูด กับประธานนะครับ ท่านไม่ใช่ไปพูดกับท่านดอกเตอร์วิษณุ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

ผมกำลังจะพูด ผมโยง เรื่องหนังสือก็ต้องพูดหนังสือก่อนสิครับท่านประธาน ผมเข้าใจครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ไม่เป็นไร แต่ก็ต้องพูดกับประธานครับ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

ครับ ท่านประธานครับ อันดับแรก จะพูดในเวลาแน่นอนครับ แล้วก็ไม่เกินเวลา ที่ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรองนายกรัฐมนตรีเนื่องจากว่า เหตุการณ์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ มันไม่ได้เกิดจากฝั่งรัฐบาลรู้เรื่อง มันเกิดจากเลขาธิการพรรคผมเป็นคนที่มาพูดในสภาแห่งนี้ ผมต้องกราบเรียนว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะต้องเอ่ยถึงชื่อท่าน ท่านจบ เกียรตินิยม อันดับ ๑ ของธรรมศาสตร์ ดอกเตอร์ปิยบุตรจบเกียรตินิยม อันดับ ๒ แต่คิดได้ ว่าเรื่องนี้พูดตามรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณตรงตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเรียนถามให้มันเป็นประเด็น แล้วก็มีคำถามตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญเลยว่า เพราะเหตุอะไรครับ รองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุอยู่ในการถวายสัตย์ ปฏิญาณ พ้นมาตั้งเป็นเดือนทำไมถึงไม่ทักท้วง นี่เป็นคำถามแรกที่จะถามท่านประธาน ผ่านไปยังรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ถ้าเลขาธิการพรรคผมไม่ทักท้วงจะปล่อยเลยเฉยไป ถูกหรือไม่ครับ

คำถามที่ ๒ สำหรับที่จะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เนื่องจากว่าขณะนี้ก็มีพยานปากเดียวที่ผมจะพอซักค้านได้ ท่านประธานครับ ถ้าจะว่า ไปแล้วผมนี่เห็นด้วยอย่างมากเลยที่สภามีสิทธิที่จะทักท้วง มีสิทธิที่จะยื่นญัตติ แล้วก็ซักถาม ข้อเท็จจริง เสนอแนะด้วย ผมมีความสงสัยว่า ถ้าการเข้าสู่ตำแหน่งของคณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีไม่ชอบ กระดุมเม็ดแรกของกฎหมายคือกฎหมายรัฐธรรมนูญมันกลัดไม่ถูก เสียแล้ว มันจะส่งผลต่อพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ปี ๒๕๓๔ หรือไม่ ผมไม่ทราบ เพราะว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ชี้ เพียงแต่บอกว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในเรื่องที่ ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้ได้ ก็แปลได้ว่าไม่มีคำวินิจฉัยว่าการกระทำครั้งนี้มันจะผูกพัน อะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีการผูกพันกับใคร ท่านประธานครับ ก็เท่ากับว่าเรื่องนี้ มันลอย ๆ อยู่ สภาจึงมีสิทธิที่จะมาอภิปรายแน่นอน แต่ประเด็นที่จะถามท่านรอง นายกรัฐมนตรีก็คือว่า ถ้าเป็นลักษณะอย่างนี้การเข้าสู่ตำแหน่งที่ท่านนายกรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ซึ่งผมไม่พูดอยู่แล้วครับ ซ้ำกับคนอื่นผมไม่พูดแน่นอน ให้เวลา กระชับแล้วก็ได้ประเด็น ประเด็นก็คือว่า เมื่อถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ มันไม่สมบูรณ์ หรือมันเป็นโมฆะหรือโมฆียะ ไม่มีใครตอบได้ เมื่อไม่มีใครตอบได้ อาจจะมีข้าราชการชั้นสูง ปลัดกระทรวง อธิบดีที่เขาถูกโยกย้ายระหว่างนี้ เขาบอกว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ตำแหน่ง ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ ก็มันเห็นโจ่งแจ้ง ชัดเจนว่าอ่านถวายสัตย์ปฏิญาณบรรทัดสุดท้าย ไม่ครบ ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เขายื่นฟ้องเข้ามา เขาบอกว่าย้ายผมนี่ไม่ได้ ย้ายคนนั้น คนนี้ไม่ได้ครับท่านประธาน อย่างนี้ทำได้ไหม ท่านประธานครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือว่ามีความสามารถเป็นมือวาง อันดับ ๑ เป็นเลขาธิการ ครม. มา ๙ ปี อยู่กับ นายกรัฐมนตรี ๙ คน ก็ต้องเรียนกับท่านประธานว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรีต้องตอบครับ ต้องตอบคำถามนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางกฎหมาย เพราะว่าประเทศไทยอยู่ในระบบ กฎหมายรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร ผมพอมีความรู้นิดหน่อย แล้วผมเชื่อว่าจะมี ทนายความฟ้องครับ อันนี้ผมทำนายนะครับ แต่ไม่ใช่ผมแน่นอน เพราะว่าผมไม่ได้ประกอบ อาชีพทนายความ แล้วผมเป็น ส.ส. เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีความสุขกับการทำงาน เพื่อประชาชนแล้ว

ประเด็นต่อไปครับเพื่อให้จบในเวลาอีก ๓ นาทีเศษ ๆ ผมมีความสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีประยุทธ์เข้ามาตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว เข้ามาจากการยึดอำนาจก่อน ในปี ๒๕๕๗ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศกฎอัยการศึก วันที่ ๒๒ ยึดอำนาจ แล้วก็ประกาศให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี ๒๕๕๗ แล้วมีการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ในปี ๒๕๕๘ ตั้ง กรธ. ขึ้น ตั้งกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วก็มีแม่น้ำ ๕ สาย ไม่ต้องพูดว่า มี สนช. มี สปท. มีหลายอย่างนะครับ มีครม. ประเด็นก็คือว่า เมื่อมี กรธ. แล้วก็จัดทำ ร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ทำเป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ มีมาตรา ๔๔ ท่านประธานครับ มาตรา ๔๔ ก็เป็นสุดยอดของกฎหมาย อำนาจบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ บรรจุไว้ในมาตรานี้ทำได้ครอบจักรวาล แล้วไม่ผิดและสิ้นสุด ถ้าไม่มีนักกฎหมายที่เก่ง อภินิหาร ศูนย์รวมทุกชนิดของความเก่งทางกฎหมายคิดไว้ก็ทำไม่ได้ ท่านประธานครับ สุดท้ายเราก็มามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ พรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ เป็นรัฐมนตรีคนหนึ่งก็บอกว่า เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาเพื่อให้พวกผมเป็นรัฐบาล ท่านประยุทธ์ไม่ได้มาจากประชาชนครับท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตที่ต้องพูดถึงท่าน เพราะท่านเป็นฝ่ายบริหาร เพราะท่านประยุทธ์มาจาก มาตรา ๘๘ ของรัฐธรรมนูญ ถ้าเรียกว่ามาตรง ๆ ไม่ใช่ ไซด์ (Side) โค้งมาครับ อ้อมมาแล้วค่อยมาเป็น พรรคการเมือง เสนอชื่อตามบัญชีรายชื่อรัฐมนตรี ผมจึงมีความสงสัยในความมั่นคง ความเชื่อถือ ว่าท่าน จงรักภักดีต่อรัฐธรรมนูญขนาดไหน คำพูดที่ยึดอำนาจเมื่อ ปี ๒๕๔๙ แล้วก็คนยึดอำนาจ ไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็เสียของ วันนี้ทำมาแล้วไม่ถูกใจมันเสียของ มันยังไม่พอใจ มันเข่นฆ่าประชาธิปไตยยังไม่พอใจ แก้รัฐธรรมนูญก็แก้ยากอยู่แล้วบีบคอก็ไม่ได้นี่ แสดงว่า การที่ไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณ ต้องถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุว่า เจตนาคือจะทำอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้อีก ผมไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นก็ถามว่าท่านมีเจตนาอย่างไรกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้

สุดท้ายท่านครับ ท่านประธานเป็นคนจังหวัดนครพนมถูกไหมครับ ตอบผม ก่อนครับ ท่านจำคำขวัญจังหวัดของท่านได้ไหมครับ คำขวัญจังหวัดนครพนมเขาบอกว่า พระธาตุพนมค่าล้ำ วัฒนธรรมหลากหลาย เรณูผู้ไท เรือไฟโสภา งามตาฝั่งโขง ถูกไหมครับ ถ้าถูก

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

มันเกี่ยวอะไร กับญัตติ

นายคารม พลพรกลาง แบบบัญชีรายชื่อ

เกี่ยวครับ เกี่ยวกับญัตตินี้ละครับ สุดท้ายก็คือว่าท่านกลับไปบ้าน ถ้าท่านจะให้รางวัลเด็กนักเรียน ถ้าท่องตรงนี้ไม่ครบท่านจะ ให้รางวัลได้ไหม ท่านจะให้รางวัลได้ไหมว่า ถ้าคำขวัญพระธาตุพนม ไม่มีพระธาตุพนมค่าล้ำ แค่คำขวัญพระธาตุพนมยังต้องท่องให้ครบเลยครับ แต่รัฐธรรมนูญสำคัญกว่า ผมจึงเรียนว่า เรื่องนี้ผมต้องฝากท่านประธาน ท่านจะตอบหรือไม่ตอบไม่เป็นไร ผมไม่มีคำเสนอแนะครับ ขอบคุณครับ

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ครับ คุณหมอชลน่านวิป (Whip) ฝ่ายค้านหารือ เชิญครับ ท่านณัฐชา รอสักครู่นะครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้เวลานิดเดียวครับ หารือท่านประธานเรื่องลำดับ การอภิปราย ตอนนี้เราจะมีผู้อภิปรายอีกท่านเดียวก่อนที่จะถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากท่าน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรให้สรุปญัตติคือ ท่านประธานวิป (Whip) ฝ่ายค้าน ก็เรียน หารือท่านประธานว่าหลังจากที่ท่านณัฐชาได้อภิปรายเสร็จแล้ว ก็ขอความกรุณา ท่านประธานได้พิจารณาให้ทางคณะรัฐมนตรีได้กรุณาตอบคำถามของพวกเรา แล้วก็ทางฝ่าย ผู้เสนอญัตติ ผู้สรุปญัตติจะได้สรุปก็จบครับ เพื่อเราจะได้รักษาเวลาให้จบภายในเวลา ที่กำหนดน่าจะประมาณสัก ๑๘.๐๐ นาฬิกากว่านิด ๆ ฝากท่านประธานพิจารณาครับ กราบขอบพระคุณครับผม

นายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญ ท่านณัฐชาครับ

นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคอนาคตใหม่ จากเขตบางขุนเทียน จากที่ได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำถามก่อนที่จะไปปฏิบัติภารกิจ นั่งฟังอยู่นานครับ ไม่ได้ทน แต่ว่าฟังแล้วยังไม่มี คำตอบใดที่ตอบเกี่ยวกับประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ เพราะฉะนั้นผมคิดว่ารัฐธรรมนูญนี้ มีความสำคัญ รัฐธรรมนูญนี้คนฟากฝั่งทางพวกท่านเอง เป็นคนพูดว่ารัฐธรรมนูญนี้เขียนมา เพื่อพวกผม รัฐธรรมนูญนี้เขียนมาเพื่อพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล นี่คือคำกล่าวของ ฟากฝั่งท่าน แต่แคนดิเดต (Candidate) นายกรัฐมนตรีที่มารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รับตำแหน่งแล้วกลับไม่พูดถึงว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่ท่านได้ทำคลอดมาเองกับมือ และวันนี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนทั้งประเทศ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ตอบอย่างชายชาติทหารเลยครับ ผมจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ประชาชนทั้งประเทศ ฮึกเหิมครับ ฟังแล้วอย่างน้อย ๆ ยังมีคนรับผิดชอบ ผ่านไป ๒ วันเท่านั้นละครับ นายทหาร สะดุดหินตัวเอง บอกผมพูดครบแล้ว หมายความว่าอย่างไร นี่แสดงว่ายังสร้างความขัดแย้ง ในบ้านเมือง ทำให้ประชาชนเขาสงสัย ที่ผ่านมาครับท่านประธาน ผมขออนุญาตเทียบเคียง เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อน ปี ๒๕๔๙ จนมาถึง ปี ๒๕๔๙ จนมาถึงอดีตก่อน การรัฐประหารครั้งนี้ บ้านเมืองในประเทศไทยแบ่งกลุ่ม แบ่งก้อน ถ้าเปรียบเทียบเปรียบ ประหนึ่งว่ามีกระดานไวต์บอร์ด (Whiteboard) ๑ อัน มากั้นประชาชนทั้ง ๒ ฟากฝั่งไว้ อีกฟากหนึ่งบอกว่ากระดานแผ่นนี้สีน้ำตาล อีกฟากฝั่งหนึ่งคือสีขาว สร้างความขัดแย้ง ให้ประชาชนต่างคนต่างเถียงกันไป เถียงกันมา คนบางกลุ่ม บางก้อน เดินถอยหลังออกมา แล้วบอก อ๋อ นี่คือกระดานไวต์บอร์ด (Whiteboard) แต่คนที่ยังอยู่ในวังวนว่ายังมีความ ขัดแย้งว่า กระดานแผ่นนี้มันสีอะไร จะต้องเอาเป็นเอาตาย เอาชนะกันให้ได้ ก็ยังแยกไม่ออก จนมาวันหนึ่งรองเท้าทหารได้ทลายกำแพงกั้นทางสังคมอันนี้ ทลายกระดานไวต์บอร์ด (Whiteboard) อันนี้แล้วบอกประชาชนให้กลับบ้านเสีย แต่เขายังทิ้งปมไว้ในสังคมว่า กลับบ้านเถอะนะกระดานนี้สีน้ำตาล แต่เขาไปส่งประชาชนอีกฟากฝั่งหนึ่งกลับบ้าน ก็บอกเช่นกัน บอกกลับบ้านเถอะนะกระดานฝั่งนี้คือสีขาว ยังสร้างประเด็นในสังคม ทำให้เกิดรอยร้าวจนถึงปัจจุบัน และครั้งนี้รอยร้าวนั้นถึงแม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ มันกำลัง จะกลับมาอีกครั้ง เหตุการณ์นี้ผ่านเลยไป เลยไป เลยไป เทคโนโลยีก้าวเข้ามา ทำให้ประชาชน ผู้เฒ่าผู้แก่ ประชาชนที่ร่วมชะตากรรมครั้งนั้น ได้มีข้อมูลที่ศึกษาเพิ่มขึ้นว่า อ๋อ ความขัดแย้งที่เราเคยขัดแย้งกันมามันเป็นเพียงความขัดแย้ง ทางการเมือง กระดานแผ่นนั้นมันมีทั้ง ๒ สี เราไม่น่าเอาเป็นเอาตายช่วงชิงความชนะ ว่ามันคือสีใด แต่ด้วยกาลเวลาผ่านไปเซิร์ช (Search) อินเทอร์เน็ตก็รู้ว่ากระดานไวต์บอร์ด (Whiteboard) ด้านหลังจะเป็นสีน้ำตาล ด้านหน้าจะเป็นสีขาว ทำให้ถึงบางอ้อทั้งประเทศ และสถานการณ์คลี่คลายลง จนมาถึงวันนี้ครับ วันนี้สถานการณ์กำลังจะก้าวเข้าสู่จุดเริ่มต้น ผมจึงอยากจะให้มันหยุดชะงัก แล้วให้ผู้เกี่ยวข้องตอบให้ชัดว่าในวันถวายสัตย์ปฏิญาณ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดหรือไม่ได้พูด ถ้าไม่ได้พูดท่านไม่ได้พูดเพราะเหตุใด ไม่ได้พูด เพราะผมเผอเรอ ไม่ได้พูดเพราะเป็นกิจวัตรประจำวันของผม ไม่ได้พูดเพราะผมพูดผิด ๆ ถูก ๆ แบบนี้อยู่แล้ว หรือไม่ได้พูดเพราะผมให้ใครคนหนึ่งเตรียมตัวมาแล้วไม่ได้พูด หรือท่าน เตรียมมาเพื่อพูดอย่างนั้นเลย ท่านตอบให้ชัดประชาชนจะได้เลิกทะเลาะกันว่า อีกฝั่งหนึ่ง ตอนนี้กำลังบอกว่าท่านพูดครบแล้ว ครบแล้ว จะเอาอะไรกันอีก จะมาตามประเด็นอะไรกัน มากมาย เหตุการณ์บ้านเมืองมีเยอะแยะแก้กันไม่หวาดไม่ไหวเรื่องแค่นิดเดียวเอง พูดครบแล้ว แต่อีกฟากฝั่งหนึ่งของประชาชนท่านมาบริหารราชการแผ่นดินในราชอาณาจักรไทย มีประชาชนมากกว่า ๗๐ ล้านคน ความคิดเห็นมันย่อมแตกต่าง ท่านต้องสลายความคิดเห็น ที่แตกต่างเหล่านี้ ท่านต้องประคับประคองความคิดเห็น อันไหนที่เป็นจุดเริ่มต้นของ ความขัดแย้งท่านทลายเสีย และวันนี้จุดเริ่มต้นของความขัดแย้งมาจากตัวท่าน นี่คือจุดเล็ก ๆ ประชาชนกำลังเคลือบแคลงสงสัยและแบ่งกลุ่ม แบ่งก้อน แบ่งเป็น ๒ ฟากฝ่ายว่าฝั่งนี้บอก ครบแล้ว แต่อีกฟากฝั่งหนึ่งบอกยังไม่ครบ มันกำลังสร้างความขัดแย้งในประเทศไทยหรือไม่ และมันจะเดินก้าวไปทีละขั้น ทีละขั้น ทีละขั้น ทำให้สู่วิกฤตการณ์ทางการเมือง อย่าง ๑๐ ปีที่แล้วอีกหรือเปล่า เราต้องการเข้ามาเพื่อให้ยุติปัญหาเหล่านี้ใช่หรือไม่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ โอเค (OK) ครับ ในช่วงแรกที่ท่านตอบและท่านติดภารกิจ โอเค (OK) ผมเข้าใจ แต่คำตอบของท่านยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าท่านพูดครบหรือไม่ครบ และท่านพูดอย่างนั้นเพราะเหตุผลอะไรสุดแท้แต่ท่านเท่านั้นที่รู้ ไม่มีใครรู้ แต่วันนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ไม่เป็นไร ขณะนี้ยังเหลือรองนายกรัฐมนตรีอีก ๑ ท่าน และรัฐมนตรี อีกหลายท่าน ผมไม่ขอตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีแล้ว เพราะหลาย ๆ ท่านตั้งไปแล้ว แต่ครั้งนี้ผมขอให้คณะรัฐมนตรีตอบชัด ๆ กับประชาชน ไม่ต้องตอบกับพวกผม ไม่ต้องตอบ กับใครทั้งนั้น ตอบกับประชาชนว่า คณะรัฐมนตรีในวันที่เข้าไปกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ พร้อมกับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านกล่าวตามนายกรัฐมนตรีหรือท่านกล่าวตามรัฐธรรมนูญ ตอบให้ชัดเลยครับว่าผมกล่าวตามรัฐธรรมนูญอยู่คนเดียวเลย นายกรัฐมนตรีหยุดพูด แล้วผมยังพูดอยู่ต่อ จะได้รู้ว่ายังมีคนเคารพรัฐธรรมนูญอยู่ ท่านตอบชัด ๆ ตอบทีละคนก็ได้ คณะรัฐมนตรีที่ยังเหลืออยู่ ณ เวลานี้นะครับ ว่าท่านกล่าวคำปฏิญาณตามนายกรัฐมนตรี หรือกล่าวตามรัฐธรรมนูญ ตอบประชาชนให้ชัด และอำนาจตาม มาตรา ๑๕๒ ที่จะเป็นญัตติ ในวันนี้ นอกจากตั้งคำถามไปยังคณะรัฐมนตรีแล้วผมยังอยากเสนอแนะ ๑ อย่างว่า นายกรัฐมนตรีในเหตุการณ์ครั้งนี้การที่ท่านจะกลับมาภายใต้รัฐธรรมนูญที่พวกท่านบอกว่า เขียนมาเพื่อท่าน เพื่อท่านเป็นรัฐบาล ท่านกลับมาอีกครั้งง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย แต่ท่านต้อง รักษาเกียรติภูมิแห่งการเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยไว้ การกระทำผิดใด ๆ การแสดงออกทางการเมือง การแสดงออกทางการรับผิดชอบทางการเมืองอย่างชายชาติทหาร ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร ท่านลาออก ท่านกลับมาง่ายมาก แต่ถ้าท่านตัดสินใจลาออก ท่านจะได้แสดงสปิริต (Spirit) ของเกียรติภูมิแห่งการเป็นนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นบรรทัดฐานต่อ ๆ ไปในรัฐบาล ว่าความผิด ความผิดพลั้ง ความเพลี่ยงพล้ำใด ๆ ทางการเมือง การรักษาเกียรติภูมิ ของตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยนั้น จะต้องแสดงออกทางการเมือง อย่างสมศักดิ์ศรี และครั้งนี้หากท่านยืนขึ้นและพูดอย่างชายชาติทหารว่าสิ่งที่กระทำไปนั้น ผิดพลาดจริง ๆ แล้วจะรักษาสถานภาพนายกรัฐมนตรีของราชอาณาจักรไทยต่อ ๆ ไป ท่านขอรับผิดชอบอย่างไร วันนี้ถึงท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่กลับมาตอบ แต่ขอให้ คณะรัฐมนตรีตอบคำถามของผมในหลาย ๆ คำถาม เพราะว่าครั้งนี้ครับ ประชาชนเดือดร้อน มากมายอย่างแสนสาหัส เกียรติภูมิของนายกรัฐมนตรีต้องการการเรียกคืนครับ ถึงแม้ว่า สถานการณ์ต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีจะบอกว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรี ผมเข้าใจครับ ท่านได้ดูแลประชาชนอย่างอบอุ่น ท่านได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี อย่างครบถ้วนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่วันนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยสำคัญครับ คนที่จะต้องรักและหวงแหนจะต้องเป็นผู้นำประเทศ จะต้องเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ประชาชนกล่าวหาว่าร้าย ใส่ร้ายต่าง ๆ นานาครับ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรต่าง ๆ กระดุกนิดกระดิกหน่อยก็มีปัญหา มันเป็นเพราะจุดเริ่มต้นตรงนี้ละครับ หากท่านยอมรับเสียก็จบ แต่จุดเริ่มต้นนี้มันจะนำพาไปให้สร้างความไม่น่าเชื่อถือของนายกรัฐมนตรีในลำดับต่อไป ทุกวันนี้ไม่ว่าท่านจะกล่าวอะไร ท่านจะทำอะไร ผิดไปหมดครับ ไม่เชื่อท่านไปดูในโลก โซเชียลมีเดีย (Social media) หรือไม่ก็โลกเสมือนจริงก็ได้ ในโลกที่ประชาชนใช้ชีวิตอยู่ มันเลยเลยเถิดทำให้ทุกอิริยาบถของท่านนายกรัฐมนตรีทุกวันนี้ ท่านทำอะไรผิดไปหมดครับ เพราะจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ความผิดเล็ก ๆ แค่นี้ ท่านไม่ยอมรับ ดูไม่ดีไปด้วย เสื่อมเสียไปด้วย ล่าสุดนี่น้ำท่วมที่จังหวัดอุบลราชธานีท่านก็ลงพื้นที่ทันทีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี มันธานีเหมือนกันประชาชนยังกล่าวหากันทั่วประเทศ ประชาชนบ่นหิวข้าวทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรีบอกแจกเงินไปเที่ยว ก็ให้เงินแล้วจะไปกินข้าวที่ไปเที่ยวจะเป็นไร แต่ทุก ๆ อย่าง มันผิดไปหมด เพราะท่านกล่าวคำเล็ก ๆ น้อย ๆ ท่านไม่ยอมรับ แล้วท่านก็ปล่อยเลยเถิดไป ๆ สร้างความเคลือบแคลงใจในสังคม สร้างปัญหาในสังคมไทยและมันจะเป็นก้าวเล็ก ๆ ที่นำมาสู่ปัญหาอันยิ่งใหญ่ต่อไป ผมฝากไว้เพียงเท่านี้ และขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคน ที่เหลืออยู่ ณ เวลานี้ช่วยตอบคำถามผมด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านรองวิษณุครับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะชี้แจงคำถามทั้งหมดได้ไม่ครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามก็จะพยายามตอบ ในส่วนที่อยู่ในความรู้และความเข้าใจของผมและรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติที่ได้เสนอมาในวันนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมาตรานี้เพิ่งมีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ก่อนหน้านี้เรามีแต่เรื่องของ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยวิธี ๑. ตั้งกระทู้ถาม ๒. เปิดอภิปรายเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจ ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่รัฐบาลหลายท่านใช้คำอภิปรายว่า รัฐบาลร่างมากับมือ ไม่ใช่ครับ ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีดำริว่า การตั้งกระทู้นั้นมันเป็นเรื่องของตัวต่อตัว คนต่อคน สมาชิก ๑ คน ถามรัฐมนตรี ๑ คน แต่คำถามบางเรื่องอาจจะอยู่ในความรู้ ความเห็นหรือความทุกข์ ความอยากรู้ของสมาชิกหลายคน ทำอย่างไรถึงจะได้สามารถ มีการตั้งกระทู้หมู่ คือถามหลายคนได้บ้าง อันนั้นก็เลยทำให้เกิด มาตรา ๑๕๒ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นมาตรานี้ก็คือเรื่องของการตั้งกระทู้หมู่ ดังที่ท่านสมาชิกที่เคารพได้ดำเนินการมา ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ แล้วก็เจตนาของมาตรา ๑๕๒ นั้น ก็คือต้องการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สอบถามและเสนอแนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ปรากฏตามเอกสารรายงานการประชุมของ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาก็จัดพิมพ์รวมเป็นเล่ม เรียกว่า เจตนารมณ์ และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคำอธิบายเจตนารมณ์เอาไว้ทุกมาตรา พอมาถึง มาตรา ๑๕๒ นี้ เขาก็บอกครับว่า ต้องการที่จะให้มีการปรึกษาหารือกัน มากกว่าที่จะเป็น การต่อสู้ในทางการเมือง ถ้าประสงค์จะเป็นการต่อสู้ก็คงจะต้องไปใช้กลไกอื่นที่เรียกกันว่า กลไกการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วก็เป็นที่ น่ายินดีครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกจริง ๆ ว่านั่งฟังมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงบัดนี้ เราได้บรรยากาศที่ตอบสนองเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๕๒ คือบรรยากาศที่เป็นการสอบถาม ปรึกษาหารือมากกว่าที่จะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองจริง ๆ แล้วก็ต้องขอแสดงความยินดี ต่อท่านสมาชิกสภาที่ทำให้การใช้มาตรา ๑๕๒ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ดำเนินไปได้ด้วยดีจนกระทั่งถึงบัดนี้ ประเด็นใหญ่ที่พูดกันก็คือเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณ ขีดเส้นใต้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ คำนี้เราจะต้องใช้กันอีกหลายครั้ง ขอย้ำว่าผมใช้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ นะครับ เมื่อพูดถึงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณหลายคนเข้าใจว่า ใครทำอะไรกัน ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แต่บางท่านอาจจะไม่เข้าใจหรือลืมไปแล้วหรือไม่ทราบ ยิ่งถ้าการอภิปรายกันในสภาวันนี้มีการถ่ายทอดเสียงและภาพออกไปทั่วประเทศ วันเวลา มันอาจจะเนิ่นนานมาจนกระทั่งลืม ๆ กันไปแล้วว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ก็ขออนุญาต ท่านประธานลำดับความครับว่า เหตุการณ์มันย้อนหลังไปเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ หลังจากที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหมด ๓๖ คนแล้ว คณะรัฐมนตรีจำเป็นที่จะต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ตามที่มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ ขอขีดเส้นใต้อีกครั้งหนึ่ง คำว่า ก่อนเข้ารับ หน้าที่ ก่อนเข้ารับหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ แล้วก็มีข้อความที่เป็นถ้อยคำนั้น เพราะฉะนั้นในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลาประมาณ ๑๗.๔๕ นาฬิกา คณะรัฐมนตรีทั้ง ๓๖ คน ก็ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในการเสด็จพระราชดำเนินออกให้เฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ได้กระทำต่อเฉพาะพระพักตร์ และต่อหน้าคนหลายคน ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไร เพราะนอกจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะมีพระมหากรุณาเสด็จออก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีก็เสด็จออก แล้วก็ยังจะมีข้าราชบริพารในพระองค์ เช่น ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการราชสำนักชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน แน่นอนฝ่ายรัฐบาลก็คือ คณะรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีข้าราชการอีกหลายคนในฝ่ายรัฐบาล เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นต้น แล้วก็ต่อหน้าผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ที่ไปถ่ายทำด้วย เมื่อเริ่มเวลาเสด็จออกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็เปิดกรวยดอกไม้ถวายบังคม แล้วก็เริ่มการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้วยการล้วงหยิบเอาบัตรแข็งออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเดียวเหมือนกับ นายกรัฐมนตรีทุกคนที่เคยผ่านมาในอดีต ไม่ได้หยิบ ไม่ได้เปลี่ยน ไม่ได้สลับ ไม่ได้วาง หยิบบัตรแข็งซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดเตรียมเช่นเดียวกับที่เตรียมให้ นายกรัฐมนตรีทุกคนในอดีต ผมได้เขียนในหนังสือหลังม่านการเมืองที่หลายท่านได้อ้างถึง ขอบพระคุณครับ คงขายดีขึ้นอีกเยอะต่อไปนี้ มีนายกรัฐมนตรีอยู่คนเดียวที่ท่าน ไม่ล้วงกระเป๋าหยิบอะไรออกมา เพราะท่านถวายสัตย์ปฏิญาณหลายหนแล้วท่านจำแม่น คือท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีอื่นต่อให้แม่น ต่อให้จำได้ก็กลัวพลาด หยิบล้วงมาจากกระเป๋าเสื้อทั้งนั้นละครับ เช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ หยิบหน้าแรกก็เป็นการอ่านคำเบิกตัว ซึ่งคนอื่นไม่ต้องกล่าวตาม เสร็จแล้วพลิกเป็นหน้าที่ ๒ นั่นคือคำถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไปแต่ละท่อน คณะรัฐมนตรีทุกคน กล่าวตาม ท่านมีคำถามหลายคำถาม ผมเรียนในที่นี้ว่าทุกคนกล่าวตามไปทีละท่อน ๆ จนกระทั่งจบตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าว ผมจะไม่กราบเรียนว่าถ้อยคำที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอ่าน แล้วทุกคนกล่าวตามนั้นมีว่าอย่างไร และผมก็ไม่ทราบว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังของการอ่านไปตามนั้น และแค่นั้น เป็นเพราะเหตุใด แต่ตรงนี้จะอธิบายได้ด้วย คำกลาง ๆ รวม ๆ เพียงประโยคเดียวเท่านั้น ที่ไม่อาจจะขยายความต่อไปอีก นั่นก็คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ คำนี้ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง ในหนังสือซึ่งบอกถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา แต่ละมาตรา แล้วก็รวมมาถึง มาตรา ๑๖๑ ด้วย ในหนังสือซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์นั้น ผมจะไม่อ่านนะครับ เพราะยังไม่ได้ ขออนุญาตท่านประธานเอาไว้ แต่จำได้แม่นว่าในหน้า ๒๗๙ นั้นได้อธิบายเอาไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการยืนยันต่อองค์ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งก็คือ พระมหากษัตริย์ เมื่อบ่ายนี้มีสมาชิกบางท่านบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่รวมแห่งอำนาจ อธิปไตยเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่หรอกครับ ที่รวมนั้นคือพระมหากษัตริย์ มาตรา ๓ ถึงได้บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น เพียงแต่ว่าใช้ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล นั่นก็แปลว่าคณะรัฐมนตรีและศาลก็ร่วมใช้ อำนาจอธิปไตยกับสภาด้วย แต่หนึ่งเดียวนั้นคือพระมหากษัตริย์ นี่ไม่ใช่หลักราชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยนี่ละครับ แล้วรัฐธรรมนูญก็เขียนอย่างนี้กันมาหลายฉบับแล้ว เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๖๑ จึงได้เขียนเอาไว้ในหนังสือที่กรรมการร่าง รัฐธรรมนูญได้รวบรวมเอาไว้ว่า เป็นการยืนยันต่อองค์ผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อที่จะยืนยัน ใช้คำว่า ยืนยัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในตัวผู้กล่าวคำปฏิญาณนั้น ใครเป็นคนไว้วางใจ พระมหากษัตริย์ครับ ไว้วางใจในตัวใคร ผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ใครละ คณะรัฐมนตรีครับ ผมจึงได้เรียนว่ารัฐบาลอาจจะผิด ผมอาจจะผิด ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะผิด แต่เราเข้าใจ ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างนั้น แล้วก็จะว่าผิดก็คงจะไม่ใช่ต่อไป แล้วละครับ เพราะเหตุว่าในคำวินิจฉัยหรือจะเรียกว่าคำสั่งก็ได้ของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ ได้เขียนเอาไว้ในคำวินิจฉัยอย่างน้อยก็ฉบับย่อละ ที่ทุกคนมีกันในมือ ถือกันคนละแผ่น สองแผ่น คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ หน้าที่ ๒ บรรทัดที่ ๓ ศาลใช้คำว่า ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับ พระมหากษัตริย์ เขียนเหมือนกับเจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๖๑ นะครับ เป็นการยืนยัน ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์ ผมถึงได้สรุปว่าการถวายสัตย์ ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์ พอพูดอย่างนี้ก็อาจจะมีคน นึกอยู่ในใจว่า แล้วทำไมจึงบังอาจทำให้มันไม่เหมือนกับในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องย้อนกลับมา ที่ผมได้กราบเรียนว่า ประเด็นในวันนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ ขีดเส้นใต้ คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไมจึงต้องขีดเส้นใต้ ท่านประธานครับ เมื่อเวลาเราพูดถึงคำว่า ปฏิญาณสาบานตัว เราพูดรวม ๆ กันไป แต่ที่จริงแล้วในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ว่าฉบับใด ๆ ท่านอาจารย์ปิยบุตร ขออภัยเอ่ยนาม ท่านบอกว่า เราเริ่มระบบ ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณ มาตั้งแต่ครั้งแรกปี ๒๕๙๒ ใช่ครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มาจนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบันนี้เขาไม่ได้พูด คำว่า ปฏิญาณสาบานตัวรวม ๆ กันไป เขาจงใจแยกเรื่องปฏิญาณสาบานตัวที่ภาษาอังกฤษ แล้วก็ความมุ่งหมายต่างกันด้วย คำหนึ่งคือคำว่า ปฏิญาณตน อีก อาจจะใช้คำเดียวว่าเทค ดิ โอท (Take the oath) แต่ภาษาไทยมันแตกออกเป็น ๒ คำ ใช้ ๒ แห่ง คำหนึ่งคือคำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไมจึงแยกออกเป็น ๒ คำ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อท่าน จะเข้ารับหน้าที่ท่านต้องทำอะไร คำตอบปฏิญาณตนครับ เมื่อเช้าที่มีท่านสมาชิกใหม่ ลุกขึ้นยืนกล่าวตามท่านประธานชวนก็ปฏิญาณตนครับ นั่นคือใช้วิธีที่ ๑ ไม่ใช่วิธีที่ ๒ แต่คณะรัฐมนตรีนั้นไม่ได้ปฏิญาณตนครับ แต่ถวายสัตย์ปฏิญาณ นั่นแปลว่าใช้วิธีที่ ๒ ไม่ใช่วิธีที่ ๑ ในรัฐธรรมนูญนี้ใช้คำว่า ปฏิญาณตนอยู่ ๓ แห่ง กับบุคคล ๓ ประเภท ๑. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมรัฐสภา นานมาแล้วสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จประพาสต่างประเทศ ก็ทรงเสด็จมาปฏิญาณพระองค์ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อรัชกาลที่ ๙ เสด็จออกทรงผนวชก็ตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ก็เสด็จมาทรงปฏิญาณพระองค์ในที่ประชุมรัฐสภา นั่นคือปฏิญาณตน ปฏิญาณตนนั้นใช้กับ ๑. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เช่นเมื่อเช้านี้ และ ๓. สมาชิกวุฒิสภาซึ่งต้องทำ ในที่ประชุมวุฒิสภาดังเช่นกรณีของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหลาย ๓ อย่างนี้ปฏิญาณตน การปฏิญาณตนก็คือลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว สมัยก่อนกล่าวเองด้วยซ้ำไป หลัง ๆ กล่าวตาม ท่านประธาน แต่ก็ไม่ใช่เป็นการปฏิญาณต่อประธาน ที่เมื่อเช้าท่านประธานชวนกล่าวนำ แล้วก็ท่านสมาชิกกล่าวตามนั้น ไม่ใช่เป็นการปฏิญาณต่อท่านประธานชวน แต่ปฏิญาณ ในที่ประชุมคืออาศัยสถานที่เป็นหลัก จะไปทำสถานที่อื่นไม่ได้ นั่นคือปฏิญาณตน หลายคนพูดถึงท่านประธานาธิบดีโอบามาก็ปฏิญาณตนครับ แล้วก็จริงครับท่านพูดไปแล้ว นึกขึ้นได้ผิดรุ่งขึ้นท่านก็มาพูดใหม่ให้มันถูกเมื่อปี ๒๕๕๒ แต่พอพูดเรื่องนี้ใครช่วยค้น กลับไปหน่อยนะครับว่าเมื่อปี ๒๕๑๖ ประธานาธิบดีนิกสันกล่าวแล้วก็ไม่ครบเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร นั่นคือปฏิญาณตน ส่วนการกล่าวถ้อยคำอีกอย่างหนึ่งรัฐธรรมนูญไทย ใช้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ทำที่ไหนก็ได้ ไม่เหมือนกับ ส.ส. ส.ว. และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องทำในที่ประชุมสภา แต่พอถวายสัตย์ปฏิญาณทำที่ไหนก็ได้ คณะรัฐมนตรีเคยถวายสัตย์ปฏิญาณที่พระที่นั่งพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ก็มี พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ก็มี พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ก็มี สมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนท้าย ปลายรัชกาลไปทำที่โรงพยาบาลศิริราชก็มี เพราะฉะนั้นสถานที่นั้นไม่สำคัญ สำคัญคือ ต้องมีผู้รับการถวายสัตย์ปฏิญาณอยู่เท่านั้น คือพระมหากษัตริย์ และการถวายสัตย์ปฏิญาณ จะทำต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ก็ไม่ได้ และในอดีตทำกับผู้แทนพระองค์ก็ไม่ได้ ต้องทำกับ พระมหากษัตริย์ เพราะเหตุว่าต้องทำกับพระมหากษัตริย์นี่เองเขาจึงใช้คำว่าถวายสัตย์ ปฏิญาณ เป็นราชาศัพท์เต็มรูปเลยครับ และเวลาเอ่ยก็ต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า ข้าพระพุทธเจ้า ไม่เหมือน ส.ส. ส.ว. และไม่เหมือนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทำไม จึงต้องข้าพระพุทธเจ้า นาย นาง นางสาว ก็เพราะว่าทำกับพระมหากษัตริย์ เมื่อทำกับ พระมหากษัตริย์ ก็แปลว่ามีผู้ถวาย นั่นก็ต้องแปลว่ามีผู้รับการถวาย ไม่เหมือนกรณี ส.ส. ส.ว. และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่ต้องมีผู้รับ เมื่อไม่ต้องมีผู้รับผมจึงอดคิดไม่ได้ ผมใช้ว่า อดคิดไม่ได้ ผมอาจจะผิด จึงอดคิดไม่ได้ว่าไม่มีใครมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถ้อยคำนั้น ใครจะเป็นคนไปอนุญาตท่าน แต่การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นมีผู้ถวายแล้วก็มีผู้รับการถวาย ดังนั้น เมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จก็จะจบลงด้วยการมีพระราชดำรัสตอบทุกครั้งไป การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นทำกับบุคคล ๔ ประเภทเท่านั้น ๑. องคมนตรี ๒. รัฐมนตรี ซึ่งก็รวมถึงคณะรัฐมนตรีด้วยถ้าหลายคน ๓. ผู้พิพากษา และ ๔. ตุลาการ ๔ ประเภทนี้ จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ

(นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวิสารครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิสาร เตชะธีราวัฒน์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงราย ผมอ่านหนังสือของ ท่านศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม ทุกเล่มครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวเอา ผิดข้อบังคับก่อน

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ผมขออนุญาตประท้วงครับ เพราะว่าท่านเพลินไปแล้วครับ ท่านสอนวิชาประวัติศาสตร์ ปปร. ท่านเคยไปสอน ก็ทำนองอย่างนี้ละครับ และท่านก็พูดแบบนี้ตลอดเลยครับ ผมเรียนว่าท่านประธานครับ อันนี้ข้อ ๖๙ ชัดเจนครับ ตอนนี้เราอยู่ในระเบียบวาระที่จะต้องให้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ได้ตอบวาระที่เราจะต้องถาม ๒ เรื่อง แต่ท่านพูดไปเพลินเลยครับ ผมฟังเมื่อสมัยผมเด็ก ๆ เป็น ส.ส. ใหม่ ๆ ท่านก็ไปบรรยาย ปปร. ก็ทรงนี้ละครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัย ได้แล้วครับ ฟังเหตุผลพอแล้วครับ

นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ เชียงราย

ครับ ท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ยังอยู่ ในประเด็นอยู่นะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีต่อครับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

เมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมก็ได้กราบเรียนท่านประธานว่าก็มีรับการถวายสัตย์ปฏิญาณ ใครเป็นผู้รับการถวายสัตย์ ปฏิญาณ พระมหากษัตริย์ครับ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณในวันเกิดเหตุ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม เมื่อสิ้นสุดถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นเรื่องของระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้มีพระราชดำรัสตอบ ซึ่งไม่มีอะไรเป็นเรื่องลับ โทรทัศน์ก็ได้เชิญ พระราชกระแสนี้ไปออก หนังสือพิมพ์ก็เอาไปลงทุกฉบับ แล้วต่อมายังมีพระมหากรุณา พระราชทานพระราชดำรัสทุกคำมายังรัฐบาลอีกด้วยซ้ำไป ดังที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับ พระราชทานในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ในกรณีอย่างนี้ ในพระราชดำรัสนั้น ผมจะไม่ถึงกับอ่านหรอกครับ ท่านประธาน แต่เป็นคำที่คณะรัฐมนตรีทั้ง ๓๖ คนจำได้ขึ้นใจ เพราะพระราชกระแสนั้นเริ่มว่า ขอถือโอกาสนี้ให้กำลังใจแก่ท่าน ให้ท่านมีความมั่นใจ และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ได้ตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ให้ปฏิบัติไปตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณ แล้วก็ขอให้ท่าน เข้าทำหน้าที่ รับหน้าที่ ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อสักครู่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า มาตรา ๑๖๑ นั้น ขึ้นต้นว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ ก็แปลว่าถ้าไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ได้มีพระราชกระแสรับสั่งว่าให้ไปปฏิบัติหน้าที่ คณะรัฐมนตรีรับพระราชกระแสนี้ใส่เกล้าใส่กระหม่อม ไม่ต้องตีความครับ แต่ถือว่านี่คือ พระบรมราชานุญาต แล้วก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ถ้าวันนี้ถือว่ายังไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่เพราะถวายสัตย์ปฏิญาณยังไม่จบ ยังไม่ครบ ยังไม่ถ้วน พอดีพอร้าย คสช. ก็ยังอยู่ มาตรา ๔๔ ก็ยังอยู่ รัฐบาลเก่าก็ยังอยู่ รัฐบาลใหม่โมฆะ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น พอหลังจาก ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคมที่เราอ้างถึงกันนั้น รัฐบาลก็ได้เข้าแถลงนโยบายในเวลาต่อมา เอาละ ก็มีเสียงค้าน จริงครับ หลังจากแถลงนโยบายเสร็จก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลเต็ม เหมือนกับทุกรัฐบาลที่เข้าปฏิบัติหน้าที่ และเข้าบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากนั้นไม่กี่วัน เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายกรัฐมนตรีแทนฝ่ายบริหาร ท่านประธานชวนแทนรัฐสภา ท่านประธานศาลฎีกาแทนฝ่ายตุลาการ ถวายพระพรชัยมงคล ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ก็นายกรัฐมนตรีคนนี้ละครับที่สวมเสื้อครุยไปยืนถวายพระพรชัยมงคล อยู่ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย เป็นการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น นายกรัฐมนตรีคนนี้ละครับลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในพระราชพิธีสถาปนา พระราชอิสริยยศเจ้านายหลายพระองค์ ซึ่งเป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี คนนี้ละครับที่เสนอกฎหมายเข้ามายังสภานี้ในนามของรัฐบาล ๒ ฉบับ สภาผู้แทนราษฎรก็ผ่าน วุฒิสภาก็ผ่าน ถวายขึ้นไปก็ทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วก็ประกาศใช้ไปแล้ว แล้วก็รัฐบาลนี้ละครับ ออกพระราชกำหนดไปแล้ว เอาละยังเถียงกันอยู่ คดีอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะถูกจะผิดไม่รู้ เมื่อสักชั่วโมงนี้ได้รับรายงานมาว่าศาลได้รับเรื่องพระราชกำหนดนี้เอาไว้แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้อ่านคำวินิจฉัยอีกเรื่องหนึ่งด้วยว่านายกรัฐมนตรีไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

(นายนิยม เวชกามา ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ ท่านนิยมมีอะไรครับ

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๙ และข้อ ๖๙ คือญัตตินี้ผู้ถามมีความประสงค์จะถามว่า ทำไมการถวายสัตย์ปฏิญาณจึงกล่าว ไม่จบตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ถามประวัติศาสตร์ ผมนั่งฟังท่านอธิบายสอนกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นท่านตอบให้ตรงว่าทำไมถึงไม่ปฏิญาณตนหรือถวายสัตย์ปฏิญาณให้จบ ถ้าถามให้จบ ครม. หรือนายกรัฐมนตรีประยุทธ์จะขาดใจหรืออย่างไร ผมถามเท่านั้น อยากรู้ เท่านั้น ท่านไม่ต้องอธิบายมาก ผมฟังท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อเช้าท่านก็ไม่ตอบ ไปตอบ เรื่องเศรษฐกิจ ทั้ง ๆ ที่เจตนารมณ์จริง ๆ คือถามเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ ผมอยากรู้ เท่านั้นครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

วินิจฉัย ได้แล้วครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี 🔗

ขอบพระคุณครับท่านสมาชิก ท่านประธานครับ คือคำถามทั้งหมดตั้งแต่เช้ามีทั้งหมดผมจดไว้ ๑๖ ข้อ ก็ตอบรวม ซึ่งครอบคลุมไปหมดทั้ง ๑๖ คำถาม สุดท้ายแล้วครับ หลายท่านวิตกกังวลว่า เมื่อมันไม่ถูก แล้วมันจะโมฆะ แล้วมันจะเกิดปัญหาตามมามากมาย ท่านอยากฝันร้ายหรือครับ เพราะเหตุว่า มันไม่เกิดอย่างที่ท่านพูด มันจะไม่มีปัญหาใด ๆ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง ผมยอมรับเลยครับ ว่าเป็นคำสั่ง ไม่ใช่คำวินิจฉัย คำสั่งนั้นคือไม่รับคำร้องทั้งหมด แต่ศาลไม่ได้บอกว่าไม่รับแล้วก็จบ ฟูลสต็อป (Full stop) แค่นั้น ศาลได้ให้เหตุผลต่อไป ซึ่งแน่นอนตามพระราชบัญญัติวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ก็บอกด้วยว่า ถ้าศาลไม่รับคำร้องต้องบอกเหตุผล และมีคำอธิบายประกอบ นี่มาตรา ๗๗ ศาลจึงต้องอธิบายประกอบอย่างไรละครับว่า ที่ไม่รับ เป็นเพราะอะไร และที่อธิบายประกอบนั้นเป็นความเห็นเอกฉันท์ของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งศาลด้วย ว่าที่ไม่รับก็เพราะว่า ๑. เรื่องนี้เป็นโพลิติคัล อิชชู (Political issue) เป็นเรื่อง ในทางการเมือง แต่ศาลไม่ได้จบแค่นี้อีก ศาลยังบอกอีกว่า อีกประการหนึ่งประกอบกับว่า เมื่อจบการถวายสัตย์ปฏิญาณได้พระราชทานพระบรมราโชวาท พระราชทานพร หลังจากนั้น ยังโปรดให้เชิญพระราชกระแสมา พร้อมทั้งลงลายพระราชหัตถ์ แปลว่า รายชื่อ ลายมือ มายัง คณะรัฐมนตรีด้วย หลังจากพูดจบศาลสรุปให้เลยว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด องค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ซึ่งแปลว่าแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจตรวจสอบได้ ก็ชี้ไม่ได้ว่าถูกหรือผิด แล้วก็ไม่ชี้ด้วย สภาผู้แทนราษฎรก็เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเคยบอกไว้แล้ว จะชี้หรือไม่ชี้ ก็ไปว่ากันในอนาคต แต่ศาลก็ได้บอกไว้อย่างนั้น ส่วนกระบวนการที่ท่านสมาชิกอาวุโส ขออภัยครับ ไม่ต้องเอ่ยนาม แต่ว่าผมเคารพนับถือ ท่านได้เอ่ยตั้งแต่เมื่อเช้าว่า เอาละจะดิ้น หลุดมาจากทางโน้น ทางนี้ระวังไว้นะจะมาเจอเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ไม่เป็นไรถ้ามัน จะเจอมันก็ต้องไปละครับ ส่วนจะไปได้ไม่ได้อย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ขออภัยขอกราบเรียน ท่านไว้นิดหนึ่งด้วยความเคารพนับถือ คิดอยู่นานว่าควรจะพูดดี ไม่ดี แต่ว่าไม่ได้ตั้งใจจะ ล่วงล้ำก้ำเกินท่านนะครับ เคารพนับถือท่านจริง ๆ คือเรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรม ถ้าคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่ผม หรือแม้แต่ท่านประธานไปละเมิดเข้า มันจะต้องตรวจสอบกันได้ แต่ว่าขออภัยครับมันไม่ได้เป็นไปตามพระราชบัญญัติที่ท่าน ได้กล่าวถึงหรอก เพราะพระราชบัญญัตินั้นที่บอกว่ามีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานจริยธรรม เอาเข้าจริงนายกรัฐมนตรีมอบให้ผมนี่ละครับเป็นประธานกำกับเรื่องจริยธรรม แต่นั่นเป็น เรื่องมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมของข้าราชการทั้งหลายที่ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองมันมีอีกชุดหนึ่งซึ่งว่ากัน แล้วก็ที่ท่านอภิปรายนั้นถูกจริง ชี้ช่องเลยครับว่า ถ้าคิดว่าทั้งหมดมันมีประเด็นเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งอย่าไปใช้ พระราชบัญญัติที่ท่านอ้างถึง ใช้รัฐธรรมนูญนี่ละครับส่งเรื่องไปที่ ป.ป.ช. มันไม่ได้ไปที่ ผู้ไต่สวนอิสระหรอกครับ ผู้ไต่สวนอิสระที่ว่าที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาวางหลักนั้นเขาเอาไว้ ไต่สวนคนเดียว คือ ป.ป.ช. แต่ในกรณีของคณะรัฐมนตรีนั้นร้อง ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช. จะไปร้อง ต่อศาลฎีกา แล้วก็ว่ากันเลยตรงนั้น รัฐบาลไม่ขัดข้องอะไร เพราะว่าถ้ามันจะละเมิด มันก็ต้องละเมิดกันไปตามขั้นตอนนั้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านว่า จึงไม่มีอะไรจะต้องไปวิตก เพราะว่าที่เรารู้สึกว่าผิดมีสมาชิกอาวุโสบางท่าน ขออภัยเอ่ยนาม มันผิด มันโจ่งแจ้ง มันโจ่งแจ้งตรงไหน ใครเป็นคนบอกล่ะครับ มันไม่ได้โจ่งแจ้ง โจ่งครึ่ม อะไรตรงไหน และยัง ไม่มีใครพูดเลย ศาลรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ ท่าน ยังเอกฉันท์ว่าไม่พูด เมื่อไม่พูดก็เลยไม่มีใครชี้ เมื่อไม่มีใครชี้ก็แล้วแต่ครับ ถ้าหากว่าใครพบก็ไปดำเนินการกัน เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างมันก็ดำเนินการไปตามปกติ แล้วรัฐบาลก็มีหน้าที่เดียวเท่านั้นครับท่านประธาน สำหรับประโยคสุดท้ายที่จะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือก้มหน้าก้มตาปฏิบัติงานไปด้วย กำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติ เพื่อให้เป็นไปตามคำถวายสัตย์ปฏิญาณตาม พระบรมราโชวาทและพรที่พระราชทาน ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คงจะพอ แล้วนะครับ ท่านสุทินมีอะไรครับ

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

ขออภัยท่านสุทินครับ ผมถูกพาดพิงครับ ถึงแม้ว่าท่านไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่ใครก็รู้ว่าผมเป็นคนได้นำเรื่องของจริยธรรม มาพูด แต่ท่านบอกว่านักการเมือง นายกรัฐมนตรี ไม่เข้าข่ายนี้ ผมขอยืนยันครับ ท่านจะไป ขึ้นเวทีกับผมที่ไหนก็ได้ครับ ประมวลจริยธรรมซึ่งออกโดยศาลรัฐธรรมนูญ แล้วบังคับใช้กับ องค์กรทุกองค์กร รวมทั้งการเมือง ซึ่งเขาอธิบายว่า ด้านการเมืองนั้นหมายถึงคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ผมยืนยันครับว่าในประมวลอันนี้ถึงแม้ว่าท่านบอกว่า ท่านได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้เป็นประธานกรรมการนั้น ท่านต้องไปอ่าน ในประมวลจริยธรรมทั้งหมด แล้วไปอ่านคำประกาศของศาลฎีกาครับ ว่าเมื่อมีคำร้อง จะดำเนินการอย่างไร ผมต้องขออภัยว่าผมอาจจะไม่ชัดเจนในเรื่องของคณะไต่สวนอิสระ ซึ่งไปไต่สวน ป.ป.ช. ถูกครับ แต่อย่างไรก็ตามในประมวลจริยธรรม ถ้าหากว่าผิดร้ายแรง คำว่า ผิดร้ายแรง คือการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่วนว่าการปฏิญาณจะเข้าข่ายว่าผิด รัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่หลายท่านก็อภิปรายว่าผิดรัฐธรรมนูญ เมื่อผิด รัฐธรรมนูญนี้ในประมวลจริยธรรม ข้อ ๗ หมวด ๑ พูดไว้ชัดเจนว่า อันนี้เข้าข่ายผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรง เมื่อผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ว่า องค์กรทุกองค์กร ซึ่งผมเข้าใจว่าศาลฎีกาไม่อยู่ในประเด็นนี้ ไปร้อง ไปวินิจฉัยตัดสินไม่ได้ แต่ถ้าร้องถึงที่สุด ก็คือศาลฎีกา ซึ่งอาจจะผู้ไต่สวนอิสระหรือคณะกรรมการของศาลฎีกาที่ประธานศาลฎีกา แต่งตั้งก็ดีต้องพิจารณา ผลการพิจารณาจะเป็นอย่างไรนั้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งท่านก็บอกว่า ต้องร้อง ป.ป.ช. ใช่ครับ ถ้าพวกเราร้องต้องร้องประธานรัฐสภาครับ และร้องไปที่ ป.ป.ช. ส่วน ป.ป.ช. จะบอกมีมูลหรือไม่ ผมไม่อาจจะทราบได้ แต่ถ้ามีมูลเมื่อไรส่งไปศาล ศาลรับ ผู้ถูกร้องเขาพูดชัดเลยนะครับ ผู้ถูกร้อง หมายถึง คณะรัฐมนตรีก็ได้ ป.ป.ช. เองก็ได้ หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ผมยินดีครับ ถ้าผมอภิปรายผิด ท่านรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการชุดนี้จะอภิปรายกับ ผมที่เวทีไหนก็ได้ครับ ผมขอยืนยันในประเด็นนี้ครับ เพราะท่านพูดอย่างนี้ผมเสียหายว่า ผมไม่รู้จริง แล้วมาพูดกับท่าน ท่านรู้จริง แต่ท่านไม่พยายามพูดความจริงทั้งหมดครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ครับ พอสมควรแล้วครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อาจารย์ปิยบุตร มีอะไรครับ เดี๋ยวท่านสุทินครับ ใจเย็น ๆ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคอนาคตใหม่ ขออนุญาตใช้สิทธิ พาดพิง ๓ นาทีครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่านพาดพิง ไม่เสียหาย ผมไม่ให้สิทธิครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

นิดเดียวครับ เพื่อจะทำ ความกระจ่างชัดจากที่ท่านวิษณุ ท่านรองนายกรัฐมนตรีชี้แจงมา ผมใช้เวลา ๓ นาทีครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค (OK)

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ได้ฟังท่านรองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงมา ขอบพระคุณท่านมากนะครับ ฟังท่านทีไรเราได้ความรู้เพิ่มทุกครั้ง ทีนี้ผมขออนุญาต

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาสั้น ๆ กระชับนะครับ

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ที่ท่านพาดพิงมาประเด็นตรงนี้ เรื่องเกี่ยวกับว่าก่อนหน้านั้นนายกรัฐมนตรีในอดีตที่ผ่านมา รวมทั้งตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์ เอง ก็คือเรื่องของมีการหยิบกระดาษจากกระเป๋าขึ้นมาทำกันเป็นประจำ มียกเว้นเพียงท่านเดียว คือท่านชวน ผมก็อ่านจากหนังสือท่านเหมือนกัน คือท่านชวนนั้นจำแม่น ท่านไม่ต้องอ่าน แต่ทีนี้ที่ผมไปดูคลิป (Clip) ย้อนหลังมาทั้ง ๕ คลิป (Clip) สมัยท่าน พลเอก ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อชุดที่แล้ว ท่านมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ อยู่ ๕ ครั้ง ครั้งแรกท่านให้ พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ยืนอยู่ข้างหลังท่านครับ ถือแฟ้มสีน้ำเงินแล้วก็ยื่นให้ ครั้งต่อ ๆ มาถ้าผมจำไม่ผิดจะเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี พลเอก วิลาศ อรุณศรี ใช่ไหมครับ เป็นคนยื่นให้ท่าน ดังนั้นเป็นครั้งนี้จริง ๆ ๑๖ กรกฎาคม เป็นครั้งแรกที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์หยิบจากกระเป๋าขึ้นมานะครับ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยว ข้อเท็จจริงไปดูคลิป (Clip) กันได้

อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมขออนุญาตให้กระจ่างชัดตรงนี้ สิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงตอบคำถามพวกเรามา นั่นหมายความว่าถ้าเป็นเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อไร ซึ่งมีอยู่ ๔ องค์กร ๔ คณะเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ คือองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ผู้พิพากษา และตุลาการ ถ้า ๔ กลุ่มนี้ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ ปฏิญาณเมื่อใดแล้ว นั่นหมายความว่าตามที่ท่านชี้แจงมาต่อให้กล่าวไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหากพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชดำรัสรับและให้กำลังใจแล้ว นั่นหมายความว่า ทุกอย่างสมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่ครับ ตรงนี้ต้องทำความกระจ่างให้ชัดครับ จะได้เป็นบรรทัดฐาน สำหรับคณะชุดต่อ ๆ ไปนะครับ เราจะได้จบประเด็นนี้กันนะครับ ขออนุญาตเรียนถาม เพิ่มเติม

ส่วนประเด็นที่ท่านอ้างถึงคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่แจกมาเป็นเอกสารข่าว ท่านรองนายกรัฐมนตรีจบการศึกษาปริญญาเอกจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เบิร์กลีย์ ผมคิดว่าท่านก็เรียนเรื่องนี้มาเหมือนกัน คือบางส่วนในคำสั่งมันเป็นเหตุผลประกอบ ที่เราเรียกกัน โอบิเตอร์ ดิกตุม (Obiter dictum) มันไม่ผูกมัดหรอกครับ จริง ๆ แล้ว ที่มันผูกมัดก็คือนี่ละมันเป็นการกระทำของรัฐบาล เป็นโพลิทิคัล อิชชู (Political issue) จบ ส่วนถ้อยคำที่ท่านอ้างมาต่อจากนั้น ที่ว่าประกอบทั้งแล้วก็ร่ายมาจนหมดหน้าแรกแล้วไปขึ้น หน้า ๒ อีกนิดหนึ่ง ตรงนั้นมันเป็นส่วนประกอบเท่านั้นเอง แต่นี่เป็นเรื่องความเห็นต่าง ในทางกฎหมายครับ ไม่เป็นไรเดี๋ยวถึงในอนาคตก็จะมีบรรทัดฐานต่อมา ผมขออนุญาต รบกวนที่ประชุม รบกวนถามทางรองนายกรัฐมนตรีว่า ต่อไปนี้เราเกิดแนวแบบนี้แล้ว ใช่หรือไม่ เพื่อที่จะเป็นบรรทัดฐานในชุดต่อ ๆ ไปครับ ขอบคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสุทิน เชิญครับ มีอะไรครับ

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ผมตกใจเลยนะท่านถามผมว่ามีอะไร ผมเองได้รับมอบหมายจากผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรจะต้องเป็นผู้อภิปรายสรุป แล้วก็เตรียมตัวมา แล้วก็ได้ทำความเข้าใจกับท่านประธานคนก่อนแล้ว ผมก็เตรียมตัว เพราะฉะนั้นถึงคิวที่ผมจะต้องอภิปรายสรุปครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ ญัตติผมยังไม่ได้จบการปิดอภิปราย เพราะฉะนั้นประการแรกนะครับ

ประการที่ ๒ มันเป็นญัตติที่ไม่มีการลงมติ เพราะฉะนั้นเมื่อยังไม่มีการ ปิดอภิปราย ผู้สรุปอาจจะไม่มีก็ได้ใน ข้อ ๗๕ เพราะไม่ได้ลงมติ การที่มีสรุปอีกครั้งหนึ่ง หมายความว่า ท่านเสนอญัตติมา แล้วมีทั้งฝ่ายเห็นด้วย ฝ่ายไม่เห็นด้วย คุยกันไปตั้งนาน เสร็จแล้วผลสุดท้ายกว่าจะลงมติปิดการอภิปรายเพื่อจะให้ท่านโน้มน้าวอีกทีหนึ่งว่า สิ่งที่ท่าน ยื่นมามันเป็นอย่างนี้ ให้ท่านมีสิทธิสรุปอีกทีหนึ่ง เพื่อจะได้ให้ผู้ลงมติจะได้ใช้วิจารณญาณ อีกทีหนึ่ง แต่เนื่องจากญัตตินี้เป็นญัตติอภิปรายทั่วไปไม่มีการลงมติ

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ผมก็ใช้สิทธิอภิปราย ซึ่งไม่ได้ห้าม ใช่ไหมครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมจะให้ สิทธิอภิปราย แต่ถ้าท่านจะอภิปรายหลังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุตอบ หรือท่าน จะอภิปรายตอนนี้เลย ผมจะให้สิทธิอภิปราย ผมยังไม่ปิดการอภิปราย

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม

ให้เกียรติท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ก่อนก็ได้ครับ เดี๋ยวผมต่อจากท่านเลยครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ได้ครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เชิญครับ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพ ขอเรียน นิดเดียวเท่านั้นเองครับ ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ ท่านไม่ได้เป็นฝ่ายผิดหรอกครับ แต่ว่าผมเองอาจจะเป็นฝ่ายผิดถ้าอย่างนั้น คือประเด็นที่ผมพูดนั้น เพราะว่าเริ่มต้นมันฉายภาพ พระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม มาตรานั้น ๆ แล้วก็บอกว่านายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมก็ต้องการจะชี้แจงเท่านั้นเองว่าพระราชบัญญัติมาตรฐาน คือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม มันมีอยู่ ๒ ฉบับครับ ฉบับหนึ่งก็คือพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งออกมา โดยอาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ ตรงนี้ใช้กับข้าราชการทั้งหลาย ไม่ได้ใช้ กับฝ่ายการเมือง แล้วก็มีบอร์ด (Board) มีกรรมการ ผมเป็นประธาน แต่ในกรณีของฝ่ายการเมือง ที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์พูดถึงนั้น มันมีอีกฉฉับหนึ่ง ซึ่งออกมาโดยอาศัยอำนาจตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ โดยศาลรัฐธรรมนูญประชุมร่วมกับองค์กรอิสระและช่วยกัน กำหนดเป็นอีกฉบับหนึ่ง แล้วก็ใช้กับฝ่ายการเมืองเท่านั้น คือใช้กับองค์กรอิสระ ใช้กับ ส.ส. ส.ว. ครม. ซึ่งถ้าหากมีใครล่วงละเมิดตรงนั้น กลไกมันจะไปที่ ป.ป.ช. มันไม่มาที่ คณะกรรมการชุดที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วนายกรัฐมนตรีมามอบผม ผมต้องการ แยกให้เห็นเท่านี้ แล้วผมก็ได้เรียนแล้วว่า ถ้าท่านสมาชิกที่เคารพเห็นว่า รัฐบาลทำผิด มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นการละเมิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ (๕) ท่านก็ต้องไปใช้กลไกทาง ป.ป.ช. แล้วก็ขึ้นไป ความหมายของผมต้องการจะเรียนเพียงแค่นี้ เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านไม่ได้ผิดอะไรหรอกครับ แล้วก็ผมไม่รับคำท้าของท่านนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ท่านกับผมพูดเรื่องเดียวกัน แต่พูดกันคนละท่อนเท่านั้น ขอบพระคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญ ท่านวันมูหะมัดนอร์อีกครั้งครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ สั้น ๆ ๑ นาทีเท่านั้น อาจจะเป็น ๑ ประโยคด้วยซ้ำไป ก่อนอื่นขอขอบพระคุณท่านรอง นายกรัฐมนตรีวิษณุมาก ผมก็เคารพนับถือท่าน ก็เป็นประเด็นเกี่ยวกับที่ท่านพูด แต่ผมแยก ชัดเจน เมื่อเช้าที่ท่านเป็นประธานคณะกรรมการจริยธรรม จะเรียกว่า แห่งชาติ หรือไม่ แห่งชาติก็ได้ ที่มอบหมายให้ท่านนั้นผมพูดถูก แต่เวลาจะเสนอนั้นต้องใช้อีกช่องหนึ่ง ที่ท่านพูดแล้วก็คือประมวลจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญออก ซึ่งบังคับกับฝ่ายการเมืองด้วย ที่ผมพูดถึงประธานหมายถึงนายกรัฐมนตรีนั้น ผมหมายถึงว่าท่านเป็นประธานจริยธรรม อันไหนก็ได้ แต่ท่านทำผิดจริยธรรม เพราะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้น คนอื่นเขาไม่ปฏิบัติตาม เขาเอาตัวอย่างได้ ผมพูดประเด็นนี้ ไม่ได้จะไปร้องนายกรัฐมนตรีหรอกครับ ร้องไปที่ ศาลฎีกา ซึ่งผ่านท่านประธานรัฐสภาและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอบพระคุณครับ ที่ท่านได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องครับ ขอบพระคุณ ถ้าผมกล่าวล่วงละเมิดท่านก็ขออภัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสุทินครับ

นายสุทิน คลังแสง มหาสารคาม 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดมหาสารคาม ขออนุญาตอภิปรายซึ่งก่อนอภิปรายนั้น ผมขออนุญาตทำความเข้าใจว่า เดิมทีนั้นพรรคร่วมฝ่ายค้านของเราได้รับเวลาที่อภิปรายวันนี้ จนถึง ๖ ทุ่มวันนี้ ซึ่งเราก็วางแผนมาอย่างนั้น แต่เมื่อทราบว่าวันนี้จะมีพระราชพิธีสำคัญ การทำพระราชกุศลอันสำคัญ เราก็ปรับลงมาว่าจะจบลงที่ ๑๘.๐๐ นาฬิกา เพื่อให้พวกเรา ได้น้อมจิตอันเป็นกุศลด้วยกัน แต่เมื่อสถานการณ์การอภิปรายล่วงเลยมาเช่นนี้แล้ว เวลาเหลือไม่มาก ผมขออนุญาตว่าผมก็จะพยายามกระชับถึงที่สุด แต่หากว่าจะล่วงเลยไปบ้าง ก็ขออนุญาตว่าได้เห็นถึงเจตนาอันเป็นกุศลของพวกเรา ท่านประธานครับ การอภิปรายวันนี้ ตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ไม่มีอะไรมากมายครับ มีเรื่องใหญ่ก็คือว่า เราเองได้เห็นพฤติกรรมของ ท่านนายกรัฐมนตรีแล้วเราพบและไม่สบายใจเป็นกังวลว่า ท่านจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายมาอย่างเป็นนิสัย อย่างเป็นประจำ แล้วก็มองไปแล้วในอดีต ยิ่งเห็นชัด ปัจจุบันถือว่าเป็นการละเมิดกฎหมายที่อุกอาจ ชัดเจน แล้วก็เป็นเรื่องใหญ่มาก ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะกังวลไปในอนาคตว่า ถ้าไม่ทำอะไรกับท่าน ถ้าไม่เตือนสติกันบ้าง ไม่สอบถามกันบ้าง แนะนำกันบ้าง ไม่หารือกันบ้าง ท่านจะต้องเป็นอย่างนี้อีกในอนาคต แล้วเผอิญเรื่องที่ท่านทำผิดที่ยิ่งใหญ่ในวันนี้นั้น คือเรื่องของการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน แล้วบังเอิญคำที่ท่านไม่พูด ถ้าเป็นเรื่องผิดพลาดและท่านยอมรับว่าผิดพลาด เราสบายใจ เราไม่กังวล แต่เมื่อท่านไม่ได้ บอกอะไรกับเราเลยว่าผิดพลาดหรือจงใจ ท่านไม่ให้ความกระจ่างเลยแม้แต่น้อย ถามแล้ว ถามเล่าด้วยมาตรการใดไป ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่างชัด จึงทำให้พวกเรายิ่งกังวลยิ่งขึ้น คนไทยทุกคนก็ยิ่งกังวล เพราะอะไรครับ การไม่ดำรงรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญ และไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ มันเป็นเรื่องซึ่งน่ากังวล คนทำผิดกฎหมายถ้าเป็นชาวบ้าน ตาสีตาสา เราไม่วิตกนะครับ อานุภาพในการทำลายล้างความเสียหายก็อยู่ในวงจำกัด แต่ถ้าคนระดับ นายกรัฐมนตรีไม่ทำตามกฎหมายแล้วนี่ ท่านครับ อานุภาพของการทำลายล้าง ๖๕ ล้านชีวิต คนไทยทุกชีวิตอยู่ในกำมือของท่าน จะไม่ให้เรากังวลได้อย่างไร ท่านประธานครับ ถ้ามดมันบ้าคลั่ง ไม่น่ากลัวเท่าไรหรอก มันก็ได้แค่บริเวณมด แต่ถ้าช้างมันบ้าคลั่ง มันจะเป็น อย่างไรครับ เราก็ต้องกังวล เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นที่มาของการที่เราจะต้องขอถาม ท่านนายกรัฐมนตรีโดยมาตรการเบา ๆ ถามในสภาท่านไม่ตอบ ไม่ชัดเจน ตั้งกระทู้ก็ไม่มา ครั้งที่ ๒ ก็ไม่มา จำเป็นถึงมีวันนี้ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องการมาถาม ถ้าท่านตอบว่า ท่านผิดพลาด ท่านจะแก้ไข ผมเชื่อว่าเราสบายใจ จบเรื่องนี้ คนทั้งประเทศไม่ต้องพะวง ไม่ต้องกังวล ต่างชาติก็ไม่ต้องมาติดตาม และไม่ต้องมาพูดกันเรื่องความเชื่อมั่น ถ้าท่านจงใจ จงใจเพราะอะไร เราอยากรู้ รู้แล้วเราหวังว่าพวกเราจะได้ผ่อนคลาย บรรยากาศประเทศ จะดีขึ้น การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาของประเทศจะได้เดินหน้า ผมเปรียบให้เห็น เรื่องนี้ให้ชาวบ้านได้เข้าใจครับ ท่านประธานเคยนั่งเครื่องบินนะครับ เปรียบเครื่องบิน เป็นประเทศไทย ผู้โดยสารทั้งหมดเป็นคนไทย กัปตันคนขับเครื่องบินคือนายกรัฐมนตรี เครื่องบินลำนี้บินผ่านร้อน ผ่านหนาว ลำบากลำบนมา ๕ ปี พอมาเข้าปีที่ ๖ เลือกตั้งแล้ว เราก็คิดว่าเครื่องบินลำนี้น่าจะปลอดภัยแล้ว เรามีอยู่มีกินแล้ว ปรากฏว่าโชเฟอร์ (Chauffeur) ขับเครื่องบินฉวัดเฉวียน ผิดกฎจราจรตลอด ก็ทำให้เราไม่สบายใจ เราก็อยากถาม โชเฟอร์ (Chauffeur) ถามกัปตันว่า ทำไมขับแบบนี้ มันจงใจหรือว่ามันเป็นเรื่องสุดวิสัย แล้วมันจะแก้ไขได้อย่างไร เรานั่งบนเครื่องบินทุกครั้งถ้ามาเจอภาวะอย่างนี้ ถ้ากัปตัน เขาออกมาพูดว่า สวัสดีครับท่านผู้โดยสารที่เคารพทุกท่าน เรากำลังจะนำท่านไปด้วย ความปลอดภัย จะลงสู่ที่หมายด้วยความปลอดภัยแน่นอน เราโล่งไหมครับ ความอกสั่นขวัญแขวน บนเครื่องบินเราก็โล่ง แต่ถ้ากัปตันไม่พูดอะไรเลย ท่านเคยไหมครับ เราก็กดดันแล้วก็จะเป็นจะตาย ยิ่งกัปตันออกมาขู่ด้วยอาการมึน ๆ เมา ๆ ขู่ผู้โดยสารอีก จะเป็นอย่างไรครับ ผู้โดยสาร บนเครื่องบินครับ ถ้าเปรียบเครื่องบินไม่ชัด เอารถยนต์ชาวบ้านจะได้รู้ รถยนต์คันนี้คนไทย นั่งมาในรถ โชเฟอร์ (Chauffeur) เป็นนายกรัฐมนตรี ฝ่าไฟแดงมาแล้ว ๓-๔ ไฟแดง จะพาเราไปชนตายเมื่อไร ก็เลยอยากถามโชเฟอร์ (Chauffeur) เมาหรือเปล่า เมายาบ้า หรือเมาอำนาจ แล้วจะพาเราไป ถ้าโชเฟอร์ (Chauffeur) หันมาตอบว่าไม่เมาหรอกครับ ผมนั่นนิดเดียวเดี๋ยวก็สร่าง เดี๋ยวก็ไปได้แล้วครับ ให้สบายใจได้นะครับ แบบนี้เราเป็น ผู้โดยสารเราก็สบายใจ แต่ทีนี้โชเฟอร์ (Chauffeur) หันมาด่าผู้โดยสารอีก ไม่ให้ความมั่นใจ กับผู้โดยสาร แล้วเราก็เกิดอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่าน วันนี้ได้อภิปราย แล้วยกตัวอย่างถึงความกังวลว่า วันนี้สิ่งที่ท่านละเมิดรัฐธรรมนูญคือ พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ถวายต่อใครครับ ต่อหน้าองค์ประมุขของประเทศท่านยังทำผิด พอฟังไปฟังมาแล้วนี่ เอ๊ะ จงใจหรือเจตนา ทุกคนมีความเห็นว่าจงใจ ทำไมบอกว่าจงใจครับ ก็อดีตท่านเขายกตัวอย่างประกอบวันนี้ คือเขาบอกว่าอดีตมันเป็นการชี้ปัจจุบัน ท่านยึดอำนาจมา หลายคนบอก ท่านใช้มาตรา ๔๔ เป็นเครื่องมือในการบริหารประเทศ คนเขาบอก บางคนบอกว่านี่เลื่อนกฎหมายเลือกตั้งมากี่ครั้ง ออกกฎหมายเลือกตั้งเราใช้ มาตรา ๔๔ เลื่อนได้ ขยายเขตเลือกตั้ง แก้เขตเลือกตั้งได้ เหมืองอัคราท่านก็ทำตามอก ตามใจท่านได้ จนมาถึงการสรรหา ส.ว. ท่านก็ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ส่งพระราชกำหนด เข้ามาในสภา ก็ไม่ได้ดูเลยว่ามันขัดรัฐธรรมนูญชัด ๆ ยังกล้าเสนอเข้ามา นี่คือตัวอย่าง ที่เพื่อนสมาชิกวันนี้ยกตัวอย่างว่าเมื่ออดีตท่านเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันอุกอาจเช่นนี้ อนาคต หมายความว่า ท่านไม่ได้รับรองอนาคตเลย ไม่รับปากว่าจะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มันก็คิดไปได้ทั้งนั้นละครับ ท่านจะยึดอำนาจ หรือไม่ เพื่อนสมาชิกเขาก็ถามใช่ไหมครับ หลายท่านกังวลว่าท่านจะยึดอำนาจ ยิ่งไปเห็น ท่าที ผบ.ทบ. ออกมาคำราม ที่ท่านแบลงก์ (Blank) ไว้ท่านไม่ได้พูด มันสัมพันธ์สอดคล้อง กับท่าทีของ ผบ.ทบ. หรือเปล่า เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทุกคนกังวล ผมก็กังวล ยึดอำนาจคราวที่แล้ว ผมเคยถูกจับไปขังไว้ที่จังหวัดราชบุรี ๔ คืน ขึ้นรถตู้ทหารคุมไปที่จังหวัดร้อยเอ็ดอีก ๔ คืน มันจะเกิดอย่างนี้อีกไหม เราก็มีสิทธิคิด วันนี้จึงมาถามท่าน แล้วก็แนะนำท่าน ถ้าท่านเจตนา อย่างนั้นจริง ๆ กลับใจใหม่นะ หลายคนบอกแล้วถ้ากลับใจไม่ได้ให้ลาออก หลายคนบอกว่า การแถลงนโยบายที่ไม่บอกแหล่งที่มาของงบประมาณนี่มันชัดมาก ถ้าท่านกล้าทำผิดขนาดนี้แล้ว อนาคตท่านจะทำอะไรอีกบ้างที่จะต้องทำผิดกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือที่มา ของวันนี้ นี่คือที่มาของการต้องพูดกันตั้งแต่เช้ายันเย็น และรอคอยคำตอบ หลายท่าน ไม่ได้พูดเฉย ๆ พูดเสร็จถามท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ถามท่านนายกรัฐมนตรี ทุกคำถาม และทุกคนมีทางออก มีข้อเสนอแนะให้ทุกท่านแล้ว หวังว่าจะได้คำตอบ ถ้าคำตอบ เป็นที่น่าชื่นใจกลับบ้านนอนหลับ ประชาชนพลเมืองวันนี้ก็สบายใจ บรรยากาศของประเทศ การแก้ปัญหาของประเทศไปได้ แต่สิ่งที่เราได้รับ ท่านประธานที่เคารพครับ ๑. เราผิดหวัง อีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ ๓ ครั้งที่ ๔ เราเสียใจอีกเป็นครั้งที่เท่าไรนับไม่ถ้วน ผิดหวังอะไรครับ นอกจากท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตอบ แล้วออกไปให้สัมภาษณ์ข้างนอกเมื่อสักครู่นี้เอง จะไม่ลาออก แล้วจะไม่ปรับ ครม. และที่ไม่ตอบวันนี้ถือเป็นสิทธิของผม ท่านท้าทาย หรือเปล่าครับ ท่านไม่เคารพสภาเลย ไม่สงสารหัวใจของพวกเราที่เป็นตัวแทนของประชาชน ที่มาถามแทนประชาชน แล้วท่านไม่มาไม่เป็นไรครับ ท่านตอบไปเมื่อสักครู่นี้ ท่านไม่ตอบ เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ แต่ท่านไปตอบเรื่องแถลงนโยบายโดยไม่แสดงแหล่งที่มาของงบประมาณ ก็ไม่ใช่ ท่านเบี่ยงออกไปพูดเรื่องเศรษฐกิจเข้ารกเข้าพงเข้าป่าเข้าดงไป ทำไมท่านไม่แสดง แหล่งที่มาของงบประมาณ ไม่ตอบเลย มีนิดเดียวที่ท่านเผลอพูดออกมาหรือเปล่า หรือละเมอออกมาหรือเปล่า บอกให้ไปดูกฎหมายอยู่ ๒ ฉบับ พ.ร.บ. ๒ ฉบับที่ว่าด้วย เรื่องงบประมาณ พ.ร.บ. ก็ พ.ร.บ. สิครับ มันจะมาใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญได้อย่างไร ก็รัฐธรรมนูญมันบอกไว้ชัดว่าต้องแสดงแหล่งที่มาของงบประมาณ ท่านจะไปอ้าง พ.ร.บ. มาหักล้างรัฐธรรมนูญได้อย่างไร นั่นคือเรื่องการแถลงนโยบายโดยไม่บอกแหล่งที่มา ซึ่งผิดหวังจากตัวท่านนายกรัฐมนตรี พูดเสร็จท่านก็กลับ แล้วก็มาหวังต่อกับท่านวิษณุ เอาละท่านนายกรัฐมนตรีไม่ตอบไม่เป็นไร ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุก็คงตอบแทน เราก็รอความหวังจากท่านครับ ท่านครับ ทั้งผิดหวัง ทั้งเสียใจกับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เคยชื่นชมว่าท่านเก่ง ผมเรียนตรง ๆ ที่ผมพูดอยู่ทุกวันนี้ท่านคือไอดอล (Idol) ผม สมัยท่าน จัดรายการสนทนาปัญหาบ้านเมือง ผมชอบมาก ผมชอบลีลาการพูดของท่าน ส่วนหนึ่ง อยู่กับผมคือลีลาท่าน ชอบความคิด ชอบอุดมการณ์ท่านมาก วันนี้ผิดหวังมากอีกครั้งหนึ่ง ผิดหวังอย่างไรครับ ท่านพูดเท็จ ผมไม่อยากพูดคำนี้กับคนที่ผมเคารพเลย ท่านบอกว่าการที่ นายกรัฐมนตรีล้วงกระเป๋าไปเอากระดาษออกมาทำในพิธีอ่านนั้น ถือเป็นวิธีปกติที่ทุกคน ทำมาตลอด นายกรัฐมนตรีทุกคนทำมาตลอด ท่านครับ ไม่จริง อาจารย์ปิยบุตรพูดแล้ว ดูคลิป (Clip) กันพรุ่งนี้ได้ นายกรัฐมนตรีทุกคน เอานายกรัฐมนตรีประยุทธ์นี่ละครั้งที่ผ่านมา ไม่เคยทำอย่างนี้หรอก แล้วท่านก็บอกว่า ไม่เคยมีอย่างอื่นปฏิบัติเช่นเดียวกัน มีหลักฐาน ที่ชัดกว่านั้น แต่ผมเสียใจ วันนี้ผมหยิบมาไม่ได้ แต่พรุ่งนี้ผมจะแถลงข่าวให้ฟัง ท่านรอง นายกรัฐมนตรีครับ เอกสารสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอธิบายแล้วซักซ้อมลำดับพิธีการ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณครั้งนี้ละ เจ้าหน้าที่ที่นั่นเขาให้ผมมา ผมก็อ่าน วันนี้ตั้งใจจะเอามาพูด ในที่นี้ ว่าลำดับการถวายสัตย์ปฏิญาณของสำนักงานเลขาธิการ ครม. เขาลำดับความไว้อย่างไร แต่ผมจำได้ พรุ่งนี้เดี๋ยวผมจะแถลงข่าวให้ เขาพูดไว้เสร็จสรรพขั้นตอนอย่างนั้น อย่างนี้ และพูดไว้ดีมากว่ามีแฟ้มสีน้ำตาลหรือสีน้ำเงิน จะต้องมีเจ้าหน้าที่ยื่นให้กับนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีก็จะอ่าน เขาลำดับวิธีการไว้ชัด ผมอ่านชัด ซึ่งมันคนละเรื่องกับที่ท่านพูด อย่างนี้ผมก็เข้าใจว่าท่านพูดไม่จริง แล้วพูดอย่างนี้ ต่อสภา ต่อคนทั้งประเทศ ผมก็ต้องติดใจกับท่านไว้ตรงนี้ต้องพิสูจน์กันว่า พิธีการจริง ๆ เขาทำอย่างนี้ได้ไหม เขาเปิดกีฬา อบต. เขายังมีแฟ้มนะครับ อบต. ยังมีแฟ้มนะทุกวันนี้ นี่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าประมุขของประเทศ กระดาษแผ่นเดียวออกมาแล้วบอกว่า นี่คือประเพณีปฏิบัติ ชาวบ้านตาสีตาสาฟังแล้ววันนี้ไปถามเลยไม่เชื่อ แต่สิ่งซึ่งผมผิดหวัง มากกว่านั้นก็คือ ท่านก็ตอบไม่ตรงหรอก ท่านก็พยายามขี่ม้าเลียบค่าย ผมก็สงสารม้าอยู่ แต่เลียบไม่เป็นไรครับ ท่านพยายามจะอธิบายให้พวกเราเข้าใจว่า การปฏิญาณตน กับการถวายสัตย์ปฏิญาณมันเป็นคนละเรื่อง ก็เอาเป็นว่าเรื่องเข้าใจไม่ตรงกันกับท่านปิยบุตร ก็ว่าไป แต่ที่แน่นอนที่สุดประเด็นที่ท่านควรพูดคือ จะเป็นเรื่องอย่างไรก็ตาม คำถามคือ ทำไมไม่พูดตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ ถ้าพูดตามนั้นมันผิดไหม ถ้าไม่ผิด ทำไมไม่พูด ถ้าบอกว่าจะธำรงไว้และปฏิบัติซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ถ้านายกรัฐมนตรีพูดแบบนี้ มันผิดอะไร ถ้าไม่ผิดทำไมไม่พูด ถ้าไม่พูดแล้วคืออะไร จะเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ อันนั้นก็ยังแย้งได้ แต่ระหว่างรัฐบาลกับ พระมหากษัตริย์ก็แล้วแต่ แต่พูดคำนี้ไม่ได้หรือครับ เป็นเรื่องรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ แล้วพูดตามถ้อยคำรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๑ จะธำรงรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พูดไม่ได้หรือครับ ถ้าเรื่องรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ ผมย้ำครับ หรือมันผิดตรงไหนครับ ถ้าพูดคำนี้ และที่หนักกว่านั้นอีกก็ที่ผมนั่งฟังแล้วผมไม่สบายใจอย่างยิ่งก็คือ ท่านพยายาม จะทำให้เราเข้าใจว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณผิดถูกก็ช่าง กล่าวครบไม่ครบก็ช่าง ถ้ามี พระบรมราโชวาทแล้วถือว่าสมบูรณ์ ท่านพยายามอธิบายอย่างนั้น ให้เข้าใจอย่างนั้นนะครับ ผมว่าไม่ใช่ครับ ท่านเคยอยู่มหาวิทยาลัยมา ผมอยู่มหาวิทยาลัยมา ผมรับผิดชอบ จัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรนักศึกษามาไม่น้อยกว่า ๕ ปีการศึกษาติดต่อกัน อะไร รู้ไหมครับ ท่านนึกออกไหมครับ นักศึกษาหรือบัณฑิต มหาบัณฑิตทุกคนที่เข้ารับปริญญาบัตร จากพระหัตถ์นี่ รับปั๊บ สุดท้ายองค์พระมหากษัตริย์ องค์ประมุข องค์พระราชทานปริญญาบัตร ท่านก็ให้พระบรมราโชวาททุกครั้ง ไม่อยู่ในวิสัยที่ท่านจะมาสอบถามว่าปริญญาบัตรนี้ ชอบ ไม่ชอบ ปริญญาบัตรนี้โกงมาหรือเปล่า เช่นเดียวกับไม่อยู่ในวิสัยที่ท่านจะบอกว่าถวายสัตย์ ปฏิญาณครบไหมนี่บอกสิ คำนั้นพูดไหม คำนั้นทำไมไม่พูด ท่อนนี้ทำไมนายกรัฐมนตรีไม่พูด อยู่ในวิสัยท่านหรือครับ พระองค์ท่านหรือครับ เป็นพระมหากรุณาธิคุณ เป็นเมตตาสูงส่ง ที่ผิดถูก แต่พระองค์ท่านก็พระราชทานพระบรมราโชวาทให้ทุกคน แล้วหลังจาก พระราชทานปริญญาบัตรเกิดอะไรขึ้นท่าน มีปริญญาบัตรปลอมเกือบทุกมหาวิทยาลัย เราต้องไปไล่ยึดปริญญาบัตรกลับมา กลับมา กลับมาหมด นั่นแสดงว่าแม้คุณเข้ารับ พระราชทานจากพระหัตถ์แล้วไม่ได้หมายความว่าปริญญาบัตรของคุณจะสมบูรณ์นะ ไปทำงานแล้วไล่ออกกันถมเถเลยครับ เป็นปริญญาบัตรที่รับจากพระหัตถ์ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพระบรมราโชวาทเป็นพระราชวินิจฉัย ท่านอย่าไปเอาอันนั้นมาเป็นนัย ทางการเมือง วันนี้ผมเชื่อว่าพระบรมราโชวาททุกครั้งทุกคราไม่มีนัยทางการเมือง ใครจะสมบูรณ์ไม่สมบูรณ์อย่าไปตีความเป็นคุณเป็นโทษแก่ฝ่ายตนเองทั้งนั้น อย่า เพราะฉะนั้นที่สำคัญกว่านั้นอีกก็คือคำว่า เป็นเรื่องรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ สะเทือนใจครับ ผมว่าต้องต่ออีกคำหนึ่งครับ รัฐบาลถวายสัตย์ปฏิญาณกับพระมหากษัตริย์ แต่เป็นการ ถวายสัตย์ปฏิญาณให้คำมั่นสัญญาผ่านพระประมุขมายังประชาชนนะครับ ต้องยึดโยง มายังประชาชน ไม่ใช่เรื่องส่วนพระองค์ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างรัฐบาลกับพระองค์ท่าน แต่เป็นการให้คำมั่นสัญญาผ่านองค์ประมุขมายังประชาชนว่าจะบริหารประเทศด้วยความ ซื่อสัตย์สุจริต และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นถ้าไปหยุดตรงที่ว่ารัฐบาลกับ พระมหากษัตริย์ คำนี้ไม่น่าใช้ ได้ยินถึงไหนน้อยใจถึงนั่น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่พึ่ง ของประชาชน เราจะได้รับความอบอุ่น รับคำมั่นจากรัฐบาลต่อใครที่เรามั่นใจที่สุด องค์ประมุข นายกรัฐมนตรีทำไมไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณกับประธานสภาผู้แทนราษฎรล่ะ เราไม่มั่นใจครับ เราจะมั่นใจและอบอุ่นใจที่สุดก็คือองค์พระบรมโพธิสมภารของเรา เพราะฉะนั้นคำนี้ ต้องคิดกันใหม่ แต่อะไรก็ตามครับ อะไรก็ตาม ท่านจะอธิบายอย่างไรก็ตาม ท่านต้องตอบ ท่านต้องบอกว่าทำไมไม่ใช้ถ้อยคำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ถ้าไม่เช่นนั้นท่านกำลังจะสร้าง ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ นายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านวิษณุ ๒ ท่าน ร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่แล้วจากวันนี้เป็นต้นไป ใครจะถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่จำเป็นต้องดูแล้ว มาตรา ๑๖๑ วรรคสอง ตามแต่ที่สะดวก ขอแต่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ครบกระบวนการจบ สาระไม่ต้องโพรเซส (Process) โอเค (OK) คอนเทนต์ (Content) ไม่ต้อง อย่างนั้นหรือครับ ถ้าท่านยืนยันอย่างนั้น วันนี้ประวัติศาสตร์หน้าใหม่เกิดขึ้นแล้ว ถูกสร้างโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา และท่านวิษณุ เครืองาม ท่านครับ เท่านั้นยังไม่พอ วันนี้ที่เราเสียใจเป็นที่สุดคือท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าท่านยอมรับแบบลูกผู้ชายเสีย วันแถลงนโยบายไปแก้ไขเสีย คนอื่นเขาก็แก้ โอบามาก็แก้ ใครก็แก้ทั้งนั้นละ ถวายสัตย์ ปฏิญาณใหม่หรืออย่างไรก็ตาม ขอโทษประชาชน ขอโทษสภานิดเดียว ท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรครับ วันนั้นผมไม่ได้ตอบท่าน จบ เรื่องจะไม่มาขนาดนี้ นอกจากท่าน ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ไม่พอ วันนี้ท่านยังฝากเรื่องใหญ่ไว้เป็นแผลใจ ท่านประธานครับ ผมไม่เชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีและท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ คำที่อธิบายมาทั้งหมดนี่ แม้ท่านจะวนอย่างไรก็ตาม บิดอย่างไรก็ตาม คนข้าง ๆ ผมหลายคนกระซิบว่า ดึงฟ้าต่ำ มาปกป้องตัวเอง แล้วต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นครับ จากวันนี้เป็นต้นไป

๑. ท่านสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ และประวัติศาสตร์อันนั้นจะลงมาถึงว่า ท่านได้ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมสิ้นเชิง นิติรัฐ นิติธรรมอันนั้นก็คือ อันแรกที่สุดก็คือ ต่อไปนี้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ วรรคสอง ทิ้งได้เลย ตัดออก ไม่มีผลบังคับใช้แล้ว (๒) ใช่ไหมครับ แล้วเรื่องระบบนิติรัฐ นิติธรรมต่อไปนี้ อย่ามาพึ่งมาหวัง ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรีละเมิดกฎหมายขนาดนี้ทำได้ แล้วกฎหมายเล็ก กฎหมายน้อยต่อไปนี่ ตัวใครตัวมัน

อันที่ ๒ ที่ท่านได้ทำแล้วก็สร้างขึ้นวันนี้ก็คือ ท่านได้ทำลายความเชื่อถือ ของประเทศ ทำลายความเชื่อมั่น ท่านครับ ผมเคยพูดมาครั้งหนึ่งแล้ว ถ้าประเทศใด ไม่มีระบบนิติธรรม อยู่กันแบบไม่มีขื่อไม่มีแป ต่างชาติเขาไม่คบด้วยหรอกครับ เครื่องบินลำนี้ ถ้ากัปตันเป็นคนขี้เมา จะเมายาบ้าหรือเมาอำนาจก็แล้วแต่ ไม่ปฏิบัติตามกฎการจราจรของ กรมท่าอากาศยานแล้วนี่ ต่างชาติใครเขาจะขึ้นเครื่องบินกับเราครับ ไม่มีหรอก

ประการต่อมาที่เกิดขึ้นแน่นอนต่อไปนี้ ก็คือกระทบกับความปรองดอง ในประเทศ เกี่ยวกันอย่างไรรู้ไหมครับ สุทินกำลังออกไปไกลหรือเปล่าท่านฟังนะครับ ถ้าความเหลื่อมล้ำมีอยู่ในสังคมใดความไม่พอใจมีที่สังคมนั้น ความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจ ผมพูดไปแล้วเมื่ออภิปรายคราวก่อน อันนี้คือความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทางการเมือง คืออย่างไรครับ คำพูดที่ทุกคนพูดในประเทศวันนี้ก็คือฝากถามนายกรัฐมนตรีสิ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ อย่างนี้ แถลงนโยบายโดยไม่แสดงแหล่งที่มาอย่างนี้ ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีคนอื่นท่านยอมได้ไหม ถ้าเป็นนายกรัฐมนตรีชื่อทักษิณ ชื่อยิ่งลักษณ์ หรือชื่อสุทิน แหลกเป็นจุณแล้วครับ แต่นี่เป็น นายกรัฐมนตรีชื่อประยุทธ์ รองนายกรัฐมนตรีชื่อวิษณุ จึงอยู่ได้สบายมาก คำ ๆ นี้คืออะไรครับ เขาทำอะไรไม่ผิด ชาวบ้านพูด แต่พวกเราทำผิดหมด นี่มันคือแผลใจ นี่คือเงื่อนไขของ การแตกความสามัคคี ความยุติธรรมไม่มี ความสามัคคีไม่เกิด ความสามัคคีไม่เกิด ความปรองดองไม่มาหรอก การที่ท่านคิดว่าท่านอยู่เหนือกฎหมายแล้วไม่มีใครทำอะไรท่านได้ ใช่ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเมื่อสักครู่นี้ปลดไม่ได้หรอก เหมือนกับบอกว่าอะไรก็ทำไม่ได้ ก็จะอยู่ต่อไป ลาออกไม่ได้หรอก แถมท่านกับท่านวันมูหะมัดนอร์ผมรู้ว่าท่านท้าทาย กันว่าอย่างไรใช่ครับ วันนี้คนไทยเขาอาจจะทำอะไรท่านไม่ได้ เถียงสู้ท่านไม่ได้ แต่เขา ไม่ยอมรับท่าน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าสังคมนี้ ประเทศนี้ลักลั่นกันทางข้อกฎหมาย รัฐบาลนี้ ทำอย่างนี้ได้โดยไม่ผิด อีกรัฐบาลหนึ่งทำอะไรผิดทุกอย่าง แผลนี้มันตอกย้ำอยู่ตลอด ๆ ท่านทำผิดซ้ำ ผิดซ้ำตลอด ยึดอำนาจมาบอกว่าจะสร้างความปรองดอง วันนี้ท่านกำลังสร้าง ความเหลื่อมล้ำทางข้อกฎหมายและยิ่งใหญ่ด้วย ทำผิดขนาดนี้อยู่ได้ลอยชาย ออกไปท้าทาย ข้างนอก ความสามัคคี ความปรองดองเกิดไหมครับ ผมว่าไม่ใช่ นี่ยิ่งจะไปกันใหญ่

และประการที่สำคัญที่สุด สิ่งที่จะเกิดแล้วและจะเกิดต่อไปข้างหน้า สถาบัน ซึ่งเราเคารพ พิธีกรรมซึ่งเคยศักดิ์สิทธิ์ ต่อไปนี้ไม่ศักดิ์สิทธิ์นะครับ ไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อไปนี้ใครจะพูดอย่างไรก็พูดไป ต่อหน้าพระพักตร์อยากพูดอะไร ก็พูดไป อย่างนั้นหรือเปล่าครับ ถ้าอย่างนั้นพิธีกรรมนี้หมดความศักดิ์สิทธิ์ แล้วอะไรหมด ความศักดิ์สิทธิ์ครับ มันไปจนถึงคนที่เคารพเทิดทูน ถูกลดทอนพระเกียรติยศไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าในหมู่บ้านเขามีศาลพระภูมิ มีพระภูมิเจ้าที่ ที่เขาเป็นที่ยึดเหนี่ยวของหมู่บ้าน สิ่งซึ่งผู้นำหมู่บ้านจะต้องนำลูกหลาน ทายาทเขาทำคือ ต้องกราบไหว้ศาลพระภูมิ พระภูมิเจ้าที่ตลอดในเทศกาลสำคัญ ถ้าเขา ไหว้ตลอด สวดมนต์ตลอด เทิดทูนตลอด ลูกหลานเกิดมาเขาก็ยกยอให้สูงขึ้น สูงส่งขึ้น เขาก็ใช้ ศาลพระภูมินั้นละเป็นต้นโพธิสมภารได้พึ่งพิง แต่ถ้าหมู่บ้านใดผู้นำพาลูกหลานไม่กราบไหว้ ศาลพระภูมิ เดินผ่านเฉย หรือไปกราบไหว้แป๊บหนึ่ง อยากสวดมนต์ก็สวด ไม่อยากสวด ก็ไม่สวด ในที่สุดพระภูมิเจ้าที่ ศาลพระภูมิซึ่งเคยศักดิ์สิทธิ์ลดลง ลดลง ลดลง ในที่สุด หมูหมากาไก่มันเยี่ยวใส่ คนเป็นนายกรัฐมนตรีคิดไหม นอกเหนือจากท่านมาบริหารประเทศ แก้ปัญหาปากท้องชาวบ้าน สิ่งหนึ่งต้องทำก็คือ ท่านต้องทำให้ประเทศมีขื่อมีแป ระบบกฎหมาย ระบบนิติธรรมต้องสูงส่งให้มันเข้าที่เข้าทาง ให้มันศักดิ์สิทธิ์ ให้เป็นระบบ คนในประเทศจะได้อยู่ ท่านละเลยข้อนี้และที่สำคัญที่สุด ทำไมท่านไม่ยกยอพระเกียรติยศ ถ้ารู้ว่าถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบแล้ว ก็เหมือนกับลูกหลานที่อาจจะมองว่าศาลพระภูมิ ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ท่านก็ทำเสียสิ เวลาที่เราเตือนท่าน ท่านก็ไปทำอะไรที่ให้ศักดิ์สิทธิ์คืน ทำได้ ไม่ทำ ก็ไม่ทำหมายความว่าอย่างไรครับ ก็หมายความว่านอกจากไม่พยายามที่จะทำให้ ศาลพระภูมิศักดิ์สิทธิ์ ให้ลูกหลานกราบไหว้มากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นแล้วนี่ อยู่เฉย ๆ ก็เท่ากับ ลดทอนลง พวกผมไม่ได้เรียนโรงเรียนทหารเหมือนท่านนายกรัฐมนตรี ไม่เคยดื่มน้ำ พิพัฒน์สัตยา ไม่ได้เหรียญรามาธิบดี จึงไม่มีต้นทุนพอที่จะไปชี้หน้าด่าใครว่า ไม่จงรักภักดี จงรักภักดีคนนั้น คนนั้นจงรัก คนนี้จงรัก พวกผมไม่มีต้นทุนอย่างนั้น มีแต่มือชาวบ้านให้มา ๕๐,๐๐๐ เสียง บอกเขาก็จะเชื่อหรือไม่ก็ไม่รู้ วันดีคืนดีก็ชี้มาไม่จงรักภักดี แต่คนที่ดื่มน้ำ พิพัฒน์สัตยา ได้เหรียญรามาธิบดี ทำไมไม่ได้แสดงออก เรื่องแค่นี้ทำไมแสดงออกไม่ได้ เพราะฉะนั้นทางออกหลายท่านเสนอมาแล้วเรื่องนี้ เสนออย่างไรครับ เขาเสนอดีมาก น่าสงสารด้วย ที่สงสารเพราะว่าดูท่าทีนายกรัฐมนตรีที่ออกไปแถลงข้างนอกวันนี้ไม่แยแส เขาบอกว่าท่านควรจะถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ ควรจะปรับตัว ปรับใจ ปรับชีวิต ปรับฐานจิต ปรับวิธีคิดให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตย เขาก็เสนอแบบดีงาม ก็เหมือนไม่ฟัง เพราะฉะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ผมฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ท่านจะต้องทำต่อไปนี้ อันดับแรก ท่านฟื้นฟูความเชื่อมั่นของคนในประเทศก่อน ท่านจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านได้มั่นใจว่าโชเฟอร์ (Chauffeur) คนนี้จะพาเขาไปไม่ชนตึกตาย ไม่ไส้กิ่ว งบประมาณไม่แถลง ก็เพราะปิดบังข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจ ทำอย่างไรคนในรถ เขาจะบอกว่าไปกับโชเฟอร์ (Chauffeur) คนนี้แล้วไส้ไม่แห้ง ทำอย่างไรไปไม่ชนตาย ท่านทำได้ ท่านจะออกเสีย ปรับ ครม. ใหม่ ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ก็ทำได้ แต่สิ่งซึ่งสำคัญ ท่านทำกับประชาชนท่านต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่น ว่ารัฐบาลนี้ชอบธรรมด้วยกฎหมาย เป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ และให้ประชาชนอุ่นใจว่าท่านจะไม่ละเมิดกฎหมายหรอก ทำได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือ ท่านต้องยกยอเทิดทูนทำนุบำรุงให้สิ่งซึ่งพวกเรา เคารพได้สูงส่งยิ่งขึ้น ทำอย่างไรครับ พันท้ายนรสิงห์เขาทำอย่างไร ท่านนายกรัฐมนตรีนี่รู้ดี ท่านเป็นทหารต้องรู้จักพันท้ายนรสิงห์ พลีชีพเพื่อรักษาเทิดทูนสถาบัน ทำไมบอกว่า คนดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตายแทนราชบัลลังก์ได้ ผมชื่นชมคนหนึ่งผมฝากด้วย นอกจาก พันท้ายนรสิงห์แล้ว ผมชื่นชมคนหนึ่งนักต่อสู้ หลายคนอาจจะลืมแล้ว พันตำรวจตรี อนันต์ เสนาขันธ์ เป็นนักต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวมากในยุคผมเป็นเด็กวัยรุ่น เขาทำอย่างไรรู้ไหมครับ พันตำรวจตรี อนันต์ เสนาขันธ์ เขาบอกว่า ถ้าผมตายด้วยฝีมือเผด็จการช่วยเอากระดูก ของผมป่นดี ๆ แล้วเอาไปฝังใต้ต้นลานโพธิ์ธรรมศาสตร์ ทำไมเขาเจาะจงต้องเอากระดูกเขา ไปที่ลานโพธิ์ เพราะเขาศรัทธาในธรรมศาสตร์มาก ว่าธรรมศาสตร์นี้คือแหล่งผลิตคนออกมา เป็นนักประชาธิปไตย สัญลักษณ์ของธรรมศาสตร์ก็คือลานโพธิ์ เขายอมเอาชีวิตของเขา กระดูกของเขาไปบำรุงลานโพธิ์ให้สูงส่ง ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะสละตัวเองแค่ลาออกเพื่อไป บำรุงต้นศรีมหาโพธิ์ เพื่อบำรุงพระบรมโพธิสมภารให้สูงส่ง ให้พวกเราได้ยึดเหนี่ยว เป็นที่ปกปักษ์พวกเราต่อไปทำไมท่านจะทำไม่ได้ครับ ลาออกแล้วก็จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่า ศาลพระภูมินี่เฮี้ยนนะ ศักดิ์สิทธิ์นะ ฉันเองยังต้องลาออกนะ แล้วจะกลับมาใหม่มันยากอะไร ครับ มือของท่านก็เต็มอยู่แล้ว ส.ว. ๒๕๐ คน ท่านจะทำอะไรก็ยกให้ท่านหมดอยู่แล้ว ทำอย่างนั้นเพื่อยกยอแล้วกลับมาอีกรอบ พวกผมก็ยินดีเป็นฝ่ายค้านต่อไม่มีอะไร แต่ถ้าท่าน ไม่ทำอย่างนี้ ต่อไปนี้คนไทยจะคิดอย่างไร เอาละ ไม่มีใครทำอะไรท่านได้ท่านว่า ท่านก็จะอยู่ ไปอย่างนี้ ใช่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญสั่งมาอย่างนั้น พวกผมก็จำใจไม่พึ่งแล้ว ไม่เป็นไร ท่านวันมูหะมัดนอร์ท่านจะยื่นอีกต่อไปก็เป็นความหวังเล็ก ๆ น้อย ๆ ของพวกผม ก็จะหวังกันไป แต่สิ่งหนึ่งซึ่งพวกเราคาดหวังและท่านจงตระหนัก เลือกตั้งคราวหน้า เก่งอย่างไรผมเชื่อว่าท่านอยู่ไม่เกิน ๔ ปี ถ้ามีเลือกตั้งเมื่อไรพวกผมไม่รอศาลรัฐธรรมนูญ หรอกครับ ไม่รอองค์กรอื่นใดหรอกครับ ประชาชนนั่นคือที่หวังของพวกเรา พฤติกรรม ของท่านวันนี้ ความอหังการของท่านนายกรัฐมนตรี เจอกันตอนเลือกตั้ง วันนี้พวกเรา ได้ทำหน้าที่สมบูรณ์ แม้จะถูกลดทอนโอกาสเป็นลำดับ ๆ จากหกทุ่มก็มาเหลือหกโมงเย็น ผมกราบขอโทษที่ต้องเกินเวลาไป ๑๒ นาที ท่านประธานครับ หวังว่าจะได้รับความเข้าใจกัน ในการปฏิบัติหน้าที่ของพวกเราฝ่ายค้านวันนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่า ที่ประชุมได้พิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ เสร็จสิ้นแล้วนะครับ ต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๗ เรื่องอื่น ๆ

ผมขออนุญาตที่ประชุมสรุปรายงานผลงานของที่ประชุมของเราของ สภาผู้แทนราษฎรและที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่เราทำงานร่วมกันมาในสมัยประชุมนี้ เชิญท่านเลขาธิการสรุปอ่านให้ฟังหน่อยครับ

นางพรพิศ เพชรเจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

รับทราบสรุปผลงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎรและ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๒ ถึงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒ ในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรรวม ๒๔ ครั้ง และมีการประชุมร่วมกันของรัฐสภารวม ๔ ครั้ง โดยมีผลการดำเนินการดังนี้

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร

๑. ร่างพระราชบัญญัติ

๑.๑ ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา จำนวน ๒ ฉบับ

๑.๒ รอการบรรจุระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑ ฉบับ

๑.๓ อยู่ระหว่างการพิจารณาให้คำรับรองของนายกรัฐมนตรี เนื่องจาก เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงิน จำนวน ๑ ฉบับ

๑.๔ รอการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑ ฉบับ

๑.๕ อยู่ระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จำนวน ๑๓ ฉบับ

๑.๖ ผู้เสนอขอถอน จำนวน ๑ ฉบับ

๒. ข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ประกาศราชกิจจานุเบกษา มีผลบังคับใช้แล้ว จำนวน ๑ ฉบับ

๓. ร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรรมาธิการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญยกร่างข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. .... จำนวน ๓๙ คน จำนวน ๑ ฉบับ

๔. พระราชกำหนดส่งศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๗๓ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน ๑ ฉบับ

๕. ญัตติ

๕.๑ ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะ ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จำนวน ๑ ญัตติ

๕.๒ ญัตติที่พิจารณาเสร็จแล้ว จำนวน ๔ ญัตติ

๕.๓ ญัตติที่ส่งรัฐบาลดำเนินการ จำนวน ๓ ญัตติ

๕.๔ ญัตติที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ จำนวน ๑๘ ญัตติ

๕.๕ ญัตติที่ผู้เสนอขอถอน จำนวน ๒ ญัตติ

๕.๖ ญัตติที่รอการพิจารณา จำนวน ๑๐๖ ญัตติ

๕.๗ ญัตติที่รอการบรรจุระเบียบวาระ จำนวน ๑๓ ญัตติ

๕.๘ ญัตติที่อยู่ระหว่างการวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๔ ญัตติ

๖. รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๑ เรื่อง

๗. กระทู้ถาม

๗.๑ กระทู้ถามสด ตามข้อบังคับ พ.ศ. ๒๕๕๑ จำนวน ๑๖ กระทู้

๗.๒ กระทู้ถามสดด้วยวาจา จำนวน ๖ กระทู้

๗.๓ กระทู้ถามทั่วไปตอบในที่ประชุมสภา จำนวน ๒๐ กระทู้

๗.๔ กระทู้ถามทั่วไปตอบในราชกิจจานุเบกษา จำนวน ๓๖ กระทู้

๘. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอปรึกษาหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑,๓๙๙ ข้อหารือ

๙. เรื่องอื่น ๆ

๙.๑ เรื่องที่พิจารณาแล้ว จำนวน ๔ เรื่อง

๙.๒ เรื่องรับทราบรายงานของหน่วยงานต่าง ๆ จำนวน ๙ เรื่อง

๙.๓ แต่งตั้งคณะกรรมการกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภาตาม มาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๖ จำนวน ๑ เรื่อง

๙.๔ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญประจำสภา ๓๕ คณะ จำนวน ๑ เรื่อง

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา

๑. การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา ๒๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

๒. การแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาตาม มาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

๓. ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... คณะกรรมาธิการวิสามัญ ยกร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. .... พิจารณาเสร็จแล้ว รอการพิจารณาในวาระที่ ๑ จำนวน ๑ ฉบับ

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก่อนจะปิดการประชุมด้วยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศ พระราชกฤษฎีกา ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง พุทธศักราช ๒๕๖๒ ซึ่งมีผลตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๒ เป็นต้นไป ดังนั้นก่อนจะปิดประชุมผมจะให้เลขาธิการอ่าน พระบรมราชการโองการให้ที่ประชุมได้รับทราบก่อนนะครับ ขอให้ท่านสมาชิกยืนขึ้นรับฟัง พระบรมราชโองการจนเสร็จสิ้นครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อรับฟังพระบรมราชโองการ)
นางนงนุช เศรษฐบุตร รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

พระบรมราชโองการ

"พระราชกฤษฎีกา

ปิดประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

พ.ศ. ๒๕๖๒

_____________ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

เป็นปีที่ ๔ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๖๒ ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ นั้น บัดนี้ จะสิ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ตามสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งในวันที่ ๑๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๒๒ และมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุม รัฐสภาสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกรัฐมนตรี”

นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญนั่งครับ วันนี้หมดวาระการประชุมแล้วนะครับ ต้องกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ที่ตลอดระยะเวลา ๑ สมัยประชุมที่เราประชุมร่วมกันมา ต้องขอขอบคุณและขอชมเชยที่ทุกท่านนั้นได้สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่สภาของเรา ให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนโดยทั่วไปนะครับ ต้องยอมรับครับสภาของเรามีภาพลักษณ์ ที่ดีขึ้นมาก ประชาชนให้การยอมรับดีขึ้นกว่าสภาที่ผ่าน ๆ มาด้วยซ้ำไปนะครับ เพราะว่าประชาชนตั้งหน้าตั้งตารอมา ๕ ปีกว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งนี้ พวกเราก็ไม่ได้ทำให้ ผิดหวัง เพราะฉะนั้นต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง และวันนี้ขอปิดประชุม สำหรับการประชุมสภาสมัยนี้ครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๒๒ นาฬิกา