ชวน หลีกภัย อภิปรายญัตติเรื่องการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 15 2 ของรัฐธรรมนูญและอธิบายว่าคำสั่งวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีผลผูกพัน
ขอบคุณนะครับ ประหยัดเวลาไปได้เยอะ ก็เรียนที่ประชุมว่าญัตติเรื่องนี้พรรคร่วมฝ่ายค้านเสนอมาเมื่อ เดือนสิงหาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายนใช่ไหมครับ ห่างกัน ประมาณเกือบเดือน เมื่อตอนที่เสนอเข้ามานั้นก็คือการเสนอตามมาตรา ๑๕๒ พวกเรา ก็เห็นอยู่มาตรา ๑๕๒ ก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของ จำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรจะเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มี การลงมติก็ได้ สาระสำคัญของข้อนี้ก็คือการซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะ อันนี้คือ ตัวบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนี้ ข้อบังคับก็เขียนไว้อย่างนั้น ข้อบังคับออกมาใหม่ เราทุกคนก็รู้ว่าข้อบังคับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ซึ่งได้เขียนข้อบังคับ เกี่ยวกับเรื่องของการอภิปรายในญัตติมาตรา ๑๕๒ ไว้ว่า ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานสภาโดยระบุชัดเจนว่า จะซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีในเรื่องใด นี่คือข้อบังคับ ที่ออกมาทีหลัง แต่ว่าโดยที่ญัตติเสนอมาก่อนออกข้อบังคับ เพราะฉะนั้นแน่นอนบางเรื่อง ก็ไม่ครบถ้วน แต่ว่าโดยเหตุผลที่ผมเรียนไว้ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งในเรื่องนี้กรณีที่ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ร้องไป แล้วก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าไม่รับเรื่องไว้ ไม่ได้มีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ ว่าถูก ผิดอย่างไร ไม่รับเรื่อง เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีข้อสังเกตอย่างที่ท่านอ่านมา ซึ่งข้อสังเกตดังกล่าวนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอธิบายคำสั่ง แต่ไม่ได้เป็นคำวินิจฉัยตาม มาตรา ๒๑๑ ผมอ่านให้ท่านฟัง มาตรา ๒๑๑ ย่อหน้าสุดท้าย คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ คำวินิจฉัย ไม่ใช่คำสั่ง ดังนั้นคำสั่งไม่ได้มีผลผูกพัน เพียงแต่ผมบอกว่าข้อสังเกตที่ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญให้ไว้นั้นเป็นประโยชน์ในการที่เราจะอภิปรายว่าให้ระวังนะ ขอบเขต อภิปรายควรจะมีแค่ไหน ถึงได้เตือนพวกเรากันไว้ครับ เพราะฉะนั้นการตัดสินญัตตินี้เข้ามา ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ไม่ได้มีปัญหารุนแรงอะไรเลยถ้าทุกคนเคารพกติกาในการปฏิบัติตาม ข้อบังคับที่ผมได้เรียนไว้แต่ต้นว่าต้องอภิปรายตามประเด็น ต้องอภิปรายอยู่ในขอบเขต ต้องอภิปรายในลักษณะที่ไม่มีการอภิปรายลักษณะไม่ไว้วางใจ ซึ่งก็มีบางท่านก็ได้ใช้โอกาสนั้น เหมือนกับไล่ไปซึ่งก็ได้เตือน ๆ กันไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็เรียนท่านสมาชิก ท่านไพบูลย์ด้วยความเคารพนะครับว่าการตัดสินใจญัตตินี้เข้ามานั้น โดยยึดหลักครับ ยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นแบบอย่าง แล้วก็ย้อนหลังกลับไปดูถึงกระบวนการพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญด้วยครับ กรณีใดที่จะเป็นการวินิจฉัย กรณีใดที่จะเป็นคำสั่ง เพราะคำสั่ง และคำวินิจฉัยนั้นจะต่างกัน เมื่อคำวินิจฉัยมีผลผูกพันต่อทุกองค์กร กระบวนการออก คำวินิจฉัยเขาจะเขียนเอาไว้ในข้อปฏิบัติ ระเบียบปฏิบัติ ระเบียบการพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญว่าคำวินิจฉัยนั้นกระบวนการจะต้องเริ่มจากอะไร แล้วก็ตุลาการทั้งหมด จะต้องทำความเห็นส่วนตนลงในราชกิจจานุเบกษา กรณีนี้ไม่มีครับ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ได้มีผล ผูกพันเหมือนกับคำวินิจฉัย นี่คือสิ่งที่เราได้หารือร่วมกันทุกฝ่าย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสภา รองประธาน ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญอะไรต่าง ๆ มาคุยร่วมกัน เพราะว่าประธาน ต้องรับผิดชอบ ไปทำอะไรที่เกินขอบเขตกฎหมายก็มีปัญหา แต่ผมมองมาตรา ๑๕๒ เป็นเรื่องธรรมดาว่าถ้าเราจะถามปัญหากับรัฐบาล ถามท่านครับ เรื่องนี้มันมาจากอะไร เพราะอะไร ผมเห็นว่าควรจะเป็นอย่างนั้น ๆ นะ จบ แต่ถ้าบอกว่าไล่ออกไปนี่มันก็เกินจาก มาตรา ๑๕๒ ไปแล้ว อันนั้นต้องไปอีกมาตราหนึ่งนะครับ ซึ่งก็เป็นโอกาสวันข้างหน้า ท่านจะใช้หรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง อันนี้ก็เรียนทำความเข้าใจกับท่านไพบูลย์ว่า การตัดสินใจ นำญัตตินี้เข้ามานั้นก็โดยยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๑ เป็นหลักว่าไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัย จึงไม่ผูกมัดผูกพันกับองค์กรใด ๆ อันนี้ก็อยากให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ ผมต้องขอบคุณ ว่าโดยทั่วไปสมาชิกก็อภิปรายอยู่ในญัตติพอสมควร มีแถมไปบ้าง อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิโต้ตอบ ท่านว่าอะไรไปนายกรัฐมนตรีก็มีสิทธิที่จะตอบเมื่อถึงเวลา ถ้าท่านไพบูลย์ไม่ติดใจมากกว่านี้ ผมขออนุญาตนะครับ ท่านจะพูดอะไรต่อ อนุญาต เชิญนะครับ เพื่อความเข้าใจที่ดีกันนะครับ