สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

นายไพบูลย์ นิติตะวัน แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ สมาชิก พรรคพลังประชารัฐ ขอบคุณครับท่านประธาน ที่ผมได้โอกาสที่จะมาอภิปรายในประเด็น ญัตติของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ ผมขออนุญาตต้องเรียนท่านประธานว่า ผมยังเห็นว่าการอภิปรายในครั้งนี้ของฝ่ายค้านนั้นก็ยังมีปัญหาในเรื่องของการที่นำเข้ามาสู่ การพิจารณา ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ จริงอยู่ครับท่านประธานในคำวินิจฉัยในคำสั่ง ไม่รับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น แม้นจะเป็นคำสั่งไม่ใช่คำวินิจฉัยโดยตรง แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วในเหตุที่ไม่รับคำสั่งนั้น แล้วก็ได้มีบางส่วนที่เป็น สาระสำคัญ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็คงจะยึดในแนวนี้และนอกจากนั้นก็เป็นแนวทางปฏิบัติ องค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นศาลหรือไม่ว่าจะเป็นองค์กร เช่น คณะกรรมการ ป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติก็ยังยึดในแนวที่ศาลรัฐธรรมนูญแม้นมีคำสั่ง ยังไม่ได้มี คำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันโดยตรง แต่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องนำไปประกอบการพิจารณา ดังนั้น ในการอภิปรายครั้งนี้ในตอนแรกฝ่ายค้านบอกว่าเป็นเพียงการซักถาม แต่เท่าที่ผมฟังมา ไม่ใช่ซักถามแล้วละครับ เป็นการอภิปรายในลักษณะตรวจสอบการทำหน้าที่ของ คณะรัฐมนตรี ก็โดยจริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ จริง ๆ ก็อยู่ในส่วนของ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินของสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว เป็นเรื่องของ การตรวจสอบไม่ใช่ซักถามกันเล่น ๆ ดังนั้นเมื่อมีการตรวจสอบขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านนั้น ผมก็เป็นห่วงครับ ถ้าท่านตรวจสอบก็สิ่งที่ต้อง ตระหนักไว้ว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมีความเห็นไว้ในคำสั่ง คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญที่ต้องฟัง ไม่ฟังไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องผูกพันกับการที่ท่าน จะปฏิบัติหน้าที่ชอบหรือมิชอบ ในการทำหน้าที่ฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ศาลได้บอกไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ เป็นการกระทำทางการเมืองของคณะรัฐมนตรี ในฐานะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์ อันนี้ชัดเจนครับ ศาลได้เห็นแล้วว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องอยู่ที่เขตพระราชอำนาจ เป็นเรื่อง เขตพระราชอำนาจโดยเฉพาะ ซึ่งเรื่องนี้มิสามารถให้ฝ่ายใดเข้าไปก้าวล่วงได้ เป็นการกระทำ ที่มิบังควร ท่านประธานก็อาจจะจำในประเพณีการปฏิบัติในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ซึ่งตัวอย่างที่เห็นชัดเจนก็คือ อย่างเช่นกรณีมีการพิจารณาร่างกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติ เราก็จะมีความเห็นถกเถียงกันจะตรวจสอบอย่างไรก็ทำได้ แม้กระทั่ง ตอนสุดท้ายเมื่อร่างได้พิจารณาเสร็จแล้วในรัฐสภา ก็ยังสามารถเข้าชื่อกันส่งไปยัง ศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยได้ แต่หากร่างกฎหมายดังกล่าวนั้น ได้ผ่านกระบวนการครบถ้วนแล้ว เมื่อถึงขั้นตอนที่นายกรัฐมนตรีนำขึ้นกราบทูลไปยังพระมหากษัตริย์แล้วทุกฝ่ายต้องหยุดครับ เพราะเข้าสู่เขตพระราชอำนาจแล้ว จะไปวิจารณ์ จะไปถกเถียงอะไรกันอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าจะเป็นการก้าวล่วงในพระบรมราชวินิจฉัย เรื่องกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณนี้ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเกิดขึ้นในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า เป็นเหตุผลนะครับ ประกอบเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อันนี้ก็เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๐ เป็นพระราชอำนาจ ทรงพระกรุณาแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ที่สำคัญศาลได้ยกออกมาว่า และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๖๒ ต่อมาอีกเดือนหนึ่ง นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัส ในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลง พระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ห้องรับรอง ชั้น ๕ ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล ศาลได้เขียนไว้ในคำสั่งอีกว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด ชัดเจนครับ หมายความว่า องค์กรไหนก็ไม่ได้ เพราะเป็นเขตพระราชอำนาจ ดังนั้นมีหลายฝ่ายไปบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นฝ่ายการเมือง ไม่ใช่องค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้มีคำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้ผูกพันนะครับ ที่ ๓๑/๒๕๔๗ ประเด็นศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ชัดแจ้งแล้วว่า รัฐสภาประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้น โดยรัฐธรรมนูญและกำหนดอำนาจหน้าที่ไว้ในรัฐธรรมนูญ จึงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสภาก็ไปตรวจสอบเรื่องนี้ไม่ได้ เข้าเขตพระราชอำนาจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็น เจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีอำนาจเช่นเดียวกัน สิ่งที่ผมเป็นห่วง ไม่ใช่เรื่องอะไร ผมห่วงฝ่ายค้านครับ ฝ่ายค้านซึ่งก็เป็นผู้ที่ผมเป็นห่วงเป็นใยอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้ท่านคิดว่าจะมาตรวจสอบคณะรัฐมนตรี แต่ทำไปทำมาท่านจะโดนตรวจสอบ เสียเองว่า ท่านกำลังกระทำการที่ไม่มีอำนาจ เมื่อไม่มีอำนาจแต่ยังกระทำนั้น ก็เข้าข่ายที่อาจจะ มีคนสงสัยท่านแล้วนำเรื่องไปยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ก็คือ ป.ป.ช. ยื่นว่าท่านไม่มีอำนาจ แล้วท่านดำเนินการทำไม ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะเข้าข่าย ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ผมก็เป็นห่วง ห่วงเพราะว่า แม้นคำวินิจฉัย คำสั่งนั้นจะไม่ผูกพันในตอนนี้ แต่ก็ผูกพันต่อ ป.ป.ช. ที่จะเอาเป็นแนวทาง ในการที่จะพิจารณาไต่สวน แล้วก็ถ้าเรื่องนี้ดำเนินการไปถึงชั้นศาลก็เช่นเดียวกัน ก็อาจจะมี กระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง เรื่องดังกล่าวไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ แล้วคิดหรือว่า ศาลรัฐธรรมนูญท่านจะวินิจฉัยเป็นอื่น ท่านก็วินิจฉัยแน่นอนว่าไม่มีอำนาจที่จะกระทำ ไม่นับเมื่อสักครู่นี้ ท่านหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน พรรคหนึ่งนะครับ ท่านได้กล่าวในที่ประชุมที่สภาแห่งนี้ว่า ท่านจะดำเนินการตรวจสอบ คณะรัฐมนตรีโดยการเข้าชื่อกัน ฝากยื่นเรื่องฝากท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพไปสู่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อสู่ศาลฎีกา ผมยิ่งเป็นห่วงเลยครับ ถ้าทำอย่างนั้นก็เรียบร้อย ในความเห็นของผม ดังนั้นที่ผมได้นำเสนอมานั้นก็คือ

ข้อที่ ๑ การกระทำของพรรคฝ่ายค้านนั้นเป็นการตรวจสอบ ไม่ใช่เป็นการ ซักถามธรรมดา ฟังมาทั้งหมดเป็นอย่างนั้นนะครับ

ในประการที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นโดยสรุปอีกครั้งหนึ่งก็คือว่า ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจที่จะดำเนินการ การไม่มีอำนาจนั้นผมได้กล่าวไปแล้วว่ามีปัญหาทางกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมอยากจะกล่าวต่อ ก็คือว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะต้องกระทำต่อหน้าพระพักตร์ขององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นเขตพระราชอำนาจ โดยเฉพาะ ดังนั้นการที่พระองค์ท่านจะทรงไว้วางพระราชหฤทัยหรือไม่ เป็นประการใด เป็นพระราชอำนาจ ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อถวายสัตย์ปฏิญาณไปแล้ว ใครจะไป ตรวจสอบ ไปวิพากษ์