ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายตั้งข้อสังเกตการถวายสัตย์ปฏิญาณตนและการแถลงนโยบายของรัฐบาลที่อาจไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และ 162 โดยเฉพาะการไม่เปิดเผยแหล่งรายได้และลักษณะการปฏิญาณที่ทำให้ตั้งคำถามถึงเจตนาและความโปร่งใส พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงต่อประชาชนอย่างชัดเจนและย้ำบทบาทการตรวจสอบของรัฐสภารวมถึงความสำคัญของการยึดมั่นนิติธรรมและหลักประชาธิปไตยในการบริหารประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย กระผมขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่อนุญาตให้ผมได้อภิปรายตามญัตติเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ในประเด็นที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงญัตตินี้ต่อท่านประธานและต่อสภาแห่งนี้ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการกระทำ ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ที่ว่าด้วยการเข้ารับทำหน้าที่ด้วยการถวายสัตย์ ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ และการแถลงนโยบายที่ไม่ชี้แจงแสดงแหล่งที่มาของรายได้ ในการที่จะไปใช้ดำเนินการตามนโยบาย ผมต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ ที่ได้กรุณา ชี้แนะ ชี้นำในการทำหน้าที่ของพวกเรา พวกเราตระหนักอยู่ตลอดเวลาครับท่านประธาน ในฐานะฝ่ายค้านเป็นฝ่ายตรวจสอบ ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ประเด็นที่ไม่ใช่ หน้าที่และอำนาจ พวกเราระมัดระวังอย่างยิ่ง กราบขอบพระคุณคำวินิจฉัยของท่านประธาน ในการบรรจุญัตตินี้เข้ามา แล้วผมก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่า การทำหน้าที่ของพวกเราวันนี้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ทำหน้าที่ ฝ่ายค้านอย่างเดียว ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การอภิปรายทั่วไปเป็นการ อภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรครับ ไม่ได้เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งกระทำไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าสภาไม่อนุญาต ถ้าสภาไม่เป็นองค์ประชุม ถ้าท่านประธานไม่อนุญาตให้นำญัตตินี้พูดขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่เราทำวันนี้ทำในฐานะสภาผู้แทนราษฎร ความรับผิดชอบย่อมก่อเกิด ขึ้นมาตั้งแต่ท่านประธาน สมาชิกทุกคนมีส่วนรับผิดชอบ แต่ผมเองขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่าในสิ่งที่ท่านประธานได้กรุณาให้ข้อแนะนำ ท่านสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลได้กรุณาให้ข้อห่วงใย พวกเราขอกราบขอบพระคุณครับ กระผมเองขอกราบ ขอบพระคุณ จะรับข้อสังเกตเหล่านั้นมา เพื่อดำเนินการอภิปรายให้เป็นไปตามญัตติ ที่ได้เสนอต่อท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่ผมรับผิดชอบที่จะใช้เวลา ๒๐ นาที ในการที่จะอภิปราย ชี้แจงแสดงเรื่องราวต่าง ๆ ที่ได้รับมาให้ท่านประธาน ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชน ในญัตตินี้ผมมีอยู่ ๓ ประเด็นหลักครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน หรือไม่เป็นไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ผมขออนุญาตใช้คำว่า จงใจเจตนาไม่ปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เป็นการแถลงนโยบาย โดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะใช้ ในการดำเนินนโยบายตามมาตรา ๑๖๒
ประเด็นที่ ๓ ก็จะเป็นข้อเสนอแนะและข้อสรุปที่จะนำเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานที่เคารพครับ จากการที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านเลขาธิการพรรคเพื่อไทย เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย หัวหน้าพรรคประชาชาติ และหัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย ได้อภิปรายไป สิ่งที่ผม ต้องขออนุญาตเน้นย้ำกับท่านประธานนะครับ ข้อเท็จจริงเหล่านั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ผมจะ นำมากราบเรียนถามท่านประธานในข้อเท็จจริงนี้ ก่อนที่จะเรียนถามผมขออนุญาตเรียน กับท่านประธานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการกระทำโดยเจตนาครับ ไม่ใช่เผอเรอ ไม่ใช่พลั้งเผลอ ตามสมมุติฐานแต่ละท่านแต่ละคนตั้งขึ้นมา เหตุที่ผมบอกว่าการกระทำไม่ครบถ้วนตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ เป็นการกระทำโดยเจตนา ผมมีเหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๑ ครับ เป็นการกระทำโดยเจตนาที่เห็นชัดเจนในขั้นตอนวิธีการ กระบวนการ ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่าครบถ้วนตามกระบวนการ อันนี้ไม่มีใครเถียง เจตนาที่ชัดเจนคือไม่ได้ทำตามแบบแผนประเพณีปฏิบัติ การที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งเป็นคำกล่าวโดยความจริงใจนะครับ ต่อหน้า องค์พระมหากษัตริย์ ต้องมีแบบแผน เพราะแบบแผนนั้นเขียนเป็นกฎหมาย กฎหมายนั้นคือ รัฐธรรมนูญครับ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น แต่การกระทำของท่านนายกรัฐมนตรีเอง กลับไม่ยึดถือ แบบแผนอย่างนั้น เป็นการนำเอาสิ่งที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นกระดาษแข็งที่บรรจุ ในกระเป๋าเสื้อของตัวเองแล้วล้วงขึ้นมา ต้องขออนุญาตใช้คำนี้นะครับท่านประธาน ภาพที่เราเห็นมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ล้วงขึ้นมาแล้วก็มากล่าว อันนั้นคือเจตนาชัดเจน และกระดาษแข็งแผ่นนั้นก็มีถ้อยคำเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน มีคำว่า ตลอดไป อยู่ในกระดาษตรงนั้น นั่นหมายความว่าการเขียนก็คือเกิดโดยเจตนาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมสรุปเป็นข้อแรกครับว่าการกระทำนั้นเป็นการเจตนาที่จะฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ
มูลเหตุอันที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ทำให้ท่านนายกรัฐมนตรีเองเจตนา ที่จะทำอย่างนั้น เป็นเพราะว่าสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องการ คือต้องการ ที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมาในขณะนี้ ไม่ว่าจะด้วยใช้กลไกวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบการเลือกตั้ง กฎหมายพรรคการเมือง แต่สิ่งที่มารองรับท่านนายกรัฐมนตรี คือเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ เสถียรภาพทางการเมือง ง่อนแง่นมาก ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะรักษาอำนาจ จะอยู่ในอำนาจต่อไปด้วยเสียงอย่างนี้ ด้วยกระบวนการปกติมันไม่สามารถจะอยู่ได้ ก็มีความจำเป็นจะต้องหาวิธีการ กระบวนการ ที่จะอยู่ให้ได้ ท่านประธานคงสงสัยว่าผมจะพูดอะไร ท่านประธานที่เคารพครับ วิธีการ กระบวนการที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องกระทำมันจะเป็นคำถามของผมเลยครับ เมื่อท่านมีเจตนาที่จะไม่กล่าวถ้อยคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ไม่กล่าวถ้อยคำตรงนี้ นั่นหมายความว่าการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่เราใช้ในการปกครองประเทศไทย เราอยู่ขณะนี้ ระบบรัฐสภา เมื่อไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีกฎหมายสูงสุดใช้ในการปกครองแล้ว ผมมีคำถามข้อแรก ท่านประธาน
คณะรัฐมนตรีชุดนี้จะใช้ระบอบการปกครองใดในการปกครองประเทศ เพราะท่านไม่ใช้รัฐธรรมนูญในการปกครอง ถ้าตอบว่า เป็นประชาธิปไตยต้องมีรัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายสูงสุดครับ เมื่อไม่มีกฎหมายสูงสุดท่านจะใช้ระบอบการปกครองใด อันนี้ ต้องตอบผมด้วยนะครับ เพื่อบอกกับพี่น้องประชาชน เพราะเรื่องนี้มีคนสงสัยมาก ไม่ว่าจะคนในประเทศและนอกประเทศ โดยเฉพาะคนต่างประเทศเขาสงสัยมากว่าประเทศไทย ขณะนี้ปกครองด้วยระบอบอะไร
คำถามอันที่ ๒ ที่ผมบอก เขามีเจตนาที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป ยึดอำนาจ มาแล้วไม่ให้เสียของ อยู่มา ๕ ปี ทำรัฐธรรมนูญมารองรับ ทำทุกสิ่งทุกอย่างมารองรับ แต่ยังไม่มั่นใจว่าจะอยู่ต่อไปได้ ๔ ปี หรือ ๘ ปีต่อไปได้อย่างไรที่คาดการณ์เอาไว้ ก็เลยถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในถ้อยคำนั้น เพื่ออะไรครับท่านประธาน เพื่อคาดหวังว่าเมื่อไม่ได้เข้ารับการทำหน้าที่เพราะถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ครบ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ บอกว่า อำนาจของหัวหน้า คสช. และอำนาจ ที่ใช้ทุกอย่างของ คสช. จะดำรงคงอยู่ จะสิ้นสุดลงเมื่อมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจาก การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญนี้เข้าทำหน้าที่ นั่นหมายความว่า ถ้ามีการเข้าทำหน้าที่ครบ สมบูรณ์เมื่อไร อำนาจ คสช. หมดไป หัวหน้า คสช. ซึ่งหมายถึงนายกรัฐมนตรีหมดไป ม. ๔๔ ที่เคยใช้ ใช้ไม่ได้ครับท่านประธาน แต่จากการกล่าวถ้อยคำไม่ครบตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๖๑ ก็ถือว่ายังไม่ได้เข้าทำหน้าที่ คำถามผมก็ถามท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีเลยว่า ท่านต้องการรักษาอำนาจ คสช. อยู่ใช่หรือไม่ ท่านพร้อมจะเอา มาตรา ๔๔ มาใช้ ใช่หรือไม่ แล้วพฤติกรรมในขณะนี้ในการบริหารราชการแผ่นดินที่ผ่านมา มันเสมือนรัฐบาลประยุทธ์ ๑ เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา ไม่แตกต่างกันเลยครับ เพียงแต่ ไม่ได้ออกประกาศ มาตรา ๔๔ เท่านั้นเอง ท่านประธานที่เคารพ นี่เป็นคำถามอันที่ ๒ ฝากท่านประธานไปยังนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีความรับผิดชอบต้องตอบผม โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำกล่าวเอง
คำถามอันที่ ๓ ท่านประธานครับ จากข้อเท็จจริงที่ไม่ถวายสัตย์ กล่าวถ้อยคำ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่า ท่านจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พวกเราเองฝ่ายนิติบัญญัติก็กล่าวปฏิญาณตนหน้าสภาแห่งนี้ ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า เราจะปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ การทำหน้าที่ของพวกผม ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ทุกองค์กร ต้องยึดรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ต้องทำตามที่ รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้น ผมกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานครับ เห็นหน้าท่านยิ้มแล้วผมมีความสุขครับ ต้องปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเท่านั้นครับ ท่านประธานครับ มีอย่างอื่นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นการจะทำหน้าที่ในการตรา พระราชบัญญัติ การจะทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลต้องอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเท่านั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผม ตั้งข้อสังเกตเป็นคำถามเลยว่า ท่านกลัวพวกผมตรวจสอบท่านใช่หรือไม่ เพราะท่านบอกว่า ท่านจะไม่รักษาและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ยกเว้นบทบัญญัติที่เป็นประโยชน์ กับท่าน ท่านนายกรัฐมนตรียิ้มแล้วผมมีความสุขมาก ข้อคำถามอันที่ ๓ ของผม ยกเว้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์กับตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองและคณะรัฐมนตรี นั่นหมายถึง มาตรา ๒๖๕ และบทเฉพาะกาล มีประโยชน์มาก กระบวนการตรวจสอบ ควบคุม การบริหารราชการแผ่นดินที่หนักที่สุด คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจครับ ผมก็เลยถามว่า ท่านกลัวพวกผมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจท่านใช่หรือไม่ ถึงกล้าที่จะกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ว่าจะไม่รักษาไว้และไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ครั้งหนึ่งในสภาแห่งนี้สมัยอดีตนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตกล่าวบุคคลภายนอก ผมก็เป็นสมาชิกอยู่ ท่านประธานก็อยู่ในเหตุการณ์ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสมาชิกฝ่ายค้านในขณะนั้นคือ ต้องขออนุญาตครับ เพราะเป็นข้อเท็จจริง ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ท่านได้เป็นผู้นำการอภิปราย เพื่อที่จะไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้อยคำที่ท่านนำเอามาเป็นหลักสำคัญในการอภิปรายคือ ถ้อยคำการถวายสัตย์ ปฏิญาณครับ จะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จะจงรักภักดี จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เอาขึ้นมาเป็นหลักของการตั้งไว้เลยในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผมก็เลยมีคำถามว่า ท่านกลัวว่าสภาแห่งนี้จะไม่ไว้วางใจท่านเลยไม่ถวายสัตย์ปฏิญาณให้เป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ ท่านประธานครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมเติมไปในส่วนของการถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรี คือการแถลงนโยบายโดยไม่ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ในการที่นำมาใช้ ในนโยบาย ท่านประธานครับ ในเอกสารเล่มนี้เป็นเอกสารแถลงนโยบายตรวจสอบดูทั้งหมด นโยบายที่เขียน ๑๒ ด้าน นโยบายหลัก นโยบายเร่งด่วน ๑๒ เรื่อง ได้นำเอานโยบายของ พรรคการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลมาร้อยเรียงเขียนเอาไว้ แต่สิ่งที่ผมเองตรวจสอบย้อนเข้าไป ลึก ๆ มีหน้า ๓๓ และหน้า ๓๔ เขียนเรื่องของงบประมาณเงินที่จะใช้ไว้ ซึ่งการเขียน อย่างนี้ไม่แตกต่างจากการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ในรัฐธรรมนูญก่อน ฉบับปี ๒๕๖๐ เลย เขียนคล้ายกันครับท่านประธาน ความเห็นของนักวิชาการอย่างน้อย ๓-๔ ท่าน ผมต้องยกเอกสารฉบับนี้มากราบเรียน กับท่านประธาน ขออนุญาตครับที่ต้องแสดง เพราะเป็นความภาคภูมิใจผมในฐานะ เป็นสมาชิกคนหนึ่ง ที่สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราเอง ได้ผลิตเอกสารให้อย่างครอบคลุม อย่างชัดแจ้ง ใช้อ้างอิงของการอภิปรายของท่านอาจารย์ ปิยบุตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน สืบค้นมาหมดครับ เป็นตัวหนังสือฉบับดั้งเดิมโบราณที่เขียน อยู่ในนี้ สิ่งที่ผมอ้างในเอกสารฉบับนี้มีนักวิชาการอย่างน้อย ๓-๔ ท่าน บอกไว้ชัดเจนครับว่า การแถลงนโยบายครั้งนั้นไม่ได้ชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้จริง ๆ บางท่านบางคนสรุปว่า ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เลยเป็นคำถามของผมในเรื่องนี้ว่า ข้อที่ ๑ คณะรัฐมนตรีในฐานะผู้จัดทำนโยบายแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อนำนโยบาย ไปบริหารราชการแผ่นดิน ท่านทราบหรือไม่ว่าเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ ต้องการอะไร ท่านทราบไหมครับ เมื่อทราบแล้วทำไมท่านไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ กำหนดไว้ เขียนแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ครับ ต้องสอดคล้อง กับหน้าที่รัฐ สอดคล้องกับแนวนโยบายแห่งรัฐ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและต้องชี้แจง แหล่งที่มารายได้ของงบประมาณที่จะใช้ หรือเงินที่จะนำไปใช้ในนโยบาย และที่สำคัญครับ ท่านประธาน นอกจากมาตรา ๑๖๒ แล้ว สิ่งที่เป็นคำถามต่อของผมก็คือว่าพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๕๗ ในการจัดทำนโยบายเพื่อจะประกาศ โฆษณาให้กับพี่น้องประชาชนได้ชื่นชอบ นิยมชมชอบได้เลือกพรรคของตัวเอง บอกไว้ชัดเจนว่า ถ้าเป็นนโยบายที่จะต้องใช้เงินในการดำเนินตามนโยบาย พรรคการเมืองต้อง ๑. บอกวงเงิน ให้ชัดเจน การบอกวงเงินพร้อมกับแจงที่มาของรายได้ว่าจะนำมาใช้มาจากที่ไหนอย่างไร ๒. ต้องบอกถึงผลกระทบประโยชน์ที่จะได้รับ ๓. ต้องบอกถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้เมื่อท่านนำนโยบายมาจากพรรคการเมืองหลายเรื่องที่ประกาศหาเสียงไป ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการผู้สูงอายุท่านก็กำหนดวงเงินเอาไว้ ค่าแรงท่านกำหนดวงเงินเอาไว้ พืชผลเกษตรท่านกำหนดวงเงินไม่หมดครับ นั่นชัดเจนว่าท่านต้องใช้เงิน แต่ในนโยบายนี้ เวลากลับมาเขียนในคำแถลงนโยบายกลับไม่บอกวงเงินที่จะใช้ อย่างโครงการบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐของท่านไม่บอกครับว่าจะใช้วงเงินเท่าไร แล้วมาจากไหน ไม่บอก เพียงแต่บอก คร่าว ๆ ว่าก็ภาษีอากรแค่นี้ครับ อย่างนี้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ หรือครับ ผมก็เลยถามในข้อที่ ๒ ว่าทำไมท่านถึงไม่นำนโยบายของพรรคการเมืองที่เขาทำไว้เรียบร้อย แล้วส่งให้ กกต. รับรองว่ามีกระบวนการชัดแจ้งตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕๗ ของพรรคการเมือง เขาใช้ประกาศหาเสียงแสดงว่า กกต. รับรองครับ ทำไมท่านไม่หยิบเอา จากตรงนั้นมาประกอบเป็นนโยบายของรัฐบาล หรือว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นไม่ได้ทำ ให้ครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา ๕๗ ถ้าไม่ทำหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ละพรรคก็ต้องรับผิดชอบครับ ต้องชี้แจงให้สภาแห่งนี้รับทราบด้วยนะครับว่าทำไม ท่านถึงไม่ทำในเรื่องของการแสดงที่มาของรายได้ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาผมจะหมด ผมขออนุญาตสรุปเป็นข้อเสนอแนะที่จะบอกท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ผ่านท่านประธานไป
ในข้อที่ ๑ ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีต้องยึดมั่น จงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างจริงจัง จริงใจ ผมไม่ถกเถียงหรอกครับว่ามีบางคน มาบอกว่าจงรักภักดีเป็นที่ประจักษ์มากกว่าคนอื่นเขา แต่ท่านต้องจริงใจครับ อย่าได้เอาเรื่อง เหล่านั้นมาแอบอ้างเป็นประโยชน์ทางการเมือง อันนั้นข้อเสนอแนะผม ข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ท่านต้องกลับไปยึดมั่นในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามหลักนิติธรรมครับ ทุกคนต้องอยู่ภายใต้ หลักกฎหมายเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน
ข้อที่ ๓ ที่เป็นห่วงที่สุดและผมได้ตั้งคำถามไว้ ท่านต้องไม่กลับไปใช้อำนาจ ของ คสช. และหัวหน้า คสช. ในการมาปกครองประเทศ ถ้าท่านแอบอ้างอย่างนั้นนะครับ ผมว่าบ้านเมืองเราไปไม่ได้ เพราะท่านเป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญที่มาจาก การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้ว เสมือนกับที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไป
และข้อที่ ๔ มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับที่ต้องเสนอแนะผ่านท่านประธานไป ตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองครับต้องปรับปรุงแก้ไขตัวท่านให้เป็นที่ยอมรับนับถือ มีความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน เหตุที่ผมยกเรื่องนี้มา ตัวอย่างง่าย ๆ นิดเดียวครับ ท่านประธาน เมื่อวานท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รัฐบาลได้ออกรายการ ทีวี (TV) ช่อง ๙ เปิดรับบริจาคช่วยภัยน้ำท่วม ๓ ทุ่มผ่านไปยอดเงินที่ได้รับ ๒๐๐ กว่าล้านบาท ๒๓๐ ล้านบาท ถามว่าแตกต่างจากคนที่เขาอุทิศตัวคนหนึ่งนะครับ ในการรับบริจาคช่วย พี่น้องชาวบ้านอย่างไร ตัวเลขใกล้เคียงกันมากครับ จริงอยู่ท่านอาจจะใช้เวลาวันเดียว แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดครับท่านประธาน คนที่บริจาคคนที่ไม่มีส่วนร่วมครับ ของท่าน เป็นหน่วยงานราชการ เป็นกระทรวง ทบวง กรม