ศิริกัญญา ตั้งคำถามความโปร่งใสคลัง-รายได้รัฐ-หนี้ผูกพัน

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

ศิริกัญญา ตันสกุล ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชัดเจนในแหล่งรายได้และนโยบายด้านภาษีของรัฐบาล เปรียบเทียบกับความโปร่งใสของพรรคการเมืองอื่นที่เปิดเผยผลกระทบทางการคลังอย่างละเอียด พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงรายละเอียดงบประมาณ วงเงินนโยบายเร่งด่วน สัดส่วนการลงทุน และเหตุผลการใช้จ่ายอย่างรอบด้านเพื่อความโปร่งใสและสอดคล้องกับหลักการคลังที่รัดกุม รวมถึงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการจัดเก็บรายได้ การใช้จ่ายเงินกองทุน การเลี่ยงการตรวจสอบของสภา และการก่อหนี้ทั้งในและนอกงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงเจตนาปกปิดข้อมูลและความเสี่ยงต่อวิกฤติการคลังในอนาคต

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคอนาคตใหม่ แบบบัญชีรายชื่อ ขอร่วมอภิปรายทั่วไปในครั้งนี้เพื่อเป็นการซักถามข้อเท็จจริง และเสนอแนะปัญหา ต่อคณะรัฐมนตรี สำหรับการซักถามข้อเท็จจริง คำถามที่ดิฉันต้องการจะถาม ท่านประธานสภาผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เป็นคำถามแบบปรนัย คำถามของดิฉันก็คือว่า ท่านจะเลือกตอบข้อใดต่อไปนี้ในกรณีที่ท่านไม่ได้แถลงถึงแหล่งที่มาของรายได้ในการดำเนิน นโยบายในการแถลงนโยบายที่ผ่านมา ตัวเลือกก็คือ ข้อ ๑ ท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง เพราะไม่เคารพประชาชนและรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๖๒ ซึ่งทางท่านเองก็ร่างเองมากับมือ ข้อ ๒ ท่านมีเจตนาหลีกเลี่ยงเพื่อปกปิดสถานการณ์ทางการคลังบางอย่าง หรือข้อ ๓ ท่านไม่ได้มี เจตนาที่จะหลีกเลี่ยง แต่เพราะว่ามัวแต่เจรจาต่อรองในการตั้งรัฐบาลจนทำให้หลงลืม ที่จะระบุรายละเอียดสำคัญที่บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ ดิฉันจะขอคำตอบต่อไป แต่ก่อนที่จะ รับฟังคำตอบ ดิฉันขอให้ข้อเสนอแนะดังนี้ว่า ทำไมแหล่งที่มาของรายได้จึงมีความสำคัญ แหล่งที่มาของรายได้ในการดำเนินนโยบายจะเป็นตัวที่จะเป็นหลักประกันถึงความเพียงพอ ของงบประมาณที่นำไปใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการการันตีว่านโยบาย ทั้งหมดที่พวกท่านได้แถลงมานั้นจะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น จากการแถลง นโยบายรอบที่แล้ว ดิฉันได้พูดถึงว่าคำแถลงนโยบายนั้นก็คือ กัฟเวิร์นเมนต์ โพลิซี สเตตเมนต์ (Government Policy Statement) มันคือ จีพีเอส (GPS) ที่จะบอกว่าจุดหมาย ของรัฐบาลท่านนั้นจะไปที่ไหน จะใช้เวลาเดินทางไปถึงเป้าหมายนั้นเป็นเวลาเท่าไร และจะ เดินทางไปด้วยวิธีการใด ซึ่งสามารถนำมาใช้กับนโยบายการคลังด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อองค์ประกอบที่ครบสมบูรณ์ ไม่ใช่เฉพาะแหล่งที่มาของรายได้เท่านั้นที่จะต้องมีการกล่าวถึง ไม่ใช่เฉพาะเหตุผลความจำเป็นที่เป็นการเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติและแนวนโยบายแห่งรัฐ เท่านั้น แต่สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องชี้แจงเพื่อประกอบให้เห็นว่าแหล่งที่มาของรายได้ ที่สมบูรณ์นั้นเป็นอย่างไร จะต้องบอกรายละเอียดดังต่อไปนี้ เพราะว่าจะบอกแหล่งที่มา รายได้ไม่ได้เลย ถ้ายังไม่รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไร ดังนั้นนอกจากยอดรวมงบประมาณรายจ่าย ที่ท่านได้ระบุไว้แล้วว่าจะใช้งบประมาณเฉลี่ยประมาณ ๓.๓ ล้านล้านบาท ตลอดเวลา ที่เป็นคณะรัฐบาล ก็จะต้องมีบอกด้วยว่าสัดส่วนของงบประมาณที่ใช้ในแต่ละด้านนั้น เป็นเท่าไร เพื่อแสดงว่าท่านให้ความสำคัญกับโครงการหรือนโยบายใดมากน้อยไปกว่ากัน จะต้องบอกวงเงินงบประมาณของนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายที่เป็นนโยบายเร่งด่วน เพื่อให้ทราบว่าจะต้องมีงบประมาณเพิ่มเติมเกิดขึ้นหรือไม่ในกรณีที่ต้องดำเนินนโยบาย เร่งด่วนให้เสร็จสิ้น ถ้าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่จะหาได้ ก็ต้องบอกว่าจะหาเงินที่ไหนมา ต้องมียอดเงินกู้ยืมชดเชยขาดดุลว่าจะเป็นเงินเท่าไร ต้องมีบอกสัดส่วนการลงทุนที่เป็น พับลิก ไพรเวต พาร์ตเนอร์ชิป (Public Private Partnership) หรือ พีพีพี (PPP) ต่อการ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดว่าจะเป็นสัดส่วนเท่าไร ต้องมีเหตุผลประกอบว่าจะใช้จ่าย เงินมากหรือว่าใช้จ่ายเงินน้อย เพื่อให้สอดคล้องไปกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ชัดเจนไปกว่า ที่ได้แถลงนโยบายไว้ ยกตัวอย่าง เช่น เพราะเศรษฐกิจช่วงนี้ชะลอตัว จึงต้องดำเนินนโยบาย ขาดดุลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง หรือต้องบอกว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว จึงดำเนินนโยบาย ขาดดุลลดลง และจะเข้าสู่ช่วงนโยบายการคลังสมดุลในอีกกี่ปีข้างหน้าก็ว่าไป หรือปัญหา สังคมผู้สูงอายุทำให้รัฐบาลต้องเพิ่มสัดส่วนของงบประมาณในด้านสวัสดิการสังคมที่ดูแล ผู้สูงอายุ หรือต้องมีเหตุผลประกอบ อย่างเช่น ความไม่แน่นอนของสภาพอากาศทำให้รัฐบาลจำเป็น ต้องกันเงินสำรองใช้จ่ายสำหรับการบรรเทาสาธารณภัยแบบนี้ เป็นต้น เพื่อเป็นการประกอบ ที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณและแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่จำเป็นจะต้อง ละเอียดเท่ากับคำแถลงประกอบงบประมาณนะคะ ซึ่งในหลาย ๆ ประเทศก็ทำกัน หลายประเทศจะมีธรรมเนียมของการแถลงนโยบาย แล้วก็ให้รายละเอียดของนโยบาย การคลังอย่างชัดเจน อย่างเช่น ประเทศอังกฤษหรือว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ ในบางประเทศ กำหนดไว้ว่าการแถลงนโยบายจะต้องมีการแถลงงบประมาณโดยละเอียดด้วยเช่นเดียวกัน อย่างเช่น ประเทศเบลเยียม ส่วนในรายละเอียดของนโยบายการคลังหรือว่างบประมาณที่มี การพูดถึงในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะมีการพูดถึงเรื่องวงเงินงบประมาณ โดยเฉพาะ นโยบายเร่งด่วน อย่างรัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์ที่เพิ่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ไปก็บอกว่า นโยบายเร่งด่วน ๕ ด้านนั้นจะต้องมีวงเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นเท่าไร เพื่อให้เราจะได้ทราบว่า แพ็กเกจ (Package) นโยบายต่าง ๆ ที่พูดมาทั้งหมดนั้นจะต้องใช้เงินไปเท่าไร และใช้เพิ่ม หรือลดลงจากปกติเป็นอย่างไร มีการพูดถึงเรื่องอัตราภาษีต่าง ๆ ว่าจะเพิ่มอัตราภาษีตัวไหน จะลดภาษีตัวไหน ผลต่อประมาณการรายได้จะเป็นเท่าไร ผลกระทบสุทธิแล้วจะทำให้รายได้ ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไร และสุดท้ายประชาชนกลุ่มใดบ้างที่จะได้รับผลกระทบ จากมาตรการทางการคลังและมาตรการภาษีที่ว่ามา

ในเอกสารแถลงนโยบายก็มีพูดเรื่องของการปรับอัตราภาษี แต่ว่าก็ไม่ได้บอก ด้วยซ้ำว่าจะเพิ่มหรือว่าจะลด ท่านประธานที่เคารพ ตามมาตรา ๕๗ ของพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ก็มีพูดว่านโยบายที่พรรคการเมืองจะสามารถใช้ ในการโฆษณาหาเสียงได้ต้องระบุอะไรบ้าง ๑. วงเงินงบประมาณที่จะต้องใช้ ๒. ที่มาของ รายได้ ๓. ผลประโยชน์ที่จะได้รับ ๔. ผลกระทบและความเสี่ยง การเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองต้องกลืนเลือด ต้องกัดปากตัวเองแล้วก็กลืนเลือดเพื่อที่จะบอก แหล่งที่มาของงบประมาณ พูดว่าจะต้องได้งบประมาณมาจากไหน โดยต้องพูดนโยบาย ที่อาจจะทำให้ตัวเองเสียคะแนนเสียง ยกตัวอย่าง เช่นพรรคประชาธิปัตย์ก็มีการบอกว่า จะต้องมีการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจเพื่อลดภาระด้านค่าใช้จ่ายของรัฐบาล พูดว่ามีการลดงบกลาง มีการเก็บภาษีที่ดิน ทรัพย์สินที่มีการประเมินราคาตลาดที่แท้จริง มีการเก็บภาษีจากธุรกิจ ในตลาดหลักทรัพย์ เก็บภาษีการค้าและแวต (VAT) จากกลุ่มธุรกิจข้ามชาติที่ได้รับ ผลประโยชน์จากธุรกิจประเภทใหม่ พรรคภูมิใจไทยค่ะท่านประธาน ก็ต้องยอมบอกว่าจะลด ค่าใช้จ่ายของกองทุน สปสช. ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาเป็นค่าตอบแทน ที่เพิ่มขึ้นของ อสม. พรรคอนาคตใหม่เองก็ต้องกลืนเลือดเสนอให้เพิ่มอัตราภาษีที่ดิน ลดสิทธิประโยชน์ บีโอไอ (BOI) ลดสิทธิประโยชน์ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตัดงบกองทัพ ตัดงบกลาง แล้วก็ตั้งเป้าลดรายจ่ายประจำของรัฐบาล แต่ก็มีบางพรรคที่ประกาศนโยบาย ที่ลดแลกแจกแถม แต่ว่าไม่ได้มีการชี้แจงว่าจะหารายได้อย่างไร การกระทำเหล่านี้ของ พรรคการเมืองนั้นต้องใช้ความกล้าหาญ ต้องมีความซื่อตรงต่อประชาชน ไม่โกหกว่าวงเงิน งบประมาณจากนโยบายที่เราเสนอไปนั้นเป็นเท่าไร และเราจะหาเงินมาจากไหน แล้วเรา ก็ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองอย่างเคร่งครัด ก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่าที่ท่าน หลีกเลี่ยงเพราะท่านจงใจที่จะไม่เคารพประชาชนหรือไม่เคารพรัฐธรรมนูญที่ท่านร่าง มาเองกับมือ

ข้อสงสัยข้อที่ ๒ ก็คือว่าหรือว่าท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงปกปิดข้อเท็จจริง ความผิดปกติบางอย่างในส่วนรายได้รัฐหรือไม่ ภายใต้สถานการณ์ทางการคลังในตอนนี้ ก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่ามีความเป็นไปได้ด้วยเช่นเดียวกันว่ารัฐบาลที่ผ่านมา ๕ ปีมีปัญหาในการ จัดเก็บรายได้ที่ไม่เป็นไปตามเป้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปรับเป้าให้ต่ำอย่างไรก็ยังพลาด ยกตัวอย่าง เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในปี ๒๕๖๑ เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวค่อนข้างดี อย่างที่เราทราบ กันว่า จีดีพี (GDP) เกิน ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ปีนั้นการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มก็ยังพลาดเป้า ปีนี้ยังไม่ต้องพูดถึงว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร แต่ว่าภาษีมูลค่าเพิ่มก็พลาดเป้าไปแล้ว ๑๑ เดือนแรก ๒.๒ หมื่นล้านบาท ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปี ๒๕๖๑ ก็หลุดเป้าด้วย เช่นเดียวกัน ยังมีปัญหาอื่น ๆ อีก อย่างเช่น รายได้จากการประมูลสัมปทานคลื่นความถี่โทรคมนาคม ซึ่งปกติแล้วจะอยู่ในประมาณการรายได้ที่ท่านจะนำมาใช้ได้ แต่ด้วยความที่ท่านไปยืดหนี้ ให้กับเขา ด้วยมาตรา ๔๔ รายได้ตรงนี้ก็จะหายไปอีก รายได้จากการค้าการลงทุนที่ท่านได้มี พูดถึงไว้เล็กน้อยในการแถลงนโยบายว่าจะสามารถนำมาซึ่งเงินตราเข้าประเทศและจะ กลับกลายมาเป็นภาษีให้พวกเราได้นำมาใช้จ่ายเป็นงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่าท่านก็ไป ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเขาเป็นเวลา ๘ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี ภาษีส่วนนี้เราก็คงจะเก็บ เข้ามาไม่ได้ ส่วนแรงงานต่างด้าวแบบมีทักษะสูง ท่านก็ไปเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในอัตราเพียงแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เรา ๆ ท่าน ๆ นั้นจะต้องจ่ายในอัตราสูงสุดถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านอาจจะมีปัญหากับการจัดเก็บรายได้ภาษีตัวใหม่ ๆ ก็ได้ เพราะว่า กระทรวงการคลังนั้นได้มีการประมาณการไว้ว่า ในปี ๒๕๖๔ ท่านจะต้องเก็บรายได้จากภาษี ที่เรียกว่า ภาษีอีบิสซิเนส (e-Business) หรือว่าภาษีจากธุรกิจที่เป็นธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ก็ไม่ทราบว่าจะออกกฎระเบียบออกมาได้บังคับใช้ทันหรือไม่ และถ้าไม่ทันนั้นในปี ๒๕๖๔ เราจะมีรายได้จากภาษีเพียงพอหรือไม่ อาการของการที่สถานการณ์ทางการคลังไม่สู้ดี แล้วอาจจะจัดหารายได้ได้ไม่เพียงพอยังปรากฏอยู่ในรูปแบบของการล้วงเงินสะสมของ กองทุนต่าง ๆ ที่มีสภาพคล่องสูง ที่โดนกันถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม กองทุนคนพิการ ก็ไปล้วงของเขานะคะ ล่าสุดเงินสะสมของท้องถิ่นก็จะมีการออกประกาศให้ ปลัดกระทรวงมหาดไทยนั้นมีอำนาจมาอนุมัติในการใช้เงินสะสมของท้องถิ่นอีก แบบนี้มัน สามารถประมาณการได้ว่าสถานการณ์ทางการคลังของเราไม่สู้ดีหรือไม่ หลาย ๆ มาตรการ ที่ท่านออกมาแล้วว่าจะช่วยหารายได้ให้กับรัฐบาลนำมาใช้จ่ายได้ โดยเฉพาะกองทุน โครงสร้างพื้นฐาน อย่าง ไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future fund) ซึ่งท่านก็ ระดมทุนมาได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นมูลค่า ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ว่าตอนนี้เงิน ๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นก็ยังกองอยู่นิ่ง ๆ โครงการทางด่วนดาวคะนอง-พระราม ๓ ที่ประมูลเสร็จแล้ว ตอนนี้บอร์ด (Board) การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็ยังไม่ได้ประกาศผล ดอกเบี้ยมันก็เดินทุก ๆ วัน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท และถ้าการก่อสร้างยิ่งล่าช้าออกไปก็จะ กระทบกับกระแสรายได้ที่จะต้องนำไปเป็นผลตอบแทนแล้วก็คืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนของ กองทุนไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ ฟันด์ (Thailand Future fund) ด้วย สุดท้ายดิฉันไม่ทราบว่า ท่านจะหาทางออกอย่างไรกับสถานการณ์งบประมาณแบบนี้ ท่านจะเลือกวิธีการที่จะตั้ง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมกลางปีเหมือนที่ท่านทำมา ๓ ปีต่อเนื่องกัน ก็บอกเลยว่า การผ่านงบกลางปีในสภาแห่งนี้ก็จะไม่ง่ายนักเหมือนกับที่ท่านทำกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือว่าท่านจะใช้วิธีที่ท่านคุ้นเคยก็คือข้ามขั้นตอนของสภานี้ไปเลย และใช้นโยบาย กึ่งการคลังแบบที่ผ่าน ๆ มา ก็คือให้รัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะที่เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้น ออกเงินในการใช้ดำเนินนโยบายไปก่อน แล้วค่อยไปตั้งงบใช้หนี้คืนในปีงบประมาณต่อ ๆ มา แบบนี้สภาก็จะไม่สามารถตรวจสอบงบประมาณที่ท่านใช้ไปกับการดำเนินนโยบายนั้น ๆ ได้ เพราะว่าเมื่อไรที่เป็นการตั้งงบใช้หนี้คืนนั้น สภาไม่มีสิทธิแม้แต่จะตัดงบประมาณเลยค่ะ ตามมาตรา ๑๔๔ ของรัฐธรรมนูญ หรือท่านจะใช้วิธีการนี้ค่ะ เป็นงบประมาณแบบเงินผ่อน ใช้ไปก่อนผ่อนทีหลัง โดยการก่อหนี้ผูกพัน ซึ่งที่ผ่านมามีการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เฉพาะในงบประมาณนี้ก่อหนี้ไปแล้วคิดเป็นประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของรายจ่าย ส่วนการก่อหนี้ผูกพันนอกงบประมาณนั้นก็มีปัญหาเดียวกัน ล่าสุดกรอบวินัยการเงินการคลัง ที่ท่านอนุมัติเอง ท่านก็ขยายเองด้วย สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันนอกงบประมาณมีการแก้ไข ระเบียบเพื่อยกเพดานขึ้นจาก ๕ เปอร์เซ็นต์เป็น ๘ เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับการก่อหนี้ผูกพัน นอกงบประมาณ หลักฐานเหล่านี้มันชวนให้เราคิดต่อว่าการที่ไม่ปรากฏรายละเอียดที่มาของรายได้นั้น ก็อาจจะเกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะปกปิดความผิดปกติเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการคลัง ของประเทศหรือไม่ ก่อนจะจบดิฉันขอย้ำคำถามอีกครั้งว่า ดิฉันไม่ได้มาฟังวันนี้ว่าแหล่งที่มา ของรายได้มาจากไหน แต่ดิฉันต้องการคำตอบว่าท่านมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือไม่ หรือไม่ได้มีเจตนา ส่วนเรื่องนี้จะจบอย่างไรจะถูกส่งไปยังองค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยหรือไม่ ก็ขอฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีในอนาคต เมื่อไรจะต้องมาแถลงนโยบายก็ขอให้มี การแจกแจงแหล่งที่มาของรายได้ วงเงินงบประมาณ มีความจำเป็นเรื่องของเหตุผล และความจำเป็น ต้องระบุให้ชัดเจน สำหรับคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็ขออนุญาตให้ท่านเตรียมตัว แก้มือได้ตอนแถลงงบประมาณที่จะมาถึง เพราะว่าในครั้งนี้เราจะมีพระราชบัญญัติ วิธีการงบประมาณฉบับใหม่ ปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งตามมาตรา ๑๐ นั้นมีการระบุรายละเอียด อยู่แล้วค่ะว่าในการงบประมาณประจำปีที่ต้องเสนอรัฐสภานั้นจะต้องมีเอกสารประกอบ มากถึง ๘–๙ รายการ ซึ่งก็ขอวิงวอนไปยังขอสรุปอีกนิดหนึ่งค่ะ