ชวลิต ตั้งข้อสังเกตถวายสัตย์ไม่ครบ-ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีที่ไม่ครบถ้วนตามมาตรา 161 และการกล่าวอ้างอำนาจเหนือทั้งสามอำนาจอธิปไตยที่ขัดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 3 โดยอ้างบทความของผู้รู้และขอเปิดคลิปประกอบการอภิปราย เพื่อเรียกร้องความโปร่งใส ความรับผิดทางการเมือง และการเคารพกฎหมายสูงสุดของชาติ พร้อมเสนอว่าผู้นำที่ทำผิดควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกเพื่อรักษาเกียรติยศ จริยธรรม และความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมขออภิปรายสนับสนุนญัตติที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและคณะ รวมทั้ง กระผมได้เสนอไว้โดยมีประเด็นในการอภิปราย ๓ ประเด็นด้วยกัน ๑. ความสำคัญของการ ถวายสัตย์ปฏิญาณโดยสังเขป ๒. ข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง และการปรับข้อเท็จจริงให้เข้า กับข้อกฎหมาย ๓. ข้อเสนอแนะ ก่อนที่จะเข้าประเด็นแรก กระผมขอให้ความเห็นกรณี มีสมาชิกฝ่ายรัฐบาลท่านหนึ่งได้อภิปรายว่า กระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นเขต พระราชอำนาจนั้น กระผมมีความเห็นว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะพระมหากษัตริย์ ทรงอยู่เหนือการเมือง ก่อนหน้านี้มีผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ท่านหนึ่ง ขออนุญาต ไม่เอ่ยนาม ท่านได้เตือนสติทุกฝ่าย อย่าเอาพระราชดำรัสในวันถวายสัตย์ปฏิญาณไปตีความ เป็นพระบรมราชวินิจฉัย เพราะองค์พระประมุขของเราทรงอยู่เหนือการเมือง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเริ่มในประเด็นแรก ความสำคัญของ การถวายสัตย์ปฏิญาณ ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ การกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ดังที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒ และมาตรา ๕ ท่านประธานที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นแบบพิธี ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผมขอเน้นนะครับ เป็นแบบพิธีทางกฎหมายรัฐธรรมนูญและเป็น บทบังคับตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ คณะรัฐมนตรีต้องกระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับ หน้าที่ ถ้าไม่ปฏิบัติจะใช้อำนาจไม่ได้ นอกจากนี้รัฐธรรมนูญยังได้กำหนดถ้อยคำถวายสัตย์ ปฏิญาณหรือข้อความไว้ด้วยว่า ถ้อยคำที่ถวายสัตย์ปฏิญาณจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติในมาตรา ๑๖๑ ซึ่งกระผมจะไม่ขอลงรายละเอียด เพราะมีผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วจะได้เป็นการประหยัดเวลา

ท่านประธานที่เคารพ ผมขอเข้าประเด็นที่ ๒ เลย ข้อกฎหมายและ ข้อเท็จจริงรวมทั้งการปรับข้อเท็จจริงในการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีให้เข้ากับ ข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ข้อกฎหมายเกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณคือ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ซึ่งท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิก หลายท่านได้ยกขึ้นมากล่าวไปแล้ว กระผมก็จะไม่นำมากล่าวอีก แต่จะย้ำให้เห็นว่า ถ้อยคำที่ท่านนายกรัฐมนตรีตัดออกไปคือ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการนั้นมีความสำคัญยิ่ง ไม่เช่นนั้นรัฐธรรมนูญคงไม่บัญญัติไว้ และที่สำคัญองคมนตรี ผู้พิพากษาและตุลาการต่างต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำนี้ เฉพาะพระพักตร์ก่อนเข้ารับหน้าที่ด้วยเช่นกัน ถือเป็นรัฐธรรมนูญบัญญัติ ไม่ใช่เพียงแต่ ปฏิบัติตามขั้นตอนเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ มีพยานสำคัญเป็นพยานปากเอกก็ว่าได้ สาเหตุที่กล่าวว่าเป็นพยานสำคัญเพราะเป็นพยานจากฝ่าย พลเอก ประยุทธ์เอง ซึ่งถ้ามีการ พิจารณากันในศาลพยานปากนี้จะมีความสำคัญยิ่ง มีน้ำหนักที่ศาลจะรับฟัง พยานปากเอก ท่านนั้นท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและเพื่อนสมาชิกได้กล่าวไปแล้วคือ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้เขียนบทความ หลังม่านการเมือง มีสาระ เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ถูกต้อง ครบถ้วน เพราะมีประสบการณ์ในการแนะนำ คณะรัฐมนตรีมาแล้วหลายชุด ในรายละเอียดผมก็จะไม่นำมากล่าวซ้ำอีก แต่ที่จะนำมากล่าวย้ำ ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นถึงความน่าเชื่อถือก็คือ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม เขียนบทความ ในขณะที่ยังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ถือได้ว่ามีความเป็นกลาง น่าจะน่าเชื่อถือกว่า ในปัจจุบันที่อาจถูกกล่าวหาได้ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนในการแสดงความคิดเห็น ดังนั้น จึงเชื่อได้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของ พลเอก ประยุทธ์ ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๑ ท่านประธานที่เคารพครับ

ทีนี้มาถึงประเด็นข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวต่อสาธารณะโดยรับในข้อเท็จจริงว่า ผมไม่ได้มีเจตนา จะทำให้ผิด เขาดูกันที่เจตนาพร้อมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้นเมื่อ พลเอก ประยุทธ์ รับในข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้วก็ต้องตัดประเด็นการสืบในข้อเท็จจริงออกไป และเมื่อนำมา ปรับเข้ากับข้อกฎหมาย คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ เท่ากับ พลเอก ประยุทธ์กระทำการ ขัดรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ผลก็คือการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นใช้บังคับมิได้ ดังที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ได้บัญญัติไว้ว่า การกระทำใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ การกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ ท่านประธานที่เคารพครับ มีข้อพิจารณาสำคัญที่จะโยง ให้เห็นว่า พลเอก ประยุทธ์จงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญเป็นอาจิณ ผมเน้นว่า เป็นอาจิณ ซึ่งเป็นสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๖๑ ที่ พลเอก ประยุทธ์ตัดทิ้งไปไม่ได้กล่าวถึง คำสัตย์ปฏิญาณในส่วนนั้น กระผมขอยกตัวอย่างการจงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญ เป็นอาจิณเพียงตัวอย่างเดียว เพราะเวลาถูกตัดไปเยอะนะครับ ขอยกตัวอย่างเพียงตัวอย่างเดียว เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันแถลง นโยบายรัฐบาลต่อสภาในวันที่ ๒ ในวันนั้น พลเอก ประยุทธ์ได้ตอบคำถามสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร มีข้อความตอนหนึ่งว่า ผมมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจ คืออำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และอำนาจตุลาการ อ่านกฎหมายกันเป็นบ้างไหม ท่านประธานที่เคารพ คำกล่าวของ พลเอก ประยุทธ์ดังกล่าว กล่าวในที่ประชุมสภาและถ่ายทอดทีวี (TV) ไปทั่วประเทศ ที่สำคัญคำกล่าวนั้นส่อว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อย่างชัดเจนที่สุด ไม่มีอะไรจะชัดไปกว่านี้อีกแล้ว ชัดอย่างไรครับท่านประธาน มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้ อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นคำกล่าว ของท่านนายกรัฐมนตรีที่กล่าวว่า ท่านมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตยนั้น จึงส่อว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ อีกมาตราหนึ่งอย่างชัดเจน ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้อง ประชาชนที่ติดภารกิจไม่ได้ติดตามการแถลงนโยบายรัฐบาลซึ่งถ่ายทอดสดในวันนั้น อาจจะหาว่าผมกล่าวขึ้นลอย ๆ จึงขออนุญาตท่านประธานเปิดคลิป (Clip) คำตอบของ ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งกระผมได้ขออนุญาตไว้แล้ว และท่านประธานได้อนุญาต เชิญรับชม คลิป (Clip) ใช้เวลา ๒๘ วินาที เชิญเปิดคลิป (Clip) ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพและเสียง)

ท่านประธานที่เคารพครับ คงได้ชมได้ฟัง กันอย่างชัดเจนแล้วว่า ท่าน พลเอก ประยุทธ์ท่านกล่าวจริง ๆ ว่าท่านมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล แต่ในข้อเท็จจริงครับท่านประธาน ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไม่มีใครอยู่เหนือ รัฐธรรมนูญได้ ที่ พลเอก ประยุทธ์เห็นว่าตนเองมีอำนาจเหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย เพราะคิดว่าตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ จึงขอถามคำถามไปยัง พลเอก ประยุทธ์ว่าท่าน คิดว่าท่านเป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ ถ้าคิดว่าใช่ มีระยะเวลาในการเป็นรัฏฐาธิปัตย์จาก วันไหนถึงวันไหน สิ้นสุดวันไหน แต่กระผมมั่นใจว่าวิญญูชนโดยทั่วไปเห็นว่าในขณะที่มี การพิจารณาคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พลเอก ประยุทธ์ ที่ท่านได้ตอบคำถาม ในวันนั้น กฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว พลเอก ประยุทธ์จึงต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเหมือนคนไทยทั่วไป ท่านไม่มี อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญท่านไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะท่านยอมรับโดยปริยายอยู่ใต้รัฐธรรมนูญในการรับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ไปแล้ว ดังนั้นการที่ พลเอก ประยุทธ์กล่าวว่าตนเอง อยู่เหนือ ๓ อำนาจอธิปไตย จึงเป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ เป็นตัวอย่างสำคัญ อีกตัวอย่างหนึ่ง พวกกระผมจึงสงสัยที่ท่านถึงไม่กล้ากล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณในถ้อยคำว่า จะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เพราะท่านกระทำการขัด รัฐธรรมนูญเป็นอาจิณนั่นเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีกหลายตัวอย่างที่ พลเอก ประยุทธ์ จงใจกระทำการขัดรัฐธรรมนูญแต่ต้องตัดออกไป เพราะเวลาจำกัดดังที่กล่าวแล้ว เช่น การวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมืองในการสรรหา ส.ว. เป็นต้น เพื่อให้กลับมาเลือกตนเอง เป็นนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตามในการพิจารณาประเด็นใดก็ตามต้องพิจารณาข้อมูล ทั้ง ๒ ด้าน เพื่อความเป็นธรรมกับท่าน พลเอก ประยุทธ์ ลองมาฟังข้อต่อสู้ของ พลเอก ประยุทธ์ ซึ่งกล่าวต่อสาธารณะในประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ท่านยกข้อต่อสู้ดังนี้ครับ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๒ พลเอก ประยุทธ์ได้ยกข้อต่อสู้ว่า ผมไม่ได้มีเจตนากระทำผิด กระทำการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนตามขั้นตอนแล้ว จนท้ายที่สุดองค์พระประมุขทรงมี พระบรมราโชวาทและทรงพระราชทานพร ถือว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนสมบูรณ์ ตามขั้นตอนแล้วนั้น ข้อต่อสู้นั้นฟังขึ้นหรือไม่ กระผมเห็นว่าทั้งในทางการเมือง ทั้งในทาง จารีตประเพณี และในบทบังคับรัฐธรรมนูญบัญญัติ ข้อต่อสู้นั้นไม่อาจฟังขึ้น กล่าวคือ การถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นแบบพิธีตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นบทบังคับตามรัฐธรรมนูญ บัญญัติ ซึ่งกระผมได้กล่าวไว้แล้ว คงไม่ไปอธิบายซ้ำ

ประการที่ ๒ พลเอก ประยุทธ์ยกข้อต่อสู้ว่า ไม่มีเจตนากระทำผิดนั้น ฟังขึ้นหรือไม่ เมื่อเทียบเคียงกับเจตนาในทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๙ ซึ่งแยกออกเป็น ๒ ส่วน คือเจตนาประสงค์ต่อผล และเจตนาย่อมเล็งเห็นผล พฤติกรรมที่ พลเอก ประยุทธ์หยิบกระดาษที่พิมพ์คำถวายสัตย์ปฏิญาณออกจากกระเป๋าเสื้อ แสดงว่าตั้งใจ เตรียมการมาด้วยตนเองเป็นอย่างดี จะเห็นได้ว่า พลเอก ประยุทธ์ไม่ได้อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณ จากสมุดปกหนังสีน้ำเงินที่ข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทำ ดังนั้น การอ้างไม่มีเจตนาฟังขึ้นหรือไม่ วิญญูชนทั่วไปคิดได้ ว่านี่คือเจตนาประสงค์ต่อผล แต่หาก จะยืนยันว่าได้กระทำไปโดยไม่มีเจตนา การกระทำนั้นก็น่าจะเข้าข่ายเป็นการกระทำ โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ ซึ่งถ้าเทียบเคียงในทางอาญาก็มีความผิดทางอาญา ได้อยู่ดี ยกตัวอย่างเช่น นายพรานเข้าป่าไปล่าสัตว์ เห็นเงาตะคุ่ม ๆ อยู่ในพงป่าคิดว่า เป็นสัตว์ป่า จึงยิงปืนไป ปรากฏที่ว่าเป็นเงาตะคุ่ม ๆ นั้นเป็นชาวบ้านกำลังเก็บเห็ด ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกปืนยิง นายพรานย่อมได้รับโทษในทางอาญา แม้ไม่ได้มีเจตนา จะอ้างว่าไม่มีเจตนาอย่างไรก็ตาม แต่เป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่กระผมเห็นว่าสำคัญที่สุด คือหลักธรรมาภิบาล และมาตรฐานจริยธรรมของ ผู้บริหารบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี อันจะเป็นการ สร้างความเชื่อมั่นประเทศ กระผมเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญที่สุด การถกเถียงกัน ในข้อกฎหมายเป็นเรื่องที่มีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่เมื่อ พลเอก ประยุทธ์ยอมรับในข้อเท็จจริงว่าในการถวายสัตย์ปฏิญาณมิได้กระทำการ ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ พลเอก ประยุทธ์ ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ทางการเมืองในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้เลย ทั้งเป็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรม เป็นเรื่อง จารีตประเพณี ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนยิ่งต้องถวายความจงรักภักดีให้เป็นที่ประจักษ์

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะของกระผมก็คือ บัดนี้เวลาได้ล่วงเลยมานานมากนับจากวันถวายสัตย์ปฏิญาณ ในทางการเมืองเมื่อกระทำการ ขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง คนเป็นหัวหน้ารัฐบาลได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง พลเอก ประยุทธ์จึงควรกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อรักษา เกียรติยศตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาลให้ได้รับความเชื่อมั่นสืบไป ที่สำคัญ เพื่อปกป้องสถาบันและรักษามาตรฐานจริยธรรมของผู้บริหารประเทศให้อนุชนรุ่นหลังได้ยึด เป็นแบบอย่าง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่อยากจะยกตัวอย่าง พันท้ายนรสิงห์ที่สละชีพ เพื่อรักษาจารีตประเพณีในการถวายความจงรักภักดี คนรุ่นใหม่อาจจะเห็นว่าเป็นตำนาน โบราณไป แต่ถ้าเราไม่หันไปมองคนรุ่นบรรพบุรุษที่สร้างบ้านแปงเมืองมา ล้วนแล้วแต่ เสียสละทำให้เราเป็นไทยอยู่ทุกวันนี้ ดังนั้นเราจึงควรสร้างตัวอย่างที่ดีให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ศึกษา กระผมได้อภิปรายมาพอสมควรแก่เวลา อยากจะกราบเรียนในช่วงท้ายว่ากระผม ได้ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติจำเป็นจะต้องทำงาน การเมือง รักษากฎเกณฑ์กฎหมายบ้านเมือง รวมทั้งตรวจสอบมาตรฐานจริยธรรมของ ผู้บริหารประเทศเพื่อร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นประเทศ ไม่ได้มีเจตนาร้ายในทางส่วนตัว ต่อท่าน พลเอก ประยุทธ์แต่อย่างใด จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบถึงเจตนาสุจริตของกระผมในการอภิปรายครั้งนี้ ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ