ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงกรอบการบริหารการคลังและนโยบายงบประมาณที่สอดคล้องกับกฎหมายและวินัยการเงินการคลังของรัฐ โดยเน้นการควบคุมงบประมาณ ป้องกันการก่อหนี้ผูกพัน และการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนนโยบายสาธารณะอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำถึงข้อจำกัดด้านรายได้ของรัฐที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการดำเนินนโยบาย แม้ต้องการดูแลฐานรากและกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการคลังอย่างมีเป้าหมาย แต่ยังคงยึดมั่นเสถียรภาพการคลังและไม่เพิ่มภาระเกินขีดความสามารถของประเทศ โดยยืนยันว่าเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เข้าสู่ภาวะวิกฤตและหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในเกณฑ์ที่จัดการได้
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลายนะครับ ผมขออนุญาตตอบในประเด็นในเรื่องของการชี้แจงแหล่งที่มาของการจัดทำ นโยบายและรายได้ ก่อนอื่นก็อยากจะให้บรรดาสมาชิกได้ไปศึกษาในกฎหมายอีก ๒ ตัว นอกจากในรัฐธรรมนูญแล้ว คือ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๖๑ เขากล่าวไว้ว่าอย่างไรบ้าง มีหลายมาตราด้วยกัน อันที่ ๒ คือ พ.ร.บ. บัญญัติวินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งสมัยก่อนนี้อาจจะยังไม่มี กรุณาไปดูรายละเอียดตรงนั้นด้วย ในนั้นจะครอบคลุม เช่นที่ผม จะกล่าวให้ฟังตรงนี้ พ.ร.บ. บัญญัติวินัยการเงินการคลัง ข้อ ๑ การยกเว้นลดภาษีต้อง คำนึงถึงประมาณการรายได้ที่ลดลง ซึ่งอันนี้รัฐบาลก็จะดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งทันที ๑ ปี ๓ ปี ๕ ปี เรามีการประเมินตัวนี้ทั้งสิ้น แล้วก็จะหามาทดแทนได้อย่างไร อันนี้ในเรื่อง ของการบริหารทางการเงินการคลังของรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ข้อที่ ๒ สัดส่วน งบกลางสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็น ๒ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๓ คือสัดส่วนงบลงทุนไม่น้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งวันนี้เราก็ทำได้ตามนั้น ก่อนหน้านี้ ลงทุนไม่ถึง และสัดส่วนงบประมาณลงทุนน้อยกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ มาจัดทำ เป็นวงเงินไม่น้อยกว่าวงเงินกู้เพื่อขาดดุลในปีนั้น สัดส่วนงบประมาณชำระต้นเงินกู้ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๔ การใช้จ่ายสัดส่วนการก่อหนี้ ผูกพันงบประมาณข้ามปีไม่เกิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพัน ที่นอกจากกำหนดไว้ใน พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ของ งบประมาณ การดำเนินกิจกรรมกึ่งการคลังที่รัฐให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการแทนต้อง ประมาณการต้นทุนและประโยชน์ที่ได้รับ ระบุแหล่งเงินที่ใช้โดยยอดคงค้างของภาระ การคลังที่เกิดรวมไม่เกิน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ ข้อที่ ๕ การบริหารหนี้สาธารณะ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ จีดีพี (GDP) ต้องน้อยกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้รัฐบาล ประมาณการรายได้ต้องน้อยกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้รัฐบาลประมาณการรายได้ ที่น้อยกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์นั้น สัดส่วนหนี้สาธารณะเป็นเงินตราต่างประเทศหนี้ สาธารณะรวม ต้องน้อยกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สัดส่วนภาระหนี้สาธารณะที่จำเป็น เงินตราต่างประเทศ รายได้จากการส่งออกต้องน้อยกว่า ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕. กำหนดกรอบความยั่งยืนทางการคลัง ที่เข้มข้นขึ้นจากเดิมที่เป็นเพียงกรอบปฏิบัติในการบริหารหนี้สาธารณะ อันนี้คือย่อ ๆ ของ พระราชบัญญัติงบประมาณ กรอบการรักษาวินัยการเงินการคลัง
วัตถุประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ออกมาปี ๒๕๖๑ ก็คือ ๑. คำนึงถึงผลดี ผลเสียต่อการดำเนินการ ๒. ควบคุมไม่ให้ตั้งงบประมาณรายจ่ายเกินความจำเป็น ๓. กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำและสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนในเรื่องของการคลัง ๔. ป้องกัน ไม่ให้ฝ่ายการเมืองก่อหนี้ผูกพันทั้งในและนอกงบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปีจนมีภาระ ด้านการเงินการคลังสะสมสูง อันนี้ก็ทำเท่าที่จำเป็นในการประชุมของคณะกรรมการดังกล่าว ตามห้วงระยะเวลาที่มีปัจจัยภายนอกภายในมาเกี่ยวข้อง
คราวนี้มาดูว่าที่มาประเด็นของรายได้ ผมจะชี้แจงอย่างไร เมื่อวันที่ ๒๕-๒๖ กรกฎาคม นั้นผมได้แถลงนโยบายต่อรัฐบาล ทั้งนโยบายหลัก ๑๒ ด้าน นโยบายเร่งด่วน ๑๒ ด้านแล้ว ได้ระบุไว้ว่ารายได้ดังกล่าวนั้นที่ในคำแถลงนโยบาย หน้า ๓๓ หน้า ๓๔ นั้น รัฐบาลได้กำหนดแหล่งที่มารายได้ในการดำเนินนโยบาย ได้แก่ ๑. แหล่งเงินจากงบประมาณ รายจ่ายประจำปีที่เก็บจากรายรับของรัฐบาล ประกอบรายได้จากภาษีและไม่ใช่ภาษี และเงินกู้ ๒. แหล่งเงินนอกงบประมาณ การกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การให้ เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม พีพีพี (PPP) และเครื่องมือการเงินสมัยใหม่ ที่เรียกว่า กองทุนรวม โครงสร้างพื้นฐาน ที่สมาชิกได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ รวมถึงรายได้จากเงินสะสมกองทุนต่าง ๆ และการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุนในอนาคต
อย่างไรก็ตาม การแถลงนโยบายในวันดังกล่าวนั้นรัฐบาลไม่อาจจะระบุได้ว่า จะนำรายได้ประเภทใดหรือภาษีชนิดใดไปในการดำเนินการนโยบายเรื่องใดเป็นการเฉพาะ ในลักษณะที่แมชชิง (Matching) ได้อย่างชัดเจน เช่นรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลไปใช้กับ มาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อจะรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หรือนำรายได้จาก ภาษีมูลค่าเพิ่มไปใช้กับนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นต้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบเงินคงคลัง และระบบวิธีการงบประมาณที่ต้องดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติคงคลัง พ.ศ. ๒๔๙๑ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่กำหนดให้รายรับของรัฐบาลทั้งหมด ทั้งรายได้แผ่นดิน ภาษี ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ เงินกู้จะต้องถูกส่งเข้าเป็นเงินแผ่นดินในบัญชีเงินคงคลังที่ ๑ และสามารถโอนเงินจากบัญชีคงคลังที่ ๑ ไปเข้าบัญชีเงินคงคลังที่ ๒ เพื่อนำไปใช้จ่าย ตามรายจ่ายที่ปรากฏอยู่ในการจัดทำกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณรายจ่าย หรือตามที่ รัฐธรรมนูญบัญญัติให้จ่ายได้เท่านั้น ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์การจัดเก็บภาษีที่ดีนั้น รัฐบาลต้อง คำนึงถึงหลักความเสมอภาค สร้างความเป็นธรรมในสังคม รักษาเสถียรภาพทางการเงินของ ประเทศ รัฐบาลก็จะนำภาษีที่จัดเก็บได้ไปใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งรวมถึงรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม รายจ่ายที่เกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลทั้ง ๑๒ ด้าน ทั้งนโยบายระยะยาว ระยะสั้น อะไรก็แล้วแต่ตรงนั้นนะครับ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังจะขูดภาษีจากคนจนนะครับ โดยจัดเก็บภาษีอย่างเท่าเทียมยุติธรรม ใช้การจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมด้วย เรามีการจัดเก็บภาษี หลายประเภทด้วยกัน ภาษีที่เก็บได้ก็เอามาใช้ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายที่เกี่ยวข้อง กับสวัสดิการสังคม การลงทุนต่าง ๆ ตามที่กล่าวไปแล้ว ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามกรอบวินัย การเงินการคลัง ตาม พ.ร.บ. งบประมาณ ปี ๒๕๖๑ ได้กำหนดไว้ทั้งสิ้นนะครับ
สำหรับนโยบายหาเสียงที่เอาไว้นั้น ถึงแม้ว่าจะมีการหาเสียงมาอย่างไรก็ตาม อันนั้นเป็นความต้องการของประชาชน เป็นความต้องการของพรรคการเมืองที่ตั้งใจที่จะดูแล ประชาชน แต่ขณะเดียวกันเมื่อเป็นรัฐบาลต้องดูแลรายละเอียดตรงนี้ให้ดีที่สุดว่า ทำได้หรือไม่ได้อย่างไร ผมได้ไปรวบรวมมาว่านโยบายทุกนโยบายของพรรคการเมืองนั้น มีความหลากหลาย บางนโยบายมีความคล้ายคลึงกันมันถึงจัดกล่องอยู่ใน ๑๒ ด้านตรงนั้น ในนั้นจะมีรายละเอียดทั้งหมดที่รับทุกพรรค ไม่ว่าจะพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้านลงไปในนั้น ทั้งหมดอยู่แล้ว แต่เราสามารถจะทำได้หรือไม่ครับ ถ้าเราอนุมัติทั้งหมดมา ตั้งวงเงินมา ทั้งหมดใน ๑๒ ด้าน บวก ๑๒ ด้านที่ว่ามาทั้งหมด จะใช้เงินมากกว่า ๒ ล้านล้านบาท นี่คืองบประมาณที่หาเสียงมานะครับ เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่ปฏิเสธตรงนี้ รัฐบาลก็ต้อง รับผิดชอบในการที่บริหารงบประมาณที่เรามีอยู่ อย่างเช่น ปีนี้เรามีตั้งไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท จะทำอย่างไร ในเมื่อ ๓.๒ ล้านล้านบาทมันเป็นงบประมาณที่ต้องใช้จ่ายประจำปีอยู่แล้ว ในงบหลาย ๆ อย่างด้วยกัน งบลงทุน งบรายจ่ายประจำ งบแก้ปัญหา งบกลาง ใช้หนี้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้มันมีใช้อยู่แล้ว แต่ทีนี้เมื่อเราตั้งสมมุติเราเอามาทั้งหมด ๑๒ ข้อทั้งหมด บวก ๑๒ ข้อตรงนี้มา เอามาเท่ากับเราหาเงินได้ทั้งหมด ๕ ล้านถึง ๖ ล้านล้านบาท มันถึง ต้องซอยย่อยลงมา แล้วทั้งหมดมันจะตอบในตอนทำเรื่องงบประมาณปี ๒๕๖๓ นี่ครับ เดี๋ยวจะดูว่าตรงนั้นเอาเงินที่ไหนมาใช้ตรงไหน อันนี้ต้องเข้าใจมันไม่เหมือนเดิมทั้งสิ้น รัฐบาลก่อนหน้านี้กำหนดไว้อันเดียวเอง ผมอ่านมาหมดแล้ว มีอันเดียวคือนโยบายจำนำข้าว ๑๕,๐๐๐ บาท แล้วเป็นอย่างไรครับ เป็นอย่างไรครับ ระบุไปแล้วมันเป็นอย่างไรบ้าง ท่านอย่าลืมตรงนี้นะครับ ผมไม่ไปกล่าวว่าใคร คนไม่เชื่อมั่นทำแวต (VAT) ติดลบ ๓ เดือน ผมดูแล้วคือมันเป็นเรื่องของความเข้าใจพื้นฐาน เดือนมิถุนายนเก็บใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า เดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ จัดเก็บได้ต่ำกว่าร้อยละ ๑๒.๓ เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๑ มีการโอนทรัพย์สินของกิจการขนาดใหญ่ ๒ แห่ง ทำให้มีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสูง เป็นพิเศษ หากหักปัจจัยพิเศษดังกล่าวแล้วการจัดเก็บแวต (VAT) หรือภาษีต่าง ๆ ในประเทศเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๒ จะขยายตัวร้อยละ ๓.๒ เดือนสิงหาคมจัดเก็บได้สูงกว่า ปีก่อนหน้าร้อยละ ๓.๘ แม้ว่าในเดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ จะมีการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มสูงเป็น พิเศษจากการโอนทรัพย์สินของกิจการขนาดใหญ่ แวต (VAT) ในเรื่องของการนำเข้าเป็น หัวใจของราคาน้ำมันดิบต่ำลงลดมากกว่า ๑๐ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพราะฉะนั้นเมื่อปรับภาษี จัดเก็บจากการนำเข้าน้ำมันดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือรายได้จากภาษีบางอย่างมันลดลง บางอย่างเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากเงินบาทแข็งตัว อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กนง. ก็พยายามแก้ปัญหาอยู่แล้ว รัฐบาลที่เข้ามาเพิ่งเข้ามาบริหารงาน ในช่วงนี้ ที่ผ่านมาสิ่งที่บ่งสะท้อนถึงความมั่งคั่งของประเทศ ได้แก่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ หลายท่านบอกว่าผมปิดบัง ผมไม่เคยปิดบัง ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ มีจำนวนสูงถึงประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงหรือไม่ครับ สูงเป็นระดับต้นของโลกนะครับ ท่านดูถูกประเทศของท่านได้อย่างไร ประเทศของเรามีทุนสำรองสูงระดับต้นของโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี ๒๕๖๑ ที่มีจำนวน ๒๐๕,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๖๐ จำนวน ๒๐๒,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๕๙ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปี ๒๕๕๗ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ มันโตขึ้นไปตามลำดับกองทุนตัวนี้นะครับ เงินคงคลังอีกอันหนึ่งก็เหมือนเงินในบัญชี ของคนทั่วไป ซึ่งต้องบริหารให้เพียงพอและนำไปใช้ เมื่อรายได้ไม่พอกับรายจ่ายใช้เงิน ในบัญชีนี้ไปก่อน หรือไปกู้ยืมมาแล้วไปใช้คืนทีหลัง อันนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ เรื่องงบประมาณ เงินคงคลังก็เช่นกัน เงินคงคลังวันนี้เงินคงคลังสิ้นเดือนสิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นจำนวน ๕๑๒,๒๗๔ ล้านบาท เข้มแข็ง เพียงพอ เอื้อต่อประโยชน์การดำเนินนโยบาย เป็นขั้นเป็นตอน และมาตรการทางการคลัง สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ในช่วงต่อไปนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กระทรวงการคลังก็ได้ดำเนินการกู้เงินเพื่อสอดคล้องกับกระแสรายได้ กระแสรายจ่าย ภายใต้ต้นทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดการดำเนินงาน ที่มีประสิทธิภาพ รอบคอบ รัดกุม เรื่องรัฐบาลก่อหนี้สาธารณะเยอะ ผมจำเป็นต้องพูด ในเรื่องนี้ เพราะท่านพูดบางประเด็นเท่านั้นเอง ท่านต้องพูดในภาพรวมของเศรษฐกิจของเรา เงินคงคลัง เงินกองทุนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เมื่อสมัยรัฐบาลปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ จะพบว่ารัฐบาลในช่วงปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ กับสมัยที่ผ่านมาคือปี ๒๕๕๘ ถึงปี ๒๕๖๒ จะพบว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีการกู้เงินเฉลี่ยปีละ ๔๐๘,๔๕๒ ล้านบาท ซึ่งกู้เงินเฉลี่ย ในแต่ละปีน้อยกว่าสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา โดยกู้เงินเฉลี่ยปีละสูงถึง ๔๔๖,๓๘๒ ล้านบาท หรือสูงกว่ารัฐบาลที่ผ่านมากว่า ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ก็เพียงย่อ ๆ มาให้รับทราบนะครับ ในช่วงปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๗ ลดการขาดดุลงบประมาณที่ท่านพูด ก็ขาดดุลมาทุกรัฐบาลนั่นละ แต่รัฐบาลนี้มีแนวทางว่ามันจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ๓ ปี ๕ ปี แล้วเราจะไปสามารถจัดทำงบประมาณสมดุลได้ในปีไหน ๆ ต้องประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี ไปข้างหน้าโน่น มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ เพราะรายได้เรากำลังสร้างเศรษฐกิจใหม่ขึ้นมานะครับ ในส่วนของหนี้สาธารณะปัจจุบันนั้นไม่เกินร้อยละ ๖๐ การทุ่มเทงบประมาณในการแก้ไข พัฒนาเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลสูงขึ้น ท่านต้องดูว่ารัฐบาลมีการดำเนินการด้านการเงิน การคลังเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้า เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัวต่อเนื่อง เลขจาก ๑.๐ ในปี ๒๕๕๗ ปี ๒๕๕๗ โต ๑.๐ และร้อยละ ๓.๙ ในปี ๒๕๖๐ แล้วร้อยละ ๔.๑ ในปี ๒๕๖๑ แต่เนื่องจากมีสงคราม ทางการค้าเศรษฐกิจโลกมีตกต่ำลงไป มันแน่นอนครับ มันต้องลดลง ทำอย่างไรมันจะ คงสภาพรักษาสภาพเดิมให้ได้มากที่สุด การที่จะเพิ่มมาก ๆ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อันนี้คือหลักการสำคัญนะครับ การดำเนินนโยบายงบประมาณขาดทุนดังกล่าวนั้นเป็นเรื่อง ของการสร้างบรรยากาศในเรื่องของการลงทุน หนี้สาธารณะวันนี้จากเดิมก่อนหน้าปี ๒๕๕๗ วันนี้ลดระดับลงจากร้อยละ ๔๓.๓ ปี ๒๕๕๗ เหลือร้อยละ ๔๒.๒ ต่ำกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ตั้งประมาณการไว้หรือตามกฎหมายพระราชบัญญัติการเงินการคลัง
นโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจทำอย่างไร คำแถลงนโยบายไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งด่วนผ่านการใช้ มาตรการทางการเงินการคลัง จะเห็นว่าไม่ได้ไปเอื้อประโยชน์กับคนรวยอย่างเดียว ดูแลเรื่องเศรษฐกิจฐานรากลำดับแรก รักษาระดับการบริโภคของภาคเอกชน ผ่านมาตรการ การคลังในการช่วยเหลือบรรเทาภาระค่าครองชีพ มุ่งเน้นให้ความช่วยเหลือประชาชนระดับ ฐานรากเป็นอันดับแรก เพราะเรามีสัดส่วนต่อประชากร สัดส่วนต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ค่อนข้างมาก ประชาชนฐานราก ณ วันนี้เรามีถึง ๑๔ กว่าล้านคน ๑๕ ล้านคน แล้วถ้าขึ้นบัญชี ขณะนี้เราขึ้นบัญชีรายได้ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี แล้ววันนี้เราเพิ่มให้ ๑๐๐,๐๐๐ ต่อปี เราต้องดูแลเขาไหมล่ะครับ นี่เขาเรียกว่าความเป็นธรรม สำหรับความเท่าเทียมคือโอกาส คือการสร้างคอนเนกทิวิตี (Connectivity) อะไรต่าง ๆ ก็แล้วแต่ สร้างออนไลน์ สร้างแพลตฟอร์ม (Platform) อะไรขึ้นมา นี่เพื่อให้เขาเข้าถึงโอกาส ไม่ว่าจะรวย ไม่ว่าจะจน เข้ามา แต่ต้องเสียภาษี ถ้าเขาต้องไปบอกว่าคนเหล่านี้ต้องพยายามเสียภาษีช่วยรัฐ ไม่ใช่พอพูดถึงทางโน้นก็ไปต้านทางโน้น พอทางนี้บอกทางนี้ไม่ทำ มันไปไม่ได้หมดหรอกครับ ประเทศ การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรเราก็มีการลดดอกเบี้ยเงินกู้อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ การกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศผ่านการท่องเที่ยว ประเทศเรามีทั้งหมด ๗๗ จังหวัด ใช่ไหมครับ น้ำท่วมไป ๓๒ จังหวัด แล้วที่เหลืออีก ๓๐ กว่าจังหวัดเป็นอย่างไร ให้เขานิ่ง ไปหมดเลยหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นมาตรการตรงนี้มาตรงไหนทำได้ก็ทำ ไม่ได้เอาเงินแจกให้ ๑,๐๐๐ บาท แจกจ่ายในอีวอลเล็ต (e-Wallet) ในเรื่องของให้ลงไปในนั้น ถ้าไม่ใช้จ่ายมันก็ ไม่ต้องจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาท ใครไม่อยากเที่ยวก็ไม่ต้องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างมาตรจูงใจ แล้วเอาเงินนี้ไปไหน ก็เข้าขึ้นทะเบียนใช้ในบัญชีนี้เท่านั้นในการจัดซื้อของสินค้าออนไลน์ ในพื้นที่ท่องเที่ยวที่กำหนดไว้ มีมาตรการชัดเจน ไม่ได้จ่ายเงินเรื่อยเปื่อยไปเรื่อย ดูให้ดีด้วย เรื่องเราต้องทำอย่างไรให้งบประมาณลงพื้นที่ให้มากที่สุด เรื่องการสนับสนุน เอสเอ็มอี (SMEs) การให้เอกชน กองทุนต่าง ๆ เราก็มีการปรับเพิ่มขึ้นตามลำดับนะครับ นี่คือการสร้าง เศรษฐกิจใหม่ของเรา เราส่งเสริม เอสเอ็มอี (SMEs) ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามต้องเน้นการรักษาวินัย ทางการเงินการคลังอย่างเคร่งครัดอย่างที่บอกมาแล้ว ถ้ารวมกันทั้งหมดทุกพรรคการเมือง เข้ามาแล้วก็ ๖ ล้านล้านบาท เท่ากับ ๒ ปีงบประมาณรายจ่ายแผ่นดิน แล้วจะเอาเงิน จากที่ไหนมา ของเก่าก็ต้องใช้ หมายความว่าของเก่าเลิกหมดเลยใช่ไหม แล้วเอาของใหม่เข้ามา ทั้งหมดเลยใช่ไหม มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทุกอย่างมันอยู่ในกรอบ ๑๒ ด้านอยู่แล้ว เดินหน้าไปทีละขั้นทีละตอน อาจจะอันนี้กำหนดไว้เท่านี้บาท เท่านี้บาท เอาครึ่งหนึ่งก่อน ได้ไหม ๑ ใน ๓ ก่อนได้ไหม ต้องดูแลคนทุกภาคส่วนไม่ใช่หรือครับ แล้วท่านก็ต้องคำนึงถึงว่า ทั้งประเทศด้วยนะ ไม่ใช่ดูแลแต่เฉพาะพื้นที่ของท่าน ไม่ใช่ รัฐบาลนี้ไม่ได้มองอย่างนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องคำนึงถึงในเรื่องกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในระดับสากลด้วย ขอโทษที่อาจพูดเร็วไป นิดหนึ่งเพราะว่าจำกัดนะครับ เพราะฉะนั้นกลุ่มประเทศสหภาพ อียู (EU) กำหนดไว้ว่า ไม่ควรขาดดุลงบประมาณเกินร้อยละ ๓ ของ จีดีพี (GDP) เพราะฉะนั้นการขาดดุล งบประมาณของไทยไม่เกินระดับที่ธนาคารโลกกำหนด นี่คือหลักเกณฑ์สากล นอกจากนั้น ฟิทช์และมูดี้ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือประเทศไทยจากระดับมีเสถียรภาพเป็นเชิงบวก รู้ไหมตัวนี้คือภายใต้เรตติง (Rating) ๓ บีบวก (3B+) แต่ก่อนเราได้แต่ บีบี (BB) ตอนนี้เป็น ๓ บีบวก (3B+) เข้าไปอีกนะครับ อย่างมากก็ บีบีบี (BBB) รวมทั้งแผนการส่งออกของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนน่าจะมีทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น แต่เราต้องใช้เวลาในการ ปรับเปลี่ยนตรงนี้ จากการเป็นเลือกตั้งนี่ละครับ ที่ผ่านมาเขาทำโครงสร้างเหล่านี้สร้างกลไก เหล่านี้ออกมา ไม่ได้เพื่อผม ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญร่างออกมาเพื่อผม ผมไม่ได้เป็นคนร่าง รัฐธรรมนูญ กมธ. เป็นคนร่าง แล้วผมไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับท่านเลย จำไว้ผมจะไม่ยุ่งกับเขา เมื่อสักครู่ท่านพูดคำว่า กลไกไปใช้อำนาจเหนือ ๓ อำนาจ ผมพูดถึงกรณีมาตรา ๔๔ ท่านอย่าเอาเฉพาะประเด็นมาพูดตรงนี้ ผมพูดถึงมาตรา ๔๔ ตรงนั้น เพื่อจะปลดล็อก เพื่ออะไรต่าง ๆ มันถึงได้อย่างไร ก็กฎใหม่เขียนอย่างนั้น ท่านเอามาตีพันกันอย่างนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้
เรื่องที่ จีดีพี (GDP) ต่ำกว่าเป้าหมายแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่หรอกครับ ผมพูดไปแล้ว
เรื่องแรงงานต่าง ๆ ว่างงานร้อยละ ๑.๑ ก็ถือว่าว่างงานน้อยที่สุด แต่ท่าน ลองไปดูสิการว่างงานมันเกิดจากอะไร เลือกงานหรือเปล่า หรือว่าเขาปรับเปลี่ยนเป็นเรื่อง ของการใช้เครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือมากขึ้นหรือไม่ รัฐบาลก็ต้องไปเตรียมมาตรการ ตรงนี้อีก ยกระดับฝีมือแรงงาน การเพิ่มคุณวุฒิต่าง ๆ เพิ่มวิชาชีพต่าง ๆ เอาคนเข้ามา ร่วมกันทำงานตรงนี้ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐบาลนะครับ
เรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็บอกไปแล้ว ๓๐,๐๐๐ บาทต่อปี อยู่ได้ไหมล่ะครับ เราต้องดูแลเขาอย่างไรล่ะ ในส่วนข้างบนก็มีกองทุนให้เขา ตรงกลาง เอสเอ็มอี (SMEs) สมอล (Small) มีเดียม (Medium) มันก็มีมาตรการอำนวยความสะดวกให้กับเขา เราไม่ได้ ช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่อย่างเดียว ทั้งหมดนั้นเดิมให้เฉพาะซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจาก ร้านค้าธงฟ้ามีทั้งหมด ๘๓,๐๐๐ ร้านค้าทั่วประเทศ วันนี้ก็ปลดล็อกไปอีกแล้ว ไปซื้อข้างนอก ก็ได้ซื้อในชุมชนก็ได้ เอาขึ้นทะเบียนก็แล้วกัน แต่ไม่ยอมขึ้นทะเบียน จะให้ผมทำอย่างไร ท่านไปช่วยผมอย่างนี้ ไม่ใช่ท่านไปตีผมข้างล่าง เขาก็ไม่ร่วมมือกับผมสักอัน แล้วท่านเป็น รัฐบาล ท่านก็จะรู้ว่าท่านก็ทำไม่ได้เหมือนกันละเข้าใจไหม ขอโทษนี่ผมไม่ได้ชี้ใครนะ มันรีบ สปีดอัป (Speed up) หน่อย
ในเรื่องการลดภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดา ก็วันนี้ท่านมาบอกภาษีมันน้อย ใช่ไหม พอผมจะขึ้นภาษีหรืออะไรพูดเรื่องภาษีไม่ได้เลย วันนี้ท่านบอกว่า แล้วจะขึ้นอย่างไร เอาไว้ท่านเป็นรัฐบาลท่านลองขึ้นดูก็แล้วกัน พูดมานั่นก็ โอเค (OK) น่าฟังทั้งหมด น่าเชื่อถือ หมดเลยนะ แต่เวลาทำมันคนละเรื่อง ไปเรียนรู้มาอีกสักหน่อยแล้วกันค่อยพูดนะครับ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี ๒๕๖๒ ช่วยใคร ว่าไปแล้วนะครับ
ต่อไปเรื่องของมาตรการ ชิมช้อปใช้ก็พูดไปแล้ว
แจกเงินเกษตรกรผ่าน ธ.ก.ส. เมื่อสักครู่บอกวงเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ อะไรนะ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทใช่ไหม มันใช้ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจากไหน ไปดูสิรายละเอียด ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันใช้เงินจากตรงไหน ใช้ ธ.ก.ส. ใช่ไหม ต้องกู้เงินแต่ละกิจกรรม ใช่ไหม ถ้าไม่กู้ก็ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ใช่หาเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจากไหนเอามาใช้ตรงนี้ ไม่ใช่เลย ไปดูใหม่นะครับ วันนี้ว่าจะพูดเสียงไม่ดังนะ แต่ต้องขอโทษด้วยท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเพราะว่าผมนั่งตั้งแต่เช้าแล้วนะ ไม่โมโหใครเลยนะ ยิ้มเห็นไหม ผมยิ้มตลอด
แล้วสิ่งอื่น ๆ เศรษฐกิจปัจจุบันเหมือนปี ๒๕๔๐ ไม่เหมือน ยืนยันว่า ไม่มีเหมือน
สถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างที่บอกแล้ว หนี้ครัวเรือนวันนี้ ถ้าเรามองว่าหนี้ ครัวเรือนสูงขึ้น ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ดูมันสูง ไปดูสิครับรายละเอียด ปลีกย่อยในหนี้ครัวเรือน มันเป็นหนี้ประเภทไหนบ้างใช่ไหม หนี้ที่มีมูลค่า หนี้เรื่อง ประกอบการธุรกิจครัวเรือน แต่ก่อนไม่มีหรอกครับหนี้ครัวเรือนในบุคคลธรรมดากู้เงินไปทำ ธุรกิจ เพราะฉะนั้นอีกอันหนึ่งก็หนี้ครัวเรือนที่เกิดจากการอุปโภคบริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ เป็นเพียงร้อยละ ๖.๓ ของหนี้ครัวเรือนทั้งหมด สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับต่ำ ลดลงจากอดีตที่เคยสูงถึง ๕.๔ วันนี้ ๓.๓