ประยุทธ์ ยันเศรษฐกิจไทยดีขึ้น ชี้ดัชนีการค้า-การเงินพัฒนา

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ชี้แจงสถานการณ์เศรษฐกิจไทย เน้นย้ำความเชื่อมั่นในตัวเลขเศรษฐกิจและผลการดำเนินงานของรัฐบาล พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายพิจารณาข้อมูลอย่างเป็นระบบและสนับสนุนนโยบายเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม

ขออีกนิดเดียวครับ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ผมจำเป็นต้องชี้แจงเพราะมันมีการกล่าวตรงนี้เข้ามานะครับ เรื่องเศรษฐกิจประเด็นที่กล่าวมาเมื่อสักครู่ วันนี้อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของ ประเทศไทยบ้าง ถ้าท่านไม่เชื่อมั่นกันเองแล้วใครจะเชื่อนะครับ ท่านไม่เชื่อ ท่านก็อ้างว่า รัฐบาลเอาตัวเลขมาจากไหน มันก็จำเป็นต้องมีตัวเลขพวกนี้ขึ้นมา ถ้าไม่ใช้หลักการบริหาร แบบนี้มันสะเปะสะปะไปหมด แล้วมันทำอะไรไม่ได้ มันจัดสรรงบประมาณไม่ได้เลย องค์ประกอบดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ส่วนรวมดีขึ้น ด้านระบบการเงิน อันดับที่ ๑๔ ของโลก คะแนน ๘๔ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ด้านขนาดของตลาด ประเทศไทยจัดอันดับอยู่อันดับที่ ๑๘ ของโลก ๗๔ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดูอิง บิสซิเนส ๒๐๑๙ (Doing Business 2019) ได้รับคะแนน อีส ออฟ ดูอิง บิสซิเนส (Ease of doing business) เป็น ๗๘.๔๕ สูงสุดเป็นอันดับ ๓ ของอาเซียน (ASEAN) คะแนน ที่เพิ่มขึ้น การขอใช้ไฟฟ้า การจดทะเบียนทรัพย์สิน ด้านคุ้มครองลงทุน ด้านชำระภาษี ด้านการแก้ปัญหาการล้มละลาย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าเราพยายามทำให้ดีที่สุด ในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า ๕ ปีที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลก่อนหน้าการเลือกตั้งก็ตาม และผม ก็เคารพในหลักการของรัฐธรรมนูญทุกตัว ทุกตัว เพราะฉะนั้นก็จำเป็นต้องฟังผมบ้าง ผมไม่เคยที่จะไปล่วงละเมิด ไม่มีจะทำอะไรให้เสียหาย เพราะฉะนั้นขณะนี้ผมก็รายงาน เรียนอย่างนี้ว่า เราประมาณการไว้ คำว่า ประมาณการ ก็คือประมาณการรายได้แต่ละปี แต่ละปี หรือ ๓ ปีข้างหน้า หรือ ๕ ปีข้างหน้า มันไม่มีประมาณการแบบนี้ ๑ ปี ๓ ปี ๕ ปี หนี้จะขึ้นเท่าไร รายได้จะมาจากที่ไหน มันก็ต้องมีประมาณการตัวนี้ รายได้เก็บต่ำ มันก็เก็บ ต่ำเป็นเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่าในปี ๒๕๕๙ รายได้ประมาณสุทธิ ๒.๓ ล้านล้านบาท พอปี ๒๕๖๑ รายได้ประมาณสุทธิได้ ๒.๕ ล้านล้านบาท จาก ๒.๓ ล้านล้านบาท เป็น ๒.๕ ล้านล้านบาท ปี ๒๕๖๒ รายได้ประมาณสุทธิจากเมื่อสักครู่นี้ ๒.๕ ล้านล้านบาท มาเป็น ๒,๕๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เพิ่มขึ้นอีก ๒.๕ ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกเป็นภาษี หลายประเภท กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่น ทีนี้ถ้าท่านไปดูตัวเลข ท่านอาจจะเอาตัวเลขรายไตรมาสมาดู วันนี้มันมี ๔ ไตรมาส เข้าใจหรือไม่ ต้องไปดูปลายปีนั้นอีกที เก็บภาษีได้อย่างไร บางอย่างมันก็เพิ่มขึ้น บางอย่าง ก็ลดลงตามสถานการณ์ ตามราคาน้ำมันที่ท่านเห็นอยู่ ภาษีส่วนใหญ่เรามาจากน้ำมันเยอะ ปี ๒๕๖๓ คาดการณ์ว่ารัฐบาลมีรายได้สุทธิ ๒,๗๓๑,๐๐๐ ล้านบาท นั่นก็คือตัวเลข ประมาณการรายได้ ซึ่งเทียบเคียงจากปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๖๒ มาปี ๒๕๖๓ ตัวเลข มันควรจะเป็นเท่านี้ ถ้ามันจะต่ำกว่านี้หรือมันจะมากกว่านี้ มันก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะปฏิรูป เศรษฐกิจอย่างไร มี อีอีซี (EEC) มีอะไรต่าง ๆ ซึ่ง ๕ ปีข้างหน้าทุกอย่างจะเริ่มตอบแทนเข้ามา เราต้องมีการลงทุน ต้องมีนโยบายในเรื่องของการสร้างแรงจูงให้เขามาลงทุน ให้ย้ายฐานการผลิต มาประเทศไทย ถ้าทำแบบเดิมมันไม่เกิดอะไรขึ้นทั้งสิ้นในโลกใบนี้วันนี้ อย่ามองทางด้านเดียว เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีตัวเลขประมาณการอย่างนี้ ปี ๒๕๖๓ ๒.๗ ล้านล้านบาท เราก็ ประมาณการไว้ ๓.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ขาดดุลนั่นละ แต่ขาดดุลมันไปอะไร มันไปหนัก เรื่องการลงทุน ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก่อนหน้านี้เคยมีถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ผมถามหน่อยสิ ย้อนกลับไปดูบ้าง ใช้เงินกันอย่างไรตอนหน้าโน้น ผมก็จำเป็นต้องกล่าวอ้างไปด้วย ภาษีท้องถิ่นท่านบอกว่ามี ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็พูดอยู่อย่างนี่ละ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เขาใช้ไปเท่าไรแล้ว เขาใช้ด้วยอะไร เขาใช้ไปได้อย่างไร ท้องถิ่น ก็ได้รับงบประมาณไปทำถนนหนทางทำอะไรเยอะแยะไปหมดแล้ว มันเหลือไม่ถึงหรอกครับ เงินสะสม แต่ละที่มันมีไม่เท่ากัน การจะเอามาใช้ทั้งหมดมันใช้เท่ากันไม่ได้หรอก มันของใคร มากน้อยอย่างไรก็ต้องเป็นเรื่องของเขาตกลงกันออกมาว่าจะทำใช้ได้เท่าไร เพราะฉะนั้น ท่านก็พูดตัวเลขซ้ำ ๆ อยู่อย่างนี้ ต้องติดตามพัฒนาการทางตัวเลขเหล่านี้การบริหารราชการ ของส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ถ้าท่านไม่เอาตัวเลขมาเป็นหลักการท่านพูดอะไร เดี๋ยวผมก็เกรงว่าประชาชนจะเชื่อ ผมไม่ได้ไปพูดกับท่าน ผมพูดกับท่านประธาน แล้วผมพูด กับประชาชนที่ฟังอยู่ทางบ้าน สุดแล้วแต่ว่าท่านจะตัดสินอย่างไรว่าจะเชื่อใคร เชื่อผมหรือเปล่า ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดเป็นตัวเลขที่ทำมาข้าราชการ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เขาทำมา ทุกกระทรวง นี่คือเฉพาะกระทรวงเดียวเรื่องการเงินการคลังอย่างเดียว มีอีก ๑๙ กระทรวง แล้วไม่ฟังเขาแล้วจะฟังใคร เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนไปด้วยแล้วกัน วันนี้ขอบพระคุณ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายนะครับ จะเห็นว่าผมก็ยิ้มให้ท่าน ท่านหมอ ท่านอะไร ผมยิ้มหมด ขออนุญาตกล่าวนาม วันนี้จะเห็นได้ว่าผมดุเดือดน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมรักท่าน ทุกคนนั่นละ เพราะท่านคือคนไทยของประเทศไทยประเทศนี้ ท่านไม่ใช่คนประเทศอื่น เอากันให้เป็นให้ตายกันหรืออย่างไร แล้วประเทศจะอยู่ตรงไหนครับ จะอยู่ตรงไหน ประชาชนของท่านจะอยู่ตรงไหน เอาละขอจบคำชี้แจงเพียงเท่านี้ สวัสดีครับ กราบเรียน ท่านประธาน ขอบคุณครับ