อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สอดคล้องของพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่ตัดทอนถ้อยคำเกี่ยวกับการรักษาและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่งผลให้การบริหารราชการขาดความชอบธรรมและอาจขัดหลักนิติธรรม โดยย้ำถึงบทบาทสำคัญของสภาในการตรวจสอบและเรียกร้องความโปร่งใส พร้อมเสนอให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการลาออกเพื่อคืนความเชื่อมั่นและความชอบด้วยกฎหมายให้กับระบอบประชาธิปไตย.
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขตสายไหมจากพรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะขออนุญาตอภิปรายทั่วไปนะครับ เป็นการอภิปรายเพื่อขยายความ ต่อจากท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ทั้งนี้ก็เพื่อจะเสนอแนะและจะซักถาม ปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี กรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำ การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผลของกฎหมายข้ออื่น ๆ ที่อาจจะ ตามมา อันเนื่องมาจากการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่สมบูรณ์ดังกล่าว ท่านประธานที่เคารพ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตทำความเข้าใจผ่านท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชน แล้วก็เพื่อน สมาชิกของเรา เมื่อสักครู่ที่ฟังท่านวีระกร คำประกอบ ขออนุญาตที่ต้องเอ่ยนามท่านนะครับ โดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกที่อาจจะลุกขึ้นมาประท้วง โดยใช้เหตุผลว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้น มีคำวินิจฉัยในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณไปเป็นที่เรียบร้อย ใช่ครับท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญเองก็ได้มีคำวินิจฉัยมาแล้วจริง ๆ นะครับ เป็นคำสั่งว่า ไม่ได้รับเรื่องนี้ไว้วินิจฉัย เพราะถือว่าเป็นเรื่องระหว่างคณะรัฐมนตรีกับสถาบันนะครับ จึงไม่อยู่ในเขตอำนาจของศาล ซึ่งเรื่องที่บุคคลร้องเรียนไปในกรณีนี้ก็ยุติลงไปในชั้น ของศาลรัฐธรรมนูญไปเป็นที่เรียบร้อย แต่กระผมต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้มีคำสั่งมาแล้ว แต่คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้อง แล้วก็ไม่ได้ผูกพันกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้แต่อย่างใด เพราะว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวนะครับ มีคำวินิจฉัยว่าไม่รับเรื่องไว้วินิจฉัย เท่านั้น ที่ผมต้องกล่าวเช่นนี้ เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ทำหน้าที่ตรวจสอบทางกฎหมาย ส่วนสภาของเราก็ทำหน้าที่ในการตรวจสอบทางการเมืองด้วยกระบวนการทางการเมือง ด้วยเกมทางการเมืองนะครับ ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ศาลได้พิจารณาไปเรียบร้อยแล้วนะครับ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติใด ๆ ที่จะห้ามสภาไม่ให้มีความเห็นแตกต่างไปจากนี้ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างผ่านไปทางท่านประธานเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ จะได้ไม่เข้าใจผิด ในการทำงานของพวกเราฝ่ายค้านนะครับ ยกตัวอย่างเช่น พระราชกำหนดที่สภาส่งไปให้ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย โดยเห็นว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญเองอาจจะเห็นว่า การออกพระราชกำหนดดังกล่าวนั้นชอบตามรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้ห้ามให้สภาอาจจะ ตีตกไปด้วยการลงมติไม่รับพระราชกำหนดอันนั้น หรือถึงแม้ศาลรัฐธรรมนูญเองจะมีคำสั่ง หรือว่าคำพิพากษา ก็ไม่มีข้อห้ามที่พี่น้องประชาชนจะวิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษา ซึ่งทั้งหมด ที่ผมได้กล่าวนั้นเป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๘ อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความสบายใจนะครับ สิ่งที่ผม จะอภิปรายในวันนี้จะไม่มีเรื่องราวใด ๆ ที่ไปเกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กระผมจึงต้องขออนุญาตทำความเข้าใจล่วงหน้าผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ท่านใดจะลุกขึ้นมาประท้วงด้วยเหตุผลนี้จะได้กรุณาเข้าใจในคำชี้แจงนะครับ จะได้ไม่ต้อง เสียเวลาสภาของเรา
ขออนุญาตเข้าเรื่องครับ ท่านประธานที่เคารพครับ รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ กระผมอนุญาตอ่านนะครับเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ข้าพระพุทธเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือถ้อยคำเต็ม ที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ แต่จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ เป็นข้อเท็จจริงที่เขา พูดคุยแพร่หลายกันในสังคม หรือจะปรากฏโดยทั่วไปจากการนำเสนอของสื่อมวลชน ในเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณนะครับ ปรากฏชัดเจนครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีจงใจหรือไม่จงใจ ก็สุดแล้วแต่ เดี๋ยวท่านก็คงจะต้องลุกขึ้นมาตอบคำถามกับสภาแห่งนี้ แต่ที่ชัดเจนแล้วก็เป็น ตัวท่านแน่ ๆ ก็คือเป็นผู้ที่นำถวายสัตย์ปฏิญาณและได้ตัดถ้อยคำตอนสุดท้ายออกไป ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้อยคำท่อนสุดท้ายที่ถูกตัดออกไปคือ ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติ ตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ การจงใจ ตัดถ้อยคำดังกล่าวออกจากการถวายสัตย์ปฏิญาณจึงมีปัญหาตามมาภายหลังครับว่า คณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และที่สำคัญก็คือหากมัน ชอบตามที่นักวิชาการด้านกฎหมายส่วนใหญ่เขาแสดงเหตุผลออกมาก่อนหน้านี้จะมีผล ทางกฎหมายตามหลังมาอย่างไรบ้างครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมลงรายละเอียด นิดหนึ่งเพื่อให้เห็นภาพ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นถือเป็นขนบหรือเป็นแบบแผนที่กระทำ ต่อเนื่องกันมา ซึ่งปกติก็ใช้คำว่า ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งก็หมายถึง ธรรมเนียมแล้วก็ประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมา ซึ่งหากขนบธรรมเนียม ดังกล่าวนั้นเป็นที่ยอมรับ พี่น้องประชาชนของรัฐก็ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน ขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีเหตุผลแล้วก็ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงามนี้นะครับ สิ่งนี้มีผล ต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้าง สิ่งนี้ต่อไปก็จะไปเป็นกฎหมาย ยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านประธาน ได้เห็นภาพนะครับ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในบรรพ ๕ ครอบครัว ก็บัญญัติ ชัดเจนนะครับ ให้บุตรจำต้องเลี้ยงดูอุปการะบิดามารดา หรือบิดามารดาเองก็ต้องอุปการะ เลี้ยงดูบุตรตามสมควรในระหว่างที่บุตรเป็นผู้เยาว์ หรือในส่วนที่เป็นขนบธรรมเนียมที่มีผล ต่อผู้คนในสังคมใดสังคมหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งหมด ก็อาจจะออกมาเป็นระเบียบก็ได้ เป็นคำสั่ง หรือข้อบังคับรองรับก็ได้ครับ ท่านประธานครับ เช่น ข้อบังคับของทหารว่าด้วย การแสดงความเคารพ สวมหมวกก็วันทยหัตถ์ ส่วนเวลาที่เขาถอดหมวกก็โค้งคำนับกัน โค้งคำนับสำหรับนายทหารตำแหน่งชั้นสัญญาบัตร ส่วนชั้นประทวนก็ยืนตรง หรือแม้แต่ ประเพณีการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง ถ้าหากว่าเป็นประมุขของรัฐเขาก็ยิงสลุตกัน ๒๑ นัด ส่วนหัวหน้ารัฐบาลอย่างท่าน พลเอก ประยุทธ์ เขาก็ยิงสลุตให้ ๑๙ นัด เป็นต้น ท่านประธานครับ ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดเพียงเพื่อจะบอกว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็เฉกเช่นกันครับ ถือเป็นขนบธรรมเนียมที่ถูกต้อง เป็นขนบธรรมเนียมที่ดีงาม แล้วก็ยัง เป็นไปตามประเพณีสากลที่เขาถือปฏิบัติสืบต่อกันมาก่อนเข้ารับตำแหน่ง ท่านประธานครับ ประเทศไทยภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง การถวายสัตย์ปฏิญาณให้บัญญัติเอาไว้ ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๔๙๒ ซึ่งจากนั้นก็อาจจะมี ขาดหายไปในยามที่มีการใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว เพราะว่าเกิดการรัฐประหารครับ แต่เมื่อเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรก็จะมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ ทุกฉบับครับ จนกระทั่งล่าสุดแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ก็ยังมี บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ในมาตรา ๑๙ วรรคสอง และรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันนั้นบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖๑ ท่านประธานครับ จากที่ผมกล่าวมาแล้วทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการถวายสัตย์ถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้นผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะเป็นใคร ก็แล้วแต่ก็บัญญัติเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นกฎหมายต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณมีความหมายชัดเจน ก็คือการถวายคำมั่นสัญญา เป็นความจริงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรงนี้ถือเป็นพิธีกรรมอย่างเป็นทางการนะครับ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าจะมีผู้ที่จะเข้ามาทำงานด้านบริหารคนใหม่แทนคนเก่าที่หมดวาระไป โดยการให้คำมั่นสัญญาทั้งต่อองค์พระประมุข แล้วก็เป็นการให้คำมั่นสัญญาต่อ พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยผ่านทางองค์พระประมุขครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ จึงบัญญัติให้ก่อนการเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระมหากษัตริย์ หากไม่ได้กระทำหรือกระทำไปไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์ก็ยังเข้ารับหน้าที่ ไม่ได้ครับ แต่ที่สำคัญอย่างยิ่งครับ กิจการที่มันเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่สมบูรณ์ กิจการใด ๆ ของรัฐบาลก็แล้วแต่ที่ทำต่อไปหลังจากนั้นก็อาจจะไม่สมบูรณ์ หรืออาจจะเป็นโมฆะได้เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ทำไมเรื่องนี้จึงมีความสำคัญครับ แล้วก็ฝ่ายค้านอย่างพวกกระผมหมดโอกาสที่จะปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่รับผิดชอบ จึงเป็นที่มาว่าทำไมเราจึงต้องเข้าชื่อเพื่อที่จะยื่นอภิปรายตามมาตรา ๑๕๒ ในวันนี้ กระผม ต้องขออนุญาตอธิบายท่านประธานเพิ่มเติมครับ กรณีของการให้คำมั่นสัญญาก่อนการ เข้ารับตำแหน่ง เพื่อให้ท่านประธานได้มองเห็นว่าการปฏิบัติในเรื่องของการให้คำมั่นสัญญา ดังกล่าวนั้นมีความสำคัญอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ การให้คำมั่นสัญญา กับพี่น้องประชาชนก่อนการเข้ารับตำแหน่ง ขยายความจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้อธิบายไปเมื่อสักครู่ถือเป็นประเพณีสากลที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านาน แต่ละประเทศก็อาจจะมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดจะเป็นในประเทศเราหรือว่า ในหลายประเทศก็แล้วแต่ ก็จะมีความหมายไปในทิศทางเดียวกันทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทย ของเรา เรามีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เสร็จจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว องค์พระมหากษัตริย์ก็จะทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการ ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง พระปฐมบรมราชโองการของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๑๐ ก็คือเราจะสืบสานรักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป โดยพระองค์ท่านได้ทรงประกาศต่อพี่น้องประชาชน ต่อพสกนิกรของท่าน เนื่องจาก พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ พระองค์ท่านจึงประกาศเจตนารมณ์ ต่อพสกนิกรทั้งประเทศ แล้วก็รวมทั้งที่มาเข้าเฝ้าฯ ส่วนในต่างประเทศ เช่น ประเทศ สหรัฐอเมริกาที่มีประธานาธิบดีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารก็มีพิธีสาบานตนในการ เข้ารับตำแหน่งเช่นกัน ภายหลังสาบานตนประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ขึ้นมากล่าวปราศรัย กับผู้ที่เข้าร่วมพิธีสาบานตนอย่างเป็นทางการ แล้วเขาก็บอกแนวทางการทำงาน ภาระหน้าที่ ของประธานาธิบดีครับ เขาจะนำพาประเทศไปในทิศทางใด ก็เหมือนกันกับที่ ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ไม่ได้แตกต่างกันนะครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดจึงอาจจะกล่าวได้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือการสาบานตน เข้ารับตำแหน่ง ถือเป็นหนึ่งในพิธีกรรมของการเริ่มต้นใช้อำนาจของฝ่ายบริหารที่ทุกประเทศ เขาถือปฏิบัติกันมาจนเป็นพิธีกรรม และที่สำคัญครับท่านประธาน ถือเป็นรูปแบบ ตามกฎหมายที่ฝ่ายบริหารจะต้องทำอย่างถูกต้อง ทำอย่างครบถ้วน ให้เป็นไปตามพิธีกรรม แล้วก็รูปแบบนั้น ๆ ท่านประธานครับ หากไม่ทำให้ครบถ้วน การถวายสัตย์ปฏิญาณ หรือการสาบานตนถือว่าไม่สมบูรณ์ครับ ยังเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด เคยเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เกิดมาแล้วครับ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ต้องสาบานตนใหม่ เพราะกล่าวถ้อยคำที่ไม่ครบถ้วนครับ ท่านประธานครับ ในสังคมของมนุษย์การมีปฏิสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นในทางกฎหมาย ซึ่งเรียกว่า นิติสัมพันธ์ หรือในทางสังคมก็จะต้องมีข้อตกลงของการมีปฏิสัมพันธ์หรือการ อยู่ร่วมกันเสมอ โดยทางกฎหมาย ก็คือการทำสัญญาของทั้ง ๒ ฝ่าย ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน ตามสัญญา ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดผิดสัญญาอีกฝ่ายก็เกิดสิทธิในการที่จะเรียกร้องตามกฎหมาย แม้แต่ในทางสังคมหรือทางศาสนาครับ หากการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมีผลกระทบ ต่อผู้อื่นในภาพรวมก็ต้องมีการให้คำมั่นสัญญาเช่นกัน ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลยครับ ประเพณีการสู่ขอที่ฝ่ายชายจะต้องให้คำมั่นสัญญากับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง ก็ต้องสัญญา ว่าจะดูแลฝ่ายหญิงให้สมฐานะ หรือการขอบวชครับ ผู้ขอบวชยังต้องให้คำมั่นถือเอา พระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นต้น เพราะฉะนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณซึ่งยิ่งใหญ่กว่านั้นครับ คือการถวายคำมั่นสัญญาอันเป็นความจริงต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็เป็นการให้ คำมั่นสัญญาที่เป็นความจริงกับพี่น้องประชาชนผ่านองค์พระมหากษัตริย์ที่เป็นพระประมุข จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานที่เคารพครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณมีทั้งส่วนที่ เป็นพิธีกรรมและส่วนที่เป็นรูปแบบอันเป็นสารบัญญัติ โดยส่วนที่เป็นพิธีกรรมนั้นก็คือการที่ ฝ่ายบริหารจะต้องทำการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ ทั้งนี้เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ บัญญัติเอาไว้ อำนาจอธิปไตย เป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณก็คือการที่คณะรัฐมนตรีอันเป็นฝ่ายบริหาร ต้องถวายคำมั่นสัญญากับ พระมหากษัตริย์ ให้คำมั่นสัญญากับพี่น้องประชาชนโดยผ่านพระมหากษัตริย์ผู้ทรงใช้อำนาจ นั้นแทน ซึ่งจะต้องพูดด้วยถ้อยคำที่กำหนดบัญญัติเอาไว้ตามรัฐธรรมนูญเท่านั้นเป็นอย่างอื่น ไม่ได้ครับ สำหรับรูปแบบที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติครับ ตรงนี้ก็ถือเป็นสาระสำคัญ ซึ่งเมื่อสักครู่ได้พูดไปแล้วว่าหากกระทำไปไม่ครบถ้วนไม่ถูกต้องตามรูปแบบ สิ่งนั้นก็เสียเปล่า ไม่สมบูรณ์ เป็นโมฆะ ซึ่งนำไปใช้บังคับต่อจากนั้นไม่ได้ เพื่อให้ท่านประธานได้เห็นภาพ ชัดเจนมากขึ้นนะครับ กระผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างเรื่องรูปแบบของกฎหมาย เป็นการ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เพื่อจะชี้ว่าถ้ารูปแบบไม่ถูกต้องการกระทำดังกล่าวถือเป็นโมฆะ เพื่อให้เป็นตัวอย่าง พี่น้องประชาชนจะได้เห็นว่ารูปแบบกฎหมายสำคัญ เช่น การกู้ยืมเงิน ตั้งแต่ ๕๐ บาทขึ้นไป กฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของฝ่ายที่ต้อง ถูกบังคับ ถ้าเกิดเขายืมกันไม่มีหนังสือนะครับ ไม่ได้ทำเอกสารหนังสือนั้น สิ่งนั้นจะนำไป ฟ้องร้องบังคับต่อไปก็ไม่ได้ หรือว่าการเป็นพยานก็เช่นเดียวกัน กฎหมายกำหนดเลยนะครับ ให้คนที่ทำหน้าที่เป็นพยานต้องสาบานตนก่อนเบิกความต่อศาล หากพยานไม่ได้สาบานตน คำเบิกความของพยานปากนั้นย่อมรับฟังไม่ได้ เพราะไม่ได้ทำตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ท่านประธานที่เคารพ การถวายสัตย์ปฏิญาณก็เฉกเช่นกันถือเป็นการกระทำตามรัฐธรรมนูญ เมื่อกระทำไปไม่ครบถ้วนหรือไม่ได้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ การกระทำดังกล่าว ย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายเช่นเดียวกันนะครับ ผมอธิบายให้เห็นรูปแบบของกฎหมาย ที่ไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องเป็นโมฆะ ผมคิดว่าสภาแห่งนี้คงจะเห็นภาพชัดเจน โดยเฉพาะ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมจะขออนุญาต กลับมาลงรายละเอียดในส่วนที่เป็นถ้อยคำ ขยายความจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้พูดเมื่อสักครู่ เพื่อเพิ่มความชัดเจน แล้วก็เพิ่มความเข้าใจในเรื่องนี้ ให้ถ่องแท้มากขึ้น ท่านประธานครับ ถ้อยคำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ผู้ปฏิญาณตน ต้องกล่าวตาม คือส่วนที่เป็นสารบัญญัติประกอบไปด้วยองค์ประกอบที่สำคัญยิ่ง ๓ เรื่อง ด้วยกัน
ข้อที่ ๑ ผู้ปฏิญาณตนจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศ ของเรามีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และองค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะที่เป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะละเมิดมิได้ นอกเหนือไปจากนั้นครับ พระมหากษัตริย์ยังทรงมีฐานะเป็นสัญลักษณ์ของความเป็น ชาติไทย ดังปรากฏตามธงชาติที่ประกอบด้วยไตรรงค์อันหมายถึง ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ส่วนท่อนที่ ๒ ผู้ปฏิญาณตนจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ความหมายข้อนี้ชัดเจนอยู่ในตัวแล้วนะครับ เป็นความชัดอยู่ในถ้อยคำ ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพื่อเสียเวลาสภาแห่งนี้แต่อย่างใดนะครับ
ส่วนท่อนที่ ๓ ซึ่งเป็นท่อนที่เป็นปัญหา ผู้ปฏิญาณตนจะต้องรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้อยคำส่วนนี้เป็นส่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ตัดออกไปทั้งประโยค อันจะเป็นผลให้การถวายสัตย์ปฏิญาณตามที่บอก ไม่ได้กล่าวถ้อยคำให้ครบถ้วนผล ของกฎหมายที่ตามมาภายหลังจะเป็นอย่างไร การถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่สมบูรณ์แบบนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ท่านประธานครับ เหตุที่ผมต้องกล่าวว่า ถ้อยคำในส่วนสุดท้ายมีความสำคัญ เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยของเราเป็นสังคมนิติรัฐ ที่เราเรียกว่า ลีกัล สเตต (Legal State) หมายความว่าสังคมที่เราใช้กฎหมายเป็นหลักในการปกครอง โดยมี รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญยังมีบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของพี่น้องประชาชน ชาวไทยเอาไว้ในหมวด ๓ ครับ และในหมวด ๕ ก็เป็นเรื่องหน้าที่ของรัฐ แล้วก็แนวนโยบาย แห่งรัฐในหมวด ๖ นี่คือสิ่งที่เชื่อมต่อเชื่อมโยงกับพี่น้องประชาชน หมวด ๓ หมวด ๕ และหมวด ๖ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นใน ๓ หมวดที่ผมกล่าวไปแล้วนี้ ทั้งเรื่องของคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย ทั้งเรื่องของหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หรือในส่วนที่เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ ทั้ง ๓ ประการนี้จะต้องสอดคล้องกับที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณในครั้งนี้ ลำพังการให้สัญญา กับพี่น้องประชาชนว่าคณะรัฐมนตรีจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพียงอย่างเดียว ตามที่ท่านได้นำถวายสัตย์ปฏิญาณโดยตัดทิ้งท่อนสุดท้าย เรื่องที่จะรักษาและปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญออกไป เลยอาจแปลความได้หลายเรื่องด้วยกันครับ เช่น ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลอาจจะไม่เคารพสิทธิเสรีภาพของพี่น้องประชาชนในประเทศนี้ใช่หรือไม่ หรือรัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดได้หรือเปล่า เห็นหรือไม่ครับท่านประธานมีปัญหาจริง ๆ ผมยกตัวอย่างครับ เช่น ถ้านายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีอาจจะทำหน้าที่ของท่านด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ท่านไม่ได้โกงครับ ท่านไม่ได้คอร์รัปชัน แต่ว่าถ้าเกิดท่านไม่จัดให้พี่น้องประชาชนได้เรียนฟรี ซึ่งกำหนดเอาไว้ ตามรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่าไม่มีงบประมาณ ตรงนี้ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นการคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของพี่น้องประชาชน แต่หากท่านไม่ดำเนินการก็ไม่มีใครไปฟ้องร้องกล่าวหาว่า ท่านทุจริตต่อหน้าที่ตามมาตรา ๑๕๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาได้ หรือเอาที่ใกล้ที่สุดครับ ท่านประธาน คือการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ท่านไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้แสดงแหล่งที่มาของงบประมาณแต่อย่างใด หลังจากการแถลงนโยบาย ท่านถวาย สัตย์ปฏิญาณแล้วก็แถลงนโยบาย ผ่านไปแค่อาทิตย์เดียว ท่านก็ออกมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจวงเงินสูงถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ มาตรการนี้ผมคิดว่าคณะรัฐมนตรีทุกท่าน พึงพอใจ ก็มีการออกมาพูดคุย ภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าตีปี๊บ แต่คนส่วนใหญ่เขาตั้งคำถาม ว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาททำได้แค่นี้เองหรือเปล่า หนึ่งในมาตรการดังกล่าวก็คือการแจกเงิน คนละ ๑,๕๐๐ บาท ให้ไปเที่ยว ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะครับ ตัวอย่างที่กระผม ยกขึ้นมาให้ท่านประธานได้พิจารณา จะเห็นว่าเราไม่สามารถเอาผิดท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีในประเด็นความซื่อสัตย์สุจริตได้เลย แล้วก็ไม่สามารถกล่าวหาว่า ให้ท่านประธานได้พิจารณา จะเห็นว่าเราไม่สามารถเอาผิดท่านนายกรัฐมนตรีและ คณะรัฐมนตรีในท่านทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ หรือมากไป กว่านั้น หากพวกฝ่ายค้านของเราจะนำเรื่องดังกล่าวนี้ไปอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ท่านก็คงอ้างละครับว่าท่านไม่ได้ทำอะไรที่ผิดไปจากการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เพราะท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่เคยสัญญาว่าจะทำตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ใครเป็นคนเสียหาย คนที่เสียหายเป็นพี่น้องประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยใช่หรือไม่ครับ เป็นพี่น้องประชาชนที่ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ท่านไม่ยอมให้คำมั่นสัญญาที่จะทำตามรัฐธรรมนูญหรือเปล่า เพราะฉะนั้นการให้สัญญาว่าจะรักษาและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน มีความหมายสำคัญอย่างยิ่งกับ พี่น้องประชาชนของเราครับ หากคณะรัฐมนตรีไม่ได้ให้คำมั่นดังกล่าว ผมคนหนึ่งละครับ ในฐานะผมเป็นประชาชนในประเทศนี้ ท่านไม่ให้คำมั่นสัญญากับผม ผมจะให้ความไว้วางใจ ให้ท่านบริหารประเทศนี้ได้หรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยกตัวอย่างครับ เปรียบเสมือนคนมาสู่ขอลูกสาว นายกรัฐมนตรีครับ ผมมีลูกสาว ๔ คน ท่านนายกรัฐมนตรีก็มีลูกสาว ถ้าเกิดผู้ชายคนที่เขา จะมาขอลูกสาวเรา เขารับปากว่าจะรัก แต่เขาไม่รับปากว่าจะดูแล แล้วก็ให้เกียรติกับ ลูกสาวของเราให้สมเกียรติตลอดไป ผมคนหนึ่งละครับ ผมไม่ยกลูกสาวให้ ท่านนายกรัฐมนตรีจะยกลูกสาวให้ไหมครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ การให้ คำมั่นสัญญากับประชาชน ตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คำมั่นสัญญากับประชาชนตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐบาล ผมทบทวนครับท่านประธาน ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรีจะต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะทำหน้าที่ด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน และสุดท้ายที่ท่านตัดทิ้งไป แปลความนะครับ จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จะทำหน้าที่ของ รัฐตามรัฐธรรมนูญ และจะดำเนินนโยบายให้เป็นไปตามแนวนโยบายของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ ผมยืนยันทั้ง ๓ ส่วนนั้นมีความสำคัญจะขาดตอนหนึ่งตอนใดไป ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเมื่อคณะรัฐมนตรีได้ถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยถ้อยคำไม่ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ ก็คือการไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องประชาชน และการถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นโมฆะหรือเปล่า คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่อยู่ขณะนี้ เข้ารับหน้าที่ได้หรือเปล่า การกระทำที่ต่อจากนั้นเป็นปัญหาตามมาภายหลังเยอะแยะเลย เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจทั้งสิ้นใช่หรือไม่ ท่านมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้มีสิทธิ มาแถลงกันหรือเปล่า เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณที่ยังไม่สมบูรณ์ แล้วนอกเหนือไปจากนั้น เดี๋ยวจะมีคนมาลงรายละเอียด นโยบายที่ท่านนำมาแถลงนโยบายที่นี่ตามมาตรา ๑๖๒ ไม่แสดงแหล่งที่มาของรายได้อีก เหมือนที่ผมกล่าวมาก่อนหน้านี้ ผมเข้าเรื่องนี้สักนิดหนึ่ง การที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ ใช้เงินมหาศาล ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ได้บอกแหล่งที่มาของรายได้เอาไว้ในคำแถลงนโยบาย แล้วอย่างนี้พี่น้องประชาชนจะติดตามตรวจสอบกันได้อย่างไร นอกจากที่ผมได้กราบเรียนไป เมื่อสักครู่ คณะรัฐมนตรีไม่มีอำนาจออกมาตรการดังกล่าว เพราะการถวายสัตย์ปฏิญาณ ยังไม่สมบูรณ์แล้วใช่หรือไม่ หลายคนแอบกระซิบบอกมาว่ามาตรการนี้ออกมาหน่อมแน้ม ไม่ค่อยเกิดประสิทธิผลหรอก หรือตัวอย่างชัด ๆ เรื่องของการแถลงนโยบายไม่บอก แหล่งที่มาของรายได้ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือกรณีที่ผมมองหาท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านอนุมัติยกเว้นให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถที่จะนำเงินสะสมที่มีอยู่ประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ของรัฐบาลที่กระผมเห็นว่ามันไม่ถูกต้องหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเอาเงินสะสมท้องถิ่น แต่ถูกนำมาใช้ในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วก็เงินถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ ร้อยละ ๒๐ ของงบประมาณรายจ่ายนี่นะครับ ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาลจะถูกใช้ อย่างไม่มียุทธศาสตร์ แล้วก็ไม่สามารถประเมินผล และที่สำคัญตัวสุดท้ายเป็นการหลีกเลี่ยง วิธีการงบประมาณที่ทำให้ตัวแทนของพี่น้องประชาชนตรวจสอบการใช้เงินไม่ได้ แล้วก็ เป็นการใช้เงินที่เสียวินัยการเงินการคลังหรือเปล่า ผมสรุปแล้วท่านประธานครับ
ท่านประธานที่เคารพ จากข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่กระผมได้กราบเรียนมา ทั้งหมด ท่านประธานคงเห็นพ้องกับกระผมว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่สมบูรณ์ พอมันไม่สมบูรณ์ก็ต้องตีความต่อ ว่าคณะรัฐมนตรีนั้นเข้ารับหน้าที่มิได้ และการกระทำที่ต่อจากการถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นต้นมาเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและหน้าที่ หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าออกไปนานเท่าไร ก็จะยิ่งเสียหายมากขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะ ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ทางออกเดียวที่ ตัวกระผมสามารถเสนอแนะได้ตอนนี้ ก็คือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ท่านต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองครับ ปกติผู้นำทางการเมืองเขาทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความรับผิดชอบทางการเมืองที่สง่างามที่สุดคือการลาออกครับ ท่านประธานครับ การลาออกไม่ได้เป็นการเสื่อมเสียนะครับ ถือเป็นประเพณีการแสดงความรับผิดชอบ ของฝ่ายบริหารที่นานาอารยประเทศเขาทำกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ฝากบอกไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องทำเป็นหนังสือก็ได้ครับ ท่านใช้ความกล้าหาญ ท่านเป็นอดีตทหาร ท่านเป็นรุ่นพี่ผมด้วย เพียงใช้ความกล้าหาญลุกขึ้นครับเปล่งเสียงชัด ๆ ผมขอลาออก แค่นี้ครับ แสงสว่างก็จะเกิดกับประเทศชาติของเราทันที ทำให้คนไทยอีกสักครั้งได้ไหมครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ