ปิยบุตร แสงกนกกุล หารือถึงความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีก่อนเข้ารับตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับที่มีความหมายทั้งในเชิงนิติธรรม สัญลักษณ์ และความรับผิดชอบต่อตำแหน่ง โดยย้ำว่าการปฏิญาณตนต้องดำเนินการอย่างครบถ้วนตามกระบวนการ เพราะมีผลต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การเริ่มต้นวาระการดำรงตำแหน่ง และการตรวจสอบทรัพย์สิน รวมถึงยืนยันว่าสภามีอำนาจดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ได้เต็มที่ โดยไม่ผูกมัดกับเอกสารข่าวหรือความเห็นที่ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการของศาลรัฐธรรมนูญ
เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก พรรคอนาคตใหม่ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ เพราะเป็นแรกที่เราได้ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ คือการเสนอญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป ทั่วไปโดยไม่ลงมติ เพื่อซักถามข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ท่านประธานครับ ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย เมื่อวันที่ ๑๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา ผมเองได้เป็นผู้ที่หยิบยกประเด็นเรื่องการถวายสัตย์ ปฏิญาณของท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาอภิปราย ขึ้นมาหารือ เพราะผมเห็นว่าเป็นประเด็นที่สำคัญและส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการถวายสัตย์ปฏิญาณ อันอาจจะทำให้คณะรัฐมนตรีนั้นยังไม่สามารถเข้ารับหน้าที่ได้ ผมพยายามหยิบยกประเด็นนี้ ขึ้นมาหารือเพื่อจะร่วมกันหาทางแก้ไขให้กับ พลเอก ประยุทธ์และคณะรัฐมนตรี แต่ผมไม่ได้ รับโอกาสให้อภิปรายชี้แจงเพียงพอ มีเพื่อนสมาชิกประท้วง และนายกรัฐมนตรีไม่ได้ตอบ ให้กระจ่างชัด สุดท้ายครับท่านประธานสภาได้เตือนสติผมในที่ประชุม ท่านบอกไว้ว่า ยังไม่เห็นคลิป (Clip) ยังไม่ทราบว่าจริงหรือเท็จแต่ผู้พูดต้องรับผิดชอบ เพราะมีการถ่ายทอด เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงนะครับ ผู้พูดต้องรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ผมเองในฐานะ เป็นผู้อภิปรายเปิดประเด็นตั้งข้อหารือในวันนั้น ผมพร้อมรับผิดชอบอย่างแน่นอน แต่ผม ไม่มั่นใจว่าตัวนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์นั้น ซึ่งเป็นผู้กล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด กล้าที่จะรับผิดชอบในการกระทำของตนเองบ้างหรือไม่ ท่านประธานครับ หากวันนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของตนนั้นไม่ครบถ้วน ปัญหาต่าง ๆ ก็จะทุเลาเบาบางลงกว่านี้ครับ เราจะไม่เกิดปัญหาที่ยากแก่การแก้ไข ที่ยุ่งอีนุงตุงนังไปหมด เราสามารถหาทางแก้ไข ได้ทันท่วงที ยกตัวอย่างเช่น ท่านอาจจะหยุดการแถลงนโยบายในรัฐสภาไว้ก่อนไหม และหาทางทำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ให้ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ จากนั้นก็กลับมาแถลงนโยบายแล้วคณะรัฐมนตรีของท่านก็จะได้เข้ารับ หน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์นะครับ แต่เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีนิ่งเงียบไม่ชี้แจง ผ่านไป ๒ สัปดาห์ จึงเริ่มออกมายอมรับอย่างชัดแจ้ง และมีปัญหาทางกฎหมายต่าง ๆ พัวพันอีนุงตุงนังไปหมด เพราะว่าคณะรัฐมนตรีชุดของท่านได้เข้ารับหน้าที่แล้ว มีการประชุมกันทุกวันอังคารไปแล้ว หลายครั้ง มีการออกมติคณะรัฐมนตรีมาเป็นจำนวนมาก มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ มากมายเต็มไปหมด มีการอนุมัติงบประมาณต่าง ๆ เต็มไปหมด ก็ทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง ตามมา สื่อมวลชนครับ สื่อมวลชนถามผมหลายครั้งครับว่าตัวผมเองไปรู้ได้อย่างไรครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สื่อมวลชนตั้งคำถามว่ามีหนอนบ่อนไส้ อยู่ในรัฐบาลหรือเปล่า แอบเอาเรื่องนี้มาบอกผม มีใครส่งข้อมูลมาให้ผมอภิปรายไหม ผมก็ยืนยันกับสื่อมวลชนไปครับว่า รัฐบาลชุดนี้ของท่านไม่มีหนอนบ่อนไส้แน่นอน แต่ผมรู้ด้วยตนเอง เพราะว่าปกติแล้ว ผมจะเป็นคนที่ติดตามข่าวในพระราชสำนักอยู่เสมอ โดยเฉพาะข่าวที่กรณีบุคคลหรือองค์กรต่าง ๆ นั้นไปเข้าเฝ้าฯ เพราะผมต้องการรับทราบ ถึงพระราชดำรัส พระราชกระแสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ผมตั้งใจดูคลิป (Clip) ข่าวนี้ครับ นายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีทั้งคณะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ ปฏิญาณ ปรากฏว่าเมื่อคลิป (Clip) ข่าวออกอากาศ เสียงของท่านนายกรัฐมนตรีออกมา ผมก็รู้ทันทีครับว่านายกรัฐมนตรีนั้นกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ สาเหตุก็เนื่องมาจากว่า ผมศึกษาวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญมาค่อนชีวิต ประกอบอาชีพบรรยายวิชากฎหมาย รัฐธรรมนูญในคณะนิติศาสตร์ แล้วก็เรียนมา ประกอบอาชีพนี้มา ผมทราบดีครับว่า ทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณและถ้อยคำในการถวายสัตย์ ปฏิญาณทุกครั้งจะมีประโยคนี้เหมือนกันทั้งหมด คือคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ เมื่อผมทราบเรื่องนี้เข้า ผมก็พยายาม ตรวจสอบข้อมูลอีกหลายทางนะครับ เพราะสงสัยจริง ๆ ว่าเหตุใดท่านนายกรัฐมนตรี จึงกล่าวไม่ครบ ท่านคิดอะไรอยู่ในใจทำไมท่านถึงพูดแบบนั้น เช็ก (Check) แล้ว เช็ก (Check) อีกนะครับ เอ๊ะท่านโดนวางยาหรือเปล่า แต่สุดท้ายผมก็เก็บความสงสัยไว้ แล้วตั้งใจจะมาถามท่านในที่ประชุมในวันแถลงนโยบายในวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ว่าท่าน ผิดพลาดบกพร่องเพราะอะไร เราจะได้มาหาทางร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยกัน ในวันที่ ๑๕ ที่ผ่านมาผมมีเจตนาเพียงเท่านี้เท่านั้นเอง ไม่ได้คิดต้องการจะล้มรัฐบาล แต่ว่าน่าเสียดาย ตัวท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้ชี้แจงให้กระจ่างชัดนะครับ หลบเลี่ยงไปมา ผมพยายาม ตั้งกระทู้ถามสดไป ๒ ครั้ง ทางสภาผู้แทนราษฎรก็ประสานไปยังท่าน ท่านอ้างว่า ท่านติดภารกิจผมเลยจำเป็นต้องถอนกระทู้สดออกเพื่อไม่ให้เสียโควตากระทู้แก่เพื่อนสมาชิก คนอื่น ๆ สื่อสัมภาษณ์หลายครั้งท่านก็บ่ายเบี่ยงไป ทั้งหมดนี้ครับทั้งหลายทั้งปวงจึงนำมาสู่ ให้พวกเราสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง ๗ พรรค จำเป็นต้องเข้าชื่อกันเพื่อเสนอญัตติ ขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๒ ในวันนี้ ท่านประธานครับ การอภิปรายของผม ในวันนี้จำเป็นต้องขออนุญาตใช้เวลาของสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างมาก แต่อยากให้ทุกท่าน มั่นใจได้เลยว่าการอภิปรายของผมครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ และขอความกรุณาเพื่อนสมาชิก อดทนฟัง อย่าประท้วง รับรองว่าได้ประโยชน์แน่นอนครับ ได้ประโยชน์ต่อคณะรัฐมนตรี ได้ประโยชน์ต่อเพื่อนสมาชิก ได้ประโยชน์ต่อประชาชน ได้ความรู้ทางวิชาการ และเนื้อหาที่ผม จะอภิปรายต่อไปทั้งหมดนี้ไม่มีส่วนใดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน หรือกระทบกับความมั่นคง จนต้องขอปิดประชุมลับแน่นอน ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะอธิบายเป็นหลักกฎหมาย เป็นหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทั้งสิ้น การอภิปราย ของผมคือการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนราษฎร ผู้แทนของประชาชนมาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมพูดต่อจากนี้ก็เพื่อประโยชน์ ของประเทศ หากทำให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีท่านใดขุ่นเคืองใจก็ความกรุณาอย่าถือโทษ โกรธเคืองกันครับ เราต่างทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน ผมจะขออภิปรายทั้งสิ้นทั้งหมด ๔ ประเด็น จากนั้นจะซักถามข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป แต่ก่อนที่จะ เข้าสู่ทั้ง ๔ ประเด็นนั้น ขออนุญาตชื่นชมท่านประธานและแสดงความเห็นด้วยกับท่านประธาน ที่ได้วินิจฉัยชัดแจ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ ๑๑ กันยายน ที่ผ่านมาที่ไม่รับคำร้องในกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไปนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการ อภิปรายญัตติในวันนี้นะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงตรงนี้สั้น ๆ เล็กน้อยเพื่อท่านสมาชิก ท่านอื่น ๆ จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นมาประท้วงอีกว่าตัดสินแล้ว คือศาลรัฐธรรมนูญท่านวางหลัก เอาไว้ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นการกระทำของรัฐบาล ศาลรัฐธรรมนูญท่านเลยไม่รับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญท่านเป็นเพียงบอกว่าไม่รับเท่านั้น จริง ๆ ศาลรัฐธรรมนูญมีทางออก ทางอื่นที่จะไม่รับก็ได้นะครับ ด้วยการบอกว่า กรณีประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ไม่ได้กระทบสิทธิใด ๆ ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องเสียหายใด ๆ แล้วไม่รับคำร้องก็ได้ แต่ไม่เป็นไร ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยสั่งเอาไว้ว่า ให้ความเห็นเอาไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น เป็นการกระทำของรัฐบาล เป็นประเด็นปัญหาทางการเมือง ดังนั้นจึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา จริง ๆ แล้วตามทฤษฎีเรื่องการกระทำของรัฐบาลมันริเริ่มกันมาในประเทศฝรั่งเศส เขาเรียกกันว่า อัคต์ เดอ กูแวร์เนอม็องต์ (Acte de gouvernement) เขาคิดขึ้นมาเพื่ออะไร เขาป้องกันไม่ให้ศาลเข้ามามีส่วนร่วมในการวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นทางนโยบาย หรือในเรื่อง ทางการเมือง เพราะกลัวว่าวันหนึ่งจะเกิดสภาวะการปกครองการบริหารประเทศโดยผู้พิพากษา ขึ้นมา จึงพยายามกันศาลออกจากตรงนี้ ทีนี้ก็จะกังวลใจกันว่าแล้วอะไรบ้างละครับที่ถือว่า เป็นการกระทำของรัฐบาล นักวิชาการก็สรุปกันมาแล้วจนระบบกฎหมายไทย แนวทางพิพากษา ของประเทศไทยก็รับมาใช้เรียบร้อยแล้ว ก็คือ
๑. การกระทำใดก็ตามที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสภากับคณะรัฐมนตรี เช่น การยุบสภาผู้แทนราษฎร การเปิดประชุมสภา การปิดประชุมสภา เป็นต้น
๒. การกระทำที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น การประกาศ สงคราม การลงนามในข้อตกลงระหว่างประเทศ
เรื่องพวกนี้ถือว่าเป็นประเด็นปัญหาในทางนโยบายทางการเมือง เป็นการ กระทำของรัฐบาล องค์กรตุลาการจะไม่รับตรวจสอบวินิจฉัย ทีนี้เพื่อนสมาชิกก็อาจจะสงสัยว่า แต่มันมีข้อความประกอบตอนท้ายในเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญ อย่างที่ท่านประธานยืนยัน ไปว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกันครับ เวลาศาลจะวินิจฉัยอะไรศาลต้องทำเป็นคำวินิจฉัย แต่ที่ผ่านมา ในวันที่ ๑๑ กันยายน เป็นเพียงเอกสารข่าวศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นครับ ไม่ได้อยู่ในความหมาย ของคำวินิจฉัย ดังนั้นจึงไม่ได้ผูกพันกับพวกเรานะครับ ผลมันมีแต่เพียงว่าศาลไม่รับคำร้อง เท่านั้นเองครับ วันนี้เราเดินหน้าทำตามมาตรา ๑๕๒ ก็เป็นเรื่องของพวกเรา ผมยกตัวอย่าง ให้ท่านเห็นภาพอีกก็ได้ครับ พวกผมสมาชิกพรรคฝ่ายค้านได้เข้าชื่อกันผ่านท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับหนึ่งที่เกี่ยวกับ เรื่องการยกเว้นการบังคับใช้พระราชบัญญัติเกี่ยวกับการคุ้มครองสถาบันครอบครัว ตราขึ้นมาโดยมีเหตุที่ไม่ต้องตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ วรรคแรก คือไม่ได้มีเหตุ เรื่องความมั่นคงปลอดภัยสาธารณะ แต่กลับตราพระราชกำหนดขึ้นมา เรื่องไปสู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชกำหนดฉบับนี้เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ เป็นไปตามเหตุ เขาก็จะส่งกลับมาที่สภาของเรา เพื่อให้สภาของเราให้ ความเห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญท่านก็วินิจฉัยไปครับ พวกเราก็มี อำนาจในการรับหรือไม่รับพระราชกำหนดอีกรอบหนึ่งอยู่ดี นี่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ดังนั้น ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านร่วมกันตระหนักให้ดีว่า เวลาศาลรัฐธรรมนูญตัดสินท่านอย่าคิดว่า ตัดสินแล้วสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถทำอะไรได้เลย ไม่จริงนะครับ หนำซ้ำส่วนที่เพื่อนสมาชิก อ่านมาส่วนนั้นเขาเรียกว่าเป็นประกอบความเห็นเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อของคำสั่ง ไม่ใช่เนื้อของ คำวินิจฉัย เป็นเพียงประกอบความเห็นนะครับ ในภาษากฎหมายสุภาษิต พวกเราเรียน กฎหมายหลายท่านก็จะเรียนมา เขาเรียกว่าโอบิเตอร์ ดิกตุม (Obiter dictum) คือไม่ได้ ผูกพัน มันเป็นแค่ความเห็นประกอบเท่านั้น ขออนุญาตเข้าสู่ประเด็นครับท่านประธาน
ประเด็นแรกที่ผมขออภิปรายคือ เรื่องของความสำคัญของการถวายสัตย์ ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเรากำหนดเอาไว้ว่า ให้มีบุคคล ที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่าง ๆ ทั้งหลายต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรพวกเราต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ในที่ประชุมแห่งนี้ สมาชิกวุฒิสภา ก็ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของวุฒิสภา รัฐมนตรีต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ ผู้พิพากษาและตุลาการต้องปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ องคมนตรีต้องปฏิญาณตน ต่อพระมหากษัตริย์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมของรัฐสภา องค์กรสำคัญ ๆ ในระดับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นครับ ก่อนจะเข้ารับหน้าที่ได้ต้องมีการปฏิญาณตน ทั้งสิ้น ทำไมรัฐธรรมนูญจึงกำหนดแบบนี้นะครับ สาเหตุก็เพราะว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น มีความสำคัญอยู่ ๓ ประการครับ
ประการแรก การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีคือเงื่อนไขบังคับ ก่อนเข้ารับหน้าที่ บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งต่าง ๆ นั้น บุคคลที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี เมื่อมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลเป็นรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วยังรับหน้าที่ ไม่ได้นะครับ จะรับหน้าที่ได้ต่อเมื่อต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเสียก่อน มีข้อยกเว้นเพียง กรณีเดียวเท่านั้นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นั่นคือมาตรา ๒๔ วรรคสอง ข้อยกเว้นนั้น บอกว่า ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ซึ่งต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ถ้าหากพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นนี้ถือว่า เป็นข้อยกเว้นได้ เป็นข้อยกเว้นเดียวเท่านั้นในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ดังนั้นบุคคล ที่เป็นรัฐมนตรีทั้งหลายก่อนเข้ารับหน้าที่ต้องมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ พูดกันง่าย ๆ ก็คือ หากไม่มีการปฏิญาณก็ไม่มีการเข้ารับหน้าที่ หากต้องการเข้ารับหน้าที่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ ในนัยนี้การถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเสมือนแบบพิธีที่สำคัญเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่รัฐมนตรี จะเริ่มเข้าสู่ตำแหน่ง ที่เขาต้องกำหนดแบบนี้เพื่ออะไร จะได้มีเส้นแบ่งให้ชัดว่า รัฐมนตรี ชุดที่แล้วที่ยังรักษาการอยู่เรื่อยมาจะสิ้นสุดการรักษาการลงเมื่อไร แล้วรัฐมนตรีชุดใหม่ ที่ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้วจะเข้ารับหน้าที่ในวันไหน เดี๋ยวนี้ยังพัวพันกันไปถึงเรื่องการแจ้งบัญชีทรัพย์สินด้วยนะครับ ตามเกณฑ์ของ ป.ป.ช. การแจ้งบัญชีทรัพย์สินเขาก็ดูวันที่เข้ารับหน้าที่ ดูวันไหนครับ ก็ดูวันที่ปฏิญาณ พวกผมเอง มีการปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งนี้ เราแจ้งบัญชีทรัพย์สิน เราก็แจ้งในสถานะบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของเราในวันนั้น ในวันที่ปฏิญาณ ท่านรัฐมนตรีก็เช่นเดียวกันท่านถวายสัตย์ปฏิญาณกัน ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม เวลาท่านแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ก็ต้องดูว่าวันที่ ๑๖ กรกฎาคมนั้นท่านมีบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินอย่างไร
เรื่องต่อไปครับ ความสำคัญในข้อที่ ๒ การถวายสัตย์ปฏิญาณ คือการยืนยัน หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ ในการถวายสัตย์ปฏิญาณของรัฐมนตรี และองค์กรอื่น ๆ ทุกองค์กร จะมีถ้อยคำที่เหมือน ๆ กันหมด คือคำว่า ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ นั่นแสดงให้เห็นว่า ถ้อยคำนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิญาณ เพื่อยืนยันว่าบุคคลที่ดำรงตำแหน่งในองค์กร ตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายจะอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เคารพรัฐธรรมนูญ รักษารัฐธรรมนูญ ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดนั่นเอง ดังนั้นการถวายสัตย์ ปฏิญาณโดยมีถ้อยคำนี้ปรากฏขึ้น ก็เพื่อยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด เหมือนกับ แสดงสัญลักษณ์ให้สาธารณชนได้เห็น
ความสำคัญข้อที่ ๓ ครับ การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีนั้น คือการให้คำสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ และต่อประชาชน คณะรัฐมนตรีถวายสัตย์ ปฏิญาณ เราเริ่มเขียนเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ ครับท่านประธาน หลังจากนั้น รัฐธรรมนูญถาวรแต่ละฉบับก็เขียนล้อต่อกันมาเรื่อย ๆ ปี ๒๔๙๒ ต่อเนื่องมาปี ๒๕๑๑ มาปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๗ และฉบับปัจจุบัน ปี ๒๕๖๐ ทั้งหมดนี้เขียนถ้อยคำล้อมาแบบเดียวกันทั้งหมดทั้งสิ้น แล้วทำไมเขาต้องเขียน ถ้อยคำนี้ลงไปให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ทำไมรัฐธรรมนูญไม่เขียนแต่เพียงว่า ให้คณะรัฐมนตรี ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่แล้วจบ ทำไมต้องเขียนถ้อยคำ เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญเลยว่าต้องกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณว่าอะไรบ้าง มันมีที่มาที่ไปครับ เอกสารประกอบการร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี ๒๔๙๒ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เขียนเรื่อง การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรี มีคนซักถามในที่ประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตอนนั้นก็ให้คำตอบแบบนี้ครับ
ท่านแรกครับ หลวงประกอบนิติสาร ท่านให้ความเห็นเอาไว้นะครับ ท่านอธิบายว่าที่ต้องเขียนถ้อยคำลงไปให้ชัดเลย มีเหตุผลอยู่ ๓ ข้อ
ข้อที่ ๑ ถ้าหากเราไม่เขียนถ้อยคำลงไปให้ชัด เดี๋ยวคำสัตย์ปฏิญาณนั้น จะเปลี่ยนไปตามอารมณ์ของผู้ที่เป็นสมาชิกสภาส่วนมาก ครั้งหนึ่งเดี๋ยวเกิดสภาตกลงกันว่า พวกเราไปปฏิญาณกันแบบนี้นะ สภาชุดถัดไปอาจจะบอกว่า พวกเราไปปฏิญาณอีกแบบหนึ่งนะ คณะรัฐมนตรีชุดนี้เดี๋ยวพวกเราตกลงกันเราปฏิญาณแบบนี้นะ คณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ขอปฏิญาณอีกแบบหนึ่งนะ มันจะเกิดความไม่สม่ำเสมอ ไม่เหมือนกัน
เหตุผลข้อที่ ๒ ที่หลวงประกอบนิติสาร ให้ไว้ก็คือรัฐธรรมนูญหลาย ๆ ประเทศ ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ก็บัญญัติถ้อยคำให้ถวายสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ เช่นเดียวกัน
และเหตุผลข้อที่ ๓ ครับ หลวงประกอบนิติสารในฐานะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ให้ความเห็นเอาไว้ว่า เพื่อให้ผู้ที่จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณรู้ตัวล่วงหน้าว่าตัวเอง จะให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าอะไร และตัวเองมีปัญญาที่จะทำตามได้ไหม ถ้ารู้ตัวว่าทำไม่ได้ อย่ามาเป็น รัฐมนตรีทุกคนจะรู้ล่วงหน้าครับ ว่าเราจะต้องให้คำสัญญาอะไร เราจะต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณอะไรต่อองค์พระมหากษัตริย์ ถ้าอ่านถ้อยคำนี้ล่วงหน้าจากในรัฐธรรมนูญ รู้แล้วว่าทำไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่าชีวิตนี้ท่านเคารพรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่า ชีวิตนี้ท่านปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่ได้ ถ้าท่านรู้อยู่แล้วว่าอีกไม่กี่เดือนท่านจะฉีกรัฐธรรมนูญอีก อีกไม่กี่เดือนท่านจะละเมิดรัฐธรรมนูญอีก อย่างนี้รัฐมนตรีคนนั้นอย่ามาเป็นรัฐมนตรี จะได้ไม่ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ นี่คือเหตุผลที่หลวงประกอบนิติสารให้ไว้ ทีนี้ถ้อยคำเหล่านั้นมันมีหัวใจสำคัญของถ้อยคำมันมีอยู่ ๓ ข้อ ข้อที่ ๑ คือจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์ ข้อที่ ๒ คือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ข้อที่ ๓ รักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ ทั้ง ๓ ข้อนี้ทุกฉบับยืนยันถึงความสำคัญเขียนล้อตามกันมาหมด ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าความสำคัญของปฏิญาณตนมันไปเกี่ยวข้องกับการให้คำสัตย์สัญญาต่อ องค์พระมหากษัตริย์และประชาชน มันอยู่ตรงระบบรัฐธรรมนูญของประเทศไทยครับ รัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในมาตรา ๓ จะเขียนเอาไว้ว่า อำนาจ อธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย บางฉบับใช้คำว่า มาจาก แล้วก็เขียนต่อไปว่า พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติในลักษณะนี้เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย เกือบทุกฉบับเพื่อยืนยันว่า ๑. ปวงชนชาวไทยคือผู้ทรงอำนาจอธิปไตย คือผู้เป็นเจ้าของ อำนาจอธิปไตย ๒. พระมหากษัตริย์ในฐานะประมุขแห่งรัฐคือผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทน ปวงชนชาวไทย ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาลตามรัฐธรรมนูญ นี่คือศิลปะในการเขียน รัฐธรรมนูญที่ผสมผสานเอา ๒ หน่วยสำคัญที่สุดของประเทศไทย