ปิยบุตร ชี้แจงความสำคัญถวายสัตย์ฯ ป้องจงรักภักดี ห่วงสูตรไม่เป็นธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงถึงความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ว่าเป็นการแสดงความจงรักภักดีและเป็นพิธีสำคัญตามรัฐธรรมนูญที่ยืนยันการใช้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในนามของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมบูรณ์ในการถวายสัตย์ของนายกรัฐมนตรี โดยเปรียบเทียบกับกรณีก่อนหน้าและเตือนถึงความเสี่ยงทางกฎหมายหากไม่ดำเนินการตามแบบฟอร์มทางการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เตือนสติ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงบทบัญญัติในมาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญไทยเกือบทุกฉบับ จะเขียนล้อเหมือนกันหมด นี่คือศิลปะในการเขียนรัฐธรรมนูญของประเทศไทยที่แยบคาย ที่สุด คือการหลอมรวมผสมผสานเอา ๒ องค์กรที่สำคัญที่สุดในราชอาณาจักรไทย คือ พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุขแห่งรัฐ กับ ๒. คือประชาชน เข้ามาไว้ด้วยกันอยู่ใน มาตรา ๓ โดยให้พระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน และประชาชน เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย นี่ละครับคือการหลอมรวมกันขึ้นมา ผสมผสานหลอมรวม ก่อรูปกันมาตั้งแต่ ๒๔๗๕ จนถึงปัจจุบัน กลายเป็นอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญของ ประเทศไทยก่อร่างสร้างตัวกันจนกลายเป็นระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตอนนี้ก็เป็นที่ชัดเจนเราก็ยืนยันกันเสมอมาว่าในราชอาณาจักรไทย ปวงชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และพระมหากษัตริย์เป็นผู้ใช้อำนาจนั้น ผ่านรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันเกี่ยวข้องอะไรกับการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อองค์พระมหากษัตริย์ครับ ที่เขากำหนดว่า คณะรัฐมนตรีก่อนเข้ารับหน้าที่คุณต้องไปถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ก็เพื่อจะให้ คำมั่นสัญญาคณะรัฐมนตรีทั้งชุดที่ไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ เป็นการให้คำมั่นสัญญา ต่อผู้ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐคือพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาติและเป็น ผู้ใช้อำนาจแทนประชาชน และยังให้คำมั่นสัญญาสืบทอดต่อเนื่องไปยังประชาชน ผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจนี้แทน นี่ละครับคือที่มาที่ไป ของการต้องเขียนเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์ ผมชี้แจง เหตุผลทั้งหมด ท่านอาจจะไม่เชื่อถือผม ผมก็ยกตัวอย่างหนังสือของท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ขึ้นมาประกอบ ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง จะได้ทำความเข้าใจให้ตรงกัน ในหนังสือชื่อหลังม่านการเมืองเล่มนี้นะครับ ในหน้า ๒๘ ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านเล็กน้อยครับ ส่วนการถวายสัตย์ ปฏิญาณนั้นเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งเป็นเรื่องของการเปล่งวาจากล่าวคำพูดแสดงความตั้งใจ ถ้าว่าตามธรรมชาติแล้วควรเป็นเรื่องที่ออกมาจากใจ ใครจะพูดอะไรก็น่าจะได้ แต่ถ้ายอม ให้ทำอย่างนั้นก็จะเป็นเรื่องสับสน บางคนเป็นนักสาบานตัวยง อ่านปฏิญาณแคล่วคล่องว่องไว บางคนอาจเหนียมอายระมัดระวังปากคำ ด้วยเหตุนี้จึงปล่อยให้ว่าตามหลักธรรมชาติไม่ได้ ต้องเอาหลักกฎหมายมาจับ โดยกำหนดถ้อยคำเป็นระเบียบแบบแผนเข้าไว้ ใครจะพูดน้อย หรือยาวกว่านี้ไม่ได้ เว้นแต่ปฏิญาณจบแล้วจะขมุบขมิบปากอธิษฐานอะไรต่อในใจ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ นี่ท่านได้กล่าวไว้ นอกจากนั้นแล้วท่านก็ยังกล่าวต่อไปนะครับว่า ในหน้า ๓๑ การปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่นอกจากจะมีความหมายว่าเป็นการแสดง ความจงรักภักดีหรือการเปล่งวาจาแสดงความตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีแล้ว ที่สำคัญคือ ต้องการให้เป็นนิมิตหมายว่ากำลังจะเข้ารับหน้าที่ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถ้าไม่กำหนดเอาการ ปฏิญาณเป็นนิมิตหมายแล้วยากจะรู้ว่าตำแหน่งและอำนาจหน้าที่เก่าผลัดเปลี่ยนไปสู่คนใหม่ ตั้งแต่นาทีใด ในหน้า ๓๒๔ ท่านก็พูดไว้เช่นเดียวกันทั้งหน้าเลยนะครับ ท่านบอกว่า เกิดผล ๒ ประการ

ประการแรกคือ เมื่อรัฐมนตรีทุกคนเข้าเฝ้าฯ เพื่อเปล่งถวายสัตย์วาจาแล้ว ก็จะทำให้ผู้ร่วมพิธีนั้นรู้สึกมีกำลังใจ

และประการที่ ๒ คือ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพบกับ ผู้ที่จะเป็นรัฐมนตรี ถือว่าเป็นโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พบกับคณะรัฐมนตรี นี่คือสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในหนังสือหลังม่านการเมืองเล่มนี้นะครับ แนะนำให้สมาชิก ลองหาอ่านกันดู เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ทีนี้เมื่อ ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้น ท่านไปถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมนั้นท่านกล่าวถ้อยคำไม่ครบถ้วน ผมก็ให้ความเป็นธรรมกับท่าน เอ๊ะ มันเกิดอะไรขึ้นครั้งนี้ทำไมท่านถึงกล่าวไม่ครบ ผมก็เลยลองไปย้อน ท่านก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ แล้วท่านก็แปลงกายกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่เกิดจาก การรัฐประหาร ท่านเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากการรัฐประหารของท่าน เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๒ แล้วท่านก็รักษาการต่อมา จนถึงวันที่ ๑๖ กรกฎาคม แล้วตัวท่านคนเดิมนั่นละก็เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นพอเราไปดูสมัยคณะรัฐมนตรีที่เรียกกันว่า ประยุทธ์ ๑ ก่อนที่ท่านจะกลับมาใหม่ ท่านมีโอกาสนำรัฐมนตรีถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ๕ ครั้งครับ ครั้งแรก วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ ครั้งที่ ๓ วันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๔ วันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๕ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ ผมย้อนไปไล่ดูคลิปที่สำนักข่าวต่าง ๆ เผยแพร่ โดยนำมาจากข่าวพระราชสำนัก ทุกครั้งนะครับ ทั้ง ๕ ครั้งนี้พบว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ท่านกล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดทั้งหมด โดยใน ๔ ครั้งแรก กล่าวถ้อยคำตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และในครั้งที่ ๕ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ นั้น ท่านกล่าวตามถ้อยคำที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ มาตรา ๑๖๑ รัฐธรรมนูญ ฉบับเดียวกับที่เราใช้อยู่ตอนนี้ นอกจากนั้นครับ จากคลิป (Clip) นั้นทั้ง ๕ ครั้งที่ผ่านมา ก็เป็นที่สังเกตได้อีกว่าตัวท่าน พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีท่านอ่านถ้อยคำ การถวายสัตย์ปฏิญาณจากบัตรแข็งครับ เป็นบัตรแข็งซึ่งเสียบเอาไว้อยู่ในแฟ้มสีน้ำเงิน ซึ่งทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมเอาไว้ให้ ผมรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ก็อ่านหนังสือ หลังม่านการเมืองของท่านอาจารย์วิษณุอีกนั่นละครับ คือท่านเคยเขียนเอาไว้ว่า โดยหลักแล้วทางสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเตรียมเอกสาร เป็นบัตรแข็งไว้ แล้วก็เสียบใส่แฟ้มไว้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีถืออ่านนะครับ ทีนี้พอผมย้อน ไปดูคลิป (Clip) บางครั้งรัฐมนตรีที่ร่วมคณะกับท่าน ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังท่านก็ถือแฟ้มให้ และยื่นให้ท่านเพื่อให้ท่านเปิดอ่าน ในบางครั้งก็กลายเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนที่แล้ว ก็ยืนอยู่ข้างหลังท่าน แล้วก็ยื่นให้ท่านเพื่อให้ท่านเปิดอ่านนะครับ ทั้งหมดนี้คือ ๕ ครั้ง ที่ผ่านมา แต่ในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ กลับปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำ ไม่ครบ และการกล่าวไม่ครบนั้นไม่ได้มาจากเอกสารบัตรแข็ง ซึ่งทางสำนักเลขาธิการ คณะรัฐมนตรีเตรียมไว้ในแฟ้มด้วย แต่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ได้หยิบกระดาษแข็งขึ้นมาจาก กระเป๋าด้านข้างในเสื้อของท่าน แล้วท่านก็หยิบอ่าน โดยอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดกันไปแล้ว ว่าขาดถ้อยคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทุกประการ ขออนุญาตอ้างหนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ในหน้า ๕๐ และหน้า ๕๑ ครับ ท่านอาจารย์วิษณุก็เคยเตือนเอาไว้ครับ ในระหว่างการเปล่งวาจาถวายสัตย์ปฏิญาณ ช่างภาพโทรทัศน์จะบันทึกภาพอยู่ด้วยทุกระยะ รัฐมนตรีแต่ละคนจึงควรระมัดระวังโลกยุค เทคโนโลยีสารสนเทศให้มาก เคยมีเขียนจดหมายมาฟ้องผมว่าได้ดูโทรทัศน์ภาคข่าว ช่วงการถวายสัตย์ปฏิญาณ มองเห็นถนัดว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งไม่กล่าวอะไรเลย อีกคนทำปาก ขมุบขมิบไม่ทันเพื่อน แสดงว่ารัฐมนตรีเหล่านั้นยังไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงไม่อาจ เข้ารับหน้าที่ได้ใช่หรือไม่ เรื่องอย่างนี้ต่อไปภายหน้า ผมว่ารัฐมนตรีต้องระวังให้มากขึ้น แล้วละครับ เพราะดีไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องต้องเปิดเทปส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ทีนี้ละจะยุ่งกันใหญ่ ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีได้สะกิดเตือนท่านนายกรัฐมนตรี หรือไม่ว่าควรจะต้องกล่าวให้ครบ เพราะเดี๋ยวดี ไม่ดีจะกลายเป็นเรื่องต้องเปิดเทปส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วยุ่งกันใหญ่นะครับ ท่านยังเขียนอีกต่อไปครับว่า ส่วนนายกรัฐมนตรีท่านอื่น ๆ จะใช้วิธีอ่านทีละวรรค ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิมพ์ลงบัตรแข็ง ซึ่งดูปลอดภัยกว่าการจำ เพราะจะไม่ผิดพลาด ขืนท่องจำผิด ๆ ถูก ๆ ตกคำว่า และ คำว่า หรือ ไปสักตัวก็อาจต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าได้ถวายสัตย์ ปฏิญาณครบถ้วนหรือยัง จะยุ่งเปล่า ๆ นะครับ นี่คือสิ่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีได้เคยเขียน เอาไว้ในหนังสือของท่าน ทีนี้ปัญหาตามมาครับ เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ตัวท่านนายกรัฐมนตรีนั้น ถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบตามมาตรา ๑๖๑ ผลของมันจะเป็น อย่างไรครับ ผลทางกฎหมายจะส่งผลอย่างไร ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีปัญหา ในลักษณะแบบนี้ เต็มที่ก็อาจจะมีบางท่านไม่ได้มาถวายสัตย์ปฏิญาณในวันนั้นก็ตามมา ถวายสัตย์ปฏิญาณย้อนหลังนะครับ แต่ในต่างประเทศเคยมีแล้วนะครับ ก็คืออดีต ประธานาธิบดีโอบามา ซึ่งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ ๔๔ ของประเทศเขานี่นะครับ เป็นการกล่าวปฏิญาณ โดยมีประธานศาลสูงสุดเป็นคนกล่าวนำ ตอนนั้นนี่เขากล่าวตกไปเพียง ไม่ได้ตกด้วยนะครับ เอาคำว่า เฟทฟูลลี (Faithfully) ซึ่งมันอยู่ตรงกลางประโยคเอาไปไว้ ท้ายประโยค แค่นั้นเอง เนื้อความไม่ได้เสียหายเลย แค่เอาคำที่ควรอยู่ตรงกลางประโยค ไปไว้ท้ายประโยคเท่านั้นเองนะครับ แต่ปรากฏว่าประธานาธิบดีโอบามาในวันรุ่งขึ้นก็มีการ ปฏิญาณใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหานะครับ ทีนี้ของประเทศไทย เรายังไม่เคย เกิดเรื่องนี้มาก่อน ก็มีความเห็นแตกต่างกันไป ๒ แนวครับท่านประธาน ความเห็นแรกยืนยันว่า ในเมื่อการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน ก็จะทำให้การถวายสัตย์ปฏิญาณไม่สมบูรณ์ จนเสมือนถึงกับว่าไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อไม่มีการถวายสัตย์ปฏิญาณ คณะรัฐมนตรี ก็จะเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ เมื่อเข้ารับหน้าที่ไม่ได้ การใช้อำนาจการออกมติ ครม. ต่าง ๆ ของ คณะรัฐมนตรีจึงไม่มีผลในทางกฎหมาย นี่ความเห็นที่ ๑ ความเห็นที่ ๒ ครับ บอกว่าอย่างไร ก็ตามมันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏขึ้นจริง มีการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระมหากษัตริย์ เป็นที่ประจักษ์ชัด ชัดเจนในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ดังนั้นคณะรัฐมนตรีก็เข้ารับหน้าที่ได้ เพียงแต่ว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณมันไม่ครบเท่านั้นเอง ก็ต้องไปหาทางเยียวยาแก้ไขต่อไป แต่ไม่ว่าเราจะเห็นแบบความเห็นแรก หรือเราเห็นแบบความเห็นที่ ๒ ครับท่านประธาน หากปล่อยไว้คาราคาซังแบบนี้ โดยไม่จัดการเยียวยาแก้ไขเลย มันจะส่งผลประหลาดครับ มันจะเกิดผลประหลาดตามมาได้ในอนาคต ผมยกตัวอย่างเช่น เกิดนายกรัฐมนตรีมีโอกาส นำรัฐมนตรีคนใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวไม่ครบก็ได้ อย่างนั้นหรือครับ หรือมีองค์กรอื่น ๆ ที่จะต้องเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณจะกล่าวไม่ครบก็ได้ หรือครับ จะตัด เสริม เติมแต่งอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือครับ ต่อไปนายกรัฐมนตรีคนถัด ๆ ไป รัฐมนตรีคนถัด ๆ ไป มีโอกาสเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณก็ไม่ต้องกล่าวให้ครบก็ได้ใช่หรือไม่ นี่คือปัญหาผลประหลาดที่เกิดขึ้นตามมา หากเราไม่เยียวยาแก้ไขเรื่องนี้ให้กลายเป็นบรรทัดฐาน ที่ถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมพูดไล่เรียงมาตั้งแต่เรื่องของความสำคัญของการถวายสัตย์ ปฏิญาณ เรื่องผลในทางกฎหมายในกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบแล้วนี่นะครับ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะอธิบายในที่ประชุมแห่งนี้ นั่นก็คือการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วน มันเป็น ส่วนหนึ่งในอาการของโรคที่ผมอนุญาตให้ชื่อว่า โรคไม่แยแสรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดมันสะท้อนถึงอะไร มันคืออาการของโรคที่แสดงออกมา ให้สาธารณชน ให้ประชาชนเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่ให้ความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีไม่แยแสรัฐธรรมนูญ หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมพรรคร่วมฝ่ายค้าน สมาชิกของพรรคฝ่ายค้านจึงจับจ้องประเด็นนี้ ตามจิกกัดไม่ปล่อย ทำไมไม่ไปสนใจเรื่องน้ำท่วม ไม่ไปสนใจเรื่องปากท้อง จริง ๆ พวกเราสมาชิกพรรคฝ่ายค้านไปในพื้นที่ต่าง ๆ เรื่องน้ำท่วม เรื่องปัญหาปากท้องหลายครั้งนะครับ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องรัฐธรรมนูญ จำเป็นที่จะต้องพูดคุย กันด้วยนะครับ ผมเห็นแบบนี้ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ การถวายสัตย์ปฏิญาณคือแบบพิธี และไม่ใช่แบบพิธีเล็ก ๆ น้อย ๆ นะครับ แต่เป็นแบบพิธีที่สำคัญที่สุดในรัฐธรรมนูญ แบบพิธีนี้ สำคัญอย่างยิ่งในทางรัฐธรรมนูญเพราะอะไร รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่ว่าด้วยเรื่องของสถาบันการเมืองต่าง ๆ ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งอะไร ที่มามาอย่างไร มีอำนาจหน้าที่แค่ไหน สัมพันธ์กับองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญอย่างไร นี่คือเนื้อหาของ รัฐธรรมนูญ เราจะทราบดีว่าประมุขของรัฐมีอำนาจเพียงใด สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจ เพียงใด วุฒิสภามีอำนาจเพียงใด คณะรัฐมนตรี ศาล มีอำนาจเพียงใด สัมพันธ์กันอย่างไร เรื่องพวกนี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ทีนี้มันก็เลยต้องมีแบบพิธีที่เกี่ยวกับสถาบันการเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ครับ เพื่อจะกำหนดว่าองค์กรเหล่านี้จะเริ่มต้นมีและใช้อำนาจของตนเองในวันใด เวลาใด และเมื่อมีและใช้อำนาจของตนเองแล้ว ใช้ได้ภายใต้ขอบเขตข้อจำกัด ใช้ได้มากน้อย แค่ไหนเพียงใด การที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะนายกรัฐมนตรีนั้นกล่าวไม่ครบ จึงเป็นธรรมดาอยู่เองครับที่จะทำให้พี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เคลือบแคลงสงสัยว่า ถ้าแบบนี้นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยคำถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ขาดคำว่า ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญทุกประการ ขาดไปนี่ แบบนี้แสดงให้เห็นว่า