ปิยบุตร ตั้งคำถามถ้อยคำถวายสัตย์ ชี้ขาดความโปร่งใส-ขัดรัฐธรรมนูญ

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

ปิยบุตร แสงกนกกุล ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในหลายประเด็น ทั้งการใช้ข้อยกเว้นทางการเมือง การถวายสัตย์ไม่ครบของนายกรัฐมนตรี และขั้นตอนการปฏิญาณตนของรัฐมนตรี พร้อมเรียกร้องให้ยึดมั่นหลักนิติธรรม ทบทวนกระบวนการเพื่อความโปร่งใส และเสนอให้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกเพื่อรักษาวินัยทางการเมืองและความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นายปิยบุตร แสงกนกกุล แบบบัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน เหลืออีกประเด็นเดียวแล้วก็จะซักถามข้อเท็จจริงแล้วครับ

ผมข้ามไปประเด็นต่อไปเลยก็ได้ เมื่อสักครู่ที่ผมทิ้งท้ายไว้ก็คือว่า จริง ๆ แล้ว ถ้าท่านได้อ่านสื่อหรือโซเชียล (Social) บ้างนี่นะครับ ทั้งทวิตเตอร์ ทั้งในเฟซบุ๊ก เดี๋ยวนี้ เขาเริ่มตั้งฉายาให้ใหม่แล้วนะครับ คือเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้น เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือ อยากให้ กลับมาสู่หลัก อย่าเป็นบิดาแห่งข้อยกเว้นต่อไปนะครับ

ประเด็นถัดไป กรณีการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนและการแสดงออกของ ท่านนายกรัฐมนตรีหลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้วนะครับ ผมคิดว่ามันยังเป็นอาการของ โรคอีกโรคหนึ่งครับคือ โรคที่ไม่รับผิดชอบครับ ขาดความเป็นผู้นำ ภายหลังประเด็นนี้ถูกเปิดเผยขึ้นมา ตัว พลเอก ประยุทธ์ ท่านนายกรัฐมนตรีได้ออกมา ยอมรับนะครับว่า ท่านได้กล่าวไม่ครบถ้วนจริง ๆ แล้วก็มีการขอโทษต่อรัฐมนตรี และประกาศเอาไว้ว่าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวนะครับ อันนี้ผมอ่านตามข่าวนะครับ ในวันที่ ๘ สิงหาคม เรื่องแรกที่เป็นประเด็นสำคัญ ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือ เรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมเป็นห่วงกังวลอยู่อย่างเดียวว่าจะทำอย่างไร ถึงจะทำงานได้ ก็หวังให้ทุกคนได้ทำงานต่อไป อย่างไรก็ตามต้องไปศึกษาในรัฐธรรมนูญ เขียนว่าอย่างไร อย่างไรก็ดีก็คงยังจะมีรัฐบาลอยู่และต้องขอโทษบรรดารัฐมนตรีด้วย เพราะผมถือว่าผมได้ทำเต็มที่แล้ว นี่ท่านพูดเอาไว้เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ปัญหาที่ต้อง พิจารณาครับ รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว นั่นคือรับผิดชอบอย่างไรครับ ความรับผิดชอบ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความรับผิดชอบของนายกรัฐมนตรี ของรัฐมนตรีต่าง ๆ นั้น มันมีอยู่ ๒ แบบ ๑. คือความรับผิดชอบทางการเมือง ๒. คือความรับผิดชอบทางกฎหมาย ความรับผิดชอบทางกฎหมาย ก็คือเมื่อกระทำผิดกฎหมายก็มีโทษ ทางแพ่งก็ไปเรียก ค่าเสียหาย ทางอาญาก็มีโทษอาญาติดคุกว่าไป ในทางกฎหมายปกครอง สิ่งที่ท่านใช้อำนาจ ออกประกาศคำสั่งมาก็อาจจะถูกเพิกถอนได้โดยศาลปกครอง ความรับผิดทางการเมือง มันเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ความรับผิดชอบทางการเมืองคืออะไร ท่านอาจจะถูกอภิปราย ท่านอาจจะถูกลงมติไม่ไว้วางใจ ท่านอาจจะถูกเข้าสู่กระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง และที่สำคัญที่สุดคือมันมีความรับผิดชอบทางการเมืองอันหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ขอโทษ ต่อสาธารณชน ขอโทษต่อประชาชน และลาออกจากตำแหน่ง นี่คือตัวอย่างของ ความรับผิดชอบในทางการเมืองซึ่งหลากหลายที่ได้ทำกันมา แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นว่าหลังจาก เหตุการณ์นี้ขึ้นมาท่านได้แสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้าง วันที่ ๖ สิงหาคม ท่านให้ สัมภาษณ์นักข่าวว่า ผมก็พยายามจะแก้ปัญหาอยู่ แต่ยืนยันว่าผมก็ทำครบถ้วน แต่ก็คงต้อง ว่ากันต่อไป กำลังหาทาง ไม่รู้จักคำว่าหาทางหรืออย่างไร เอาละ เรื่องนี้ผมจะทำของผมเอง วันที่ ๗ สิงหาคม ท่านบอกเดี๋ยวคงเรียบร้อยไม่ได้มีเจตนาทำให้มันผิด เขาดูกันที่เจตนา วันที่ ๗ สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรีบอกว่า ไม่รู้เรื่องไม่รู้ว่านายกรัฐมนตรีหมายถึงอะไร ที่ท่านบอกว่าหาทางอยู่นั้นไม่ทราบต้องถามท่านเอง ขณะนี้ยังไม่ตอบ แต่ตอนนี้รัฐบาล ก็ทำอยู่หลังจากมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปแล้ว ในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ก็ไม่ขอตอบ วันที่ ๑ สิงหาคม ท่านรองนายกรัฐมนตรี บอกว่า ไม่ทราบ ไม่ขอพูดเรื่องนี้แล้ว แล้ววันหลังจะรู้ว่าทำไมถึงไม่ควรพูด นี่ไม่ใช่เรื่องของ ความรู้แต่เป็นเรื่องของสอดรู้นะครับ ในวันที่ ๒๗ สิงหาคม ตัว พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองนั้นปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานมาให้ตามที่ รัฐบาลพิจารณาขอพระราชทาน นั่นก็คือเรื่องของพระราชดำรัสที่ในหลวงทรงพระราชทาน พระราชดำรัสมาให้กับตัวคณะรัฐมนตรีในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมพูดมา เพื่อจะโยงมาสู่ตรงนี้ครับ ในวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ ของประเทศที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เราพูดกันบ่อยครั้งถึงธรรมเนียมปฏิบัติทางรัฐธรรมนูญ คอนเวนชัน ออฟ คอนสทิทิวชัน (Convention of Constitution) เราพูดกันถึงว่าพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณี รอยัล พรีรอกาทีฟ (Royal prerogative) เราพูดเรื่องนี้หลายครั้ง นักวิชาการกฎหมาย รัฐธรรมนูญหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็นตัวท่านอาจารย์วิษณุเอง ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านอาจารย์ธงทอง จันทรางศุ ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเป็นอดีตคนร่างรัฐธรรมนูญ กันมาแล้วทั้งสิ้น ยังมีปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญในอดีตอีกหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์ไพโรจน์ ชัยนาม หลายต่อหลายคน ได้พูดถึงเรื่องนี้ โดยหยิบยืมความคิดมาจากวอลเทอร์ แบจฮอต ในหนังสือเรื่อง บริทิช คอนสทิทิวชัน ความสำคัญมันมีมากขนาดไหนครับ ในหนังสือหลังม่านการเมืองเล่มนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านวิษณุ เครืองาม ท่านอุทิศหัวข้อสุดท้ายไว้ให้ทั้งหัวข้อเลยครับ นั่นคือหัวข้อที่ว่าด้วยพระราชอำนาจ ๓ ประการ ในระบอบประชาธิปไตย ท่านอุทิศ ๑ หัวข้อให้กับเรื่องนี้เลย หลักใหญ่ใจความมันมีเรื่องอะไรครับ มันก็คือเรื่องที่วอลเทอร์ แบจฮอตยืนยันเอาไว้ว่าในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น องค์พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจตามนิติโบราณราชประเพณีอยู่ ๓ ประการ ท่านอาจารย์วิษณุก็สรุปเอาไว้นะครับว่า มีพระราชอำนาจที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ จากรัฐบาล มีพระราชอำนาจที่จะทรงพระราชทานกำลังใจให้แก่รัฐบาล มีพระราชอำนาจ ที่จะทรงตักเตือนรัฐบาลนะครับ ในเล่มนี้ท่านยกตัวอย่างหลายกรณีเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่สนุกมากและได้รับความรู้มาก นี่คือหลักการที่รัฐบาลทุกชุดจำเป็นที่จะต้องยึดถือ ผมขออนุญาตย้อนกลับไปก็ได้ครับ ถ้าหากจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้นผมย้อนกลับไปสู่ตำรากฎหมาย รัฐธรรมนูญของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิษณุ ซึ่งเป็นตำราที่ผมใช้อยู่ทุกวันจน ณ วันนี้ นั่นคือตำรากฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐ ท่านพูดเรื่องนี้เอาไว้อยู่ใน หน้า ๓๗๒ เรื่องพระราชอำนาจตามนิติราชประเพณีแต่โบราณ ผมขออนุญาตอ่านให้ที่ประชุมฟัง เพื่อจะได้เข้าใจตรงกัน ท่านเขียนไว้ว่า อย่างไรก็ตามเมื่อพระมหากษัตริย์พระราชทานคำแนะนำ หรือข้อพระราชดำริอย่างใดแก่รัฐบาลแล้ว ก็เป็นหน้าที่ต่อไปของรัฐบาลที่จะรับพระราชดำรินั้น ใส่เกล้าใส่กระหม่อมและศึกษาทบทวนดูว่าจะเป็นไปได้เพียงใดที่จะสนองพระราชดำรินั้น กล่าวอย่างง่าย ๆ ว่าการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายบริหารโดยตรง เพราะเมื่อตัดสินใจอย่างใดลงไปและเกิดผลติดตามมา ไม่ว่าจะเป็นผลในทางบวกหรือทางลบ ก็ควรเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยแท้ เพราะพระมหากษัตริย์ไม่อยู่ในฐานะที่จะทรง กระทำผิดและทรงรับผิดชอบ นี่คือสิ่งที่ท่านยืนยันเอาไว้ในตำราของท่านเองในหน้า ๓๗๒ นอกจากนั้นแล้วท่านอาจารย์วิษณุก็ยังหยิบยกปรมาจารย์ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกท่านหนึ่ง คือศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ขึ้นมา ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด ชี้แจงไว้ตรงนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญจริง ๆ ของรัฐบาลทุกชุด ในเวลานี้ในประเทศไทยยังมี รัฐมนตรีและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคนเอาพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการ คือ สิทธิที่จะได้รับการปรึกษาหารือ สิทธิที่จะทรงสนับสนุน และสิทธิ ที่จะทรงตักเตือนไปใช้ในทางที่ผิด กล่าวคือมักจะนำพระราชดำรัสในการที่พระมหากษัตริย์ ทรงใช้สิทธิ ๓ ประการดังกล่าวนั้นไปเผยแพร่แก่สื่อมวลชนบ้าง แก่บุคคลอื่นบ้าง การที่ทำ เช่นนั้นอาจเป็นโดยเจตนาดี เพราะเห็นว่าเป็นที่เชิดชูพระเกียรติบ้าง หรือเห็นว่า แสดงว่าได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยบ้าง หรือเป็นเกียรติที่ได้เข้าเฝ้าฯ และรับสนอง พระราชประสงค์บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องทั้งนั้น คำแนะนำหรือคำเตือนของพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องเป็นความลับ เพราะมิฉะนั้นผู้ที่ไม่เห็นชอบด้วยจะนำไปวิพากษ์วิจารณ์และจะทำให้ องค์พระมหากษัตริย์ไม่เป็นที่เคารพสักการะ ถ้าคณะรัฐมนตรีจะรับคำแนะนำตักเตือน ไปปฏิบัติต้องปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบของตนเอง จะอ้างพระมหากษัตริย์มิได้ เพราะเป็นการ นำพระมหากษัตริย์ไปทรงพัวพันกับการเมือง นี่คือสิ่งที่ศาสตราจารย์พิเศษ ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย ซึ่งเป็นอาจารย์ของท่านประธาน เป็นอาจารย์ของท่านอาจารย์วิษณุ และเป็น อาจารย์ในทางตำราของผมด้วยได้บันทึกเอาไว้ และท่านอาจารย์วิษณุก็นำข้อความนั้น มาเขียนในหนังสือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งนักศึกษาคณะนิติศาสตร์แทบจะทั้งหมด ทั่วทั้งประเทศได้ศึกษาเรียนกัน ทั้งหมดที่ผมพูดไปเพื่ออะไรครับ ผมจะย้อนกลับมาสู่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน หลังจากกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณถูกเปิดเผยขึ้นมา ผมก็ไม่ทราบว่าถ้อยคำที่ว่า แล้ววันหนึ่งจะรู้เองว่าทำไมถึงไม่พูด ท่านต้องการหมายถึงอะไร ผมไม่ทราบว่าทำไมนายกรัฐมนตรีถึงมีการจัดพิธีให้คณะรัฐมนตรีเข้ารับพระราชทาน พระราชดำรัสต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ไม่มีใครทราบเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านคิดอะไรอยู่นะครับ แต่สังคมเขาย่อมมีสิทธิจะตั้งคำถามว่าตัวท่านเองเป็นผู้กระทำผิด ตามรัฐธรรมนูญ แล้วท่านไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ เลย แต่ท่านเลือกจะใช้วิธีแบบนี้ ผมคิดว่านี่คือข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าท่านขาดความเป็นผู้นำ ท่านทำผิดเอง แต่ท่านไม่รับผิดชอบ และท่านเลือกวิธีการแสดงออกแบบนี้ให้ประชาชนเขาเคลือบแคลง สงสัย ท่านประธานครับ ผมมาสู่การซักถามข้อเท็จจริงครับ ผมใช้เวลาอภิปรายไล่เรียงไป ทีละประเด็นเรียบร้อยแล้วตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๒ บอกเอาไว้ว่าจะต้องซักถาม ข้อเท็จจริงและเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี ผมขอถามไล่เรียงไปทีละข้อดังต่อไปนี้ครับ

ข้อแรก ขออนุญาตฝากท่านประธานถามผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีได้อ่านคำถวายสัตย์ปฏิญาณจากกระดาษแข็งที่ท่านหยิบขึ้นมาจาก กระเป๋าของท่านในวันนั้น กระดาษแข็งที่เสียบไว้ในอยู่กระเป๋าเสื้อด้านข้างของท่านนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีเตรียมมาเองใช่หรือไม่ ท่านได้เขียนข้อความการถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ ที่ไม่ตรงตามรัฐธรรมนูญลงไปใช่หรือไม่ เหตุใดทำไมท่านจึงไม่อ่านจากกระดาษแข็งในแฟ้ม สีน้ำเงินที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเตรียมมาให้ ทั้ง ๆ ที่การถวายสัตย์ปฏิญาณ ๕ ครั้งก่อนหน้านั้น ท่านก็อ่านจากกระดาษที่อยู่ในแฟ้มที่ ครม. เตรียมให้ท่าน นี่คือคำถาม ข้อแรก

คำถามข้อที่ ๒ ถามไปยังตัวท่านนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน หากมีรัฐมนตรี คนหนึ่งลาออกไม่ต้องเอ่ยชื่อก็ได้นะครับ สมมุติมีรัฐมนตรีท่านหนึ่งทนกระแสแรงกดดัน ไม่ไหววันนี้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ท่านตั้งคนใหม่มาเป็นรัฐมนตรีแทน แล้วตัวท่าน นายกรัฐมนตรีต้องนำรัฐมนตรีท่านใหม่เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง ถามท่าน พลเอก ประยุทธ์ในฐานะนายกรัฐมนตรีว่า ท่านจะนำถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้วยข้อความอย่างไร ท่านจะอ่านถ้อยคำตามมาตรา ๑๖๑ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือท่าน จะอ่านแบบที่ท่านอ่านในวันที่ ๑๖ กรกฎาคมอีก

ข้อที่ ๓ ผมถามความเห็นนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม หากนายกรัฐมนตรีคนต่อ ๆ ไป รัฐมนตรีคนต่อ ๆ ไปที่ไม่ใช่ พวกคณะท่าน เขามีโอกาสเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ และเขากล่าว ถ้อยคำไม่ครบถ้วนแบบที่ท่านทำ ท่านเห็นว่าทำได้หรือไม่

ข้อสุดท้ายครับ ข้อ ๔ ขออนุญาตถามไปยังท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่ท่านเคยเป็นรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมา ๒ ปี เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาอีก ๙ ปี เคยเป็นรองนายกรัฐมนตรีรอบแรกมาเกือบ ๔ ปี และรอบที่ ๒ อีก ๕ ปีเศษ รวมแล้ว ๙ ปี ใกล้เข้าสู่ปีที่ ๑๐ รวมแล้วท่านทำงานในทำเนียบ รัฐบาลมาเกือบ ๒ ทศวรรษ ท่านทำงานกับคณะรัฐมนตรีมา ๑๑ ชุด กับนายกรัฐมนตรี ๘ คน ด้วยสถานะเช่นนี้ ทำให้ตัวท่านรองนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเข้าร่วมการถวายสัตย์ ปฏิญาณหลายครั้งหลายหน บ้างเข้าไปในฐานะเลขาธิการ ครม. บ้าง บ้างเข้าไปถวายสัตย์ ปฏิญาณในฐานะรองนายกรัฐมนตรีบ้าง ผมขออนุญาตถามท่านว่าท่านเคยเห็น นายกรัฐมนตรีคนใดทำแบบ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ และท่านเห็นว่าทำได้ หรือไม่อย่างไรตามรัฐธรรมนูญ คำถามทั้ง ๔ ข้อนี้ขออนุญาตฝากท่านประธานถามไปยัง รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรี มาถึงข้อเสนอแนะครับ หลังจากเกิดกรณีถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ไม่ครบถ้วนใหม่ ๆ ผมได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่า ผมมีทางออกให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่ โดยผมพิจารณาจากรัฐธรรมนูญของประเทศไทยทั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน พิจารณาธรรมเนียม ในระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พิจารณา จากกรณีศึกษาเทียบเคียงในประเทศต่าง ๆ ที่เขาเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น พิจารณา ตำราวิชาการต่าง ๆ ก็ด้วยความปรารถนาดีต่อท่านว่าเราจะหาทางแก้ไขต่อไปได้อย่างไร ทางออกที่ผมเสนอก็คือให้นายกรัฐมนตรีนั้นขอพระบรมราชานุญาตถวายสัตย์ปฏิญาณ ใหม่อีกครั้งหนึ่งให้ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ในส่วนการกระทำต่าง ๆ ของท่านที่ได้ทำไปแล้ว แม้ท่านจะไปถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนก็ตาม ท่านเร่งออกมติคณะรัฐมนตรีต่าง ๆ เต็มไปหมด พวกนี้เราจะเป็นไปได้หรือไม่ถ้าท่านจะมี มติ ครม. อีกครั้งหนึ่ง เพื่อชุบชีวิตมัน ให้สมบูรณ์ทั้งหมด รับรองให้สมบูรณ์ให้หมด หลังจากท่านถวายสัตย์ปฏิญาณครบถ้วนแล้ว นี่คือข้อเสนอที่ผมเคยเสนอผ่านไปยังสื่อมวลชนต่าง ๆ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่กล้าหาญเพียงพอที่จะยอมรับว่าท่านทำผิดพลาด บกพร่อง แล้วมาหาทางแก้ร่วมกัน ทีนี้พอเวลาผ่านมาเนิ่นนานจนถึงวันนี้ครับท่านประธาน จากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม จนถึงวันนี้ยืนยันชัดเจนว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวนำการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ กำหนด โดยไม่แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นการจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติ ตามรัฐธรรมนูญ จริงอยู่ครับ ท่านเคยเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการยึดอำนาจ หลายคน ก็จะไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านจะยึดถือรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ในวันนี้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ใช้เต็มรูปแล้ว กำลังทยอยเข้าสู่ระบบปกติแล้ว แต่ปรากฏว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณของท่าน ในวันนั้น ท่านได้ทำลายความเชื่อมั่น ความเชื่อถือไว้วางใจของพี่น้องประชาชนลงไปหมดสิ้น ผมเอง เพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านก็ยอมรับในกติกาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านเข้ามา ตามตำแหน่ง ตามระบบของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้วเราก็ทำหน้าที่ฝ่ายค้านไป พี่น้องประชาชนก็อดทน ก็รณรงค์แสดงความเห็นด้วยไม่เห็นด้วยว่ากันไปตามระบบต่อไป เพราะในเมื่อท่านมาตามครรลองของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ แล้ว แต่ปรากฏว่าวันที่ ๑ เท่านั้นเองครับ วันที่ ๑ ก่อนที่ท่านจะเข้ารับหน้าที่ท่านกลับแสดงออกมาด้วยการถวายสัตย์ ปฏิญาณไม่ครบตามรัฐธรรมนูญ นั่นคือการทำลายความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ของพวกเราสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งหลายทั้งปวง ที่ผมพูดมานี้ก็เพราะว่าผมอยากขออนุญาตเสนอแนะไปอย่างนี้ครับ ผมขอเรียกร้องให้ ท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ซึ่งเป็นอาจารย์ในทางตำราของผม ผมอ่านหนังสือท่าน เรียนเลยว่าเกือบทุกเล่ม นวนิยายท่านผมก็อ่าน กำลังรอเล่มใหม่อยู่คือ ลงเรือแป๊ะ นี่โฆษณาให้ท่านเลยนะครับ คือผมอ่านหนังสือท่านหมดทุกเล่ม ติดตามผลงานท่านมาตลอด ผมอยากให้ท่านกลับมาเป็นอาจารย์วิษณุคนเดิม ยุติการให้ความเห็น การให้ความช่วยเหลือ ในทางกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรี ให้ท่านกลับมาเป็นปูชนียบุคคลในวงการนิติศาสตร์ ท่านออกจากเรือแป๊ะเถอะครับ ท่านกลับมาอยู่ในเรือแห่งความยุติธรรม

ข้อเรียกร้องต่อไป ผมไม่ต้องการทั้ง พลเอก ประยุทธ์คนเก่าและทั้ง พลเอก ประยุทธ์คนใหม่แล้ว ผมไม่ต้องการให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วน เพื่อรักษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้ราชอาณาจักรไทยแห่งนี้ มีผู้นำประเทศที่สง่างามทัดเทียมกับนานาอารยประเทศเป็นเกียรติเป็นศรีต่อประเทศ ต่อประมุขแห่งรัฐ และต่อประชาชนคนไทยทั้งชาติ ผมขอเรียกร้องให้ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ขอบคุณท่านประธานครับ