วันมูหะมัดนอร์ มะทา อภิปรายประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของนายกรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรฐานทางจริยธรรมตามกฎหมาย โดยเน้นย้ำความสำคัญของบทบาทนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม และตั้งคำถามถึงความสอดคล้องในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าจะขอพิจารณาเฉพาะประเด็นนี้โดยไม่ซ้ำซากกับผู้อื่น
เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม วันมูหะมัดนอร์ มะทา แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติครับ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานและพรรคร่วม ฝ่ายค้านครับ ที่ได้ให้โอกาสให้ผมมาอภิปรายในวันนี้ และต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุด้วยนะครับ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาของเราอย่างมีความอดทน ก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะอาจจะเป็นครั้งแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรีในระบบรัฐสภา ท่านต้องมีความอดทน เพราะท่านมาตามระบบนี้แล้วถึงแม้ว่าจะยังไม่ครบถ้วน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมจะไม่อภิปรายซ้ำจากที่ท่านผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรได้อภิปราย ไปแล้ว ท่านปิยบุตรได้กล่าวอภิปราย รวมทั้งท่านหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ที่ได้พูดถึงประเด็นการถวายสัตย์ปฏิญาณของ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ไม่ครบถ้วนหรือเกินไปตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนด ซึ่งอาจจะมี ผู้อภิปรายในประเด็นนี้อีก กระผมขออภิปรายในประเด็นเดียว ท่านประธานครับ แล้วก็ รับรองว่าจะไม่มีซ้ำกับคนที่พูดไปแล้วอย่างที่ท่านประธานได้กล่าวถึง และถ้าหากครบเวลา ของกระผม และเวลายังเหลืออยู่ ผมก็จะจบแค่นั้นครับ ท่านประธานครับ ยังมีประเด็นหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการถวายสัตย์ปฏิญาณและการปฏิบัติที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านปิยบุตรได้พูดอย่างชัดเจนว่าเป็นการกระทำที่ผิดรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งในรายละเอียดมีมากมาย การผิดในเรื่องรัฐธรรมนูญนั้นมีข้อหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดนั้น การทำผิดและไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญนั้นถือว่าเป็นการปฏิบัติผิดทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ถ้าเจ้าหน้าที่จะขึ้น มาตรฐานนี้เอาไว้ก็ได้ครับ แผ่นที่ ๑ ครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
มาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุครับ มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ไม่ได้ออกมาตามใจใครนะครับ ออกมาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๙ มาตรา ๒๓๔ มาตรา ๒๓๕ มาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗ ใน (๑) อันนี้สำคัญมากครับ แต่ที่สำคัญกว่านั้นท่านนายกรัฐมนตรีครับ พระราชบัญญัติ มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ได้กำหนดว่าให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่เรียกว่า ก.ม.จ. ชื่อว่าคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งต้องใช้เยอะ คณะกรรมการชุดนี้ได้กำหนดไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการครับ แล้วมีเลขาธิการ ก.พ. และผู้ทรงคุณวุฒิ อื่น ๆ ที่ท่านแต่งตั้ง ๕ ท่าน เป็นโดยตำแหน่ง ๕ ท่าน ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งท่านอาจจะยังไม่ได้ประชุมก็ได้ ได้โปรดรับรู้และรับทราบว่า ท่านเป็นประธานจริยธรรม แล้วถ้าคนที่เป็นประธานไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ผิดจริยธรรม อย่างร้ายแรง ประเทศนี้จะอยู่ได้อย่างไร เพราะจริยธรรมนี้มันบังคับทั้งองค์กรกลาง ศาลรัฐธรรมนูญ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ป.ป.ช. ด้วยครับ พวกผมก็อยู่ใน ประมวลจริยธรรมที่ท่านเป็นประธานอยู่ครับ เพราะฉะนั้นมันใช้บังคับกันทั่วประเทศ รวมทั้งองค์กรกลางทั้งหลายด้วยครับ แล้วท่านประธานไม่ปฏิบัติตามและผิดอย่างร้ายแรงนี่ พวกผมซึ่งจะโดนฟ้องต่อไปนี่ก็อาจจะเป็นข้ออ้างได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นประธานเอง ก็ยังปฏิบัติขัดต่อหลักจริยธรรม ท่านประธานครับ การไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมนั้น ได้กำหนดไว้ ขึ้นแผ่นที่ ๒ ก็ได้ครับ ว่าการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ในข้อ ๒๗ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมในหมวด ๑ ถือว่า มีลักษณะที่ร้ายแรง ลักษณะว่าร้ายแรง คำว่า ร้ายแรง นี่ไม่ใช่ว่าใครวัด เดี๋ยวผมจะพูดต่อไป ครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่าใครกำหนด หรือพวกผมกำหนด หรือคณะกรรมการที่ท่านนายกรัฐมนตรี เป็นคนกำหนดว่าร้ายแรงหรือไม่ร้ายแรง มันกำหนดโดยมาตรฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกไว้ ว่าอันไหนถือว่าร้ายแรง อันไหนที่ว่าไม่ร้ายแรง มันมีทั้งหมดถ้าผมจำไม่ผิด ๒๑ ข้อ แต่ใน ๕ ข้อแรกนั้นถือว่าถ้าปฏิบัติผิดหรือไม่ปฏิบัติตรง ถือว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง เพราะฉะนั้นการที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่รับพิจารณาในการที่ท่านถวายสัตย์ปฏิญาณ อาจจะมองในแง่นี้ว่า มีองค์กรอื่นที่จะพิจารณา ซึ่งกระผมจะได้กล่าวต่อไปอย่างหลีกเลี่ยง ไม่ได้ ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เกี่ยวข้องในเรื่องที่ผมจะกล่าวถึงนี้ด้วยครับ ทีนี้ถ้าหากว่าผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงแล้วเป็นอย่างไรครับ เอาขึ้นแผ่นที่ ๕ เลยก็ได้ครับ อันนี้เป็นที่รู้ทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ ที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้คณะกรรมการร่างนะครับ ซึ่งผมเองตอนที่รัฐธรรมนูญนี้ออกไปประชามติผมก็ไม่ได้รับ แต่เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้วเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ผมไปลงประชามติว่า ไม่รับ ผมต้องปฏิบัติครับ และท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านเป็นคนให้เขาเขียน ให้เขาร่าง แล้วท่านจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ ที่ท่านให้เขาทำได้อย่างไรครับ สุดที่จะอธิบาย สุดที่จะบรรยายครับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ พวกเราโปรดได้ตามดูว่ามาตรา ๑๖๐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี ทุกท่าน ความจริงเกี่ยวข้องกับพวกผมด้วยครับ เพราะมาตรานี้ใช้บังคับทุกท่าน เขาบอกว่า รัฐมนตรีต้อง ซึ่งหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย มีหลายข้อนะครับ ผมจะไม่อ่านทั้งหมด ซึ่งมีอยู่ ๗ ข้อ ถ้าจำไม่ผิดครับ เช่น อายุ ๓๕ ปี แต่ (๕) สำคัญมาก เพราะเกี่ยวกับจริยธรรม ที่ผมจะพูดถึงนี่นะครับว่า รัฐมนตรีต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มันเป็นคุณสมบัติคนที่จะเป็นรัฐมนตรี คนที่จะสมัคร ส.ส. ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าท่านขาด (๕) นี้ ท่านจะไปเป็นรัฐมนตรี จะเป็นนายกรัฐมนตรี ได้อย่างไร เพราะผิดวินัย ถามว่าใครกำหนด กำหนดโดยมาตรฐานจริยธรรม มาตรฐาน จริยธรรมใครเป็นกรรมการ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน อันนี้ขึ้นแล้วนะครับ มันไม่มีทาง ที่จะหลีกเลี่ยงที่ผมจะพูดสิ่งต่อไปนี้นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรฐานจริยธรรมนี้ มันสำคัญและมันกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านให้ร่างนี่ถึงแม้ว่าหลายอย่าง มีข้อบกพร่องและคนไม่เห็นด้วยเยอะจะต้องแก้ไข แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ไม่ได้กำหนดไว้อย่างเข้มข้น เรื่องจริยธรรมนี่ปฏิบัติก็ได้ ไม่ปฏิบัติก็แค่ผิดรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดว่าโทษเป็นอย่างไรครับ ท่านรองวิษณุครับ ในมาตรฐาน ทางจริยธรรมอันนี้ซึ่งใช้บังคับแก่คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมทั้ง ป.ป.ช. ด้วย เขามีบทกำหนดโทษซึ่งผมจะได้กล่าวต่อไป ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญซึ่งได้กำหนดไว้ในมาตรา ๒๑๙ ว่าให้มีประมวลจริยธรรม โดยศาลรัฐธรรมนูญออกแต่บังคับใช้คณะรัฐมนตรีด้วยนั้น ได้บอกว่าให้ที่ประชุมศาลฎีกา ได้เป็นผู้พิจารณาออกระเบียบว่าด้วยการพิพากษาคดี นี่ละศาลธรรมนูญถึงไม่รับ ให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาออกระเบียบว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. ๒๕๖๑ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๑ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ คือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ท่านครับ ระเบียบของศาลฎีกาหนาหลายหน้า เพราะมันเป็น กระบวนการพิจารณาในคดีที่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรมที่ร้ายแรง ผมจึงบอกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เข้มข้น ไม่ได้บอกว่า ผิดจริยธรรมแล้วก็เฉย ๆ แค่มีความรับผิดชอบทางด้านจริยธรรม จิตใจ อันนี้มันรับผิดชอบโดยกฎหมายครับ โดยระเบียบต้องขึ้นศาลครับท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีต้องขึ้นศาลครับ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญที่บอกไม่รับวินิจฉัยครับ ท่านต้องขึ้นศาลฎีกาครับ ตามระเบียบนี้ ขอประทานโทษครับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จริงครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้รับสนองพระบรมราชโองการครับ ประกาศเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นคนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับวันที่ ๖ พฤศจิกายน เล่มที่ ๑๓๕ ตอนที่ ๘๗ ก หน้า ๑๕-๒๕ ๑๐ หน้าครับ ใครยังไม่มี โปรดไปดู เพราะระเบียบนี้ใช้ทุกคนครับ ผมอาจจะถูกฟ้องโดยระเบียบศาลฎีกานี้ ท่านปิยบุตร ท่านเสรีพิศุทธ์ หรือพวกเราทุกคนครับ ท่านรัฐมนตรีด้วย ท่านรองวิษณุด้วยครับ จะถูกระเบียบนี้ใช้แล้วถูกฟ้อง แล้วถูกดำเนินคดีครับ ในระเบียบนี้พูดว่าอย่างไรครับ ในระเบียบนี้ในหน้า ๑๖ พูดว่า ให้มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเรียกว่า ผู้ไต่สวนอิสระ อันนี้อาจจะ เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ให้มีคณะผู้ไต่สวนอิสระในศาลฎีกาครับ ผู้ไต่สวนอิสระนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นศาลก็ได้ครับ แต่ต้องโดยกำหนดเอาไว้ในระเบียบนี้ครับ ซึ่งผมจะไม่พูดถึง รายละเอียดว่า ต้องเป็นคนที่มีความเป็นกลางในทางการเมืองครับ คนที่เกรงใจ ท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจะไม่ถูกพิจารณาอันนี้ครับ เพราะไม่เป็นกลางทางการเมือง ในระเบียบนี้เขียนไว้ชัดเจน ต้องขอชมเชยที่ประชุมใหญ่ ศาลฎีกาครับ เขาให้มีคณะไต่สวนอิสระ คณะไต่สวนอิสระเมื่อไต่สวนแล้วต้องไต่สวน โดยเปิดเผยครับ ก็เหมือนขึ้นศาลครับ และผมคิดว่าต้องปฏิญาณตนด้วย อันนี้อยู่ที่ระเบียบ ของศาล ต้องปฏิญาณตนด้วย แล้วก็ต้องพิจารณาโดยอิสระให้มีพยานได้ ให้มีเอกสารได้ แล้วก็มีการตรวจพยานเป็นกระบวนการพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่ที่ผมชอบใจก็คือว่า ศาลจะไม่ใช้ผู้พิพากษาอย่างเดียว ใช้คณะว่า คณะไต่สวนอิสระ ในเมืองนอกเขาก็ใช้อย่างนี้ครับ อันนี้เป็นความคิดที่ดีได้เริ่มว่า ไม่ต้องไปกังวลคณะไต่สวนอิสระ ทีนี้แล้วเรื่องที่ ท่านนายกรัฐมนตรีปฏิบัติผิดตามรัฐธรรมนูญนี้ใครจะร้องร้องอย่างไรครับ ที่ผมบอกว่า เกี่ยวข้องกับท่านประธานด้วย ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ใน ๕ ของรัฐสภา คือ ๗๕๐ ๑ ใน ๕ คิดว่า ๑๕๐ ฝ่ายค้านก็ถึงอยู่แล้วครับ ๑ ใน ๕ ของสมาชิกทั้ง ๒ สภา สามารถจะร้องไปที่ไหนครับ ก็ร้องผ่านท่านประธาน ท่านประธานรัฐสภาครับ เขาไม่ได้ใช้คำว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็ท่านนั่นละครับ ร้องผ่านประธานรัฐสภา แล้วประธานรัฐสภาก็จะรวบรวมคำร้อง ตลอดจน เอกสารส่งไปที่ ป.ป.ช. ก็เหมือนคดีทุจริตทั้งหลาย ส่งไปให้ ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ต้องตรวจสอบ รายละเอียด ซึ่งผมให้ความเชื่อมั่นว่ามันเป็นคำร้องที่ผ่านประธานรัฐสภา ป.ป.ช. จะบอกว่า ไม่มีมูลหรืออะไรต้องคิดหนักครับ เพราะท่านประธานวันนี้ผมต้องขอชมเชยครับ ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมั่นคง ผมมั่นใจว่าสภาเราจะมีเกียรติและมีศักดิ์ศรี เพราะท่านประธานได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางจริง ๆ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ผู้ที่ทำหน้าที่ ทั้งหลายว่าเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบันนั้นมันอยู่ที่ท่านประธานด้วยครับ อยู่ที่ผู้ปฏิบัติ พวกผมทั้งหลายด้วยครับ ผมยินดีจะให้ความร่วมมือท่านประธานครับ ตราบใดที่ ท่านประธานเป็นกลางและดำเนินตามกฎระเบียบและข้อกฎหมาย เพราะนี่มันเกียรติศักดิ์ศรี ของพวกผมเรา ก็ขอชมเชยครับ คำร้องนี้อาจจะไปถึงท่านประธานโดยเร็ววัน เพราะ ๑ ใน ๕ สามารถจะยื่นได้ ไม่เฉพาะแต่พวกผมเท่านั้น พี่น้องประชาชนทั่วไป ผู้ร้องอิสระทั้งหลาย นักร้องทั้งหลายสามารถจะร้องผ่านท่านประธานไปที่ ป.ป.ช. เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเป็น ประชาชนนั้นต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ รายชื่อ ไม่รบกวนพี่น้องประชาชนหรอกครับ เอาพวกเรานี่ละครับ เพราะว่ามันเป็นการเดินตามกระบวนการทางด้านรัฐสภา แล้วเราก็มี หน้าที่ในการควบคุมฝ่ายบริหาร ถ้าฝ่ายบริหารกระทำการไม่ชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งรวมทั้งกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องร้องไป ป.ป.ช. เสร็จแล้ว ป.ป.ช. ทำอย่างไรครับ ป.ป.ช. ก็จะรวบรวมพยานเอกสารที่ท่านประธานส่งไป อันนี้สำคัญมาก ท่านนายกรัฐมนตรีก็ลุกขึ้นไปแล้วครับ ไม่เป็นอะไร เพราะท่านคงจะไปดูประมวลจริยธรรม กับประกาศของศาลฎีกา ท่านอาจจะไม่เตรียมตัวมา ถ้า ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้วมีมูล อันนี้ สำคัญขีดเส้นใต้ครับ ไม่อยากให้เกิดขึ้นตอนนี้ มีมูล ป.ป.ช. ส่งไปที่ศาลฎีกา ศาลฎีกาก็จัดตั้ง คณะผู้ไต่สวนพิเศษขึ้นมา ถ้าไปถึงศาลฎีกาเมื่อไร คณะไต่สวนรับเมื่อไร ผู้ถูกร้องหมายถึง ท่านนายกรัฐมนตรี และอาจจะหมายถึงคณะรัฐมนตรี เพราะการไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ในเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณคราวนี้ คณะรัฐมนตรีก็อยู่ในกระบวนการ ๑๕๒ นี้ด้วย เพราะฉะนั้นถ้าหากศาลฎีการับคำร้องที่พวกผมจะร้องท่านประธานไปนั้นสำคัญมาก ท่านประธานครับ ในข้อบังคับประกาศของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ที่คุณชีพ จุลมนต์ ได้ลงนาม ผู้ถูกร้องหมายถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หรือใครที่ถูกร้องต้องหยุด ปฏิบัติหน้าที่ทันทีครับ จนกว่าการไต่สวนนั้นมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วผลเป็นอย่างไรก็ว่าไป ถ้าไม่ผิดก็กลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ครับ อันนี้สำคัญ ทีนี้ก็อาจจะถามว่า หรือท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะไปคิดเป็นอย่างอื่น เมื่อไม่มีนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็ไม่แน่ครับผมไม่ค่อยแม่นตรงนี้ ท่านวิษณุอาจจะแม่นกว่านะครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่ค่อยแม่น เท่าไรนะครับ ท่านอาจจะแม่นกว่าว่าเมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ถือว่าคณะรัฐมนตรีชุดเดิมนั้น ปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นมา แต่ไม่แน่ใจประเด็นนี้ จะถูกหรือไม่ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เพราะให้หยุด ปลัดกระทรวง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าไต่สวนนั้นจะเสร็จ ถามว่ากระบวนการ ไต่สวนผู้ไต่สวนอิสระนั้นยาวไหม ในระเบียบเขียนชัดเจนว่าต้องพิจารณาโดยไม่ชักช้า โดยรวดเร็ว ผมก็อ่านผ่าน ๆ ไป รู้สึกจะเป็น ๖๐ วันหรือเปล่าเท่าไรอันนี้ไม่แน่ใจ แต่โดยเร็ว และเสร็จแล้วผลของการไต่สวนนี้ต้องรายงานต่อประธานศาลฎีกา และประธานศาลฎีกานั้น ต้องรายงานมาที่ประธานรัฐสภาครับ ถึงแม้ว่าจะมาจากประชาชน จะมาจาก ส.ส. หรือ ส.ว. แต่ประธานศาลฎีกาต้องรายงานในการวินิจฉัยประมวลจริยธรรมที่มาตรฐาน ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็ระเบียบว่าด้วยการประกาศของศาลฎีกานี้ ที่ประธานศาลฎีกาบอกเอาไว้ ประธานรัฐสภาซึ่งท่านต้องเป็นคนรับ แล้วมาประกาศ ให้พวกผมทราบ อาจจะเป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่ละเมิดในสำนวนนั้น แต่อาจจะสอบถาม ได้ว่าผลอย่างนี้เป็นอย่างไรก็เชื่อมั่นในตัวท่านประธานคงจะให้ผมได้ซักถามพอสมควร เพราะรายงาน ป.ป.ช. รายงานของอะไรต่ออะไรท่านให้ซักเป็นวันได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่อง สำคัญของการบริหารประเทศและเป็นจริยธรรมของประเทศชาติ เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะฉะนั้นคงจะมีการซักถามอีกครั้งหนึ่ง ผมหวั่นวิตกจริง ๆ ว่าระเบียบที่ท่านนายกรัฐมนตรี ให้เขาร่าง ที่เขาให้ทำ ความจริงท่านต้องการว่าจะให้ไปโดนคนอื่น โดยเฉพาะพวกผม ซึ่งท่านบอกนักการเมืองนั้นไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณภาพ ท่านต้องการให้ประมวลจริยธรรมนี้ ประกาศของศาลฎีกานี้มาทิ่มแทงฟันเอาพวกผมรวมทั้งท่านประธานด้วย แต่ไม่รู้เป็นกรรมอะไร ว่าดาบที่ท่านยื่นมานั้นมันจะกลับไปสนองท่านในเร็ว ๆ วันนี้นะครับ ท่านประธานครับ ก็เหลือเวลาอีก ๕ นาที ผมบอกท่านประธานแล้วครับว่าถ้าจบก็คือไม่พูดต่อ แต่ก็ยังมีอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ ท่านปิยบุตรก็เสนอแนะว่าตามมาตรา ๑๖๒ นอกจากอภิปรายว่า ผิดถูกอย่างไรแล้วก็ต้องมีคำแนะนำชี้แนะด้วย จะให้ผมชี้แนะอย่างไร ท่านประธานครับ จริยธรรมมันชัดเจน คำประกาศของศาลฎีกาก็ชัดเจน ท่านประธานก็ยังต้องเกี่ยวข้อง ต่อไปในอนาคต ถ้าผมจะแนะนำก็คงคล้าย ๆ กับที่ว่า ความจริงผมอยากจะช่วย ท่านนายกรัฐมนตรีครับ คำแนะนำคือว่าสั้น ๆ และง่าย ๆ ถ้าท่านอยู่ท่านก็ยืนบอกว่า ผมขอลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เหมือนกับที่ท่านประกาศ เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ว่าผมขอยึดอำนาจประเทศไทยตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะพูดอย่างนั้นในวันนี้ครับ เพราะท่านไม่ได้มีกำลัง อาจจะมีก็ได้แต่ท่านก็ มีสิทธิที่จะลาออก ที่ผมบอกว่าผมอยากจะช่วยท่านนายกรัฐมนตรี เพราะการลาออกของท่านนายกรัฐมนตรี วันนี้ ไม่ได้หมายความว่าท่านนายกรัฐมนตรีเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปไม่ได้ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี ลาออกวันนี้สภาก็ต้องซาวด์เสียงนายกรัฐมนตรีใหม่ พวกผมจะไม่ลงคะแนนให้ท่าน เสียงปริ่มน้ำอย่างไรก็ตาม สิ่งที่ช่วยท่านก็มาอยู่ดี ๒๕๐ คราวที่แล้วลง ๒๔๙ ผมเป็นคนจำแม่น คราวนี้ก็คง ๒๔๙ อีกละครับ ๒๔๙ มาแล้ว อย่างไรท่านก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี อีกรอบ เพียงแต่ว่าคราวนี้ท่านลาออกเสียก่อน ที่บอกช่วยท่าน เพราะว่าถ้าท่านลาออกแล้ว ท่านมาใหม่ได้ แล้วท่านจะได้โละสิ่งพะรุงพะรังของท่าน ที่พี่น้องประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ ท่านเสรีพิศุทธ์ก็พยายามที่จะพูด ผมไม่พูดเพราะเดี๋ยวท่านประท้วง ท่านประธานไม่ให้ผมพูด ผมก็ไม่พูดครับ สิ่งที่พะรุงพะรังที่เสี่ยงและไม่ค่อยจะถูกต้องที่ท่านทำนั้น ท่านจะได้โละ ให้หมด ซึ่งหมายถึงคณะรัฐมนตรี ท่านก็ได้เสนอโปรดเกล้าฯ ใหม่ คนที่มีปัญหาท่านก็ตัด ออกไป ผมว่าดีเสียอีกครับ ถือโอกาสปรับปรุง เสียงปริ่มน้ำนี้ก็จะไม่ค่อยเป็นภัยกับท่าน เท่าไรนะครับ เพราะท่านตัวเบาเยอะไม่จมน้ำง่าย ๆ ตัวเบาครับ ท่านเอาออกเสีย ที่ถ่วง น้ำหนักของท่าน ตัวท่านเองก็ไม่เท่าไร แล้วท่านเข้ามาใหม่นะครับ ท่านนำคณะรัฐมนตรีใหม่ ของท่าน อย่างที่ท่านปิยบุตรแนะนำ หรือท่านเสรีพิศุทธ์แนะนำ ก็คือเข้าไปถวายสัตย์ ปฏิญาณใหม่ครับ ก็ให้ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ ก็ไม่มีปัญหาอะไร พวกผม ไม่ติดใจ และผมอยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะว่าผมต้องรับผิดชอบต่องบประมาณที่จะมาถึง ต่อกฎหมายที่นายกรัฐมนตรีเสนอมา เพราะว่าถ้าหากกระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณ ไม่ครบถ้วน ท่านปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ ท่านปิยบุตรก็ได้ยกตัวอย่างแล้วว่าประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไม่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ ต่อหน้าประชาชนนะครับ เขายังต้อง ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ ถ้อยคำไม่ได้ขาดครับ ผิดที่เท่านั้นเอง ของเราขาดทั้งวรรค และวรรค ที่สำคัญมากเพราะเราปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักครับ แล้วเราตัดทิ้งหลักนี้ได้อย่างไร ผมก็ไม่เข้าใจ ทำเสียใหม่เถอะครับ จะได้สมบูรณ์ ท่านก็เสนอกฎหมายได้ งบประมาณที่จะเข้ามาในเดือนตุลาคมท่านก็ทำได้ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่ท่านคิดจะไปปราศรัยที่เวทีสหประชาชาติ ท่านไม่ต้องไปก็ได้ครับ ช่วยน้ำท่วมดีกว่า เพราะเดี๋ยวฝรั่งจะถามว่า ก็ท่านยังถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบแล้วท่าน จะมากล่าวบนเวทีสหประชาชาติได้อย่างไรครับ อันนี้ผมเผื่อ ๆ ไว้ ไม่ไปสหประชาชาติ ก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ เขาไม่ได้กำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ แต่สภานี้กำหนดว่านายกรัฐมนตรี ต้องมาตอบ สหประชาชาติท่านให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปก็ได้ ไม่ต้องให้ รองวิษณุไปนะครับ เพราะเขาต้องรับผิดชอบกฎหมาย ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมได้กล่าว โดยสรุปพร้อมกับคำแนะนำท่านนายกรัฐมนตรีนั้น เชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงไม่ทำ ท่านประธาน ครับหมดเวลาพอดี ไม่เป็นไร ผมก็จะใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานี้คือให้พวกผม ๑๕๑ คนนี้ ร้องไปที่ ป.ป.ช. โดยผ่าน ท่านประธานครับ ท่านประธานก็รวบรวมส่งไป ป.ป.ช. ป.ป.ช. ก็ต้องส่งไปที่คณะผู้ไต่สวน อิสระของศาลฎีกา ผมไม่อยากให้เกิดขึ้นครับ เพราะรับไต่สวนเมื่อไร ท่านนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ครับ เพราะฉะนั้นลาออกเสียก่อนครับ แล้วเมื่อลาออกก่อน ผมก็ไม่รู้จะไปร้องอะไรต่อท่านประธานสภา หรือไปที่ ป.ป.ช. เพราะจบแล้ว แล้วรอท่าน ถวายสัตย์ปฏิญาณใหม่ครบถ้วนหรือไม่ ก็ว่ากันอีกตอนหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมแนะนำนั้น ดีกว่าให้พวกผมและท่านประธานต้องหนักใจในการที่จะเสนอไปยังศาลฎีกา ขอขอบพระคุณ ท่านประธานครับ แล้วก็ขอบพระคุณคณะรัฐมนตรีที่รับฟัง ขอบพระคุณครับ