วิษณุ ชี้เจตนารมณ์มาตรา 152 หวังสร้างเวทีปรึกษา ไม่ใช่ต่อสู้ทางการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๔ · ๑๘ กันยายน ๒๕๖๒

วิษณุ เครืองาม ชี้แจงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๕๒ เกี่ยวกับการตั้งกระทู้หมู่ และย้ำความสำคัญของการถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีต่อพระมหากษัตริย์เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ โดยยืนยันว่าพิธีดำเนินไปอย่างโปร่งใสต่อหน้าบุคคลหลายฝ่าย รวมทั้งผู้สื่อข่าว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมอาจจะชี้แจงคำถามทั้งหมดได้ไม่ครบถ้วน แต่อย่างไรก็ตามก็จะพยายามตอบ ในส่วนที่อยู่ในความรู้และความเข้าใจของผมและรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ญัตติที่ได้เสนอมาในวันนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา ๑๕๒ ของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งมาตรานี้เพิ่งมีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย ก่อนหน้านี้เรามีแต่เรื่องของ การควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน โดยวิธี ๑. ตั้งกระทู้ถาม ๒. เปิดอภิปรายเพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจ ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ใช่รัฐบาลหลายท่านใช้คำอภิปรายว่า รัฐบาลร่างมากับมือ ไม่ใช่ครับ ท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้มีดำริว่า การตั้งกระทู้นั้นมันเป็นเรื่องของตัวต่อตัว คนต่อคน สมาชิก ๑ คน ถามรัฐมนตรี ๑ คน แต่คำถามบางเรื่องอาจจะอยู่ในความรู้ ความเห็นหรือความทุกข์ ความอยากรู้ของสมาชิกหลายคน ทำอย่างไรถึงจะได้สามารถ มีการตั้งกระทู้หมู่ คือถามหลายคนได้บ้าง อันนั้นก็เลยทำให้เกิด มาตรา ๑๕๒ ขึ้นเป็นครั้งแรก เพราะฉะนั้นมาตรานี้ก็คือเรื่องของการตั้งกระทู้หมู่ ดังที่ท่านสมาชิกที่เคารพได้ดำเนินการมา ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ แล้วก็เจตนาของมาตรา ๑๕๒ นั้น ก็คือต้องการให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สอบถามและเสนอแนะ ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ปรากฏตามเอกสารรายงานการประชุมของ คณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเขาก็จัดพิมพ์รวมเป็นเล่ม เรียกว่า เจตนารมณ์ และความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีคำอธิบายเจตนารมณ์เอาไว้ทุกมาตรา พอมาถึง มาตรา ๑๕๒ นี้ เขาก็บอกครับว่า ต้องการที่จะให้มีการปรึกษาหารือกัน มากกว่าที่จะเป็น การต่อสู้ในทางการเมือง ถ้าประสงค์จะเป็นการต่อสู้ก็คงจะต้องไปใช้กลไกอื่นที่เรียกกันว่า กลไกการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วก็เป็นที่ น่ายินดีครับท่านประธาน ผมมีความรู้สึกจริง ๆ ว่านั่งฟังมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งถึงบัดนี้ เราได้บรรยากาศที่ตอบสนองเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๕๒ คือบรรยากาศที่เป็นการสอบถาม ปรึกษาหารือมากกว่าที่จะเป็นการต่อสู้ทางการเมืองจริง ๆ แล้วก็ต้องขอแสดงความยินดี ต่อท่านสมาชิกสภาที่ทำให้การใช้มาตรา ๑๕๒ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ดำเนินไปได้ด้วยดีจนกระทั่งถึงบัดนี้ ประเด็นใหญ่ที่พูดกันก็คือเรื่องของการถวายสัตย์ปฏิญาณ ขีดเส้นใต้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ คำนี้เราจะต้องใช้กันอีกหลายครั้ง ขอย้ำว่าผมใช้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ นะครับ เมื่อพูดถึงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณหลายคนเข้าใจว่า ใครทำอะไรกัน ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร แต่บางท่านอาจจะไม่เข้าใจหรือลืมไปแล้วหรือไม่ทราบ ยิ่งถ้าการอภิปรายกันในสภาวันนี้มีการถ่ายทอดเสียงและภาพออกไปทั่วประเทศ วันเวลา มันอาจจะเนิ่นนานมาจนกระทั่งลืม ๆ กันไปแล้วว่าใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร ก็ขออนุญาต ท่านประธานลำดับความครับว่า เหตุการณ์มันย้อนหลังไปเมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ หลังจากที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี รวมทั้งหมด ๓๖ คนแล้ว คณะรัฐมนตรีจำเป็นที่จะต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณ ตามที่มาตรา ๑๖๑ บัญญัติว่า ก่อนเข้ารับหน้าที่ ขอขีดเส้นใต้อีกครั้งหนึ่ง คำว่า ก่อนเข้ารับ หน้าที่ ก่อนเข้ารับหน้าที่คณะรัฐมนตรีจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้ แล้วก็มีข้อความที่เป็นถ้อยคำนั้น เพราะฉะนั้นในวันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๒ เวลาประมาณ ๑๗.๔๕ นาฬิกา คณะรัฐมนตรีทั้ง ๓๖ คน ก็ได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ ท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ในการเสด็จพระราชดำเนินออกให้เฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ได้กระทำต่อเฉพาะพระพักตร์ และต่อหน้าคนหลายคน ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนอะไร เพราะนอกจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวจะมีพระมหากรุณาเสด็จออก สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีก็เสด็จออก แล้วก็ยังจะมีข้าราชบริพารในพระองค์ เช่น ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ข้าราชการราชสำนักชั้นผู้ใหญ่หลายท่าน แน่นอนฝ่ายรัฐบาลก็คือ คณะรัฐมนตรี แต่ก็ยังมีข้าราชการอีกหลายคนในฝ่ายรัฐบาล เช่น เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เป็นต้น แล้วก็ต่อหน้าผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ที่ไปถ่ายทำด้วย เมื่อเริ่มเวลาเสด็จออกแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีก็เปิดกรวยดอกไม้ถวายบังคม แล้วก็เริ่มการกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้วยการล้วงหยิบเอาบัตรแข็งออกมาจากกระเป๋า ซึ่งเป็นวิธีปฏิบัติเดียวเหมือนกับ นายกรัฐมนตรีทุกคนที่เคยผ่านมาในอดีต ไม่ได้หยิบ ไม่ได้เปลี่ยน ไม่ได้สลับ ไม่ได้วาง หยิบบัตรแข็งซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้จัดเตรียมเช่นเดียวกับที่เตรียมให้ นายกรัฐมนตรีทุกคนในอดีต ผมได้เขียนในหนังสือหลังม่านการเมืองที่หลายท่านได้อ้างถึง ขอบพระคุณครับ คงขายดีขึ้นอีกเยอะต่อไปนี้ มีนายกรัฐมนตรีอยู่คนเดียวที่ท่าน ไม่ล้วงกระเป๋าหยิบอะไรออกมา เพราะท่านถวายสัตย์ปฏิญาณหลายหนแล้วท่านจำแม่น คือท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีอื่นต่อให้แม่น ต่อให้จำได้ก็กลัวพลาด หยิบล้วงมาจากกระเป๋าเสื้อทั้งนั้นละครับ เช่นเดียวกับท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ หยิบหน้าแรกก็เป็นการอ่านคำเบิกตัว ซึ่งคนอื่นไม่ต้องกล่าวตาม เสร็จแล้วพลิกเป็นหน้าที่ ๒ นั่นคือคำถวายสัตย์ปฏิญาณ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวไปแต่ละท่อน คณะรัฐมนตรีทุกคน กล่าวตาม ท่านมีคำถามหลายคำถาม ผมเรียนในที่นี้ว่าทุกคนกล่าวตามไปทีละท่อน ๆ จนกระทั่งจบตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าว ผมจะไม่กราบเรียนว่าถ้อยคำที่ ท่านนายกรัฐมนตรีอ่าน แล้วทุกคนกล่าวตามนั้นมีว่าอย่างไร และผมก็ไม่ทราบว่าเบื้องหน้า เบื้องหลังของการอ่านไปตามนั้น และแค่นั้น เป็นเพราะเหตุใด แต่ตรงนี้จะอธิบายได้ด้วย คำกลาง ๆ รวม ๆ เพียงประโยคเดียวเท่านั้น ที่ไม่อาจจะขยายความต่อไปอีก นั่นก็คือ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์ คำนี้ผมไม่ได้พูดขึ้นเอง ในหนังสือซึ่งบอกถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่ละมาตรา แต่ละมาตรา แล้วก็รวมมาถึง มาตรา ๑๖๑ ด้วย ในหนังสือซึ่งแสดงถึงเจตนารมณ์นั้น ผมจะไม่อ่านนะครับ เพราะยังไม่ได้ ขออนุญาตท่านประธานเอาไว้ แต่จำได้แม่นว่าในหน้า ๒๗๙ นั้นได้อธิบายเอาไว้ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องที่ต้องการยืนยันต่อองค์ผู้ใช้อำนาจอธิปไตย ซึ่งก็คือ พระมหากษัตริย์ เมื่อบ่ายนี้มีสมาชิกบางท่านบอกว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่รวมแห่งอำนาจ อธิปไตยเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่หรอกครับ ที่รวมนั้นคือพระมหากษัตริย์ มาตรา ๓ ถึงได้บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้น เพียงแต่ว่าใช้ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล นั่นก็แปลว่าคณะรัฐมนตรีและศาลก็ร่วมใช้ อำนาจอธิปไตยกับสภาด้วย แต่หนึ่งเดียวนั้นคือพระมหากษัตริย์ นี่ไม่ใช่หลักราชาธิปไตย หลักประชาธิปไตยนี่ละครับ แล้วรัฐธรรมนูญก็เขียนอย่างนี้กันมาหลายฉบับแล้ว เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของมาตรา ๑๖๑ จึงได้เขียนเอาไว้ในหนังสือที่กรรมการร่าง รัฐธรรมนูญได้รวบรวมเอาไว้ว่า เป็นการยืนยันต่อองค์ผู้ทรงใช้อำนาจอธิปไตยเพื่อที่จะยืนยัน ใช้คำว่า ยืนยัน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในตัวผู้กล่าวคำปฏิญาณนั้น ใครเป็นคนไว้วางใจ พระมหากษัตริย์ครับ ไว้วางใจในตัวใคร ผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ใครละ คณะรัฐมนตรีครับ ผมจึงได้เรียนว่ารัฐบาลอาจจะผิด ผมอาจจะผิด ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะผิด แต่เราเข้าใจ ตามที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างนั้น แล้วก็จะว่าผิดก็คงจะไม่ใช่ต่อไป แล้วละครับ เพราะเหตุว่าในคำวินิจฉัยหรือจะเรียกว่าคำสั่งก็ได้ของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้ ออกมาเมื่อวันที่ ๑๑ ได้เขียนเอาไว้ในคำวินิจฉัยอย่างน้อยก็ฉบับย่อละ ที่ทุกคนมีกันในมือ ถือกันคนละแผ่น สองแผ่น คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ หน้าที่ ๒ บรรทัดที่ ๓ ศาลใช้คำว่า ดังนั้นการถวายสัตย์ปฏิญาณจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับ พระมหากษัตริย์ เขียนเหมือนกับเจตนารมณ์ของ มาตรา ๑๖๑ นะครับ เป็นการยืนยัน ความสัมพันธ์ระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์ ผมถึงได้สรุปว่าการถวายสัตย์ ปฏิญาณนั้นเป็นเรื่องระหว่างคณะรัฐมนตรีกับพระมหากษัตริย์ พอพูดอย่างนี้ก็อาจจะมีคน นึกอยู่ในใจว่า แล้วทำไมจึงบังอาจทำให้มันไม่เหมือนกับในรัฐธรรมนูญ ก็ต้องย้อนกลับมา ที่ผมได้กราบเรียนว่า ประเด็นในวันนี้เรากำลังพูดกันถึงเรื่องการถวายสัตย์ปฏิญาณ ขีดเส้นใต้ คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไมจึงต้องขีดเส้นใต้ ท่านประธานครับ เมื่อเวลาเราพูดถึงคำว่า ปฏิญาณสาบานตัว เราพูดรวม ๆ กันไป แต่ที่จริงแล้วในรัฐธรรมนูญ แล้วก็ไม่ว่าฉบับใด ๆ ท่านอาจารย์ปิยบุตร ขออภัยเอ่ยนาม ท่านบอกว่า เราเริ่มระบบ ครม. ถวายสัตย์ปฏิญาณ มาตั้งแต่ครั้งแรกปี ๒๕๙๒ ใช่ครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๒ มาจนกระทั่งถึงฉบับปัจจุบันนี้เขาไม่ได้พูด คำว่า ปฏิญาณสาบานตัวรวม ๆ กันไป เขาจงใจแยกเรื่องปฏิญาณสาบานตัวที่ภาษาอังกฤษ แล้วก็ความมุ่งหมายต่างกันด้วย คำหนึ่งคือคำว่า ปฏิญาณตน อีก อาจจะใช้คำเดียวว่าเทค ดิ โอท (Take the oath) แต่ภาษาไทยมันแตกออกเป็น ๒ คำ ใช้ ๒ แห่ง คำหนึ่งคือคำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ ทำไมจึงแยกออกเป็น ๒ คำ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น เมื่อท่าน จะเข้ารับหน้าที่ท่านต้องทำอะไร คำตอบปฏิญาณตนครับ เมื่อเช้าที่มีท่านสมาชิกใหม่ ลุกขึ้นยืนกล่าวตามท่านประธานชวนก็ปฏิญาณตนครับ นั่นคือใช้วิธีที่ ๑ ไม่ใช่วิธีที่ ๒ แต่คณะรัฐมนตรีนั้นไม่ได้ปฏิญาณตนครับ แต่ถวายสัตย์ปฏิญาณ นั่นแปลว่าใช้วิธีที่ ๒ ไม่ใช่วิธีที่ ๑ ในรัฐธรรมนูญนี้ใช้คำว่า ปฏิญาณตนอยู่ ๓ แห่ง กับบุคคล ๓ ประเภท ๑. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ใครเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตน ในที่ประชุมรัฐสภา นานมาแล้วสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ได้รับแต่งตั้งเป็น ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จประพาสต่างประเทศ ก็ทรงเสด็จมาปฏิญาณพระองค์ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อรัชกาลที่ ๙ เสด็จออกทรงผนวชก็ตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ เป็นผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ ก็เสด็จมาทรงปฏิญาณพระองค์ในที่ประชุมรัฐสภา นั่นคือปฏิญาณตน ปฏิญาณตนนั้นใช้กับ ๑. ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ๒. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องทำในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เช่นเมื่อเช้านี้ และ ๓. สมาชิกวุฒิสภาซึ่งต้องทำ ในที่ประชุมวุฒิสภาดังเช่นกรณีของสมาชิกวุฒิสภาทั้งหลาย ๓ อย่างนี้ปฏิญาณตน การปฏิญาณตนก็คือลุกขึ้นยืนแล้วกล่าว สมัยก่อนกล่าวเองด้วยซ้ำไป หลัง ๆ กล่าวตาม ท่านประธาน แต่ก็ไม่ใช่เป็นการปฏิญาณต่อประธาน ที่เมื่อเช้าท่านประธานชวนกล่าวนำ แล้วก็ท่านสมาชิกกล่าวตามนั้น ไม่ใช่เป็นการปฏิญาณต่อท่านประธานชวน แต่ปฏิญาณ ในที่ประชุมคืออาศัยสถานที่เป็นหลัก จะไปทำสถานที่อื่นไม่ได้ นั่นคือปฏิญาณตน หลายคนพูดถึงท่านประธานาธิบดีโอบามาก็ปฏิญาณตนครับ แล้วก็จริงครับท่านพูดไปแล้ว นึกขึ้นได้ผิดรุ่งขึ้นท่านก็มาพูดใหม่ให้มันถูกเมื่อปี ๒๕๕๒ แต่พอพูดเรื่องนี้ใครช่วยค้น กลับไปหน่อยนะครับว่าเมื่อปี ๒๕๑๖ ประธานาธิบดีนิกสันกล่าวแล้วก็ไม่ครบเหมือนกัน แล้วก็ไม่ได้ทำอะไร นั่นคือปฏิญาณตน ส่วนการกล่าวถ้อยคำอีกอย่างหนึ่งรัฐธรรมนูญไทย ใช้คำว่า ถวายสัตย์ปฏิญาณ การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้น ทำที่ไหนก็ได้ ไม่เหมือนกับ ส.ส. ส.ว. และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องทำในที่ประชุมสภา แต่พอถวายสัตย์ปฏิญาณทำที่ไหนก็ได้ คณะรัฐมนตรีเคยถวายสัตย์ปฏิญาณที่พระที่นั่งพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ก็มี พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ก็มี พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ก็มี สมัยรัชกาลที่ ๙ ตอนท้าย ปลายรัชกาลไปทำที่โรงพยาบาลศิริราชก็มี เพราะฉะนั้นสถานที่นั้นไม่สำคัญ สำคัญคือ ต้องมีผู้รับการถวายสัตย์ปฏิญาณอยู่เท่านั้น คือพระมหากษัตริย์ และการถวายสัตย์ปฏิญาณ จะทำต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ก็ไม่ได้ และในอดีตทำกับผู้แทนพระองค์ก็ไม่ได้ ต้องทำกับ พระมหากษัตริย์ เพราะเหตุว่าต้องทำกับพระมหากษัตริย์นี่เองเขาจึงใช้คำว่าถวายสัตย์ ปฏิญาณ เป็นราชาศัพท์เต็มรูปเลยครับ และเวลาเอ่ยก็ต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า ข้าพระพุทธเจ้า ไม่เหมือน ส.ส. ส.ว. และไม่เหมือนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และทำไม จึงต้องข้าพระพุทธเจ้า นาย นาง นางสาว ก็เพราะว่าทำกับพระมหากษัตริย์ เมื่อทำกับ พระมหากษัตริย์ ก็แปลว่ามีผู้ถวาย นั่นก็ต้องแปลว่ามีผู้รับการถวาย ไม่เหมือนกรณี ส.ส. ส.ว. และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ที่ไม่ต้องมีผู้รับ เมื่อไม่ต้องมีผู้รับผมจึงอดคิดไม่ได้ ผมใช้ว่า อดคิดไม่ได้ ผมอาจจะผิด จึงอดคิดไม่ได้ว่าไม่มีใครมีสิทธิที่จะเปลี่ยนแปลงถ้อยคำนั้น ใครจะเป็นคนไปอนุญาตท่าน แต่การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นมีผู้ถวายแล้วก็มีผู้รับการถวาย ดังนั้น เมื่อมีการถวายสัตย์ปฏิญาณเสร็จก็จะจบลงด้วยการมีพระราชดำรัสตอบทุกครั้งไป การถวายสัตย์ปฏิญาณนั้นทำกับบุคคล ๔ ประเภทเท่านั้น ๑. องคมนตรี ๒. รัฐมนตรี ซึ่งก็รวมถึงคณะรัฐมนตรีด้วยถ้าหลายคน ๓. ผู้พิพากษา และ ๔. ตุลาการ ๔ ประเภทนี้ จะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ