สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๑๓.๐๒ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิก ผมขออนุญาตเริ่มการหารือเลยนะครับ เชิญท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล ครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สุโขทัย

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอหารือ ต่อท่านประธาน ความเดือดร้อนของพี่น้องชาวจังหวัดสุโขทัย อันเนื่องมาจากเกิดภัยแล้งนะครับ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีข่าวคราวเกี่ยวกับว่าจะมีพายุหรือว่าฝนฟ้าคะนองมา แต่จังหวัดสุโขทัย ก็ยังไม่มีฝนครับ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคลองต่าง ๆ ในจังหวัดสุโขทัย ซึ่งพี่น้องเกษตรกร ต้องการน้ํามากนะครับ แต่ต้องอาศัยน้ําจากจังหวัดกําแพงเพชรท่อทองแดงผ่านเข้ามา อําเภอเมืองกําแพงเพชร อําเภอพรานกระต่ายเข้ามาที่อําเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลองสามพญาที่ตําบลหนองตูม ตําบลกง และตําบลท่าฉนวน ๓ ตําบลนี้ ของอําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ไม่มีน้ําเลย ก็อยากจะฝากกับทางสํานักงานชลประทานที่ ๔ เขตอําเภอกงไกรลาศด้วยนะครับ

และอีกเรื่องหนึ่งครับ ก็เนื่องจากว่ามีแหล่งน้ําหลายแห่งซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็ฝากถึงกรมทรัพยากรน้ํา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ําหนองน้ําจีน วัดบอน หมู่ที่ ๔ ตําบลบ้านสวน อําเภอเมืองนี้ด้วยนะครับ แล้วก็แหล่งน้ําหนองตะไคร้ บ้านหนองเงิน หมู่ที่ ๕ ตําบลบ้านกร่าง อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย แหล่งน้ําคลองสาหร่ายหมาไล่ หมู่ที่ ๑ ตําบลสามพวง อําเภอคีรีมาศ จังหวัดสุโขทัย แล้วก็แหล่งน้ําหนองใหญ่ บ้านหนองหญ้าปล้อง หมู่ที่ ๓ ตําบลบ้านกร่าง อําเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลมีนโยบายที่จะพัฒนาแหล่งน้ํา เพื่อเป็นคลองระบายน้ําแก้น้ําท่วมแล้วก็ช่วยภัยแล้งด้วยนะครับ ก็ฝากทั้ง ๔ แหล่งน้ํานี้ ต่อทางกรมทรัพยากรน้ําด้วยนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ชาวบ้านอําเภอกู่แก้ว อําเภอศรีธาตุได้ร้องเรียนกับผมว่าขณะนี้ข้าวนาปรังเก็บเกี่ยวแล้ว อยากจะฝากท่านประธานไปยังกระทรวงพาณิชย์ให้เร่งไปรับจํานําข้าวด่วน เพราะเขาไม่รู้ว่า จะไปขายที่ไหน ได้โปรดสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วก็นายอําเภอ หรือว่าพาณิชย์จังหวัด ได้ออกไปดูพี่น้องชาวอําเภอศรีธาตุและอําเภอกู่แก้ว โดยเฉพาะพี่น้องชาวจังหวัดอุดรธานีด้วย เพราะว่าชาวบ้านไม่รู้ว่าจะไปขายข้าวนาปรังที่ไหน ฝากท่านโดยด่วน อันนี้เป็นเร่งด่วนนะครับ ท่านประธาน

ประเด็นที่ ๒ ถนนจากอําเภอไชยวานผ่านไปยังบ้านหนองเรือ ผ่านไปยัง บ้านหนองแวงตาด ผ่านไปยังบ้านวังชมภู ตําบลไชยวาน อําเภอไชยวาน และตําบลคําเลาะ อําเภอไชยวาน ถนนตรงนี้จะตัดออกไปบ้านบะยาว บ้านนานกชุม อําเภอวังสามหมอ ฝากท่านประธานด้วยนะครับ รัฐมนตรีไปดู ๓ คนแล้ว แต่ว่างบประมาณก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็ฝากท่านด้วย ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนนั้น พี่น้องประชาชนไม่มีที่พึ่ง มีแต่มาบอก ส.ส. ส.ส. ก็มีที่พึ่งที่เดียวคือท่านประธานสภา ท่านช่วยทําหนังสือ แล้วก็เร่งด่วนด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านธวัชชัย อนามพงษ์

นายธวัชชัย อนามพงษ์ จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ธวัชชัย อนามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอหารือ เรื่องผลไม้ภาคตะวันออกตกต่ําอีกสักครั้งนะครับ กระผมหารือไปหลายครั้งแล้ว ท่านประธานก็เมตตาส่งหนังสือให้กระผม ขอขอบพระคุณอย่างสูง แต่ผลไม้ก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย โดยเฉพาะมังคุด ทุเรียนออกมากแล้ว เมื่อวันที่ ๒๙ วันที่ ๓๐ นี้ มังคุดราคาดีนะครับ กิโลกรัมละ ๙๐ บาท ดีได้ ๒ วันก็ตกลงมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เหลือกิโลกรัมหนึ่ง ๖๐-๖๕ บาท สาเหตุก็เพราะปีก่อน ๆ โน้น กระผม ธวัชชัย ยุคล พงษ์เวช ก็เป็นรัฐบาล ก็ติดตามงบ คชก. ลงไปรีบด่วน แล้วก็ อบจ. นําโดยท่านธนภณ กิจกาญจน์ พอผลไม้ตกต่ํา ท่านก็ตั้งงบเข้ามาแทรกแซง แต่ปีนี้ผมเป็นฝ่ายค้าน อบจ. ก็หมดวาระทําให้ผลไม้ลงเอา ๆ ผมอยากฝากท่านเรียนท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วยให้ลงไปดูหน่อยได้ไหมครับ ผมเห็นชาวไร่สับปะรดประท้วงปิดถนนก็อนุมัติงบมา ๑,๔๐๐ กว่าล้านบาท แต่เมืองจันท์ ไม่ชอบประท้วง ไม่ชอบปิดถนนขอท่านเมตตาด้วย และเมืองจันท์ใช้งบแค่ ๑๐๐ กว่าล้านบาทเอง ภาคตะวันออกนะครับ จังหวัดจันทบุรี ๖๐ กว่าล้านบาท เหลือก็คืนทุกปี ๆ นะครับ เป็นตัวอย่างที่ดีมากเลยครับ ขอท่านประธานบอกท่านรัฐมนตรีหน่อยนะครับ

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งครับ เรื่องชาวสวนผลไม้ก็เดือดร้อนอย่างแสนสาหัส เพราะพายุโซนร้อนพัดผลไม้พังทั้งสวนเลย แล้วก็พอพังทั้งสวนจะได้เงินไร่ละ ๙๐๐ กว่าบาทเอง ๙๑๒ บาท อยากให้ท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลขอให้ช่วยเหลือเยอะหน่อยได้ไหมครับ เห็นเยียวยาอย่างอื่นเยอะมากแต่ชาวสวนนี้ลําบากมาก ขอท่านประธานได้เมตตานะครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ

เรื่องแรกที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องบ้านยางนาดี หมู่ที่ ๕ แล้วก็หมู่ที่ ๑๐ ตําบลชีบน อําเภอบ้านเขว้าว่าตอนนี้ เขาได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสจากกรณีที่บ้านเขามีสถานีสูบน้ําด้วยพลังงานไฟฟ้า บ้านยางนาดี แต่ว่าได้มีการไปเคลื่อนย้ายแพที่ตั้งเอาไว้ที่ริมแม่น้ําชีเพื่อจะยกระดับให้มันสูงขึ้น มีการเคลื่อนย้ายจุด ทําให้ตอนนี้สายไฟที่ต้องใช้ค่ะท่านประธานก็ถูกตัดขาดไปเป็นเวลา เกือบจะ ๒ ปีแล้ว ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขมาเดินไฟให้สถานีสูบน้ําแห่งนี้สามารถจะสูบน้ําได้ ตอนนี้พี่น้องเกษตรกรลําบากมากค่ะ น้ํากิน น้ําใช้ก็ไม่มี แล้วน้ําเพื่อการเกษตรก็ยังไม่มีอีก ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็อาจจะเป็นทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ช่วยดูแลแก้ไขปัญหาในเรื่องดังกล่าวด้วย

เรื่องที่ ๒ อยากจะขอหารือกับท่านประธานก็คือเป็นเรื่องน้ําแล้งอีกเช่นกันค่ะ ท่านประธาน วันนี้ที่กรุงเทพมหานครมีฝนตกในช่วงเช้า แต่ที่จังหวัดชัยภูมิของดิฉัน ปรากฏเกิดเหตุการณ์ภัยแล้งมาเยือนหลายพื้นที่ในหลายอําเภอไม่มีน้ําเพื่อทําการเกษตร ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ช่วยดูแลเรื่องหาเครื่องสูบน้ํา แล้วก็น้ํามันมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรด้วยค่ะ

เรื่องสุดท้ายที่อยากจะขอหารือกับท่านประธาน ก็คือดิฉันเองได้รับการร้องเรียน จากผู้อํานวยการโรงเรียนระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาหลายแห่งในจังหวัดชัยภูมิ แล้วก็จังหวัดใกล้เคียงมาบอกกล่าวกับดิฉันนะคะท่านประธานว่าตอนนี้โรงเรียนหลายแห่ง ที่ท่านเป็นผู้อํานวยการอยู่ประสบปัญหาก็คือตึกอาคารเรียนทรุดโทรม แล้วก็บริเวณรอบ ๆ โรงเรียนหลายแห่งยังเป็นดิน เป็นทรายอยู่ เด็ก ๆ นักเรียน เมื่อฝนตกหรือว่ามีน้ําเจิ่งนอง ก็ทําให้เกิดอันตรายกับเด็กนักเรียน เพราะว่าเด็กเล็กบางทีก็ดื้อ ก็มีการหกล้มกันค่อนข้างเยอะ แล้วก็อุปกรณ์ต่าง ๆ ยังขาดแคลนอยู่ ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการ ให้ช่วยดูแล แล้วก็จัดหาในเรื่องอุปกรณ์สําหรับเด็กนักเรียน แล้วก็ตึก แล้วก็อาจจะเป็นงบ ในเรื่องถนนหนทางให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวัชระ เพชรทอง

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนมีทุกวัน

เรื่องแรก ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่รับปากแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวบ้านนาสาร ทันทีทันใดเมื่อคืนนี้ จากการที่อาจารย์สุรพงษ์ จรูญพงศ์ ได้ร้องเรียนผ่านท่าน ส.ส . โสภา กาญจนะ และกระผม เพื่อที่จะขอให้รถไฟสปรินเตอร์ (Sprinter) กรุงเทพ-สุราษฎร์ธานี ให้ขยายไปถึงชุมทางทุ่งสง ปรากฏว่าเมื่อคืนนี้ท่านรัฐมนตรีโทรศัพท์บอกประธานบอร์ด การรถไฟแห่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยขอให้หยุดที่สถานีบ้านนาสารด้วย ขอขอบคุณครับ

เรื่องที่ ๒ เทศบาลบ้านนาสารขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทยขุดคลอง ซึ่งทางรถไฟนี้ไปขวางคลองเอาไว้ เดิมนั้นคลองกว้าง ๘ เมตร ปัจจุบันเหลือแค่ ๑.๒๐ เมตร ขอให้คลองเท่าเดิม เพราะว่าทําให้น้ําท่วมที่บ้านนาสาร

เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ต้องขอขอบคุณ เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชน ส่งจดหมายร้องเรียนมาว่าจากครูบ้านนอกนักศึกษามหาวิทยาลัยอีสานครับ ท่านประธาน โดยครูอําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ผมเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อรับร้องทุกข์ จากพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เมื่อพี่น้องประชาชนจากภาคอีสานร้องมาว่า นักศึกษามหาวิทยาลัยอีสานซึ่งอยู่ที่อําเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ได้จ่ายเงิน ค่าลงทะเบียนให้กับนางสาว นามสกุล ขอไม่ระบุนาม ปรากฏว่าทําให้นักศึกษาซึ่งเป็นครูนั้น เดือดร้อน เนื่องจากนางสาวดังกล่าวนั้นไม่ไปจ่ายเงินให้กับมหาวิทยาลัย และครูบ้านนอก ซึ่งยืมเงินมาลงทะเบียนหวังที่จะปรับวิทยฐานะกับโดนหลอกเงินเพราะความน่าเชื่อถือ ของบางบุคคลที่จังหวัดอุดรธานี ทําให้ชาวอุดรธานี คุณครูนั้นเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติดําเนินการ

เรื่องสุดท้ายครับ การที่พี่น้องประชาชนมาชุมนุมที่หน้าสภาในขณะนี้ ท่านประธานครับ เขาเป็นห่วงเรื่องการปรองดอง อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยัง พี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าท่านมีสิทธิชุมนุมโดยสงบ มีสิทธิชุมนุมโดยสงบโดยปราศจากอาวุธ และสามารถมาชุมนุมมากเพิ่มเติมขึ้นเรื่อย ๆ ขณะนี้ประมาณ ๑,๐๐๐ คน คาดว่าจะถึง ๑๐,๐๐๐ คน และ ๑๐๐,๐๐๐ คนในอนาคต ขอขอบคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครูมานิตย์ สังข์พุ่ม

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมไปร่วมงานการประชุมของกลุ่มสตรีวางแผนยุทธศาสตร์ในการทํางาน เพื่อการพัฒนาประเทศและจังหวัดอยู่ในเขตเลือกตั้งของผม ซึ่งประกอบไปด้วยอําเภอศีขรภูมิ อําเภอสําโรงทาบ อําเภอจอมพระ รวม ๓ อําเภอ ๓๑๔ หมู่บ้าน ซึ่งไปฟังดูแล้วก็เขามีเนื้อหาสาระมาก ไม่ว่าจะแผนยุทธศาสตร์ในเรื่องของโอทอป (OTOP) หรือแผนยุทธศาสตร์ของการพัฒนาสังคม แม้กระทั่งในเรื่องของการเตรียมการปราบยาเสพติด ซึ่งวันนี้เขาไปไกลแล้วครับ แต่สิ่งหนึ่ง ที่น่าเห็นใจเขา เนื่องจากว่าเขาไม่มีค่าตอบแทน เขาไม่มีเงินอุดหนุนเข้าไป ในขณะที่ อสม. ได้ เขาก็ดีใจนะครับ ไม่ใช่เขาไม่ดีใจ แต่เขาบอกว่าวันนี้น่าจะให้รัฐบาล หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ช่วยดูแลเขาหน่อย โดยเฉพาะคนที่เป็นประธานสตรีระดับหมู่บ้านน่าจะได้อานิสงส์ อย่างน้อยก็เป็นค่าน้ํามันรถ เป็นค่าในการประสานงานเพื่อกลไกในการทํางานขับเคลื่อน ให้มันดีขึ้น ผมก็เลยบอกว่าเดี๋ยวจะไปนําเรียนในที่ประชุมฝากท่านประธานไปยัง ผู้ที่รับผิดชอบ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็ไม่ได้ในเขตเลือกตั้งผมหรอกครับ แต่บังเอิญคนในเขตเลือกตั้งผม เขามาทํางานอยู่เต็มในกรุงเทพฯ เขาบอกว่าเขาชมเชยท่านร้อยตํารวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บํารุง และท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่สนใจในการปราบยาเสพติด สนใจในเรื่องของปราบยาบ้า แม้กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขท่านวิทยาเขาก็ชื่นชมครับ แต่ว่าเขาก็เห็นใจ ว่าพื้นที่ประเทศไทยมันกว้างใหญ่ไพศาล ไม่รู้บ้าง ทุกซอกทุกซอย ในเขตบางกรวย ท่านประธานอาจจะว่าทําไม ส.ส. อยู่จังหวัดสุรินทร์ แต่มาพูดถึงเขตบางกรวย บังเอิญคนบ้านผม จังหวัดสุรินทร์มาทํางานอยู่เยอะ เขาบอกว่าบางกรวยที่จังหวัดนนทบุรียังมียาบ้าอยู่ พอประมาณ ก็เลยอยากจะมาฝากท่านประธาน จริง ๆ แล้วผมเจอท่านดอกเตอร์เฉลิม ท่านก็รับปาก แต่ก็อยากจะมาเรียนบอกตรงนี้ เพราะว่าพี่น้องชาวบ้านเขาสนใจอยู่ เขาฝากว่า ให้ช่วยมาดูให้ด้วย เพราะว่าพี่น้องผมมาอยู่ตรงนั้นเต็มหมดครับ ขอบพระคุณท่านประธานมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนริศ ขํานุรักษ์

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้รับคําร้องเรียน ร้องทุกข์จากชาวบ้าน หมู่ที่ ๘ ตําบลเกาะหมาก อําเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง ว่ามีจํานวนครัวเรือนอยู่หลายครัวเรือนทีเดียว ยังไม่มีไฟฟ้าใช้นะครับ จึงขอให้ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องไปช่วยดําเนินการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน เพราะว่าการไม่มี ไฟฟ้าใช้มันเป็นเรื่องของการมีปัญหาในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ เนื่องด้วยในพื้นที่จังหวัดพัทลุงส่วนใหญ่จะเป็นเทือกเขาบรรทัด อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีน้ําตก ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญ ของจังหวัดพัทลุงมีการประกอบร้านค้า แล้วก็มีอาชีพสนับสนุนการท่องเที่ยว เช่น ให้เช่าห่วงยาง แล้วก็ชูชีพ ขณะนี้มีการจับกุม มีการรื้อร้านค้า ซึ่งที่จริงแล้วก็เป็นไปตามกฎหมาย แต่ผมก็อยากเรียนว่าสิ่งเหล่านี้อะลุ่มอล่วยได้ เพราะว่าเป็นการปฏิบัติกันมานะครับ แล้วเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าก็ได้ไปประกาศเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ การท่องเที่ยว ซึ่งควรอะลุ่มอล่วยให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบอาชีพ ซึ่งก็เป็นช่วงสั้น ๆ เท่านั้นเองครับ ไม่ได้ช่วงยาวเท่าไร ช่วงที่เป็นช่วงหน้านี้เท่านั้นเอง ไม่กี่เดือนนะครับ

เรื่องสุดท้าย คือเรื่องถนนสายเอเชียในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งเป็นถนน ระหว่างจังหวัดสงขลาผ่านจังหวัดพัทลุงไปจังหวัดนครศรีธรรมราช และเข้ากรุงเทพฯ เป็นถนนที่เป็นหลักของภาคใต้ชํารุดทรุดโทรม ซึ่งใช้งานมานาน ขาดการบูรณะ ซ่อมแซม แล้วก็เป็นถนนหลัก เป็นสายเศรษฐกิจสําคัญของภาคใต้ จึงอยากให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ช่วยแก้ไขปรับปรุงให้มีสภาพเดิมเพื่อที่จะเป็นถนนสายเศรษฐกิจหลักของภาคใต้ต่อไปครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านชมภู จันทาทอง ท่านธนิก มาสีพิทักษ์ ครับ

นายธนิก มาสีพิทักษ์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธนิก มาสีพิทักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งขณะนี้ รัฐบาลกําลังขับเคลื่อนตามนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ แม่น้ําชีถือว่าเป็นแม่น้ําสายสําคัญ ของภาคอีสานหล่อเลี้ยงพี่น้องชาวภาคอีสานหลายจังหวัด ทุกปีพอฤดูฝนน้ําจะท่วม สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน พอถึงฤดูร้อนน้ําจะแล้งไม่สามารถนําน้ําชีมาใช้ ประโยชน์ได้เต็มที่ ขอเสนอให้ทําเขื่อนต้นน้ําชีเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จังหวัดขอนแก่น แม่น้ําชีไหลผ่านน้ําท่วมทุกปีกรณีที่เข้าสู่ฤดูฝน แล้วก็มีแหล่งน้ําขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่สามารถเก็บกักน้ําได้ เช่น แก่งน้ําต้อน อําเภอเมือง แก่งละว้า อําเภอชนบท อําเภอบ้านไผ่ อําเภอบ้านแฮด บึงกุดเคล้าและหนองเบน อําเภอมัญจาคีรี เสนอให้รัฐบาลพัฒนาแหล่งน้ํา ดังกล่าวโดยการขุดลอกและปรับภูมิทัศน์เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะบึงกุดเคล้า มีพื้นที่กว่า ๕,๐๐๐ ไร่ พี่น้องได้ใช้ประโยชน์จํานวนมากทั้งการประมง การเกษตร ปัจจุบันแม่น้ําตื้นเขินเสนอให้มีการขุดลอกและปรับปรุงภูมิทัศน์ดังกล่าว ท่านประธานครับ ที่หนองเบน บ้านโนนสํานัก อําเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น สํานักชลประทานที่ ๖ แจ้งที่จะให้เครื่องสูบน้ําด้วยไฟฟ้ามากว่า ๑ ปีแล้ว ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถที่จะได้รับ เครื่องสูบน้ําดังกล่าว จึงขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานกรมชลประทาน เพื่อขอเครื่องสูบน้ําพลังไฟฟ้าให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อที่จะได้ใช้ประโยชน์นําน้ําดังกล่าวไป ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ทําการเกษตร ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกาฬสินธุ์ค่ะ ดิฉันอยากจะขอหารือกับท่านประธานเรื่องลูกจ้างประจําของราชการนะค่ะ ในสมัยรัฐบาล นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้อนุมัติให้ลูกจ้างประจําของราชการเกษียณ นอกจากจะมีสิทธิได้รับ บําเหน็จแล้ว ยังได้รับบําเหน็จรายเดือนด้วย

แล้ว ๒. ก็คือได้รับบําเหน็จตกทอดเป็นเวลา ๑๕ ปี สิ่งที่เขายังเรียกร้อง แล้วก็ยังค้างคาอยู่ก็คือขอรับบําเหน็จรายเดือนด้วยเหตุสูงอายุ เพราะว่าลูกจ้างประจําบางคน กว่าจะได้บรรจุก็อายุมากแล้ว เป็นเหตุให้พอเกษียณอายุงานไม่ครบ ๒๕ ปี บางที ๒๒ ปี ๒๓ ปีอย่างนี้ ก็ทําให้ไม่ได้รับบําเหน็จรายเดือน แล้วสําหรับข้าราชการจะได้รับบํานาญด้วยเหตุสูงอายุ ก็ต้องให้มีอายุราชการไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี แต่ว่าของลูกจ้างราชการไม่ได้กําหนด เพราะฉะนั้น ทําให้เขาต้องอายุงานครบ ๒๕ ปี ซึ่งทําให้เป็นปัญหามาก แล้วช่วงนี้ก็จวนจะเกษียณแล้วนะคะ ดิฉันเคยไปพบกับอธิบดีกรมบัญชีกลางก่อนที่จะยุบสภา แล้วท่านก็รับปาก แล้วก็กําลังศึกษา คํานวณตัวเลขอยู่ ก็เรียนถามด้วยว่าคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว แล้วโปรดดําเนินการด่วนก่อน ที่จะเกษียณปีนี้

แล้วขอร้องเรียนอีกเรื่องหนึ่งก็คือพี่น้องลูกจ้างประจําเมื่อได้รับบําเหน็จรายเดือนนี่ เวลาปรับค่าครองชีพหรือปรับเงินเดือน ๕ เปอร์เซ็นต์นี่ เขาจะไม่ได้รับการปรับนะคะ แต่ว่าข้าราชการนี่จะได้ปรับ เพราะฉะนั้นโปรดให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ เชิญครับ

นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ ส.ส. จังหวัดอุบลราชธานี เขต ๗ วันนี้ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ เนื่องจากพายุนกเตนเกิดขึ้นทําให้ถนนชํารุดโดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ไปพบปะพี่น้องประชาชนที่อําเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นถนนที่ชํารุดมาก จากอําเภอโขงเจียมมาที่อําเภอศรีเมืองใหม่ อําเภอศรีเมืองใหม่มาที่อําเภอตระการพืชผล ซึ่งมีการประกาศประกวดราคาเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เดือนตุลาคม ขณะนี้พี่น้องประชาชนถามว่า เมื่อไรจะไปดําเนินการก่อสร้างนะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องโครงการรับจํานํามันสําปะหลังและรับจํานําข้าว ซึ่งขณะนี้ เกษตรกรคนจน ๆ ไม่มีโอกาสได้เข้าโครงการเลยเพราะไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินของตัวเอง ผมอยากให้รัฐบาลเพิ่มก็คือให้ช่วยเหลือคนยากคนจนที่อยู่ในชนบทได้เข้าโครงการรับจํานําข้าวนี้ ให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ในขณะนี้ข้าวนาปรังก็ออกแล้วก็น่าจะได้รับการจํานําด้วย นอกจากนั้นแล้วผู้ประสบอุทกภัยน้ําท่วมซึ่งในอดีตได้รับไร่ละ ๖๐๖ บาท วันนี้เราปรับเป็น ๒,๒๒๒ บาท สําหรับข้าวน้ําท่วม มันสําปะหลังน้ําท่วมได้ ๓,๑๕๐ บาท ขณะนี้มันสําปะหลัง ได้รับเงินแล้ว แต่ข้าว ๒,๒๒๒ บาทยังไม่ได้รับเงินนะครับ

เรื่องสุดท้าย โครงการพักหนี้ ธ.ก.ส. วันนี้ได้พักหนี้เฉพาะคนที่ไม่มีเงินจ่ายที่จนจริง ๆ แต่คนที่ไม่จนแต่อยากพักหนี้ อยากมีโอกาสก็ยังไม่ได้เริ่มโครงการ อยากจะฝากท่านประธาน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแก้ไขปัญหาเกษตรกรที่เป็นหนี้ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้เข้าโครงการพักชําระหนี้ให้กับเกษตรกร เขาจะสามารถลุกได้ในอนาคตและแก้ไขปัญหา ตัวเองได้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมบัติ ยะสินธุ์

นายสมบัติ ยะสินธุ์ แม่ฮ่องสอน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมบัติ ยะสินธุ์ ส.ส. จังหวัดแม่ฮ่องสอน พรรคประชาธิปัตย์ เรื่องความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ จังหวัด คือจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่ยอมให้ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่จะไปทําถนน ทั้ง ๆ ที่ถนนสายนี้ได้รับ อนุญาตจากกรมป่าไม้แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ แต่ว่าทุกปี ๆ ก็ทํากันได้นะครับท่านประธาน แต่ปีนี้ไม่ทราบว่าทางป่าไม้กลัวผิดระเบียบ กฎหมาย ก็เลยบอกว่าให้หารือไปทางกรมก่อนว่า จะอนุญาตให้เข้าทําการบูรณะซ่อมแซมถนนเส้นนี้หรือไม่นะครับ ทางพี่น้องประชาชน ก็เลยทําหนังสือถึงป่าไม้ ป่าไม้เขตเขาก็อนุญาตแล้วก็ส่งหนังสือไปถึงอธิบดี ตั้งแต่วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ จนบัดนี้ยังไม่ได้รับการอนุญาตเลยนะครับ ผมก็อยากจะฝากว่าให้ถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมช่วยไปดูให้หน่อย เพราะอะไรถึงไม่อนุญาตทั้ง ๆ ที่เราบูรณะกันมาตลอด ถนนเส้นนี้ใช้มา ๓๐ กว่าปีเป็นลาดยาง เรียบร้อยหมดแล้ว ทีนี้มันชํารุดทรุดโทรมแล้วเขาจะเข้าไปบูรณะ ก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้ ชาวบ้านบอกว่าถ้าทําแบบนี้ทุกปีเราทําได้เดี๋ยวเขาก็จะปิดถนนอีก เพราะว่าเขาขออนุญาตไว้ ๔-๕ เดือนแล้ว งบประมาณก็จะหมดไปแล้ว ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เขาก็ได้ทํามา ตอนนี้งบประมาณที่เขาจะไปปรับปรุงเหลือแค่โครงการนี้โครงการเดียว แล้วเขาก็จะเอาเครื่องจักรตัวนี้ไปทําที่อําเภออื่น แต่อย่างไรผมก็ต้องฝากท่านประธานถึง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นให้พิจารณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอํานวย คลังผา

นายอํานวย คลังผา ลพบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ในเรื่องของพี่น้องประชาชนเดือดร้อนในเรื่องของการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งในขณะนี้ ทางกระทรวงมหาดไทยได้เปิดศูนย์การออกโฉนดที่ดินให้กับพี่น้องประชาชน ก็อยากจะฝาก ท่านประธานแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นพี่น้องประชาชนออกโฉนด เป็นผังแล้วแต่ยังไม่ได้รับโฉนด ก็อยากจะฝากท่านประธานให้เร่งรัดในเรื่องของการออกโฉนด ของกระทรวงมหาดไทยด้วยครับ เรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ในช่วงสงกรานต์ก็อยากจะฝากท่านประธานแจ้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดตรวจตราในเรื่องของการเดินทางของพี่น้องประชาชนในเรื่องของการดื่มสุรา จะทําให้เกิดอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ ก็อยากจะฝากให้ท่านประธานแจ้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดควบคุมกํากับดูแลในเรื่องของความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนด้วย ในเรื่องของการเดินทางไปวันสงกรานต์

และเรื่องสุดท้าย ท่านประธานครับ เนื่องจากถนนสายโคกเจริญ บ้านเตาค้อ ผมได้หารือมาหลายครั้งแล้ว แต่ในขณะนี้ถนนดังกล่าวยังไม่ได้ซ่อมดําเนินการแต่อย่างใด ซึ่งอยู่ในการดูแลของกรมทางหลวงชนบท ก็อยากจะฝากท่านประธานแจ้งหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการในส่วนนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านภิรพล ลาภาโรจน์กิจ ครับ

นายภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สงขลา

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ภิรพล ลาภาโรจน์กิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี จากเหตุการณ์ระเบิดคาร์บอมบ์ (Car bomb) ที่โรงแรม ลี การ์เด้น อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันเสาร์ที่ ๓๑ มีนาคมที่ผ่านมา ในวันเกิดเหตุผมพร้อมกับท่านถาวร เสนเนียม ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ได้เดินทางเข้าไปในจุดเกิดเหตุโดยทันที สภาพที่ผมเห็น พี่น้องประชาชนวิ่งหนีตายกันอลหม่าน เหตุการณ์ครั้งนี้ผมต้องขอตําหนิรัฐบาลนะครับ เพราะเป็นความหละหลวมของเจ้าหน้าที่การข่าว ทั้ง ๆ ที่ใช้งบลับปีหนึ่งไม่ต่ํากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท และที่สําคัญเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการไม่มีความต่อเนื่องในการป้องกัน และปราบปรามอย่างเข้มงวด ท่านประธานครับ เหตุการณ์ดังกล่าวนําความสูญเสีย ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับอําเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีผู้เสียชีวิต ๓ ราย มีผู้บาดเจ็บมากกว่า ๔๐๐ ราย ไม่เพียงแค่นี้ทรัพย์สินจํานวนมาก รวมทั้งเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเสียหายยับเยิน มูลค่านับพันล้านบาท หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ผมพร้อมทั้งผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรได้ไปเยี่ยมเยียนให้กําลังใจพี่น้องผู้ประสบภัย ซึ่งพี่น้องประชาชน ผู้ประสบภัยก็ให้ผมนําเรื่องมาหารือท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ในมาตรการการเยียวยาช่วยเหลือผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ ร้านค้า โรงแรมที่เกิดเหตุ นั่นก็คือ โรงแรม ลี การ์เด้น แต่ที่สําคัญที่สุดพี่น้องประชาชนวิงวอนขอให้รัฐบาลหาแนวทาง การป้องกันเพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวเป็นการด่วน เพราะช่วงนี้จะเข้าใกล้ สงกรานต์แล้ว เพื่อจะให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวอําเภอหาดใหญ่ดังเช่นเดิม ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนันทนา ทิมสุวรรณ

นางนันทนา ทิมสุวรรณ เลย

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นันทนา ทิมสุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยค่ะ วันนี้ดิฉันได้รับหนังสือร้องเรียนจากท่านผู้อํานวยการโรงเรียนภูกระดึงวิทยาคม ท่านอิฎฐารมย์ ประชุมวรรณ ซึ่งโรงเรียนภูกระดึงวิทยาคมเป็นโรงเรียนมัธยมประจําอําเภอภูกระดึงค่ะ แล้วก็เป็นโรงเรียนที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปตรวจราชการเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ผ่านมานะคะ ซึ่งโรงเรียนนี้ปัจจุบันมีนักเรียนและครูประมาณ ๑,๕๐๐ คน แล้วก็ยังมีสภาพที่ยังขาดแคลนทั้งห้องเรียนก็ไม่พอนะคะ อาคารเรียนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มีอายุที่ใช้มาเกินกว่า ๓๐ ปีแล้ว รวมทั้งหอประชุมและโรงอาหารก็อยู่ในสภาพที่ทรุดโทรม แล้วก็ไม่สะดวกในการทํากิจกรรมส่งเสริมการเรียน การสอน วันนี้ก็เลยขออนุญาต ท่านประธานได้หารือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงศึกษาธิการได้ช่วยเข้าไปดูแลจัดหา งบประมาณในการก่อสร้างอาคารเรียนและอาคารหอประชุมเพื่อให้ความสะดวกแก่นักเรียน คุณครู แล้วก็เพื่อเป็นการส่งเสริมในเรื่องของการเรียน การสอนนะคะ

เรื่องที่ ๒ ค่ะท่านประธาน ดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ในอําเภอภูหลวงว่าถนนสายบ้านนามนถึงบ้านหนองคัน ซึ่งเป็นถนนเชื่อมระหว่างตําบล ๒ ตําบลนี้มีพี่น้องประชาชนสัญจรไปมากันอย่างมากมายนะคะ แล้วก็สภาพถนนนั้น ชํารุดทรุดโทรม ผิวจราจรเป็นหลุมเป็นบ่อ ซึ่งไม่สะดวกในการสัญจรไปมา แล้วก็รวมทั้ง การขนส่งพืชผลทางการเกษตรด้วยนะคะ ก็ขอหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปช่วยดูแลจัดหางบประมาณในการก่อสร้างถนนเส้นนี้ให้เป็นถนนลาดยาง เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้สัญจรไปมาได้อย่างสะดวกด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมแล้วก็นายกิจ หลีกภัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง ร่วมกับพี่น้องประชาชนได้ร่วมกันเปิดเขื่อนกั้นตลิ่งครับท่านประธานครับที่บ้านเกาะเคี่ยม อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง แล้วก็เปิดถนนไร้ฝุ่นที่บ้านบางสักถึงเขาคูนะครับ ต้องขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านได้จัดสรรงบประมาณลงไปซึ่งเป็นองค์การที่ทํา เพื่อพี่น้องประชาชนจริง ๆ ข้าวของในสมัยนั้นก็ไม่แพงนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือที่อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง ขณะนี้เพื่อป้องกันปัญหาที่จะบานปลาย เนื่องจากมีพี่น้องประชาชน ๒ กลุ่มในพื้นที่อําเภอกันตังซึ่งเป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต คาดว่าจะไปสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นที่นั่น ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคมที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มเครือข่ายชุมชนรักบ้านเกิดออกมาคัดค้านให้ยุติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว ขณะเดียวกันสัปดาห์ต่อมาครับก็มีกลุ่มรักกันตังขึ้นมา ก็ออกมาสนับสนุนให้มีการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อป้องกันความแตกแยกแล้วก็การขยายตัวของการทะเลาะวิวาทนะครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานได้ทําหนังสือถึงกระทรวงพลังงานโดยเฉพาะการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ได้เร่งให้ความรู้กับพี่น้องประชาชนในเรื่องความจําเป็นของการใช้ไฟฟ้า ในเรื่องผลกระทบ ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าต่อร่างกาย ต่อชุมชน ต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเป็นข้อมูลให้พี่น้องประชาชน ได้มาตัดสินใจในการก่อสร้างหรือไม่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่อําเภอกันตังครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ก่อนอื่นขอขอบคุณท่านประธานผลการหารือนั้นได้รับผลทันตาเห็น หลายเรื่อง แล้วก็ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีด้วยที่ได้ติดตามเรื่องให้ ท่านประธานที่เคารพ ผมได้รับการร้องเรียนจากราษฎรอีกจํานวนมากครับ

ข้อที่ ๑ ขอให้แบ่งตําบลม่วงค่อมตั้งเป็นตําบลลุ่มแม่น้ําป่าสักชลสิทธิ์ครับ

ข้อที่ ๒ แล้วก็ขอให้แบ่งตําบลห้วยขุนรามตั้งเป็นตําบลสี่ซับ

ข้อที่ ๓ แล้วก็ตําบลวังเพลิงเป็นตําบลพระนารายณ์ แล้วก็ทั้ง ๓ ตําบลนี้ ขอให้ตั้งเป็นอําเภอตามที่ผมได้เสนอพระราชบัญญัติไปแล้วด้วยครับ

ข้อที่ ๔ ขอให้แบ่งจังหวัดลพบุรีเป็น ๒ ส่วน คือส่วนหนึ่งที่ตรงลุ่มแม่น้ําป่าสัก เป็นจังหวัดลุ่มแม่น้ําป่าสักชลสิทธิ์ครับ

ข้อที่ ๕ ขอให้กระทรวงคมนาคม ฟื้นฟูเยียวยาและบูรณะปรับปรุงถนน สายจากจังหวัดกาญจนบุรีมาจังหวัดสิงห์บุรี แล้วก็มาอําเภอโพธิ์ชัย อําเภอบ้านหมี่ อําเภอโคกสําโรง ถนนสายนี้เป็นทางลัดตัดตรงออกไปเชื่อมต่อภาคอีสานร่นระยะทางได้ ประมาณ ๘๐ กิโลเมตรครับ

ข้อที่ ๖ ขอให้กระทรวงคมนาคมฟื้นฟูเยียวยาปรับปรุงแม่น้ําป่าสักชลสิทธิ์ ขอให้ขุดลอกตั้งแต่บัวชุมไปจนถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

ข้อที่ ๗ ขอให้กระทรวงคมนาคมฟื้นฟูปรับปรุงแบบถาวรให้กับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิยม ท่านส่งมาเลยดีไหมครับ

นายนิยม วรปัญญา บัญชีรายชื่อ

ส่งเป็นหนังสือครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ได้ครับ

นายนิยม วรปัญญา บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านชื่นชอบ คงอุดม ครับ

นายชื่นชอบ คงอุดม กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมมีเรื่องขอหารือท่านประธานในหัวข้อที่เกี่ยวกับเรื่องของแพงครับ ท่านประธานครับ ซึ่งก็มีเพื่อนสมาชิกหารือไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ แล้วผมก็คิดว่าปัญหานี้ก็ยังคงอยู่ครับ ซึ่งในเขตพื้นที่บางซื่อของกระผมอย่างตลาดเตาปูนนะครับ ซึ่งวันนี้ผมได้ลงพื้นที่ไปเยี่ยม พ่อค้าแม่ค้าซึ่งพ่อค้าแม่ค้าก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันครับว่าไม่มีคนมาซื้อของ ซึ่งผมคิดว่า ก็เป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าของแพงจนกระทั่งไม่มีใครอยากจะออกมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องคงจะต้องใส่ใจดูแลมากกว่านี้ เพราะว่าเท่าที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้ มีการแก้ไขอย่างชัดเจน ซึ่งภาวะเงินเฟ้อในเดือนมีนาคมซึ่งเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ตอนนี้ก็ขึ้นมาเป็น ๓.๔๕ เปอร์เซ็นต์แล้วนะครับ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ก็น่าเป็นห่วงนะครับ ท่านประธานครับ ผมก็คงจะต้องขออนุญาตท่านประธานตําหนิทางรัฐบาลที่ถึงแม้ว่ารัฐบาล อาจจะมีข้ออ้างว่าน้ํามันในตลาดโลกราคาแพงขึ้น แล้วก็ในส่วนของภัยแล้ง น้ําท่วมก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทําให้สินค้าเกษตรตกต่ําของแพงขึ้น แต่ผมคิดว่าทั้งหลายทั้งปวงนี่ก็อยู่ในรัฐบาลของท่าน เพราะฉะนั้นท่านจะกล่าวอ้างอะไรก็คงฟังไม่ขึ้นนะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ท่านต้องแก้ไขครับ ท่านจะอ้างเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองอาจจะไม่แน่ใจนะครับว่า เงิน ๑๐๐ บาทของท่านนี่ จริง ๆ แล้วท่านใช้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่พี่น้องประชาชน ใช้ไม่ได้เท่านั้น เพราะฉะนั้นท่านจําเป็นที่จะต้องเข้าใจพี่น้องประชาชนว่าเดือดร้อนจริง ๆ แล้วก็รถไฟฟ้าสายสีม่วงของกระผม ผมขออนุญาตท่านประธานว่าเรามีโอกาสที่จะได้ งบประมาณไปทําต่อจนเสร็จ ซึ่งก็จะสนองกับนโยบายของรัฐบาลเองที่จะให้รถไฟฟ้า กับพี่น้องประชาชนได้ขึ้น ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ว่าสัปดาห์ที่แล้วเรามีโอกาสนั้น แต่ว่าโอกาสนั้นก็ผ่านไปแล้วครับ เพราะว่าเรื่องปรองดองเข้ามาก่อน ผมก็ต้องขอเรียกร้อง รัฐบาลว่าอย่างไรช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนก่อน อย่าให้พี่น้องประชาชน ของกระผมตายก่อนปรองดองนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ

นายวิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ ศรีสะเกษ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิวัฒน์ชัย โหตระไวศยะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย ขอนําเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาหารือท่านประธานเพื่อบอกกล่าวไปยัง รัฐบาลได้โปรดสั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบดังต่อไปนี้

เรื่องที่ ๑ เป็นเรื่องเกี่ยวกับไฟฟ้าขยายเขตเพื่อการเกษตรและที่อยู่อาศัย เนื่องจากผมได้รับคําร้องจากนายกองค์การบริหารส่วนตําบลโนนเพ็กว่าขณะนี้ได้ให้ ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดศรีสะเกษได้มีการสํารวจตรวจสอบระบบไฟฟ้าในตําบลโนนเพ็ก เป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ขาดงบประมาณ จึงขอนําเรื่องความเดือดร้อนนี้มาหารือท่านประธาน เพื่อส่งไปยังรัฐบาลได้โปรดดําเนินการแก้ไข

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนเบญจลักษ์พิทยา อําเภอเบจลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ขณะนี้กําลังขาดแคลนเรื่องอาคารเรียนดังรายละเอียด ซึ่งผมจะส่งให้ท่านประธาน เพื่อส่งต่อไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อดําเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน

เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องอ่างเก็บน้ําห้วยตามาย อําเภอกันทรลักษ์ ขณะนี้ตื้นเขินมาก จึงขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นได้จัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูบูรณะอ่างเก็บน้ําดังกล่าว พร้อมทั้งคลองส่งน้ําอ่างเก็บน้ําห้วยตามายขณะนี้รกรุงรังมาก อีกทั้งถนนริมคลองอ่างเก็บน้ํา ชํารุดทรุดโทรมทําให้เกษตรกรนั้นสัญจรไปมาลําบาก

เรื่องสุดท้าย เนื่องจากว่าองค์การบริหารส่วนตําบลศรีโนนงามได้ขอให้ผม ได้ประสานงานติดตามผลความคืบหน้าจากกระทรวงกลาโหม ดังรายละเอียดซึ่งผมจะได้ส่งให้กับ ท่านประธานเพื่อส่งต่อไปยังกระทรวงกลาโหมต่อไป ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสุกิจ อัถโถปกรณ์

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก เรื่องยาน้ําแก้ไอครับ เรื่องนี้มีความสําคัญไม่แพ้กับยาแก้หวัด ซูโดอีเฟดรีน (Pseudoephedrine) ละครับ เพราะว่าเป็นยาที่ทําอันตรายต่อวัยรุ่นของเรา มาหลาย ๆ ปีแล้วครับ คือวัยรุ่นของเราส่วนใหญ่จะเป็นวัยรุ่นที่จะนิยมเอายาน้ําแก้ไอมาต้ม รวมกับน้ําอัดลมสีดําแล้วก็ใบกระท่อมครับ แล้วก็เอามารับประทานกัน เขาบอกว่า รับประทานแล้วก็ทําให้มีเรี่ยวมีแรง ทําให้จิตใจสบาย แต่มันก็เป็นยาเสพติดครับ ที่สําคัญที่ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ก็คือพฤติกรรมของร้านขายยาบางร้าน ที่มีการขายยาแก้ไอในจํานวนมากผิดปกติ ผมว่ากระทรวงสาธารณสุขควรให้ความสนใจ กับเรื่องนี้ด้วยนะครับ พอ ๆ กับเรื่องของซูโดอีเฟดรีน ตอนเย็น ๆ วัยรุ่นไปซื้อยาร้านขายยา บางร้านจํานวนเป็นร้อย ๆ ขวดครับ ผิดวิสัยของการที่จะซื้อไปรักษาอาการไอตามธรรมดา แล้วก็ร้านขายยาพวกนั้นก็ยังขายให้กับเด็กกลุ่มวัยรุ่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็รู้ว่ายาแก้ไออันนี้ เด็กวัยรุ่นซื้อไปเพื่อประโยชน์อะไรนะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ คือเรื่องของหวยหุ้น เรื่องนี้ผมเชื่อว่าทุกคนรู้จักครับ ผมไม่มีเวลาที่จะอธิบาย แต่ว่าตอนนี้ระบาดหนักครับ ออกกันวันหนึ่ง ๓-๔ รอบ ที่สําคัญก็คือ พี่น้องประชาชนที่เข้ามาอยู่ในวังวนอันนี้ก็จะไปเป็นหนี้นอกระบบ แล้วปัจจุบันนี้ได้มีกลุ่มทวงหนี้ เขาเรียกว่า ไอ้หัวเหล็ก พวกนี้ใส่หมวกกันน็อก (Knock) สีดํา แล้วก็ออกทวงหนี้ พี่น้องประชาชนด้วยวิธีการรุนแรงครับ ทําร้ายร่างกาย ทําลายทรัพย์สินครับ ก็ฝากไปยัง สํานักงานตํารวจแห่งชาติให้ช่วยกวดขันดูแลเรื่องนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเอมอร สินธุไพร

นางเอมอร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเอมอร สินธุไพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๕ พรรคเพื่อไทยค่ะ มีเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่จะผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านสุชาติ ธาดาธํารงเวช เนื่องจากดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก นายสันติสุข ศิลปักษา ผู้อํานวยการโรงเรียนเมืองอาจสามารถ สํานักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา จังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๒ เนื่องจากอาคารเรียนแบบ ท ๐๐๘ ซึ่งมีจํานวนห้องเรียน ๘ ห้องเรียน เป็นอาคารที่ก่อสร้าง มานานกว่า ๓๐ ปี ได้ผุพังชํารุดเสียหายมากใช้การไม่ได้ ทางโรงเรียนได้ขออนุญาตรื้อถอน เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๒ และได้ของบประมาณก่อสร้างอาคารเรียนเพื่อทดแทน อาคารเรียนหลังเดิม แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างแต่อย่างใด โรงเรียนเมืองอาจสามารถนี้เป็นโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนต้นแบบ ในโรงเรียน ๑ อําเภอ ๑ โรงเรียนในฝันของอําเภออาจสามารถค่ะ แล้วก็ยังเป็นโรงเรียน ศูนย์กลางเครือข่ายของโรงเรียนอีก ๒๐ โรงเรียน ฉะนั้นในความเดือดร้อนของโรงเรียน เมืองอาจสามารถทําให้การเรียนการสอน ห้องเรียนไม่เพียงพอค่ะ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลในการจัดการเรียนการสอน ดิฉันจึงขอฝากผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณในการสร้างอาคารเรียน เพื่อทดแทนอาคารเรียนหลังเดิมที่ขออนุญาตรื้อถอนค่ะ แล้วก็ดิฉันมีเอกสารในการร้องเรียน ของโรงเรียนเมืองอาจสามารถเพื่อที่จะส่งผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ท่านสุชาติ ธาดาธํารงเวช ด้วย ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล

หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม หม่อมหลวงอภิมงคล โสณกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีเรื่องจะต้องปรึกษาท่านประธาน เรื่องของปัญหาข้าวของแพง ซึ่งถ้าท่านประธานได้กรุณาดูหนังสือพิมพ์มติชนในวันนี้ หัวข้อข่าวด้านเศรษฐกิจ มีความน่าเป็นห่วงมากครับ หัวข้อข่าวนี้บอกว่าสารพัดของแพง ดันเงินเฟ้อพุ่ง ๓.๔๕ เปอร์เซ็นต์ ผัก ผลไม้ ข้าวแกงขึ้นยกแผง ปัญหาข้าวของแพงครับ วันนี้เป็นปัญหาใหญ่โตของพี่น้องกรุงเทพมหานคร พี่น้องชาวไทยทุก ๆ คน ในจํานวนนี้ หนังสือพิมพ์มติชนได้บอกเอาไว้ว่ามีสินค้ารวมถึง ๓๑ รายการที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระผมมีเรื่องต้องหารือท่านประธานโดยเฉพาะในเรื่องของสินค้าด้านพลังงาน ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลนี้ ได้เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินนั้นจะเห็นว่าได้ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สวนทางกับทิศทาง ที่ท่านได้หาเสียงไว้ว่าท่านจะกระชากค่าครองชีพโดยเฉพาะในเรื่องของการปรับเพิ่มต้นทุน แก๊สแอลพีจี (LPG) และเอ็นจีวี (NGV) ซึ่งเกิดขึ้นในเดือนมกราคมและดําเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ยานยนต์ซึ่งมีกว่า ๘๒๐,๐๐๐ คัน รวมทั้งพี่น้องที่ประกอบอาชีพ การขับรถแท็กซี่ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงโดยที่รัฐบาลนั้นได้อ้างว่ารัฐบาลท่านอภิสิทธิ์เอง ก็ได้ปรับปรุงต้นทุนของภาคอุตสาหกรรมให้สูงขึ้นแล้ว จึงต้องมีการปรับปรุงภาคขนส่งให้สูงขึ้นตาม กระผมเรียนว่ารัฐบาลยังขาดความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างมากเพราะภาคอุตสาหกรรมนั้น สามารถปรับตัวต่อการเพิ่มขึ้นของต้นทุนพลังงานด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรต่าง ๆ การลดแรงงาน ขณะที่พี่น้องแท็กซี่นั้นต้องเรียนว่ามีต้นทุนเพียงอย่างเดียวคือต้นทุนด้านพลังงาน เขาฝากมาถามนะครับว่ารัฐบาลนี้ดําเนินการจนกระทั่งปัญหานี้เป็นปัญหาเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์นั้นพี่น้องคนขับแท็กซี่มีข้าวกินวันละ ๓ มื้อ เขาฝากมาถามว่าภายใต้รัฐบาลนี้ ถ้ายังปรับต้นทุนขึ้นอย่างนี้ต่อไป จะให้เขาปรับลดต้นทุนเหมือนภาคอุตสาหกรรมด้วยการทานข้าว วันละมื้อเดียวหรืออย่างไรครับ กระผมจึงเรียนไปยังท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงพลังงานให้ช่วยเร่งแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วนครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสหรัฐ กุลศรี

นายสหรัฐ กุลศรี สุพรรณบุรี

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สหรัฐ กุลศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๕ พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๕ นั้น ประกอบด้วย อําเภอเดิมบางนางบวช อําเภอด่านช้าง และอําเภอหนองหญ้าไซ เฉพาะ ๔ ตําบล ๔ ตําบลนั้นประกอบด้วย ตําบลแจงงาม ตําบลหนองขาม ตําบลทัพหลวง และตําบลหนองราชวัตร ปัญหาความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับอยู่ในขณะนี้เนื่องจาก ผมได้รับการร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งรับราชการอยู่ในขณะนี้ว่าในขณะที่เป็น เจ้าหน้าที่ตํารวจนั้นได้ค้ําประกันเพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจด้วยกัน เมื่อเจ้าหน้าที่ตํารวจ คนที่ถูกค้ําประกันนั้นได้ลาออกและกินบํานาญ ปรากฏว่าทางกระทรวงการคลัง และธนาคารออมสินนั้นไม่สามารถหักเงินบํานาญได้ เพื่อนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่ในปัจจุบัน จึงมีความเดือดร้อนอยากฝากท่านประธานไปยังธนาคารออมสินให้ช่วยแก้ระเบียบ และวิธีการหักเบี้ยบํานาญด้วยครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องเพลี้ยกระโดดเป็นอย่างมาก ผมได้รับการร้องเรียน จากประชาชน ตําบลโคกช้าง ตําบลทุ่งคลี และตําบลเขาดินว่าในขณะนี้มีเพลี้ยกระโดด เป็นจํานวนมากลงกัดกินข้าวในทุ่งนาและประชาชนหมดหนทางที่จะแก้ไข จึงกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยดําเนินการแก้ไขเรื่องปัญหาดังกล่าว ให้เสร็จสิ้นด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ ประชาชนในหมู่ที่ ๒ ตําบลบ่อกรุ อําเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ชื่อว่าบ้านดอนเก้า ร้องเรียนมาว่าในขณะนี้มียุงชุกชุมและทราบข่าวว่า มีบางหมู่บ้านมีไข้เลือดออก จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ช่วยแก้ปัญหายุงระบาด ยุงต่าง ๆ ให้หมดสิ้นไปด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านธานี เทือกสุบรรณ

นายธานี เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธานี เทือกสุบรรณ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ อําเภอเกาะพะงันขึ้นชื่อดังไปทั่วโลกว่าเป็นที่ชมพระจันทร์ที่สวยที่สุด ผมและ ส.ส. สุราษฎร์ธานี ทั้ง ๖ ท่านได้ไปประชุมกันที่เกาะพะงัน ราษฎรได้ร้องเรียนขณะนี้มีแมลงดําหนามชนิดใหม่ ระบาดขึ้นที่เกาะพะงัน พวกเราก็ได้ช่วยกันเพื่อที่จะให้ราษฎรได้ฝึกอบรม ได้จัดเงินให้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่พอครับต้องขอให้ท่านประธานได้บอกไปทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ช่วยไปเร่งปราบ แมลงดําหนามอย่างรีบด่วนก่อนที่จะระบาดกินมะพร้าวไปทั่วทั้งเกาะพะงันครับ

เรื่องที่ ๒ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเมืองแห่งคลองร้อยสายครับท่านประธาน แต่ขณะนี้นะครับ ผักตบชวาได้ขยายพันธุ์เต็มไปแล้วครับ คลองบางสายไม่สามารถจะวิ่งเรือได้ ประชาชนก็ร้องเรียนมานะครับ เช่น คลองมะขามเตี้ย คลองท่ากูบ เรือของพี่น้องประชาชน ไม่สามารถที่จะพายไป หรือเรือหางยาวไม่สามารถที่จะไปได้ ก็ฝากกรมเจ้าท่า หรือกรมทรัพยากรน้ําช่วยด้วยครับ

เรื่องที่ ๓ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถนนสายสนามบินเข้าเมืองสุราษฎร์ธานีสายใหม่ ขณะนี้ได้ทําการก่อสร้างโดยกรมทางหลวงได้สร้างเอง แต่เนื่องจากห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล กําลังสร้างใกล้จะเสร็จแล้ว แต่ถนนยังสร้างไม่เสร็จ เหลืออยู่เลนเดียว ผมก็เกรงว่าเมื่อทาง ห้างสรรพสินค้าได้เปิดทําการจะทําให้ถนนสายนั้นเกิดอัมพาตรถจะติดกันมโหฬารนะครับ ก็ฝากกรมทางหลวงได้ช่วยเข้าไปเร่งเพื่อที่จะขยายถนนช่วง ๑-๒ กิโลเมตรก่อนครับ เพื่อที่จะให้ระบายการจราจรให้กับพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์ธานี และพี่น้องที่สัญจรไปมา ทางภาคใต้ด้วยครับ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมคิด บาลไธสง

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย เขต ๒ ขอหารือกับท่านประธานดังนี้ครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้อง ๒ หมู่บ้านนะครับ คือบ้านนาเพียงน้อยกับบ้านนาเมือง ตําบลจุมพล อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย บอกว่าน้ําใช้ไม่มีเลย น้ําดื่มก็ไม่มี เพราะว่าน้ําบาดาลที่เคยทํามาเป็นน้ําบาดาลบ่อตื้น ตอนนี้น้ําไม่สามารถที่จะสูบขึ้นมาได้เลย เพราะฉะนั้นก็ขอผ่านท่านประธานไปยัง กรมทรัพยากรน้ําบาดาลไปดูแลพี่น้องบ้านนาเมือง และบ้านนาเพียงน้อยด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องตําบลพระบาทนาสิงห์ คือบ้านพระบาทนาหงส์ ได้ร้องเรียนมาว่าเส้นทางจากตัวเมืองรัตนวาปีไปยังบ้านหนองยอง อําเภอปากคาด ทางลําบากมาก ก็ขอให้ทางกรมทางหลวงชนบทได้ไปดูแล ซ่อมแซมด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องบ้านคําบุญมี บ้านคําชิ แล้วก็บ้านโพธิ์จุมพล ทางในหมู่บ้านเสียหายมาก เป็นทางลาดยางเก่า แล้วก็เสียหายมาก เป็นหลุมเป็นบ่อ ก็อยากให้กรมทางหลวงชนบทได้ไปทําถนน ค.ส.ล. ไม่ต้องลาดยางนะครับ มันเสียหายมากเลย ทําเป็น ค.ส.ล. นะครับ

เรื่องที่ ๔ สุดท้าย ผมได้รับการร้องเรียนจากทางผู้ปกครองโรงเรียน และครูบาอาจารย์ต้องการอาคารเรียน สร้างอาคารเรียนโรงเรียนบ้านพระบาทนาหงษ์ นักเรียนมาก อาคารมีน้อย แล้วก็ทรุดโทรม ใช้การเรียนการสอนไม่ได้กลัวจะพังทับเด็กนักเรียน อีกบ้านหนึ่งก็คือ บ้านคําปะกั้ง อันนี้ก็เปิดถึงชั้น ม. ๓ อาคารเรียนไม่พอแน่นมากเลยครับ ก็ขอเรียนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และอีกโรงเรียนหนึ่งก็คือโรงเรียนมัธยมศึกษา นักเรียนมีเกือบ ๑,๐๐๐ คน ห้องเรียนไม่พอ โรงเรียนปากสวยพิทยาคม ตําบลวัดหลวง อําเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ก็ขอผ่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอเป็น ๒ ท่าน สุดท้ายครับ ท่านอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ แล้วก็ตามด้วยมนพร เจริญศรี

นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ศรีสะเกษ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย วันนี้อยากจะขอหารือกับท่านประธานในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

เรื่องแรก ก็คือเรื่องการขาดแคลนอาคารเรียนเช่นกัน อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิก หลาย ๆ ท่านได้หารือกับท่านประธานในเรื่องการขาดแคลนอาคารเรียนหลายที่ เนื่องจากว่า อาคารเรียนที่ได้สร้างมานานก็มีการชํารุดทรุดโทรมไปหลายที่แล้วนะคะ โรงเรียนที่ดิฉันจะเอ่ยถึง ก็คือโรงเรียนบ้านชําม่วง ตําบลชัน อําเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มีอาคารเรียนแบบ สก. ๐๑ สร้างมา ๓๕ ปีแล้วได้รับอนุญาตให้รื้อถอนแล้ว แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะรื้อได้ เนื่องจากว่า ไม่มีอาคารเรียน ก็อยากจะฝากท่านไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้พิจารณาอนุมัติ ให้สร้างอาคารเรียนเพิ่มขึ้นมาเพื่อที่จะให้นักเรียนมีอาคารเรียนนะคะ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องประชาชนต้องการสะพานข้ามห้วยขยุง บ้านน้ําเย็น หมู่ที่ ๕ ตําบลเมือง เชื่อมกับบ้านโนนเปือย หมู่ที่ ๖ ตําบลบึงมะลู สะพานที่ ๒ ก็คือสะพานข้ามลําห้วย ห้วยลําแซม ซึ่งเชื่อมจากตําบลกุดเสลาไปตําบลไพบูลย์ จังหวัดอุบลราชธานี ก็อยากจะให้ ท่านประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะว่าในช่วงที่ฤดูน้ําหลากนี้จําเป็นมากเลย เพราะว่าทําให้ประชาชนไม่สามารถที่จะสัญจรไปมาได้

เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องพยาบาลหลายที่ได้ฝากท่านไปยังกระทรวงสาธารณสุขว่า จะให้ช่วยพิจารณาหาตําแหน่งแล้วก็บรรจุให้ด้วย เนื่องจากว่าทํางานมานานก็ยังไม่ได้บรรจุสักที เพื่อจะเป็นกําลังใจให้กับคนทํางาน อย่างไรก็ฝากท่านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านมนพรครับ

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย วันนี้ดิฉันมีเรื่องที่จะหารือต่อท่านประธาน ๒ เรื่องค่ะ

เรื่องแรก ดิฉันได้รับคําร้องจากพี่น้องราษฎรบ้านโพนจาน ตําบลโพนจาน อําเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนมว่าพี่น้องประชาชนมีอาชีพปลูกพริก ปกติราคาพริก ที่พ่อค้าคนกลางรับซื้อแล้วก็ส่งให้ตลาดไทที่กรุงเทพมหานครตกกิโลกรัมละ ๒๕ บาท แต่พอประมาณเดือนที่แล้วค่ะท่านประธาน ผลผลิตพริกได้ออกสู่ตลาดเป็นจํานวนมาก ทําให้พริกราคาตกจาก ๒๕ บาท เหลือกิโลกรัมละ ๑๐ บาท ท่านประธานที่เคารพคะ ราคา ๑๐ บาท ต้นทุนของปุ๋ยกับค่าแรงเฉลี่ยแล้วจะตกประมาณกิโลกรัมละ ๑๕ บาท ดิฉันอยากจะฝากท่านประธานไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการช่วยเหลือในการรับซื้อพริก แล้วก็วางมาตรการช่วยเหลือ ในการที่จะรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่จะออกสู่ตลาดเร็ว ๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นลิ้นจี่หรือลําไย อย่าให้สมาชิกต้องมาหารือต่อประธานสภาว่าราคาสินค้าผลผลิตทางการเกษตรตก ไม่ว่าจะเป็น มันสําปะหลังหรือสับปะรด แล้วท้ายที่สุดผลผลิตเหล่านี้ก็ล้นตลาด แล้วก็จะต้องมีม็อบ (Mob) มาปิดถนนไล่รัฐบาลแล้วก็ถึงจะอนุมัติเงินในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ซึ่งดิฉันไม่อยากเห็นภาพ เหล่านี้อีกค่ะ

เรื่องที่ ๒ เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในการใช้เส้นทางสัญจรไปมา โดยเฉพาะเส้นทางสายบ้านค้อ อําเภอโพนสวรรค์ เชื่อมต่อกับบ้านคําสะอาด อําเภอศรีสงคราม ซึ่งเป็นเส้นทางหลักที่เส้นทางนี้พี่น้องเกษตรกรได้ใช้เส้นทางนี้ขนส่งยางพารา แล้วก็ผลผลิตทางการเกษตร เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่อยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบท ขณะนี้งบประมาณแต่ละกรม กองก็ได้จัดสรรลงไปแล้ว ขอเร่งรัดให้กรมทางหลวงชนบท ได้จัดสรรเงินงบประมาณแล้วก็เร่งหาผู้รับจ้างโดยเร็ว ไม่ใช่ไปเร่งหาผู้รับจ้างพอเข้าช่วงฤดูฝน ทําให้มาตรฐานการก่อสร้างไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร ในที่สุดถนนก็ชํารุดเร็วกว่าสัญญาค้ําประกันงาน ขอขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้มาลงชื่อเข้าประชุม ๓๗๖ คน มีอะไรครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

จะขออนุญาตท่านประธานครับ พอดีผมมีปัญหาที่จะมาหารือกับท่านประธานเรื่องพริกราคาตกต่ําครับ จะขอท่านสัก ๒ นาที

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่จริงผมให้เวลา ๑ ชั่วโมง แล้วก็ได้บอกแล้วว่าขอเป็น ๒ ท่านสุดท้าย เอาไว้คราวหน้าดีกว่าครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

ท่านประธานครับ พอดีเตรียมมาแล้ว เกรงว่าเดี๋ยวมันจะเน่าในสภาครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ครับ ไม่เป็นไร ผมเพิ่มให้ฝ่ายละคน เชิญครับ ท่านยุพราช บัวอินทร์ แล้วตามด้วยท่านพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เชิญครับ

นายยุพราช บัวอินทร์ เพชรบูรณ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ยุพราช บัวอินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบูรณ์ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ปัจจุบันนี้บ้านเมืองของเราพี่น้องประชาชนต้องประสบกับปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยดัชนีชี้วัดหมวดอาหารและเครื่องดื่มนั้น ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ๗.๐๗ เปอร์เซ็นต์ ผักสดและผลไม้เพิ่มขึ้น ๑๐.๔๑ เปอร์เซ็นต์ เครื่องประกอบอาหาร ๙.๓๘ เปอร์เซ็นต์ อาหารบริโภคในบ้านเพิ่มขึ้น ๑๑.๕๙ เปอร์เซ็นต์ พี่น้องประชาชนโดยทั่วไปต้องแบกรับภาระ ข้าวของแพงนะครับ ซึ่งสวนทางกับราคาสินค้าเกษตร ซึ่งนับวันก็จะมีแต่ปัญหา สังเกตได้จากพวกเราสมาชิก ที่ได้มาหารือต่อท่านประธานในทุก ๆ สัปดาห์ ก็ได้นําปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ําเสนอต่อ ท่านประธาน นี่คือพริกครับท่านประธาน พริกที่จังหวัดเพชรบูรณ์ครับ ไม่ได้มีปัญหาว่ามันเผ็ด หรือไม่เผ็ดนะครับ พริกที่บ้านผมก็เผ็ดเหมือนพริกทั่วประเทศไทยครับ แต่ว่าวันนี้ ปัญหาราคาพริกที่ตําบลนาซํา ตําบลศิลา ที่อําเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์มีราคาตกต่ํา เป็นอย่างมากครับท่านประธาน ขณะนี้พริกที่ผมซื้อมาจากชาวบ้าน ๑ ถุง ๑๐ กิโลกรัม ราคาถุงเพียง ๕๐ บาทเท่านั้นครับ ซึ่งเฉลี่ยแล้วตก ๕ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม ค่าเก็บ ค่าแรงงาน ในการเก็บนั้นก็ต้องเสียค่าแรงในการเก็บกิโลกรัมละ ๓ บาท ต้นทุนในการเพาะปลูกพริกนั้น ความจริงอยู่ที่ประมาณ ๑๐ บาท ถึง ๑๒ บาทต่อกิโลกรัมถึงจะอยู่ได้นะครับ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว พี่น้องประชาชนของผมมีความหวังจากโครงการการประกันรายได้ของเกษตรกร เพราะขณะนั้นมีการประกันรายได้ข้าว ข้าวโพดและมันสําปะหลัง เรามีความหวังว่า รัฐบาลอาจจะขยายการประกันราคาสินค้าทางการเกษตรไปอีกหลาย ๆ ตัว พี่น้องประชาชน จึงมีความหวัง แต่ปัจจุบันนี้แม้แต่ข้าวโพดรัฐบาลก็ตัดออกไปจากนโยบายการประกันความเสี่ยง ให้พี่น้องเกษตรกร วันนี้จึงขอกราบเรียนท่านประธานนะครับให้ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพริก จังหวัดเพชรบูรณ์ กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเหลือพี่น้องคนยากคนจนครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอท่านสุดท้าย เชิญท่านพิษณุ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลําภู

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองบัวลําภู ผมมีเรื่องหารือ ท่านประธานดังนี้ครับ

เรื่องที่ ๑ อยากให้รัฐบาลเร่งรัดโครงการเอสเอ็มแอล (SML) ซึ่งเป็นนโยบาย ของรัฐบาล และควรจัดให้มีเอสเอ็มแอลจังหวัด

เรื่องที่ ๒ โครงการบัตรเครดิตเกษตรกร ขณะนี้ใกล้จะถึงฤดูทํานาแล้ว เกษตรกร ต้องการใช้ปุ๋ยเป็นจํานวนมาก ขอให้รัฐบาลเร่งรัดโครงการดังกล่าวนะครับ

เรื่องที่ ๓ ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ที่ช่วยแก้ไข ปัญหาแรงงานไปทํางานต่างประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดหนองบัวลําภูฝากมาอยากได้ค่าแรง ๓๐๐ บาทครับ

เรื่องที่ ๔ ขอให้เร่งรัดโครงการตามมติ ครม. สัญจรที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอนุมัติให้สร้างโรงเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรียนและชุมชน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหาร และโรคเอ๋อ

เรื่องสุดท้าย ขอให้แก้ไขปัญหาเส้นทางสัญจรชํารุดเสียหายสายทางหลวง หมายเลข ๒๑๐ บ้านกุดฉิม ตําบลหนองสวรรค์ อําเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลําภู ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๗๖ คน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

มีผู้ลงชื่อ ๓๘๐ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดําเนินการตามระเบียบนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

รับทราบงบดุลรายงานการรับจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประจําปีงบประมาณ ๒๕๕๓ และปี ๒๕๕๒ นะครับ

ด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้มีหนังสือแจ้งว่าตามที่ได้มีการบรรจุ ระเบียบวาระเรื่องดังกล่าวนั้น เนื่องจากมีกําหนดนัดต้องเป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการ และมอบนโยบายในการดําเนินการโครงการ ๑๐,๐๐๐ ดวงใจปลอดภัยด้วยพระบารมี จึงไม่สามารถมาตอบชี้แจงข้อซักถาม ขอเลื่อนการตอบชี้แจงไปในสัปดาห์ต่อไปนะครับ จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

เชิญหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะวิป (Whip) ฝ่ายค้าน แล้วก็เป็นผู้หนึ่งที่เตรียมตัวเพื่อจะมาอภิปรายรายงานฉบับนี้นะครับ ซึ่งก็เช่นกันละครับ ก็รอคอยมาเป็นเวลาหลายวันเหมือนกัน ความจริงแล้วท่านรัฐมนตรี ท่านเป็นคนเสนอ รายงานนี้เองครับ ทั้ง ๆ ที่เราก็ติงแล้วว่า สมัยประชุมนี้เป็นสมัยสามัญนิติบัญญัติ ไม่ควรเอารายงานเข้ามา แต่ในที่สุดก็เอาแอบบรรจุซุกไว้ในเรื่องประธานแจ้งให้ทราบ เสมือนกับว่าจะให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มาก แต่พอถึงวันนี้กลายเป็นว่าท่านไม่ว่างครับ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ในระเบียบวาระก็เขียนไว้แล้วว่าเลื่อนมาจากการประชุมเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม จริง ๆ แล้วตามมาตรา ๔๓ ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ ท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะต้อง ถ้าผมตีความท่านนายกรัฐมนตรีน่าจะเสนอเองครับ แต่ถ้าท่านจะมอบหมายให้กับรัฐมนตรีที่เป็นผู้ดูแลเรื่องนี้ก็ไม่ขัดข้องครับ แล้วก็มีการเลื่อน รู้สึกผิดหวังจริง ๆ ครับ ทําให้รู้สึกว่ารัฐบาลนี้ตั้งแต่หัวแถวมาเลยครับ ไม่ให้ความสนใจกับ การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ท่านจะให้ความสนใจก็ต่อเมื่อเป็นผลประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ที่เกี่ยวเนื่องกับใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้นถึงจะมากัน พร้อมหน้าพร้อมตานะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านคุณหมอสุกิจ อย่าเลยไปถึงโน่นเลยครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ผิดหวังนะครับ เลยมีความรู้สึกเช่นนี้นะครับ ท่านประธานครับ ความจริงเรื่องนี้เป็นรายงานทางด้านการเงินเท่านั้น ซึ่งผมเชื่อว่า ก็คงใช้เวลาไม่นาน พวกผมเองก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเงินเลยครับ ผมคิดว่า เรื่องนี้ถ้าท่านรัฐมนตรีมาไม่ได้นี่รัฐมนตรีช่วยว่าการก็มาทําหน้าที่แทนได้ครับ ได้ไหมครับ เรียนเชิญท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการมา แล้วก็เชิญหน่วยงานมาชี้แจง พวกผมก็พูดกันไม่มากละครับ เตรียมตัวมาอภิปรายแล้วจริง ๆ ครับ จึงกราบเรียนท่านประธานครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ท่านเป็นหมอด้วย ผมว่าท่านรู้เรื่องนี้ดีครับ ให้มาทําหน้าที่นําเสนอแค่นั้นล่ะครับ คงไม่มี ปัญหาอะไรใช่ไหมครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านบุญยอด เชิญ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเรียนถามท่านประธานโดยตรงว่ากรณีของการเลื่อนอย่างนี้มันก็เกิดขึ้นอยู่ พอสมควรนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านประธานเองก็เคยพูดกับสภานี้ว่าจะขอกําชับกับทาง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีให้มาเข้าสู่การประชุมสภา เพื่อให้งานนั้นเดินไปได้ ก็ต้องเรียนถาม ท่านประธานครับว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรในการที่จะทําความเข้าใจกับทางคณะรัฐมนตรี เพื่อไม่ให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอีก ไม่อย่างนั้นก็จะนําไปสู่การที่เราได้ทราบจากข่าวครับ ท่านประธานว่าแม้แต่กําหนดระยะเวลาของการประชุมนี้ก็อาจจะต้องเลื่อนออกไปนะครับ เพราะว่ามีงานที่คั่งค้างอยู่ อย่างที่ท่านได้ให้เหตุผลต่อสาธารณะไปแล้วนะครับ อยากทราบจากท่านประธานด้วยว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ที่จริงทางสภา ก็ได้ขอความร่วมมือไปกับทางคณะรัฐมนตรีอยู่แล้วนะครับ แต่ทีนี้เรื่องนี้ท่านมีหนังสือแจ้งมา ซึ่งก็ไม่ได้ขัดระเบียบ ขัดข้อบังคับตรงไหน ก็ถือว่าขอเลื่อนเพราะติดภารกิจนะครับ ก็ไม่น่าจะมีอะไร แจ้งเพื่อทราบเท่านั้นเอง ผมขออนุญาตไม่เสียเวลานะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ และ อาจารย์โรงเรียนนะห์ฎอฏุลอิสลาฮียะห์ ด้วยความยินดีครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วครับ

๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วครับ

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

เป็นการพิจารณา ในวาระที่ ๒ จะพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คําปรารภ แล้วเรียงตามลําดับมาตรา และให้สมาชิก อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมหรือผู้แปรญัตติที่มีการสงวน คําแปรญัตติหรือกรรมาธิการที่มีการสงวนความเห็นไว้เท่านั้น ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ถ้าพร้อมเชิญเลยครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๔ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ซึ่งรอการพิจารณา รับหลักการในวาระที่หนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว (ชุดที่ ๒๓) จนมีพระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ต่อมารัฐสภาได้มีมติเห็นชอบ ให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไปตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ ตามมาตรา ๑๕๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้าม ทางการกีฬา พ.ศ. .... (นายนิติวัฒน์ จันทร์สว่าง และคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... (นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล และคณะ เป็นผู้เสนอ) และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กําหนดการแปรญัตติ ภายใน ๗ วัน โดยให้ถือเอาร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรี เป็นหลักในการพิจารณานั้น

บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ดําเนินการแล้ว ปรากฏผลดังนี้

๑. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญได้มีมติเลือกตั้ง ๑. พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ๓. นางสาวอรุณี ชํานาญยา เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สอง ๔. นายวารินทร์ ตัณฑ์ศุภศิริ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่สาม ๕. นายประกอบ รัตนพันธ์ เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๖. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๗. นายสามารถ มะลูลีม เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๘. นายสุรสาล ผาสุข เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๙. นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๑๐. นายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๑๑. นายอุกฤษณ์ ตั๊นสวัสดิ์ เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๑๒. นายทศพร เสรีรักษ์ เป็นกรรมาธิการที่ปรึกษา ๑๓. นายเลอภพ โสรัตน์ เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๔. นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๕. นางอนุรักษ์ บุญศล เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการ ๑๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์รัชดา ธนาดิเรก เป็นเลขานุการ คณะกรรมาธิการ และ ๑๗. นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมาธิการ

ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๘ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕ ที่ประชุมได้ลงมติตั้ง พลตรี จารึก อารีราชการัณย์ เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... แทน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ซึ่งได้ขอลาออก จากการเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เมื่อวันที่ ๙ มกราคม ๒๕๕๕

ต่อมาในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ครั้งที่ ๘ วันพุธที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕ ที่ประชุมได้มีมติเลือกตั้ง ๑. นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ๒. นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน เบื้องต้นครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านเลขาธิการ ดําเนินการครับ

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ขอสงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๓ ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมได้แปรญัตติไว้ทั้งสิ้น ๙ มาตรา ด้วยวัตถุประสงค์ก็เพื่อต้องการจะมีส่วนร่วมกับ คณะกรรมาธิการในการพิจารณาในชั้นของคณะกรรมาธิการเพื่อให้กฎหมายมีความรอบด้าน มากยิ่งขึ้น แล้วก็กระผมเป็นคนเดียวที่ได้แปรญัตติไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ทั้ง ๆ ที่ในการพิจารณา ในวาระที่หนึ่งได้มีเพื่อนสมาชิกจํานวนมากได้ตั้งข้อสังเกตไว้ประกอบการอภิปรายขั้นรับหลักการ แล้วก็คาดคิดว่าในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการนั้น คณะกรรมาธิการก็จะรับเอา ข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอความเห็นไว้ในวาระที่หนึ่งไปปรับปรุงแก้ไข แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่หลายประเด็นที่มีความสําคัญและจะเป็นประโยชน์ ต่อการออกกฎหมายฉบับนี้ คณะกรรมาธิการได้ละเลยแล้วก็ยังคงยืนยันตามความคิด ความรู้สึกเดิมของตนเอง ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีวัตถุประสงค์สําคัญ ก็คือการที่จะให้มีการควบคุมการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นไป ตามกฎกติกาของสากลโลกที่ต้องการให้การแข่งขันกีฬานั้นแข่งขันกันด้วยทักษะของความพร้อม ทางกายภาพและจิตสํานึกทางด้านคุณธรรมจริยธรรมอย่างแท้จริง แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว กีฬาได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการค้า กีฬาได้กลายเป็นแหล่งแสวงหาผลประโยชน์ ทางธุรกิจมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬาจึงเกิดขึ้นและไม่ได้มีการควบคุม อย่างแท้จริงก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายไม่ว่าจะเป็นการยอมรับในผลการแข่งขัน หรือว่า ชื่อเสียงเกียรติภูมิของประเทศ ซึ่งส่งผลต่อนักกีฬาและคนรุ่นหลังอย่างมาก ในมาตรา ๓ ซึ่งกระผมได้แปรญัตติไว้ก็คือเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับบทนิยาม ซึ่งเป็นเรื่องของบุคคล ซึ่งสนับสนุนการกีฬาในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบไปในวาระที่หนึ่ง ก็ได้มีเนื้อความว่าอย่างนี้ว่า บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาหมายความว่าผู้ฝึกสอน ผู้ฝึกซ้อม ผู้จัดการ ตัวแทน เจ้าหน้าที่ร่วมทีม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและบุคลากรทางการแพทย์ หรือกึ่งการแพทย์ ซึ่งทํางานให้แก่นักกีฬาหรือทําการรักษานักกีฬา แน่นอนครับ บุคคลผู้ซึ่งสนับสนุนการกีฬานี้จะเป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญอย่างยิ่งในการให้ใช้หรือไม่ให้ใช้ สารกระตุ้นหรือสารต้องห้ามในนักกีฬา ถามว่าถ้าเรานิยามบทบุคคลผู้ซึ่งสนับสนุนการกีฬาไว้ เพียงเฉพาะในร่างนั้นเพียงพอหรือไม่ ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าสมาคมกีฬาซึ่งมีบทบาท ในการแข่งขัน บทบาทในการคัดเลือกตัวนักกีฬา หรือบทบาทต่อการที่จะมุ่งเอาชนะ ในการแข่งขันแต่ละระดับมีบทบาทสําคัญมาก แต่ว่าในร่างเดิมไม่มี ไม่มีระบุไว้ให้ผู้บริหารสมาคมกีฬาเป็นผู้สนับสนุนการกีฬาด้วย ถ้าไม่มี นั่นก็หมายความว่าในอนาคตหากผู้บริหารสมาคมกีฬาได้เข้าไปมีส่วนในการกระตุ้น ให้นักกีฬาจะด้วยวิธีการใดก็ตาม จะบังคับ จะข่มขู่ หรือการใช้เล่ห์เพทุบายต่าง ๆ นานาก็ตาม เมื่อนักกีฬาใช้สารต้องห้ามโดยผ่านการกระตุ้นของคนเหล่านี้ คนเหล่านี้ก็ไม่ต้องรับโทษ ไม่มีความผิด ซึ่งเรื่องนี้ผมเองก็ได้แปรญัตติเพิ่มเข้าไปว่าให้รวมถึงผู้บริหารสมาคมกีฬา และผู้สนับสนุนด้านการเงินแก่นักกีฬา ผู้สนับสนุนทางด้านการเงินนั้นก็คือสปอนเซอร์ (Sponsor) นั่นเองครับ สปอนเซอร์มีบทบาทสําคัญมากเพราะถ้านักกีฬาแข่งขันแล้วชนะ แน่นอนเกียรติยศ ชื่อเสียง ความยอมรับก็จะเกิดขึ้นกับสปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุน ทางด้านการเงินแก่นักกีฬาด้วย ซึ่งคนเหล่านี้มีส่วนสําคัญแล้วก็เป็นที่ตั้งข้อสงสัยมานานว่า น่าจะมีบทบาทสําคัญในการกระตุ้นให้มีการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา กระผมจึงได้แปรญัตติ หรือเพิ่มผู้บริหารสมาคมกีฬาและผู้สนับสนุนด้านการเงินแก่นักกีฬาเข้าไว้อยู่ในคํานิยามของ บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาด้วย ซึ่งในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็ได้กรุณา เข้าใจว่าจะเพิ่มเติมคําว่า คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬา เข้าไป โดยตัดคําว่า หรือกึ่งการแพทย์ ที่ต่อท้ายบุคลากรทางการแพทย์ออกไป แต่ผมได้พยายามอภิปรายแสดงความคิดเห็น แสดงเหตุผลในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเพื่อให้นําผู้สนับสนุนทางด้านการเงินแก่นักกีฬาเข้าไปด้วย คณะกรรมาธิการหลายท่านก็ได้เห็นชอบ และผมก็ไม่เห็นมีข้อโต้แย้งใดที่จะเป็นเหตุผล ให้ไม่ใส่ผู้สนับสนุนทางด้านการเงินแก่นักกีฬาเข้าไป แต่ในที่สุดเมื่อคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ได้มีมติก็คือไม่เอาตามข้อเสนอของผม ผมจึงต้องสงวนความเห็นไว้มาอภิปรายแล้วก็โน้มน้าว ให้เพื่อนสมาชิกในที่ประชุมสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบ เพื่อให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ครบถ้วนในส่วนของคํานิยาม กราบขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตอภิปรายในมาตรานี้เนื่องจากมีการแก้ไข บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาน่าจะมี ความหมายอย่างไรนะครับ อย่างที่ท่าน ส.ส. อภิชาต ได้กรุณาแปรญัตติไว้แล้ว ผมเห็นด้วย ตามแนวทางของท่านอภิชาต แต่ว่าในประเด็นของการนําเอาคําว่า กึ่งการแพทย์ ออกนี้นะครับ คําเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ก็คือ บุคลากรซึ่งสนับสนุนการกีฬานั้นหมายความว่า กรรมาธิการเปลี่ยนใหม่เป็นอย่างนี้ คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ฝึกซ้อม ผู้จัดการ ตัวแทน เจ้าหน้าที่ร่วมทีม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและบุคลากรทางการแพทย์ แต่ตัดคําว่า หรือกึ่งทางการแพทย์ซึ่งทํางานให้แก่นักกีฬา หรือทําการรักษานักกีฬา ออก ถ้าจะให้ครอบคลุมจริง ๆ จะให้การกีฬาสะอาดจริง ๆ ปราศจากสารต้องห้ามที่ว่ามันต้องห้ามกันทุกคนนะครับ ไม่อย่างนั้นถ้ามีกรรมการบางคน ผู้ฝึกสอนบางคน บุคลากรทางการแพทย์บางคนไปใช้ บุคลากรกึ่งการแพทย์ขึ้นมาละครับให้เป็นคนกระทําให้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังคงตกอยู่ ยังตกค้างอยู่ การใช้สารในการกระตุ้นนักกีฬาอย่างที่ว่าก็ไม่สามารถที่จะจัดการได้ อย่างแท้จริง ผมคิดว่าทางประธานคณะกรรมาธิการน่าจะพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ครับว่า ถ้าจะให้ครอบคลุม และทําให้พระราชบัญญัตินี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากยิ่งขึ้นต้องครอบคลุม ทุกกระบวนการ ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนักกีฬาครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ได้แปรญัตติ ในมาตรา ๓ โดยเฉพาะเรื่องสําคัญนะครับ โดยการเพิ่มบทนิยามของคําว่า บุคคล ซึ่งสนับสนุนการกีฬา ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมว่าในวงการการใช้สารต้องห้าม ทางการกีฬา เมื่อประสบผลสําเร็จแล้วไม่มีคณะกรรมการตรวจจับได้ ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นกระบวนการโกงอย่างหนึ่งทางการกีฬานะครับ ผู้ที่ประสบความสําเร็จที่ผ่านมา ก็คือตัวนักกีฬาโดยตรง องค์ประกอบที่ ๒ ก็คือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ผู้ฝึกสอน และโดยเฉพาะคนสําคัญ โดยเฉพาะการแข่งขันกีฬาระดับโลก หรือระดับประเทศ ก็คือผู้บริหารสมาคม คณะกรรมาธิการได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ เนื่องจากบทบัญญัติ ที่ลงโทษการใช้สารต้องห้าม โดยส่วนใหญ่จะลงโทษเพียงแค่นักกีฬา อาจจะมีบทลงโทษ ถึงผู้ฝึกสอนบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แทบจะไม่มีบทลงโทษถึงผู้บริหาร ถ้าท่านสังเกตว่า เวลาเราไปแข่งขันที่ไหนก็แล้วแต่ครับ วันที่นักกีฬาของเราได้เหรียญทอง ไม่เพียงแค่นักกีฬา ที่ได้รับการชูมือ หรือได้รับการสดุดี ผู้บริหารสมาคมจะเป็นคนหนึ่งที่จะได้รับการชื่นชมมาก แต่วันใดก็แล้วแต่ที่มีการตรวจจับสารต้องห้ามได้ ผมยกตัวอย่างเมื่อไม่กี่วันนี้นะครับ มีการถูกตรวจจับสารต้องห้าม นักกีฬาของชาติไทยถูกพักการแข่งขัน ๔ ปี ๗ คนด้วยกันครับ ไม่มีคนอื่นเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงได้พิจารณากันอย่างรอบคอบแล้วว่า วันนี้คนที่มีส่วนสําคัญในการใช้สารต้องห้ามต่อนักกีฬา เราก็มองว่าน่าจะมีคณะกรรมการบริหาร ของสมาคม ผมเองเป็นคนหนึ่งที่เสนอร่างเข้ามาสู่สภาต่างกับร่างของรัฐบาล ก็คือ เพิ่มเติมถ้อยคําว่า คณะกรรมการบริหารของสมาคมกีฬา แล้วก็คณะกรรมาธิการทั้งหมดก็เห็นด้วยนะครับ แต่ในส่วนของคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าเนื่องจากคณะกรรมาธิการ พิจารณาแล้วเป็นกังวลอยู่ครับ เนื่องจากผู้สนับสนุนทางด้านการเงิน หรือถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือสปอนเซอร์เป็นการพิจารณาที่ไม่มีความชัดเจนครับ เนื่องจากบางครั้งการสนับสนุน หรือสปอนเซอร์อาจจะเข้ามาให้การสนับสนุนสมาคม หรือให้การสนับสนุนตัวนักกีฬาโดยตรง แต่เราคาดว่าคงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้สารต้องห้าม แล้วถ้าเกิดกรณีเรามีบทนิยาม ที่เกี่ยวข้องกับสปอนเซอร์ไปด้วย เรากลัวว่ามันจะเป็นการไปสกัดกั้นการส่งเสริมการกีฬา เนื่องจากเราจะเห็นว่าการกีฬาของเราเองจําเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทางภาครัฐในเรื่องของงบประมาณ แน่นอนครับ เรื่องสปอนเซอร์ก็เป็นเรื่องสําคัญ ถ้าเกิดกรณีสปอนเซอร์กรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้สารต้องห้าม แล้วถูกพัก คือกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายว่าถ้าเกิดมีการตรวจจับ พบสารต้องห้าม ก็คือการห้ามเข้าร่วมกิจกรรมกีฬา แน่นอนครับ ถ้าเกิดสปอนเซอร์ไม่มีโอกาสเข้าร่วมทางด้านการกีฬา การสนับสนุน จากสปอนเซอร์มันก็น้อยลง คณะกรรมาธิการก็เลยมีมติว่าไม่เอาเรื่องสปอนเซอร์ หรือบุคคล ที่สนับสนุนทางด้านการเงินเข้าไปเป็นบุคคลที่สนับสนุนการกีฬา สําหรับของท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ก็ต้องขอขอบคุณมากที่ท่านได้ให้ความเป็นห่วงต่อกฎหมายฉบับนี้ เนื่องจาก ในกฎหมายต่างประเทศขององค์กรควบคุมการใช้สารต้องห้ามของโลก เขาเป็นภาษาอังกฤษ ที่มาแปลเป็นความหมายว่า กึ่งการแพทย์ ทางคณะกรรมาธิการก็เลยสอบถามทางฝ่ายแพทย์เองว่า ในเมืองไทยเขาใช้ไหมครับ ใช้คําว่า กึ่งการแพทย์ ซึ่งทางแพทย์เองก็บอกว่าไม่มีคํานี้ ในวงการแพทย์ของเรา ที่ใช้ก็คือบุคลากรทางการแพทย์เลย คณะกรรมาธิการก็เลยมีมติ ให้ตัดคําว่า หรือกึ่งการแพทย์ ลงครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วยังติดใจ เนื่องจากท่านให้เหตุผลว่า การที่ไม่ใส่ผู้สนับสนุนด้านการเงินแก่นักกีฬาไว้ในนิยามมาตรา ๓ เรื่องบุคคลซึ่งสนับสนุน การกีฬานั้น เพราะไม่ต้องการให้เป็นการสกัดกั้นหรือทําให้การสนับสนุนทางด้านการเงิน แก่วงการกีฬาลดน้อยลง ผมกลับเห็นว่านี่เป็นคําตอบที่เป็นปัญหามาก เราพูดกันตั้งแต่ ตอนต้นแล้วว่าเราต้องการให้การแข่งขันกีฬาเป็นไปด้วยการใช้ทักษะความพร้อม ทางกายภาพและจิตสํานึกทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ให้การแข่งขันกีฬานั้นเป็นไปด้วย ความบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรงนี้ต่างหากที่เป็นเป้าประสงค์สําคัญในการออกกฎหมายฉบับนี้ การสนับสนุนทางด้านการเงินที่ผ่านมาของสปอนเซอร์ต่าง ๆ เข้ามาเพราะการเติบโตของการกีฬา เข้ามาเพราะความสามารถของนักกีฬาเป็นที่ยอมรับว่าความสามารถทางกายภาพ ความพร้อมต่าง ๆ ของนักกีฬาสามารถสร้างชื่อเสียงให้กับวงการกีฬานั้น สร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศชาติได้ สปอนเซอร์ก็เข้ามาเพราะหวังว่าการเข้ามาสนับสนุนนั้นจะมีส่วนทําให้ตัวเอง ได้รับผลประโยชน์ในด้านของเกียรติยศ ชื่อเสียง เงินทองด้วย นั่นต่างหาก แต่ว่าเราจําเป็น ที่จะต้องมาพิจารณากันว่าสาระของกฎหมายฉบับนี้เราต้องการที่จะให้นักกีฬาห่างไป จากการใช้สารต้องห้ามหรือไม่ให้ใช้ยาโดป (Dope) อย่ามีแต้มต่อกันด้วยการใช้ยาโดปเลย ถ้าสปอนเซอร์ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะต้องถูกรับโทษหรือถูกตําหนิ ถ้าหากว่ามีการใช้สารต้องห้าม แล้วต่อไปสปอนเซอร์ก็จะไม่จําเป็นที่จะต้องรับผิดชอบอะไรต่อนักกีฬา ในทางกลับกัน ถ้าเรามาพิจารณาว่า ถ้าเราวางเงื่อนไขตรงนี้ให้สปอนเซอร์เข้ามาอยู่เป็นผู้สนับสนุนการกีฬาด้วย ต่อไปเขาจะเข้ามาสนับสนุนนักกีฬารายใด จะมาสนับสนุนกับสมาคมกีฬาใด หรือสนับสนุน การแข่งขันกีฬาประเภทใดแห่งใดเขาก็จะต้องมาพิจารณาในเรื่องของการใช้สารต้องห้ามด้วย แล้วก็ต้องวางเงื่อนไขกับนักกีฬาด้วยซ้ําในการพิสูจน์ว่าคุณต้องไม่ใช้สารต้องห้าม อย่างแน่นอน เราถึงให้การสนับสนุนทางด้านการเงินแก่ท่าน นี่คือในทางกลับกัน จะเกิดประโยชน์มากกว่า แต่ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรากลัวว่า ถ้าเกิดเราวางข้อห้ามเช่นนี้แล้วทําให้ไม่มีผู้มาสนับสนุนการกีฬาก็ช่างปะไรครับ ผมยังเชื่อว่า ประโยชน์ที่จะได้ต่อชื่อเสียงเกียรติยศของประเทศชาติทางด้านที่ไม่รับคนที่ละเลย ต่อเรื่องของการใช้สารต้องห้ามจะมีประโยชน์มากกว่านะครับ ผมก็ขอยืนยันกับท่านประธาน แล้วก็ขอหารือกับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าถ้าเพิ่มเติมผู้สนับสนุน ทางด้านการเงินแก่นักกีฬาเข้าไปไม่เสียหาย ได้ประโยชน์ ถ้าท่านสามารถตัดสินใจได้ ในตอนนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับกฎหมายฉบับนี้นะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เหมือนที่ได้กราบเรียนแล้วว่า วงการกีฬาจําเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนดูแลหลายภาคส่วนด้วยกัน แน่นอนละครับ การออกกฎหมายควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาเป็นกฎหมายใหม่สําหรับประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยของเราก็พยายามที่จะออกกฎหมายฉบับนี้อย่างน้อยก็ได้เป็นมาตรฐาน ในระดับโลกว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่ส่งเสริมกีฬาสีขาวหรือส่งเสริมกีฬาที่สะอาด เพราะว่าการใช้สารต้องห้ามหรือการโดปทางการกีฬาเป็นการเอาเปรียบ เป็นการไม่มีน้ําใจ นักกีฬานะครับ และโดยเฉพาะสิ่งสําคัญก็คือมันเป็นการทําร้ายนักกีฬา วันนี้ในการตรวจสารโดป ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในการตรวจแต่ละครั้งแต่ละเคส (Case) ใช้เงินในการตรวจ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อ ๑ ราย แล้วกว่าจะได้รับผลตรวจใช้เวลานานมากครับ โชคดีว่าประเทศไทยขณะนี้เรามีศูนย์ตรวจโดปที่ถือว่าใหญ่มากในภูมิภาคเอเชีย แต่ว่าแน่นอนเมื่อมีความสิ้นเปลืองในการตรวจแล้วก็ไม่เพียงแค่ขั้นตอนการตรวจ ขั้นตอนในการสืบสวนสอบสวน ผมขอเรียนท่านสมาชิกว่ายากมากครับ วันนี้ถ้าเกิดเราตรวจพบ สารต้องห้ามในนักกีฬาท่านใดนะครับ ตรวจทางการแพทย์แค่นั้น พอจะมีการสอบสวน ทางด้านว่าผู้ใดเป็นผู้ให้ บังคับ ขู่เข็ญหรือจ้างวาน โดยส่วนใหญ่จากที่เกิดเหตุการณ์ขึ้นมาที่มี การสอบสวนโดยส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดก็คือโค้ช (Coach) หรือผู้บริหารสมาคม กีฬาเท่านั้น ยังไม่มีการพบว่าสปอนเซอร์มีส่วนที่จะไปผลักดันให้มีการโดปเพราะว่าการโดป โดยส่วนใหญ่ก็จะเป็นสารต้องห้ามที่บรรดาสปอนเซอร์ทั้งหลายไม่นิยมที่จะให้การสนับสนุน สมาคมใดก็แล้วแต่ที่โดปนักกีฬาเพราะเขาเสียชื่อเสียงด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า เป็นการพิจารณากันอย่างรอบคอบนะครับ แล้วคณะกรรมาธิการก็เลยมีมติเห็นด้วยกับท่านครึ่งหนึ่ง ก็คือใส่คณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬา แต่ว่าไม่เห็นด้วยที่จะใส่สปอนเซอร์หรือผู้สนับสนุน ทางการด้านการเงินเข้าไปนะครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สรุปผมขอมตินะครับ เชิญท่านอภิชาต

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานครับ และท่านสมาชิก ถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ยืนยันเช่นนั้น แล้วก็ให้หลักประกัน ในระดับหนึ่งว่าในการที่บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาไม่จําเป็นต้องมีผู้สนับสนุนทางด้านการเงิน ของนักกีฬาอยู่ในบทนิยามอันนี้ แล้วจะไม่เกิดผลเสียต่อการแข่งขันต่อการใช้สารต้องห้าม ของนักกีฬา ในมาตรานี้ผมก็พร้อมจะเห็นชอบกับท่านนะครับ เนื่องจากว่าถ้าท่านเข้มข้นกับ เรื่องของผู้บริหารสมาคมกีฬารวมทั้งเรื่องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในเรื่องของการใช้ สารต้องห้ามแล้ว ก็เชื่อไว้ในระดับหนึ่งว่าจะเป็นตามเจตนารมณ์ที่ท่านต้องการนะครับ ผมก็ไม่ติดใจครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผ่านเลยนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑ คณะกรรมการ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕ มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ในมาตรา ๕ ซึ่งเป็นประเด็นที่ ๒ ของการสงวนความเห็นไว้ ในกฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา ๕ เป็นเรื่องขององค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา มาตรานี้มีความสําคัญมาก เนื่องจากว่าจะเป็นมาตรา ที่กําหนดชี้เป็นชี้ตาย แล้วก็ชี้ถึงความสําเร็จของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ว่าจะเป็นจริง ตามเจตนารมณ์ที่พวกเราได้วาดหวังไว้หรือไม่ ในมาตรา ๕ ระบุว่าให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง เรียกว่า คณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธาน มีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง มีประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นรองประธาน คนที่สอง มีกรรมการโดยตําแหน่งประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด และประธานฝ่ายแพทย์ของคณะกรรมการโอลิมปิก แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สุดท้ายก็คือคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรี แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา จํานวนไม่เกิน ๓ คน และให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อํานวยการเป็นผู้ช่วยเลขานุการ จะเห็นว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการทั้งหมดนี้ ไม่มีนักกีฬาอยู่ด้วย ทําไมผมถึงหยิบเรื่องประเด็นของคณะกรรมการไม่มีนักกีฬาขึ้นมา สาเหตุก็เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะมาควบคุมการใช้สารต้องห้าม ในนักกีฬา คนที่จะใช้สารต้องห้ามนี้ที่มีบทบาทแล้วก็มีส่วนได้เสียสําคัญที่สุดก็คือนักกีฬา แต่เราจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเหมือนกับตั้งคนไว้ฝ่ายเดียวไว้ตรวจสอบ ไว้ควบคุม ไว้วางกฎระเบียบต่าง ๆ ทุกอย่าง ซึ่งแม้กระทั่งการไปตั้งคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง คณะกรรมการเฉพาะเรื่องก็มีกรรมการการแพทย์ กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์อะไรต่าง ๆ นี่ ซึ่งเป็นอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้ ปรากฏว่าไม่มีนักกีฬามีส่วนร่วมอยู่ในคณะกรรมการเหล่านั้นเลย ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าเราจะกีดกันไม่ให้นักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมในการทําให้กฎหมายฉบับนี้ มีผลต่อการบังคับใช้อย่างสมบูรณ์หรืออย่างไร ทําไมเราถึงไม่ให้โอกาสกับนักกีฬาเข้าไปมีส่วนร่วม ในการกําหนดกฎกติกาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารต้องห้าม เพราะไม่มีใครรู้ดีว่า การใช้สารต้องห้ามนั้นมีผลอย่างไรต่อการแข่งขันกีฬาดีเท่ากับนักกีฬา ดูตามองค์ประกอบ ท่านประธานครับ แล้วผมไม่เชื่อหรอกครับว่าปลัดกระทรวงศึกษาธิการจะรู้ดีกว่านักกีฬา ไม่เชื่อว่าปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือแม้กระทั่งประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศในพระบรมราชูปถัมภ์ก็ตาม ไม่รู้หรอกครับว่านักกีฬาตกอยู่ภายใต้ภาวะอะไร อย่างไร เมื่อจะต้องแข่งขัน เมื่อจะต้องก้าวไปสู่ ชัยชนะในการแข่งขันในแต่ละสถานการณ์ ทําไมเราไม่ให้โอกาสกับนักกีฬา ทําไมไม่ให้เขาได้ เข้ามามีส่วนร่วมในการกําหนดความเป็นไปในเรื่องของการใช้สารต้องห้าม เพราะเชื่อมั่นเหลือเกิน ถ้าเรามีตัวแทนนักกีฬาเข้าไปบางส่วนมันจะทําให้การกําหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ออกมา หรือการตัดสินความต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารต้องห้ามนั้น มีความรอบคอบ มีความรอบด้านมากขึ้น ในมาตรา ๕ นี้ ผมจึงได้แปรญัตติเป็นอย่างนี้นะครับ ผมไม่ได้ ต้องการที่ให้นักกีฬาเข้ามาครอบหรือมีบทบาทเหนือต่อคณะกรรมการชุดนี้ล่ะครับ เพียงแต่ต้องการให้เข้ามามีส่วนร่วมเท่านั้นเอง และส่วนร่วมที่ผมแปรญัตติเข้าไปก็คือว่า ให้ไปอยู่ในส่วนของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน (๕) ของมาตรา ๕ นะครับ ก็คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา จํานวน ๓ คนนั้น ผมให้เปลี่ยนเป็น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากนักกีฬา จํานวน ๒ คน และผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการควบคุม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา จํานวน ๓ คน ก็คือแบ่งกันไปเพียงแค่ ๒ คน แล้วถามว่า นักกีฬาที่จะเข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒินี้มาอย่างไร ก็เป็นอํานาจของรัฐมนตรี ตามกฎหมายฉบับนี้ที่จะแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่แล้ว ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลย และแน่นอนรัฐมนตรีจะตั้งใครเข้ามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนี่ก็ไม่ได้ตั้งโดยไม่ดู ตาม้าตาเรือ ไม่ดูประวัติความเป็นมา ไม่ดูเกียรติภูมิของการแข่งขัน หรือไม่ดูประวัติก็ไม่ใช่ ก็ต้องเอานักกีฬาที่มีความเก่งกล้าสามารถเป็นแบบอย่างให้กับนักกีฬาคนอื่น ๆ ด้วย และการให้ได้คนเหล่านั้นมาแล้วมาเป็นแบบอย่างให้นักกีฬานั้นก็ยิ่งเพิ่มความสมบูรณ์ของ การทําหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ ท่านลองนึกดูสิครับว่าถ้าประกาศของ คณะกรรมการซึ่งเป็นข้าราชการล้วน ๆ เป็นคนที่ไม่เคยลงแข่งขันกีฬามาเลย ไม่รู้จัก การแข่งขันกีฬา แล้วมาออกกฎข้อบังคับให้กับนักกีฬาซึ่งปัจจุบันนี้มีความก้าวหน้าทางด้าน การกีฬานี่สูงมาก ความสมบูรณ์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะฉะนั้นผมถึงได้ขอแปรญัตติ ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ก็ขอความกรุณาท่านประธานคณะกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการได้โปรดให้ความเห็นชอบกับคําแปรญัตติของกระผมด้วย จริง ๆ แล้ว ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ผมก็ได้เข้าไปชี้แจงและคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ด้วยซ้ําก็เห็นชอบด้วยนะครับว่าจําเป็นที่จะต้องมีนักกีฬาเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ ในคณะกรรมการชุดนี้ จะเข้ามาในรูปแบบไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น เป็นอดีตนักกีฬา หรือผู้ที่มีประวัติมีชื่อเสียงอะไรต่าง ๆ ในวงการกีฬาเข้ามา แต่ว่าเขาเข้ามาในฐานะที่เป็น นักกีฬาหรือเคยเป็นนักกีฬา ถ้าท่านสามารถที่จะปรับแต่งไปในลักษณะเช่นนั้นได้ กระผมก็ยินดี ด้วยความขอบคุณครับท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๕ มีการแก้ไขพร้อมทั้งมีผู้แปรญัตติ ก็ต้องขอขอบคุณท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อีกครั้งนะครับ ที่ได้ห่วงใยถึงคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาว่าคณะกรรมการดังกล่าว ท่านประธานครับ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีปลัดกระทรวง มีประธานคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แล้วคณะกรรมาธิการก็เพิ่มอธิบดีกรมพลศึกษา และอธิการบดีสถาบันการพลศึกษาเข้าไป ในคณะกรรมการโดยตําแหน่ง ซึ่งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด ประธานฝ่ายแพทย์ของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ก่อนอื่นขออนุญาตท่านประธานได้ชี้แจงว่าคณะกรรมาธิการของเราได้พิจารณาว่าการใช้ สารต้องห้ามนี่อย่าไปเพียงแค่ไปบังคับหรือไปตรวจเขา สิ่งสําคัญก็คือเราควรจะให้ความรู้ ให้กับนักกีฬาและโดยเฉพาะวงการกีฬาของเรานะครับ ก็เลยมีมติเพิ่มอธิบดีกรมพลศึกษา แล้วก็อธิการบดีสถาบันการพลศึกษา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตนักกีฬาของประเทศของเราเข้าเป็น คณะกรรมการโดยตําแหน่ง ในส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา จํานวนไม่เกิน ๓ คน ทีนี้ท่านอภิชาตแปรญัตติเพิ่มเติมก็คือให้เพิ่มนักกีฬาเข้ามา ๒ คน คณะกรรมาธิการของเรา พิจารณากันมากครับ เราก็คิดเช่นเดียวกันกับท่านอภิชาตนะครับ เราก็คิดว่าเมื่อกฎหมาย ฉบับดังกล่าวไปบังคับใช้กับนักกีฬาก็ควรจะให้มีตัวแทนของเขาเข้ามา ทีนี้หลายท่านก็มองว่า วันนี้การควบคุมการใช้สารต้องห้ามก็คือต้องไปตรวจโดปต่อตัวนักกีฬาเอง หลายคนก็มี ความกังวลว่าถ้าเกิดนักกีฬาคนใดที่มาเป็นคณะกรรมการอยู่ แน่นอนครับ บางทีอาจจะมี อภิสิทธิ์หรือทราบข้อมูลทั้งหลายก่อนบุคคลอื่น ทุกคนก็เลยมีมติว่าในส่วนของนักกีฬา ไม่ควรจะกําหนดลงไปเป็นการเฉพาะ แต่ทั้งนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในกรณีที่ถ้าเกิด ท่านรัฐมนตรีเห็นว่านักกีฬาท่านใดมีความรู้ความสามารถทางด้านการควบคุมการใช้สารต้องห้าม ท่านก็สามารถที่จะแต่งตั้งนักกีฬาเข้ามาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิได้ คณะกรรมาธิการก็เลยยืนยัน ตามมติของคณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาต

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฟังคําชี้แจงของท่านประธานคณะกรรมาธิการแล้วก็ยังคงยืนยันว่า นักกีฬาจะไม่ถูกบรรจุไว้ในคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาชุดนี้ โดยเห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการแต่งตั้ง ใครก็ได้แต่ไม่มีหลักประกัน ท่านเองก็ยอมรับเองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่เป็นการไปควบคุม อย่างเดียว แต่กฎหมายฉบับนี้ต้องมีบทบาทในการส่งเสริมชักจูงให้นักกีฬามีความคิดในการที่จะ ไม่ใช้สารต้องห้ามในการแข่งขัน แต่ถ้าไม่มีนักกีฬาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ผมก็ไม่เชื่อว่า กรรมการชุดนี้จะสามารถทําให้เจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้เป็นไปอย่างที่พวกเราต้องการได้ กระผมขอยืนยันที่จะให้มีนักกีฬาจํานวน ๒ คน และผู้มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญทางด้านการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาจํานวน ๓ คน อยู่ในกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าท่านไม่เห็นด้วยตามที่กระผมได้ขอแปรญัตติ ก็ขออนุญาต ขอเสียงจากเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมแห่งนี้ช่วยโหวตสนับสนุนผมด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับเรื่องการเพิ่มนักกีฬาเข้าเป็นคณะกรรมการนะครับ ผมก็ขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมว่าในกรณีที่รัฐมนตรีจะแต่งตั้งนักกีฬาเข้ามาก็สามารถ แต่งตั้งได้ตาม (๕) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความชํานาญด้านการควบคุม การใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา คณะกรรมาธิการก็มีมติตามที่คณะกรรมการเสียงส่วนใหญ่ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าอย่างนั้น ผมขอมติเลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก ที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เชิญท่านสมาชิก ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติด้วยครับ เชิญครับ ท่านสมาชิกก่อนที่จะขอมติ ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยครับ เชิญครับ ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๒๙๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ

ผมขอมติเลยครับ มาตรา ๕ มติจะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการที่มีการแก้ไข หรือไม่ครับ จะเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติเห็นด้วย ๓๐๓ คน ไม่เห็นด้วย ๙๘ คน ถือว่าที่ประชุม เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการนะครับ

เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นายวัชรินทร์ จอมพลาพล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๖ มีการแก้ไข

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๖ โดยให้ตัด (๔) ในลักษณะต้องห้าม ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิออกไป นั่นก็คือบทบัญญัติที่ว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ต้องมีลักษณะต้องห้ามดังนี้ ก็คือ การเป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการหรือผู้ดํารงตําแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง ด้วยเหตุผลว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เป็นบุคคลที่เป็นปัญหา สําหรับการทําหน้าที่ในคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา และดูเหมือนว่า การบัญญัติไว้ในกฎหมายซึ่งต้องการที่จะกีดกันคนที่เป็นข้าราชการการเมือง หรือคนในพรรคการเมืองนั้นดูเหมือนจะเป็นประเพณีในการเขียนกฎหมายมาหลายครั้งหลายฉบับ ผมจึงเสนอตัดข้อความดังกล่าวออกและไม่ต้องการให้ถ้อยความเหล่านี้ไปเป็นลักษณะ ต้องห้ามที่ไปเทียบเคียงกับการเป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต หรือเทียบเคียงกับความเป็นลักษณะต้องห้ามที่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ก็ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาโดยตัด (๔) นี้ ออกไป ก็ด้วยความขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวัชระหรือเปล่า โน่นเลยหลังสุดโน่นครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับการที่ท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ท่านได้เสนอตัดใน (๔) ของมาตรา ๖ นี้ สผ ๒๘/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) สะแกวัลย์ ๒๗/๑ เพราะว่าคนที่เป็นข้าราชการการเมืองเป็นที่ปรึกษาพรรคการเมือง เป็นผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เป็นเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง ไม่ควรที่จะเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในร่างพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ซึ่งเรากําลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นกฎหมายที่มี ลักษณะสั้น ๆ ๓๔ มาตรา กฎหมายนี้เราต้องการที่จะควบคุมนักกีฬาไม่ให้ใช้ยาโดป หรือสารต้องห้าม แต่ปรากฏว่าตามที่ท่านประธานจะพิจารณาในวาระต่อไปกลับใช้สารเร่ง หรือสารต้องห้าม คือใช้ยาโดปขึ้นมาพิจารณาในร่าง พ.ร.บ. ปรองดองแห่งชาติของ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ก็ไม่ทราบว่าจะเร่งไปทําไมนักหนา ท่านประธานครับ เมื่อมาดูในเนื้อหา ของมาตรา ๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ซึ่งในลักษณะที่ต้องห้ามนั้นท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งถือว่าเป็นผู้ใส่ใจได้อภิปรายไปแล้ว ผมขอสนับสนุน และในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมทราบว่ามีนักกีฬา ตัวแทนทีมชาติ หรืออดีตนักกีฬาทีมชาติ เป็นกรรมการอยู่หลายท่าน ขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่น ท่านอรุณี ชํานาญยา เป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติแข่งขันขี่ม้ามาราธอน ตรงนี้ต้องยกย่องว่าเป็น ส.ส. ด้วย เป็นนักกีฬาตัวแทนทีมชาติด้วยในขณะนี้ ถือว่าทําหน้าที่เป็นผู้แทนของชาติ ทั้งผู้แทน ทางด้านการเมืองการปกครอง และผู้แทนทางด้านความเป็นนักกีฬา หรืออย่างเช่นท่าน ส.ส. สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ก็เป็นอดีตนักกีฬาทีมชาติ และเห็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์บอกว่า ส.ส. จังหวัดตรัง เป็นรัฐมนตรีได้ทุกคน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่ผมลุกขึ้นมาอภิปรายเพื่อสนับสนุนการที่ท่านอภิชาตได้ตัด ข้อความดังกล่าวทิ้งนั้น เพื่อกราบเรียนท่านประธานว่า บุคคลดังกล่าวคือข้าราชการการเมือง ไม่ควรเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และกราบเรียนถามไปยังท่านประธานด้วยว่า เมื่อเราพิจารณาร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... และการพิจารณาวาระต่อไปก็น่าจะควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน เพราะท่านกําลังจะเร่งรัดให้สภาแห่งนี้พิจารณารายงานปรองดองของ พลเอก สนธิ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า สภาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ขอขอบคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมเห็นด้วยกับเรื่องการตัด (๔) ออกไป แต่ต้องขออนุญาตที่จะได้เรียนถามต่อ ประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการต่อไปว่า ในเรื่องของลักษณะต้องห้าม ใน (๓) เป็นเรื่องของความผิด กระทําโดยประมาท หรือลหุโทษจะไม่เป็นอะไรถูกไหมครับ แต่คําถามใหญ่ก็คือว่าถ้าทําผิดพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งผมเข้าใจครับว่าพระราชบัญญัตินี้ ยังไม่ได้เคยเกิดขึ้นถูกไหมครับ แต่เป็นคนเป็นนักกีฬา เป็นกรรมการ เป็นอะไรต่าง ๆ มาแล้ว เคยทําผิด ถูกลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ก็คือการตัดสิทธิ เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา จะกลับมาเป็นกรรมการได้ไหมครับ ผมจึงคิดว่าท่านน่าจะใช้โอกาสนี้ ในการเปลี่ยนแปลง (๔) ใส่ระบุไปอีก ๑ ข้อว่า บุคคลที่ถูกตัดสิทธิตามมาตรา ๓๓ มาตรา ๓๔ จะเข้ามาเป็นกรรมการไม่ได้ ถูกไหมครับ ถ้าเป็นกรรมการในเรื่องนี้ แต่เคยถูกตัดสิทธิมาแล้ว มาเป็นกรรมการ ผมว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอยู่เหมือนกัน กราบเรียนต่อท่านประธานสภา ผ่านไปยังประธานกรรมาธิการครับว่า พิจารณาเติมข้อนี้สักประโยคหนึ่ง พระราชบัญญัตินี้ ก็จะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการผู้นําเยาวชนด้านประชาธิปไตย จังหวัดพะเยาครับ เรียนรู้วิถีประชาธิปไตย ยุวชนประชาธิปไตย จังหวัดพะเยา เชิญท่านประธานครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ เฉพาะมาตรา ๖ ในเรื่องของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ อีกครั้งที่ได้มีความเห็นพ้องต้องกันกับ คณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เราเห็นว่าควรจะตัดลักษณะต้องห้าม ที่ห้ามข้าราชการการเมืองผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง กรรมการ หรือผู้ดํารงตําแหน่ง ที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง ที่ปรึกษาพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เหมือนที่ท่านกล่าวละครับ กลายเป็นประเพณีว่า คณะกรรมการชุดต่าง ๆ ในสภาผู้แทนราษฎรนี่ พอพูดถึงนักการเมืองปั๊บไม่ให้เข้ามาเป็น มองว่านักการเมือง หรืออาชีพการเมืองอาจจะเป็นอาชีพที่คบไม่ได้ นิสัยไม่ดี ทางคณะกรรมาธิการของเรา ก็มองว่าทุกวงการก็มีทั้งคนดี คนไม่ดี และโดยเฉพาะเราเชื่อว่าคนที่เข้ามาสู่ทางการเมือง คือคนหนึ่งที่มีใจอาสา แล้วก็โดยส่วนใหญ่ก็คือเป็นคนดีในสังคมก่อนที่พี่น้องประชาชนเลือกเข้ามา ท่านประธานครับ และโดยเฉพาะการเข้ามาเป็นคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องกีฬา ผมอยากเรียนว่าถ้าเกิดนักการเมืองทุกคนมีความรู้ความสามารถทางด้านการกีฬา บ้านเมือง เราไม่ย่อยยับ ไม่ยับเยินขนาดนี้ครับ เพราะกีฬาสอนให้คนรู้แพ้ รู้ชนะ วันนี้เราแพ้ เราต้องพยายามฟิตซ้อมตัวเองขึ้นมาให้เป็นผู้ชนะให้ได้ วันนี้เราเป็นผู้ชนะในเชิงกีฬา เขาไม่ให้สอนให้คนเหยียดหยามคน ถ้าเกิดเราเป็นผู้ชนะ สอนให้คนรู้จักให้อภัย สอนให้คนมีน้ําใจ นักกีฬา เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการก็เลยคิดว่าเรื่องนักการเมืองเข้ามาเป็นคณะกรรมการ เราก็เลยตัดออก ของคุณบุญยอด สุขถิ่นไทย ทางคณะกรรมาธิการเห็นชอบตามท่านนะครับ แต่เนื่องจากกฎหมายฉบับดังกล่าวไม่ได้มีการแปรญัตติเข้ามา แล้วคุณวัชระ เพชรทอง ขอขอบคุณที่ได้เสนอแนะให้ทางคณะกรรมาธิการขออนุญาตกราบเรียนนะครับ ดอกเตอร์รัชดานี่ เป็นนักกีฬาทีมชาติ ทั้งเทนนิสแล้วก็ว่ายน้ํา เราเข้ามาพิจารณากันอย่างรอบคอบ ขอขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมขออนุญาตผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาอีกครั้งนะครับ ถ้าท่านเห็นด้วยกับแนวคิดนะครับว่า กรรมการที่มีความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ก็น่าจะเป็นข้อต้องห้าม ถูกไหมครับ ถึงแม้ผมจะไม่ได้ แปรญัตติเข้ามา แต่เมื่อท่านเปลี่ยน (๔) แล้ว ท่านแก้ไข (๔) ท่านก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ตรง (๔) นี้ แล้วก็ระบุตัวแนวความคิดนี้เข้าไป ผมคิดว่าก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอะไร แล้วก็มันจะได้ทําให้พระราชบัญญัตินี้มีความสมบูรณ์อย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ เป็นเรื่องของคณะกรรมาธิการครับ คุณหมอครับ ที่จริงเป็นเรื่องอนุโลมไม่เป็นไรครับ ถ้ากรรมาธิการเห็นด้วย ก็จบ ไม่เห็นด้วย ก็จบ ไม่เป็นไรนิดเดียว

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ เหมือนที่ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าเราเห็นด้วยกับที่ท่านบุญยอดได้นําเสนอมา แต่ว่าคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ให้ยืนยันตามร่างเดิมครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าอย่างนั้น ขอผ่านเลยนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นางพรรณิภา เสริมศรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๓ มาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๖ ไม่มีการแก้ไข มีผู้สงวนคําแปรญัตติค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้แปรญัตติไว้ในมาตรา ๑๖ โดยให้เพิ่มข้อความไว้เป็น มาตรา ๑๖/๑ มีข้อความว่า มาตรา ๑๖/๑ กรรมการการแพทย์หรือกรรมการพิจารณาโทษ หรือกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์จะเป็นกรรมการอื่นในคราวเดียวกันมิได้ ท่านประธานครับ ตั้งแต่มาตรา ๑๑ เป็นต้นไป ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้มีคณะกรรมการเฉพาะเรื่องซึ่งคณะกรรมการเฉพาะเรื่องนั้น ก็แต่งตั้งโดยคณะกรรมการในบทบัญญัติที่เราพูดกันเมื่อสักครู่นี้ คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง มีอยู่ ๓ ชุด ก็คือ คณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการการพิจารณาโทษ และคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งคณะกรรมการแต่ละชุดนี้ก็อยู่ในตําแหน่งคราวละ ๒ ปี มีอํานาจหน้าที่แต่ละด้านก็แตกต่างกันไป ประเด็นก็คือว่า ในบทบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้กําหนดไว้ว่ากรรมการจะตั้งคนซ้ํากันเป็นกรรมการเฉพาะเรื่องในแต่ละด้านได้หรือไม่ ไม่ได้มีการกําหนดห้ามไว้ นั่นก็หมายความว่า คณะกรรมการก็สามารถที่จะตั้งคนซ้ํากันได้ ในกรรมการเฉพาะเรื่องแต่ละด้าน ซึ่งผมคิดว่าไม่ถูกต้อง ท่านประธานลองคิดดูว่า ถ้าคณะกรรมการพิจารณาโทษเป็นคนเดียวกับคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ การวินิจฉัยอุทธรณ์ ก็ไม่มีความหมาย นักกีฬาที่ถูกต้องโทษเมื่อไปเสพสารต้องห้ามทางการกีฬา ถูกคณะกรรมการพิจารณาโทษมีความเห็นว่าให้ลงโทษ แล้วคณะกรรมการพิจารณาโทษคนนั้น ก็ตามไปเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์อีก การวินิจฉัยอุทธรณ์ก็ไม่มีความหมาย เพราะคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ซึ่งเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับคณะกรรมการพิจารณาโทษ ก็จะใช้ข้อมูล ใช้การตัดสินใจเดียวกันมาใช้ในการวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ คณะกรรมการการแพทย์ก็เช่นกัน ผมได้หยิบยกเรื่องนี้แล้วก็อภิปรายในชั้นการพิจารณา ในคณะกรรมาธิการ ก็มีการชี้แจงจากผู้ชี้แจงบางท่านว่า กรรมการการแพทย์ก็มีจํานวนไม่มาก หาคนเข้ามาทํางานยาก เพราะฉะนั้นซ้ํากันได้ก็คงไม่มีปัญหา ซึ่งผมคิดว่านี่ผิดหลักการ ไม่สามารถที่จะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะถ้าเรายอมให้คณะกรรมการแต่ละคนเร่กันไป เป็นกรรมการชุดนั้นที ชุดนี้ที ก็ไม่สมตามเจตนารมณ์ที่ให้มีคณะกรรมการเฉพาะเรื่องขึ้นมา เป็นการเฉพาะ เพราะฉะนั้นผมจึงได้ขอให้มีการเพิ่มเติมความเป็นมาตรา ๑๖/๑ ดังที่เรียน ก็คือกรรมการการแพทย์หรือกรรมการพิจารณาโทษ หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ จะเป็นกรรมการอื่นในคราวเดียวกันมิได้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านกรรมาธิการ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ มาตรา ๑๔ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ๓ คณะ ก็คือคณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการพิจารณาโทษแล้วก็คณะกรรมการวินิจฉัย อุทธรณ์ซึ่งท่านผู้แปรญัตติก็คือคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้แปรญัตติว่าไม่ควรเป็น คณะกรรมการคนเดียวกันนะครับ ทางคณะกรรมาธิการเราพิจารณากันอย่างรอบคอบนะครับ ว่า เนื่องจากบางคณะกรรมการนั้นเป็นเฉพาะเรื่อง แล้วก็เกี่ยวโยงกันทั้งเรื่องการลงโทษ แล้วก็ทั้งเรื่องการอุทธรณ์ บางท่านทางคณะกรรมการจําเป็นจะต้องตั้งอาจจะเป็น ๒ คณะ แต่ทั้งนี้ก็คิดว่าคงไม่เป็นในลักษณะผลประโยชน์ขัดกันนะครับ ทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็เลยมีมติให้ยืนตามมติของคณะกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านอภิชาต

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานก็เห็นแล้วนะครับว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ไปพิจารณา เรื่องนี้ค่อนข้างจะแข็งตัวกับความเห็นของตัวเองตลอด ท่านบอกว่าคณะกรรมการมีความจําเป็นต้องไปอยู่คนเดียวกันในหลายชุด ซึ่งมันอธิบายไม่ได้ อธิบายในทางหลักการไม่ได้เลย เราต้องการให้กรรมการแต่ละเรื่องต้องแยกจากกัน คนในประเทศนี้ คนที่มีความรู้ความสามารถในประเทศนี้เป็นกรรมการการแพทย์ แพทย์ในประเทศนี้ มีตั้งเยอะแยะ มาเป็นหมออยู่ในสภานี้ก็เยอะ ทําไมจะหามาเป็นหมออยู่ในคณะกรรมการการแพทย์ เพื่อตรวจสอบสารต้องห้ามนักกีฬาไม่ได้ ทําไมต้องใช้แพทย์คนเดียวกันที่จะไปอยู่ ในคณะกรรมการวินิจฉัยโทษ พิจารณาโทษ แล้วก็ไปเป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์อีก ซึ่งไม่มีเหตุผลเลย มีคนจํานวนมากที่พร้อมจะเข้ามาทํางาน ถ้าเกิดคณะกรรมการซึ่งเราตั้งขึ้นมีความตั้งใจที่จะดึงผู้คนจากส่วนต่าง ๆ เข้ามาทํางานด้วยกัน แล้วก็ถ้าหากว่าเราได้คนที่แต่ละชุดทํางานอย่างเป็นอิสระกัน ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่า ความเป็นธรรมก็จะเกิด ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นกับนักกีฬา ท่านประธานที่เคารพครับ การใช้สารต้องห้ามในนักกีฬานั้นต้องเรียนกับท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าไม่ใช่เป็น ความจงใจที่จะใช้สารต้องห้ามหรือใช้สารโดปอย่างเดียว บางครั้งเขารับประทานหรือกินยา ที่มันมีสารบางอย่างซึ่งไปมีผลต่อการตรวจพบว่านั่นเป็นสารต้องห้าม ยกตัวอย่างเช่น นักกีฬากินขนมปังเยอะ ๆ ก็มีโอกาสที่จะพบว่าในขนมปังนั้นมีสารต้องห้ามตามกฎของการแข่งขันได้ เขาไม่ได้ตั้งใจ เพราะฉะนั้นความเป็นธรรมในการพิจารณาจะต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การที่เราวางกฎหมายเพื่อที่จะให้รองรับความเป็นธรรมไม่ให้นักกีฬาต้องสูญเสียสิทธิ จึงมีความจําเป็น ท่านลองคิดดูแล้วกันว่าถ้านักกีฬาเรามีความรู้มีความสามารถในการแข่งขัน สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ แล้วบังเอิญถูกตรวจพบว่ามีสารต้องห้ามอยู่ในร่างกาย โดยที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจเข้าไปจะเป็นอย่างไรนะครับ เขาก็จะสูญเสียอนาคต สูญเสียเกียรติภูมิ ชื่อเสียงของประเทศตามไปด้วย เพราะฉะนั้นกระผมจึงต้องยืนยันว่าคณะกรรมการทั้ง ๓ ชุดนี้ จะเป็นคนกลุ่มเดียวกันไม่ได้ ก็ขออนุญาตยืนยันในคําแปรญัตติของผมเป็นมาตรา ๑๖/๑ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านบุญยอด เชิญครับ มาตรานี้ ไม่มีการแก้ไขนะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ บุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจาก ๑๖/๑ มีการเพิ่มเติม ในเรื่องของกรรมการการแพทย์ กรรมการพิจารณาโทษ หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ จะเป็นกรรมการอื่นในคราวเดียวกันมิได้ ผมขออนุญาตเพิ่มเติมอีก ๑ ประโยค ก็คือ และต้องไม่เคยได้รับการพิจารณาลงโทษตามพระราชบัญญัตินี้ในมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ข้อเสนอที่ดีผมคิดว่าประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการต้องฟังนะครับ ผมขออนุญาต เรียนผ่านท่านประธานไปว่าท่านกําลังใช้สิทธิเสียงข้างมากจริง ๆ นี่คือเสียงข้างน้อยครับ ที่เสนอสิ่งที่ดีให้กับท่านพิจารณา ผมคิดว่าท่านคงมีน้ําใจนักกีฬามากพอที่จะบอกว่าสิ่งที่ดี น่าสนใจ เมื่อปรับแก้ได้ทําไมไม่ปรับแก้ให้ละครับ ผมก็ไม่เข้าใจต่อท่านประธานคณะกรรมาธิการว่า ทําไมประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการจึงจะยืนยันแนวความคิดเดิมแล้วไม่รับฟัง เสียงของการแปรญัตติ เสียงของการขอการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ จะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยครับ ท่านประธานครับ ซึ่งผมเชื่อว่าโดยหลักการและเหตุผล โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วต้องการให้มีการควบคุมการใช้สารต้องห้ามอย่างดีที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดคืออะไร คณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาดีที่สุดคืออะไร ทําไมท่านไม่ทําละครับ กรรมการทั้ง ๓ ชุดไม่ควรจะเป็นบุคคลในกลุ่มเดียวกัน และแน่นอนที่สุดก็คือว่าถ้าเคยมี ความผิดในเรื่องนี้ไม่ควรมาเป็นกรรมการครับ ขอให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการกรุณาพิจารณาอีกครั้งครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิก ท่านบุญยอดครับ มาตรา ๑๖ ไม่มีการแก้ไข แต่มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ เพราะฉะนั้นท่านสามารถที่จะอภิปรายสนับสนุน หรือเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ในส่วนที่เขา สงวนคําแปรญัตติเท่านั้นนะครับ เชิญท่านวัชระครับ ไม่มีอะไรครับ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ในมาตรานี้ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ขอแปรญัตติเพิ่มเติมเป็นมาตรา ๑๖/๑ บอกว่า กรรมการการแพทย์ หรือกรรมการพิจารณาโทษ หรือกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ จะเป็นกรรมการอื่นในคราวเดียวกันมิได้ ท่านประธานครับ กรรมการการแพทย์เป็นไปตาม มาตรา ๑๔ มีได้ตั้งแต่ ๕ คน ไม่เกิน ๗ คน กรรมการพิจารณาโทษเป็นไปตามมาตรา ๑๕ ตั้งได้ ๕ คน แต่ไม่เกิน ๗ คน และกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๖ ตั้งได้ ๕ คน แต่ไม่เกิน ๗ คน รวมแล้วทั้ง ๓ คณะ ๒๑ คน ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคฝ่ายค้านต้องการให้ ๒๑ คนนี้ไม่ซ้ํากัน ๒๑ คน จากประชาชน ๖๕ ล้านคน ไม่ซ้ํากัน ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณา ร่างกฎหมายฉบับนี้ว่าผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างกฎหมายที่ท่านเสนอมา ต้องกราบขออภัย ที่ไม่เห็นด้วย แม้ว่าจะมีเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้านขึ้นไปนั่งพิจารณา ร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วยก็ตาม แต่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคฝ่ายค้าน คือ ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ซึ่งท่านได้แปรญัตติไว้อย่างครบถ้วนแล้ว

ประการแรก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนครับ คนที่เป็นกรรมการการแพทย์จะไปนั่งเป็นกรรมการพิจารณาโทษ และจะไปนั่งเป็นกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์ นั่งทีเดียว ๓ เก้าอี้ มันไม่มากไปหน่อยหรือครับท่านประธาน ท่านประธานครับ นอกจากนี้ถ้าให้บุคคลคนหนึ่งนั่งได้ทั้งกรรมการการแพทย์ กรรมการพิจารณาโทษ และกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ ก็เหมือนกับคนคนหนึ่งที่จะให้อะไรใครก็ได้ ที่จะกําหนดโทษ อะไรใครก็ได้ โดยไม่มีการถ่วงดุล โดยไม่มีการกระจายอํานาจ เพราะฉะนั้นในฐานะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขอกราบเรียนไปยังเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรครัฐบาล ทุกท่านที่กําลังคุยกันในขณะนี้ ได้โปรดฟังและโปรดฟังเถอะครับว่าข้อเรียกร้อง ของ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านนั้นเป็นไปเพื่อการกระจายอํานาจโดยแท้ กระจายอํานาจ ให้กรรมการการแพทย์ตั้งแต่ ๕ คนถึง ๗ คนนี้เป็นชุดหนึ่ง กระจายอํานาจไปยังกรรมการ พิจารณาโทษ ๕ คนถึง ๗ คน เป็นไปตามมาตรา ๑๕ เป็นอีกชุดหนึ่ง และกรรมการวินิจฉัย อุทธรณ์ก็เป็นอีกชุดหนึ่ง ๕ คนถึง ๗ คน เพราะฉะนั้นไม่มีความจําเป็นใด ๆ เลย ผมกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการวิสามัญเพื่อได้โปรดเห็นด้วยกับข้อเสนอของ เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ เพราะอะไรครับ เพราะกรรมการการแพทย์ สมมุติว่าท่านตั้งเต็มที่ตามกฎหมายกําหนดได้ ๗ คน ๗ คน ที่เป็นกรรมการการแพทย์จะมาตั้งเป็นกรรมการพิจารณาโทษ ๗ คนจะซ้ํากันไม่ได้ ทําไมกรรมาธิการวิสามัญต้องการให้ซ้ํากันได้ เพราะอะไร และต้องการให้เป็นซ้ํากับ กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ด้วย เป็นเพราะอะไร ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกล่าวโดยสรุป ผมเห็นว่าถ้าปล่อยให้มีการนั่ง ๒ เก้าอี้ ๓ เก้าอี้ ก็จะเป็น ๒ มาตรฐาน และ ๒ มาตรฐาน อย่างแน่นอน มีผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องการเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางคนซึ่งก็ไม่ทราบว่า คนไหนครับท่านประธาน แต่ผมเห็นว่าในชั้นนี้สภาผู้แทนราษฎรไม่ควรออกกฎหมายในลักษณะที่ให้ ๑ คน นั่งได้หลายเก้าอี้ อีกต่อไป ถ้าเราเชื่อมั่นในศักยภาพของบุคคล ในทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย คน ๖๕-๖๖ ล้านคน ในกรรมการ ๓ ชุดนี้รวมแล้ว ๒๑ ท่านไม่เกินนี้ก็จะไม่ต้องซ้ําซ้อนกัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการแปรญัตติของท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ขอขอบคุณ และขอเสียงสนับสนุนความเห็นด้วยจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาล คือพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะท่านอนุรักษ์ บุญศล ขอขอบคุณ

(การประชุ มดํำเนิ นมาถึ งตอนนี้ นายสมศั กดิ์ เกี ยรติ สุ รนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ คณะกรรมการเฉพาะเรื่องที่กฎหมายฉบับนี้ ตั้งขึ้นมาทั้งคณะกรรมการการแพทย์ คณะกรรมการพิจารณาโทษ และคณะกรรมการ วินิจฉัยอุทธรณ์นะครับ โดยเจตนาจริง ๆ วันนั้นคณะกรรมาธิการเราก็มองว่าในกรณีที่ถ้าเกิด คณะกรรมการเป็นคนคนเดียวกันไปอยู่อีกคณะหนึ่ง ยกตัวอย่างว่าเป็นคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ แล้วก็มาเป็นคณะกรรมการฝ่ายพิจารณาโทษได้ด้วย ทางผู้ชี้แจงเขาก็ชี้แจงว่าเนื่องจากบางเรื่อง เช่น แพทย์ไปตรวจพบว่านักกีฬาใช้สารต้องห้ามแต่วิธีการตรวจพบกับวิธีที่นําเข้ามันอาจจะมี วิธีที่แตกต่างกัน บางคนเจตนาที่จะนําเข้า แต่บางคนสารต้องห้ามเข้าสู่ร่างกายโดยที่ไม่เจตนา เพราะฉะนั้นเขาก็เลยบอกว่าเมื่อคณะกรรมการการแพทย์มาอยู่คณะกรรมการพิจารณาโทษ บุคคลคนนี้หรือแพทย์คนนี้ก็สามารถที่จะช่วยเหลือนักกีฬาได้ ก็คืออาจจะให้ความคิดเห็นต่อ คณะกรรมการพิจารณาโทษว่าที่สารต้องห้ามที่เข้าอยู่ในตัวนักกีฬาเขาเข้ามาเนื่องจาก การนําสารดังกล่าวเข้ามาโดยวิธีที่เขาไม่ได้เจตนา นี่คือเจตนาของคณะกรรมาธิการ เราก็มองว่า เพราะฉะนั้นบางท่านจึงสามารถที่จะมาเป็นคณะกรรมการ ๒ คณะได้ แต่ในส่วนของ คณะกรรมการฝ่ายพิจารณาโทษกับฝ่ายวินิจฉัยอุทธรณ์ เราก็เชื่อว่าคณะกรรมการควบคุม การใช้สารต้องห้ามคงไม่ตั้งบุคคลคนเดียวกัน นั่นคือแนวคิดของคณะกรรมาธิการที่เหตุผลว่า สามารถตั้ง ๒ คณะได้นี้เนื่องจากเป็นคุณประโยชน์กับนักกีฬาครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า นี่เป็นความเจตนาที่ดีของคณะกรรมาธิการครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาตยังติดใจอยู่ไหมครับ ถ้าติดใจผมก็จะขอมติที่ประชุม

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

ติดใจครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้น ผมขอมติที่ประชุมครับ

(นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกเข้าห้องประชุมเพื่อจะลงมติในมาตรา ๑๖ ท่านบุญยอดมีอะไร ปรึกษาครับ มีเรื่องอะไรประท้วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภาครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ เมื่อสักครู่ผมอภิปรายแตกต่าง จากท่านอภิชาต ผมก็ขอยืนยันว่าเมื่อท่านถามมติแล้วท่านคงจะต้องถามให้ชัดเจนต่อไปว่า ถ้าเป็นไปตามเสียงข้างน้อย ตามผู้แปรญัตติ เมื่อสักครู่ผมอภิปรายต่อไปว่านอกจากสิ่งที่ ท่านอภิชาตใส่ไว้ใน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้คุณบุญยอดครับ ผมก็จะถามมติว่าท่านสมาชิกเห็นด้วยกับการแปรญัตติ ของท่านอภิชาตหรือไม่ ถ้าท่านใดเห็นตามท่านอภิชาตก็ให้กดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านใด เห็นตามคณะกรรมาธิการก็ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เท่านั้นเองครับ เชิญครับท่าน

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมคิดว่าท่านต้องถามว่าสมาชิกจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่หรือไม่ก่อน เพราะถ้าเราเห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ก็จบถูกไหมครับ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ ค่อยมาถามต่อว่าเป็นไปตามท่านอภิชาตหรือของผมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นก็ได้ครับ เดี๋ยวเชิญท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกนะครับ ท่านบุญยอดครับ มาตรานี้ ไม่มีการแก้ไข ฉะนั้นเวลาประธานถามต้องถามว่าเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ หรือจะเห็นด้วยกับท่านอภิชาตหรือไม่เท่านั้นเอง เรื่องนี้ไม่มีการตัดไว้ ผมจะได้ถามอย่างนั้น จะได้ง่ายขึ้น จะขอถามมติเลยนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับทางคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากให้คงไว้เหมือนเดิมนี้ให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับคําแปรญัตติ ของท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญท่านออกเสียงลงคะแนนได้ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เรียบร้อยหรือยังครับ เรียบร้อยทุกท่านนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ปิดแล้วเชิญส่งผลครับ เดี๋ยวให้เสร็จก่อนแล้วผมจะให้ท่านถาม มันไม่มีข้อบังคับต้องให้ผมตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๑ ท่าน อันนี้ก็คือองค์ประชุมอยู่แล้ว เห็นชอบกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๗๙ ท่าน เห็นด้วยกับท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๘๔ ท่าน งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๖ ท่าน ก็ถือว่าที่ประชุมแห่งนี้เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญต่อนะครับ นั่งลงครับจะได้เดินหน้าต่อ ท่านประท้วงอะไรครับ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องขอหารือท่านประธานนิดเดียว เพราะว่าวันนี้สมาชิกไปประชุมกรรมาธิการ ท่านไม่กดออด ตรวจสอบองค์ประชุม ไม่กดออด

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มันผ่านไปแล้วนะครับ องค์ประชุมก็ครบแล้ว ๓๗๑ ท่าน นั่งลงครับ ผมจะได้เดินหน้าต่อได้ครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

กดไม่ทันครับ เพิ่มด้วยหลายท่านนะครับ ขอบคุณครับ เห็นด้วยนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

บันทึกไปแล้วนะครับ เชิญท่านเลขาธิการครับ

นางพรรณิภา เสริมศรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑๘ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในมาตรา ๑๘ นี้เป็นเรื่องอํานาจของสํานักงานควบคุมการใช้สารต้องห้าม ทางการกีฬาซึ่งเป็นหน่วยงานในการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งให้มีอํานาจหน้าที่ทั้งสิ้น ๑๐ ประการ ประเด็นที่ผมได้สงวนคําแปรญัตติไว้ก็คือในมาตรา ๑๘ (๖) ซึ่งระบุไว้ว่าจัดให้มี การโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้ามในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อนักกีฬา และประชาชน ซึ่งกระผมได้แปรญัตติเป็นถ้อยคําที่มีความกระชับชัดเจนมากขึ้น แล้วก็ให้มี ความหมายที่กว้างขวางขึ้นสมตามเจตนารมณ์ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ การที่ร่างกฎหมายเดิม ได้เขียนไว้ว่าจัดให้มีการโฆษณาข่าวสารนั้น เป็นถ้อยคําที่แคบ เนื่องจากว่าการโฆษณา ข่าวสารนั้น ก็คือการลงแจ้งความโฆษณา ซึ่งรูปแบบนี้เป็นรูปแบบที่หน่วยราชการมักจะใช้กัน โดยส่วนใหญ่ ก็คือเอาง่ายเข้าว่า ใช้เงินซื้อโฆษณา แล้วก็คิดว่าการโฆษณานั้นจะไปถึงมือ พี่น้องประชาชน หรือถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการจะสื่อสารไป แต่ในความเป็นจริงแล้วสื่อสารมวลชนได้ไปถึงผู้รับสารในลักษณะที่กว้างขวาง ไม่ได้จําเพาะ เจาะจงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การที่สํานักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทําง่าย ๆ นะครับ ด้วยการส่งข้อความผ่านการโฆษณาข่าวสารนั้น จึงไม่อาจจะได้หวังผลในทางการสื่อสารได้ อย่างแท้จริง กระผมคิดว่าการที่จะให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้มีผล ก่อความรู้ ความเข้าใจ กับพี่น้องประชาชน แล้วก็โดยเฉพาะนักกีฬาในระดับต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายทั่วประเทศนั้น จําเป็นที่จะต้องใช้กระบวนการในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผมจึงแปรญัตติเป็นใช้คําว่า จัดให้มีกิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้าม เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อ นักกีฬาและประชาชนทั่วไปมาแทนการใช้การโฆษณาข่าวสาร เพราะกิจกรรมการให้ข้อมูล ข่าวสารนั้น จะรวมไปถึงการแถลงข่าว รวมถึงการโฆษณา รวมถึงการประชาสัมพันธ์ รวมถึงการจัดอบรม หรือการจัดกิจกรรมที่เรียกว่า อีเว้นท์ (Event) ในปัจจุบันนี้ได้ด้วยนะครับ แต่ว่าถ้าเรามองกันเฉพาะในร่างที่ระบุไว้ไม่เปิดโอกาสให้ทําอย่างนั้นเลย ไม่เปิดโอกาสให้ไป จัดอีเว้นท์ ไม่เปิดโอกาสให้แถลงข่าว ไม่เปิดโอกาสให้ทําอย่างอื่น ซึ่งผมคิดว่าถ้าเขียนไว้แคบ ๆ เพียงการโฆษณาข่าวสารจะไม่เกิดประโยชน์กับการเผยแพร่งานของคณะกรรมการควบคุม การใช้สารต้องห้ามในการกีฬาอย่างแท้จริง จึงเรียนมาเพื่อให้โน้มน้าวต่อทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้โปรดเห็นชอบตามที่ผมได้แปรญัตติด้วยจะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการ ท่านอภิชาตขอปรับแก้เรื่องนี้ เอาอย่างไรครับ เชิญอาจารย์ประกอบครับ เดี๋ยวครับ ให้กรรมาธิการตอบก่อนคุณวัชระ

นายประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ คณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนอย่างนี้ว่าที่จริงประเด็น ที่ท่านอภิชาตได้กรุณาแปรญัตติจากคําว่า โฆษณา มาเป็น การให้มีกิจกรรม ทางคณะกรรมาธิการเราได้พิจารณากันอย่างรอบคอบ เรื่องนั้นผมจําได้ว่าเราดูจนกระทั่งว่า เปิดพจนานุกรม แล้วก็ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาเขาก็ให้ความคิดเห็นยืนยันนะครับว่า ถ้าเราเขียนคําว่ากิจกรรม มันจะแคบไป แต่ถ้าเกิดเป็นการโฆษณามันคลุมทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าการใช้คําว่า โฆษณา มันคลุมกิจกรรมอยู่แล้ว แต่ถ้าเราใช้ กิจกรรมมันเป็นการเผยแพร่ที่มีความแคบ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการทั้งหมดก็ยืนยันว่า ใช้คําว่า โฆษณา นี้ละ เหมาะสมที่สุดแล้วครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาต ท่านบอกว่าถ้อยคํา ข้อความเดิมในวรรคหก มันก็ครอบคลุมในประเด็น ที่ท่านขอสงวนคําแปรญัตติอยู่แล้ว ท่านมีประเด็นอีกไหมครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงแล้วตรงกันข้ามนะครับ การใช้การโฆษณาข่าวสารเป็นคําที่แคบ แต่การใช้คําว่า กิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสาร กว้างกว่า ฟังแค่นี้ไม่ต้องเปิดพจนานุกรมหรอกครับ กว้างกว่าอย่างแน่นอน เพียงแต่ท่านยึดติดกับจารีตในการทํากฎหมายแล้วก็ยึดติดกับจารีต ของสํานักงานของหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่มักจะเอาง่ายเข้าว่าอย่างที่เรียนให้ทราบนะครับ ซึ่งไม่มีความจําเป็นเลย และผมยังคิดว่าการใช้คําว่า กิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสารนั้นมันกว้าง กว้างกว่าโฆษณาข่าวสารหลายเท่านัก ถ้าท่านไม่เห็นชอบผมก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้วครับ ก็ขอความกรุณาท่านอีกสักครั้งหนึ่งครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้นก็เดี๋ยวคุณวัชระจะต้องอภิปรายสนับสนุนใช่ไหมครับ เชิญครับ เฉพาะใน (๖) นะครับ มีการขอแปรญัตติเพิ่มเติม

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอขอบคุณที่ท่านประธานได้บอกให้ผมอภิปรายสนับสนุน ท่านประธานไม่บอกผมก็ทราบ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าที่กรรมาธิการวิสามัญได้ลุกขึ้นมาชี้แจง ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านดอกเตอร์ประกอบ รัตนพันธ์ แม้ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ เหมือนกันก็ต้องขอแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้งกัน เพราะว่าถ้าท่าน เชื่อคําชี้แจงของตัวแทนคณะกรรมการกฤษฎีกา ผมอยากให้ท่านตอบด้วยว่าตัวแทน คณะกรรมการกฤษฎีกาที่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชี้แจงต่อท่านว่าร่างเดิมนั้น คือที่เขียนว่า ขออนุญาตท่านประธานอ่านให้กรรมาธิการวิสามัญและคณะกรรมการกฤษฎีกา ฟังอีกครั้งหนึ่ง ร่างเดิมเขียนว่า (๖) จัดให้มีการโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้าม จัดให้มี การโฆษณาข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้ามในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อนักกีฬา และประชาชน สรุปสั้น ๆ ว่าเป็นการจัดให้มีการโฆษณาข่าวสาร คณะกรรมการกฤษฎีกา เจ้าหน้าที่ดังกล่าวที่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญไม่ทราบว่าจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยใดแต่คงไม่ใช่มหาวิทยาลัยรามคําแหง เพราะท่านประธานที่เคารพ โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับในร่างเดิมบอกว่าจัดให้มีการโฆษณาข่าวสาร ก็คือโฆษณาข่าวสารแค่นั้นเอง แต่ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ซึ่งได้แปรญัตติตัดและเพิ่มเติมข้อความโปรดฟังครับ ร่างเดิมของท่านบอกว่า จัดให้มี การโฆษณาข่าวสาร แต่คําแปรญัตติของท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ บอกว่า จัดให้มีกิจกรรม การให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้ามเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจต่อนักกีฬา และประชาชนทั่วไป คําว่า จัดให้มีกิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสารกับการจัดให้มีการโฆษณาข่าวสาร ท่านประธานครับประทานโทษไม่ต้องรับราชการที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ แม้แต่พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่กําลังฟังการอภิปรายของสภาผู้แทนราษฎรอยู่นี้ทั่วประเทศ ก็เข้าใจโดยถ้วนกันว่าอย่างไหนแคบและกว้างกว่ากัน ท่านประธานครับ เพราะสารต้องห้าม เป็นสารที่มีอันตรายอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีการพัฒนาเอายากันยุงไปผสมโค้ก มีการใช้ยาเสพติด ที่เรียกว่า ๔ คูณ ๑๐๐ ไม่ทราบว่า ๔ คูณ ๑๐๐ เมตรหรือไม่ และสารต้องห้ามปัจจุบัน มีมาใหม่อีกครับท่านประธาน ชื่อว่าสาร ๔๖,๐๐๐ ล้าน ท่านประธาน สารต้องห้ามตัวใหม่ ชื่อ ๔๖,๐๐๐ ล้าน ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการวิสามัญท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล นั่งหัวเราะหึหึ อย่าชะล่าใจ สาร ๔๖,๐๐๐ ล้าน เป็นสารตัวใหม่ที่เข้ามาแล้ว กําลังแพร่ ระบาดอยู่ในขณะนี้ ท่านประธานครับ สาร ๔๖,๐๐๐ ล้านนี่ร้ายแรงมาก จะทําให้สังคมเรานี้ ซวนเซและทรุดโทรมได้ ท่านประธานครับ ภาคใต้มีสาร ๔ คูณ ๑๐๐ กระผมก็ไม่เคยดื่มสักนิด ถ้าดื่มก็จะวิ่ง ๔ คูณ ๔๐๐ เมตรก็ยังดี ท่านประธานครับ ๔ คูณ ๑๐๐ เป็นอย่างไร เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ทราบเป็นอย่างดี และที่เขตผม มีโรงงานผลิตยากันยุงตราห่านฟ้า ห่านดินกินหญ้า ห่านฟ้ากินยุง อยู่ที่เขตหนองแขม ท่านประธานครับ เขาเอายากันยุงไปผสมโค้ก หรือเป๊ปซี่ ผมก็ไม่ทราบว่าเขาจะผสมโค้ก หรือเป๊ปซี่ แต่ทําเป็นยาเสพติด แล้วสารชนิดใหม่ที่เข้ามา สาร ๔๖,๐๐๐ ล้าน ท่านประธาน เคยได้ยินไหมสาร ๔๖,๐๐๐ ล้าน จึงกราบเรียนไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญได้โปรดพิจารณา และผมเห็นว่าที่ท่าน ส.ส. อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ท่านได้แปรญัตติเพิ่มเติมไว้ก็จะเป็นประโยชน์ กับพี่น้องประชาชนมากกว่า ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่า ท่านดอกเตอร์ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการวิสามัญคงเข้าใจและขออย่าได้เชื่อคําชี้แจงของเจ้าหน้าที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ท่านดังกล่าวไม่ทราบว่าชื่ออะไร นามสกุลอะไร แต่ไม่ใช่จบจากมหาวิทยาลัยรามคําแหง ท่านประธานครับ กรรมาธิการไม่ต้องยกมือครับ เดี๋ยวค่อย ๆ ตอบ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าได้มีการแก้ไขกฎหมายตามที่ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้แปรญัตติไว้ก็จะเป็นประโยชน์กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ขอสนับสนุน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างดอกเตอร์อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ขอขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณบุญยอด เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมอภิปรายสั้น ๆ ครับ สนับสนุน การแก้ไขคํานี้นะครับ ถ้าเราเทียบกันง่าย ๆ ก็คือจะโฆษณาอย่างเดียวหรือจะทํากิจกรรม เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร มันเข้าใจง่ายมากครับ ท่านประธานครับ คําว่า โฆษณา มันอาจจะใช้ ในสมัยโบราณนะครับ อาจจะสัก ๓๐ ปี ๕๐ ปีที่แล้ว ผมขออนุญาต ผมเรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมอาจจะไม่ได้เรียนนิติศาสตร์นะครับ แต่ผมรู้ว่าถ้าใช้คําว่า โฆษณา ถามว่าใช้คําว่า กิจกรรมในการให้ข้อมูลข่าวสาร คํานี้กว้างกว่า ชัดเจนกว่า เป็นประโยชน์มากกว่า ถ้ากรรมาธิการไม่เลือกผมก็ไม่รู้จะทําอย่างไรแล้วครับ ก็ขอยืนยันกับ ท่านอภิชาตว่าท่านต้องขอให้โหวตนะครับ แล้วสังคมจะได้รู้ไปเลยว่าใครขึ้นไปเป็น ประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการแล้วจะมีวิญญาณบางอย่างเข้าสิงของการเอาชนะคะคาน การไม่ยอมฟังเสียงฝ่ายค้านครับ ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อาจารย์ประกอบ เชิญครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการวิสามัญ ผมขอกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ นะครับว่า จริง ๆ ผมเองครั้งแรกเห็นคล้อยกับท่านอภิชาตว่าการโฆษณามันมีความหมาย ในทางการชวนเชื่อ ส่วนการจัดกิจกรรมก็คือการทําอะไรต่าง ๆ ก็ได้เพื่อสื่อไปสู่จุดนั้นนะครับ แต่แล้วเรื่องนี้ผมกราบเรียนว่าเราถกกันอย่างกว้างขวางมากนะครับ เอาพจนานุกรมมาเปิด เอากฎหมายหลายฉบับมาดู ผมเองต้องยอมรับนะครับ ครั้งแรกผมคล้อยกับท่านอภิชาต แต่ตอนหลังผมยอมรับว่าถ้าเราเขียนคําว่า กิจกรรม โดยความหมายในตัวมันเองมันจะแคบมาก แต่ถ้าเราบอกว่าโฆษณา เป็นคํากลาง ๆ และเป็นคําที่ใช้ในระดับสากล ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับว่าการจัดกิจกรรมเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณา เพราะฉะนั้นถ้าเราเขียนกิจกรรมนี้มันจะแคบ แต่ถ้าเราเขียนคําว่า โฆษณา มันจะคลุม ทั้งหมดเลย คุณจะทําอะไรก็ได้ สื่อสารแบบไหนก็ได้เป็นการโฆษณาหมายถึงการสื่อสารกัน เพราะฉะนั้นในที่สุดคณะกรรมาธิการวิสามัญเห็นสอดคล้องกันครับว่าถ้าอย่างนั้นร่างเดิมดีอยู่แล้ว เราก็คงคําว่า โฆษณา เพราะว่ามันจะคลุมมากกว่า ด้วยความเคารพ ไม่ใช่ดื้อนะครับ แต่ด้วยเหตุและผลกันนะครับ ดูรอบด้านนะครับ ได้ดูดีที่สุด ถ้าเขียน กิจกรรม นี่มันจะแคบ ท่านเข้าใจว่ากิจกรรมมันจะคลุมโฆษณา จริง ๆ ผมคิดว่าถ้าเราพิจารณาด้วยเหตุและผล ไม่ใช่ครับ กิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาเท่านั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการก็ยังยืนยันอยู่นะครับ เพราะเรื่องนี้เราถกกันนานนะครับ และตกผลึกว่า ต้องควรจะใช้คําว่า โฆษณา เหมือนเดิมถูกต้องที่สุดแล้วครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า ไม่ได้หวังผลแพ้ชนะกันด้วยเสียงข้างมากโดยไม่มีเหตุผลนะครับ คณะกรรมาธิการพยายาม ที่จะดูทุกถ้อยคํานะครับ ที่ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ได้แปรญัตติเข้าไป คิดถึงพี่ชายครับ จริง ๆ แล้วมันเป็นแค่ (๑) ในภาระหน้าที่ของสํานักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามว่า เขามีหน้าที่อะไร จริง ๆ แล้วมีกันทั้งหมด ๑๐ วงเล็บด้วยกัน ทีนี้เฉพาะ (๖) ก็พูดถึง การโฆษณาข่าวสาร ทางท่านอภิชาตก็บอกว่าเป็นกิจกรรมดีกว่า เรื่องนี้คุยกันนานครับ ได้เชิญคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็เปิดเหมือนกับที่ท่านที่ปรึกษาประกอบชี้แจงนะครับว่า เปิดพจนานุกรมแล้วพยายามดูเอกสารทั้งกฎหมายที่ได้ใช้กันระหว่างคําว่า กิจกรรม หรือคําว่า โฆษณา ก็ไปพบว่าใช้อยู่ในหลายฉบับครับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เพราะว่า สามารถควบคุมทั้งเรื่องกฎหมายได้ว่ากรณีที่ท่านไปทําโฆษณาเกินจริงนะครับ เขาก็บอกว่า อย่างนี้สามารถที่จะลงโทษหรือถือว่าสํานักงานทําผิดกฎหมายได้นะครับ เพราะฉะนั้น คณะกรรมาธิการก็เลยได้คํานึงถึงว่าวันนี้กฎหมายเรื่องการควบคุมใช้สารต้องห้าม จําเป็นที่จะต้อง ออกมาบังคับใช้กับประเทศไทยของเรา ผมเรียนว่าขณะนี้มีนักกีฬาอีกจํานวนมากนะครับ ที่กําลังสติไม่สมประกอบเนื่องจากถูกคนที่เอาเปรียบทางการกีฬาไปใช้สารต้องห้ามกับนักกีฬา บางคนครับ เป็นผู้หญิงนะครับ ขณะนี้มีหนวดเครา ประจําเดือนไม่มาหลายคนด้วยกันครับ เพราะว่าเนื่องจากบางสมาคมกีฬาใช้สารต้องห้าม เพราะฉะนั้นตัวนี้เราเชื่อว่า เพียงแค่กิจกรรมหนึ่งในการเผยแพร่ข่าวสารแล้วใช้คําว่า โฆษณา ก็ครอบคลุมทุกอย่าง คณะกรรมาธิการก็เลยยืนยันเช่นเดิมครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้น ผมก็จะขอมตินะครับ เชิญท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ก่อนครับ เดี๋ยวท่านครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท มีเสียงหัวเราะว่าพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้นเลยนะคะลุกขึ้นมาชี้แจงกัน อยู่ตรงนี้ ที่จริงถ้าไม่พูดอธิบายมากนี่นะคะ ดิฉันก็คงจะไม่ลุกขึ้นมาอภิปราย ที่จริงแล้ว พอยิ่งฟังเข้านี่ ดิฉันไม่สบายใจ ดิฉันเป็นกรรมาธิการวิสามัญหลายฉบับ คณะกรรมการกฤษฎีกา มักจะอ้างว่าเราเคยทําอย่างนี้ ถ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ท่านก็จะบอกว่าไม่เคยมีกฎหมายไหน ไม่เคยมีตัวอย่างเลย ดิฉันเคยเสนอหลายครั้งว่าถ้ามันไม่เสียหายนี่เราลองยกร่างตรงนี้ เป็นตัวอย่างให้ฉบับอื่นมาเอาเป็นตัวอย่างได้ไหม แล้วยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องกิจกรรมการให้ข้อมูลข่าวสาร ที่จริงทุกวันนี้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้เราถือว่าเป็นกิจกรรมแล้วก็เป็นหลักการมีส่วนร่วมของ ประชาชน เป็นหลักการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การโฆษณามันเป็นการบอกทางเดียว แต่ถ้าจัดกิจกรรมนี่มันเป็นลักษณะของการมีส่วนร่วม ดิฉันก็อยากจะเรียนว่าอย่าไปยึดติดกับ รูปแบบเก่า ๆ เปิดแต่พจนานุกรมอย่างที่ท่านว่านะคะ มันต้องมองถึงเนื้อหาสาระ แล้วก็กิจกรรมที่จะได้ออกมานะคะ อย่าคิดว่าไปเปิด ไม่มีกฎหมายฉบับไหนเลยพูดเอาไว้ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรจะทํา ถ้าคิดว่ามันเป็นประโยชน์นะคะ ท่านเขียนไว้เถอะ แล้วกฎหมายฉบับอื่นเวลาเขาจะร่างอย่างนี้เขามาหาแล้วก็จะมาพบว่าฉบับนี้ละเป็นต้นแบบ แล้วก็เป็นแบบฉบับที่เขาจะอ้างเป็นตัวอย่างได้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวก่อนท่านเธียรชัยนะครับ สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะครูบุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยเงาะ จังหวัดปัตตานี จํานวน ๔๘ ท่าน เชิญท่านเธียรชัยครับ

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ ได้ฟังคําอธิบายแล้วนะครับ ผมก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้คําว่าโฆษณา เพราะเป็นการสื่อสารทางเดียวนะครับอย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูด ก็อยากจะเสนอคําที่น่าจะ ได้ดีกว่าก็คือการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์ก็คือการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชน ก็คือคนรับรู้เพื่ออะไรครับ มันเป็นการสื่อสารแบบ ๒ ทาง ต่างกับโฆษณาตรงไหน ต่างกับโฆษณาที่ว่ายกตัวอย่างนะครับ เราบอกว่ารองเท้าต้องใส่ยี่ห้อนี้ ๆ ถึงจะดี นี่คือการโฆษณา แต่ถ้าประชาสัมพันธ์เขาจะพูดว่าเท้าคนก่อนที่จะก้าวย่างเดินควรจะใส่รองเท้าเพื่อป้องกัน อันตรายอย่างไรจากหนามจากสิ่งที่จะเกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อของเราที่เท้ารองรับ เพราะฉะนั้นการประชาสัมพันธ์ก็คือการบอกในเชิงความรู้ให้ความรู้กับประชาชนพี่น้องนะครับ ให้ทราบว่าสารที่จะเข้าไปให้เกิดมีพลังในการแข่งขันกีฬานี่นะครับ สารต้องห้ามพวกนี้ มันมีโทษเป็นอย่างไร มีประโยชน์เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมจึงขอเสนอให้ที่ประชุมผ่านทาง ท่านประธานสภาไปยังประธานกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ว่าน่าจะใช้คําว่า ประชาสัมพันธ์ น่าจะเหมาะสมกว่าครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับท่านเธียรชัยครับ ในมาตรา ๑๘ ที่ท่านอภิชาตขอแปรญัตติกรรมาธิการ ไม่มีการแก้ไขนะครับ ยังคงร่างเดิม ฉะนั้นจะอภิปรายสนับสนุนเฉพาะข้อคิดเห็น ซึ่งเราเรียกว่าคําแปรญัตติของท่านอภิชาต อันนี้คณะกรรมาธิการท่านได้ชี้แจง เป็นที่เรียบร้อยแล้วท่านก็ได้ให้เหตุผลแล้วนะครับ ผมก็จะต้องขอถามมติที่ประชุมเท่านั้นเอง เพราะว่าทางกรรมาธิการท่านยืนแล้วก็ท่านอภิชาตซึ่งสงวนคําแปรญัตติไว้ท่านก็ยืนยัน ฉะนั้นผมขอมติจากที่ประชุมนะครับ ก่อนขอมติเดี๋ยวผมเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม

(นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกครับ เชิญเข้าห้องประชุมเพื่อที่จะลงมติในมาตรา ๑๘ แห่งร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. .... ซึ่งทางคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ไม่มีการแก้ไข ท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ขอแปรญัตติแก้ไข ฉะนั้นจะขอถามมติจากที่ประชุม เชิญเข้าห้องประชุมครับ ผมจะขอถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านใดเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดเห็นด้วยกับ คําแปรญัตติของท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง ท่านมีอะไรไหมครับ

นายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ นครราชสีมา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ผมว่ามีเพื่อนสมาชิกของเรานี่ไปอยู่ในห้องกรรมาธิการแล้วกําลังเดินทางมา ผมว่าถ้ารอสัก ๒ นาที น่าจะเรียบร้อยดีครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมเห็นท่าน ส.ส. อาวุโสอย่างดอกเตอร์ไตรรงค์ท่านมานั่งรอตั้งนานแล้วนะนี่ ท่านจะได้ออกเสียง ลงคะแนน ท่านรัชฎาภรณ์มีอะไรแนะนําไหมครับ

นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานคะ ดิฉัน รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท อยากจะเรียนถามว่าที่ผ่านมาเราก็นับองค์ประชุมทุกครั้ง แล้วทําไมวันนี้ ท่านเกิดเปลี่ยนแปลงโดยกะทันหันหรือคะ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับ ตามข้อบังคับเขาไม่ได้เขียนเอาไว้ว่าจะต้องตรวจสอบองค์ประชุม เพียงแต่การลงมตินี่นะครับ เมื่อนับคะแนนไปแล้วจะต้องเป็นไปตามองค์ประชุม ฉะนั้น ผมเห็นว่าที่ประชุมก็อยู่ครบกันแล้ว แล้วถ้าหากว่ามันไม่ครบ ก็คือถ้าหากลงมติแล้วนี่นะครับ ยอดรวมออกมาไม่ถึงครึ่งหนึ่งมันก็ไม่เป็นองค์ประชุม ซึ่งเรื่องนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัย เป็นบรรทัดฐานเอาไว้แล้ว เชิญท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมจําได้ว่าผมเป็นกรรมาธิการ ที่ยกร่างข้อบังคับการประชุม พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้วในการยกร่างครั้งนั้นเรามีท้ายของการยกร่าง ข้อบังคับนี้ระบุเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความนี้ละครับ ท่านประธานครับ อยู่ท้ายร่างนะครับ ว่าก่อนที่จะลงมตินี่ประธานควรจะขอเช็ก (Check) องค์ประชุมก่อน ตรวจสอบองค์ประชุมเสียก่อน เพื่อให้การลงมติในแต่ละครั้งนั้นเป็นผล มันอาจจะไม่ปรากฏอยู่ในข้อบังคับการประชุม แต่ว่าเป็นเหมือนเจตนารมณ์หรือว่าเป็นข้อสังเกตอยู่ท้ายร่างซึ่งได้ใช้กันมาโดยตลอด การประชุมทุกครั้งท่านใช้มาตลอด ถ้าอย่างนั้นนะครับ ถ้าท่านบอกว่าไม่มีในข้อบังคับ ถ้าอย่างนั้นต่อจากนี้ไปเราถือเป็นมติร่วมกันไหมครับว่าไม่ต้องเช็กองค์ประชุมเลย ไม่ต้องเช็ก องค์ประชุมแม้แต่ครั้งเดียวเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลา ต่อไปก็เป็นการลงมติกัน จบปั๊บ เราก็ลงมติทันที ก็ให้เป็นมาตรฐานไป เพราะถ้าท่านยืนยันว่าไม่มีในข้อบังคับ ท่านจะมาบังคับเราอีกได้อย่างไร ผมว่าเราทําความเข้าใจตกลงให้มันพร้อม ๆ กันไป การประชุมก็จะราบรื่นครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เพื่อให้การประชุมราบรื่นนะครับ เดี๋ยวผมขอเช็กองค์ประชุมนะครับ

(นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

เชิญท่านสมาชิกแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ กดปุ่มแสดงตนนะครับ เดี๋ยวเจ้าหน้าที่ล้างก่อนนะครับ เชิญครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

อย่างไรก็จะปรองดองกันอยู่แล้ว ก็เอาตามท่านบุญยอดที่แนะนํา ส่งผล ครบนะครับ ๒๗๑ ท่าน

ผมขอถามมตินะครับ ถามมติจากที่ประชุมนะครับ ท่านใดเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากซึ่งคงไว้ตามร่างเดิมให้กดปุ่ม เห็นด้วย หมายเลข ๒ นะครับ ถ้าท่านใดเห็นด้วยกับท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียง ให้กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญออกเสียงลงคะแนนได้ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีไหมครับ ถ้าไม่มีผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เจ้าหน้าที่ส่งผล เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๒๗๔ เสียง เห็นด้วยกับท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ๙๕ เสียง งดออกเสียง ๑๐ เสียง ไม่ลงคะแนน ๔ เสียง ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก

เชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไปครับ

นางพรรณิภา เสริมศรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่ แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๑๙ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๒ การควบคุม การใช้สารต้องห้าม ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๒๘ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒๙ มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติ ขอสงวนคําแปรญัตติ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาต เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงในมาตรา ๒๒ และมาตรา ๒๓ แม้จะไม่มีการแก้ไข แต่ผมได้ แปรญัตติไว้ เพียงแต่ไม่ติดใจเท่านั้นเอง อยากให้ท่านได้อ่านแล้วก็บันทึกไว้ด้วยนะครับ

ในมาตรา ๒๙ เป็นเรื่องของการให้อํานาจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานเพื่อการเข้าไป ตรวจสอบการใช้สารต้องห้าม การเก็บตัวอย่างส่งตรวจ แล้วก็การรายงานผลการตรวจสอบ สารต้องห้าม ในบทนี้ ในมาตรานี้ ในร่างที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการได้ระบุว่า ได้ให้อํานาจกับพนักงานเจ้าหน้าที่ ๒ เรื่อง

๑. คือการเข้าไปเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจหาสารต้องห้ามในสถานที่ใด ๆ ที่นักกีฬาอยู่ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ก็คือเวลากลางวันนั่นเอง

๒. มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคํา ส่งคําชี้แจงเป็นหนังสือหรือส่งเอกสาร หรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจหาสารต้องห้ามมาเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการ พิจารณา

ท่านประธานครับ อํานาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง จากคณะกรรมการควบคุมการใช้สารต้องห้ามนั้นมีมากเกินไป ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานอ่านดูสิครับ อํานาจมีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคําหรือส่งคําชี้แจง เป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร หรือหลักฐาน มันคล้าย ๆ กับอํานาจของตาม พ.ร.บ. คําสั่งเรียก คณะกรรมาธิการเลยทีเดียวนะครับ ถามว่าพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นใคร เป็นคนที่ คณะกรรมการเขาแต่งตั้งให้เข้าไปทําหน้าที่ แค่ทําหน้าที่ทางธุรการเท่านั้นเอง ก็คือการไปตรวจสอบการใช้สารต้องห้ามแล้วก็เก็บตัวอย่างมาเพื่อให้คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง ที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาได้ใช้ข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบในการพิจารณา ในการตัดสินใจ แต่เราดันไปให้อํานาจของเจ้าพนักงานเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยซ้ํา ซึ่งมาตรา ๓๒ เขียนไว้ ซึ่งผมก็ได้ตัดออกทั้งหมด อํานาจนี้มันมีทั้งคุณทั้งโทษครับ ให้อํานาจมากเท่าไร คณะกรรมการหรือสํานักงานซึ่งทําหน้าที่ในการควบคุมสารต้องห้าม ก็อาจจะสะดวกในการเข้าไปปฏิบัติการทั้งหลายทั้งปวง แต่อํานาจที่ว่านี้เมื่อมีมากเกินไป มันก็ไปกระทบกับสิทธิเสรีภาพของผู้คนเขา ไปรังแกเขาได้ด้วยการใช้การเป็นเจ้าพนักงาน ตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นแล้วก็ไม่สมควรอย่างยิ่ง ก็อย่างที่เรียนว่า เป็นอํานาจเพียงแค่การเข้าไปเก็บตัวอย่างส่งตรวจเท่านั้น ในระหว่างการปฏิบัติการอาจจะมีปัญหา ก็ใช้กลไกอื่นในการเข้าไป ในการเข้าไปตรวจค้น ในการเข้าไปควบคุมตัวต่าง ๆ กฎหมายอื่นเขามี ทั้งกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องก็สามารถใช้ได้ ทําไมเราไปเพิ่มบทบัญญัตินี้ ขึ้นมาเพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายนี้เข้ามามีบทบาทสําคัญขนาดนี้ด้วยนะครับ กระผมจึงได้ขอตัดมาตรา ๒๙ ออกไปนับตั้งแต่คําว่า และให้มีอํานาจดังต่อไปนี้นะครับ เพื่อให้เหลือเพียงบทบาทของเจ้าหน้าที่ ก็คือให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมาย จากคณะกรรมการดําเนินการตรวจสอบการใช้สารต้องห้ามเก็บตัวอย่างส่งตรวจ รายงานผล การตรวจสอบสารต้องห้ามเท่านี้ก็พอและจากนั้นก็ไปมาตรา ๓๐ ก็คือในการปฏิบัติ ตามพระราชบัญญัตินี้ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจําตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอแล้วสําหรับกฎหมายที่ได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายที่ต้องการจะออกมา เพื่อส่งเสริมเรื่องของการห้ามใช้สารต้องห้ามในนักกีฬา ไม่ใช่เป็นกฎหมายที่จะไปเอาผิด เอาโทษกับผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่กระทําความเสียหายกับชาติบ้านเมืองใหญ่โตเพียงเท่านั้นเอง ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประธานคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๙ ในเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ ในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจ ที่ประชุมครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาตรงนี้นิดเดียวเนื่องจากมาตรานี้มีการแก้ไขโดยเฉพาะเพิ่มใน (๑) เข้าไป ด้วยคําว่า นอกการแข่งขันกีฬา ก็คือเจ้าหน้าที่มีอํานาจเข้าไปเก็บตัวอย่างนอกการแข่งขันกีฬา หลายท่านอาจจะไม่เข้าใจ คือการแข่งขันกีฬาในการตรวจโดปหรือสารต้องห้ามมีอยู่ ๒ ลักษณะ

ลักษณะแรก ก็คือการตรวจสารต้องห้ามในระหว่างการแข่งขัน ท่านจะสังเกตว่า มันจะมีข้อบังคับในการแข่งขันกีฬาก็คือถ้าเกิดท่านแข่งขันกีฬาเสร็จแล้วได้รับเหรียญรางวัล เช่น ได้เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง พอแข่งขันเสร็จปั๊บก็จะมีเจ้าหน้าที่เชิญ ตัวนักกีฬาเข้าไปเก็บตัวอย่างทันที ทําการเก็บตัวอย่างทันที ก็คือการเก็บเลือดหรือปัสสาวะ ภายใน ๑๕ นาทีหลังการแข่งขัน นั่นเขาเรียกการเก็บหรือการตรวจสารโดปในช่วงการแข่งขัน ทีนี้มันมีกฎ กติกา ในการตรวจสารโดปอีกอย่างก็คือการตรวจนอกการแข่งขัน เช่นวันนี้ครับ ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก (Olympic) ที่ลอนดอน วันนี้จะมีคณะกรรมการตรวจสารต้องห้าม เขาจะมาตรวจนักกีฬาแล้ว เช่นนักกีฬาไทยที่จะไปแข่งขันที่ลอนดอนเกมส์นี้เขาจะแจ้งเลยว่า วันที่ ๑๕ ทางคณะกรรมการจะเข้าไปเก็บตัวอย่าง ก็คือเก็บปัสสาวะหรือเลือด เขาก็แจ้งนักกีฬา ทีนี้กฎหมายฉบับนี้เราก็เลยเขียนเพื่อคุ้มครองสิทธินักกีฬา เช่นการที่คุณเข้าไปเก็บตัวอย่างนั้น จะต้องเข้าไปเก็บภายในช่วงระยะเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นกับพระอาทิตย์ตกเท่านั้น เข้าไปแล้ว ห้ามเข้าไปตรวจค้นใด ๆ นะครับ คุณแค่ขออนุญาตเข้าไปเก็บตัวอย่างจากนักกีฬาแค่นั้นเอง ถามว่าถ้าเกิดมีการป้องกันถามว่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิจะเข้าไปเก็บไหมครับ ไม่มีสิทธิครับ เจ้าหน้าที่มีหน้าที่อย่างเดียวก็คือถ้าเกิดเขาไม่ให้เก็บก็กลับบ้าน กลับสํานักงานแค่นั้นเอง

ลักษณะที่ ๒ มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคํา ผมเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นการให้สิทธิแก่นักกีฬา เช่นวันนี้ท่านจะเห็นมีข่าวนักกีฬาจักรยานที่ได้เหรียญในการแข่งขัน ปั่นจักรยานทางไกลตรวจพบสารต้องห้าม เขาก็แจ้งว่าเขาเองไปทานเนื้อชนิดหนึ่งแล้วทําให้ มีสารต้องห้ามเข้าสู่ร่างกาย ทางคณะกรรมการเพื่อคุ้มครองนักกีฬาเขาก็มีสิทธิที่จะเรียกเอกสาร จากร้านว่าร้านเนื้อของท่านมีส่วนผสมส่วนอื่นไหม เป็นการให้อํานาจกับเจ้าหน้าที่แค่นั้นเอง แล้วกรณีที่เจ้าหน้าที่เข้าไปในมาตรา ๓๒ ก็คือให้อํานาจเป็นเจ้าพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญา เนื่องจากว่าถ้าเกิดท่านเข้าไปทําผิดหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลท่านก็ถูกฟ้องได้ ก็ขออนุญาตว่าอันนี้เป็นการให้อํานาจกับเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างแค่นั้นเอง ไม่ได้เข้าไป ตรวจค้นหรือไปละเมิดสิทธิบุคคลใด ๆ ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาตเชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงถึงขั้นตอนของการเรียกตรวจสารในนักกีฬา จับความได้อันหนึ่งก็คือ ๑๕ นาทีหลังการแข่งขันต้องเข้าไปตรวจถ้ามีเหตุสงสัย และอํานาจ ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ว่านี้จะทําอย่างไร ถ้าการแข่งขันนั้นมันเกิดขึ้นในเวลากลางคืน ท่านจะไปตรวจเขาได้อย่างไร ถ้าเขามีอํานาจเข้าไปตรวจแล้วในมาตรา ๒๙ (๑) เขียนไว้ทําไม จะมีประโยชน์อะไร เพราะอนุญาตให้เฉพาะกลางวันเท่านั้น นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ที่ท่านไม่ได้ตอบก็คือว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ตัวเล็ก ๆ ตามคําสั่ง ของคณะกรรมการชุดนี้มีอํานาจเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคํา ส่งคําชี้แจงเป็นหนังสือ หรือว่า ส่งเอกสารหรือหลักฐาน มีอํานาจเรียกครับ ท่านประธานก็คงได้คุ้นชินกับกฎหมายคําสั่งเรียก ของเรานะครับ มันศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน มันมีอํานาจมากขนาดไหน นี่เอาไปให้กับพนักงานคนนี้ ใช้อํานาจในการเรียกบุคคลใดก็ตาม บุคคลใดนะครับ เรียกท่านประธานไปก็ได้ถ้าเกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ ท่านชี้แจงด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ก็ต้องขอขอบคุณท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ที่ได้ห่วงใยในเรื่องของการเข้าไปเก็บตัวอย่าง ผมเรียนนะครับว่าการเก็บตัวอย่างสาร ต้องห้ามมีอยู่ ๒ ลักษณะครับ

ลักษณะแรก ก็คือการเก็บสารต้องห้ามในระหว่างการแข่งขัน คําว่า ระหว่าง การแข่งขันไม่ได้ระบุไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ในระหว่างการแข่งขันก็คือถ้าเกิดกรณีนักกีฬา แข่งขันเสร็จแล้วได้รับรางวัลเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญทองแดง ผมยกตัวอย่าง ๓ คนนี้ คณะกรรมการเขาจะไปเรียกตรวจสารต้องห้ามทันทีเลย ไม่ว่าการแข่งขันนั้นจะอยู่ เวลาเช้า เที่ยง เย็น หรือกลางคืน ในระหว่างการแข่งขัน ถ้าเกิดมีการแข่งขันเสร็จ ๔ ทุ่ม นักกีฬาคนนี้ชนะเลิศลงมา คณะกรรมการสามารถที่จะเข้าไปเรียกตัวมาเก็บตัวอย่าง สารต้องห้ามได้เลยเพราะอยู่ในระหว่างการแข่งขัน แต่กฎหมายมาตรา ๒๙ เป็นการเก็บ ตัวอย่างนอกฤดูกาลแข่งขัน ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือในช่วงที่ท่านกําลังฝึกซ้อมอยู่ คือการตรวจสาร ต้องห้ามไม่ได้ตรวจเฉพาะในระหว่างการแข่งขันนะครับ ต้องตรวจนอกฤดูกาลแข่งขันด้วย หมายถึงว่าวันนี้ตัวแทนของประเทศไทยจํานวน ๒๐ กว่าคนที่จะไปแข่งขันกีฬาโอลิมปิก คณะกรรมการตรวจสารต้องห้ามเขาจะระบุมาได้ว่านายสมบูรณ์เป็นนักกรีฑาจะต้องเข้าไป ตรวจสารต้องห้ามนอกฤดูกาลแข่งขัน ก็คือเข้าไปตรวจตอนนี้ครับ เป็นการตรวจนอกฤดูกาล แข่งขัน แต่ทั้งนี้ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือการตรวจช่วงฝึกซ้อมนั่นเอง แต่เราก็บอกว่าห้ามเข้าไปตรวจ กลางคืน ก็คือท่านตรวจได้เฉพาะกลางวันเท่านั้น โดยเฉพาะ (๒) ครับ หมายเรียก เรียกคน หรือเรียกเอกสารมาก็แล้วแต่ ถ้าเกิดกรณีคนนี้ไม่มา ผมยกตัวอย่างครับ วันนี้เราแจ้งว่า นายสมบูรณ์จะต้องถูกเก็บตัวอย่าง แต่ผลปรากฏว่านายสมบูรณ์ไม่ยอมให้เก็บ ถามว่าการลงโทษเขาจะลงโทษใครครับ ก็คือลงโทษนายสมบูรณ์ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ในการเก็บสารต้องห้าม ต่อไปถ้าเกิดผลปรากฏว่าแพทย์ไปตรวจแล้วตรวจเจอสารชนิดหนึ่ง แล้วเราก็อยากจะรู้ว่าทําไมคุณถึงได้รับสารชนิดนี้เข้าไป เช่นคุณอาจจะได้รับยาแก้หวัด เราก็เรียกคุณหรือเรียกเอกสารเข้ามาเพื่อจะช่วยเหลือคุณ แต่คุณไม่ส่งเอกสาร ถามว่าเจ้าหน้าที่จะไปบังคับคุณไหม ไม่บังคับครับ เพราะว่าเท่ากับคุณไม่ไปชี้แจงบทลงโทษ ทั้งหลายเขาก็จะลงโทษตามที่เขาได้ไปตรวจสอบ อันนี้เป็นกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ให้กับนักกีฬา ผมยืนยันว่าเป็นกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับนักกีฬาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอาจารย์สามารถ กรรมาธิการชี้แจงครับ

นายสามารถ มะลูลีม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สามารถ มะลูลีม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เรื่องที่ท่านอภิชาตพูดมานั้น ผมขอชี้แจงครับว่าเรื่องตรงนี้ที่นอกการแข่งขันหมายความว่าการฝึกซ้อม ตอนนี้มีปัญหา ใหญ่หลวงของประเทศไทยนะครับ คือเรื่องการยกน้ําหนักครับ ตรวจที่มหาวิทยาลัยมหิดล ๗ คน ไปแข่งขันต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่าผ่านหมดทุกคน ไปแข่งต่างประเทศ กลับมาใน ๗ คนนี้ตรวจโดป ทางสหพันธ์ยกน้ําหนักบอกว่าคุณมีโดปซึ่งจะต้องปรับ ๑๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ถ้า ๑๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ ยูเอส แต่ถ้าในเดือนมิถุนายนนี้คุณไม่จ่าย ๒๐๐,๐๐๐ ดอลลาร์ ก็คือประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐- ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท คุณจะไม่ได้ไปแข่งขันโอลิมปิก ผมถามนี่คือความผิดของใครครับ สมาคมยกน้ําหนักเป็นสมาคมที่ผมเห็นใจมากนะครับ ไม่ว่าพลตรี อินทรัตน์ ยอดบางเตย หรือคุณบุษบาที่เป็นนายกสมาคม หาเงิน หาทอง หาโฆษณาสนับสนุนสปอนเซอร์เพื่อสนับสนุน ประเทศไทยได้เหรียญทองไปแล้ว ปวีณา ทองสุก ประภาวดี เหรียญเงินก็ดี เหรียญทองแดงก็ดี แต่ทําไมเขาจะต้องมาตกหนักว่าเขาจะต้องหาเงินที่ไหนไปผ่อนให้เขา ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ในฐานะนายกสมาคม แล้วถ้าเผื่อไม่ให้ก็ไม่มีโอกาสไปโอลิมปิกปีนี้ เลิกฝันเลยครับโอลิมปิก เกี่ยวกับยกน้ําหนัก ถ้าคุณไม่มี ๑๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท รัฐบาล รัฐมนตรีจะช่วยไหมครับตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องเรียนนะครับว่าวันนี้เห็นใจนักกีฬาอย่างมากที่ว่าฝึกซ้อมต้องยกน้ําหนัก ลูกเหล็ก ต้องลดน้ําหนักด้วย ต้องยกด้วย ทุกสิ่งทุกอย่างทํามาเพื่อประเทศชาติตลอดเวลา แต่ขณะนี้จะไม่มีโอกาสได้ไปแข่งขันเพราะต้องหาเงิน ๑๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ต้องเรียนนะครับว่าเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราไม่ดําเนินการผ่านกฎหมายตรงนี้เราไม่มีโอกาส ไปแข่งขันโอลิมปิกทุกชนิดกีฬานะครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนนะครับว่านี่คือการเร่งรัด ในการที่ทําไมประเทศไทยต้องออกกฎหมายนี้ และเราทําไมต้องจะต้องไปตรวจนอกการแข่งขัน คือก่อนจะไปแข่งขันฟิตซ้อมก็ต้องไปตรวจก่อนครับว่าประเทศเรา เราชัวร์ (Sure) ไหมว่า เราไม่มีสารตกค้างหรือสารกระตุ้นอะไรก็ตาม แต่พอไปถึงประเทศโน้นกลับไปโดนอย่างนี้ ขึ้นมา ก็ไม่ทราบว่าเป็นการหาเงินของสมาพันธ์ยกน้ําหนักโลกหรือเปล่า ถ้าไปกล่าวหาว่า ทําไมประเทศไทยโดนถึง ๑๑,๕๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นต้องวิงวอนว่าทําอย่างไรก็ตาม ผมอยากให้นักกีฬายกน้ําหนักได้มีโอกาสไปแข่งขันครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาตไม่ติดใจคําขอแปรญัตตินะ ท่านกรรมาธิการชี้แจงมีเหตุมีผล ท่านเอาอย่างไรครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ฟังคําชี้แจงของท่านสามารถแล้วเข้าใจดี ก็ขอถอนคําแปรญัตติครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ติดใจครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

ไม่ติดใจครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเลขาธิการมาตราต่อไป

นางพรรณิภา เสริมศรี รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๓๐ ไม่มีมีการแก้ไข มาตรา ๓๑ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการสงวนความเห็นมีไหมครับ ถ้าไม่มีผ่านนะครับ เชิญท่านนิพนธ์

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี สมาชิกผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ผมสงวนความเห็น ในมาตรา ๓๑ เพราะผมคิดว่าในมาตรา ๓๑ บัญญัติถ้อยคําว่า ให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุน การกีฬา สมาคมกีฬา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง คําว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผมมีความคลางแคลงใจ มันหาถ้อยคําที่ชัดเจนมากกว่านี้ได้หรือไม่ว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้อง เพราะว่ามันกว้างเกินไป ที่จะใช้บัญญัติถ้อยคําอย่างนี้ว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง ผมถามในที่ประชุมว่าใครบ้างเกี่ยวข้อง จะตีความไปถึงขนาดไหนก็ไม่มีใครชี้แจงได้ บอกว่าเกี่ยวข้องถึงใครก็เอาคนนั้นหมด ผมคิดว่า การเขียนอย่างนี้บางครั้งผมเข้าใจว่าเจตนารมณ์คือต้องการว่าใคร ผมถามกรรมาธิการ ผมถามกรรมการกฤษฎีกาในที่ประชุมที่มาชี้แจงวันนั้นบอกว่าที่ต้องบัญญัติอย่างนี้ เพราะถ้า เกิดว่ายามไม่ให้เข้าก็ถือว่ายามเกี่ยวข้องเหมือนกัน แล้วผมเจอว่าถ้าคนอื่นอีก ไปถึงไหนอีกล่ะ ทีนี้ไปเกี่ยวข้องเขาไปขัดขวางอยู่ เขาบอกใครก็ได้ที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องอํานวยความสะดวก แก่พนักงานในการปฏิบัติตามมาตรา ๒๙ ผมคิดว่าถ้อยคํานี้มันกว้างเกินไป ผมเลยให้ กรรมาธิการได้ตัดออก ถ้อยคําคําว่า บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ซึ่งผมไม่ค่อยจะเห็นกฎหมายใดว่า เกี่ยวข้องมันควรจะบัญญัติให้ชัด ถ้าจะไม่อย่างนี้ก็ต้องไปใส่คํานิยามเพิ่มเติมขึ้นมาว่า ใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แต่ว่าทางนี้ก็ไม่ยอมใส่คํานิยาม เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าการจะ ออกกฎหมายไปมันต้องมีความชัดเจนให้ได้ว่าคําว่า เกี่ยวข้อง คือใครบ้าง อยู่ดี ๆ เขาเดินมา แล้วเขาเกี่ยวข้องด้วยหรือเปล่านะครับ อันนี้ผมขอความชัดเจนจากกรรมาธิการเสียงข้างมาก อีกครั้งนะครับว่าท่านจะหมายความถึงใครบ้าง คนที่เกี่ยวข้องครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

กรรมาธิการครับ เกี่ยวข้องแค่ไหน เพียงใด ใครชี้แจงได้ อาจารย์ประกอบชี้แจงไหมครับ

นายประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการครับ ในมาตรา ๓๑ ให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา สมาคมกีฬา หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมีหน้าที่อํานวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติตามมาตรา ๒๙ ประเด็นตรงนี้นะครับ นักกีฬาโดยตรงแล้วมีความเห็นตรงกัน บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาก็ไม่มีปัญหา สมาคมกีฬาไม่มีปัญหา มีประเด็นเดียวเท่านั้นเองครับ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทางผู้แปรญัตติ ท่านนิพนธ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านนิพนธ์ บุญญามณี บอกว่าถ้าเขียนอย่างนี้มันกว้างเกินไป ผมกราบเรียนอย่างนี้นะครับว่าจริง ๆ ถ้าเราระบุ ทุกตําแหน่งก็อาจจําไม่หมด ผมยกตัวอย่างยามซึ่งรักษาความปลอดภัยในสถานที่ที่นักกีฬาอยู่ ถ้าเกิดว่ายามไม่ให้เข้าไปตรวจ อย่างนี้ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นยามคือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราไม่ระบุว่าผู้เกี่ยวข้องบางครั้งเราจะเขียนไม่หมดและจะมีปัญหา การระบุเช่นนี้ผมเข้าใจว่า อยู่ในดุลยพินิจว่าบุคคลใดเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าระบุอย่างนี้เป็นการครอบคลุมว่าบุคคลใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตามมาตรา ๒๙ ถ้าไปขัดขวาง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ เราพิจารณาแล้วนะครับว่าถ้าเราระบุตําแหน่ง ๆ ไป เกิดว่ามีกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดที่เกิดขึ้น และไม่ได้ระบุมันจะมีปัญหา การที่เราเขียนกว้างอย่างนี้ไม่เกิดความเสียหายอยู่ในดุลยพินิจ ผมคิดว่าน่าจะครอบคลุมมากกว่าด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้นทางคณะกรรมาธิการเห็นว่า การเขียนตามร่างเดิมน่าจะสมบูรณ์อยู่แล้วครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิพนธ์ครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการซึ่งสงวนความเห็นไว้ ผมคิดว่าประเด็นนี้ผมอยากจะให้ชี้แจง ให้ชัดเจนว่าถ้าสมมุติว่าเขาไม่อํานวยความสะดวก บุคคลนั้นผิดอะไรไหม คือผมอยากจะ ให้กฎหมายนี้ออกไปมีความชัดเจน เจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พนักงานตามกฎหมายไหม ถ้าสมมุติเขาขัดขวางเจ้าหน้าที่ เขาผิดข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ไหม อันนี้ต้องชี้แจงให้ชัดเจน เพราะว่าไม่อย่างนั้นก็จะไปตีคลุมเอาอีกว่าคนที่ไม่อํานวยความสะดวก หรือคนที่ขัดขวางใครก็แล้วแต่ ซึ่งเขาไม่รู้จะเกี่ยวข้องหรือเปล่า เขาจะโดนข้อหานี้บ้างหรือไม่ ว่าขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หรือไม่อํานวยความสะดวก ถ้าเขาไม่อํานวยสะดวก เขาผิดอะไรไหม หรือว่าถ้าเขาไม่อํานวยความสะดวกก็ไปโทษนักกีฬา โทษของมันคืออะไร กรรมาธิการออกมาอย่างนี้ กรรมาธิการชี้แจงให้ชัดเจนก่อนในฐานะที่ออกกฎหมายนี้ไป ใช้บังคับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ท่านถามสภาพบังคับของมาตรา ๓๑

นายประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ กรรมาธิการ ผมจะให้ดูมาตรา ๓๒ ซึ่งเชื่อมโยงมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานตามประมวล กฎหมายอาญา เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าใครขัดขวางก็มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เพราะว่าพนักงานเจ้าหน้าที่คือพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามาตรา ๓๒ ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา ท่านนิพนธ์ท่านติดใจไหมครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม นิพนธ์ บุญญามณี ผมก็เลยต้องบอกว่าเพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันต้องตีความให้ละเอียดว่า ใครบ้าง ที่เกี่ยวข้อง คําว่า เกี่ยวข้อง มันเกี่ยวข้องอย่างไร ท่านออกกฎหมายอย่างนี้ ผมคิดว่าดุลยพินิจ กว้างเกินไปครับ ผมเลยให้ตัดออก บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ผมก็ขอเป็นว่าสงวนคําแปรญัตติไว้ บอกว่า ให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา สมาคมกีฬา หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมีหน้าที่ อํานวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๒๙ ผมก็เขียนไว้อย่างนี้ เพื่อให้ชัดเจน ถ้าอย่างนี้มันชัดเจนว่าหน่วยงานไหนบ้าง แต่ถ้าพอเราไปตีความขยายออกไป ท่านต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่าทําไมเขียนกฎหมายอย่างนี้ ผมพยายามให้ท่านชี้แจงให้ละเอียด เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายพิเศษจริง ๆ ครับ มันเป็นกฎหมายที่จะเรียกว่า กฎหมายอาญาก็ไม่ใช่ เพราะมันไม่มีสภาพบังคับทางอาญา ใครฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ก็คือว่า ไม่ให้มีการแข่งขันกีฬา แต่ว่ามันกําลังจะลามไปกฎหมายอื่นว่าใครไปขัดขวางคนไหนบ้าง เดี๋ยวลามไปเรื่องการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานซึ่งมันไปเกี่ยวข้องโดยทางนั้น ผมต้องการให้ท่านอธิบายมาตรานี้ให้ชัดเจนเสียก่อน เพราะกฎหมายฉบับนี้เป็นฉบับแรก ที่ผมพิจารณาแล้วมันไม่มีสภาพบังคับทางอาญา ท่านเข้าใจนะครับ โทษทางอาญามันมี ๕ ประการ ว่ามีอะไรบ้าง จากเบาไปหาหนักถึงประหารชีวิต กฎหมายฉบับนี้ไม่มีโทษบังคับ ทางอาญาเลย ใครขัดขวาง ใครไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ท่านไปดูในหมวด ๔ บทกําหนดโทษ มันไม่มีสภาพบังคับทางอาญาเลย ทางแพ่งใครไม่ปฏิบัติตามคําพิพากษาก็ยึดทรัพย์ไป ปรับไป แต่ว่าอันนี้ไม่มีล่ะครับ กักขังไม่มี จําคุกก็ไม่มี ปรับก็ไม่มี ประหารชีวิตก็ไม่มีละครับ ท่านไปดูเลย เพราะฉะนั้นท่านอธิบายให้ชัดเจนเสียก่อน ผมไม่อยากจะให้สภาผ่านอะไรไป โดยไม่อธิบาย ผมคิดว่าท่านต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้ให้สาธารณชนได้ทราบว่าเจตนารมณ์มาตรานี้ คืออะไร ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะสับสน กรรมการกฤษฎีกาไปไหนละครับ เวลาในกรรมาธิการ ชี้แจงได้ วันนี้ไม่มาหรือครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวให้ท่านกรรมาธิการปรึกษากันก่อนนะครับ เดี๋ยวผมขออนุญาตนิดหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับคณะนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรเศรษฐกิจสาธารณะ ของสถาบันพระปกเกล้า จํานวน ๘ ท่าน นําโดยท่าน ส.ส. ประกอบ จิรกิติ เชิญคุณหมอเชิดชัย กรรมาธิการ

นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ความจริงกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายประหลาดจริง ๆ คือกําหนดโทษก็คือโทษให้นักกีฬาอย่างเดียว แต่ทีนี้เนื่องจากว่ามันไปเกี่ยวข้องกับ บุคคลอื่นด้วยที่ต้องทํางานตามกฎหมายนี้ ก็คือถ้าเขาไปทําเกิดไม่ระบุไว้เลยเขาไม่มีอะไร คุ้มครองเขา ต้องให้ความคุ้มครองครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คือกฎหมายฉบับนี้เจตนา ก็คืออยากจะให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสารต้องห้ามให้อํานวยความสะดวกในการตรวจ เพราะว่าถ้าไม่อํานวยความสะดวกแล้วผลที่สุดโทษนั้นก็ไปตกอยู่ที่นักกีฬาอย่างเดียว คืออันนี้ก็เป็นไปตามมาตรฐานของกีฬาระหว่างประเทศ ยิ่งเรามีการแข่งกีฬาระหว่างชาติ นานาชาติมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วกีฬาก็เป็นการเชื่อมสามัคคีด้วย จะเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้ เราคุยกันว่าไม่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องเลยนะครับ ขนาดประธานคณะกรรมาธิการก็ยัง เป็นพรรคประชาธิปัตย์เลยนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องประหลาด เราก็ไม่ว่ากันครับ เพราะเราเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้จําเป็นเพราะมันจะรองรับที่เราจะไปแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศที่จะเกิดขึ้น มาก ๆ แม้กระทั่งโอลิมปิกก็เลยต้องมีตราออกมา เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้จะเป็นอาญาก็ไม่ใช่ แต่ต้องให้ความคุ้มครองคนที่จะปฏิบัติหน้าที่อันนี้ด้วย ขอบคุณครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับท่านกรรมาธิการ ท่านนิพนธ์ถามว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องท่านพออธิบายความได้ไหม เพราะว่าในมาตรา ๓๑ ตามร่างของท่านบุคคลเหล่านี้ถูกสภาพบังคับโดยของกฎหมายว่า คุณต้องมีหน้าที่นะครับ มีหน้าที่ที่จะให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๒๙ ในการเข้าตรวจสอบ ฉะนั้นท่านสงสัยว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องท่านต้องอธิบายความนะครับ พอดีท่านกรรมาธิการ จากการกีฬาแห่งประเทศไทยใช่ไหม ท่านดูสักนิดหนึ่ง บุคคลที่เกี่ยวข้องท่านต้องอธิบาย ท่านนิพนธ์ให้ได้ว่ากีฬาแต่ละประเภทมีบุคคลที่เกี่ยวข้องแตกต่างกัน ท่านก็ต้องอธิบายว่า ที่บรรจุไว้ไม่ได้ตามตําแหน่งของท่านนิพนธ์เพราะอะไร เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ หรือท่านจะให้ท่านใดชี้แจง ปรึกษากันก่อนไหม หรือจะให้ท่านวัชระได้ให้ความเห็นก่อน ดีไหมครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จริง ๆ แล้ว มันก็โยงมาหลายมาตรา ทั้งมาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้พนักงาน เจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจําตัวต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทีนี้ทางท่านนิพนธ์ก็อยากให้ระบุ ไปว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นใคร ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ครับ ในการปฏิบัติงาน ของเจ้าหน้าที่ได้กราบเรียนแล้วว่าเขาไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อสิทธิของนักกีฬา กรณีที่นักกีฬา เข้าไปเก็บตัวอย่างแล้วไม่ได้รับความสะดวกจากตัวนักกีฬาเอง หรือผู้สนับสนุนนักกีฬา เช่นโคช (Coach) หรือเจ้าหน้าที่สมาคม ผมยกตัวอย่างว่ามีการซ้อมกันอยู่ที่สมาคมแล้วก็ ไม่อํานวยความสะดวก ผลเสียก็คือนักกีฬาคนนั้นเปรียบเสมือนมีสารต้องห้ามอยู่แล้ว ทีนี้คําว่า ผู้เกี่ยวข้อง ทางผู้ชี้แจงวันนั้นเขาก็ชี้แจงเช่นวันนี้จะเข้าไปในโรงยิม (Gym) สมมุติว่า มีเจ้าหน้าที่พนักงานรักษาความปลอดภัยอยู่แล้วกลายเป็นว่าเขาไม่อํานวยความสะดวก เขาก็เลยเขียนกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้อํานาจกับทางเจ้าพนักงานว่าท่านต้องอํานวยความสะดวก ทีนี้ถามว่าให้ระบุว่าใครบ้าง เขาก็ระบุแล้วก็คือ ๑. นักกีฬา ๒. ผู้สนับสนุนนักกีฬา และทีนี้คําว่า ผู้เกี่ยวข้อง มันไม่สามารถระบุชัดเจนลงไปได้ครับว่า เช่นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เช่นแม่บ้านหรือแม่ครัว เนื่องจากอาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องสารต้องห้าม เขาก็เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นใช้คําว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะง่ายต่อการปฏิบัติ ก็ขออนุญาตกราบเรียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้ทางกรรมาธิการชี้แจง มีอีกไหมครับ ท่านจะชี้แจงไหม ท่านเกี่ยวข้องกับการกีฬา แห่งประเทศไทย ท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เชิญครับ

นายกนกพันธุ์ จุลเกษม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม กนกพันธุ์ จุลเกษม ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย กรรมาธิการครับ กราบเรียน ท่านนิพนธ์นะครับ คําถามที่บอกว่าบุคคลซึ่งที่เกี่ยวข้องเป็นใครบ้าง อยากจะให้ระบุลงไป ให้ชัดเจนก็ทําได้ครับ แต่ว่าคงต้องใช้เป็นหน้ากระดาษ เพราะว่าต้องใส่ให้ครอบคลุม เพราะในขณะที่เจ้าหน้าที่ไปดําเนินการ ทุก ๆ ท่านที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องมีมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นกรรมาธิการพิจารณาว่าบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ซึ่งดูเหมือนว่าจะกว้างเกินไป แต่มันมีความจําเป็นที่จะต้องใส่ให้กว้างเอาไว้แบบนี้ ถ้าไม่อย่างนั้นระบุตําแหน่งเฉพาะลงไปปุ๊บ ถ้าเกิดขาดขึ้นมาแล้วเขาเข้ามาเกี่ยวข้องในขณะดําเนินการก็จะไม่สามารถทําอะไรได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีโทษเกิดขึ้นก็ไม่สามารถจะสื่อลงไปถึงตัวสารต้องห้ามที่เกี่ยวข้องกับ ตัวนักกีฬาได้ จึงได้เห็นว่าบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องถึงแม้จะเป็นคํากว้าง ซึ่งมีความจําเป็นและ มีประโยชน์ที่จะต้องระบุไว้แบบนี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิพนธ์เสร็จ ท่านวัชระต่อนะครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการผู้ชี้แจง เมื่อสักครู่นี้ ท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย ผมคิดว่าประเด็นนี้ผมพอเข้าใจ เจตนารมณ์ว่ากฎหมายฉบับนี้ออกมามุ่งหวังคุ้มครองนักกีฬา อันนี้ผมเข้าใจ แต่ว่าการเขียน กฎหมายอย่างนี้คนอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผมเกรงเรื่องว่าสภาออกกฎหมายไปมันต้องตอบคําถามได้ ผมเลยพยายามเป็นคําถามเปิดว่าให้ท่านอธิบายสิครับว่าเจตนารมณ์ของท่านคืออะไร นั่นคือ เจตนาผมว่าการเขียนกฎหมายอย่างนี้ท่านมีเจตนาอะไร ท่านอธิบาย ผมคิดว่าที่จริงคนที่ร่าง กฎหมายฉบับนี้มากับมือคือคณะกรรมการกฤษฎีกา วันนั้นท่านพยายามอธิบายแต่อธิบาย อย่างไรก็ไม่เข้าใจ ผมก็เลยบอกว่าถ้าอธิบายอย่างนี้แล้วออกไปผมในฐานะเป็นกรรมาธิการด้วย ผมก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าผมท้วงติงแล้วนะเรื่องนี้ว่าการเขียนอย่างนี้คนจะไม่เข้าใจเลย แล้วก็ การเขียนกฎหมายอย่างนี้ในทางปฏิบัติมันคืออะไร ถ้าสมมุติว่าคนเหล่านั้นเขาไม่ให้ความร่วมมือ คนที่ไม่อํานวยความสะดวกเขาผิดอะไรไหม ถ้าอย่างไรเขาก็ไม่ให้เข้าสมมุติแปลว่าอย่างไร เขาก็ไม่ให้เข้า สมมุติว่าเอานักกีฬาไปเก็บตัวในค่ายทหารที่พยายามยกตัวอย่างกันแล้ว ยามเกิดไม่ให้เข้าเขาบอกว่าเป็นเขตทหาร แล้วพอยามไม่ให้เข้า ยามผิดไหม ทหารคนนั้น ผิดไหม ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาไหม อย่างนี้ ตอบให้ชัด คณะกรรมาธิการต้องตอบคําถามนี้ ออกกฎหมายไปเราต้องอธิบายได้ แต่ถ้าเป็น สภาด้วยกันเองยังอธิบายไม่ได้ ชาวบ้านเขา ประชาชนเขาจะปฏิบัติตามอย่างไร อันนี้ผมคอย เป็นคําถามเปิดอยู่ แต่ว่าก่อนจะเป็นคําถามเปิดเมื่อสักครู่ด้วยความเคารพคุณหมอเชิดชัย ที่จริงพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานคณะกรรมาธิการไม่ใช่เรื่องประหลาด ผมไม่อยาก ให้บันทึกคํานี้ไว้ เป็นเรื่องปกติในระบอบรัฐสภาอยู่แล้วครับ ถ้าคณะกรรมาธิการเห็นว่า ท่านสมบูรณ์ท่านมีความเหมาะสมท่านก็เป็นได้ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านกรรมาธิการรอแป๊บหนึ่ง ท่านวัชระเชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ที่ได้แปรญัตติสงวนความเห็น โดยแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๑ ไว้ว่าให้ตัดข้อความที่ว่า หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ท่านประธานครับ ความเดิมของกฎหมายฉบับนี้ที่ท่านร่างมานั้นท่านเขียนบอกว่าให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุน การกีฬา สมาคมกีฬา หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมีหน้าที่อํานวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๒๙ ท่านประธานครับ คําว่า บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ในฐานะที่ผมจบ นิติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง ผมเห็นว่าเป็นการเขียนกฎหมาย เขียนข้อความ ถ้อยคํา ซึ่งซ้ําซ้อนกับวรรคแรกที่บอกว่าให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา คําว่า บุคคล ซึ่งสนับสนุนการกีฬากับบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องนั้นน่าจะเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน ท่านประธานครับ แม้ว่ากรรมการกฤษฎีกาซึ่งอ้างนักอ้างหนาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญมาชี้แจงบอกว่า จะให้เหมือนเดิมทุกประการนั้นผมก็ยังไม่เห็นพ้องด้วย ท่านประธานครับ โดยแท้ที่จริง ในคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้มีทั้งท่านสามารถ มะลูลีม ซึ่งถือได้ว่าเชี่ยวชาญเรื่องการกีฬา ของพรรคประชาธิปัตย์และท่านดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ซึ่งเป็นนักกีฬาทีมชาติหลายชนิด ท่านประธานครับ ผมจึงอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมกราบเรียนไปนั้นเป็นความจริง และกราบเรียนท่านประธานว่าในกฎหมายฉบับนี้แม้ท่านจะบอกว่าให้พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา แต่ในทั้ง ๓๔ มาตรา ที่ท่านร่างเข้ามา เพื่อนําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้นั้นไม่มีโทษทางอาญาเลยแม้แต่มาตราเดียว ไม่ว่าจะเป็นประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน คําว่า ริบทรัพย์สิน ท่านประธาน และพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศก็คงได้ยินคําว่า ริบทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท นั่นไม่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ กราบเรียนท่านประธานว่าผมยกตัวอย่างอุปมาอุปไมยให้เห็นว่า คําว่า ริบทรัพย์สิน มันมี มีจริง และยึดไปแล้วจริงแต่กําลังจะเอาคืนในคืนนี้ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธาน ผมจึงเห็นด้วยกับท่านนิพนธ์ บุญญามณี ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายสมัยแต่ไม่ได้ เป็นรัฐมนตรีเสียที ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานว่าการที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เสนอให้ตัดคําว่า บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ผมเห็นด้วยเพราะว่าเป็นการเขียนกฎหมายที่เกินเลย เกินไป กว้างเกินไป ไม่เป็นประโยชน์กับบุคคลในวงการกีฬา และถ้ากรรมาธิการจะกรุณาตัด ตามที่ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ได้เสนอก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและบุคคล ในวงการกีฬาอย่างแท้จริง ขอขอบคุณ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านอภิชาต

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมขอสนับสนุนคําแปรญัตติของท่านนิพนธ์ บุญญามณี เรื่องของ การตัดข้อความบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมีหน้าที่ในการอํานวยความสะดวกนี้ออกไป เนื่องจาก ความไม่ชัดเจน ท่านนิพนธ์ บุญญามณี เพียงแต่ต้องการจะให้

(นายชลน่าน ศรีแก้ว ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านอภิชาต คุณหมอชลน่านประท้วง เชิญคุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ต้องขออนุญาตประท้วงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ๒ ท่าน ที่อภิปรายแล้วก็อภิปรายอยู่ แล้วก็ประท้วงท่านประธานด้วยครับ ตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ในการที่ท่านประธานจะอนุญาตให้เพื่อนสมาชิกที่ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ตามข้อบังคับ และท่านประธานเองทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานอนุญาตให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปราย ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเรียงตามลําดับมาตราในฐานะผู้ที่ไม่มีสิทธิครับ ข้อบังคับ อนุญาตให้ผู้ที่ได้สงวนความเห็น สงวนคําแปรญัตติไว้เท่านั้นในการที่จะอภิปราย นั่นประการที่ ๑ หรืออภิปรายได้กรณีที่กรรมาธิการได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงจากร่างที่รับไปจากสภาผู้แทนราษฎร ผมดูตามร่างในรายงาน ท่านวัชระ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอภิชาตก็ไม่ได้แปรญัตติ ในมาตรานี้ กรรมาธิการก็ไม่ได้แก้ไขในมาตรานี้เลย แล้วมาตรานี้เองก็เขียนถ้อยคําเดียวกัน ทั้ง ๒ มาตรา มาตรา ๓๐ ก็เขียน มาตรา ๓๑ ก็เขียน ผมอยากให้ท่านประธานอยู่ในข้อบังคับ แล้วจะได้พิจารณากฎหมายไปตามระเบียบวาระและวิธีการประชุมที่ถูกต้อง โปรดวินิจฉัย ครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ครับคุณหมอชลน่าน ตามข้อประท้วงท่านมันใช่ มาตรา ๑๒๙ แต่เนื่องจาก มันไม่ได้เขียนไว้ให้ชัดเจน แล้วแนวทางปฏิบัติซึ่งเคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว แล้วตอนนี้ และเมื่อเช้าท่านประธานสมศักดิ์ ท่านก็อนุญาตให้มีการอภิปรายสนับสนุนคําขอสงวน คําแปรญัตติไว้ ฉะนั้นผมขอความกรุณาว่าเหลืออีกไม่กี่มาตรา เดี๋ยวถ้าหากว่าอย่างไร เดี๋ยวเราค่อยแก้ไขกัน แต่เนื่องจากว่ามีการอภิปรายสนับสนุนกันมาแล้วนะครับ ฉะนั้น เดี๋ยวผมขอดําเนินการต่อไป เชิญท่านอภิชาตเอาเฉพาะในประเด็น หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง เดี๋ยวผมจะให้ท่านอาจารย์รัชดา ท่านได้ชี้แจง เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบขอบคุณท่านประธานครับ ผมไม่ใช้เวลามากหรอกครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่านวัชระ ไม่มีอะไร ก็ให้อภิปรายสนับสนุนคําแปรญัตติของท่านนิพนธ์ต่อไป คือไม่ได้ พาดพิงผมฟังแล้วนะครับ คุณหมอชลน่านประท้วงผมแล้วประท้วงผู้อภิปราย ซึ่งผมไม่กํากับ ตามข้อ ๑๒๙ ผมก็อธิบายความไปว่าใช่ในหลักการนี้ แต่หมายความว่าแนวทางปฏิบัติ มันปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยที่แล้วจนถึงอันนี้ แล้วท่านประธานสมศักดิ์ท่านก็ได้ให้ท่านอภิปราย สนับสนุน ผมก็ต้องยืนแนวทางนี้ต่อไปก่อน จึงขอคุณหมอชลน่านว่าเรื่องนี้เหลืออีก ไม่กี่มาตรามันก็จะจบครับ เชิญท่านวัชระ คุณบอกก่อนว่าเรื่องอะไร

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณท่านประธานที่เคารพ กระผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิพาดพิง ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง ผมได้รับความเสียหาย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ก่อนท่านพาดพิงท่านนั่งก่อนให้ท่านอภิชาตให้จบก่อน ท่านอภิชาตกล่าวไปแล้ว ใจเย็น ๆ พาดพิงค่อยว่าทีหลัง

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสัญญานะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผมจะฟังท่านว่าพาดพิงอย่างไร ท่านอภิชาตกําลังพูดอยู่นะครับ ท่านก็ไปบอกพาดพิง ทีหลังขอความกรุณาว่าให้จบทีละท่านก่อน เพราะว่าท่านเตรียมมาแล้วพอเราลุกขึ้นมา เดี๋ยวท่านจะมีปัญหาหลาย ๆ เรื่อง เชิญครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมไม่ใช้เวลามากนะครับ แล้วก็ประเด็นนอกจากการสนับสนุนความเห็น ของท่านนิพนธ์ บุญญามณี เนื่องจากว่าในมาตรานี้มันมีความยึดโยงกับมาตรา ๓ ซึ่งเราได้ แก้ไขไป ในมาตรา ๓ เราได้แก้ไขเรื่องของบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุน การกีฬาซึ่งกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่บอกว่าให้หมายความว่า คณะกรรมการบริหารสมาคม กีฬาได้บัญญัติอันนี้ไว้แล้ว แต่ว่าเมื่อมาอยู่ในมาตรา ๓๑ เราระบุคําว่า สมาคมกีฬาเข้าไปอีก ซึ่งซ้อนกับบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา เพราะฉะนั้นเข้าใจดีนะครับว่าท่านคณะกรรมาธิการ ไม่ได้มาดูในมาตรา ๓๑ หลังจากที่แก้ไขในมาตรา ๓ ซึ่งได้มีการเพิ่มเติมคณะกรรมการบริหาร สมาคมเข้าไปแล้ว นี่คือความประหลาดของคณะกรรมาธิการก็คือการไม่ได้ดูให้รอบคอบ ไม่ใช่ประหลาดที่ตั้งคุณสมบูรณ์มาเป็นประธาน เพราะฉะนั้นถ้าโอกาสนี้ท่านทบทวน ตัดคําว่า สมาคมกีฬา ออก แล้วก็ตัด บุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ตามที่คําแปรญัตติของท่านนิพนธ์ ก็จะสมบูรณ์นะครับ ก็อยากจะทักท้วง ท่านมีโอกาสนี้โอกาสเดียวที่จะแก้ไข เดี๋ยวจะไป ซ้ํารอยเหมือนกฎหมายสถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนาที่กรรมาธิการไม่ยอมแก้ไข แล้วก็ไป ถูกคว่ําในวุฒิสภา ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณวัชระเขาพาดพิงอะไรท่านครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพอย่างยิ่ง วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน และเคารพท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลที่ได้ ลุกขึ้นมาประท้วงท่านประธานและประท้วงผม กล่าวหาว่าผมทําผิดข้อบังคับ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผมถูกพาดพิงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง ถูกพาดพิงว่าทําผิดข้อบังคับ ซึ่งทําให้ผมได้รับความเสียหาย กราบเรียนท่านประธานว่าท่านชลน่าน ศรีแก้ว นั้น ท่านเข้าตา ดูไบอยู่แล้วนะครับ และที่ท่าน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ ท่านวัชระเดี๋ยวนะครับ วันนี้ขอบคุณมากที่ท่านบอกว่าเคารพท่านประธาน อย่างยิ่งนะครับ คือท่านประท้วง ผมมีหน้าที่วินิจฉัย พอผมวินิจฉัยเสร็จแล้วก็ยุติแล้วนะครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

คือผมกราบเรียนว่าผมไม่ได้ทําผิด

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ประเด็นนี้ ท่านใช้สิทธิพาดพิงไม่ได้ ไม่ได้เกี่ยวกับท่าน

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ผมไม่ได้ทําผิดข้อบังคับ กราบเรียน ท่านประธานเท่านี้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ผมเป็นคนวินิจฉัยเองอย่างไรครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานวินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ผิด กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอชลน่านพอแล้ว เดี๋ยวให้กรรมาธิการตอบ เชิญครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานต้องขออนุญาตผมนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ด้วยความเคารพ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมยกชื่อท่านขึ้นมาเพราะท่านเป็นผู้อภิปราย ไม่ได้ เจตนาทําให้ท่านเสียหายเลย เพียงแต่บอกว่าข้อบังคับเขาอนุญาตให้สมาชิกอภิปรายได้ เฉพาะประเด็นที่มี ผมอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับ อภิปรายเฉพาะถ้อยคําหรือข้อความ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม สมาชิกหรือผู้แปรญัตติที่มีการสงวนคําแปรญัตติ ท่านสมาชิกที่อภิปราย อภิปรายในฐานะสมาชิกครับ ไม่ได้เป็นผู้แปรญัตติ กรณีเป็นผู้แปรญัตติสงวนคําแปรญัตติ ท่านอภิปรายได้ กรรมาธิการสงวนความเห็นอภิปรายได้ครับ แก้ไขเพิ่มเติมได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม นั่นคือกรรมาธิการแก้ไขมาครับ พวกผมอภิปรายได้ กรณีไม่สงวนคําแปรญัตติ กรณีไม่สงวนความเห็น หลักใช้มาทั่วไป ผมก็เพียงแต่ทักท้วง ท่านประธานทําตามข้อบังคับ ท่านก็วินิจฉัยไป ผมทําตามหน้าที่สมาชิกครับ อันนั้นคือ ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ลักษณะการกล่าวอย่างที่ท่านกล่าวนั้น คือการสร้างความเสียหาย ให้ผู้อื่นในสภา นิสัยอย่างนี้สมาชิกผู้ทรงเกียรติไม่ควรใช้ในสภาผู้แทนราษฎร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

พอเถอะครับคุณหมอ เชิญท่านอาจารย์รัชดาตอบ ท่านจะตอบเองหรือท่านผู้ว่าการการกีฬา แห่งประเทศไทยตอบชี้แจงนิดเดียว แล้วเดี๋ยวผมจะถามท่านนิพนธ์ว่าติดใจไหม ถ้าไม่ติดใจ ก็จะผ่านไปมาตราอื่น ไม่มีอะไรแล้วครับท่านวัชระครับ นิดเดียวเรื่องอะไรครับ เชิญครับ จะเข้าสู่ปรองดองแล้วรอไปพูดในปรองดองได้ไหม

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

มีแต่ยาดองครับท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิกพรรครัฐบาล ท่านชลน่าน ศรีแก้ว ได้อภิปรายเมื่อสักครู่ว่าผมนั้นกล่าวร้าย สมาชิก ผมไม่ได้กล่าวร้ายสมาชิกครับท่านประธาน ผมบอกว่าเข้าตาดูไบ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่านชี้แจงแล้วล่ะท่านไม่มีการกล่าวร้ายสมาชิกหรอกครับ ท่านได้ชี้แจงแล้ว ท่านใช้สิทธิ ตามข้อบังคับเท่านั้นเอง แล้วผมก็ได้วินิจฉัยแล้วว่าสิ่งที่ผมวินิจฉัยข้อทักท้วงหรือข้อประท้วง ของคุณหมอชลน่านยุติแล้ว เชิญนั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย จะตอบใช่ไหม เชิญครับ

นายกนกพันธุ์ จุลเกษม กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ขออนุญาตตอบคําถามท่านนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการครับ ที่ให้ตัดหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง อยากจะกราบเรียนว่าการตรวจสารต้องห้าม กระบวนการในการตรวจสารต้องห้ามเราจะ เข้าไปตรวจก่อนการแข่งขันในระหว่างฝึกซ้อมหรืออยู่ในเกมการแข่งขัน นักกีฬาจะได้รับ กระบวนการก็คือต้องแจ้งให้นักกีฬาได้รับทราบล่วงหน้าก่อน เมื่อนักกีฬาได้รับทราบ ล่วงหน้าแล้วเมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ อันเราตีความว่าไม่ให้ความสะดวกในการเข้าไปตรวจ สารต้องห้าม ซึ่งจะเกิดขึ้นจากคณะบุคคลใดก็แล้วแต่ถือว่านักกีฬาผู้นั้นมีเจตนาที่จะหลีกเลี่ยง ในการตรวจสารต้องห้าม บทลงโทษจะเกิดขึ้นแก่ตัวนักกีฬา ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะไม่ได้รับ การลงโทษ ก็หมายความว่านักกีฬานั้นอาจจะถูกตัดสิทธิในการเข้าร่วมการแข่งขัน อาจจะถูก ตัดสิทธิในการที่จะส่งเข้าร่วมการแข่งขันในแมทช์ (Match) ต่อไปที่กําลังจะเกิดขึ้นถ้าเป็น การตรวจโดปก่อนการแข่งขัน เพราะฉะนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องระบุบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อสักครู่ผมเรียนชี้แจงว่าดูเหมือนจะกว้างไปแต่ว่ามีความจําเป็นเนื่องจากว่าเราไม่สามารถ ระบุชัดลงไปได้ว่า ณ วันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะมีใครเกี่ยวข้องบ้างนะครับ กระบวนการอันนี้ ก่อนการไปตรวจโดปนักกีฬารับทราบ แต่ถ้าเผื่อมีเหตุการณ์ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าไป ตรวจโดปได้โดยไม่ได้รับการอํานวยความสะดวกจากบุคคลรอบข้างไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ ถือว่านักกีฬามีความผิดนะครับ

ส่วนของท่านวัชระ คําว่า สมาคมกีฬา คือสมาคมกีฬาที่ได้รับการรับรองจาก การกีฬาแห่งประเทศไทย ในคํานิยามซึ่งจะแตกต่างจากคณะกรรมการบริหารสมาคมกีฬา ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคล สมาคมกีฬาจะประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารสมาชิกสามัญ สมาชิก วิสามัญต่าง ๆ ซึ่งจะแตกต่างกัน กราบเรียนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านนิพนธ์นิดหนึ่ง เชิญท่านสมคิด

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย เขต ๒ คือถ้ากรรมาธิการได้แปรความง่าย ๆ ให้สมาชิกทราบผมว่าเสร็จแล้ว ผมขอยกตัวอย่างครับ ยกตัวอย่างกรณีมาตรา ๓๑ ให้นักกีฬา ไม่ติดใจ บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา ก็คือพวกบริษัท ห้างร้าน สปอนเซอร์ต่าง ๆ คือบุคคลที่สนับสนุนการกีฬา กรรมาธิการอธิบายแบบนี้ก็เสร็จแล้ว นี่คือกลุ่มที่สนับสนุนการกีฬา บริษัทใหญ่ ๆ เอฟบีที (FBT) อย่างนี้ที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุน การกีฬาคือบุคคลที่น่าจะอธิบายอย่างนี้ให้เข้าใจ แล้วก็สําหรับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องก็คือ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับนักกีฬาก็คือผู้ฝึกสอนโคช หรือผู้จัดการทีมเหล่านี้ นี่คือผู้เกี่ยวข้อง การกีฬา อยากให้อธิบายอย่างนี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือท่านสมคิดฟังนิดหนึ่ง ประเด็นที่ท่านจะต้องอภิปรายสนับสนุนของท่านผู้แปรญัตติก็คือ บุคคลที่เกี่ยวข้อง อันนี้ท่านไปตอบแทนกรรมาธิการนี้นะครับ ท่านนิพนธ์ติดใจไหม ถ้าติดใจ ผมจะขอมติเลยนะครับ เชิญครับ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับท่านนิพนธ์ ท่านสมคิดเชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง หนองคาย

ท่านประธานครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย เขต ๒ คือที่ฟังอยู่นี้เพราะว่า ไม่แปลความนี้อย่างไรครับ คือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องถ้าบอกอย่างที่ผมว่ามันเสร็จแล้ว คือโคช บุคคลอื่นคือโคช คือหัวหน้าทีม คือผู้ฝึกสอน คือผู้จัดการทีม นี่ล่ะคือบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง นักกีฬา พอเวลามีจะตรวจสารกระตุ้นอะไรต่าง ๆ ให้หัวหน้าทีม ให้โคช ให้ความร่วมมือ ให้ความสะดวกเขา กรรมการนั้นล่ะ พูดไปแค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านนิพนธ์ เชิญครับ ฟังไว้นะครับท่านผู้ว่าการ

นายนิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพนธ์ บุญญามณี กรรมาธิการซึ่งสงวนความเห็นในมาตรานี้เอาไว้ ประเด็นมันก็คือว่าผมนี้ พอเข้าใจครับ แต่ว่าผมยืนยันว่าการเขียนกฎหมายฉบับนี้ซึ่งในที่ประชุมผมพยายามชี้ให้ เห็นว่ามันมีข้ออ่อนก็คือถ้าสมมุติว่ามีคนที่ไม่ปรารถนาดีต่อนักกีฬา เขาไม่ให้ความสะดวก เขารู้แล้วว่าสมมุตินักกีฬาคนนี้กําลังแข่งกับญาติของเขา หรือว่าลูกหลานเขาอะไรกับเขา เขาไม่อํานวยความสะดวก ไม่ให้เข้า ผมถามว่าคนที่เขาไม่ให้เข้าต้องรับโทษบ้างไหม ในวันนั้นกรรมาธิการก็ไม่ได้ชี้แจง คณะกรรมการกฤษฎีกาเองก็ไม่ชี้แจงประเด็นนี้กับผมว่า ถ้าเขาจงใจที่จะขัดขวางไม่ให้เข้าไปตรวจโดป เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ได้ตรวจโดป ก็ถือว่าโดป สาระสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ ถ้าสมมุติว่าใครไม่ให้เข้าไปตรวจนักกีฬาก็ถือว่า นักกีฬานั้นโดปตามสมมุติฐานที่ขอตรวจ เพราะฉะนั้นคนที่ขัดขวางถามว่าผิดไหม หรือว่า ไม่ถึงกับขัดขวางแต่ว่าทําไม่อํานวยความสะดวกผิดไหม ประเด็นวันนั้นถ้อยคําเหล่านี้ไม่มี การชี้แจงในที่ประชุม ผมก็คิดว่าถ้าอย่างนี้มันอาจจะมองในมุมกลับก็ไม่เป็นธรรมกับนักกีฬาได้ นักกีฬาเขาอยู่ข้างใน เขาไม่รู้เลยว่าข้างนอกอะไรเกิดขึ้น อยู่ ๆ ไม่รู้มีใครซึ่งกฎหมายนี้ ตีความว่ามันกว้างเกินไปแล้วไม่ให้เขาเข้าไปตรวจ อันนี้ล่ะครับผมกลัวว่ามันจะเป็นผลร้าย กับนักกีฬา ในมุมกลับกันที่เขาไม่รู้ เขานอนอยู่ในห้อง เขารอการตรวจ อยู่ ๆ ฝ่ายหนึ่งบอกว่า มีคนมาขัดขวาง แล้วเขาไม่รู้ว่าคนนั้นเกิดอะไรขึ้นข้างนอก อยู่ ๆ ก็บอกว่าเข้าไปตรวจไม่ได้ เพราะติดโดป เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่บอกว่าถ้าใครขัดขวางมีโทษไหม ต้องเขียนไว้ ให้ชัดเจน แต่ว่าถ้ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ยืนยันว่าเขียนกฎหมายอย่างนี้ถูกต้องแล้ว ผมเสียงส่วนน้อยไม่เป็นอะไร ผมไม่ติดใจท่านประธาน แต่ว่าผมได้อภิปรายเป็นข้อสังเกต ของกฎหมายฉบับนี้เอาไว้แล้วว่ากฎหมายฉบับนี้ในทางปฏิบัติมีปัญหาครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ก็ถือว่าในมาตรานี้ท่านนิพนธ์คือขอสงวนความเห็นไว้นะครับ ไม่ติดใจ เมื่อท่านนิพนธ์ไม่ติดใจแล้วผมจะได้ผ่าน เชิญท่านอภิชาตครับ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานมีนิดเดียวครับ ผม อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ก็คือเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ กฎหมายมาตรา ๓๑ เป็นเรื่องที่ว่า ด้วยตัวบุคคลนะครับ แต่ท่านมีคําว่า สมาคมกีฬา เข้าไป สมาคมกีฬาเป็นนิติบุคคลนะครับ เพราะฉะนั้นเจตนารมณ์ของกฎหมายในมาตรานี้ก็คือให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมีหน้าที่อํานวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งปฏิบัติตาม มาตรา ๒๙ ถามว่าสมาคมกีฬาคือใครครับ สมาคมกีฬาก็คือสมาคมที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง ตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย มันไม่ใช่คนนะครับ กฎหมายมาตรานี้ต้องการ ระบุที่ตัวบุคคลและบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาก็รวมเอาคณะกรรมการบริหารสมาคมอยู่แล้ว ซึ่งต้องปฏิบัติตามมาตรานี้ ผมถึงบอกว่าเพราะเราไปแก้ไขในมาตรา ๓ เพราะฉะนั้น ในมาตรานี้คําว่า สมาคมกีฬา ก็ไม่จําเป็นที่จะต้องปรากฏอยู่แล้ว บุคคลซึ่งต้องมีหน้าที่ ในการอํานวยความสะดวกก็คือคณะกรรมการบริหารสมาคม และบุคคลซึ่งสนับสนุน การกีฬา และนักกีฬา และบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ซึ่งครอบคลุมทั้งหมดอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ตัดคําว่า สมาคมกีฬา ออกเถอะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ท่านอภิชาต ไม่ได้นะครับ เพราะไม่มีใครขอสงวนความเห็นไว้ในกรรมาธิการ มันก็ต้องคงไว้ ท่านนิพนธ์ไม่ติดใจที่สงวนความเห็นไว้ก็ผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อไป มาตรา ๓๒

นายจเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

มาตรา ๓๒ ไม่มีการแก้ไข มีผู้แปรญัตติขอสงวนคําแปรญัตติ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านอภิชาตครับที่ขอแปรญัตติไว้

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้มีโอกาสในการแปรญัตติในมาตรา ๓๒ อีกครั้งหนึ่งนะครับ ก็ฝากมาตรา ๓๑ นะครับ ว่านี่คือข้อบกพร่องในการทําหน้าที่ของท่าน ที่ดูไม่ละเอียด และต้องพึงระวังไว้ว่าลักษณะเช่นนี้จะทําให้เกิดปัญหาต่อไปในอนาคต ในมาตรา ๓๒ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา เดิมนั้นผมได้แปรญัตติโดยตัดความในมาตรา ๒๙ ออกไป ก็คือไม่ให้อํานาจของพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บตัวอย่างนอกการแข่งขันกีฬา ไม่ให้ มีหนังสือเรียกบุคคลใด เมื่อทางคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้แก้ไขตามที่ผมแปรญัตติ และที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมสภาแห่งนี้ก็ยังให้คงไว้ตามบทบัญญัติเดิม ผมก็ไม่ติดใจ เพียงแต่จะตั้งข้อสังเกตไว้ว่ามาตรา ๓๒ เป็นกฎหมายที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐที่จะไป ปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดิน เขาไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อตัวเองหรอกครับ เพื่อแผ่นดิน เพราะฉะนั้น การที่เขียนบัญญัติให้เขาเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญานั้น มันมีผล ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือว่าในตัวของสําหรับบุคคลทั่วไป ซึ่งถ้าหากว่าไปเกิดมีกรณีอะไรกับเจ้าพนักงาน ของรัฐตามประมวลกฎหมายอาญา โทษเขานี่รุนแรงกว่าปกติ โทษเขารุนแรงกว่าการไป ปฏิบัติกับคนปกติเพราะไปขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมาย อาญา แต่ขณะเดียวกันกฎหมายอาญาก็มีความเป็นธรรมที่ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็น เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาไปทําผิดอะไรจากการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ให้เกิด ความเสียหายกับบุคคลอื่น เขาก็ต้องรับโทษมากกว่าคนปกติเช่นกันนะครับ นี่เป็น ๒ ด้าน ที่จําเป็นจะต้องถ่วงดุล เพราะฉะนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการยังคงยืนยันความในมาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ ซึ่งผมให้ตัดแล้ว ผมก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปขัดขวางในมาตรา ๓๒ กระผมก็ไม่ติดใจในการแปรญัตติครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าไม่ติดใจผ่านนะครับ เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ

นายจเร พันธุ์เปรื่อง รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ปฏิบัติหน้าที่แทน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

หมวด ๔ บทกําหนดโทษ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ ไม่มีการแก้ไข

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบการพิจารณาเรียงตามมาตราแล้วนะครับ ต่อไปเป็นการพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุป อีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ ท่านสมาชิกท่านใดจะแก้ไขถ้อยคําไหมครับ ท่านบุญยอด

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ในวาระที่สามผมก็จะได้ทําหน้าที่เพียงแค่ตรวจสอบถ้อยคํา

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ยังไม่ถึงวาระที่สาม วาระที่สองก่อนนะครับ มีท่านจะตรวจสอบถ้อยคําไหมครับ วาระที่สามเราจะลงมติ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ขออภัยครับท่านประธาน วาระที่สอง การตรวจสอบถ้อยคํานะครับ ก็ตรวจสอบข้อความในมาตรา ๓๑ ที่ท่านระบุว่าจะให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา สมาคมกีฬา แต่สมาคมกีฬาในมาตรา ๓ ซึ่งได้ระบุไว้นั้นเป็น สมาคมที่ได้ให้คํานิยามไว้ท่านประธานว่าเป็นสมาคมที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมาย ว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย ผมว่าถ้อยคํานี้ไม่สามารถระบุในมาตรา ๓๑ ได้ เพราะไม่ได้ เป็นบุคคล ก็ขอให้ท่านกรรมาธิการตัดทิ้งครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านกรรมาธิการดูสิครับ ถ้าท่านยืนยันก็เชิญท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยครับ เชิญครับ ถ้าท่านยืนยัน

นายกนกพันธุ์ จุลเกษม กรรมาธิการ

ยืนยันครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ถือว่าเอาตามร่างที่เราพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่า จะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ในวาระที่สาม ก่อนจะลงมติเห็นชอบนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องประชุม ในคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ขอความกรุณาเชิญเข้า ห้องประชุมเพื่อที่จะลงมติในวาระที่สามของร่างพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้าม ทางการกีฬา พ.ศ. .... นะครับ ก่อนจะลงมตินะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เรียบร้อยนะครับ เดี๋ยวผมขอความกรุณาเชิญท่านแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ลงมติในวาระที่สาม ขอเชิญกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เรียบร้อยนะครับ เชิญส่งผล ๒๗๙ ท่าน

ต่อไปผมจะขอถามมติในวาระที่สามว่าท่านผู้ใดเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ให้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นชอบให้กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงให้กดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญออกเสียงลงคะแนนได้ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ลงคะแนนมีไหมครับ ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ เชิญท่านสาทิตย์ เรียบร้อยนะครับ เจ้าหน้าที่ส่งผล มีเห็นด้วย ๓๙๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ

ผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทุกท่านนะครับ ท่านกรรมาธิการจะแถลง อะไรไหม เชิญครับนิดหนึ่ง

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ ผู้แปรญัตติ แล้วก็ผู้ให้ความเห็นทุกท่านนะครับ ขอเรียนว่า กฎหมายควบคุมการใช้สารต้องห้ามเป็นกฎหมายที่ทุกประเทศขณะนี้กําลังจะต้องออก เพื่อรองรับในการแข่งขันกีฬาระดับโลก ขอเรียนว่าถ้าเกิดในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศบราซิลครับ ถ้าเราไม่ออกกฎหมายนี้ประเทศนั้นเขาจะไม่ให้ส่ง ในลอนดอนเกมส์ หรือการแข่งขันที่ประเทศอังกฤษยังอนุญาตให้ส่งนักกีฬาเข้าแข่งขันอยู่ แต่ถ้าเกิดว่า ประเทศบราซิลเขาจะไม่ให้เข้าแข่งขันก็ขออนุญาตกราบเรียนดังนี้ อีกอย่างก็คือเรื่อง กฎหมายฉบับนี้ตามที่ท่านรองประธาน ได้พูดถึงว่าอาจจะเป็นกฎหมายที่ประหลาด ผมขอเรียนนะครับได้ฝากสภาสักนิดครับท่านประธาน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้จริง ๆ แล้วมีทั้งพรรครัฐบาลแล้วก็พรรคฝ่ายค้าน เรามีทางรัฐบาล เข้าไปเป็นกรรมาธิการเป็นรองนายกรัฐมนตรีถึง ๒ ท่านครับ ในมติของคณะกรรมาธิการ เราเลือกท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานครับ แต่เรียนตรง ๆ ว่าท่านรองนายกรัฐมนตรี อาจจะติดภารกิจจนไม่มีโอกาสได้เข้ามาประชุมเลย ผมเองเป็นรองประธานอยู่ทําหน้าที่ จนเสร็จสิ้นทุกมาตรา วันนั้นคณะกรรมาธิการก็เลยมีมติให้ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ก็เรียนว่าจริง ๆ แล้วผมอาจจะเป็น ส.ส. พรรคฝ่ายค้าน แต่ก็ด้วยความตั้งใจจริง ๆ นะครับ ต้องการทํากฎหมายฉบับนี้ ก็เรียนว่าอย่าเป็นกฎหมายประหลาดเลย

ส่วนที่ ๒ ในการตั้งกรรมาธิการของฝ่ายรัฐบาลไม่ตั้งฝ่ายกฎหมายเข้าไปเลย ผมขอเรียนว่าต่อไปถ้าเกิดกรณีมีกฎหมายที่ทางรัฐบาลนําเสนอเข้าไปก็ขอให้ตั้งฝ่ายกฎหมาย เพื่อเป็นที่ปรึกษาให้กับคณะกรรมาธิการด้วย มิฉะนั้นกฎหมายในการทําไปอาจจะมี ข้อบกพร่องได้ ก็ขออนุญาตขอบคุณทุกท่านครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ

ต่อไปเรื่องที่ ๔.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เดี๋ยวผมขออ่านรายงานนี้ให้จบก่อนแล้วท่านค่อย หารือได้ไหมครับ เดี๋ยวผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบก่อนครับ เดี๋ยวจะให้คุณหมอต่อจากนี้ครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ แล้วที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้ ลงมติ เดี๋ยวให้ผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบก่อนสิครับ เดี๋ยวผมจะให้หารืออย่างไรครับ เดี๋ยวผม จะแจ้งให้ท่านทราบอย่างไร ก็ยังไม่เข้าวาระการประชุม แล้วผมจะแจ้งให้ทราบอย่างไร ผมเข้าวาระแล้วผมจะแจ้งให้ท่านทราบอย่างไร แล้วท่านจะหารืออะไร เดี๋ยวผมจะให้หารือ อย่างไร และที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เสร็จแล้วในวันนี้

เชิญคุณหมอสุกิจครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ น่าเสียดายที่ท่านประธานชิงพูด ไปก่อนแล้วนะครับ ที่จริงแล้ว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คุณหมอครับผมเป็นประธาน ผมมีหน้าที่จะต้องแจ้งตามวาระการประชุมนะครับ ถ้าคุณหมอ บอกน่าเสียดาย มันไม่ใช่น่าเสียดาย ผมปฏิบัติตามข้อบังคับทุกอย่าง คุณหมอจะปรึกษา เรื่องอะไรก็เชิญนะครับ ขอความกรุณานะครับ ถ้ามาพูดอย่างนี้ไม่เหมาะนะครับ จะปรึกษา เรื่องอะไร เชิญครับ ในเรื่องที่ผมกําลังพิจารณา

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานทําหน้าที่ดีมาตลอด ผมกําลัง จะชมท่านประธานอยู่ คือจะเรียนถามท่านประธานเรื่องกฎเกณฑ์ของการบรรจุระเบียบวาระ การประชุม ตามความเป็นจริงตามหลักแล้วตอนนี้เรากําลังอยู่ในเรื่องที่คณะกรรมาธิการ พิจารณาเสร็จแล้ว ตามหลักแล้วเมื่อคณะกรรมาธิการคณะไหนทําเสร็จแล้วก็จะต้องส่งเรื่อง เข้าสู่ที่ประชุมก็คือเสนอต่อท่านประธานนะครับ แล้วเรื่องไหนเสนอก่อนก็ควรจะได้รับ การบรรจุก่อน แต่ปรากฏว่าเมื่อมาดูตามระเบียบวาระต่อจากนี้ไปนะครับ ท่านประธานครับ ผมจะชี้ให้เห็นว่าระเบียบวาระถัดไปจากนี้ที่ท่านประธานอ่าน ที่ผมใช้คําว่าท่านชิงอ่านไปแล้ว อันนี้มาขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๗ แล้วลงมติกันตอนเกือบเที่ยงคืนแล้วครับ วันที่ ๒๗ นะครับ ท่านประธานท่านจําไว้ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าจะเสนอต่อท่านประธานได้ ก็ต้องวันที่ ๒๘ หรือวันที่ ๒๗ ดึก ๆ แต่ในขณะที่วาระที่ท่านบรรจุไว้ที่ ๔.๔ คือร่างพระราชบัญญัติกําหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชนโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายเฉลิมรัชมงคล ในท้องที่เขตห้วยขวาง เขตวัฒนา และเขตสาทร กรุงเทพมหานคร พ.ศ. .... ผู้เสนอได้เสนอเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม แล้ววาระที่ท่านได้บรรจุไว้ ๔.๓ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ได้เสนอเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ท่านก็จะเห็นนะครับว่าทั้ง ๒ วาระนี้น่าจะได้รับการบรรจุก่อน รายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่ท่านอ่านไปแล้วนะครับ ฉะนั้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานนะครับ อยากจะเรียนถามท่านประธาน ว่าท่านใช้กฎเกณฑ์อะไรในการเรียงลําดับวาระการประชุม ท่านตอบผมด้วยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้คุณหมอครับ ทางท่านประธานได้แบ่งงานอย่างนี้ครับ ผมรับผิดชอบด้านกฎหมาย ทั้งหมดของสภา ท่านรองประธาน คนที่สอง ดูแลเรื่องญัตติ กระทู้ถามนะครับ เวลากฎหมาย ที่ท่านเสนอทั้งหลายนี้หรือบุคคลภายนอกเสนอตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือรัฐบาลที่เสนอ กฎหมายให้สภาพิจารณา ในการสั่ง พวกผมก็จะสามารถสั่งให้ได้ทันที ขอให้ถูกต้อง ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่การบรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่องของท่านประธานตามข้อบังคับ ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อส่งมาภายใน ๗ วัน เราจะต้องรีบบรรจุระเบียบวาระให้กับท่านเลย ทีนี้ท่านถามผมมาว่ามีหลักเกณฑ์ ขั้นตอน วิธีการอะไรในการที่จะลําดับ ถูกต้องไหมครับ อันนี้เป็นอํานาจและดุลยพินิจของท่านประธานสมศักดิ์ครับ ฉะนั้นผมตอบข้อซักถาม ข้อสงสัยของท่าน

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม หมอสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านไม่ได้ตอบที่ผมถามนะครับ ท่านก็อยู่ในฐานะ ตอนนี้ท่านนั่งเป็นประธาน แล้วจะให้ผม ไปถามท่านประธานสมศักดิ์

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้นะครับ เดี๋ยวผมชี้แจงเพิ่มเติม ถ้าท่านอยากจะได้คําตอบก็คือว่าเวลาที่ผมสั่งก็ดี ท่านรองประธาน คนที่สอง สั่งก็ดี ผมก็ไม่ทราบว่าอันไหนมาก่อน มาหลัง อย่างของผมนี่ ผมก็จะพิจารณาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าร่างแต่ละร่างหรือญัตติแต่ละญัตติ กระทู้ถามแต่ละ กระทู้ถามของท่านรองประธาน คนที่สอง จะเข้ามาตอนไหน เมื่อสั่งลงไปแล้วขั้นตอนต่อไป ก็คือทางธุรการจะต้องรายงานท่านประธาน เมื่อรายงานบางครั้งมันอาจจะมาก่อนแต่ยังไม่สั่งครับ ยังไม่มีการสั่ง แต่ถ้าสั่งไปแล้วงานก็จะเดินไปตามขั้นตอนทางธุรการนะครับ แล้วข้อบังคับ ก็คือว่าสุดท้ายก็คืออํานาจของท่านประธานนั่นละครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

ท่านประธานครับ สรุปก็คือไม่ได้มีกฎเกณฑ์ อะไรเลยใช่ไหมครับ บรรจุตามความประสงค์ของท่านประธานใช่ไหมครับ วันนี้ท่านประธาน อยากเอาเรื่องปรองดองขึ้นมาเพราะว่ามันเข้าทาง ได้ผลประโยชน์ ได้ผลประโยชน์กับรัฐบาล กับใครบางคน ท่านก็เอามาบรรจุก่อนอย่างนั้นใช่ไหมครับ ถ้าท่านตอบอย่างนั้นผมไม่ข้องใจ เลยครับ ผมนั่งเลยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือมันก็เป็นตามระบบนะครับ ผมขอดําเนินการต่อนะครับ เรื่องนี้ขอแจ้งท่านสมาชิกทุกท่าน ได้ทราบ เนื่องจากว่าทางท่านผู้แทนของวิป ของท่านอาจารย์รัชฎาภรณ์ได้แจ้งมาเมื่อวานนี้ อยากจะขอให้มีการถ่ายทอดนะครับ ท่านประธานได้สั่งอนุญาตให้มีการถ่ายทอดสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยตามข้อบังคับ ข้อ ๑๑ วรรคสอง จนเสร็จสิ้นการพิจารณาในวาระนี้ แจ้งให้ที่ประชุมได้ทราบ เวลาอภิปรายท่านสมาชิกทั้งหลายขอให้ผ่านวิปแล้วก็ให้วิป ส่งรายชื่อมา จะพิจารณาตามรายชื่อที่ทั้ง ๒ ฝ่ายที่ได้ตกลงกัน

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ก่อนจะมีการแถลง ท่านจุรินทร์ครับ จะเอาอย่างไรครับ จะให้ชี้ตามยกมือหรือส่งชื่อเข้ามาครับ ผมจะได้วางแนวทางให้ท่านประธานอื่นได้ปฏิบัติได้ถูก

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ พวกกระผม ที่ประสงค์จะอภิปรายจะใช้วิธียกมือในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ กรรมาธิการพร้อมหรือยังครับ ถ้าพร้อมเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แถลง

พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ

ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๔ ปีที่ ๑ ครั้งที่ ๑๘ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ และครั้งที่ ๑๙ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพฤหัสบดีที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ (พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นผู้เสนอ) และญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของคนในชาติ (นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นผู้เสนอ) และลงมติแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติ ตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๔๑ และข้อ ๔๒ ท่านประธานครับ จากเหตุการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในประเทศ ที่ผ่านมาจนนําไปสู่ความสูญเสียอย่างประมาณค่ามิได้ต่อสังคมไทยและประเทศไทย ทําให้สังคมไทยที่เคยเป็นสังคมแห่งความรัก ความสามัคคี และมีเมตตาธรรม อันเป็นคุณธรรมประจําชาติมาช้านานกลายเป็นสังคมแห่งความหวาดระแวง มีแต่การเอาชนะ สังคมมีแต่ความรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง ของประเทศ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าภัยอันตรายยิ่งกว่าความเป็นชาติ ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎร ได้ตระหนักถึงภยันตรายอันเนื่องมาจากความขัดแย้งดังกล่าว จึงได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อดําเนินการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เนื่องจาก เห็นว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้สั่งสมมานานจนเกิดความร้าวลึกในสังคมไทยเรา และยากเกินกว่าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาโดยลําพังได้ ด้วยเหตุผลประการสําคัญ คือเป็นความขัดแย้งทางความคิดที่ทุกฝ่ายล้วนมีเจตนาดีต่อชาติ บ้านเมืองทั้งสิ้น ประกอบกับได้เกิดเหตุการณ์สําคัญที่จะมีผลกระทบต่ออนาคตทางเศรษฐกิจ ของประเทศ ได้แก่ การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญในประเทศเพื่อนบ้านและการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ในโลกตะวันตกที่เป็นคู่ค้าและนักลงทุนรายสําคัญของประเทศทําให้ประเทศไทยจําเป็นต้อง มีการปรองดอง ฟื้นความสงบสุขและความเชื่อมั่นของคนไทยในชาติ รวมทั้งนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศให้กลับคืนมาเพื่อสร้างความมั่นคง และเพิ่มอํานาจการแข่งขันของประเทศ เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าการแก้ไขปัญหา วิกฤติทางเศรษฐกิจ การรักษาความมั่นคงแห่งรัฐ และการพัฒนาประเทศไม่อาจดําเนินการ ไปได้ ท่ามกลางความขัดแย้งและความแตกแยกในสังคมเช่นนี้ ท่านประธานครับ จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการพบว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของประเทศในระดับ สูงสุด ทําให้ประเทศชาติขาดความมั่นคง การสูญเสียอํานาจการแข่งขันทางเศรษฐกิจ อย่างรุนแรง จําเป็นที่ประเทศไทยจะต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยเร็วที่สุด ในขณะที่ ทุกภาคส่วนของสังคมต่างก็ต้องการให้ประเทศไทยยุติความขัดแย้งโดยเร็วเพื่อสร้าง กระบวนการปรองดองอย่างยั่งยืนต่อไปเช่นกัน ปัจจัยสําคัญที่นําพาประเทศชาติก้าวข้าม ความขัดแย้งครั้งนี้ไปสู่การปรองดอง คือการใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน แต่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักนิติธรรมเพื่อการคืนความถูกต้องและความชอบธรรมให้กับ ทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอันเป็นไปตามนิติประเพณี ที่ประเทศไทยและนานาประเทศใช้เป็นเครื่องมือในการยุติความขัดแย้งจึงจะทําให้เกิด การยอมรับจากทุกฝ่าย และนําไปสู่ความปรองดองได้ในที่สุด แนวทางดังกล่าวคือแนวทาง ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้จะใช้ในการสร้างความปรองดองแห่งชาติ คณะกรรมาธิการ จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ระมัดระวังที่จะไม่ให้ กระทําการใด ๆ ที่อาจกระทบกระเทือนถึงบรรยากาศการปรองดองของประเทศ ทุกฝ่ายในสังคม จะต้องร่วมมือกันบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี เคารพในความเห็นต่าง และไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา การยุติความขัดแย้งและสร้างความปรองดอง ทําให้เกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน และเป็นปัญหาของทุกคนในสังคมที่ล้วนมีบทบาทสําคัญ ในการนําพาประเทศไทยไปสู่ความปรองดองด้วยกันทั้งสิ้น เพื่อให้สังคมไทยได้กลับคืน สู่สังคมแห่งการรักสงบ มีความเอื้ออาทรต่อกัน รู้รักสามัคคี และเป็นสังคมที่มีเมตตาธรรม ที่พร้อมจะให้อภัยซึ่งกันและกัน อันเป็นคุณธรรมประจําชาติมาช้านาน เพื่อความผาสุก และความเจริญของชาติบ้านเมือง อันเป็นที่ปรารถนาของคนทุกคนในชาติต่อไป

บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานผลการพิจารณาพร้อมข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาในการสร้างความปรองดอง ให้เกิดขึ้น โดยมุ่งหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันพิจารณา หาแนวทางในการสร้างความปรองดองในสังคมไทยให้เกิดขึ้นเพื่อเสนอเป็นแนวทาง ในการสร้างความปรองดองต่อไป รายละเอียดปรากฏตามรายงานที่ได้แจกให้กับสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรทุกท่านแล้ว ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเชน ท่านแรกครับ

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตท่านประธานว่าผมขอนําคําแถลงการณ์ ของสถาบันพระปกเกล้าเรื่องรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ขออนุญาต เพื่อความสมบูรณ์ในการนําเสนอของท่านประธานคณะกรรมาธิการ เพราะเมื่อวานนี้ว่าที่จริง ถ้าท่านประธานสมศักดิ์อยู่ในที่ประชุม ผมคิดว่าท่านประธานสมศักดิ์ก็น่าที่จะนําเสนอ ในเรื่องแถลงการณ์ เพราะว่าท่านเองเป็นผู้ที่ร่วมในการแก้ไขแล้วก็ทําแถลงการณ์ของสถาบัน พระปกเกล้าด้วยเมื่อวานนี้ ผมขออนุญาตท่านประธานเพื่อท่านสมาชิกและผู้ที่รับฟังอยู่ ทางบ้านจะได้เข้าใจร่วมกันด้วยว่ารายงานการวิจัยสถาบันพระปกเกล้าที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้นําเสนอต่อสภาในวันนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แล้วมีเจตจํานงอย่างไร เพื่อประกอบความเข้าใจ แล้วก็เพื่อการตัดสินใจของสมาชิกร่วมกันครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่างนี้ได้ไหมครับท่านเชน พอท่านเสร็จแล้วผมขอ แล้ว ผมจะสําเนาให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านเลยได้ไหมครับ

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

ได้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

โอเค เชิญครับ

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

แถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้า เรื่องรายงานการวิจัย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะท่านเชน มีสําเนาท่านขอถ่ายไปก่อนได้ไหม กว่าท่านสมาชิกไปถ่ายตั้ง ๕๐๐ แผ่น

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

ได้ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ไปเอาเอกสารกับท่านเชนมาก่อนแล้วไปถ่าย พอท่านแถลงจบแล้วค่อยแจกเอกสาร เดี๋ยวท่านสมาชิกไม่มีสมาธิอ่าน ขอบคุณมากครับ เชิญต่อครับ

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ แถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้า เรื่องรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ

ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่คณะผู้วิจัยได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง แห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรไปตามที่คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ขอให้ศึกษาแล้วนั้น สถาบัน พระปกเกล้าขอแถลงข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะทางออกเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศของ ความปรองดองในชาติดังนี้

ข้อ ๑ หน้าที่ในการทําการวิจัยที่คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สถาบันใช้เงินสถาบัน สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ภายใต้การกํากับดูแลของประธานรัฐสภา และมีหน้าที่ ตามมาตรา ๖ (๘) ซึ่งบัญญัติไว้ว่าให้สถาบันพระปกเกล้าส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา ดังนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญมีมติเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ให้สถาบัน พระปกเกล้าทําการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยตั้งคําถามว่าอะไร คือปัจจัยหรือกระบวนการที่ทําให้การปรองดองแห่งชาติประสบความสําเร็จ สถาบันพระปกเกล้า จึงนําเรื่องเสนอสภาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพิจารณาคําขอดังกล่าว สภาสถาบันพระปกเกล้า ได้อนุมัติให้ดําเนินการโดยใช้งบประมาณของสถาบันเอง การดําเนินการวิจัยดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ส่งเสริมวิชาการรัฐสภาตามหน้าที่ของสถาบันในกฎหมาย โดยไม่มีการรับจ้าง ดังที่วิพากษ์วิจารณ์กันแต่อย่างใด ดังนั้นลิขสิทธิ์ของรายงานฉบับดังกล่าว จึงเป็นของสถาบัน พระปกเกล้าตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ข้อ ๒ การรับทํางานวิจัยได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วจากสภาสถาบัน พระปกเกล้า เนื่องจากว่าการขอให้ทํางานวิจัยดังกล่าวสถาบันไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ และผลการวิจัยมีผลกระทบทางการเมือง สถาบันจึงนําคําของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาสถาบันในการประชุมสภาสถาบัน ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สภาสถาบันซึ่งประกอบด้วย ประธานรัฐสภาเป็น ประธานสภาสถาบัน ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานกรรมการโดยตําแหน่ง ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการ สามัญวุฒิสภา ๑ คน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีก ๑๑ คน โดยมีเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นกรรมการและเลขานุการ ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วมีมติให้รับทําการศึกษา โดยมีข้อสังเกตหลายประการ อาทิ ได้ขยายเวลาจาก ๓๐ วัน เป็น ๑๒๐ วัน ให้ดําเนินการ โดยอิสระและมีเสรีภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง มิให้ยกร่างกฎหมายเสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งสถาบันก็ได้ดําเนินตามข้อสังเกตดังกล่าวทุกประการ

ข้อ ๓ รายงานการวิจัยเป็นเสรีภาพทางวิชาการและความรับผิดชอบของ คณะผู้วิจัย เมื่อได้ทําการศึกษาแล้วสถาบันก็แต่งตั้งคณะผู้วิจัยขึ้นตามกระบวนการปกติ ที่เคยปฏิบัติมาประกอบด้วยผู้วิจัย ๒๐ คน โดยมีรองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เป็นหัวหน้าคณะ ใช้เวลาศึกษา ๑๒๐ วัน ตามกรอบเวลาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญขอ เมื่อมีการทักท้วงและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันก็ได้ลงไปตรวจสอบทั้งระเบียบวิธีวิจัย และเนื้อหาสารัตถะของรายงานการวิจัยและข้อเสนอก็พบว่ากระบวนการดําเนินงานดังกล่าว มีความถูกต้องตามหลักวิชาการควรแก่กรณี แม้ว่าเลขาธิการจะขอให้คณะผู้วิจัยนําข้อท้วงติง ของทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบแล้ว คณะผู้วิจัยก็ได้ปรับแก้บางส่วนแต่ยังคงยืนยันผลวิจัย โดยเฉพาะข้อที่ว่าปัจจุบันบรรยากาศความปรองดองยังไม่เกิด เพราะทุกฝ่ายยังมีพฤติกรรม และมีท่าทีเหมือนเดิม คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการสร้างบรรยากาศความปรองดองทั้งระดับบน คือในฝ่ายการเมือง และระดับล่างคือประชาชนทั้งประเทศด้วยการจัดพูดคุยหาทางออก ร่วมกัน จนมีฉันทามติในระดับความเหมาะสม โดยนําข้อเสนอที่ได้จากการสัมภาษณ์ของ ผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นประเด็นในการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน คณะผู้วิจัยยืนยันว่าข้อเสนอ ดังกล่าวไม่ใช่ข้อสรุปที่จะนําไปปฏิบัติทันทีแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคม คณะผู้วิจัยจึงทําหนังสือแถลงจุดยืนต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ และได้เตือนในหนังสือดังกล่าวว่า การรวบรัดใช้เสียงข้างมากโดยไม่ทํา ตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัย จะนําไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้ การยืนยัน ผลการวิจัยของคณะผู้วิจัยดังกล่าวจึงเป็นอิสระและเสรีทางวิชาการ ซึ่งมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ ที่สถาบันและผู้ใดก็มิอาจก้าวล่วงได้

ข้อ ๔ สถาบันไม่จําเป็นต้องเห็นพ้องกับงานวิจัย และในฐานะผู้เป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ในงานวิจัย สถาบันทรงไว้ซึ่งสิทธิในการให้ใช้หรือของานวิจัยกลับคืนได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามความเห็นและข้อเสนอในรายงานการวิจัยหรืองานวิชาการอื่น ซึ่งสถาบันได้ จัดทําทุกเรื่อง ตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันมาจนถึงการวิจัยนี้ ย่อมเป็นความเห็นของผู้วิจัยเอง สถาบันไม่จําเป็นต้องเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อลิขสิทธิ์เป็นของสถาบันตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ สถาบันก็ทรงไว้ซึ่งอํานาจในการขอรายงานการวิจัย ดังกล่าวกลับคืน และห้ามทําซ้ําหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามมาตรา ๒๗ โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือกนํารายงานบางส่วนไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองและอาจเกิด ความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น หรือมีการรวบรัดนําประเด็นซึ่งผู้วิจัยให้นําไปพูดแสวงหา ทางออกร่วมกันไปปฏิบัติทันที โดยไม่ได้นําไปพูดคุยกว้างขวางทั่วประเทศ

ข้อที่ ๕ ทางออกเพื่อความปรองดองแห่งชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร พึงมีมติในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งอาจจะ นําไปสู่ความรุนแรงและเพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ สถาบัน จึงเสนอให้

ข้อ ๑ คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอสภาผู้แทนราษฎรและสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมากควรมีมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งอ้างอิงผลงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไว้ชั้นหนึ่งก่อน และขยายอายุคณะกรรมาธิการ วิสามัญออกไปจนสิ้นสมัยประชุมสามัญสมัยหน้าเป็นอย่างน้อย และให้นํารายงานดังกล่าวไป จัดพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับประชาชนทั่วประเทศ อย่างกว้างขวางโดยไม่เร่งรีบ รวบรัด เลือกนําเข้าเสนอที่ตนหรือพรรคของตนได้ประโยชน์ ไปปฏิบัติทั้งที่ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นที่นักวิจัยเสนอให้นําไปพูดคุยหาทางออกจน ได้ข้อยุติร่วมกันเท่านั้น

ข้อ ๒ ขอให้พรรคฝ่ายค้านและคนไทยทุกกลุ่มที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวไป ข้างหน้าด้วยความปรองดองโดยมีภราดรภาพต่อกัน ให้ความร่วมมือในการพูดคุยหาทางออก ร่วมกันทํานองสุนทรียสนทนา หรือการเสวนาที่สร้างสรรค์เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน นี้ลง

ข้อ ๓ ขอร้องให้สื่อมวลชนรายงานข่าวให้ครบถ้วนเพื่อความปรองดอง อย่างแท้จริง

ข้อ ๔ ขอร้องให้ประชาชนอย่างเพิ่งเชื่อคําพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกว่า จะได้อ่านรายงานการวิจัยฉบับย่อ และรายงานการวิจัยฉบับเต็มรูปแบบใน www.kpi.ac.th แล้วจึงค่อยตัดสินใจตามหลักกาลามสูตร

สถาบันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาอย่างแท้จริง หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติตามข้อเสนอในข้อ ๑ สถาบันก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ กับคณะกรรมาธิการวิสามัญในการเปิดเวทีพูดคุยหาทางออกทั่วประเทศ โดยเฉพาะผ่าน ศูนย์การเมืองภาคพลเมืองของสถาบันซึ่งมี ๔๘ จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับรายงานและแจ้ง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ดังนั้นข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ อันจะนําไปสู่ความสับสนของประชาชนและนําไปสู่สงครามความปรองดอง อันเป็นการ สถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะขึ้น ทั้งที่ยังเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งและความรุนแรง สถาบันก็มีความเสียใจที่จะขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับคืนมา และหากผู้ใดจะทําซ้ํา ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชน จะต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากสถาบันก่อน

สถาบันเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นความสงบและปรองดอง ในบ้านเมือง จึงขอเรียกร้องให้ผู้แทนปวงชนทุกฝ่ายตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยใช้วิจารณญาณที่รอบคอบ ปราศจากมานะทิฐิ และประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนพรรค อย่างแท้จริง สถาบันพระปกเกล้าวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวเจ้าหน้าที่แจกคําแถลงทั้งหมดที่ท่านเชนได้กล่าว เชิญท่านเชนต่อครับ

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี 🔗

ท่านประธานครับ จากที่ผมได้เรียน กับท่านประธานนะครับ ผมคิดว่าถ้าท่านประธานสมศักดิ์อยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ท่านคงได้ มีโอกาสชี้แจง เพราะท่านได้มีโอกาสรับฟังทั้งผู้วิจัย รวมทั้งกรรมการสภาสถาบันซึ่งร่วมกัน ประชุมเมื่อวานนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้วิจัยก็ชี้แจงข้อจํากัดที่ทําการวิจัย แล้วเหตุผล ที่การรับงานวิจัยของคณะกรรมาธิการ เดิมกรรมาธิการกําหนดว่าให้ทําการวิจัยเพียง ๓๐ วัน ซึ่งทางกรรมการสถาบันเองก็เห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้เพราะว่าเวลา ๓๐ วันสําหรับการทําวิจัย ในเรื่องการปรองดองในความขัดแย้งของประเทศไทยที่สะสมมานาน มันเป็นไปไม่ได้จริง ๆ แต่ว่าโดยความคิดว่าเป็นหน้าที่ที่พวกเราต้องกระทําก็เลยอนุมัติโดยใช้เงินของสถาบัน ซึ่งเจียดจากงบประมาณที่มีอยู่อย่างจํากัดอยู่แล้ว คณะผู้วิจัยก็ไปวิจัยโดยเราใช้ขอบเขตว่า ไม่จําเป็นจะต้องไปอยู่ที่ ๓๐ วัน ตามที่กรรมาธิการต้องการ แต่ว่าให้ขยายไปเป็น ๑๘๐ วัน แต่ว่าผู้วิจัยได้ทําเสร็จในเวลา ๑๒๐ วัน แล้วก็นําเสนอสู่คณะกรรมาธิการตามที่พวกเรา ได้ทราบอยู่แล้วนั้นนะครับ ผมก็แปลกใจว่าวันนี้คิดว่าทางท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญจะนําเรื่องนี้เข้ามาเรียนกับที่ประชุมแห่งนี้ด้วย แต่ว่าโดยข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่าท่านคงทราบดีนะครับว่าโดยข้อจํากัดการใช้งบประมาณ การวิจัยครั้งนี้เพียง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท รวมทั้งการเสียค่าเครื่องบินเดินทางไปสัมภาษณ์ ผู้ขัดแย้งบางคนที่ต่างประเทศด้วย ด้วยเงินของสถาบันของเจ้าหน้าที่ของสถาบัน อันนี้เป็น ข้อจํากัดที่ทุกคนทราบอยู่แล้ว ก็ต้องยอมรับนะครับ ถ้าหากว่าสภาแห่งนี้คงจําเป็นจะต้อง พิจารณาตามมูลเหตุและปัจจัยที่ผู้วิจัยได้ทําและนําเสนอต่อสภา เมื่อท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญได้รีบนําเรื่องนี้เสนอสภาขึ้นมาก็เป็นเรื่องที่ร้อนใจของสถาบัน เป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าข้อเสนอของสถาบันนี้ไม่ได้มีความประสงค์ที่จะให้สรุปเป็นข้อตัดสินใจ แต่ว่าให้นําเอาข้อสังเกตต่าง ๆ ข้อสังเกตบางข้อนะครับ ผมจะไม่พูดในรายละเอียด แต่ว่า เดี๋ยวมีบางท่านคงพูดถึง มีเพียงคนเดียวที่เสนอเข้ามา แต่ว่าเสนอเข้ามาเขาก็ยินดีที่จะนํา เข้ามาเสนอสู่เพื่อให้คณะกรรมาธิการไปจัดเวทีเสวนาสร้างความคิดเห็นร่วมกัน หาทางออก ร่วมกัน แล้วก็ก่อให้เกิดบรรยากาศของความปรองดอง มีการพูดการคิดกันขึ้นมาเสียก่อน แต่ผมแปลกใจนะครับ ที่เห็นบรรยากาศสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ที่ทางคณะกรรมาธิการก็ยัง พยายามที่จะทําเข้ามาโดยไม่ได้นําเรื่องนี้เข้ามาสู่สภา โดยอ้างคําวิจัยของสถาบันนะครับ ผมกราบเรียนย่อ ๆ เพื่อทําความเข้าใจสําหรับพี่น้องประชาชนภายนอกได้ว่าวิธีการวิจัยเขา ก็สามารถทําได้เพียงการวิจัยเอกสาร ประมวลข้อมูลความขัดแย้งการเมืองไทยที่แล้วมาครับ มีข้อเปรียบเทียบกรณีศึกษาจากประเทศต่าง ๆ ที่เคยมีความขัดแย้ง ๑๐ ประเทศ แล้วก็ สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทั้งหมด ๔๗ คน เป็นตัวแทนของประเทศ ไทยแล้วก็นําเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่าเนื้อหาและบริบทของการทําการวิจัย ทั้งหลายไม่สามารถครอบคลุมปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ สิ่งที่เรา พึงกระทําและกระทําร่วมกันต่อไป ก็คือว่าเราทําอย่างไรให้บรรยากาศแห่งความปรองดอง เกิดขึ้น มีการนําข้อมูลที่สถาบันพระปกเกล้านําเสนอและไปสู่การเสวนาตามความต้องการ ของคณะผู้วิจัย นี่คือเป็นเป้าประสงค์หลัก เพราะฉะนั้นการที่พวกผม รวมทั้งท่านประธานสภา เมื่อวานนี้ได้อยู่ แถลงการณ์ฉบับนี้เกิดขึ้นมาจะเป็นคณะกรรมการของสภาสถาบัน ขอประทานโทษ มีท่านประธานสภาเป็นท่านประธาน และมีเพื่อน ส.ส. จากพรรครัฐบาล แล้วก็พวกเราก็พูดคุยกัน แล้วด้วยความเข้าใจนะครับ ถือโอกาสนี้เรียนกับท่านประธาน ให้พึงได้ทราบ และเพื่อนสมาชิกได้ทราบว่ารายงานการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไม่ใช่ ข้อสรุป แล้วไม่ใช่หัวข้อที่เราจะต้องเอามาพิจารณาว่าแนวทางสรุปของความปรองดองแห่งชาติ จะต้องเกิดอย่างนี้ แต่หมายความว่าเขานําเสนอเพื่อให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการนําเรื่องนี้ แนวทางนี้ไปพิจารณา ไปสานเสวนาในที่ต่าง ๆ โดยสถาบันเอง ประสงค์ที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะไปดําเนินการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพราะว่า พวกเราทุกคนตระหนักกันดีนะครับว่าการปรองดองมันไม่ได้เกิดขึ้นโดยง่าย โดยบรรยากาศ ของการปรองดองไม่ได้เกิดขึ้น แล้วไม่ได้สร้างความเข้าใจร่วม ไม่ได้สร้างความรู้สึกได้รับการ ชดเชยเยียวยา และได้รับความรู้สึกว่าได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ถูกประเด็น เพราะฉะนั้น การสรุปการรายงานของคณะกรรมาธิการวันนี้ ผมคิดว่าผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ ท่านน่าจะเอาแนวทางที่สถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอ รวมทั้ง แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้ากลับไป แล้วก็พวกเรามาร่วมกันและมาทําเพื่อที่จะให้ เกิดความสมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศ แล้วก็พูดจาแลกเปลี่ยนหาทางออกร่วมกัน น่าจะเป็น ทางที่ดีที่สุด ขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวัฒนา เมืองสุข ท่านชวลิตเชิญก่อนครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ต่อกรณีที่เพื่อนสมาชิกได้ยกเรื่องแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้ามาอ่านต่อที่ประชุมนั้น กระผมใคร่ขอทําความเข้าใจต่อเพื่อนสมาชิกและพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่ทางบ้านว่า การที่คณะกรรมาธิการได้มีมติมอบหมายให้สถาบันพระปกเกล้ามาศึกษาวิจัยปัจจัยการสร้าง ความปรองดองแห่งชาตินั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร อยากจะเรียนท่านผู้ทรงเกียรติว่าโดยดําริของ ท่านประธานคณะกรรมาธิการไม่อยากใช้เสียงข้างมากลากไป จึงมีดําริแต่ต้นว่าทําอย่างไร ถึงจะหาองค์กรที่มีความเป็นอิสระทางวิชาการที่ได้รับความเชื่อถือเข้ามาศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ ได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง แล้วก็มีมติกันเป็นเอกฉันท์โดยมิได้มีการ ลงคะแนนแต่อย่างใด เลือกสถาบันพระปกเกล้ารับมาศึกษาวิจัยในหัวข้อ อะไรคือปัจจัย ที่ทําให้กระบวนการสร้างความปรองดองแห่งชาตินั้นประสบความสําเร็จ กระผมเป็นผู้หนึ่ง ที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการให้ไปชี้แจงต่อสภาสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ซึ่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายในสถาบันพระปกเกล้าก็ได้สอบถาม ซักประเด็นต่าง ๆ อย่างละเอียด ผมได้ไปอ่านในรายงานการประชุมแล้วก็มีความสบายใจ อยู่อย่างหนึ่งว่าข้อสังเกตของกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้ายินดีสนับสนุนและเป็นเกียรติ ที่สภาสถาบันพระปกเกล้าจะอนุมัติให้คณะผู้วิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาศึกษาวิจัย ในเรื่องนี้ เพราะเป็นปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองที่มีความสําคัญและสถาบันพระปกเกล้า เป็นองค์กรกลาง ผมอ่านรายละเอียดในรายงานการประชุมระบุอย่างนั้นเลยนะครับ สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกเพิ่มเติมก็คือว่าในวันแรกของการ จะดําเนินการศึกษาวิจัย ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กรุณามาให้ แนวคิดหรือหลักในการศึกษาวิจัยในเรื่องนี้มีอยู่ ๒ แนวคิดด้วยกัน

แนวคิดที่ ๑ ไม่ทํางานซ้ําซ้อนกับ คอป. ถ้าจะทําการศึกษาจะเป็นการทํางาน ที่เสริมกัน

แนวคิดที่ ๒ ยึดหลักการความยุติธรรมในระหว่างเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีหลัก ๙ ข้อ ดังต่อไปนี้

๑. หลักการแสวงหาความจริงเพื่อเปิดเผยความจริง

๒. หลักการพูดคุยกันทุกกลุ่ม

๓. หลักการหาผู้รับผิดชอบและความพร้อมรับผิด

๔. หลักการหาวิธีให้เกิดสันติวิธี

๕. หลักการเยียวยา

๖. ประเด็นนี้สําคัญครับ หลักการให้อภัย

๗. หลักความทรงจํา โดยจะต้องจําเรื่องอดีตไว้เป็นบทเรียนไม่ให้ทําผิดอีก

๘. หลักการปฏิรูปสถาบัน นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้กรุณามาให้แนวคิดและอาจารย์วุฒิสาร ตันไชย หัวหน้าคณะวิจัยก็ได้ไปดําเนินการ ตามหลักการนั้นอย่างมั่นคง

ผมได้พิจารณากรณีเพื่อนสมาชิกได้อ่านแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้า เรื่องรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ลงวันที่ ๓ เมษายน ซึ่งแถลงโดย ศาสตราจารย์ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ผมสบายใจอยู่ ประการหนึ่งก็คือในแถลงการณ์นั้นมีข้อความตอนหนึ่งว่าเมื่อมีการทักท้วงและมีการ วิพากษ์วิจารณ์สถาบันก็ต้องลงไปตรวจสอบทั้งระเบียบวิธีวิจัย รีเซิร์ท (Research) เมทธอโดโลจี (Methodology) และเนื้อหาสารัตถะหรือคอนเทนท์ (Content) ของงานวิจัยและข้อเสนอ ก็พบว่ากระบวนการดําเนินงานศึกษาวิจัยดังกล่าวมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ เน้นนะครับ กระบวนการดําเนินงานศึกษาวิจัยดังกล่าวมีความถูกต้องตามหลักวิชาการ ในขณะเดียวกัน คณะผู้วิจัยยืนยันผลการวิจัยซึ่งเป็นความอิสระและเสรีภาพทางวิชาการ ต้องขอขอบคุณ สถาบันพระปกเกล้าที่ให้ความสําคัญกับเสรีภาพทางวิชาการ แม้จะมีข้อครหาว่ามีการ แทรกแซงทางวิชาการโดยฝ่ายการเมืองหรือไม่ ขณะนี้ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้อยู่ เช่นกัน อย่างไรก็ตามกรณีคณะผู้วิจัยมีหนังสือแถลงจุดยืนต่อประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม โดยได้เตือนไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า การรวบรัดใช้เสียงข้างมาก โดยไม่ทําตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัยจะนําไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้นั้น ในฐานะฝ่ายเลขานุการขอกราบเรียนว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการ และกรรมาธิการ ซีกรัฐบาลไม่เคยมีความคิดใช้เสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เราเคารพในงาน วิชาการของคณะผู้วิจัย เมื่อรายงานการศึกษาวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าฉบับสมบูรณ์ ส่งมอบแล้ว ตรงนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง เป็นภาคผนวกหนึ่งของรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งจะมีภาคผนวกอื่น เช่น การแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ การศึกษาวิจัย ในส่วนของข้อมูลในส่วนของภาคเอกชน ธุรกิจเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ รวมทั้งฝ่าย ความมั่นคง ผมขออนุญาตที่จะให้ข้อมูลกับเพื่อนสมาชิกในชั้นต้นเพียงเท่านี้ก่อนครับ ท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อนไหมครับท่านวิทยา ให้โอกาสท่านก่อนไหม เอาท่านวิทยาก่อนใช่ไหมครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย นครศรีธรรมราช

ท่านประธานครับ ผมมีข้อข้องใจ ข้อชี้แจงของคณะกรรมาธิการซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นสาระสําคัญ แล้วก็ท่านต้องสังวรณ์ไว้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนติดตาม เพราะฉะนั้นข้อที่ท่านอ่านในรายงานวิจัย ผมขอความ กรุณาทีหลังอ่านนะครับ ท่านอ่านให้ครบประโยค อ่านให้ครบความ อย่าหยิบประโยคที่เป็น ประโยชน์ต่อความคิดเห็นเรา เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นการปรองดองจะไม่เกิดครับ ข้อที่เขา เขียนมาท่านอ่านให้ครบครับ ผมไม่ขอถือโอกาสอ่านนะครับเพราะมันยาว แต่ถ้าท่านหยิบ ที่มันสอดคล้องใจความในหัวใจของท่านไม่ได้ ความปรองดองไม่เกิด อันที่ไม่สอดคล้องหัวใจ ท่านอ่านออกไปด้วยครับ ถ้าจะเคารพความเป็นวิชาการเขาครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก่อนครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมจะขออนุญาตในการใช้สิทธิในฐานะที่เป็นหนึ่ง ในกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้ายังไม่ประสงค์จะอภิปรายลงไปในรายละเอียดของ รายงานของคณะกรรมาธิการ ก็ติดใจประเด็นที่ท่านเลขานุการคณะกรรมาธิการได้พูดถึง แถลงการณ์ของสถาบันเมื่อสักครู่ ผมอยากอธิบายอย่างนี้ครับว่าการประชุมของสภาสถาบัน เมื่อวานนี้ กรรมการของสภาสถาบันล้วนแล้วแต่มีความห่วงใยในเรื่องการใช้งานวิจัยที่ทาง คณะผู้วิจัยของสถาบันได้จัดทําขึ้นตามคําร้องขอของคณะกรรมาธิการ และตามการอนุมัติ ของสภาสถาบัน เมื่อสักครู่ท่านเลขานุการท่านกรุณาอ่านแถลงการณ์ แล้วท่านบอกว่าท่านสบายใจที่เห็นว่า มีการนําข้อท้วงติงของทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบแล้ว คณะผู้วิจัยก็ได้ปรับแก้บางส่วน แต่คงยืนยันผลการวิจัย อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันในเรื่องของเสรีภาพ ทางวิชาการ และท่านต้องอ่านต่อครับว่าเขายืนยันว่าอะไร เขายืนยันว่า ผมอ่านต่อเลยครับ โดยเฉพาะข้อที่ว่าปัจจุบันบรรยากาศความปรองดองยังไม่เกิด เพราะทุกฝ่ายยังมีพฤติกรรม และท่าทีเหมือนเดิม คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการสร้างบรรยากาศความปรองดองทั้งระดับบน คือในฝ่ายการเมือง และระดับล่างคือประชาชนทั้งประเทศด้วยการจัดพูดคุยหาทางออก ร่วมกันจนมีฉันทามติในระดับเหมาะสม โดยนําข้อเสนอที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ไปเป็นประเด็นในการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน คณะผู้วิจัยยืนยันว่าข้อเสนอแนะดังกล่าว ไม่ใช่ข้อสรุปที่ให้นําไปปฏิบัติทันทีแต่อย่างใด ท่านประธานครับ จากคํายืนยันตรงนี้ ท่านเลขาธิการสภาสถาบันพระปกเกล้าจึงได้อธิบายต่อกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวาน ไม่ใช่เฉพาะในส่วนแถลงการณ์วันที่ ๒๓ มีนาคมครับ แต่ว่าท่านเลขาธิการสถาบัน พระปกเกล้าได้เอารายงานของคณะกรรมาธิการซึ่งกําลังเสนอเข้ามาสู่ที่ประชุมในวันนี้ ซึ่งความจริงพวกกระผมก็ท้วงติงไปตั้งแต่วันที่มีการไปดําเนินการขอให้สภามาพิจารณา ในวันนี้ ในการที่มีการขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภา หลังจากอ่านรายงานของกรรมาธิการแล้ว ทางท่านเลขาธิการสภาสถาบันพระปกเกล้าและกรรมการสภาสถาบันพระปกเกล้าเห็นว่า สิ่งที่มีการนํามาอ้างอิง ที่เขียนเสมือนเป็นข้อเสนอที่จะให้มีการลงมติในวันนี้มันไม่ตรงกับ สิ่งที่คณะผู้วิจัยเขายืนยัน นั่นจึงคือที่มาของแถลงการณ์ที่ท่าน ส.ส. เชนอ่านเมื่อสักครู่ว่า เป็นข้อเรียกร้องว่าในวันนี้ถ้าจะทําตามสิ่งที่สถาบันเขาเสนอ ทางคณะกรรมาธิการและ ท่านประธาน รวมทั้งเพื่อนสมาชิกก็ควรจะนะครับ ผมเอาตามที่เขาแถลงการณ์เลยนะครับ ควรจะรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการไว้ชั้นหนึ่งก่อนและขยายอายุของคณะกรรมาธิการ วิสามัญออกไปจนสิ้นสมัยประชุมสามัญสมัยหน้าเป็นอย่างน้อย และให้นํารายงานดังกล่าว ไปจัดพูดคุยหาทางออกร่วมกันทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับประชาชนทั่วประเทศ อย่างกว้างขวาง นี่คือข้อสรุปนะครับ ท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่คือจุดยืนที่มีการสะท้อนออกมา ซึ่งผมจําเป็นต้องพูด เพราะว่าผมเป็นหนึ่งในกรรมการ สถาบัน และขณะนี้คณะกรรมการก็ดี และบุคคลในสถาบันก็ดีมีความวิตกกังวลว่าชื่อเสียง ของสถาบันถูกกระทบ หากมีการดําเนินการให้เกิดความเข้าใจผิดว่าหลายสิ่งหลายอย่าง ที่มีการดําเนินการในทางการเมืองนั้นเป็นผลมาจากการอ้างอิงการวิจัยในลักษณะที่ไม่ถูกต้อง ผมจึงขอท้วงตรงนี้ไว้ก่อนนะครับว่าอยากให้ท่านอ่านให้ครบ เพราะผมอยู่ในที่ประชุมของ สภาสถาบันพระปกเกล้า และนี่คือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น เป็นการออกแถลงการณ์หลังจาก ที่ได้มีการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้แล้ว แล้วก็เป็นข้อสรุป ข้อสังเกตของที่ประชุมที่ทางท่านเลขาธิการได้ออกแถลงการณ์ ผมจึง อยากถือโอกาสนี้สอบถามท่านประธานคณะกรรมาธิการเพื่อท่านจะได้ชี้แจงว่าสรุปแล้ว ที่ท่านกําลังขอให้เราพิจารณาในวันนี้ ให้ท่านตอบสั้น ๆ เท่านั้นละครับ ท่านจะดําเนินการ ตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัย และสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ว่าวันนี้ท่านจะขอให้เรารับทราบไว้ ชั้นหนึ่งก่อนแล้วขอขยายอายุการทํางานเพื่อนําไปสู่กระบวนการตามที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอ พวกเราจะได้พิจารณาได้อย่างถูกต้องครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ในเบื้องต้นได้มีสมาชิกได้นําแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้ามาอ่าน ให้พวกเราทราบถึงท่าทีของสถาบัน ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานว่าผมก็ได้รับทราบ รายงานของสถาบันเช่นเดียวกัน รวมทั้งความรู้สึกที่เกิดขึ้น เนื่องจากระหว่างที่มีการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการมีหลายเรื่องที่พวกเราได้พูดคุยกัน แล้วก็จะนําไปสู่ปัญหาที่จะเกิด ความไม่เข้าใจกัน นี่คือบรรยากาศที่เกิดขึ้นในระหว่างการทํางานของคณะกรรมาธิการ หลายครั้งที่มีการพิจารณากันในคณะกรรมาธิการผมได้เรียนต่อท่านประธานว่าเอกสาร บางเรื่องยังเป็นร่างอยู่ ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณากันอย่างยุติ เพราะฉะนั้นการนําเอกสาร ออกไปบางครั้ง บางตอนที่คณะกรรมาธิการเองยังไม่สรุปก็อาจจะทําให้เกิดความเข้าใจ ที่ผิดได้ ในเบื้องต้นที่จริงรายงานของคณะกรรมาธิการถ้าท่านดูในเล่มที่เป็นเล่มรายงานของ คณะกรรมาธิการจะมีอยู่หลายเรื่องหลายตอน ส่วนงานวิจัยของสถาบันเป็นส่วนหนึ่ง ที่คณะกรรมาธิการขอให้สถาบันไปช่วยหาคําตอบมาว่าสังคมไทยที่เกิดความขัดแย้งกัน รุนแรงเกิดจากอะไร แล้วจะมีวิธีการอย่างไร ที่เราให้สถาบันไปค้นหาคําตอบก็เพราะไม่อยาก ตอบเอง ในห้องบรรยากาศของคณะกรรมาธิการซึ่งจะมีอยู่หลายฝ่าย มันไม่มีบรรยากาศ ของการศึกษาอย่างจริงจังเราจึงมอบให้สถาบันไปทํานะครับ ในเบื้องต้นที่ต้องมีการบอกว่า ให้ไปทํา ๓๐ วัน ผมก็จําได้ ที่ประชุมนี้เองละครับบอกว่าจะให้คณะกรรมาธิการชื่อนี้ ไปวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ให้เวลาเท่าไร ผมก็จําได้ ซีกโน้นบอก ๓๐ วัน ก็ไม่มีใครคัดค้าน ผมยังสงสัย ๓๐ วันจะทําได้อย่างไร นี่เป็นเหตุที่เรา จะต้องว่าถ้าเขาไปทําวิจัยผมมีเวลา ๓๐ วันนะ ก็เป็น ๓๐ วัน ต่อมาเมื่อเห็นว่ามันทําไม่ได้ ก็มีการขอขยายเวลาออกไป นี่อย่างไรครับทํานองเดียวกันเมื่อมีการขยายเวลาออกไป ก็มีการพิจารณากันอยู่ว่าเวลาวิจัยจะใช้เวลาเท่าไร แล้วก็มีการขยายเวลากันออกไป ในการที่ ทําวิจัยไปนั้นถ้าท่านดูในบทที่ ๑ ของรายงานเขาจะบอกว่าความเป็นมาของเรื่องคืออะไร วัตถุประสงค์คืออะไร ขอบเขตของการศึกษาคืออะไร ต้องระบุให้ชัดนะครับ วิธีการศึกษา ทําอย่างไร ข้อมูลทั้งหมดเหล่านี้คณะผู้วิจัยได้นําเสนอต่อคณะกรรมาธิการว่าท่านจะ มีความเห็นเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่ เขาก็ไปศึกษามาตามเวลาที่ให้ไปแล้วก็ส่งกลับมา ก็เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการเอาความเห็นนี้มาศึกษา มาดู มารายงาน แต่ท่านประธาน วันนี้ดูเหมือนว่าหลายคนก้าวข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง ปกติในการทํางานในสภาผมก็เคยอยู่หลายชุด เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับมอบหมายให้ไปศึกษา ไปสอบสวน ไปทําอะไร ๆ มาแล้ว ก็หมด หน้าที่ของคณะกรรมาธิการ ก็ต้องส่งรายงานนี้มายังสภา ก็เป็นหน้าที่ของสภาว่าจะเห็น เป็นอย่างไร ทํานองเดียวกันรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ เราก็ไปศึกษามาแล้วตามโจทย์ที่ท่านให้ไป ตามกรอบเวลา ที่ให้ไป ก็เร่งรัดให้ทุกคนให้อยู่ภายในกรอบเวลา บัดนี้การศึกษาก็เสร็จสิ้นแล้ว ก็หมดหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการ ก็ส่งรายงานมายังสภา สภาจะเอาอย่างไรก็อยู่ที่สภา ผมยังแปลกใจอยู่ เลยว่าสถาบันพระปกเกล้ารู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่าสภานี้จะมีมติอย่างนั้น จะมีมติอย่างนี้ ยังไม่มีเลย แถมยังบอกว่านี่ได้เตือนไว้แล้วนะว่าอย่าไปอ้างอิงตอนใดตอนหนึ่ง ผมก็ไม่ทราบ ว่าใครไปเล่าให้ท่านฟัง หรือท่านอาจจะหยิบรายงานเป็นบางส่วนไป รายงานซึ่งยังไม่ยุติ ก็เลยวิตกไป ก็เอาเถอะไม่เป็นอะไรครับ ท่านก็เตือนไว้ แต่ว่าสุดท้ายรายงานที่เสนอต่อสภา มันไม่มีเรื่องเหล่านี้นี่ครับ สุดท้ายที่ท่านบอกว่าจะแนะนําบอกว่าให้ทําอย่างไร ให้ยืดขยายเวลาคณะกรรมาธิการ ออกไป อ้าว อย่าเพิ่งเอารายงานเข้ามา ไปจัดเสวนาปรองดองกันก่อน ไปทําอะไรกันก่อนนะ นั่นมันเป็นข้อเสนอ ถามว่าพวกผมไปทําเองได้ไหม ไม่ได้ครับ จนกว่าพวกท่านทั้งหลายที่นั่ง อยู่ที่นี่บอกเห็นด้วย เมื่อเห็นด้วยก็จึงจะไปดําเนินการกันต่อไป ผมเพียงแต่อยากจะยืนยันกับ ท่านทั้งหลายว่าหน้าที่ของคณะกรรมาธิการคือตรงนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านวิตกกลัวว่าจะเกิด อย่างนั้นจะเกิดอย่างนี้มันเป็นสิ่งที่ท่านจินตนาการเอาเองหรือไม่ หรือไปฟังกันเองมาหรือไม่ มันยังไม่ได้เกิด ขอให้พวกเราวันนี้อ่านดูรายงาน อย่างน้อยของคณะกรรมาธิการซึ่งก็ไม่มาก ถ้าท่านมีเวลามาก ๆ ก็ช่วยอ่านรายงานวิจัยเล่มนี้ซึ่งมันเยอะ แต่เราก็ต้องตั้งใจอ่านจะได้ เข้าใจ เมื่อสภามีมติอย่างไรแล้ว นั่นล่ะครับเป็นเรื่องที่พวกเราจะต้องร่วมกันต่อไป ถ้าพวกเรา เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ เห็นด้วยกับผลการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า เราก็ร่วมมือกันทํางานกันต่อไป แต่วันนี้ท่านจะบอกว่าต้องไปทําก่อน ผมว่าไม่ใช่ขั้นตอน ที่ถูกต้องครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ที่จริงประเด็นนี้เป็นประเด็นของคณะกรรมการของสภาสถาบันซึ่งจะต้องได้รับความ เป็นธรรมที่ท่านกรรมาธิการชี้แจงนี้ผมย้ําอีกครั้งนะครับ แถลงการณ์ที่ออกมาเมื่อวานนี้ ออกมาหลังจากที่มีการประชุมกรรมการของสภาสถาบันพร้อมกับคณะผู้วิจัย และถามว่า ที่ประชุมอ่านเอกสารฉบับไหน คําตอบก็คือฉบับนี้ครับ ไม่ใช่ร่าง ฉบับที่เสนอเข้ามาสู่วาระ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็รายงานการวิจัยผมว่าไม่มีใครอ่านมากเท่ากับ คณะผู้วิจัยครับ ดังนั้นที่ท่านบอกว่าแถลงการณ์นี้ออกมาเป็นเพราะว่าไปดูเอกสารฉบับร่าง หรืออย่างไร ไม่ใช่ครับ สิ่งที่มีการหยิบยกขึ้นมาก็คือถ้อยคําบางถ้อยคําในรายงานของ คณะกรรมาธิการซึ่งผมไม่ทราบอาจจะเป็นความไม่ชัดเจน อาจจะเป็นความกํากวมว่า กําลังเสนอให้มีการไปดําเนินการโดยฝ่ายบริหาร ในเรื่องซึ่งคณะผู้วิจัยเสนอเพียงแค่ให้ไปทํา การสานเสวนาหรือเป็นการรับฟังความคิดเห็นซึ่งมันไม่ตรงกับเจตนารมณ์ ถามว่าเขารู้ไหมว่า สภาจะมีมติอย่างไร วิตกกันไปเอง เปล่าครับ ท่านอ่านแถลงการณ์เขาให้ครบสิครับ เขาบอกว่าถ้าวันนี้ทางคณะกรรมาธิการและสภาจะกรุณาตามที่เขาชี้แนะ เขาก็ยินดีที่จะ ทํางานร่วมกับท่านต่อ ไปเปิดเวที ไปอาศัยศูนย์ของเขาที่มีอยู่ในหลายจังหวัดทั่วประเทศ เขาก็บอกนี่ครับ เขาไม่ได้บอกว่าสภาจะมีมติอย่างหนึ่งอย่างใดนะ เขาบอกถ้าเห็นสอดคล้อง กับที่เขาเสนอเขาก็จะทําอย่างนี้ แต่ถ้าไปมีมติในทางที่จะเปิดโอกาสให้ทางฝ่ายบริหาร หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไปดําเนินการแล้วเห็นว่ามันไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของเขา เขาก็บอกว่า เขาก็มีความเสียใจที่จะต้องขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับคืนมา เขาไม่ได้บอกเขาจะทํา อย่างนี้นะครับ เขาบอกแล้วแต่สภา ผมก็เห็นด้วยว่าแล้วแต่สภาว่าสภาจะเอาอย่างไร เพียงแต่ถ้าสภาดําเนินการในช่องทางซึ่งเห็นว่ามันขัดกับงานวิจัยก็ไม่มีความชอบธรรม ในการที่จะไปอ้างหลักทางวิชาการหรืออ้างงานวิจัยของเขา แต่ถ้าอยากจะทําแล้วบอกว่า นั่นเป็นการตัดสินใจของสภา เป็นการตัดสินใจของเสียงข้างมาก อันนั้นก็เป็นสิทธิของสภา แต่ไม่มีความชอบธรรมที่จะไปอ้างงานวิจัยของสถาบันเขาเท่านั้นเองครับ นี่คือแถลงการณ์ ผมจึงถามท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าตกลงวันนี้ท่านอยากจะเสนอให้เราทําอะไร ท่านทําความชัดเจนได้ไหมครับว่าที่ท่านกําลังมารายงานเรานี่มันเป็นเรื่องของสภาที่จะต้อง ลงมติ ท่านกรรมาธิการพูดถูก แต่วันนี้พอเกิดเหตุอย่างนี้ขึ้นมานี่ประธานคณะกรรมาธิการ ก็บอกเราหน่อยสิครับ แนวคิดท่านคืออะไร วันนี้ท่านยังอยากยึดตามแนวทางของคณะผู้วิจัย ของสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ ถ้าใช่ท่านก็กรุณายืนขึ้นบอกว่าวันนี้ท่านมาขอให้เรา รับทราบรายงานท่านไว้ชั้นหนึ่งก่อนแล้วจะขอขยายเวลาการประชุม เมื่อวานนี้พูดกันไปไกล ถึงขั้นว่าสถาบันพระปกเกล้าเขาบอกว่าฝ่ายค้านล่ะ ออกจากกรรมาธิการแล้วถ้าเอากลับไป ทําฝ่ายค้านจะร่วมด้วยได้ไหม ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประธานสภาสถาบัน พระปกเกล้ายังหันมาถามว่าว่าอย่างไร ผมก็บอกว่าถ้าจะให้กลับไปทําด้วยกันใหม่ พรรคฝ่ายค้าน ก็บอกว่าเราก็จะสามารถดําเนินการได้ แต่ถ้าวันนี้ถ้าท่านประธานลุกขึ้นบอกไม่ละครับ วันนี้ ท่านได้ตัดสินใจแล้วว่าท่านไม่เอาตามแนวทางสถาบันพระปกเกล้า แต่จะส่งรายงาน ซึ่งมีการไปตีความกันได้ว่าเสนอให้ไปออกกฎหมายนิรโทษกรรม ล้ม คตส. โดยที่ไม่ต้องมี การไปดําเนินการอย่างที่ทางสถาบันพระปกเกล้าเขาเสนอนี่ ท่านก็ลุกขึ้นมาชี้แจงพวกเรา เราก็จะได้พิจารณาถูก แต่อย่างน้อยสังคมต้องรับรู้ว่าวันนี้ถ้าหากว่าท่านเดินต่อในแนวทาง ที่ว่านี่ก็กรุณาอย่าไปอ้างอิงงานของทางสถาบันพระปกเกล้าเท่านั้นเอง ก็เป็นความคิดของท่าน ของกรรมาธิการว่าท่านจะเดินหน้าล้มคดี คตส. แล้วก็นิรโทษกรรมอย่างที่ท่านต้องการ เท่านั้นเองครับ ขอความชัดเจนเท่านั้นเองครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ก็อย่างที่ผมได้เรียนกับท่านประธานและท่านสมาชิกแล้วนะครับ รายงานนี้เราก็ส่งมารายงาน ตามปกติ ก็เป็นที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณารายงานนี้วันนี้คงไม่ใช่ การประชุมคณะกรรมาธิการ ผมก็เลยยังไม่ทราบว่าท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ท่านต้องการอะไร

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านบุญยอดประท้วงอะไรครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎร กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมคิดว่า คําถามของท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนี้ชัดเจนนะครับ ถามตรงไปที่ประธาน คณะกรรมาธิการ ถ้าท่านจะดําเนินการประชุมต่อผมคิดว่าเพียงแค่ประธานคณะกรรมาธิการ ลุกขึ้นมาอธิบายจุดยืนของตัวเองเท่านั้นเองครับ ถ้าท่านอื่นจะตอบแทนผมว่าก็ไม่ได้ เป็นคําตอบที่เป็นคําตอบสุดท้ายนะครับ ต้องขอให้ประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณา ใช้ความกล้าหาญของท่านลุกขึ้นตอบต่อสภาแห่งนี้ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านประธานครับ

พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตตอบคําถามของท่านผู้ทรงเกียรตินะครับ ในการดําเนินการทุกครั้งทุกเรื่องนี่ อยากเรียนว่าผมเดินบนหลักการและวิธีการ ผมได้เคยเล่าให้ฟังในวันนั้นไปแล้วนะครับ ขออนุญาตต่อยอดอีกนิดหนึ่งเพื่อได้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ มา ณ วันนี้เมื่อที่ผมเรียนว่า การรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นเสร็จสิ้นลงแล้วเราก็นําเรื่องนั้นส่งสภา ผมถือว่า การทํางานของผมนั้นสมบูรณ์แล้ว ภารกิจที่สภามอบให้จบแล้ว ส่วนจะทําอันใดต่อไป เป็นหน้าที่ของสภาแห่งนี้นะครับ ก็คงจะเรียนให้ที่ประชุมทราบเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย นครศรีธรรมราช

เรียนท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ คือถ้าท่านตอบอย่างนี้ผมก็บอกว่าส่งมาแล้ว ท่านกลับเถอะครับ จบแล้วครับ เพราะท่าน ไม่ได้ขออะไรกับสภา ท่านมาส่ง ท่านก็พิมพ์ส่งให้พวกผมเรียบร้อยแล้วครับ ก็กลับครับ เชิญกรรมาธิการกลับไป เสร็จแล้วครับ กระบวนการส่งเสร็จแล้วครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านประยุทธ์ เชิญครับ

นายประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ในฐานะกรรมาธิการ ประเด็นที่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องของคําถาม คําตอบดังที่ปรากฏ กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าพวกกระผมในฐานะกรรมาธิการ ได้รับมอบหมายจากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ในขอบข่ายอํานาจ หน้าที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๕ ปรากฏให้ชัดเจนว่าเมื่อกระทําการเสร็จสิ้นแล้วให้รายงานต่อสภา พวกผมก็ทําหน้าที่ตรงนี้ และนัยข้อบังคับ ข้อ ๙๖ ท่านประธานครับ ไม่ใช่ว่าเอารายงานมาวางไว้แล้วพวกผมหนีกลับ การรายงานต่อสภาสภาอาจจะมีข้อสงสัยที่พวกผมจะทําการชี้แจงได้ ผมจึงกราบเรียน ท่านประธานว่าทุกขั้นตอนพวกกระผมระมัดระวังทั้งข้อกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ครับท่านประธาน

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

คุณหมอชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๒ จังหวัดน่าน กระผมต้อง ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญพิจารณาศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่จะนํารายงานมาเสนอ ต่อสภา แล้วก็ต่อข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ๆ ท่านนะครับ

ประเด็นแรกสุดครับ การดําเนินการในชั้นนี้ก็คงเป็นไปตามข้อบังคับของ การประชุมสภาผู้แทนราษฎรของเรา ข้อ ๙๖ ต้องกราบเรียนอย่างนั้นนะครับ เพราะว่า เมื่อกรรมาธิการดําเนินการตามที่สภามอบหมายเสร็จแล้วก็ให้นํามารายงานต่อสภา ก็ขั้นตอนการนํารายงานต่อสภาก็เป็นเรื่องที่สภาก็ได้ปฏิบัติกันตลอดมานะครับว่าสมาชิก กับกรรมาธิการจะมีความเห็นอย่างไรต่อผลการศึกษาของกรรมาธิการ ต่อข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของกรรมาธิการ นั่นก็เป็นเรื่องที่สมาชิกก็จะแสดงความคิดเห็น จะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย จะเสนอแนวทางที่แตกต่างจากกรรมาธิการก็เป็นสิทธิของสมาชิกเพื่อให้งาน ที่สภามอบหมายไปนะครับว่าแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติที่ท่านไปศึกษามานี่ สภาเราเห็นเป็นอย่างไร ผมก็คิดว่าสมาชิกมีความหลากหลายมากครับที่จะเห็น อาจจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เห็นต่างจากตรงนี้ จะเป็นไปตามข้อสังเกต ข้อเสนอแนะหรือไม่ ตรงนั้นก็เป็น ขั้นตอนที่ ๒ ท่านประธานครับ รายงานให้สภารับทราบแล้วส่วนสภาจะมีความเห็นเป็น อย่างไร มีอยู่ประการหนึ่งที่เป็นข้อกังวลท่านประธานครับก็คือการปฏิบัติตาม ข้อ ๙๗ กรณีถ้ากรรมาธิการมีข้อสังเกต มีข้อเสนอแนะ ที่จะต้องส่งไปยังองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะ เป็นศาล คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ดําเนินการตามข้อสังเกต อันนั้น ละครับจะเป็นความเห็นของสภาแห่งนี้ว่าจะมีมติอย่างไร จะให้ส่งไปไหม ถ้าให้ส่งไป ส่งอย่างไร ผมว่าตรงนั้นเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องมาให้ความเห็นกันตรงนี้ ผลสรุปจะเป็น อย่างไรก็ฟังความทุกด้านนะครับ ผมก็เชื่อว่าก็จะเป็นการทํางานในบทของฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มุ่งที่จะใช้สถาบันของเราคือสถาบันนิติบัญญัติในการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ผมเองกราบเรียนท่านประธาน ผมไม่ลงเนื้อในที่จะเป็นรายละเอียดนะครับ แต่เท่าที่ผม สังเกตในข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่จะเป็นประเด็นที่พวกเราจะต้องให้ความเห็นแล้วลงมติกัน ว่าจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดนี้แบ่งเป็น ๒ ส่วน

ส่วนหนึ่งที่อ้างอิงเอาความเห็นของกรรมาธิการ อ้างอิงผลงานการวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้ามาใช้ประกอบเป็นรายงาน เป็นข้อสังเกต เป็นข้อเสนอแนะ

ส่วนอันที่ ๒ เป็นเรื่องของภาคใต้ แยกกันชัดเจนนะครับ ภาคใต้มีความ ชัดเจนในข้อสังเกต ข้อเสนอแนะที่จะนําสู่การปฏิบัติ แต่ว่าเรื่องของแนวทางการสร้างความ ปรองดองที่เสนอมาอยู่ ๕ ประการ ตามรายงานของคณะกรรมาธิการ ผมตรวจสอบแล้วอ่าน ผมกราบเรียนท่านประธานว่าหลายรอบ แล้วจะพยายามทําความเข้าใจให้ลึกซึ้งที่สุด ท่านประธานครับ ข้อสังเกต ข้อเสนอแนะ ไม่มีข้อเสนอแนะหรือข้อสังเกตใด ๆ เลยที่จะเป็น ผลอันผูกพันให้เกิดนําสู่การปฏิบัติที่ขัดหรือแย้งกับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่ท่านใช้ เป็นเอกสารประกอบอยู่ในชุดนี้ เพราะถ้อยคําที่ท่านใช้เองนี่ท่านใช้เพียงแต่บอกว่า

ข้อที่ ๑ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายตระหนัก เรามาสร้างบรรยากาศของความปรองดอง บนพื้นฐานของความที่จะแก้ไขความขัดแย้งอยู่ในกรอบสันติวิธี สรุปได้อย่างนี้นะครับ ข้อ ๑ บรรยากาศของความปรองดอง แน่นอนครับ ก็โยงไปที่รายงาน รายงานบอกว่าต้องไป สานเสวนา ต้องทําประชาเสวนาต่าง ๆ ทั้งระดับบน ระดับล่างอะไรก็ว่าไป ก็นําไปสู่การปฏิบัติ นั่นคือข้อสังเกตเป็นอย่างนี้นะครับ

ข้อที่ ๒ ผมยกตัวอย่างว่าหน่วยงานที่ใช้อํานาจรัฐต้องอยู่บนพื้นฐานของ หลักนิติธรรม การเยียวยาต้องทั่วถึงเป็นธรรม ไม่สร้างข้อขัดแย้งเพิ่ม นี่คือเป็นข้อสังเกต ของกรรมาธิการ

ข้อที่ ๓ เป็นการแก้ไขกติกาหลักของประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ไม่มีเจตนาแอบแฝงเพื่อลดข้อขัดแย้ง หมายถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องอยู่บนพื้นฐาน ที่ทุกฝ่ายเห็นชอบ ข้อสังเกตเป็นอย่างนี้ครับ แล้วที่สําคัญบอกว่าเห็นด้วยกับแนวทางการ สร้างความปรองดองที่เสนอโดยสถาบันพระปกเกล้าที่จะนําเอามาตรการระยะสั้นมา เพื่อยุติความรุนแรงก็มีข้อเสนอในระยะสั้นทําอะไร มาตรการระยะยาวเพื่อแสวงหาทางออก ร่วมกันในการที่จะสร้างบรรยากาศและสร้างประชาธิปไตยอันจะนําไปสู่การสร้างเป้าหมาย ชาติร่วมกันในการจะลดปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านศึกษามาแล้วว่าเหตุของความขัดแย้งคืออะไร

แล้วสุดท้ายที่ผมพอจะสรุปได้ท่านประธานครับ เรียกร้องให้หน่วยงาน หรือองค์กรที่มีอํานาจหน้าที่ซึ่งเห็นด้วยกับผลการศึกษาของกรรมาธิการที่จะนําเอาความเห็น ของสถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาดําเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดเพื่อลดข้อขัดแย้ง ไม่มีอะไรที่จะบ่งบอกว่าจะให้ใครไปทําอะไร ชัดเจน ผมยังกราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเห็นอย่างนี้ ผมยังบอกว่ากรรมาธิการยังไม่กล้าที่จะบอกอะไรเลย เพียงแต่ให้สภา เรามาดูว่าองค์กรหรือหน่วยงานที่มีความรับผิดชอบคือใครที่จะมีอํานาจไปดําเนินการ เช่นสภาสถาบันพระปกเกล้าบอกว่าการสร้างบรรยากาศความปรองดองที่ดีต้องมีการ สานเสวนาทั้งระดับบนคือฐานการเมืองข้างบน แล้วก็พี่น้องประชาชนให้มีบรรยากาศและ มีข้อสรุป ยกตัวอย่างนี้ตรงนี้แล้วใครจะไปทํา จริงอยู่ครับ ข้อเสนอแนะของทางสภาสถาบัน พระปกเกล้า ผลจากการประชุมเมื่อวานนี้บอกว่ากรรมาธิการชุดนี้ควรจะไปทํา ตรงนี้ละครับ ก็เป็นข้อแลกเปลี่ยนว่าทําดีหรือไม่ดี กรรมาธิการชุดนี้ไปทําดีหรือไม่ดี แม้จะมีสถาบัน พระปกเกล้าเข้ามาร่วมทํานี่นะครับ อํานาจหน้าที่ใช่หรือไม่ งบประมาณมาจากไหน ทําแล้ว ต้องทําอย่างไรต่อ อันนั้นเป็นความเห็นของสภาเราที่จะมอบหมาย ผมอาจจะมีความเห็นต่าง ผมอาจจะบอกว่ากรรมาธิการชุดนี้ไม่ต้องทํา ท่านจบแค่นี้ ผมสนับสนุนแนวทางของสถาบัน พระปกเกล้าที่ไปสานเสวนาโดยตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นไปทําภายใต้การมีส่วนร่วมทุกฝ่าย อย่างนี้ก็เป็นไปได้ครับ นั่นคือความเห็น เพราะฉะนั้นประเด็นข้อห่วงใยที่จะมีใครนําเอา ผลงานของสถาบันไปใช้โดยไม่ผ่านกระบวนการเหล่านี้นี่ก็ถือว่าไม่ชอบธรรมครับ ผมก็เชื่อว่า ไม่มีใครจะขโมยเอาบางส่วนไปทําอย่างแน่นอน เพราะนี่คือมติสภาของเราที่จะออกไป ถ้ามติสภาของเราออกไปในทํานองเหล่านี้ เป็นประโยชน์อย่างนี้ไม่ได้เพียงแต่รับทราบไว้ ขั้นหนึ่งครับ ข้อความเห็น ข้อเสนอแนะของสมาชิกก็จะเป็นประโยชน์ กับสร้างบรรยากาศของความ ปรองดอง สร้างแนวทางของการปรองดองได้ด้วย เราต้องใช้สภาของเราให้เป็นประโยชน์ ผมก็เชื่อว่าสมาชิกล้วนแต่มีประสบการณ์ ล้วนแต่มีความปรารถนาดีต่อประเทศชาติ บ้านเมือง เพราะฉะนั้นเราเปิดโอกาสให้เขานําเสนอรับฟังความคิดเห็นครับ ผลสรุปสุดท้าย แนวทางต่าง ๆ ที่แต่ละฝ่ายเสนอมาก็จะเป็นความเห็นของสภา แล้วเป็นบทสรุปที่นําไป ทําต่อ แม้กระทั่งท่านประธานครับ สรุปแล้วหากทุกฝ่ายบอกว่าอยากจะให้กรรมาธิการชุดนี้ ทํางานต่อ ถ้าเป็นมติรวมก็เป็นไปได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามที่สภาจะได้เห็น บนพื้นฐานของการทํางานที่เป็นไปเป็นจริงนะครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน เบื้องต้นผมเอาข้อกังวลของหลายท่านเข้ามาอยู่ในขั้นตอนของการทํางาน ในสภาเรา จะได้ดูให้เห็นเป็นขั้นตอนไป ถ้าเห็นเป็นขั้นตอนอย่างนี้ผมก็ไม่หวั่นเกรงว่า สภาของเราจะไปบิดเบือน ไปบิดพลิ้วในสิ่งที่คณะวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมา ที่อยู่ในเล่มนี้นะครับ เราก็ฟังกรรมาธิการ เราก็ฟังเพื่อนสมาชิก ประเด็นที่เกิดประโยชน์ที่สุด คือข้อสรุปที่เราจะนําเสนอ ที่เป็นมติสภา ส่วนจะมอบให้ใครไปดําเนินการอย่างไร นั่นคือ ความเห็นสภา ผมก็อยากฟังเหมือนกันครับว่าเสียงส่วนใหญ่ของผู้ที่มีประสบการณ์จะเป็น อย่างไร กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ คงจะไม่รบกวนเวลา เพราะว่าเพื่อนสมาชิกจะได้อภิปรายเข้าสู่เนื้อหานะครับ แต่ซักซ้อม ความเข้าใจสุดท้ายเฉพาะในประเด็นนี้ คือปัญหาจะไม่เกิดถ้าหากว่าผู้วิจัยแล้วก็สถาบัน พระปกเกล้าเขาไปอ่านรายงานของกรรมาธิการแล้วเขามีความชัดเจน เขาอ่านแล้ว เขามีความห่วงใย อันนี้ผมชี้ให้เห็นเท่านั้นเองนะครับ แต่ประเด็นแรกเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ที่ถูกต้องนะครับ บังเอิญท่าน ส.ส. ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม คือคุณหมอชลน่านบอก ข้อบังคับว่ากรรมาธิการก็ได้พูดว่าทําเสร็จแล้วก็มารายงานเสนอต่อสภาตาม ข้อ ๙๖ ใช่ครับ แต่ข้อ ๙๖ วรรคสอง เขียนว่าอะไรครับ เขียนว่าในที่ประชุมสภา คณะกรรมาธิการมีสิทธิ แถลงชี้แจงหรือแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกระทําดังกล่าวในวรรคหนึ่ง คําถามของผม จึงเป็นไปตามข้อบังคับว่าเมื่อวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการทราบว่าสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ขอให้ทําการวิจัย เขาแสดงความห่วงใยมาต่อรายงานของท่าน ท่านก็ มีสิทธิในการที่จะมาขอแก้ไข แล้วเขาก็เสนอแนะทางออกให้ ผมก็เพียงสอบถามท่านว่า ท่านจะทําหรือไม่นะครับ ถ้าท่านตอบว่าท่านไม่ทํา ผมก็บอกมันก็เป็นสิทธิของท่านที่บอกว่า ท่านไม่ทํานะครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ทําได้ เพียงแต่ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็บอกว่าสถาบัน พระปกเกล้าเขาก็แสดงจุดยืนว่าเขาก็คงจะต้องขอรายงานกลับคืนไป ทีนี้ถามว่าเขาห่วงใย อะไร คือคุณหมอก็อ่าน ๕ ข้อ ความจริงผมก็สงสัยเหมือนกัน เพราะว่ารูปแบบรายงานก็เป็น รูปแบบซึ่ง คือคณะกรรมาธิการแต่ละชุดอาจจะทําไม่เหมือนกัน แต่อย่างในภาคผนวก ก ก็มีข้อเสนอแนะแล้วก็ข้อสังเกตของกรรมาธิการ เข้าใจว่าบางท่าน ผมก็ไม่ทราบว่าอย่างนี้ ท่านเสนอให้สภารับด้วยหรือเปล่า หรืออย่างไร เพราะว่าในข้อบังคับบอกว่าอะไรที่เป็น ข้อเสนอ เป็นข้อสังเกต ให้สภาเป็นผู้พิจารณา ทีนี้ท่านมีทั้งในส่วนที่อยู่ในรายงานและมีส่วน ที่อยู่ในภาคผนวก ก็ต้องชัดเจนว่าท่านเสนอให้พิจารณาอะไรเวลาที่จะมีการลงมติ แต่ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าเขาห่วงเขาบอกว่าในข้อสุดท้ายที่เป็น ข้อเสนอมันมีการพูดว่าคณะกรรมาธิการจึงเรียกร้องให้หน่วยงานหรือองค์กรอื่นที่มีอํานาจ หน้าที่ซึ่งเห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการที่อาจนําเอาความคิดเห็นของ คณะกรรมาธิการและสถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาดําเนินการให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุด ตรงนี้ครับ ที่เมื่อวานท่านเลขาธิการสถาบันท่านบอกว่ามันอาจจะมีปัญหา เพราะคําว่า ไปดําเนินการให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด มันไม่ชัดว่าท่านบอกว่าให้ไปทําอะไร เนื่องจาก ก่อนที่จะไปถึงข้อเสนอแนะในบทที่ ๖ ท่านมีบทที่ ๕ ในเรื่องผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการ แล้วท่านไปเขียนเอาไว้นะครับ โดยเฉพาะในเรื่องนิรโทษกรรมกับเรื่องของ คตส. ท่านจะเขียนสั้น ๆ ว่าคณะกรรมาธิการเห็นด้วยกับรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ ให้มีการนิรโทษกรรมอย่างนี้ ซึ่งคณะผู้วิจัยเขาบอกว่าเขาไม่ได้เสนอสั้น ๆ อย่างนี้ เขาเสนอว่ามันจะต้องมีขั้นตอนในการ ที่จะดําเนินการอะไรต่าง ๆ มากมาย แต่พอท่านสรุปสั้น ๆ อย่างนี้ เขาก็บอกว่าคนอาจจะ เข้าใจผิดหยิบไปทําให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุดตามข้อเสนอแนะแล้วมันไม่ตรงตามเจตนารมณ์ ด้วยเหตุผลนี้ผมก็ถึงถามว่าตกลงท่านจะไปแก้ไขไหมให้เกิดความสบายใจในสังคมว่า มันเป็นแนวทางที่มันสอดคล้องต้องกัน แต่เมื่อท่านยืนยันว่าท่านจะไม่แก้ จะว่ากันไปตามนี้ สภาก็ต้องพิจารณาไปตามนี้ เพียงแต่ผมจะบอกว่าถ้าหลังจากนี้มีการหยิบเอาเรื่องนี้ไปแล้ว อ้างอิงว่าจะไปนิรโทษกรรม จะไปยกเลิก คตส. โดยเร็ว สังคมและสภาก็ต้องรับรู้ว่าเรื่องนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมใช้สิทธิเบื้องต้นเพื่อชี้แจงจุดยืน และปกป้องสถาบันพระปกเกล้า ส่วนในประเด็นเนื้อหาสาระของรายงานเพื่อนสมาชิก จะอภิปรายแล้วผมก็จะอภิปรายต่อไปในวันพรุ่งนี้ครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านพงศกรครับ

นายพงศกร อรรณนพพร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายพงศกร อรรณนพพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขออนุญาตนะครับท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าสถาบันพระปกเกล้า ผมก็เป็นส่วนหนึ่งก่อนที่จะจัดตั้งตาม พ.ร.บ. ในปี ๒๕๔๑ โดยที่สภาผู้แทนราษฎร ของเราได้ร่วมกันพิจารณาว่าน่าจะมีสถาบันแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือทางการเมือง ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และในวันนี้นั้นผมเองก็ชื่นชมต่อความองอาจสามารถ ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในเรื่องการปรองดองในวันนี้ และผลจากการพิจารณา แล้วนํามาเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรของพวกเรา แต่หลายท่านอาจจะสับสนนะครับ ณ วันนี้ ตามที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแต่ละเรื่องนั้น ผมต้องขออนุญาตที่จะกราบเรียน เราแต่งตั้งโดยสภาผู้แทนราษฎรของพวกเราตามข้อเสนอของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แล้วก็หัวหน้าพรรคมาตุภูมิในการที่จะศึกษาแนวทางการปรองดองของบ้านเมืองนี้และ พวกเราได้มีมติในสมัยสามัญทั่วไปในการแต่งตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๓๘ ท่าน เพื่อศึกษา แนวทางแล้วก็มาชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ แล้ว ณ วันนี้ทุกคนอาจจะสับสนว่าเราจะต้องมา ศึกษาวิจัยในการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าหรือไม่ ตามที่ผมได้อ่านรายงานแล้ว ต้องกราบเรียนนะครับว่าทางกรรมาธิการไม่ได้นําข้อเสนอเฉพาะสถาบันพระปกเกล้าเท่านั้น ของ คอป. ของหน่วยราชการอีกเยอะแยะ ของสื่อมวลชน แล้วก็ทํารายงานฉบับนี้ขึ้นมา ส่วนสถาบันพระปกเกล้านั้นจริง ๆ ที่ผมอ่านก็เป็นแนวทางทั่วไปที่พวกเราเคยอภิปราย ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นเพื่อความไม่สับสน ณ วันนี้กรรมาธิการทั้ง ๓๘ ท่านที่มาส่ง รายงานวันนี้นั้นพวกเราก็มาดูกัน แล้ว ณ วันนี้กรรมาธิการพิจารณาแล้ว เสร็จแล้วก็จะส่งต่อ รัฐบาลจะทําหรือไม่ทําก็แล้วแต่รัฐบาล หลาย ๆ ครั้งที่เราตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาไม่ว่า ฝนแล้ง น้ําท่วมหรือกรรมาธิการวิสามัญแต่ละเรื่องนั้นก็มาเสนอในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานสภาเพื่อถึงพี่น้องประชาชนซึ่งรับฟังในเรื่องการปรองดอง สมานฉันท์ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แล้วผมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ขอชื่นชมแล้วก็ดีใจที่สถาบัน พระปกเกล้าได้เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะนําเสนอความคิด ในการที่จะให้บ้านเมืองนี้เกิดความ ปรองดอง ขอบคุณจริง ๆ เพราะผมเองได้มีโอกาสได้จัดตั้งสถาบันแห่งนี้ขึ้นมา แต่ไม่ใช่ว่า จะมาชี้นําสภาแห่งนี้ว่าจะต้องทําอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นข้อชี้แนะ เป็นข้อเสนอต่อกรรมาธิการ วิสามัญเท่านั้นนะครับ เพราะเราเป็นสภานิติบัญญัติซึ่งจะต้องพิจารณาแต่ละเรื่องด้วยตัวของ พวกเราเอง จะมาก้าวก่ายพวกเราไม่ได้ ผมขอเสนอแนวความคิดเห็นของผม และอีกส่วนหนึ่ง ที่เคยได้มีการร่วมและอภิปรายในการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้า แล้วขอขอบคุณกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของพวกเราก็คือดูในเล่มนี้ว่าเขาส่งมาอย่างนี้เราไม่เห็นพ้องในตัวไหน เท่านั้นเองครับท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ให้ท่านวัฒนา แล้วไปดอกเตอร์กนกนะครับ เชิญท่านวัฒนา

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กระผมขออนุญาตทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก ผ่านโดยท่านประธาน สักครู่ต้องขอบคุณท่านเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านท่านแรกที่ได้กรุณาหยิบ เอาแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาอ่าน โดยเฉพาะคําว่า สุนทรียสนทนา กระผม ชอบคํา ๆ นี้นะครับ แล้วก็อยากให้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพในส่วนของ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอ ที่ได้พยายามหยิบยกว่าคณะกรรมาธิการ ไปสรุปประเด็นเพียงการนิรโทษกรรมตามความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า ผมอยากดึง ความสนใจของท่านสมาชิกมาอยู่ที่ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะที่อยู่ใน ข้อ ๕.๗ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยหลายวงเล็บ (๑) สาระสําคัญคือคณะกรรมาธิการเห็นด้วย กับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าในส่วนที่หากจะมีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ต้องไม่รวมมาตรา ๑๑๒ สาระเป็นอย่างนั้นครับ ส่วนรายงานทั้งปวงที่เป็นข้อเสนอของ สถาบันพระปกเกล้าได้ถูกบรรจุไว้ในข้อ ๕.๗ (๕) มิได้ตัดทอน เพราะฉะนั้นที่ผมกําลัง กริ่งเกรง กังวลว่าคนที่อ่านรายงานไม่ครบถ้วนเกรงจะไม่ใช่คณะกรรมาธิการ และเกรง จะไม่ใช่สมาชิกโดยทั่วไป ท่านประธานครับ เราได้มีการอภิปรายเรื่องนี้กันมาหลายท่าน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปรองดอง กระผมอยากใช้โอกาสของสภาแห่งนี้ชี้แจงท่านประธาน ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการตอบข้อซักถาม กราบเรียนสภาถึงแนวทางการทําผลศึกษารายงาน แล้วก็มูลเหตุที่เราต้องมีการเข้าสู่กระบวนการปรองดอง คําว่า กระบวนการปรองดอง ดูจะ เป็นคําที่ถ้าใช้ภาษาตลาด ก็ว่าติดตลาดที่สุดในขณะนี้ เหตุที่จําต้องมีกระบวนการปรองดอง เนื่องจากเกิดเหตุความขัดแย้งทางการเมืองจนนําไปสู่การสูญเสียใหญ่หลวงเมื่อปี ๒๕๕๓ ซึ่งเราทราบกันดี ถามว่าคําว่า ปรองดอง คืออะไร ในความหมายของท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ดูจะเข้าใจว่าคําว่า ปรองดอง คือท่านกับผมต้องรักกัน ต้องคิดเหมือนกัน ไม่ใช่ครับ คําว่า การปรองดอง ในทางการเมืองท่านกับผมมีสิทธิคิดไม่เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับกติการ่วมกัน ในการตัดสิน เพราะฉะนั้นวาทกรรมที่ท่านพยายามจะใช้ว่าเผด็จการรัฐสภาเป็นการใช้ ถ้อยคําที่ไม่ถูกต้อง เผด็จการเสียงข้างมากไม่มีครับ เพราะทุกอย่างในกติการะบอบ ประชาธิปไตยที่ท่านกับผมนั่งอยู่ในที่นี้ล้วนใช้เสียงข้างมากเป็นการยุติปัญหาเหล่านั้นทั้งสิ้น ผู้พิพากษาที่ตัดสินอรรถคดีก็ใช้เสียงข้างมาก หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านปกป้อง หนักหนาของปี ๒๕๕๐ ก็ใช้เสียงข้างมากในการทําประชามติไม่ใช่หรือ จนเป็นรัฐธรรมนูญ ที่พวกผมไม่ให้การยอมรับแต่เคารพ เพราะเป็นกติกาที่ถูกกําหนดขึ้นมาและยุติลงแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อปี ๒๕๕๓ ถามว่าประเทศไทย ได้จัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ตอบว่ารัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการเรียกว่าคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ผมขออนุญาตเรียกว่า คอป. และในระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้ใช้คําว่าให้นําหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในการแก้ไข ปัญหาความปรองดอง เป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คําว่า ความยุติธรรม ในเชิงสมานฉันท์คืออะไร ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า เรสโทเรทีฟ จัสทิส (Restorative Justice) เขาเอามาใช้แทนความยุติธรรมในทางอาญา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ทริบูนอล จัสทิส (Tribunal Justice) ซึ่งมันใช้ไม่ได้ การแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งทั้งโลกแล้วก็หลักการที่ คอป. ใช้ ล้วนแต่ใช้หลักการเดียวกัน คือใช้กระบวนการที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่สากลเขาเรียก ทรานซิชันนอล จัสทิส (Transitional justice) แล้วก็ความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว ถามว่าเพราะอะไรจึงต้องใช้หลักการดังกล่าว เนื่องจากการกระทําความผิดของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในทางการเมืองนั้นในทางกฎหมาย อาญาเขาถือว่าขาดเจตนาหรือขาดมูลเหตุจูงใจในทางอาญา เช่นพี่น้องประชาชนที่ไป ปิดล้อมสนามบิน แต่ถูกดําเนินคดีด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นมิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องการก่อการร้าย เรื่องนี้กระผมขออนุญาตชี้แจง ท่านประธานถึงมูลเหตุและปัจจัยของการบัญญัติเรื่องกฎหมายก่อการร้าย กฎหมายก่อการร้าย เกิดขึ้นในประมวลกฎหมายอาญาเมื่อปี ๒๕๔๖ เกิดขึ้นจากการเกิดเหตุการณ์ ๙๑๑ ที่เรียกว่า ไนน์ วัน วัน (Nine-One-One) ประเทศไทยถูกมติของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติขอความร่วมมือให้ออกกฎหมายเรื่องก่อการร้าย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ที่ขณะนี้กําลังเติบโตโดยมีวัตถุประสงค์ชีวิต ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ทําลายทรัพย์สินให้และเกิดความเสียหาย สร้างความปั่นป่วนให้เกิด ความหวั่นกลัวในหมู่ประชาชนและทําให้เกิดความวุ่นวายเพื่อบังคับรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลใด หรือองค์การระหว่างประเทศให้จํายอม อันนี้เป็นไปตามมติคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ ที่ ๑๓๗๓ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๐๐๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า พี่น้องประชาชนที่ไปยึดสนามบินก็ดี มีวัตถุประสงค์ในทางการก่อการร้ายระหว่างประเทศ หรือเปล่า พี่น้องมวลชนคนเสื้อแดงที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ในวัตถุประสงค์ของ การออกกฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า แต่กฎหมายอาญาฉบับนี้ได้ถูกนําไปใช้แล้ว ผลของมันก็คือ แทนที่มันจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น มันกลับทวีความคับแค้น เพราะเขาเหล่านั้น ท่านเอาไปยิงให้ตายเขาก็บอกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ดังวลีพันธมิตรที่บอกเขาคือผู้ก่อการดี ซึ่งผมก็เห็นด้วย ผิดถูกอย่างไรไม่ว่ากัน

ท่านประธานครับ อีกกรณีหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความผิดกรณี วางเพลิงเผาทรัพย์ ซึ่งอยู่ในลักษณะตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่อยู่ใน ลักษณะ ๖ เขียนว่าความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน แปลว่า คนที่มีความคิดจะทําดังว่านี้ ต้องมีวัตถุประสงค์ในการจะทําให้ประชาชนเกิดอันตราย ผมถาม ท่านประธานว่าพี่น้องที่ไปเผาศาลากลางเขาต้องการทําอันตรายกับพี่น้องประชาชน หรือเขา ต่อรองทางการเมือง ผิดถูกอย่างไรผมไม่ว่านะครับ แต่วัตถุประสงค์เขาไม่ได้เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายอาญาเลย แต่ในประเทศไทยเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราไม่มีกฎหมายอะไร ใช้บังคับก็เลยเอากฎหมายอาญาที่มีไว้จัดการกับโจรเอามาจัดการกับผู้ที่มีความคิดแตกต่าง ทางการเมืองซึ่งมันไม่ถูกต้อง นานาประชาคมโลกที่เขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาใช้หลัก ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้กับการแก้ปัญหา นั่นคือที่มาในเรื่องของกระบวนการสร้างความปรองดอง หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ อาวุธสงครามนําไปสู่การนิรโทษกรรมได้หรือไม่ กระผมก็ตอบว่าถ้ามันเป็นวัตถุประสงค์ ทางการเมืองนิติประเพณีของประเทศไทยก็กระทํามาโดยตลอด การใช้รถถังยึดอํานาจ รถถัง มันยิ่งกว่าอาวุธสงคราม อภิมหาสงครามก็นิรโทษมาโดยตลอด พี่น้องประชาชนที่เคยเข้าป่า จับอาวุธต่อสู้กับพี่น้องทหารหาญหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั่งในสภาแห่งนี้ก็หลายคน เอ็ม ๑๖ (M 16) หรืออาก้าที่ใช้ไม่เรียกอาวุธสงครามแล้วเรียกอะไร ก็ได้รับการนิรโทษมาแล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการดังกล่าวนี้เป็นกระบวนการที่ต้องการการพูดคุย นั่นคือสาเหตุ ที่คณะกรรมาธิการได้ขอสภาแห่งนี้ไปศึกษาเพื่อที่จะเปิดเวทีสภาแห่งนี้ให้ทุกคนได้มาพูดคุยกัน หรือที่เรียกไดอะล็อก (Dialogue) นั่นละ ประเพณีการนิรโทษกรรมหรือการให้อภัยซึ่งกันและกัน มิได้หมายความว่าผมขอให้ฝ่ายค้านให้อภัยกับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่รัฐพึงให้อภัยกับ พลเมืองของรัฐที่เขาได้กระทําความผิดโดยรัฐนั้นมีส่วนทําให้เกิดปัญหาดังกล่าวด้วย ถามว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีสาเหตุปัจจัยจากอะไร ตอบว่าเป็นปัจจัย ในเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเมือง การปกครอง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไป ตามหลักนิติธรรม นี่คือสาเหตุความขัดแย้งซึ่งเห็นตรงกันไม่ใช่เพียงคณะกรรมาธิการนี้เห็น สถาบันพระปกเกล้า ก็เห็น คณะกรรมการอิสระที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่แล้วก็เห็นหลักฐานอ้างอิงคือรายงาน ของ คอป. ฉบับที่ ๑ ที่เสนอต่อรัฐบาลที่แล้วในข้อ ๕.๑ เขียนไว้ชัดเจนครับ ท่านเปิดดูได้ เขาเขียนว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ลงไปถึงระดับของสังคม เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการเมืองการปกครอง รวมทั้งองค์กร ต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ เมื่อประกอบกับการเกิดเหตุรัฐประหาร นั่นก็คือ ๑ ในวิธีการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถูกผิดไม่ว่ากัน และมีข้อวิจารณ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ทําให้ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วทวีความซับซ้อน ยิ่งขึ้น นี่คือสาเหตุของความขัดแย้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็เขียนไว้ในข้อ ๕.๑ ของรายงาน ท่านเห็นว่าไม่ถูกตรงไหนครับ ผลศึกษาของคณะกรรมาธิการ ถ้าไม่ถูก กรุณาโต้แย้ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องเข้าใจตรงกันก็คือนิติประเพณีของประเทศไทยและของสากล ต่อการนิรโทษกรรมนั้นเขานิรโทษกรรมเฉพาะคดีการเมือง คดีที่มีข้อหาในเรื่องทุจริตจะไม่มี การนิรโทษกรรมโดยเด็ดขาด ตรงนี้เข้าใจตรงกันนะครับ แล้วก็อย่าได้กรุณาบิดเบือนสร้าง วาทกรรมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกต่อไป ขอให้พูดกันที่สาระ คณะกรรมาธิการนี้เข้าใจดีครับ ว่าที่ผ่านมาที่มีการนิรโทษกรรมตามกฎหมายไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ไม่เคยมีการนิรโทษ กรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาการทุจริต แล้วก็คงไม่มีใครในประเทศนี้หรือในโลกนี้ไปเสนอ ให้มีการกระทําดังว่านั้น กรอบการทํางานของคณะกรรมาธิการที่เราได้รับจากสภาไป เราตั้ง กรอบการทํางานออกเป็น ๓ กรอบ ถามว่าคําว่า เรา คือใคร ก็คือคณะกรรมาธิการได้ มีมติร่วมกัน กําหนดกรอบทํางานออกเป็น ๓ กรอบ ประกอบด้วยกรอบแรก การติดตาม การทํางานของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเยียวยา เพราะกรรมาธิการเห็นว่า การเยียวยาคือปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่การปรองดอง อันนี้เป็นหัวใจสําคัญของการปรองดอง ท่านลองนึกภาพท่านขับรถไปชนลูกเขาตาย ถ้าท่านไม่ไปเยียวยา ไม่ไปช่วยเขาทําศพ ไม่ไป ชดเชยความเสียหาย ท่านเจรจากับเขาไม่ได้หรอกครับ มันต้องเยียวยาก่อน กรรมาธิการ เห็นความสําคัญในข้อนี้ ก็มีการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเยียวยาและคณะกรรมาธิการเองก็ยังได้มีข้อสังเกตต่อมาตรการการเยียวยาของรัฐบาล ว่าการที่รัฐบาลได้ไปกําหนดมาตรการการเยียวยาตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ทําให้ เกิดปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มหรือเปล่าอาจจะนํามา สู่ความขัดแย้งได้ ถามท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่เคารพว่า ข้อสังเกตผลศึกษา ของกรรมาธิการไม่ถูกต้องตรงไหนครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านไปแล้วนะครับว่า ในประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์คล้าย ๆ กัน เหตุการณ์แรกคือการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๙ แต่ครั้งนั้นไม่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย กับเหตุการณ์ ทางการเมืองรุนแรงครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๓ มีคนตายนับร้อย คนเจ็บนับพัน แต่วันนี้ผมเห็น คนที่จริงจังกับการที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผ่านมาในอดีต คือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ปี ๒๕๔๙ ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ผมยังไม่ได้เห็นความร่วมมือเท่าใดนัก ท่านประธานครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาโดยรับฟัง ความคิดเห็นจากองค์กรภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รับฟังความคิดเห็นจากสภา ความมั่นคงแห่งชาติ จากกองทัพบก และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความจริงข้อยุติ ที่ตรงกันว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ความมั่นคงในระดับที่สูงสุด ประเทศไทยมีความจําเป็น ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยเร็วที่สุด ช้าไม่ได้ครับ คําว่า กระบวนการปรองดอง ไม่ได้แปลว่าการนิรโทษกรรม อย่าเข้าใจผิดนะครับ การนิรโทษกรรมมันเป็นส่วนหนึ่ง เป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการที่เรียกว่าทรานซิชันนอล จัสทิส เท่านั้นเอง ซึ่งเดี๋ยวจะกราบเรียนให้ทราบ วิธีการทํางานของกรรมาธิการในกรอบที่ ๒ ก็คือศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดอง ตรงนี้คณะกรรมาธิการแบ่งการทํางานออกเป็น ๒ ส่วนในลักษณะของการตรวจสอบ ซึ่งกันและกัน โดยคณะกรรมาธิการทํางานเองก็คือเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ความคิดเห็น โดยปัจจัยสําคัญที่เราถามทุกคนจะประกอบด้วยคําถามนัยเดียวกันประมาณ ๓ คําถาม คือเขาเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรือเกี่ยวข้องกระทบกับเขา หรือยัง เขาต้องการอะไรให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย และเขาคิดว่าอะไรคือปัจจัยที่จะทําให้ การปรองดองมันประสบความสําเร็จ คําตอบที่ออกมามันเหมือนกัน ทั้งในและต่างประเทศ เขาเห็นว่าความขัดแย้งเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจต่อความมั่นคง เขาต้องการเห็นประเทศชาติ เกิดความปรองดองโดยเร็วที่สุด และเขาเห็นว่าปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่การสร้างความปรองดอง ก็คือหลักการให้อภัยซึ่งกันและกัน กรรมาธิการก็ได้นําผลศึกษานี้ระบุไว้ในรายงานเช่นกัน ไม่ได้บิดเบือน ไม่ผิดเพี้ยนไปจากนี้ แถมคณะกรรมาธิการยังมีหมายเหตุ ยังได้แจ้งเพิ่มเติมอีก ว่าในสภาพที่สังคมไทยเป็นสังคมที่เปราะบาง กระบวนการสร้างความปรองดองจะต้อง ดําเนินการไปบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ไม่ถูกตรงไหนครับ เข้าใจคําว่านิติธรรมไหมครับ คําเหล่านี้เป็นคําที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในแวดวงทั้งการเมืองการปกครองและกฎหมายต้อง ตระหนักคําว่านิติธรรม ผมเข้าเรียนกฎหมายปีแรกคณบดีผมคําแรกที่สั่งให้ผมท่องต้องจํา ให้ขึ้นใจ คือหลักนิติธรรม ท่านอาจารย์กฤชสอนผมมา ท่านประธานครับ เรายังบอกว่า การปรองดองนอกจากจะอยู่บนหลักนิติธรรมแล้วมันต้องกระทําโดยการใช้กฎหมายใช้ หลักกฎหมายที่ถูกต้องด้วยการคืนความถูกต้องและความชอบธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กรรมาธิการนี้ไม่ได้มีข้อเสนอใดเลยบอกให้ไปล้างผิดให้ผู้ใด เพราะฉะนั้นกรุณาอ่านรายงาน คณะกรรมาธิการให้ชัด ผมเชื่อว่ารายงานของคณะกรรมาธิการมีความเป็นกลางเป็นธรรม และเป็นรูปธรรมที่สุด มิได้เอนเอียงถึงแม้ว่าเสียงส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ตําหนิรัฐบาล ไปหลายข้อ กรรมาธิการเองยังเห็นว่าปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่เหตุการณ์เผชิญหน้าของผู้คน ในสังคมขณะนี้ยังมีอยู่นะครับ ประกอบด้วยกรณีมาตรา ๑๑๒ ประกอบด้วยกรณีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยเรื่องของการนิรโทษกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปรองดอง เพราะว่า มันจะถูกนําไปบิดเบือนว่าตั้งขึ้นมาเพื่อจะไปล้าง ความผิดให้ใคร ลบความผิดให้ใคร ประเด็น การไต่สวนหาสาเหตุการตายและประเด็นการชดเชยเยียวยา ประเด็นเหล่านี้จะเป็นประเด็น ที่ต้องบริหารด้วยความระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นโดยตัวของมันเองจะก่อความขัดแย้ง ก็ถามท่านสมาชิกว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือผลศึกษาไม่ถูกต้องตรงไหน มีความชัดเจนมากครับต่อข้อเสนอ ยังเสนอให้ว่าในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้อง ทําให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นการทําเพื่อสร้างกติกาที่เป็นกลางให้กับประเทศไม่ใช่แก้มา เพื่อช่วยใครคนใดคนหนึ่ง ควรจะทําความจริงตรงนี้ให้ปรากฏเพื่อให้ประชาชนมีความสบายใจ ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในรายงานคณะกรรมาธิการครบถ้วนครับ ความขัดแย้งที่อ้างว่าเป็น ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างผมกราบเรียนแล้วว่าเห็นเหมือนกันหมด มันก็ต้องแก้โดยการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักนิติธรรมมากที่สุด ขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศมากที่สุด ซึ่งผมก็เคยกราบเรียนท่านประธานในสภา แห่งนี้ไว้แล้วไม่ขอเสียเวลาสภาแห่งนี้อีก คณะกรรมาธิการพบว่าความขัดแย้งทางการเมือง ในครั้งนี้แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา ปรากฏอยู่ในรายงานข้อ ๕.๓ ท่านดูสิครับ ในอดีต ที่ผ่านมาเป็นความขัดแย้งด้านเดียวระหว่างประชาชนกับรัฐ จึงมีการให้อภัยประชาชน โดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้เป็นความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนต่อประชาชน แสดงออกโดยการเป็นสี เป็นกลุ่ม ความชัดเจนอยู่ ในรายงานข้อ ๕.๓ ท่านดูได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จําเป็นสําหรับผู้คนในสังคมที่ต้องช่วยกัน คือการบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี ผมถามว่าข้อศึกษาของกรรมาธิการผิดพลาดผิดเพี้ยนไปตรงไหน หรือต้องบริหาร ความขัดแย้งให้อยู่บนความรุนแรงถึงจะสะใจ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าขณะนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมต่างต้องการให้เกิดความปรองดอง สาเหตุของความขัดแย้ง กรรมาธิการได้รับฟังความคิดเห็นว่าประเด็นเหตุการณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง มิได้เป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่มันเกิดขึ้นมาซ้ํา ซ้ํา ซ้ํา หลาย ๆ เหตุการณ์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ กรรมาธิการไม่ได้ตัดตอนความผิดเริ่มจากการปฏิวัติ เราเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ สมัยที่รัฐบาลท่านทักษิณ ซึ่งผม ก็เป็น ครม. อยู่ด้วยบริหารราชการแผ่นดินแล้ว มีข้อครหาว่าเป็นการบริหารที่ถูก ตามกฎหมายแต่อาจจะไม่ชอบธรรม อันนี้ผมรับฟังครับ แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นความชอบ ด้วยกฎหมาย ส่วนความไม่ชอบธรรมนั้นถึงแม้จะสําคัญกว่ากฎหมายนําไปสู่การแก้ไขได้ ผมมิได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่มันเกิดแล้วมันแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องมาแก้ในสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปว่าทําอย่างไรคนไทยจะไม่ต้องไปฆ่ากัน ทําอย่างไร ท่านกับผมที่อยู่ในสภาแห่งนี้จะยอมรับกติการ่วมกันว่าวันนี้เขาใช้เสียงข้างมากตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเสียงข้างมากถูก แต่ท่านต้องยอมรับเสียงข้างมากคือข้อยุติ ท่านประธานครับ ผลศึกษาของสถาบันประปกเกล้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้นํามาใช้ ประกอบการเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้วความเห็นของสถาบัน พระปกเกล้า กราบเรียนตรงนี้ไม่ได้เป็นนวัตกรรมครับ ไม่ได้เป็นยูเรกา (Eureka) ที่เพิ่ง ค้นพบใหม่ ความเห็นที่เสนอให้มีการนิรโทษกรรมด้วยการให้อภัยประชาชน มันเกิดมาตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ แล้วครับ ในขณะที่กรรมาธิการเองก็เห็นก่อนสถาบันพระปกเกล้าด้วยซ้ํา รายงาน ของกรรมาธิการออกก่อนสถาบันพระปกเกล้าเสนอไว้ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการอยู่ใน ข้อ ๖.๑ (๔) เราก็เสนอไปแล้ว คืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรม เราเสนอก่อนสถาบัน พระปกเกล้า ส่วนข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่เขาบอกว่าควรยกเลิกผลทางกฎหมาย ของ คตส. ก็ไม่ได้เป็นนวัตกรรมที่เพิ่งค้นพบใหม่จนจะต้องถือเป็นลิขสิทธิ์ใครเอาไปอ้างอิง ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ผมพูดไว้ในสภาแห่งนี้ก็ตั้งหลายครั้งแล้วว่ากระบวนการนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นกระบวนการสร้างความปรองดองที่สําคัญ ท่านประธานครับ คือการเยียวยา ซึ่งมิใช่เพียงเยียวยาด้วยการชดใช้เงินทอง ไม่ใช่ มันรวมถึง การคืนความถูกต้องให้กับเขาด้วยว่าเราได้ทําอะไรไว้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อสรุปตรงนี้ตรงกับ รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งรายงานไว้ครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ เขาได้รายงานไว้ในข้อ ๕.๕ เป็นรายงาน คอป. ที่ได้ยื่นต่อรัฐบาลเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ เขียนไว้ในข้อ ๕.๕ ว่าการเยียวยา กลุ่มผู้ถูกดําเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมก็เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่เป็นเงื่อนไขในการสร้าง ความปรองดองในชาติ ความรู้สึกว่าตนถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิด หรือดําเนินคดี โดยไม่เป็นธรรม โดยการตั้งข้อหาที่ร้ายแรงไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้คดี เหล่านี้เป็นเรื่อง ที่จําเป็นที่จะต้องมีการเยียวยาโดยเร่งด่วน

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเจะอามิงครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาต

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเจะอามิงยกมือก่อนครับ กรุณานั่งก่อนคุณหมอ เชิญท่านเจะอามิงก่อนครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตท่านประธานทักท้วงว่าท่านสมาชิกในฐานะกรรมาธิการได้ชี้แจง วันนี้ผมถาม ว่าใครถาม ลุกขึ้นมาตอบนี่ใครถาม ท่านอภิปรายเหมือนการอภิปรายในขั้นกรรมาธิการเลย วันนี้สัดส่วนของสมาชิกเขากําลังจะซักถามให้เป็นประเด็นแต่ละข้อ แต่ละข้อ แล้วท่านก็ค่อย ตอบสิครับ ในสภาผู้แทนราษฎรมันเป็นการให้ข้อคิดเห็นอย่าใช้พฤติกรรมและนิสัยเหมือนกับ ในการประชุมของคณะกรรมาธิการ อย่าถือธงเลยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเจะอามิงเดี๋ยวผมวินิจฉัยนะครับ คืออย่างนี้ทางฝ่ายรัฐบาลเสนอชื่อผู้ขออภิปรายมา ๒ ท่าน ก็คือท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ ๒๕ นาที แล้วก็ขอเสนอชื่อท่านวัฒนาอภิปรายด้วย ผมก็อนุญาตตามที่ขอ เสร็จแล้วเดี๋ยวก็จะเป็นคิวของท่านกนกผมก็อนุญาตตามนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็เชิญท่านต่อเถอะครับ

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธาน ก็ทําความเข้าใจ อีกครั้งนะครับว่ากระผมใช้สิทธิในฐานะเป็นสมาชิก เพราะตอนลุกขึ้นแนะนําตัวก็บอกว่า เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและในฐานะรองประธาน ขออนุญาตท่านประธานใช้ตรงนี้ ชี้แจงทั้ง ๒ ฐานะ โดยใช้เวลาในสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยจะได้ไม่ต้องกินเวลาของ กรรมาธิการท่านอื่นเขา ท่านประธานครับ หลักการที่คณะกรรมาธิการเห็นด้วย แล้วก็เห็นว่า จะต้องเร่งดําเนินการโดยเร็วที่สุด

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านเจะอามิง ผมได้วินิจฉัยแล้วครับ เขาขอใช้เวลาในส่วนของผู้อภิปรายซึ่งก็มีทั้ง ๒ ฝ่าย ทางนี้ก็มีท่านกนก ท่านวัชระ ท่านศุภชัย ท่านพิเชษฐ์ ทางโน้นก็เสนอชื่อมา ๔ ท่าน ผมเรียงให้ตามนั้นนะครับ แล้วก็ให้สิทธิเขาอภิปรายผมได้วินิจฉัยแล้วท่าน ท่านเจะอามิงครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตเรียนกับท่านประธานว่าท่านสมาชิกกําลังทําผิดข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎร ถ้าท่านใช้สิทธิของคณะกรรมาธิการท่านตอบข้างบน แต่ถ้าท่านยืนยันว่า ใช้สิทธิในฐานะสมาชิกท่านต้องลงข้างล่างครับ มาตอบข้างล่าง มาตอบข้อซักถาม แล้วพูดกับ ประธานข้างล่างครับท่านประธาน นี่คือข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครับ ท่านประธาน ช่วยกรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เมื่อสักครู่นี้ผมได้วินิจฉัยไปแล้วนะครับ ก็ให้เขาใช้สิทธิในนามสมาชิก ก็ขอเสนอชื่อมา ทั้ง ๒ ฝ่าย ที่อยู่ข้างบนท่านมาดูผมก็เรียงมาตามนั้นนะครับ ก็ให้พูดตามนั้น เมื่อสักครู่ ผมก็เลยบอกว่าท่านวัฒนาแล้วก็ไปท่านกนก ผมก็เรียงให้ตามนี้ ท่านก็สรุปได้แล้วนะครับ

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ 🔗

ผมใช้สิทธิในการรายงานนี้นะครับ ผมรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการต่อสภาแห่งนี้แล้วก็อภิปรายประกอบ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าไปสู่ประเด็นสําคัญที่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่เราต้องการ ต่อกระบวนการสร้างความปรองดองปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ข้อ ๖.๑ (๔) ผมอยากให้ท่านสมาชิกได้กรุณาพิจารณาตรงนี้ว่ากระบวนการปรองดองต้องดําเนินการ ไปบนพื้นฐานของหลักนิติธรรมด้วยการคืนความถูกต้องและคืนความชอบธรรมให้กับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอันเกิดจากเหตุขัดแย้งและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กระบวนการ ในการสร้างความปรองดองมีอยู่หลายขั้นตอนล้วนมีผู้ที่รับผิดชอบแล้วทั้งสิ้น ถามว่าสภา แห่งนี้ควรรับผิดชอบอะไร การค้นหาความจริงมี คอป. เขาทําอยู่แล้วครับ การเยียวยา รัฐบาลรับผิดชอบ กระบวนการเปิดเผยความจริงมีองค์กรรับผิดชอบ เหลือเรื่องของที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมายซึ่งมาอยู่ที่สภาแห่งนี้ซึ่งผมกราบเรียนต่อไป เราพบว่ากระบวนการที่เกิดขึ้น ภายหลังจากการรัฐประหารโดยเฉพาะมีกระบวนการอยู่ ๒ เรื่องที่นํามาซึ่งความขัดแย้ง นั่นคือกระบวนการยุบพรรคแล้วก็ห้ามกรรมการบริหารพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็น การออกกฎหมายย้อนหลัง อันนี้เราเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม อีกตัวหนึ่งที่เป็น การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสูง คือกระบวนพิจารณาคดีของ คตส. แล้วก็ขออนุญาตใช้เวลา ของสภาแห่งนี้พูดตรงนี้ให้ชัดเจนว่าเราเห็นความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม สิ่งที่เราจะ เรียกร้องให้กับทุกฝ่ายในสังคมได้ร่วมกันคืนความถูกต้องตรงนี้ประกอบด้วยดังนี้ครับ กระบวนการที่ดําเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือจําเลย เราเรียกว่ากระบวนการยุติธรรม ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า โพรเซส (Process) หรือดิวโพรเซส ออฟ ลอว์ (Due Process of Law) แปลว่ามันมีกระบวนการไม่ได้เป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ดําเนินการโดยอิสระได้ ถ้าเปรียบขบวนรถที่จะพาผู้ต้องหาหรือจําเลยไปส่งกรมราชทัณฑ์มันประกอบขึ้นด้วย ๔ ขบวน หัวรถจักรนี้ ท่านประธานครับคือกระบวนการพิจารณาพิพากษาต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๒ กระบวนการฟ้องต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๓ กระบวนการสอบสวนต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๔ จึงเป็นตู้ของ จําเลยนะครับ จึงจะพาจําเลยไปส่งกรมราชทัณฑ์ได้ แล้วในระหว่างตู้นั้นมันมีโซ่ที่เรียกว่า โซ่นิติธรรมร้อยอยู่ ท่านประธานถามผมว่าตรงนี้เอามาจากไหน ท่านสมาชิกเปิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ดูครับ ท่านจะเห็นคําตอบว่าการใช้อํานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องอยู่บน พื้นฐานของหลักนิติธรรม ถามว่ากระบวนการของ คตส. ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลัก นิติธรรมตรงไหน กราบเรียนท่านประธานว่าเบื้องต้นการจัดตั้งองค์กรมิได้ตั้งโดยอํานาจ อธิปไตยที่มาจากประชาชน องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้อํานาจประชาชนจะต้องเป็นองค์กรที่ตั้ง โดยรัฐสภา หลายท่านอาจจะเถียงผมว่าตั้งขึ้นโดยรัฐาธิปัตย์ในขณะนั้น เพราะในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๗ ได้ยินถึงขนาดว่าการยิงเป้าโดยอาศัยมาตรา ๑๗ ก็ชอบด้วยกฎหมาย เพราะว่า คนที่สั่งยิงเป็นรัฐาธิปัตย์

ความไม่ชอบธรรม ประการที่ ๒ คือเป็นการตั้งองค์กรซ้อนองค์กรที่มีอยู่แล้ว อันนี้ขัดกับหลักการพิจารณาคดีอาญา ในประเทศไทยไม่มีองค์กร ๒ องค์กรที่มีอํานาจ เหมือน ๆ กัน เป็นการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อจัดการกับใครคนใดคนหนึ่ง อันนี้ขัดกับ หลักนิติธรรมเพราะไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องของความเท่าเทียมของกฎหมาย และการเลือกปฏิบัติ

ประการต่อมา เราเห็นว่าการออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาภายหลัง ที่เกิดการกระทําความผิดแล้วขัดกับหลักการคดีอาญาครับ หลักความยุติธรรมคดีอาญา มันต้องมีกฎหมายก่อนที่จะมีการกระทําใด ๆ นั้น ไม่ใช่มีกระทําเกิดขึ้นก่อนและไปออก กฎหมายมาจัดการกับสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อันนี้ขัดทั้งเรื่องของหลักนิติธรรม ขัดทั้งกฎหมาย อาญาทั่วไป

องค์ประกอบที่ ๔ ที่เราเห็นว่าการดําเนินการของ คตส. ไม่ถูกต้องคือ องค์ประกอบของผู้ดํารงตําแหน่งและการเข้าสู่ตําแหน่งมันไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่งตั้งผู้ที่เป็นคู่กรณีและคนเหล่านั้นขาดคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่เป็นพนักงาน สอบสวน ท่านบอกว่าท่านเป็นพนักงานสอบสวน ท่านประธานไปดูสิครับ การเข้าสู่ตําแหน่ง ของพนักงานสอบสวนในประเทศไทยมาจากการสอบเข้าทั้งหมด ตํารวจก็สอบเข้า อัยการ ก็สอบเข้า ในกระบวนการยุติธรรม ปปส. ป.ป.ช. สอบเข้าหมด ไม่มีกระบวนยุติธรรม ในประเทศไทยที่มาจากการแต่งตั้งครับ พวกนี้มาจากการแต่งตั้งมันขัด ที่สําคัญมิได้ มีคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ พนักงานอัยการต้อง จบกฎหมาย ได้เนติบัณฑิตครับ ใน คตส. บางคนจบบัญชีมาเป็นอัยการได้อย่างไรครับ

ประการต่อมา อํานาจหน้าที่ตามประกาศ คอป. ฉบับที่ ๓๐ ที่ให้ดําเนินการ กับคณะรัฐมนตรีชุด พันตํารวจโท ทักษิณ ซึ่งรวมกับผมด้วยขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะว่า เป็นการออกฎหมายที่ใช้บังคับกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หลักกฎหมายเขาบอกว่า ต้องมีความเท่าเทียมครับ ภาษาอังกฤษ เขาเรียกกฎหมายต้องเมนเทน อิควอลิตี้ (Maintain equality) ต้องขจัดการเลือกปฏิบัติ อันนี้มันเป็นอย่างนี้โดยตรง กระบวนการ ตรวจสอบการทํางานขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ผมไม่เคยหรอกครับ กระบวนการคัดค้าน คนที่ทํางานว่าคุณมีส่วนได้เสียถูกตัดสินโดยคนที่ทํางานเองว่าข้าพเจ้าไม่มีส่วนได้เสีย ข้าพเจ้าเป็นกลางแต่ก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศนี้ ท่านประธานครับ สุดท้ายก็คือศาลที่ทําการ พิจารณาพิพากษาคดี ถูกจัดตั้งขึ้นขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน นั่นคือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ซึ่งผมกราบเรียนไว้หลายครั้งแล้ว มาตรา ๑๔ ข้อ ๕ เขียนว่า ผู้ที่ถูกคําพิพากษาในคดีอาญาย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่า ก็ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นศาลสูงสุดแล้ว เป็นศาลฎีกาแล้ว บทบัญญัติ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศ ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะหลักนิติธรรมมีเรื่องหนึ่งครับ คือหลักที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่สําคัญท่านประธานครับ สิทธิมนุษยชน เขามีไว้ให้กับคนที่เป็นมนุษย์พึงเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ใครก็แล้วแต่ละเลยถึง สิทธิมนุษยชน คือละเลยความเป็นมนุษย์ ผมก็สงสัยว่าผู้ที่ละเลยนั้นยังดํารงความเป็นมนุษย์ ต่อไปหรือเปล่า ท่านประธานครับ แนวทางการสร้างความปรองดองที่เราศึกษามาตรงกัน ก็คือการเยียวยาคืนความถูกต้อง วันนี้สิ่งที่กรรมาธิการ สิ่งที่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกที่จะเรียกร้องทุกองค์กร ก็คือเราจะ กล่าวหาใครว่ากระทําความผิดต้องให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเองครับ ในกระบวนยุติธรรมที่ได้รับ การยอมรับ ซึ่งมีอยู่แล้วในประเทศไทย การกล่าวหาเขาแล้วเอาองค์กรที่ไม่ถูกต้อง มาดําเนินการกับเขา และพยายามจะบิดเบือนว่าเรากําลังจะไปล้างความผิดให้เขาไม่ใช่ครับ สิ่งที่จะเป็นข้อเสนอของกระผม ก็คือเสนอให้มีการยกเลิกผลทางกฎหมายตรงนี้ เพื่ออะไร เพราะกระบวนการปรองดองมันจะเดินต่อไปไม่ได้ถ้าการเยียวยายังไม่ได้ทํา กระบวนการ สานเสวนาที่มีการเสนอก็ดี การไดอาล็อก การพูดคุยที่พูดกันก็ดี มันต้องเกิดในระดับคู่กรณี แห่งความขัดแย้ง ก็ในเมื่อสิ่งที่ท่านกําลังทํากับเขามันไม่ถูกต้อง มันจะเกิดการพูดคุยอย่างไรครับ มันเกิดขึ้นมาไม่ได้ มันต้องคืนความถูกต้องตรงนี้ก่อน ซึ่งตรงกับข้อเสนอของ คอป. และตรงกับข้อเสนอของหลักความนิติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านทุกประการ ในข้อเสนอของ คอป. ฉบับล่าสุดข้อ ๓ ฉบับสุดท้าย เขาเสนอว่าให้มีการคืนความถูกต้อง ความชอบธรรม ข้อเสนอแนะเขียนไว้ในหน้า ๑๖ ของรายงาน คอป. ฉบับที่ ๓ ว่า กระบวนการปรองดอง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และทุกภาคส่วน ในประเทศ โดยใช้หลักเครื่องมือ เช่นการเปิดเผยความจริง และรากเหง้า ปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ การอํานวยความยุติธรรมแก่เหยื่อ การฟ้องร้องดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิด ซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ก็ถามว่าที่ผ่านมาที่ดําเนินคดีกับคนบางคนที่คุณก้าวข้ามเขาไม่พ้น มันเป็นไปตามหลักนิติธรรมมันถูกต้องแล้วหรือ ผมไม่ได้เรียกร้องให้มีการล้างผิดกับใครครับ เรียกร้องให้มีการดําเนินการให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ท้ายที่สุดที่กระผมอยากกราบเรียน ท่านประธานเพื่อนําไปสู่การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการก็คือรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าได้ถูกเขียนไว้ในข้อ ๕.๗ (๕) ชัดเจนว่าเราได้เอาถ้อยคําของ สถาบันพระปกเกล้ามาทั้งหมด มิได้ตัดทอน บิดเบือน หรือจงใจที่จะทําให้เกิดความเข้าใจผิด ในหมู่สาธารณชนทั้งสิ้น ในนามของคณะกรรมาธิการผมมีความเห็นตรงนี้มีข้อเรียกร้องไปยัง สภาผู้แทนราษฎร ๒ ส่วน

ส่วนแรก ก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องไปยังองค์กร หน่วยงาน แล้วก็ทุกภาคส่วนของสังคมที่มีอํานาจหน้าที่ได้นําข้อเสนอของคณะกรรมาธิการไปดําเนินการ ให้เกิดรูปธรรมของคณะกรรมาธิการ ในส่วนขององค์กรใด หรือหน่วยงานใด จะนําเอาข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าไปดําเนินการ ขอให้รับเอาข้อสังเกตของ คณะผู้ทําวิจัย หรือขอให้รับเอาข้อสังเกตของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ารับไปพิจารณาด้วย แต่ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นลง โดยสมบูรณ์แล้ว สภาแห่งนี้มอบให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดอง เราก็ศึกษาได้ว่าผลการศึกษาเราพบแล้วอยู่ในข้อ ๕ ข้อเสนอแนะของเราอยู่ในข้อ ๖ ส่วนสภาแห่งนี้เมื่อรับฟังข้อเสนอ ข้อศึกษาเราแล้วจะมีความเห็นเป็นประการใดสุดแท้แต่ คณะกรรมาธิการยินดีรับฟัง ด้วยความเคารพต่อข้อเสนอของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กระผมเห็นว่าเป็นการเสนอที่ข้ามกระบวนการและข้ามขั้นตอน กระบวนการสานเสวนา เป็นกระบวนสุดท้ายของการสร้างความปรองดองครับ ท่านประธานครับ

กระบวนการแรก ของการสร้างความปรองดอง ก็คือการดําเนินคดีอาญากับ ผู้ที่มีส่วนทําให้เกิดความรุนแรง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนกระทั่งปี ๒๕๕๕ ที่เราเข้ามาสู่ตําแหน่ง ๒ ปีไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งรัฐบาลนี้เข้ามาสู่ตําแหน่งจึงได้มีการไต่สวนหาสาเหตุ การตาย ทั้ง ๆ ที่ วิ. อาญา ว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพบอกให้ทําให้เสร็จภายใน ๒ สัปดาห์ ด้วยซ้ํา แต่ ๒ ปี มันไม่มีความคืบหน้า อันนี้มันก็ขัดกับหลักที่เขาให้ทํา

กระบวนการที่ ๒ ของการปรองดองก็คือการเยียวยาที่กระผมกราบเรียนแล้ว นั่นคือกระบวนการคืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรมเพื่อที่จะนําไปสู่กระบวนการต่อไป คือการพูดคุย การเจรจา การเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายเข้ามาหาทางออกร่วมกัน เพราะฉะนั้น ข้อเสนอที่ให้มีการสานเสวนาเห็นด้วยครับว่าจะต้องมีแต่มันไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นก่อน การเยียวยาโดยเด็ดขาด การปรองดองเกิดขึ้นมาไม่ได้หรอกครับถ้าคุณยังปล่อยให้ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมยังดํารงความไม่เป็นธรรมนั้นอยู่ และถามว่า การคืนความถูกต้องและความเป็นธรรมต้องทําโดยทันทีหรือไม่ ต้องทําโดยทันที เพราะว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฏิเสธความยุติธรรม คือความอยุติธรรมนั่นเอง ภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่า จัสทิส ดิเล อิส จัสทิส ดิไน (Justice delay is justice denied) ผมเข้าใจว่า ทุกท่านคงเคยได้ยิน เพราะฉะนั้นที่จะมาเสนอให้เลื่อนไป ๆ อย่าเพิ่งทํา อย่าเพิ่งคืนความถูกต้อง อย่าเพิ่งคืนความชอบธรรมนั้น ผมในนามของกรรมาธิการส่วนตัวไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่า ความสําคัญสูงสุดที่จะต้องทําในวันนี้ก็คือการเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะมันแสดง ถึงความเป็นมนุษย์และความเป็นอารยะของเรา และผมคิดว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การเยียวยาโดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องของการนิรโทษกรรม และเรื่องของการคืนความชอบธรรม ความถูกต้องเพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเขาได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตัวเองภายใต้กระบวนการ ยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมันมีอยู่แล้วที่ผมกราบเรียนแล้ว ป.ป.ช. ก็มี อะไรก็มี ต้องรีบทํา โดยเร็วเพราะมันเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้อยู่ในวิสัย อยู่ในอํานาจที่จะทําได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้เสนอไว้ในข้อ ๖ เช่นกันครับว่า เรียกร้องให้ทุกฝ่ายนําเอาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ผลศึกษาไปดําเนินการให้เกิดความชอบธรรมโดยเร็วที่สุด เมื่อดําเนินการตรงนี้แล้ว กระบวนการอื่น ๆ มันจะตามมาครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิพิฏฐ์

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมต้องใช้อุปกรณ์ในการอภิปรายแล้วก็ขอที่วางเอกสาร ชาร์ท (Chart) ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ในฐานะที่เคยเป็น คณะกรรมาธิการในกรรมาธิการคณะนี้ แต่ว่าในท้ายที่สุดผมได้ตัดสินใจที่จะลาออกจาก การเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ เนื่องจากผมมีความเห็นว่าการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ที่ผ่านมานั้นมิได้คํานึงถึงความถูกต้องในหลายประการ แต่ผมจะเริ่มต้นพูดถึง คณะกรรมาธิการแล้วไม่หยิบยกรายงานของสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมากล่าวเสียเลยก็คง ไม่ได้ เพราะว่ารายงานของคณะกรรมาธิการนั้นเกี่ยวเนื่องแล้วก็ผูกพันกับผลวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้า พูดได้ครับท่านประธานครับว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นได้นํา ความเห็นของบทวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเวลา ที่คณะกรรมาธิการหยิบยกขึ้นมาใช้นั้นท่านหยิบยกมาใช้บางประเด็นที่เป็นประโยชน์กับท่าน เท่านั้นเอง และที่ร้ายไปกว่านั้นในรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นก็มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง บิดเบือนข้อกฎหมายหลายประการด้วยกัน ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะกล่าวไปถึง เรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการแล้วก็ผลการรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงบางประเด็นที่ท่านวัฒนา ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ดูเหมือนท่านพยายามอธิบายข้อกฎหมายแล้วก็แสดงภูมิรู้ทางกฎหมายมากมาย ผมไม่ค่อย เชื่อท่านหรอกครับเพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนท่านยังไม่แสดงความรู้ทางกฎหมายให้เป็นที่ประจักษ์ในประเทศนี้สักเท่าไรนัก ท่านพูดถึงเรื่องของการวางเพลิงเผาทรัพย์แล้วบอกว่าการวางเพลิงเผาทรัพย์นี้อยู่ในหมวดของ ความผิดที่ก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชน ท่านพูดเลยไปถึงว่าคนที่วางเพลิงเผาทรัพย์ เช่น การเผาศาลากลางนั้นมิได้มีเจตนาที่จะทําให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ท่านอธิบาย ผิดหลักกฎหมายครับ มันอยู่ในหลักของการกระทําความผิดที่ก่อให้เกิดภยันตราย ต่อประชาชนครับท่านครับ แล้วการวางเพลิงเผาทรัพย์นั้นความผิดของการวางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นอย่างไรต้องไปดูในเนื้อของกฎหมายว่าเขาบัญญัติไว้อย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ เรื่องนี้อย่ามาเถียงกันเลยครับ เพราะ ๓-๔ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภาคอีสานนั้น ศาลได้มีคําพิพากษาแล้วครับ หลายจังหวัดครับ ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสกลนคร เหลือจังหวัดขอนแก่นจังหวัดเดียวที่ยังไม่ได้มีคําพิพากษา นอกจากนั้นศาลได้มีคําพิพากษา ๒๐ ปีแล้วก็ ๓๕ ปีครับ เรื่องนี้ผมจะไม่โต้เถียงกับท่านครับ ท่านล่ะครับ ท่านวัฒนาได้พูดถึง เรื่องของการให้อภัย ท่านพูดเยอะครับ ถามว่าเราใจดําถึงขนาดไม่ให้อภัยเพื่อนมนุษย์หรือครับ ไม่หรอกครับ ท่านยกตัวอย่างว่าเวลาเราขับรถชนใครสักคนหนึ่งแล้วเขาเสียชีวิต เราต้องไป เยียวยาเขา ต้องไปใช้ค่าเสียหายเขา ท้ายที่สุดก็มุ่งไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกัน ท่านพูดไม่จบครับ ถ้าท่านขับรถชนคนตายแล้วเยียวยาเขา ผมเห็นด้วยครับถ้าผู้เสียหายจะให้อภัยท่าน แต่ท่านครับ ท่านลืมไปอย่างหนึ่งครับซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ท่านต้องรับผิดว่าท่านชนคนตาย ท่านครับ ที่ผ่านมานั้น ท่านพูดถึงการให้อภัยครับ หลักของการให้อภัยในรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามันเริ่มต้น ด้วยการยอมรับผิดครับ ถ้าไม่ยอมรับผิดไม่มีการนิรโทษกรรมนะครับ ท่านไปดูเถอะครับ การนิรโทษกรรมคืออะไรครับ คือการทําให้สิ่งที่ผิดไม่ผิด ท่านครับ การนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ คือการกระทําให้สิ่งที่ผิดนั้นไม่เป็นความผิด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมีการ นิรโทษกรรมครับ คอป. เองก็ดี สถาบันพระปกเกล้าเองก็ดี เขาบอกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการ ค้นหาความจริง หลังจากค้นหาความจริงมันก็ต้องต่อด้วยการเปิดเผยความจริงครับ หลังจาก เปิดเผยความจริงมันก็ต้องเข้ากระบวนการจัดการกับความจริงที่เกิดขึ้น เช่น การให้อภัยหรือ การยอมรับ ไม่มีนะครับในรายงานที่สถาบันพระปกเกล้าพูดถึง ไม่มีนะครับในรายงานของ คอป. ที่บอกว่าต้องลืมด้วยการให้อภัย ค้นหาความจริงครับท่านครับ ท่านลืมกระบวนแรก ของความยุติธรรม ไม่มีการค้นหาความจริง จะเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมไม่ได้ครับ เพราะนิรโทษกรรมผมย้ําว่าคือการทําสิ่งที่ผิดให้ไม่ผิดครับ แล้วต้องมีการขอโทษด้วย ในรายงานนี้บอกชัดครับว่าก่อนจะมีการนิรโทษกรรมนั้นต้องมีการยอมรับผิด ท่านครับ ท่านเร่งรีบเหลือเกินครับ สําหรับปลายทางของสถานีการนิรโทษกรรม ท่านยังไม่ค้นหาความจริง ท่านยังไม่เปิดเผยความจริง ท่านยังไม่ยอมรับผิดเลยครับ แต่ท่านบอกว่าเรา หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนเราจะปฏิเสธการให้อภัยซึ่งไม่จริงครับ ท่านประธานครับ ท่านวัฒนาได้พูดถึงเรื่องของเสียงข้างมาก ผมอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้นะครับอาจจะเกิน ๒๐ นาที เราเข้าใจผิดเรื่องหลักของเสียงข้างมากเยอะครับ ผมเรียนอีกครั้งนะครับ ผมพูดมา หลายครั้งแล้วในบ้านเมืองนี้ครับ เสียงข้างมากมันสะท้อนความต้องการ แต่เสียงข้างมาก มันตัดสินความชอบธรรมไม่ได้ครับ ผมไม่ได้จบเมืองนอกเมืองนาเหมือนท่านวัฒนาหรอกครับ ท่านเคยเห็นไหมครับในประเทศสหรัฐอเมริกา มีรัฐหนึ่งที่เขาออกกฎหมายว่าต่อไปนี้ ชายแต่งงานกับชายได้ ผมจํารัฐไม่ได้นะครับ เขาออกกฎหมายว่าผู้หญิงต้องแต่งงานกับ ผู้หญิงได้ เขาประสงค์อย่างนั้น นั่นคือความต้องการของมนุษย์ นั่นคือความต้องการของคน แต่ว่าที่สุดแล้วครับ ศาลสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่ยินยอมให้ทํา ถามว่า เมื่อมหาชนในรัฐหนึ่งเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านครับบอกว่าผู้ชายมันต้องแต่งงานกับ ผู้ชายได้ ผู้หญิงมันต้องแต่งงานกับผู้หญิงได้ ทําไมเราไม่ทําตามเสียงข้างมาก แล้วใครล่ะครับ ที่ทําลายกฎของเสียงข้างมาก ใครครับ คือผู้พิพากษาครับ คือความยุติธรรม คือความถูกต้องครับ ความยุติธรรม ความชอบธรรมจะอยู่เหนือหลักของเสียงข้างมาก อย่าอ้างเสียงข้างมากโดยฝืนหลักของความยุติธรรมครับ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เราทําความเข้าใจเรื่องหลักของเสียงข้างมากให้ตรงกันนะครับ เสียงข้างมากไม่สามารถ ทําผิดกฎหมายได้ การทําผิดกฎหมายเยอะ ๆ ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดได้ นี่หลักข้อกฎหมาย เบื้องต้น การที่มีประชาชนเป็นกลุ่มเป็นใหญ่จํานวนมาก ทําผิดกฎหมายไม่เป็นเหตุให้ยกเว้น ความผิดเลยนะครับ ท่านครับ เสียงข้างมากไม่สามารถตัดสินความชอบธรรมได้ ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังสักนิดเถอะครับ สมมุติว่านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของคนสัก ๒๐ ล้านคน แล้วนายกรัฐมนตรีกระทําความผิด ผู้พิพากษา ๒ คนเท่านั้นละครับ ที่จะสั่งตัดสิน ประหารชีวิตนายกรัฐมนตรี หรือ ๓ คนครับ ไม่เกิน ๓ คน ที่จะตัดสินประหารชีวิต นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของคน ๒๐ ล้านคน บอกว่าผู้พิพากษา ๓ คน ตัดสินประหารชีวิตฉันไม่ได้ อ้างไม่ได้ครับ เขาใช้ผู้พิพากษาไม่เกิน ๓ คนในรัฐนี้ในแผ่นดินนี้ ตัดสินประหารชีวิตของคน ทําไมล่ะครับ คนที่มาจากการเลือกตั้งของคนตั้ง ๒๐ ล้านคน ถูกประหารชีวิตด้วยน้ํามือของผู้พิพากษา ๓ คนครับ นี่คือหลักของโลกนี้ครับ และนี่คือ หลักของรัฐไทย คนที่ทําผิดกฎหมายจะบอกว่ามาจากเสียงข้างมากแล้วทําผิดไม่ได้ครับ เราต้องเข้าใจหลักของเสียงข้างมากให้ตรงกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าเรื่องของ คตส. ที่ท่านบอกว่ามีการขอยกเลิก คตส. มิใช่นวัตกรรมใหม่ สิ่งนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผมจะอภิปรายกราบเรียนท่านประธาน ผมจะเล่าประวัติศาสตร์ ของรัฐไทยครับ ผมจะเล่าระบบของรัฐนี้ครับ ผมจะเล่าระบบของแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินนี้ มีระบบอย่างไร ถ้าท่านไม่ต้องการระบบที่ผมกําลังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านต้องล้มล้างระบบ ของประเทศนี้ แต่ระบบของประเทศนี้มีอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเสียดายครับ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าผมเคยท้วงติงครับว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้า ไปอ้างถึงคําพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งท่านวัฒนา ขออภัยเอ่ยนามเมื่อสักครู่นี้พูดถึงด้วย ท่านบอกว่า คตส. นี้ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าก็พูดถึงบอกว่า คตส. นี้เคยถูก ศาลฎีกายกเลิกไปแล้วในสมัย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสมัยของ พลเอก สุนทร ที่มีการยึดอํานาจ มีการตั้ง คตส. ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการร่ํารวยผิดปกติของ นักการเมือง แต่ว่า คตส. ในสมัยนั้นนะครับ มันต่างกับ คตส. ในสมัยท่าน พลเอก สนธิ ซึ่งท่านนั่งอยู่ในขณะนี้ คตส. ในสมัย พลเอก สุนทร ที่ยึดอํานาจจาก พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อมานายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกยึดทรัพย์โดยคําสั่งของ คตส. ในสมัย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ท่านยื่นร้องต่อศาลฎีกา ท่านบอกว่า คตส. ในสมัยนั้นครับ ไม่มีความชอบธรรม ขัดกับหลักนิติรัฐที่เราชอบพูดถึงกันนี่ละครับ ท้ายที่สุดครับ ศาลฎีกา ในปี ๒๕๓๖ คือคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ อันนี้เป็นคําพิพากษาฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานะครับ ศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานได้ครับ แต่ว่าท่านอ้างผิดครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับ ผมท้วงติงสถาบันพระปกเกล้าแล้วว่าถ้ายกคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ แล้วมันจะเป็นปัญหาคนจะเข้าใจผิดเยอะแยะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คําพิพากษาศาลฎีกาในสมัยคดีของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ถูกยึดทรัพย์ โดย คตส. ต่างกับ คตส. ในสมัย พลเอก สนธิ ผมเข้าใจว่าตอนยึดอํานาจท่าน พลเอก สนธิ ท่านดูแล้วว่าถ้าตั้ง คตส. แบบของ พลเอก สุนทร มันจะผิดพลาด ในสมัยนั้นครับ เขาตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สินขึ้นมา แล้วคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ในสมัย พลเอก สุนทร นั้นสามารถที่จะยึดทรัพย์ได้เลย ตรวจสอบแล้วเห็นว่านักการเมือง ร่ํารวยผิดปกติสามารถยึดทรัพย์ได้ และเวลาขอคืนไปขอคืนต่อศาลฎีกา ศาลฎีกา ได้มีคําพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่อย่างนี้ครับท่านครับ บอกว่าการใช้อํานาจของ คตส. ในสมัยนั้นในสมัยของนายเสนาะ เทียนทอง คดีนี้ครับ เป็นการใช้อํานาจในการพิพากษา อรรถคดีซึ่งตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอํานาจของศาลในอันที่จะ ดําเนินการตามกฎหมาย ประกาศ รสช. ฉบับที่ ๒๖ จึงมีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาล ให้มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลย่อมขัดต่อประเพณี การปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มีบทบัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาลและการตั้งศาลขึ้นใหม่ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายจะกระทํามิได้ ศาลฎีกายกหมดนะครับว่า คตส. ในสมัยนั้นตั้งมาโดยฝ่าฝืนหลักนิติธรรมและฝ่าฝืน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี่คือคดีในศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ ๙๑๓/๒๕๓๖ ในคดีระหว่าง นายเสนาะ เทียนทอง ผู้ร้อง พนักงานอัยการสูงสุด ผู้คัดค้าน นี่คือที่ท่านอ้าง ท่านอ้างผิดครับ ผมตําหนิหลาย ๆ ครั้งนะครับกับสถาบันพระปกเกล้าที่ยกคําพิพากษาฉบับนี้ ขึ้นมาอ้างในรายงานและคณะกรรมาธิการก็ยกคําพิพากษานี้ขึ้นมาอ้างในรายงานด้วย ท่านประธานครับ ในประเทศนี้ครับ ในประเทศไทยผมมีแผ่นเอกสารเล็ก ๆ เท่านั้นนะครับ ประเทศไทยเคยมีการยึดทรัพย์ของนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้มา ๓ คนครับ ถ้าท่านจะ ยกเลิก คตส. ท่านประธานสนธิหรือท่านวัฒนายืนขึ้นตอบคําถามที่ผมกําลังตั้งถามท่าน ท่านครับ ในประเทศนี้เคยมีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ๓ คนเท่านั้นละครับ คนแรก ที่มีการยึดทรัพย์คือยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์ ด้วยรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร ปี ๒๕๐๒ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่ยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ คือ จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญ หนักกว่าของท่านทักษิณเยอะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านฟัง ท่านครับ เหตุที่มีการยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะว่าเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้วบรรดาลูกหลานท่านได้ยื่นคําร้องขอจัดการมรดก ปรากฏว่ามีทรัพย์สินของ จอมพล สฤษดิ์ เกิดขึ้นเยอะมากครับ ผู้คนสงสัยว่า จอมพล สฤษดิ์ ร่ํารวยผิดปกติ กดดัน จอมพล ถนอม กิตติขจร ท้ายที่สุด จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ๒๕๐๒ ยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ๖๐๔ ล้านบาท ท่านประธานครับ หลังจาก จอมพล สฤษดิ์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้วท่านผู้หญิงวิจิตรา ภริยาท่าน จอมพล สฤษดิ์ ยื่นคําร้องต่อศาลบอกว่าการใช้อํานาจยึดทรัพย์ตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญนั้นขัดกับหลักนิติธรรมหลักนิติรัฐและมีการกลั่นแกล้ง ท่านผู้หญิงวิจิตรา พูดเหมือนท่านวัฒนาพูดเป๊ะครับ ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาขอให้ปล่อยทรัพย์ของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการสู้กันในศาลฎีกาเรื่องนี้อ้างว่าคําสั่ง มาตรา ๑๗ ของ จอมพล ถนอม นั้นไม่ชอบ สู้ถึงศาลฎีกานะครับ ท้ายที่สุดศาลฎีกา ได้มีคําพิพากษาที่ประชุมใหญ่อีกนะครับ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๑๐ ที่ประชุมใหญ่ ระหว่างท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ผมพยายามที่จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลนะครับ เป็นโจทก์ฟ้อง จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี อ้างว่าใช้มาตรา ๑๗ ไม่ได้ขึ้นศาลนะครับ ใช้มาตรา ๑๗ ยึดทรัพย์ ๖๐๔ ล้านบาท จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ศาลฎีกาในระบบของรัฐไทยนี่ครับ ได้มีคําพิพากษาในคดีนี้ครับ บอกว่าในภาวะแห่งการปฏิวัติในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ต่อไป ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร มาตรา ๑๗ ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีที่จะมีคําสั่งหรือกระทําการภายใน ขอบเขตที่ระบุไว้และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํานั้นชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลเป็นธรรมดา ผู้ใดจะนํามาฟ้องร้องให้รับผิดตามกฎหมายไม่ได้ ท้ายที่สุด จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์ด้วยมาตรา ๑๗ และศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของรัฐนี้ ของแผ่นดินนี้ ของประเทศนี้ยืนยันความชอบธรรมของมาตรา ๑๗ ที่นายกรัฐมนตรีใช้โดยไม่ต้องขึ้นศาล ตามคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๑๐ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒ ของแผ่นดินนี้ ที่ถูกยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดินในข้อหาร่ํารวยผิดปกติคือ จอมพล ถนอม กิตติขจร ท่านจําได้ไหมครับ จอมพล ถนอมเป็นคนยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์โดยใช้มาตรา ๑๗ แต่ว่าท้ายที่สุดเมื่อ จอมพล ถนอมถูกออกจากประเทศนี้ไปนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญยึดทรัพย์ จอมพล ถนอม กิตติขจร มาตรา ๑๗ เหมือนกันครับ เคยยึดทรัพย์เขา ท้ายที่สุดตัวเองก็ถูกยึดทรัพย์ด้วยมาตรา ๑๗ ตามคําพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๓/๒๕๑๙ หลังจาก จอมพล ถนอมเข้าประเทศไทย จอมพล ถนอม ยื่นคําร้องต่อศาลว่าการยึดทรัพย์ไม่ชอบ อ้างเหตุของความไม่ชอบเหมือนที่ท่านวัฒนาพูดเลยครับ แต่ว่าศาลฎีกาของประเทศนี้ ในระบบกฎหมายของประเทศนี้ได้มีคําพิพากษาว่าการยึดทรัพย์ของ จอมพล ถนอม นั้น ชอบแล้วตามคําพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๒๕๗๓/๒๕๑๙ นายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่ถูกยึดทรัพย์ ในประเทศนี้คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้คําสั่งในการสอบสวนเริ่มต้นจาก คตส. ที่ท่านพูดถึงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาเราพูดถึง คตส. ในสมัยของ พลเอก สนธิ เราเถียงกันว่า คตส. นี้ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ขัดกับหลักนิติรัฐหรือไม่ เราเถียงกันมานาน แต่ว่าท่านประธานครับ เรื่องนี้ครับ ท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้นําไปสู้คดีหมดแล้วครับ ก่อนที่เราจะพูดกันนี้ล่ะครับ เมื่อ คตส. สอบสวนว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ร่ํารวย ผิดปกติ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็สู้ว่า คตส. ออกมาโดยไม่ชอบธรรม ขัดหลักนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม ท่านสู้หมดแล้วครับ แล้วท่านสู้คดีนี้ในศาลอยู่ ๒ ปีครับ ว่าไม่ชอบ กระบวน ต้นทางไม่ชอบ ปลายทางก็ไม่ชอบ ท่านอ้างอย่างนี้ในศาลฎีกาครับ ศาลฎีกาก็ได้ส่งคําต่อสู้ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นี่ละครับ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ ๕/๒๕๕๑ บอกว่า คตส. ที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ตั้งมานั้น มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลฎีกาบอกว่าทุกอย่างถูกต้องแล้วเพราะ คตส. ในสมัย ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้น ไม่สามารถยึดทรัพย์ใครได้เลย สอบสวนเบื้องต้นแล้ว ส่งสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ใช้กระบวนการทุกเรื่องในการต่อสู้ หมดแล้ว เลือกทนายความเอง คัดค้านเอกสารทุกแผ่นหมดแล้ว ท้ายที่สุดศาลฎีกาได้มีคําสั่ง ยึดทรัพย์ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท แค่นี้ยังไม่จบครับ ท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่จบแค่นั้นครับ หลังจากถูกยึดทรัพย์แล้วได้ยื่นคําร้อง ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่บอกว่าที่พิจารณามา ๒ ปีนั้นไม่ชอบ พิจารณาใหม่อีกรอบหนึ่งครับ เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านครับ ท้ายที่สุดครับ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้มีคําพิพากษาอีกครั้งหนึ่งครับ เป็นการ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นคําพิพากษาคดีอาญา หมายเลข ๑/๒๕๕๓ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสู้คดี ๒ ครั้งครับ ในเรื่องของการถูกยึดทรัพย์และการถูกดําเนินคดี แล้วก็ศาลฎีกาในรัฐนี้ยืนยันถึง ๒ ครั้งว่า ที่ผ่านมานั้นให้ความยุติธรรมกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ครบถ้วนกระบวนความแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งคําถามเถอะครับ ผลของ คตส. ที่ท่านต้องการยกเลิกนั้น ทําไมท่านต้องการยกเลิก คตส. เฉพาะในกรณีของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร แล้ว จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ละครับ แล้ว จอมพล ถนอม กิตติขจร ละครับ ที่เขาถูกมาตรา ๑๗ ยึดทรัพย์ คิดถึงเขาไหมครับ ถ้ายกเลิก คตส. ต้องยกเลิกมาตรา ๑๗ ที่ จอมพล ถนอม และ จอมพล สฤษดิ์ โดนด้วยไหมครับ ถ้าท่านยกเลิก คตส. ท่านประธานสนธิครับ ระวังเรื่องนี้ คนจะติดคุกครับ ถ้าท่านยกเลิก คตส. ที่ท่าน พลเอก สนธิ ตั้งขึ้นมา แล้วปล่อย การดําเนินคดีทุก ๆ เรื่องของนักการเมืองที่ถูกกล่าวหา ปล่อยทรัพย์ทุกบาททุกสตางค์ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จะมีการตั้งคําถามว่าแล้วที่ จอมพล สฤษดิ์ ถูกยึดด้วยมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นคําสั่งของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แล้วที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร ถูกยึด ตามมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นคําสั่งของนายสัญญา อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว นิรโทษกรรม ให้เขาไหมครับ หรือปล่อยเฉพาะ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทของคุณทักษิณ ชินวัตร หรือยกโทษ ๒ ปี เฉพาะคุณทักษิณ ชินวัตร อันนี้ท่านต้องมีคําตอบ ผมเลยมายืนต่อหน้าท่านประธานครับ ถ้าจะปลายทางของเรื่องนี้มันจะลงเอยด้วยล้มล้าง คตส. แล้วปล่อยทรัพย์สินคุณทักษิณ แล้วยกเลิกความผิด ๒ ปีของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผมยืนขึ้นเรียกร้องต่อ ท่านประธานสนธิตรงนี้ครับ ยืนขึ้นเรียกร้องต่อรัฐบาลตรงนี้ครับว่า

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิพิฏฐ์ครับ มีผู้ประท้วง เชิญครับ ประท้วงเรื่องอะไรครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จากจังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงผู้อภิปราย กระทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อภิปรายวกวนซ้ําซาก และไม่เกี่ยวกับประเด็น แล้วกล่าวถึงบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น การปรองดองไม่ใช่ เรื่องของการยกเลิก คตส. เกี่ยวกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ประโยชน์เพียงคนเดียว แล้วรู้ได้อย่างไรว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จะได้ประโยชน์จากการปรองดอง ขอให้ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ผมวินิจฉัย ไม่วนเวียนละครับ ท่านนิพิฏฐ์ไม่ได้วนเวียน แต่ว่าพยายามอย่ากล่าวถึงบุคคลข้างนอก ก็แล้วกัน เชิญต่อครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมกําลัง จะจบแล้วครับท่าน ที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือทั้งหมดนี้ มันอยู่ในรายงานของ คณะกรรมาธิการและอยู่ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าด้วย แล้วผมก็คัดค้านแล้วว่า ท่านจะยกคําพิพากษาฎีกาของคุณเสนาะ เทียนทอง มาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้ ท่านต้องเอา เรื่องนี้ออกครับ ผมเลยไปยื่นหนังสือต่อท่าน พลเอก สนธิ บอกว่าเรียกประชุมใหม่นะครับ ท่านอ้างข้อเท็จจริงผิดครับ แล้วจะเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมเลยจําเป็นต้องยก อรรถาธิบายการยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศนี้มาทั้งหมดว่าเราเคยมี อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกยึดทรัพย์ ๓ คน และมีความเป็นมาอย่างนี้ครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานในท้ายที่สุดครับ ถ้าท่านยกเลิกการดําเนินการของ คตส. เท่ากับท่านยกเลิก คําพิพากษาศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของรัฐนี้ เท่ากับท่านยกเลิกคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นศาลสูงสุด ถ้าท่านยกเลิกอย่างนั้น ผมขอให้ท่านพ่วงท้าย จอมพล สฤษดิ์ ด้วย ท่านไม่มีเหตุผลเลยครับที่จะไม่ยกเลิกการยึดทรัพย์ของ จอมพล สฤษดิ์ ไม่มีเหตุผลเลยที่จะไม่ยกเลิกการยึดทรัพย์ของ จอมพล ถนอม เพราะขั้นตอน ทั้ง ๓ นายกรัฐมนตรีนี้ศาลของประเทศนี้รับรองถูกต้องแล้ว ยกเว้นไม่ได้ เลือกปฏิบัติไม่ได้ ถ้าท่านจะทําเรื่องเฉพาะ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร อย่างเดียว เป็นการเลือกปฏิบัติครับ ผมมีเรื่องจะอภิปรายกับท่านประธาน กับท่านวัฒนาเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

เชิญท่านกนกครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ที่จะอภิปรายในประเด็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานครับ เมื่อก่อนหน้านี้กรรมาธิการได้พูดว่า รายงานของคณะกรรมาธิการตอนแรกก็บอกว่าใช้ของสถาบันพระปกเกล้า แต่อีกท่านก็บอก ในตอนหลังว่าใช้บางส่วน ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าสุดท้ายกรรมาธิการที่ทํารายงานมาด้วยกันนั้น เข้าใจตรงกันหรือไม่ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตที่จะแสดงให้ปรากฏว่า รายงานของคณะกรรมาธิการนี้ในประเด็นแรกไม่สอดคล้องกับรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าและส่วนที่ไม่สอดคล้องนั้นก็หมายความว่ามันเป็นวาระของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเอง ที่ต้องการจะใส่เพิ่มเข้าไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการได้อ่าน รายงานสถาบันพระปกเกล้าเล่มนี้จริงหรือไม่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในรายงานของ สถาบันพระปกเกล้านั้นโดยหลักวิชาการได้บอกถึงกรอบแนวความคิดหรือทฤษฎีที่จะ นํามาใช้ซึ่งเป็นหลักในเรื่องของการปรองดองไว้ดีมากเหลือเกินและถ้ากรรมาธิการได้เคารพ ในหลักหรือกรอบทางทฤษฎีที่สถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอนั้น ผมเชื่อว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการจะไม่ปรากฏเช่นที่เห็นนี้ ผมอยากขออนุญาตแสดงให้ปรากฏเป็นหลักฐาน ในเรื่องที่ ๑ ก็คือคําว่า ปรองดอง เมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการได้บอกว่าปรองดองคืออะไร ผมไม่แน่ใจ ผมทราบแน่นอนว่าท่านไม่ได้อ่านรายงานของสถาบันพระปกเกล้าแน่ เพราะสิ่งที่ท่านพูด ไม่ตรงกับรายงานสถาบันพระปกเกล้า รายงานของสถาบันพระปกเกล้าในหน้าที่ ๑๘ ได้เขียนว่าการปรองดองได้แก่กระบวนการต่าง ๆ ที่ป้องกันแก้ไขไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาใหม่ อีกครั้ง โดยการสร้างสันติภาพหยุดยั้งวงจรความรุนแรงและสร้างสถาบันที่เป็นประชาธิปไตย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าความหมายของปรองดอง สถาบันพระปกเกล้า ต้องการจะบอกว่าไม่ใช่เป็นแค่แต่เพียงการยุติความรุนแรง การทําให้เรื่องที่ขัดแย้ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นจบ แต่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าปรองดองคือการทําให้ความขัดแย้งไม่เกิดขึ้นอีก ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่ารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติต้องการที่จะบอกแค่แต่เพียงว่าเรื่องที่ผ่านมายุติเถอะ แล้วเราก็จะได้จบกัน แต่ไม่มีหลักประกันเลยในรายงานนี้ที่จะบอกว่าความรุนแรงหรือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความเข้าใจที่ผิด ของกรรมาธิการในเรื่องของความปรองดอง ถ้าท่านเคารพต่อความหมายของการปรองดอง ที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกกับเราอย่างชัดเจนเช่นนี้ ข้อเสนอ ๕ ข้อที่ท่านพูดถึงนั้น จะไม่เป็นอย่างนี้แล้วเดี๋ยวผมจะอภิปรายในรายละเอียดต่อไป

ในประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้าได้อธิบาย ความหมายของความขัดแย้งไว้ชัดเจนมาก และท่านได้แบ่งแยกเป็น ๕ ประเด็น ผมขออนุญาตหยิบมาเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นเองนะครับ ตรงนี้ถ้าท่านหาไม่เจอนะครับ หน้า ๑๕ กับหน้า ๑๖ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกว่าความขัดแย้งนั้น อันแรกคือ ความขัดแย้งด้านข้อมูล และท่านอธิบายว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้ง อาจจะเกิดจาก ข้อมูลน้อยไป การแปลผลผิด การวิเคราะห์ออกมาด้วยความเห็นต่างกัน ปัญหา ความแตกต่างในการรับข้อมูล ชัดเจนมากเลยครับ แล้วในขณะนี้กรรมาธิการก็น่าจะทราบดีว่า ข้อมูลที่ท่านพูดถึงทั้งหมดในรายงานของท่านทั้ง ๔ ข้อนี้ตกหมดทุกข้อเลยครับ ผมขออนุญาตที่จะบอกว่าเอา ตัวอย่างอันเดียวก็น้อยเกินไป สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าข้อมูลท่านต้องตอบว่าใครขัดแย้งกับใคร ท่านไม่ได้ตอบเลยนะครับ ท่านตอบคร่าว ๆ ไม่มีรายละเอียด ขัดแย้งกันเรื่องอะไร ท่านก็ตอบคร่าว ๆ ไม่มีรายละเอียด ความขัดแย้งนี้ขยายตัวได้อย่างไร ท่านก็ไม่ได้บอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะตั้งคําถามกับกรรมาธิการว่าเมื่อท่านยังไม่มีข้อมูล แล้วไม่รู้ความจริงเลย ท่านจะเข้าใจความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น ท่านจะนําไปสู่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการปรองดองได้อย่างไร

ความขัดแย้งในส่วนที่ ๒ คือความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าบอกชัดเจนว่าถ้าผลประโยชน์ขัดแย้งกันปรองดองไม่ได้หรอกครับ และกรรมาธิการวันนี้ท่านก็ทราบดีอยู่ว่ารายงานสถาบันพระปกเกล้าได้บอกชัดเจนว่า กลุ่ม ฝ่ายต่าง ๆ จะเป็นใครก็แล้วแต่ ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ชัดเจนคือผลประโยชน์ ของแต่ละกลุ่มนั้นตกลงกันไม่ได้ครับท่านประธาน แล้วถ้าเป็นอย่างนี้เราจะปรองดอง ได้อย่างไรครับท่านประธาน นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่กรรมาธิการไม่ได้ศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

ประการที่ ๓ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกว่าขั้นตอนและการปรองดองนั้น มี ๓ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑ คือการหยุดใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความหวาดกลัว เพื่อขจัดความเกลียดชัง ความเคียดแค้น และความทรงจําที่เจ็บปวดครับ ขั้นตอนที่ ๒ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ขั้นตอนที่ ๓ เอาใจเขามาใส่ใจเรา การเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของความขัดแย้ง ของมุมมอง ของฝ่ายตรงข้าม โดยเหยื่อยินดีที่จะรับฟังเหตุผลของผู้กระทําผิด และผู้กระทําผิดก็พร้อมที่จะ รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของเหยื่อเพื่อหยุดยั้งความเกลียดชัง และแก้แค้นต่อกัน ตรงนี้ละครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าบรรยากาศปรองดองมันไม่มี ก็เพราะว่าขั้นตอน ๓ ขั้นนี้ มันยังไม่เกิดเลยครับ ตรงนี้คือความชัดเจน ถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้ท่านจะไม่ว่าใครเลยครับว่า การปรองดองมันยังไม่เกิดขึ้น เพราะบรรยากาศไม่มี ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ ทํางานในขั้นตอนที่ ๑ ขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตอนที่ ๓ แต่อย่างใดครับท่านประธาน

และที่สําคัญประการที่ ๔ กระบวนการและเครื่องมือในการสร้าง ความปรองดอง สถาบันพระปกเกล้าได้ให้ขั้นตอนไว้ชัดเจน ๕ ขั้นตอน ผมจะไม่อ่านทั้งหมด นะครับ อันแรกคือเรื่องของการเยียวยาทางด้านจิตใจ ไม่ใช่เงินนะครับ สถาบันพระปกเกล้า เขียนไว้ชัดเจนในหน้า ๒๑ บอกว่า การหาความจริง การยอมรับผิด และความยุติธรรม ไม่สามารถแยกออกจากกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายได้ การนําผู้กระทําผิดเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมก็เป็นสิ่งสําคัญ และเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้สึกว่าได้รับความไม่เป็นธรรมดํารงอยู่ ชัดเจนมากเลยครับ

ประการที่ ๒ การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่ท่านรองประธาน ได้พูดถึงนะครับ ท่านอธิบายไม่ตรงกับที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกนะครับ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้ในหน้า ๒๑ และหน้า ๒๒ โคลส (Close) นะครับ กระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษผู้กระทําผิดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาส ให้ผู้เสียหายและผู้กระทําความผิดได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยการพูดคุยกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไร คือข้อเท็จจริง อะไรคือสาเหตุแห่งการกระทําผิด และเป็นกระบวนการที่ทําให้ผู้กระทําผิด และผู้เสียหายมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้ผู้กระทําผิดเกิดความรู้สึกรับผิดชอบกับสิ่งที่ ตนเองทํา และตกลงกันว่าจะเยียวยาผู้เสียหายอย่างไร ตลอดจนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ผู้กระทําผิด แล้วทําให้ผู้กระทําผิดกลับคืนสู่สังคมได้ นี่คือความหมายของยุติธรรม เชิงสมานฉันท์นะครับ ไม่ใช่บอกว่าเอาละลืม ๆ ไปเถอะ แล้วเดี๋ยวเรากลับมาพูดกัน แล้วก็จบนะครับ

– ๘๘/๑

อันที่ ๓ การเล่าความเป็นจริงผมจะไม่พูดแล้วนะครับ

อันที่ ๔ การชดเชยจะไม่พูดนะครับ

อันที่ ๕ สําคัญมาก ท่านอ้างบ่อยเหลือเกิน ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ขอพูดภาษาอังกฤษกับท่านด้วยนะครับ ทรานซิชันแนล จัสติส สถาบันพระปกเกล้าบอกว่า มี ๖ ข้อครับ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นแนวทางหนึ่งที่นํามาเพื่อใช้เปลี่ยนผ่าน ไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติบนพื้นฐานว่าจะจดจํา หรือลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมาตรการในการลงโทษผู้กระทําผิดหรือเน้นการเยียวยา ผู้เสียหายโดยมีวิธีการ ๖ ข้อ

ข้อ ๑ การฟ้องร้องดําเนินคดีกับผู้กระทําผิด

ข้อ ๒ นิรโทษกรรม

ข้อ ๓ การค้นหาความจริง

ข้อ ๔ ช่วยเหลือเยียวยา

ข้อ ๕ ระลึกถึงผู้ได้รับผลกระทบ

และข้อ ๖ ปฏิรูปสถาบัน

ท่านประธานครับ ผมได้ถามคําถามนี้กับสถาบันพระปกเกล้าชัดเจนว่า ๖ ข้อนี้ เลือกทําบางข้อได้ไหม สถาบันพระปกเกล้าตอบชัดเจนครับ เลือกไม่ได้ต้องทําครบทั้ง ๖ ข้อ จึงจะเป็นยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านเลือกทําเพียง บางข้อ และยิ่งไปกว่านั้นความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากสังคม ที่มีความขัดแย้งไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา ที่มีสันติภาพ ไม่ใช่เปลี่ยนผ่านจากคนผิดแล้วก็ไม่ผิด ไม่ใช่เปลี่ยนผ่านจากคนถูกยึดทรัพย์แล้วไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ไม่ใช่นะครับ มันเป็นการเปลี่ยนสังคมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านใช้กับสังคมไม่ได้ใช้กับ ตัวบุคคลนะครับ ท่านประธานครับ และที่สําคัญสถาบันพระปกเกล้าได้สรุปบทเรียนจาก ๑๐ ประเทศที่ได้ศึกษาไว้ ผมจะไม่ขอพูดในรายละเอียดท่านได้บอกไว้ ๕ ข้อนะครับ ที่สําคัญ ๕ ข้อ ก็คือว่าในข้อที่ ๕ ผมขอหยิบเรื่องเดียว ต้องมีคําอธิบายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ และตรงนี้เป็นสิ่งที่กรรมาธิการพยายามหลีกเลี่ยงตลอด เดี๋ยวผมจะชี้ประเด็นในรายละเอียด นะครับ เมื่อมีคําอธิบายกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว รู้ว่าใครทําผิด ใครได้รับ ผลกระทบต่อความเสียหาย และเกิดการยอมรับผิดครับ ท่านประธานครับ เมื่อเกิดการ ยอมรับผิด จึงให้อภัยครับท่านประธาน ไม่ใช่ยังไม่ยอมรับผิดเลยก็รีบจะให้อภัยกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นผู้ที่ทําผิดจะสํานึกในความผิดนั้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ทําให้เกิด ปัญหาความขัดแย้งในอนาคตอีกได้อย่างไร นี่ละครับ ท่านประธานครับ ผมเสียดายที่ กรรมาธิการไม่ได้ศึกษากรอบที่สถาบันพระปกเกล้าที่ให้ไว้ดีเหลือเกิน และผมเชื่อว่า ถ้ากรรมาธิการได้นํากรอบตรงนี้ไปใช้ ท่านก็จะรู้ทันทีว่ารายงานที่ท่านนําเสนอนั้น มันมีข้อบกพร่อง และไม่ถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานต่อไปว่า เอาล่ะ จากกรอบตรงนี้ข้อเสนอของกระบวนการ สร้างความปรองดองในชาติที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้มีอะไรบ้าง ท่านดูหน้า ๑๕๕ กับหน้า ๑๕๖ นะครับ ประเด็นสําคัญสถาบันพระปกเกล้าผมขอพูดให้ชัดเจน สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าทั้งหมดที่เสนอนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้นําไปเสวนา ให้นําไปพูดกันกับ ประชาชน ให้ประชาชนได้เข้ามาพูดกันในเรื่องเหล่านี้ และเมื่อได้ข้อยุติแล้วการปรองดอง ก็จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เอาประเด็นตรงนี้ไปยื่นให้กับรัฐบาล แล้วรัฐบาลไปปฏิบัติ ตอนแรก ผมก็เข้าใจเอาว่าคงจะไม่เสนอรัฐบาล แต่เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิกจากฟากรัฐบาลนะครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อท่านละครับ ท่านได้บอกเลยว่าจะส่งรายงานนี้ให้รัฐบาลไปปฏิบัติต่อไป ตรงนี้เป็นปัญหาท่านประธานครับ ที่ผิดกับสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้ สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าข้อเสนอนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนที่ ๑ ก็คือ สาระที่จะต้องเอาไปพูดกันมี ๖ เรื่องครับท่านประธาน ๖ เรื่องนี้ที่สําคัญก็คือว่าเป็น ๖ เรื่อง ที่เป็นระยะสั้น ๔ เรื่อง แล้วก็ระยะยาว ๒ เรื่อง และในการพูดกันนี้สถาบันพระปกเกล้า บอกชัดพูด ๒ ระดับ ระดับพรรคการเมืองผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง กับระดับที่ ๒ คือประชาชน ทั้งประเทศ ทีนี้ใน ๔ ประเด็นนั้นผมอยากจะขอย้ําเพื่อเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนเรื่องที่ ๑ ระยะสั้นต้องไปพูดกัน การจัดการกับความเป็นจริงจะทําอย่างไร สถาบันพระปกเกล้า บอกชัดเจนครับ ในหน้า ๑๔๔ นะครับว่า วัตถุประสงค์การเปิดเผยความจริงนี้ต้องเป็นไปเพื่อให้ศึกษา ปรากฏการณ์เพื่อสังคมได้เรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นการสร้างฉันทามติร่วมกัน หามาตรการเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต ข้อที่ ๕ สถาบันพระปกเกล้าอธิบายต่อว่า สนับสนุนส่งเสริมบทบาทของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ให้ดําเนินการค้นหาความจริง ของเหตุการณ์รุนแรงที่นํามาซึ่งความสูญเสียให้แล้วเสร็จในระยะเวลา ๖ เดือน แสดงว่า สถาบันพระปกเกล้าก็เห็นแล้วนะครับว่า คอป. ค้นหาความจริงยังไม่จบครับ แต่กรรมาธิการ ก็จะพยายามบอกว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ต้องไปค้นหาความจริง ใช้ความจริงของ คอป. แค่นี้พอแล้ว แต่สถาบันพระปกเกล้าไปดูรายงานของ คอป. แล้ว ก็มาบอกเราว่า คอป. ยังทําไม่จบ และประมาณการว่าอีก ๖ เดือนจึงจะทําจบ ท่านก็ไม่ฟังนะครับ และสุดท้าย สถาบันพระปกเกล้าได้เตือนอีกว่าการค้นหาความจริง หน่วยงานของรัฐจะต้องให้ ความร่วมมือกับ คอป. ในการตรวจสอบค้นหาความจริง ต้องมีการกําหนดงบประมาณ ให้เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มบุคลากรที่จําเป็น ความหมายตรงนี้ชัดเจนครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าไปพบว่า คอป. ทํางานไม่ได้ เพราะหน่วยงานของรัฐในขณะนี้ไม่ให้ ความร่วมมือ งบประมาณก็มีน้อย คนก็มีน้อย และ คอป. จะทํางานได้อย่างไรครับ ท่านประธาน

ประการที่ ๒ ประเด็นที่จะต้องพูดต่อ ก็คือการให้อภัยผ่านกระบวนการ นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง โดยรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย ที่เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาตลอดจนผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ท่านไม่ได้บอกนะครับว่าให้ไปนิรโทษกรรม ท่านบอกให้เอาประเด็นนี้อย่างนี้ไปคุยกัน เป็นจุดเริ่มต้น ว่าอย่างนี้แต่ละคน คนในประเทศนี้เขาคิดกันอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร จะเอา ไม่เอา และที่สําคัญครับท่านประธาน กรรมาธิการกรุณาฟังนะครับ สถาบันพระปกเกล้า มีข้อสังเกต (๓) บอกว่า การนิรโทษกรรมโดยเนื้อแท้คือการไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่ผิด ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านนิพิฏฐ์ได้อธิบายชัดเจน มันมีการกระทําผิดเกิดขึ้น แต่นิรโทษกรรมก็คือ ไม่ต้องรับผิด แต่การกระทําผิดเกิดขึ้น แสดงว่ามีการทําผิดจริง ไม่ใช่ไม่มีการทําผิดเกิดขึ้นเลย นิรโทษกรรมแล้วแสดงว่าไม่มีคนทําผิด ไม่ใช่ เข้าใจผิด สถาบันพระปกเกล้าอธิบายต่อไปว่า หากเลือกใช้กระบวนการนี้จะไม่ทําให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของความผิดพลาด และอาจก่อให้เกิดความเคยชินต่อการไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นหากไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ และทําความจริงให้ปรากฏก็อาจเกิดเหตุการณ์ทํานองเดียวกันนี้ขึ้นได้อีกเรื่อย ๆ สถาบันพระปกเกล้าได้เตือนเลยนะครับเรื่องนิรโทษกรรม มันจะเป็นอย่างนี้แล้วมันจะเกิดขึ้นอีก นะครับ ท่านก็ไม่เอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ในรายงาน ในระยะยาวอีก ๒ ประเด็น ผมจะไม่ขอพูดถึง นะครับ ในระยะสั้นท่านพูดในประเด็นถัดไปอีก อย่างเช่นการสร้างการยอมรับในมุมมองต่อ ประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน การวางรากฐานของประเทศเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ตรงนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการร่างรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าจากบทเรียน เรื่องความขัดแย้งได้บอกกับเราว่าในระยะยาวถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญให้เอา ประเด็นเหล่านี้ไปถามประชาชนก่อน แต่เราก็ไม่ได้ทําที่ผ่านมานะครับ มาตรา ๒๙๑ ผมจะไม่ขออภิปรายในตรงนั้น และที่สําคัญนี่คือประเด็นสาระที่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่า ให้เอาไปคุยกัน ไม่ใช่ให้เอาไปให้รัฐบาลปฏิบัติ นี่คือชัดเจน การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ผมจะไม่พูดรายละเอียด ๗ ข้อนะครับที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้ แต่หลักใหญ่ก็คือว่า ถ้าเราไม่ทําตามขั้นตอน บรรยากาศการปรองดองมันไม่เกิดหรอกครับ ถ้าเราเร่งรีบรวบรัด ตัดตอนใช้เสียงข้างมาก บรรยากาศแห่งการปรองดองไม่เกิดขึ้นหรอกครับท่านประธานครับ และที่สําคัญสถาบันพระปกเกล้าได้บอกชัดเจนว่าปัจจัยแห่งความสําเร็จทั้งหมดที่พูดมานี้ จะสําเร็จได้นี่นะครับมีเงื่อนไข ๓ ข้อครับท่านประธาน เจตจํานงทางการเมืองของผู้มีอํานาจรัฐ ที่จะสร้างความปรองดอง โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสําคัญ คํานึงถึงผลประโยชน์ ของชาติเป็นสําคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหรือบุคคล

๒. กระบวนการสร้างความปรองดองจะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย โดยตรงและประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมต้อง ขออนุญาตขอความเป็นธรรมให้กับภรรยาของ พลเอก ร่มเกล้า ที่ได้ให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้พบเธอ ในวันนั้น เขากําลังขอความเป็นธรรมกับเราครับ แล้วเราจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับเธอเลยหรือครับ ที่จะให้เธอมาเล่าให้เราฟังว่าเธอรู้สึกอย่างไร เธอเจ็บปวดอย่างไร และเธอต้องการความเป็นธรรม ในความหมายใด

ปัจจัยข้อที่ ๓ ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุของความขัดแย้งจะต้องได้รับ การแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เราทราบหรือยังว่า เหตุแห่งความขัดแย้งเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ผมยืนยันแน่นอนว่าในรายงานของ คณะกรรมาธิการนี้ยังไม่ทราบครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า นี่คือข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตไปประเด็นที่สําคัญ นะครับ รายงานของคณะกรรมาธิการ ๓๙ หน้า ท่านไม่ได้เข้าใจอย่างที่ผมกล่าวมาเลย และที่ท่านเขียนไว้ ๕ ข้อเดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียด ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมพูดมาเลย แล้วก็ไม่ได้ตรงกับที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้แต่อย่างใด ข้อเสนอแนะของท่านมีข้อที่ ๑

ข้อที่ ๑ ที่ท่านเขียนนั้นผมไม่อ่านนะครับ แต่ความหมายก็คือท่านอ้างหลักการ หลักการที่ท่านอ้างก็คือยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แต่ท่านไม่ได้ อธิบายรายละเอียดหรอกครับ และจบลงท่านก็บอกว่าเราต้องรีบปรองดอง นี่คือข้อที่ ๑ ของท่านนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านไม่ได้อธิบายเลยว่าเหตุผลรายละเอียดของ ความหมายซึ่งผมได้พูดไปแล้วเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นการอ้างหลักการที่สถาบันพระปกเกล้า ได้หยิบขึ้นมาที่ไม่สอดคล้องและไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อ้างแก่นของหลักการที่ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้

ข้อที่ ๒ ท่านให้ข้อเสนอแนะเรื่องหลักนิติธรรม หลักนิติธรรมที่ท่านพูดมา ทั้งหมดจบลงก็คือบอกว่าให้เยียวยาครับ ผมอยากจะถามว่าหลักนิติธรรมคืออะไร ผมคงไม่ต้อง อธิบายต่อนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้อธิบายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ายุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่ท่านพูดถึงมันมี ๖ ข้อนะครับ เยียวยาเป็นข้อหนึ่ง เท่านั้น แต่ท่านต้องทําให้หมดนะครับ ถ้าท่านทําไม่หมดแล้วหยิบมาทําเพียงข้อเดียวหรือบางข้อนั้น มันไม่ใช่นะครับ ผมขอใช้ตัวอย่างเล็ก ๆ อีกนิดเดียวครับ เรื่องเยียวยาที่ท่านพูด ท่านพูดถึง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับท่านประธาน และในรายงานของท่านใช้คําว่าโคลสเลยนะครับ เหมาะสมและเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพูดชัดเจนนะครับว่าเยียวยาภาคใต้ ผมขออนุญาตพูดสั้น ๆ ๑. ให้เท่ากับกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๒. ผู้บริสุทฺธิ์จะต้องได้รับการ เยียวยา ๓. เวลาจะต้องปลายเปิด คือถ้าความรุนแรงยังต่อเนื่องหยุดไม่ได้ครับ เพราะว่า ที่กรุงเทพฯ เหตุการณ์มันจบแล้ว อย่างนี้เป็นต้น คําว่า เหมาะสมและเป็นธรรม ของท่าน มันแปลเป็น ๓ ข้อเหมือนผมหรือไม่ ผมไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ และผมไม่มั่นใจจริง ๆ ครับท่านประธาน

ข้อที่ ๓ ท่านพูดถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านอ้างถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วสถาบันพระปกเกล้า ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่าให้ไปเสวนาว่าประชาชน คิดอย่างไรเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้อะไร ไม่แก้อะไร เพราะอะไร ที่เห็นตรงกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดความขัดแย้งใหม่ครับ แต่วันนี้เราล้ําหน้าไปแล้วนะครับ เราแก้มาตรา ๒๙๑ แล้วก็จะมี สสร. แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าบอกแล้วนะครับ เตือนแล้วว่าระวังจะเกิด ความขัดแย้งใหม่นะครับ

ข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน ปรองดองคือการให้อภัย คืนความถูกต้อง และคืนความชอบธรรม นี่คือประเด็นที่ท่านพูดในข้อที่ ๔ ของท่าน สถาบันพระปกเกล้า ได้บอกกรอบความคิดและเครื่องมือเหล่านี้ ผมไม่จําเป็นต้องพูดอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ผมต้องการที่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน ที่ท่านพูดถึงนี้ท่านหยิบมาส่วนเดียวครับ แล้วท่านโยนทิ้งหัวใจของมันไปเลย และท่านก็จะได้ออกมาสรุปอย่างนี้นะครับว่า ปรองดองคือการให้อภัยและคืนความถูกต้อง แต่ถ้าท่านเข้าใจและหยิบหัวใจและเคารพ ในหัวใจหลักของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ท่านจะต้องบอกว่าทําความจริงให้ปรากฏ ผู้ที่ทําผิดต้องรับผิด และจะเยียวยาและจะให้อภัย ท่านต้องพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่บอกว่าปรองดองคือการให้อภัย ปรองดองคือ การลืมอดีต มันไม่ใช่นะครับ ถ้าลืมอดีตเดี๋ยวอีก ๒-๓ ปีก็เกิดอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ เราไม่ได้เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ และนั่นไม่ใช่การปรองดองครับ

ประการที่ ๕ ครับท่านประธาน ข้อเสนอของกรรมาธิการท่านบอกว่า ความขัดแย้งเป็นความมั่นคงของชาติ ประเด็นของท่านก็คือท่านต้องการโยงความขัดแย้ง ความมั่นคงของชาติเพื่อจะบอกว่าให้รีบทําเร็ว ๆ ต้องรีบทํา ต้องรีบจบ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวความมั่นคงของชาติจะเสียหาย และท่านก็ได้บอกต่อว่าจึงเรียกร้องให้หน่วยงาน หรือองค์กรอื่นที่มีอํานาจหน้าที่ซึ่งเห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการและ สถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาดําเนินการให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกที่อยู่ฝั่งรัฐบาลได้บอกแล้วว่าจะส่งให้รัฐบาลไปปฏิบัตินะครับ ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน สรุปจบแล้วเรื่องที่กรรมาธิการได้พูดมาทั้งหมด เมื่ออ่านทบทวนแล้วก็ทําการ วิเคราะห์ในเชิงสาระแล้ว สิ่งที่ท่านต้องการมี ๓ เรื่องเองครับ ๑. นิรโทษกรรม ๒. ยกเลิก คตส. ๓. เยียวยาผู้ชุมนุมครับ และถ้าจะมีข้อ ๔ ก็คือแก้รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน มี ๔ ข้อเท่านั้นเองครับ และผมถามท่านว่า ๔ ข้อนี้ที่ท่านกําหนดไว้ ผมถามด้วยความเคารพ จริง ๆ มันเป็นวาระของท่านที่ก่อนมีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติหรือเปล่า เพราะว่าถ้าท่านเคารพงานของ สถาบันพระปกเกล้า เปิดใจให้กว้างไม่มีวาระมาก่อน ท่านจะไม่สรุปแบบนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นรายงานของคณะกรรมาธิการที่บอกมานี้จึงเป็นรายงานตัดต่อ ตกแต่ง คัดลอก คัดเลือกรายงานของสถาบันพระปกเกล้า และท่านจะอ้างคณะกรรมการกฤษฎีกา อ้างหน่วยอะไร ก็แล้วแต่ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่ครับ ท่านอ้างพอแต่ว่าให้อ้างได้เท่านั้น และผมยืนยันนะครับว่า รายงานของสถาบันพระปกเกล้ากับรายงานของคณะกรรมาธิการเป็นคนละรายงานกัน และไม่ถูกต้อง รายงานของคณะกรรมาธิการไม่ถูกต้องตรงตามรายงานของ สถาบันพระปกเกล้า เพราะสถาบันพระปกเกล้าพูดชัดเจนว่าให้เอาทั้งหมดตรงนี้ ไม่ใช่ไป นิรโทษกรรม ไม่ใช่ไปยกเลิก คตส. ไม่ใช่ไปเยียวยา ไม่ใช่ไปแก้รัฐธรรมนูญ แต่ให้ไปเสวนา ให้พี่น้องประชาชนคนไทย ๖๐ ล้านคนมาพูดคุยกันว่าในประเด็นเหล่านี้จะทําอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานสรุปประเด็นสุดท้ายว่า กรรมาธิการท่านลืมไปอย่างหนึ่ง นะครับ ทั้งหมดที่ท่านพยายามทําอย่างนี้ ท่านลืมว่าความขัดแย้งที่ทําให้เกิดความรุนแรง ในบ้านเมืองของเราที่ผ่านมามันเริ่มต้นที่ใจคนนะครับ ใจคนเขารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนี้ เขาจึงลุกขึ้นแล้วมาต่อสู้ เพราะฉะนั้นถ้าจะจบต้องจบที่ใจครับ แต่ข้อเสนอ ๕ ข้อของท่าน ไม่ได้ทําให้ใจของคนไทยจบลงที่จะยุติความขัดแย้งแต่อย่างใด แล้วถ้าท่านยังไม่ได้คิดถึงจิตใจ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และยังทําตามวาระที่ท่านต้องการจะทํา ผมคิดว่าตรงนี้คือ สงครามความปรองดองครับ ท่านประธานครับ และตรงนี้คือความยุติธรรมของผู้ชนะ และไม่มีอะไรจะเป็นผลลัพธ์สุดท้าย นอกจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรง ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะถามว่าใจของกรรมาธิการของท่านเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ท่านนิกร เชิญครับ

นายนิกร จํานง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมจะตอบประเด็นในฐานะกรรมาธิการนะครับ คือจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่คู่กรณี ผมนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการมาตลอด แล้วก็ด้วยความเคารพต่อสภาแห่งนี้ เราประชุมกันมาตลอดทางด้วยความรู้สึกที่ดีมาก แล้วก็ผมเปิดเผยรายละเอียดภายในก็ได้ว่า เคารพฟังกัน แล้วก็มีความเห็นร่วมกัน มีความปรารถนาดีต่อกันและกันมาโดยตลอด มันมาแตกตอนปลายตรงที่ว่ามันมีร่างที่จะสรุปนะครับว่าจะมีการรวบรวม และผมเป็นคน ให้ความเห็นไว้ ผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ว่าหลังจากที่ทุกอย่างจบแล้วก็ต้องเชิญพวกเรามา แล้วถ้าใครไม่มา ก็มีร่างรายงานของสถาบันพระปกเกล้าส่งไปให้ แล้วในนั้นก็มีการให้ความเห็นไปว่าประเด็น ที่ยังมีปัญหาอยู่บ้างมี ๓-๔ ประเด็นที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมา ถ้าไม่มาใครมีความเห็นอย่างไร ก็ให้ความเห็นมา ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่าเป็นการโหวต ซึ่งผมเองเป็นคนคัดค้าน อยู่ตลอดว่าจากประวัติการเป็นกรรมาธิการเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องปัญหารัฐธรรมนูญ ที่เราเป็นกรรมาธิการกันตอนนั้นมันมีความเห็นขัดแย้งกันมากกว่านี้อีกแต่เราไม่สรุป ความเห็นใคร ความเห็นท่านจตุพรเราก็วางไว้ ความเห็นของท่าน ผมจะไม่เอ่ยชื่อนะครับ เราก็วาง ๆ ไว้ให้คนอ่านเขาจะได้เข้าใจ ดังนั้นในคราวนั้นเองซึ่งตอนหลังมีการบันทึกตรงนี้ไว้ ในร่างซึ่งไม่ได้เอามาที่นี่แล้วสุดท้ายทางผู้ทํารายงานก็ร้องขอว่าอย่าใส่ไปเลยตรงนั้น มันจะดูเหมือนกับว่าเป็นการลงมติก็ถูกถอดออกไปเป็นที่เรียบร้อย ท่านประธานเป็นคนสั่งเอง ไม่มีกลไก ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันตรงนั้น มีความกังวลกันตรงนั้นจนกระทั่งนํามาสู่ ผมจะเรียกว่ากรรมาธิการก็เลยแตก น่าเสียดาย อันที่จริงแล้วไม่คิดจะมาพูดอะไรแล้วแต่ว่า ท่านสมาชิก ท่านอาจารย์กนกได้ให้ความเห็นไว้ผมอาจจะต้องแก้แทนคณะกรรมาธิการนิดหนึ่ง เพราะว่าผมนั่งอยู่ด้วยในที่ประชุมนั้นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ที่ท่านได้นําเสนอว่าคณะกรรมาธิการสรุปผลการศึกษามา โดยไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองว่าคืออะไร ผมยืนยันว่าไม่จริงนะครับ เพราะในข้อ ๕.๓ เราได้สรุปชัด แล้วก็สรุปตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้สรุปมาด้วยและจากความเห็นเราด้วย จาก คอป. ด้วยว่ากรรมาธิการเห็นว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นพิเศษ มันเป็นความขัดแย้ง ระหว่างประชาชนกับประชาชนซึ่งคํานี้เป็นคําของท่านชํานิในฐานะกรรมาธิการ ผมจําได้ แล้วเราก็เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการชํานิว่าเป็นความขัดแย้งไม่ใช่รัฐกับประชาชน อันนี้มันพิเศษมาก แล้วคณะกรรมาธิการก็เลยมีความเห็นว่าจะต้องแสวงหาทําความเข้าใจ ร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกในอนาคต เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กนก ได้กล่าวว่าทางคณะกรรมาธิการตัดแค่ว่าให้จบแค่นี้แล้วไม่ได้มองไปในอนาคต เราสรุปไว้ชัด ในข้อสรุป ในข้อ ๕.๓ และยังต่อไปอีกว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องบริหารความขัดแย้ง ด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังพบว่าการสร้างความปรองดอง ในประเทศไทยมีความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ของเราเหมือนยังร้อนอยู่และพร้อมที่จะเกิด เพราะฉะนั้นให้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการที่มองไม่เห็นว่า ความปรองดองที่สถาบันพระปกเกล้าที่เขาสรุปเรามาตัดเอาเฉพาะส่วนหนึ่ง ไม่จริง เราก็มองตลอดว่า มีปัญหาแบบนี้ เห็นอยู่แล้วก็บันทึกไว้แล้ว

ประเด็นต่อมาที่ได้พูดถึงว่ามันจะเกิดความอ่อนไหว การเอาเรื่อง ความปรองดองไปใช้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องอาจจะ นําไปสู่ความรุนแรง ข้อ ๕.๔ ก็กําหนดไว้ เขียนไว้ชัดว่าคณะกรรมาธิการพบว่าประเด็นที่ อ่อนไหวอาจจะนําไปสู่การเผชิญหน้าเกี่ยวกับความรุนแรงได้ เช่น ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ เรื่องนี้มีปัญหา ประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมซึ่งท่านได้กล่าวว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังแล้ว คณะกรรมาธิการไม่เห็นจุดนี้ว่ามันจะนําไปสู่ความรุนแรง คณะกรรมาธิการสรุปไว้ในข้อ ๕.๔ หน้า ๓๐ ว่าประเด็นการปรองดองโดยเฉพาะการนิรโทษกรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องนั้น จําเป็นที่ ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังในการนําเสนอประเด็นดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันมิให้เกิด ความขัดแย้งอันจะนําไปสู่ความรุนแรงได้อีก ได้เขียนไว้แล้วชัดเจนว่าตรงนี้อ่อนไหวมาก ตรงนี้ต้องระวังให้มาก ชัดเจนนะครับตรงนี้ ผมเรียนว่าประเด็นที่สําคัญอยากจะเรียนว่า ในการประชุมของคณะกรรมาธิการเองเราเคารพความเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในตอนสุดท้าย ผมก็แปลกใจนิดหนึ่งว่าที่จริงแล้วท่านอาจารย์กนกได้นําเสนอเรื่องนี้เป็นความเห็นแย้ง สถาบันพระปกเกล้าไว้ ๑๐ ประการ ๖ ประเด็น ชัดเจนว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้า ยังไม่สมบูรณ์ แล้วก็ได้อภิปรายไว้ ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้พูดในที่ประชุม ผมมีบันทึกรายงานการประชุมอยู่ชัดเจนว่าถ้าอย่างนั้นขอให้ความเห็นของกรรมาธิการ ที่เห็นแย้งต่าง ๆ ให้ส่งรายละเอียดมา เราจะใช้เป็นการว่าเป็นความเห็นที่ต่างไปจะสรุปไว้ ท้ายของรายงาน เพื่อเวลาเรานําเข้าสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ทราบว่าความเห็นนี้ดํารงอยู่ เป็นความเห็นที่ต่างไปเหมือนกับเสียงข้างน้อยนั่นเอง ในหน้า ๔๔ ผมเรียนว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการได้รวบรวมความเห็นของท่าน ส.ส. นิพิฏฐ์ในฐานะกรรมาธิการก็เอามาไว้ในนี้ เพราะว่าทั้ง ๒ ท่านไม่ได้ส่งความเห็นแย้งมาเราก็รวบรวม ท่านกนกเองพูดในที่ประชุม คณะกรรมาธิการว่าขอให้เอาบันทึกที่ผมพูดไว้ในตรงนี้มาใส่ให้หมด กรรมาธิการก็เอามาใส่หมด ซึ่งในนั้นทั้งหมดเป็นการแย้งว่าสถาบันพระปกเกล้าควรจะศึกษาเพิ่มเติม แต่ที่เรา ไม่ดําเนินการในคณะกรรมาธิการตอนนั้นเพราะว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าสรุปไปแล้วถือว่าจบแล้ว เพราะเรารับรายงานเขาแล้ว ก็เลยบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นโอกาสที่จะมีการศึกษาต่อ เพื่อรวบรวมไม่ใช่ว่ากรรมาธิการไม่เห็น แต่เนื่องจากข้อจํากัดเรื่องเวลาด้วย แล้วก็ สถาบันพระปกเกล้าเองสรุปข้อเท็จจริงเอามาจาก คอป. ไม่ได้มีหน้าที่ไปหาเอง ก็เลยมาสรุปไว้ จํานวนในหน้า ๔๔ ครบถ้วนกระบวนความอาจารย์ครับ แล้วก็รายละเอียดประเด็นทั้งหลาย เอามารวมไว้ในนี้หมดแล้ว ของท่านอาจารย์รวมอยู่ในนี้หมดแล้วในความเห็นเกี่ยวกับ ความไม่สมบูรณ์ของสถาบันพระปกเกล้าไว้ทั้งหมด ๓ หน้า ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการ ก็เลยได้สรุปไปในที่ประชุมตอนสุดท้ายว่าเราคงจะทําฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดนี่คงไม่ได้ ก็รวบรวม เอาที่จําเป็นแล้วก็นํามาเสนอในส่วนหนึ่งของการศึกษากรรมาธิการเท่านั้นเองโดยรวมเอา ความเห็นต่าง ๆ ที่เป็นความเห็นที่ต่างไปมาไว้ในนี้ครบถ้วนกระบวนความ แล้วก็เป็นเพียงแต่ว่า เสนอต่อที่ประชุมได้รับทราบว่าเราได้เคารพความเห็นของท่านอาจารย์ แล้วก็มารวบรวมไว้ ตรงนี้หมดแล้ว ส่วนเรื่องความปรองดองที่เห็น ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องก็เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของ ปัญหาที่ว่ามันเป็นเรื่องอ่อนไหวอาจจะกระทบกระเทือนต่อไปในอนาคตได้ ในเรื่องการ นิรโทษกรรมก็ได้บันทึกไว้แล้วเป็นความเห็นกรรมาธิการแล้วชัดเจนครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์ เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านกรรมาธิการ จะขอชี้แจงครับ เชิญท่านวัฒนา เมืองสุข

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอใช้โอกาสชี้แจงข้อซักถามของท่านสมาชิก โดยเฉพาะประเด็นในเรื่องของ กระบวนการปรองดองโดยหลักของความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งดูเหมือน ท่านสมาชิกพยายามจะบอกว่ากรรมาธิการเน้นเฉพาะบางเรื่อง ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ กระบวนการของความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านซึ่งมี ๖ ขั้นตอนที่ท่านสมาชิกได้หยิบยก

กระบวนการแรก คือการดําเนินคดีอาญากับผู้ที่กระทําความผิด รัฐบาลนี้ ได้ทําแล้วโดยการไต่สวนหาสาเหตุการเสียชีวิต มีผู้รับผิดชอบทําไปแล้ว

กระบวนการที่ ๒ ก็คือการหาความจริง คอป. ได้ดําเนินการไปแล้ว และอยู่ใน ระหว่างการดําเนินงานของ คอป. สรุป

กระบวนการที่ ๓ คือการชดเชยเยียวยารัฐบาลนี้กําลังดําเนินการอยู่ มิได้ละเลยแต่อย่างใด

กระบวนการที่ ๔ เขาเรียกกระบวนการเปิดเผยความจริง ก็จะเปิดเผย ในเวลาที่เหมาะสมและสมควร อันนี้เป็นความเห็นทางวิชาการของผู้ที่ทําการปรองดอง คงต้องให้เขาทํา

กระบวนการที่ ๕ คือการปฏิรูปองค์กรหรือสถาบันที่นําไปสู่การละเมิด หลักสิทธิมนุษยชน เช่น กรณีของกรมราชทัณฑ์ที่เอาผู้ต้องหาในคดีที่ทําผิดจากการเมือง ไปขังรวมกับนักโทษคดีอาญา รัฐบาลนี้ก็ได้มีการปฏิรูปแล้วโดยการนําไปขังไว้ที่โรงเรียน พลตํารวจบางเขน มีการแยกชัดเจน ล้วนเกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ทั้งสิ้น

และสุดท้าย คือกระบวนการปรองดองที่ท่านพูด กระบวนการสานเสวนาต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ๖ ขั้นตอนที่กล่าวมานี้ ขั้นตอนการเยียวยาคือขั้นตอนที่ ๓ ซึ่งถ้าท่านจะไปอ่าน รายงานของ คอป. ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่ผ่านมา เขาบอกว่าการเยียวยาต้องกระทํา เป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่สุด และไม่ใช่เพียงตัวเงิน การคืนความถูกต้อง การคืนความชอบธรรม การดําเนินคดีอย่างถูกต้องนี่คือการเยียวยา ผมตอบคําถามท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิพิฏฐ์ ดูเหมือนหลักนิติธรรมของท่านกับหลักนิติธรรมของผมจะเป็นคนละหลักกัน หลักนิติธรรมของผม ผมโคด (Code) มาจากสหประชาชาติ เป็นเอกสารที่เอส (S) ๒๐๐๔/๖๑๖ หลักนิติธรรมที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ก็อ้างอิงมาจากหลักการของสหประชาชาติ นั่นคือหลักการที่หมายถึงหลักการปกครองที่ทุกคน สถาบัน ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ หรือเอกชน รวมทั้งตัวรัฐเองที่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายที่มีการประกาศให้สาธารณชนทราบ แปลว่ามันต้องมีกฎหมายก่อนครับ เขาถึงเรียกว่าหลักนิติธรรม ท่านที่เคารพครับ กระบวนการที่ท่านถามว่า ถ้าจะมีการยกเลิกผลการดําเนินการของ คตส. มันไม่ต้องล่วงเลยไปถึงกระบวนการของ จอมพล ถนอม หรือ จอมพล สฤษดิ์ ที่ท่านกล่าวอ้าง กระผมก็ย้อนกลับไปว่ากระบวนการ ดําเนินการเกี่ยวกับการปรองดองของคณะกรรมาธิการนี้ก็ดี ของกรรมการอื่นก็ดี ล้วนทําอยู่ ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ถูกเซ็นโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คอป. ได้กําหนดเหตุการณ์ความขัดแย้งเริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา โดยการเริ่มต้นจาก เหตุการณ์พันธมิตรเดินขบวนขับไล่รัฐบาล พันตํารวจโท ทักษิณ แล้วก็นําไปสู่การยึดอํานาจ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการทําก็ทําไปตามกรอบที่ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีได้กําหนดขึ้น นั่นคือเหตุผลว่าทําไมยุติตรงนี้ ไม่เช่นนั้นมันไม่มีอํานาจ แล้วคดีทั้งหลายมันล่วงเลย มันขาดอายุความไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตอบคําถามตรงนี้ได้นะครับ

ประการต่อมา กระผมไม่เคยกล่าวอ้างว่า คตส. ทําหน้าที่เป็นองค์กร พิพากษา ผมบอกว่าการทําหน้าที่ในด้านการสอบสวนของ คตส. ไม่ชอบด้วยหลักนิติธรรม เพราะเป็นการจัดตั้งองค์กรขึ้นมาซ้อนองค์กรที่มีอยู่แล้ว นั่นคือ ป.ป.ช. โดยที่มิได้มีเหตุผล พิเศษอื่นใดมารองรับ ไม่ชอบด้วยหลักการในการพิจารณาคดีอาญา รวมถึงกรณีของการยึดทรัพย์ ที่อาศัยมาตรา ๑๗ ที่ท่านอ้างธรรมนูญ ก็คงจะเป็นมาตรา ๑๗ เดียวกับสมาชิกท่านหนึ่ง ของพรรคท่าน ที่บอกว่าแม้แต่การยิงเป้าประหารชีวิตก็ชอบด้วยหลักกฎหมาย เพราะเป็น รัฐาธิปัตย์ในขณะนั้น แต่ตรงนี้ขัดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจนครับ และกระผมกราบเรียนแล้วว่า หลักสิทธิมนุษยชนได้ถูกเขียนไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ เป็นหลักนิติธรรมหลักหนึ่งของ สหประชาชาติว่า กฎหมายต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชน นั่นคือหลักที่คนเขามอง ความเป็นคนด้วยกัน ท่านประธานครับ การอภัยด้วยการนิรโทษกรรม ท่านสมาชิกบอกว่า จะต้องมีการยอมรับ มีการขอโทษก่อน ไม่เป็นความจริงครับ หลักการนิรโทษกรรมที่เราได้ใช้ใน นิติประเพณีกับประเทศไทยบางครั้งก็เกิดขึ้นมาโดยรัฐ ให้อภัยกับพลเมืองของรัฐ เช่น การให้อภัยกับนิสิต นักศึกษาที่เข้าป่า ก็ไม่เคยร้องขอให้นิสิต นักศึกษามาขอโทษก่อน ถ้าท่านไม่เชื่อท่านลองไปถามสมาชิกหลายท่านที่ออกจากป่าว่าเขาเคยขอโทษไหมว่าเขาได้ทําผิด รัฐเห็นต่างหากว่าสิ่งที่รัฐไปดําเนินการกับพลเมืองของรัฐนั้นไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม รัฐเห็นว่ารัฐมีส่วนร่วมที่ทําให้พลเมืองของรัฐเหล่านั้นเกิดความขัดแย้งด้วย รัฐจึงให้อภัย เพราะฉะนั้นหลักการในเรื่องของการนิรโทษกรรมกับเรื่องของการยกเลิกผลทางกฎหมายของ คตส. เป็นคนละเรื่องกัน คณะกรรมาธิการมิได้เน้นในเรื่องที่จะมุ่งไปช่วยเหลือใครคนใดคนหนึ่ง เรามุ่งเน้นการทําระบบที่ถูกต้อง ที่เราเรียกว่า กระบวนการยุติธรรม จะต้องอยู่บนพื้นฐาน ของหลักนิติธรรมโดยเคร่งครัด กระบวนยุติธรรมไทยก็เช่นกันครับ ผมกราบเรียนว่าหลักการ ที่เรามีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเพียงศาลเดียว ขัดต่อ กฎหมายระหว่างประเทศ ขัดต่อกฎหมายของยูเอ็น (UN) ชัดเจน ถ้าท่านจะภูมิใจกับ ความเป็นไทยของท่าน

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านวัฒนา มีผู้ประท้วงครับ เชิญคุณหมอครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงท่านผู้กําลัง อภิปรายครับ ต้องขออนุญาตอยากจะเรียนตรง ๆ ว่าขณะนี้ท่านกําลังวนเวียนและซ้ําซากมาก เพราะท่านอย่าลืมว่าท่านคือคณะกรรมาธิการ ท่านต้องฟังเพื่อนสมาชิกในการอภิปราย อย่างน้อยได้ฟังไปสักระยะหนึ่งแล้วท่านค่อยชี้แจง แต่ขณะนี้ท่านพยายามอภิปราย แล้วก็ชี้แจงวนเวียนไป ขณะเดียวกันท่านก็มีส่วนได้เสียกับคดี คตส. ก็เลยทําให้ ผมมีความรู้สึกว่าท่านกําลังชี้แจงแล้วมันเป็นผลประโยชน์ของตัวท่านเอง ผมว่าขอให้รวบรัด เพื่อเปิดโอกาสให้พวกผมได้ขึ้นอภิปรายก่อนครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ที่จริงแล้วผมพยายามประสานบอกให้วิปรัฐบาลประสานกับวิปฝ่ายค้านนะครับ กําหนดเรื่อง การแบ่งเวลาในส่วนของฝ่ายค้านเท่าไร รัฐบาลเท่าไร กรรมาธิการควรเท่าไร ถ้ามีกรอบตรงนี้ มันก็จะง่ายก็ใช้สิทธิตามที่ข้อตกลงกันนะครับ แต่ทีนี้ท่านเป็นกรรมาธิการก็เป็นสิทธิของท่าน ที่จะใช้สิทธิชี้แจง ก็ให้กระชับสักนิดก็แล้วกัน เชิญครับ

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กระผม เห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการนิพิฏฐ์นะครับว่าเสียงข้างมากไม่ได้ลบล้างความผิดได้ ผู้พิพากษา ๒ คนก็ตัดสินประหารชีวิตนายกรัฐมนตรีที่คนเลือกเป็น ๑๐ ล้านคนได้ แต่กระบวนการเหล่านั้นต้องอยู่บนหลักนิติธรรมที่ถูกต้องไม่ใช่ไปจัดตั้งขึ้นมาเอง ตามอําเภอใจ อันนั้นไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักกฎหมายครับ

ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านเป็นประการสุดท้ายว่ากระบวนการค้นหา ความจริง กระบวนการทั้งหลายทั้งปวงที่ได้ทําไปอยู่ในเรื่องของการปรองดองนี้ ข้อกล่าวหา ที่ท่านสมาชิกบอกว่า คอป. ไม่ได้รับความร่วมมือกรุณาไปเปิดดูรายงานของ คอป. ว่ารัฐบาล ที่ไม่ได้รับความร่วมมือ ไม่ให้ความร่วมมือกับ คอป. มากที่สุดคือรัฐบาลที่ตั้ง คอป. รัฐบาลนี้ ให้ความร่วมมือกับ คอป. ไม่ว่าจะเรื่องการแนะนําให้มีการเยียวยา การปฏิรูปองค์กร สิ่งที่ท่านบอกว่าจะต้องมีการขอโทษก็มีนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ที่ได้แสดงความขอโทษต่อ ผู้สื่อข่าวที่เป็นชาวญี่ปุ่นและอิตาเลียน ที่เขาได้มาเสียชีวิตในเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน และเดือนพฤษภาคม เป็นนายกรัฐมนตรีที่มิได้มีความรับผิดชอบหรือเกี่ยวข้องใด ๆ เลย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนหรือเดือนพฤษภาคม แต่กระทําในฐานะเป็นตัวแทน ของรัฐไทย ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลก็ได้ทําแล้วครับ ข้อเสนอของท่านสมาชิกทั้งหมด กราบเรียนว่าได้มีการนําไปปฏิบัติแต่ละส่วน ๆ โดยรวมแล้วสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษา คือในส่วนที่ยังไม่มีองค์กรใดรับผิดชอบเราหยิบยกเอาตรงนั้นมาศึกษาและเสนอต่อสภาแห่งนี้ เท่านั้นครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอกรรมาธิการ อีกสักเล็กน้อยครับ เชิญท่านชวลิตครับ

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

นิดเดียวครับ ผมตอบปัญหานิดเดียว

(นายวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลกครับ ผมขออนุญาตประท้วง ท่านประธานและประท้วงท่านผู้ที่กําลังจะอภิปรายครับ ผมว่ามันหลาย ๆ ข้อมากนะท่านประธาน อย่างน้อยข้อที่ชัดเจนที่สุดคือข้อที่ ๕๙ กลายเป็นว่าเป็นเวทีของคณะกรรมาธิการใช้เวทีนี้ ในการอภิปรายท่านประธาน ถ้าเกิดท่านจะอภิปรายก็ต้องอภิปรายสลับกันไป คือเขียนไว้ ชัดเจนว่าการอภิปรายก็คือเป็นการสลับกันทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและฝ่ายที่คัดค้าน แต่ผมฟังดูแล้ว เวลาส่วนใหญ่จะเป็นเวลาของคณะกรรมาธิการชี้แจง พวกผมอีกเยอะแยะเลย หรือท่านกําลังอภิปรายเมื่อสักครู่ท่านวัฒนาก็หลายรอบแล้ว และขณะนี้ท่านก็จะขึ้นมาอีก ท่านโปรดฟังพวกผมก่อนสิครับ ฟังแล้วท่านจดประเด็นไว้เพราะพวกผมมีอยู่หลายประเด็นมาก ที่จะซักถาม เพราะว่ามีมุมมองที่ไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ อดทนใจเย็น ๆ รอพวกผม อภิปรายก่อนแล้วท่านค่อยลุกขึ้นชี้แจง ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมขออนุญาตให้ ท่านชวลิตได้ใช้สิทธิกรรมาธิการและชี้แจงเฉพาะประเด็นที่สมาชิกได้พูดนะครับ แล้วก็ หลังจากนั้นจะให้ท่านใช้สิทธิพาดพิง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ กรรมาธิการ

ท่านประธานครับไม่เกิน ๓ นาที จะชี้แจงอาจารย์กนกที่ได้พูดถึงเรื่องรายงานการวิจัย กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ ต่อกรณีที่ท่านอาจารย์กนก ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ได้กล่าวถึงว่าการนําเรื่องความมั่นคงของชาติ มากล่าวไว้ในรายงานคณะกรรมาธิการนั้นไม่มีที่มา อยากจะเรียนว่าการรับฟังความคิดเห็น จากหน่วยงานด้านความมั่นคง คณะกรรมาธิการได้เชิญกองทัพบกและสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาชี้แจงข้อเท็จจริงและมีความเห็นต่อคณะกรรมาธิการสรุปได้ว่า

๑. ความขัดแย้งที่นําไปสู่ความรุนแรงขณะนี้ถือเป็นภัยต่อความมั่นคง ของประเทศในระดับที่เป็นอันตรายสูงสุด

๒. ปัจจัยที่เป็นเหตุแห่งความขัดแย้งยังคงดํารงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข จึงมีโอกาสที่จะเกิดการเผชิญหน้าของผู้คนในสังคม อันอาจนําไปสู่เหตุการณ์ความรุนแรงได้อีก จําเป็นที่จะต้องบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี รวมทั้งลดเหตุที่จะนําไปสู่ การเผชิญหน้าลงโดยเร็วที่สุด

๓. ปัจจัยสําคัญที่จะทําให้การปรองดองประสบความสําเร็จและได้รับ การยอมรับจากทุกฝ่าย คือมาตรการหรือแนวทางที่กําหนดออกมานั้นต้องเป็นธรรม ไม่ขัดแย้งกับกระบวนการยุติธรรม รวมถึงได้รับการยอมรับจากผู้เสียหาย ท่านประธาน ที่เคารพครับ สิ่งที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่จะยกมาจากรายงานของ สถาบันพระปกเกล้า แต่ภาคผนวกอื่น ๆ โดยเฉพาะความเห็นจากภาคธุรกิจเอกชนทั้งไทย และต่างประเทศ หอการค้าทั้งไทยและญี่ปุ่นล้วนให้ความสําคัญกับการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในบ้านเมือง มีลงรายละเอียดไว้ผมคิดว่าคงไม่เอามาอ่านตรงนี้นะครับ คิดว่า เพื่อนสมาชิกคงได้เปิดอ่าน

ในประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะให้เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เปิดรายงาน การวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ข้อ ๖.๒.๒ หน้า ๑๔๗ ตรงข้อความที่ว่า แนวทาง การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินคดี กับผู้ถูกกล่าวหาจากกระบวนการตรวจสอบของ คตส. มีอยู่ ๒ แนวทางคือ แนวทางที่ ๑ ให้ผลทางกฎหมายที่ดําเนินการโดย คตส. มีผลอยู่ต่อไป ซึ่งเป็นสถานภาพปัจจุบันที่คงอยู่ หรือแนวทางที่ ๒ มีความเห็นว่าสังคมกําลังตั้งคําถามต่อกระบวนการยุติธรรมจากการชี้มูล โดย คตส. ในการนี้คณะผู้วิจัยเห็นว่าแนวทางที่ ๒ เป็นแนวทางที่จะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา และนําไปสู่ความปรองดองแห่งชาติทั้งนี้จากข้อคิดดังกล่าวจึงได้นํามาสู่ทางเลือกอย่างน้อย ๓ แนวทาง ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมจําได้ว่าการที่คณะผู้วิจัยเห็นว่ากระบวนการ ยุติธรรมจากการชี้มูลโดย คตส. มีปัญหา กระผมได้ถามคณะผู้วิจัยที่มาชี้แจงว่ามีข้อมูลอะไร แบกอัพ (Back up) กระผมได้รับคําตอบว่าระบบนิติธรรม นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ข้อมูลว่าในหลักวิชาสถาบันพระปกเกล้าก็เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมจากการชี้มูลของ คตส. มีปัญหา ส่วนจะเป็นประเด็นที่จะวิพากษ์วิจารณ์หรือสืบค้นหาข้อเท็จจริงหรือแนวทางแก้ไข ปัญหาต่อไปในอนาคตนั้นก็เป็นเรื่องที่จะดําเนินการต่อไป ขออนุญาตกราบเรียนสั้น ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิพิฏฐ์ ท่านถูกพาดพิงประเด็นที่ทําให้เสียหายประเด็นไหนครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุง ครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานนะครับ สั้น ๆ ครับท่านครับ เพราะว่าถ้าผมไม่ชี้แจงตรงนี้เดี๋ยวจะเข้าใจผิดกัน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประเด็นไหนครับ ท่านครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ผมมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นครับ ประเด็นแรก เมื่อสักครู่เราพูดกันเรื่องของ คตส. ซึ่งผมก็บอกว่า

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านต้องพูดถึง ประเด็นที่ท่านเสียหาย ผมจะได้วินิจฉัย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ผมใช้สิทธิพาดพิงครับท่านครับ แล้วก็ ไปพาดพิงในสิ่งที่ผมไม่ได้พูด

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอย่างนี้ครับ พาดพิงต้องเสียหายด้วย เพราะฉะนั้นท่านต้องชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ท่านโดนพาดพิงมันเสียหาย หรือไม่ ผมจะได้วินิจฉัย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ครับ ในระบบของศาลนะครับ ท่านบอกว่า ท่านนําระบบของศาล

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านต้องชี้ก่อน เพราะว่าผมจะได้วินิจฉัยว่ามันเสียหายหรือเปล่า เอาอย่างนี้ครับผมให้สั้น ๆ สัก ๑ นาที ๒ นาที

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ผมขอบพระคุณท่านประธานครับ ท่านวัฒนาได้ใช้สิทธิไป ๔ ครั้งถ้าผมจําไม่ผิดนะครับ ผมใช้สิทธิครั้งที่ ๒

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านใช้สิทธิ พาดพิง ผมอนุโลมให้ครับ เชิญครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ขอบพระคุณท่านครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ เรื่องแรก ท่านวัฒนาได้พูดถึงเรื่องของความซ้ําซ้อนของ คตส. กับ ป.ป.ช. ท่านบอกว่ามี ป.ป.ช. แล้ว ไปมี คตส. ทําไม ทํางานซ้ําซ้อนกัน จริง ๆ คนที่จะตอบคําถามนี้ ได้ดีที่สุดคือคนที่นั่งแล้วไม่พูดคือ พลเอก สนธิ คตส. ในสมัยของ พลเอก สนธิ ที่ตั้งขึ้นมานั้น สิ่งที่ คตส. ทําเขาไม่ให้ ป.ป.ช. ทําแล้วไม่ให้ซ้ําซ้อนกันเลย เพราะที่ท่านบอกว่า คตส. ทํางานซ้ําซ้อน ป.ป.ช. ไม่จริง ถ้าผมพูดผิด ท่าน พลเอก สนธิ ยืนขึ้น ไม่อย่างนั้น ท่านเสียหายครับ ไม่มีความซ้ําซ้อนแต่เมื่อหมดยุคของ คตส. แล้วก็โอนไปให้ ป.ป.ช.

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ระบบศาลเดียว ท่านบอกว่าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนั้น ขัดกับหลักนิติธรรมซึ่งท่านนําหลักนี้ มาจากสหประชาชาติ ผมเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมืองนั้นมันมาจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ครับ ท่านประธานครับ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นี่ละครับ ที่ท่านพยายามบอกว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ทําไมท่านเลือกใช้ล่ะครับ ถ้าท่านชื่นชอบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านต้องเอาเรื่องของ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมันมาอย่างไรครับ ผมใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสมัยที่ออกแบบรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นนะครับ เขารังเกียจว่า นักการเมืองเวลาขึ้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกานี่กว่าจะลงโทษนักการเมืองได้ต้องใช้เวลา ๑๐ ปีถึง ๒๐ ปี รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ท่านชื่นชอบนี่นะครับ เขาเลยออกแบบใหม่ว่า ต่อไปนี้ถ้านักการเมืองทําผิด นักการเมืองทุจริตต้องขึ้นศาลฎีกาเลย ถามว่าประชาชนชอบไหม ประชาชนชอบ แต่ว่าศาลฎีกาที่นักการเมืองขึ้นนี่นะครับ เขาใช้ผู้พิพากษาเท่าไรครับ เขาใช้ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ๙ คน ท่านประธานครับ ถ้านักการเมืองอย่างพวกผมขึ้นศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา ใช้ผู้พิพากษากี่คนครับ ถ้าขึ้นศาลชั้นต้นใช้ผู้พิพากษาเพียง ๒ คน และเป็นผู้พิพากษาเด็ก ๆ ทั้งนั้นนะครับ และอุทธรณ์สู่ศาลอุทธรณ์ ใช้ผู้พิพากษาอีก ๓ คน รวมแล้วเป็น ๕ คนครับ ขึ้นศาลฎีกาอีกศาลหนึ่งครับ ศาลสูงสุดใช้ผู้พิพากษา ๓ คน รวมแล้ว ๘ คนครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เลยออกแบบว่าถ้านักการเมืองเองขึ้นศาล ขึ้นศาลฎีกาเลยครับ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วใช้องค์คณะถึง ๙ คน มากกว่า ประชาชนธรรมดาถึง ๑ คนครับ ใช้ผู้พิพากษาอาวุโสและมีประสบการณ์ แล้วก็ตัดสิน ครั้งเดียวจบครับ ศาลสูงสุดตัดสินแล้วไม่มีครับ แต่ว่าในขณะเดียวกันครับ ใครที่ถูกศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองตัดสินนั้น เขายังให้โอกาสครับ ท่านครับ เขาบอกว่าถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมแล้วมีพยานหลักฐานใหม่สามารถรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ได้ ในศาลฎีกาไม่ใช่ครั้งเดียวอย่างที่ท่านวัฒนาพูดครับ กระบวนการนี้ พันตํารวจโท ทักษิณ ใช้แล้ว ศาลฎีกาตัดสินให้แพ้ แล้ว พันตํารวจโท ทักษิณ ขึ้นศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอพิจารณาคดีใหม่ แล้วแพ้อีกเป็นครั้งที่ ๒ นี่คือกระบวนการของรัฐนี้ครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ มีผู้ประท้วงแล้วครับ ผมว่าสมควรแล้วกระมังครับ ผมอนุโลมพอสมควรแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ผมว่าสมควรแล้วครับ สมควรแล้วกระมังครับ พอแล้วครับ ไม่อย่างนั้นก็ประท้วง เชิญท่านประสิทธิ์

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทยจากจังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงผู้อภิปรายกระทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ อภิปรายวกวนซ้ําซากประเด็นที่ อภิปรายไปแล้วนะครับ กล่าวหาบุคคลภายนอกโดยไม่จําเป็น โดยเฉพาะ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร บ่งชี้เหมือนว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เป็นคนโกงบ้านโกงเมืองถึงถูกยึดทรัพย์ ถ้า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นิดเดียวท่านประธาน โกงบ้านโกงเมืองแล้วรวย พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ไปอยู่เมืองนอกมือเปล่า ๆ เดี๋ยวนี้รวยเป็นหมื่นล้านบาท เป็นแสนล้านบาท ไปโกงที่โน่นอีกหรือครับ ขอให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พอแล้วครับ ท่านนิพิฏฐ์ครับ ท่านอย่างนี้

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

เรื่องสุดท้าย ๑ นาทีครับท่านประธาน

(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านอย่างนี้ครับ ประท้วงใครหรือครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานครับ ที่ไม่ได้กํากับดูแลการดําเนินการของการประชุมสภา ให้เป็นที่เรียบร้อย ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ วันนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ นํารายงานมารายงานต่อ สภาผู้แทนราษฎร สิ่งที่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านกําลังลุกขึ้นทําหน้าที่เพื่อให้เห็นว่ารายงานฉบับนี้ ไม่ชอบด้วยการดําเนินการ และเป็นรายงานที่จะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นกับความขัดแย้งของ บ้านเมืองต่อไป ท่านประธานอนุญาตให้กรรมาธิการชี้แจงพร้อมกันทีเดียว ๓ คน ๔ คน แต่พอท่านนิพิฏฐ์ลุกขึ้นขอใช้สิทธิที่จะอภิปรายเพื่อทําความจริงให้ปรากฏในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานก็ตัดบทว่าให้พูดได้นิดเดียว ผมกราบเรียนท่านประธานว่าท่านประธาน ต้องทําหน้าที่ให้เป็นกลาง แล้วสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนต่อไปก็คือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ของบ้านเมือง ความจริงต้องถูกนํามาพูดจาในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ทุกคนกําลัง ก้าวเข้าสู่การปรองดองแต่ว่าการปรองดองนั้นก้าวพ้นความจริงไม่ได้ครับท่านประธาน วันนี้ท่านประธานต้องเปิดโอกาสให้สมาชิกได้มีโอกาสอภิปรายข้อเท็จจริงกันอย่างเต็มที่ เมื่อเราสรุป และยุติในข้อเท็จจริงแล้วการปรองดองถึงจะเกิดขึ้น ไม่ใช่ลุกขึ้นมาบิดเบือนข้อเท็จจริง แล้วเอาผลประโยชน์ที่ต้องการได้มาพูดเท่านั้น เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธาน ประท้วงท่านประธานทําหน้าที่ให้เป็นกลางเพื่อให้การปรองดองมันเดินหน้าได้ แต่ถ้าท่านประธานยังที่จะยึดถือว่ากรรมาธิการมีสิทธิเหนือกว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมกราบเรียนว่าสภาเดินหน้าไม่ได้ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านผมขออนุญาต วินิจฉัยนะครับ ก่อนที่ผมจะขึ้นมาทําหน้าที่ ฝ่ายค้านคือท่านนิพิฏฐ์ได้อภิปราย แล้วท่านประธาน ก็อนุญาตให้ท่านกนกได้อภิปรายต่อ ติดต่อกัน ๒ ท่าน ต่อไปก็จะสลับมาเป็นของรัฐบาล แต่ยังไม่ได้สลับ กรรมาธิการขอใช้สิทธินะครับ ผมก็ให้กรรมาธิการได้ใช้สิทธิชี้แจงเสร็จแล้ว ท่านนิพิฏฐ์ขอใช้สิทธิพาดพิงนะครับ ซึ่งผมก็อนุโลมเพราะที่จริงแล้วนี่การใช้สิทธิพาดพิง ต้องชี้ประเด็นให้เห็นว่าโดนพาดพิงประเด็นไหน แล้วประธานจะวินิจฉัยว่าเสียหายหรือไม่ ถึงจะได้อนุญาต เมื่อครู่ผมถามตั้ง ๒ รอบนะครับ ท่านก็ไม่ได้ชี้ให้ผมเห็น ผมก็ถือว่าเพื่อไม่ให้ เสียเวลาก็อนุโลมให้ท่านเห็นตามสมควรก็ ๒ นาที แล้วท่านใช้เวลาเมื่อสักครู่รู้สึกจะ ๔ นาทีแล้ว กระมังครับ เพราะฉะนั้นเอาอย่างนี้ครับ ไม่ให้เสียเวลาครับ ถ้าผมไม่เป็นกลางก็เข้าข้าง ท่านนิพิฏฐ์นี่ละก็ให้ท่านสัก ๑ นาทีจะได้จบ พอแล้วกระมังครับ หรือจะประท้วงว่าผมไม่เป็นกลาง เพราะเข้าข้างท่านนิพิฏฐ์ สมควรแล้วครับจะได้ต่อครับ พอแล้วกระมังครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ ต่อเลยครับ สัก ๑ นาทีนะครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าก่อนผมอภิปรายนี่นะครับ ผมอ่านรายงานนี้ ๒ ครั้ง ผมอ่าน ๒ ครั้งครับ และผมอ่านทุกหน้าด้วย ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านกรรมาธิการวัฒนาขออภัยเอ่ยนามนะครับ ท่านไม่ได้พูดเลยคือรากเหง้าของความขัดแย้งในประเทศนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านประธานมีรายงานอยู่ในมือท่านไปดูครับ ในหน้าที่ ๘๙ ในหน้าที่ ๘๙ คอป. เห็นด้วยกับ สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพระปกเกล้าเห็นด้วยกับ คอป. และอยู่ในรายงานนี้เป็นหัวใจ ของเรื่องนี้เลย แต่ไม่มีใครพูด ผมเรียนอย่างนี้ผมอ่านนิดเดียวครับว่าสาเหตุของความขัดแย้งที่ คอป. เขาพูดถึงแล้วก็งานวิจัยนี้รองรับด้วย เห็นด้วย เขาว่าอย่างนี้ครับ เขาบอกว่าสาเหตุ ของความขัดแย้งมาจากกระบวนการที่ละเมิดหลักนิติธรรม กระบวนการประชาธิปไตย และกระบวนการบังคับใช้กฎหมายโดยคดีซุกหุ้นเป็นรากเหง้าของความขัดแย้งในประเทศนี้ ท่านไม่อ่านครับ นี่คือหัวใจของความขัดแย้งครับ มาจากคดีซุกหุ้นครับ ขอบพระคุณครับ

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงอะไรอีกละครับ ใครผิดข้อบังคับตรงไหนครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธานว่าในการประชุมครั้งนี้มันจะเป็นที่ ซักฟอกตัวเอง

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงตกลงจะประท้วงหรือจะอภิปราย

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานฟังผมก่อน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าผมไม่อนุญาต ก็หาว่าผมไม่เป็นกลาง ทีนี้ท่านทําไม่ถูกต้องตามข้อบังคับต่างหาก ท่านใช้สิทธิประท้วง แต่ลุกขึ้นมาแล้วไม่ประท้วง อภิปราย พอผมไม่ให้พูดก็หาว่า ผมว่าพอแล้วกระมังครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมว่าพอแล้วละครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานฟังผมก่อนสิครับ ผมขออนุญาตนิดเดียวครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็ท่านใช้สิทธิ ประท้วงและจะอภิปราย

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ผมกําลังจะบอกว่าท่านประธาน ไม่ควบคุมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยให้คนที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนมาฟอกตัวในการ ชี้แจงในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะกรรมาธิการ โดยเฉพาะท่านวัฒนา เมืองสุข ท่านมีผลประโยชน์เกี่ยวกับ คตส.

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ อย่าไป ใส่ร้ายเขาอย่างนั้นเลย ท่านพอแล้วกระมังครับ ท่านใช้สิทธิประท้วงแต่ไม่ประท้วง แต่จะใช้ อภิปราย แล้วบอกท่านฟังผมก่อน มันไม่ใช่ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านนั่งเถอะครับ ผมไม่อนุญาตแล้วครับ นั่งเถอะครับ ถ้าจะใช้สิทธิประท้วงต้องประท้วงนะครับ ท่านยืนขึ้นยกมือ คือใช้สิทธิประท้วง ผมก็อนุญาตตามข้อบังคับ ท่านก็ต้องประท้วงว่าใครผิดข้อบังคับข้อไหน ไม่ใช่ลุกขึ้นมาจะอภิปรายอย่างเดียว แล้วผมไม่อนุญาตก็หาว่าฟังผมก่อน ซึ่งไม่ใช่ครับ แล้วท่านประท้วงอะไร เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านยืนยกมืออยู่นี่ ประท้วงอะไร

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานในข้อ ๘ และข้อ ๖๓ เมื่อสมาชิกผู้ใดต้องการ ประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ประธานต้องให้สมาชิกผู้นั้นชี้แจงก่อนสิครับ ผมเห็น ประธานคอยจะขัดขวางการชี้แจงโดยที่ยังไม่ได้ฟังสมาชิกให้ครบถ้วน ผมมองว่าวันนี้ กระบวนการปรองดองนี่ ท่านประธานเป็นบุคคลหนึ่งที่เป็นอุปสรรค

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านฟังนะครับ ข้อที่ท่านประท้วงนี่ ถ้ามีใครยืนขึ้นยกมือประท้วง ประธานต้องอนุญาตให้ใช้สิทธิ ผมอนุญาตแล้ว ตามข้อบังคับ แล้วผู้ประท้วงมีสิทธิประท้วงก็ต้องมีผู้กระทําผิดข้อบังคับ เพราะฉะนั้น ประธานอนุญาตแล้ว ท่านต้องชี้ให้เห็นก่อนว่าใครทําผิดข้อบังคับ ไม่ใช่ไม่ชี้แล้วถือโอกาส อภิปรายอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมไม่ได้ผิดข้อบังคับละครับ ท่านต่างหากที่ผิดข้อบังคับ หมอวรงค์เชิญครับ

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมประท้วงท่านประธานครับ แล้วผมก็กําลังจะให้ ประธานต้องถอนคําพูดครับ เพราะเมื่อสักครู่ท่านกล่าวหาใส่ร้ายท่านเจะอามิง ประโยคที่ ท่านเจะอามิงบอกว่า ท่านวัฒนานี่มีผลประโยชน์ทับซ้อนคดี คตส. มันเป็นความจริง เพราะ คตส. ชี้มูลท่านวัฒนาไปแล้วครับท่านประธาน

(นายธนา ชีรวินิจ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เอาละครับ เพื่อตัดปัญหานะครับ ผมขอถอนคําพูดตรงนั้นแล้วก็จะได้ดําเนินการต่อ เพราะฉะนั้น ท่านนั่งเถอะครับ จบแล้วครับ นั่งเถอะครับ เชิญท่านธนาครับ

นายธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ แล้วผมกราบเรียนว่าท่านประธานพอเวลาที่ พรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรลุกขึ้นประท้วงนี่ ท่านประธานก็จะใช้บทของ คนแม่นข้อบังคับถามโน่นถามนี่ แต่ถ้าเป็นซีกรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงท่านประธาน ท่านประธานจําข้อบังคับไม่ได้เลย แล้วท่านก็ปล่อยให้อภิปรายก้าวไปล่วงไปไม่เป็นไปตาม ข้อบังคับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า

๑. ท่านประธานต้องทําหน้าที่ให้เป็นกลาง ท่านประธานเป็นประธานของผม เช่นเดียวกัน ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ลุกขึ้นใช้สิทธิประท้วง ยังไม่ทันจะพูดเลยครับ ท่านประธานก็ตัดบทเสียแล้ว ถ้าท่านประธานทําอย่างนี้ ท่านประธานต้องทําทั้งรัฐบาล และฝ่ายค้าน พวกเราถึงมีความไม่สบายใจครับว่าวันนี้เสียงข้างมากเอากันทุกอย่างเลยครับ แม้กระทั่งจะลุกขึ้นอภิปรายก็ยังทําไม่ได้ แล้ววันนี้มันจะเดินกันอย่างไรละครับท่านประธาน ท่านประธานต้องปล่อยให้ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ลุกขึ้นมาว่าเขาใช้สิทธิประท้วง เรื่องอะไร ท่านประธานยังไม่ทันฟังเลย ท่านประธานก็วินิจฉัย แต่ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้น ไม่ต้องอ้างข้อบังคับ ไม่ต้องอ้างเรื่องอะไรทั้งสิ้น อภิปรายไปได้เลย ท่านประธานก็ปล่อย เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับ ทําหน้าที่ให้สมกับเป็นประธาน สภาผู้แทนราษฎรด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

คนดูกัน ทั้งประเทศนะครับ เมื่อสักครู่นี้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ประท้วงอ้างข้อบังคับชัดเจน แต่ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ผมถามว่าประท้วงใคร ผิดข้อบังคับข้อไหน ท่านก็ไม่ตอบ ถาม ๒ รอบก็ไม่ตอบ แต่จะอภิปรายอย่างเดียว คนดูอยู่ทั้งประเทศนะครับ แล้วก็จบแล้วครับ

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ผมไม่อนุญาตแล้วครับ นั่งเถอะครับ ไม่อนุญาตแล้วครับ ท่านพูดเองนะครับ เป็นสิทธิของสมาชิก ยืนขึ้นยกมือ คือประท้วงนะครับ ผมให้เกียรติท่านประท้วงครับ แต่ต้องประท้วงว่าประท้วงใคร ผิดข้อบังคับข้อไหน

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ขออนุญาตประท้วงท่านประธานข้อ ๘ ครับท่านประธาน โดยท่านประธานไม่ควบคุม การประชุม

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ ถ้าผิด ข้อ ๘ ผมต้องวินิจฉัยก่อน ท่านประท้วงว่าผมผิดข้อ ๘ ผมต้องวินิจฉัยก่อน ข้อ ๘ คือประธานต้องควบคุมการประชุมให้ดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผมก็ดําเนินการตาม ข้อบังคับ แต่ท่านต่างหากที่ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ถ้าจะประท้วงข้อ ๘ ต้องประท้วง ตัวท่านเองนั่นละ คงไม่อนุญาตแล้วครับ นั่งเถอะครับ ท่านทองดี เชิญครับ

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงใคร ประท้วงเรื่องอะไร

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตทักท้วงท่านประธานว่ากําลังปล่อยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกระทําผิด รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๒๒ ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงําใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมและปวงชนชาวไทยโดยปราศจากการขัดแย้งแห่งผลประโยชน์ ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านวัฒนามีผลประโยชน์ทับซ้อนในคดีของ คตส. ในคดีบ้านเอื้ออาทร รับสินบนในโครงการบ้านเอื้ออาทร ๑ กรณี อีกกรณีหนึ่งนายวัฒนากับพวกใช้อํานาจหน้าที่ อนุมัติโครงการก่อสร้างบ้านเอื้ออาทรและจ่ายเงินล่วงหน้าโดยทุจริตครับท่านประธาน นี่เป็น การกระทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วท่านประธานก็ปล่อยให้ท่านวัฒนาพูดเพื่อฟอกตัวเอง อย่างไรครับ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมอนุญาตให้ ท่านวัฒนาพูด พูดในฐานะกรรมาธิการ ส่วนประเด็นที่เป็นคดีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง มันไม่เกี่ยวกัน นะครับ อนุญาตในฐานะที่ท่านเป็นกรรมาธิการโดยถูกต้อง

(นายทองดี มนิสสาร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านทองดี มีอะไรครับ

นายทองดี มนิสสาร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ขอประท้วงผู้กําลังประท้วงอยู่ว่า ท่านประธานวินิจฉัยตามข้อ ๔๓ วรรคท้าย คําวินิจฉัยของประธานถือว่าเป็นเด็ดขาด เพื่อรักษาข้อ ๘ (๓) ให้สภาเดินไปได้ในการอภิปรายเข้าสู่หมวดในการปรองดองครับ ขอบคุณมากครับ สวัสดีครับ ผมขอให้วินิจฉัยด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ จบแล้วครับ ผมเชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม เชิญครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ต่อกับรายงานเรื่องของการปรองดอง ที่เข้าสู่สภาในวันนี้นั้น ผมเชื่อแน่ว่าวันนี้คงไม่จบ เพราะข้อเท็จจริงของการปรองดองนั้น มันมาจากความขัดแย้งและความขัดแย้งนี้

(นายกนก วงษ์ตระหง่าน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ มีผู้ประท้วง เชิญท่านกนกครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ท่านประธานอย่าถามผมว่าประท้วงข้อไหนนะครับ ผมด้วยสามัญสํานึกของผมนี้ ผมขออนุญาตถามท่านประธานว่าเมื่อสักครู่นี้ผมถูกพาดพิงโดยกรรมาธิการที่ชี้แจงนี้ แล้วผมยกมือตลอดเลยนะครับ ท่านจะให้ผมได้ชี้แจงเนื่องจากถูกพาดพิงไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านจะใช้สิทธิ พาดพิง ท่านต้องยืนขึ้นและยกมือนะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ผมยก

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเพิ่งยืนขึ้น ยกมือเมื่อสักครู่นี้ผมถึงได้อนุญาต

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

พาดพิงครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทีนี้ท่านโดน พาดพิงประเด็นไหนครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต ผมถูกพาดพิงใน ๒ เรื่องนะครับ เรื่องแรก ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ เดี๋ยวจะไปพาดพิงต่อ ก็คือว่าท่านอภิปรายประเด็นของผมทําให้ท่านผู้ฟังทางบ้านและในสภาแห่งนี้เข้าใจ เหมือนกับว่าผมอ่านรายงานไม่ถูกต้อง ผมเป็นอาจารย์นะครับ แล้วผมก็อ่านรายงานอย่าง ถูกต้องแล้วก็ถูกต้องตามระเบียบวิธีการวิจัยชัดเจน และข้อที่ ๒ ที่แย่ไปกว่านั้นก็คือในเรื่อง ของความมั่นคงได้กล่าวหาว่าผมอ้างว่ากรรมาธิการไม่มีที่มา ผมไม่เสียจริตขนาดนั้นนะครับ ผมอยู่ในที่ประชุมนะครับผมทราบ วันที่กองทัพบกมาชี้แจงผมอยู่ครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านประธานจะกรุณาผมจะขออธิบายสั้น ๆ ครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ สัก ๑ นาที ๒ นาทีนะครับ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตเรียนท่านประธาน เพื่อทําความเข้าใจข้อที่ท่านอภิปรายว่าที่ผมอภิปรายนั้นมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนนี้ ผมอยากให้ท่านได้อ่านชัด ๆ ในรายงานของกรรมาธิการนะครับ บทที่ ๕ ท่านเขียนว่า ผลการศึกษาของกรรมาธิการและบทที่ ๖ ท่านเขียนว่าข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการ ความหมายมันชัดเจนนะครับ ข้อที่ ๕ คือท่านบอกว่า ผลการศึกษานั้นเป็นอย่างไร แต่ท่านจะเอามาใช้หรือไม่มันอยู่ข้อที่ ๖ นะครับ แล้วผม อภิปรายบทที่ ๖ อย่างเดียวเลยครับว่าสิ่งที่ท่านนํามาใช้นี้ จากที่ท่านได้ทําการเก็บข้อมูลมา ฟังสถาบันพระปกเกล้ามานั้นมันไม่ตรงอย่างไรบ้าง นั่นคือประเด็นที่ผมอยากขออนุญาตเรียน เพื่อให้ทําความเข้าใจที่ชัดเจนนะครับ แล้วก็ถ้าต้องการรายละเอียดผมมีรายละเอียดได้นะครับ

ในประเด็นที่ ๒ ที่สําคัญก็คือว่า ในเรื่องของความมั่นคงนั้นในคําอภิปราย ผมไม่ได้กล่าวอ้างเลยว่าไม่มีที่มา เพราะผมทราบดีครับ ท่านเชิญกองทัพบกมาชี้แจงนะครับ แต่ผมอภิปรายว่าการนําประเด็นความมั่นคงของชาติมาเป็นข้ออ้างเพื่อที่จะให้ต้องปรองดอง โดยเร็วนะครับ ตรงนั้นต่างหากที่เป็นประเด็นและสถาบันพระปกเกล้าก็บอกแล้วว่าถ้าเร่งทํา จะเกิดความขัดแย้งใหม่ ตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญมาก ผมขออนุญาตยกตัวอย่างประเด็น ที่ชัดเจนที่ท่านเข้าใจผมผิด ที่ท่านอ้างหน้า ๔๗ ของรายงาน คตส. แล้วก็พูดถึงเรื่องการเสวนา ทางเลือกที่ ๑ ที่ ๒ ผมไม่พูดรายละเอียดนะครับ แสดงว่าท่านไม่ได้อ่านรายงานจริง ๆ ครับ ถ้าท่านอ่านท่านจะรู้ว่าสถาบันพระปกเกล้าบอกว่าทางเลือกที่ ๑ ทางเลือกที่ ๒ มีข้อดี ข้อเสีย ข้อสังเกตอย่างไรนั้น ให้เอาไปเสวนาครับ แต่ปรากฏว่าในรายงานของท่านนี้นะครับ ที่ท่านบอกผลการศึกษานี้ ข้อ ๕.๗ (๑) หน้า ๓๑ ท่านเขียนเลยนะครับว่าคณะกรรมาธิการ เห็นด้วยกับรายงานของสถาบันพระปกเกล้าที่ให้มีการนิรโทษกรรมความผิดที่เกี่ยวเนื่องกับ การชุมนุมทางการเมือง อย่างนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ตรงนี้สถาบันพระปกเกล้าพูดเรื่องนี้ แต่บอกว่าให้ไปเสวนา แต่กรรมาธิการมาบอกว่าข้อค้นพบของท่านก็คือสถาบันพระปกเกล้า บอกว่าให้นิรโทษกรรมครับ ตรงนี้ผมอยากจะเรียนถามท่านประธานครับว่าใครกันแน่ครับ ที่อ่านรายงานไม่ตรงแล้วก็ไม่ถูกต้องครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นผมเสียหายครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านครูมานิตย์ครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สุรินทร์ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย วันนี้ก็นั่งรอเรื่องของ ความปรองดองมานาน แล้วท้ายที่สุดพอเข้ามาสู่วันนี้เราก็เถียงกันไม่รู้ว่ามันจะผ่านหรือไม่ผ่าน มันจะได้ปรองดองหรือไม่ปรองดอง ผมยังชอบวลีเด็ดของท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่าน พลเอก สนธิ ที่ท่านพูดไว้ เมื่อคืนวันที่ ๒๗ ว่าความแตกแยกมันเกิดจากตรงนี้ละครับ มันไม่ได้เกิดจากข้างนอกเลย แล้วมันก็ค่อย ๆ ขยาย ๆ ออกไป ผมเดินไปกินข้าวแต่ละครั้ง ผมคิดอยู่ว่าพวกเรากินข้าว หม้อเดียวกัน ทําอย่างไรเราถึงจะมาเห็นแก่ภาพส่วนรวม เห็นแก่บ้านแก่เมือง เห็นแก่ ประเทศชาตินี้ วันนี้ท่านเชื่อเถอะครับ ถ้าเอาแต่กฎหมายมาพูดเรื่องของการปรองดอง มันไม่ผ่านหรอกครับ ผมมันก็โชคดี ผมอ่านกฎหมายไม่ออก ผมบอกกฎหมายไม่เป็น เพราะผมมาจากครู อาจารย์ก็ยังไม่ถึงเลยครับ แต่ท่านประธานครับ ถ้าจะมาพูดถึงเรื่อง ปรองดองวันนี้ปัญหามันเกิดมาจากการปฏิวัติเมื่อ ๑๙ กันยายน ปี ๒๕๔๙ แล้วพอปฏิวัติ ในวันนั้นแล้วคนที่ได้ผลประโยชน์หลังจากวันนั้นก็ยิ้มแย้มแจ่มใสกันไป วันนี้คนที่นําปฏิวัติ ท่านมาเข้าสู่กระบวนการของประชาธิปไตย คือนั่งในสภานี้ละ แล้วท่านก็เห็นแล้วว่าบ้านเมืองมัน ไปไม่ได้จริง ๆ มันถึงทางตัน แล้วท่านกับผมก็ไม่ได้สนิท ผมก็ไม่เคยพูดกับท่าน แต่ผมเห็นจาก การอภิปรายในวันนั้นทําให้ผมเห็นอะไรหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองแห่งนี้ ในฐานะที่ผม ไม่ค่อยมีความรู้หรอกครับ คนที่ได้ประโยชน์ก็เริ่มเห็น คนที่ทําให้มีการปฏิวัติก็เริ่มรู้ แต่บ้านเมืองมันไปไม่ได้จริง ๆ เราต้องยอมรับสิครับ หรืออยากเห็นมันอยู่ในบรรยากาศอย่างนี้ เพราะถ้ามันอยู่ในบรรยากาศอย่างนี้บางทีส้มมันก็หล่น ฝนมันก็อาจจะได้ตกผิดฤดูก็ได้ แต่ถ้าปล่อยให้บ้านเมืองอยู่ปกติ ปล่อยให้บ้านเมืองดีอยู่อย่างนี้บางคนมันเสียผลประโยชน์ ถ้าเป็นบ้านผมเขาเรียกว่าลูกอีช่างบ่าง คือพวกอีช่างยุ เพื่อให้ครอบครัวเขาแตกกัน แล้วตัวเองจะได้ผลประโยชน์ แต่ถ้าปล่อยให้เขาอยู่ดีมีสุขตัวเองตายครับ เพราะหากินก็ไม่เป็น ทําอะไรก็ไม่ได้ บรรยากาศผมดูในวันนี้เอาข้อกฎหมายมาพูดมันไม่จบหรอกครับ ถ้าพูดต้องพูด ตั้งแต่เริ่มการปฏิวัติ ๓-๕ ข้อ วันนี้ประสบผลสําเร็จอย่างไรไป ผมไม่อยากรื้อขอนหาตะเข็บ หรือหาแมลงป่อง แต่ผมอยากเห็นบ้านเมืองมันไปได้ ผมดูจากนักธุรกิจ นักเศรษฐกิจ หรือใครต่อใครพูดว่าบ้านเมืองนี้เขาจะอยู่ได้ด้วยเหตุผลอยู่ ๒-๓ ประการ ๑. น้ําต้องไม่ท่วมหนัก ๒. บ้านเมืองต้องเลิกความขัดแย้งกัน ความขัดแย้งคนที่ลําบากก็คือ ตาสี ตาสา ยายมี ยายมา ลุงแจ่ม ป้าช้อย ที่อยู่บ้านนอกนะครับ เขายิ่งจนไปข้างหน้า เพราะเศรษฐกิจมันไปไม่ได้ บ้านเมืองมันเดินไปข้างหน้าไม่ได้ แต่ถ้าความขัดแย้งมันหมดไปบ้านเมืองมันก็ดีขึ้น แล้ววันนี้ รายงานชิ้นนี้ผมยังไม่รู้เลยว่ามันจะผ่านสภาหรือไม่ผ่าน แต่ที่มาของรายงานชิ้นนี้สภาแห่งนี้ ให้พวกท่านทั้งหลายที่ไปทํา ใครจะอยู่หรือใครจะลาออกมันก็เป็นสิทธิส่วนตัวของท่าน แต่พวกผมได้มอบ ได้ยกมือให้ท่านไปแล้ว แล้วในวันที่ ๒๗ มีนาคม ที่ผ่านมาท่านเห็นไหมครับ ก็รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่สภา วุฒิสมาชิกร่วมกับผู้แทนราษฎรก็โหวตเสียง บอกว่ารีบทําเสีย เพราะเขาเห็นแล้วว่าบ้านเมืองมันไปไม่ได้ แต่หลายคนก็โทษว่าพวกวุฒิสภา หรือวุฒิสมาชิก ที่ยกมือให้ในวันนั้นรับอานิสงส์บ้าง รับผลประโยชน์บ้าง รับโน่นบ้าง รับนี่บ้าง ถ้าไม่ใช่พวกกูแล้ว มันผิดตลอด แล้วมันจะไปได้หรือครับ ถอดหัวใจกันมาสิครับ ยอมรับความจริง ผมยังชอบ บทกวีของครูเทพ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีเลยครับ ท่านเขียนไว้อย่างไรท่าน ท่านเป็น ประธานสภาคนแรกเลยนะครับ ท่านบอกว่ารู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่ได้ใช้ในสนามฟุตบอล อย่างเดียวนะครับ ในฐานะที่ผมเป็นครู ใช้ได้ตั้งแต่ในครอบครัว ถ้ารู้จักความพ่ายแพ้ รู้จัก ความชนะ แล้วรู้จักคําว่า ให้อภัย นี่มันสุดยอดของคน คนเราถ้ารู้จักการให้ รู้จักการอภัยถือว่า เป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่ แต่วันที่อยากชนะคะคานเขาเอาแต่เรื่องกฎหมาย เอาแต่เรื่องระเบียบ เรื่องข้อบังคับมาว่ากัน มันเดินไปไม่ได้หรอกครับ วันนี้ท่านประธานยอมรับแล้วครับ ท่านประธานผมไม่ทราบว่าเป็นวิศวะหรือเป็นนักกฎหมายผมก็ไม่เคยอ่านประวัติท่านเท่าไรนัก มีอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาอย่าให้ผมบอกชื่อเลย ท่านออกมายอมรับครับ อย่างหน้าตาเฉยเมย วันที่ท่านดํารงตําแหน่งวันนั้นเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม หรือว่าเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมผมจําไม่ได้ ท่านบอกว่าในคุกนี่มีแพะอยู่ไม่ต่ํากว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่ติดคุก บูชายันต์ นี่หมายถึงว่ากระบวนการยุติธรรมในเมืองไทยชัดเจนใช่ไหม ผมนี่ไม่ได้ดูถูก กระบวนการยุติธรรมว่าตัดสินไม่ยุติธรรม แต่แม่นยําไหม แม่นยําไหมครับ เยอะแยะเลย แล้วก็หลายคดีวันนี้ที่กระทรวงยุติธรรมออกมายอมรับเหมือนคดีอะไรผมจําไม่ได้ที่มีชื่อเป็น ภาษาอังกฤษคดีของผู้หญิง เขาออกมายอมรับชัดเจนว่าผิดพลาด วันนี้เหมือนกันหน้าชื่นอกตรม แต่งตั้ง คตส. ผมไม่เถียง คตส. แต่ดูบุคลากรภายในสิครับ แต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง วันนั้น ผมเชื่อแน่ว่าถ้าท่าน พลเอก สนธิ รู้ว่าพวกนี้เป็นอย่างนี้ผมว่าท่านไม่แต่งเข้าไปหรอกครับ ก็ตั้งหน้าตั้งตาครับ เดินหน้าอย่างเดียว เดินหน้าฆ่าลูกเดียว บางคนเป็น ๔-๕ คณะ คนคนเดียวประธาน ผมเป็นกรรมาธิการ ๒ คณะ ผมวิ่งประชุมผมเบื่อจะตายแล้ว แล้วประชุมไม่ทัน นี่ ๕ คณะ ๕ อย่างในวันนั้น เงินเดือนอย่างละ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แล้วออกมาให้สัมภาษณ์นอนละเมอถึงทักษิณ บางคนละเมอมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๙ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ ๖-๗ ปีแล้วครับ บางคนละเมออยู่แต่ทักษิณ เห็นแต่กรอบด้านหน้านี่ก็ตกใจแล้วครับ ผมก็ไม่รู้ว่านิรโทษกรรม ตอนนี้มันจะเกิดขึ้นได้ แล้วทักษิณจะได้อานิสงส์หรือเปล่า แล้วผมก็ไม่ยอมหรอกครับ ก็คนชื่อทักษิณ ชินวัตร นําพิสูจน์กันจริง ๆ ในกระบวนการศาลยุติธรรม ผมไม่มีความรู้เรื่องศาล นะครับ แล้วท่านได้รับเอกสิทธิ์ ผมไม่ยอมหรอกครับ แต่วันนี้กระบวนการการปฏิวัติมันเริ่มจาก การปฏิวัตินี่คือการผิดกฎหมายตั้งแต่เริ่มต้น แล้วหัวหน้าคณะปฏิวัติในวันนั้นมาแต่งตั้ง องค์กรต่าง ๆ นั่นคือมันผิดกฎหมายอยู่แล้ว เพราะที่มาของขบวนการปฏิวัติมันมีที่มาไม่ชอบ อย่าไปยกตัวอย่างประเทศอังกฤษ ประเทศสหรัฐอเมริกาสิครับ ผมอ่านหนังสือทุกวัน ไม่เคย ได้ยินว่าประเทศอังกฤษปฏิวัติ ประเทศสหรัฐอเมริกาปฏิวัติ เราชอบยกตัวอย่างมาครึ่งเดียว จากต่างประเทศที่เขามีอารยธรรมเจริญแล้ว เราไม่เคยยกมาทั้งหมดหรอกครับ แล้วก็อย่าไป ยกในเมืองไทยในสัดส่วนที่เราได้เปรียบ แต่พอสัดส่วนเราไม่ได้เปรียบแล้วก็ไปอีกรูปแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างสถาบันพระปกเกล้า มีคนตําหนิเยาะเย้ยผม เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ท่านประธาน ผมลุกขึ้นอภิปรายตรงนี้เลยครับ ผมบอกว่าผมโชคดี วันที่สถาบันพระปกเกล้าเข้ามารายงานว่า ผมนี่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์สถาบันพระปกเกล้า คนนั้นก็ชมเชยสรรเสริญ แต่ผมบอกว่า ผมไม่เชื่อมั่น เพราะวันนั้นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าผมไม่ต้องเอ่ยชื่อ ออกมา วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนิติราษฎร์ ผมบอกว่าไม่น่าจะถูก ท่านไม่ได้บอกออกมาในนามตัวบุคคล เพราะวันนี้ท่านมีตําแหน่ง เหมือนผมไปที่ไหนผมไม่สามารถพูดเฉพาะคําว่า นายครูมานิตย์ได้ เขาต้องบอกว่า ส.ส. ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ครับ แล้วออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผมบอกว่าผมนี่โชคดี หลายคนแล้วสรรเสริญเยินยอ แต่วันนี้เป็นอย่างไรครับ ก็ไปตําหนิติเตียนจน สถาบันพระปกเกล้าท่านเลขาธิการออกมาจัดแถวใหม่ นั่งประชุมกันใหม่ แล้วออกมานี่ ออกมาให้สัมภาษณ์ที่เพื่อนสมาชิกผมอ่านไป ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อพวกเราก็รู้จักกัน ผมติดใจในตัวนี้ แล้วท่านประธานไปนั่งอยู่วันนั้นได้เห็นเขาบันทึกไหม ได้เซ็นไหมในฐานะท่านประธาน เป็นประธานในที่นั่งประชุม ผมสนใจในสงครามความปรองดอง ผมแปลไม่ถูกจริง ๆ ประธาน มันแบบไหนครับ ความปรองดองที่ยิ่งใหญ่หรือครับ หรือมันความปรองดอง ที่นําประเทศไปสู่หายนะ ผมไม่เข้าใจตรงนี้ ผมจะถามปีหน้าคํานี้ประธานถ้าสภาไม่เกิดวิกฤติ อะไรขึ้นมาก่อน ผมจะถามเลขาธิการผมกลัวท่านไม่มาอีก ส่งอาจารย์วุฒิสารมาอีก ผมชอบนะ อาจารย์วุฒิสาร ผมว่าท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องของการวิจัยมันต้องมี คนได้เปรียบและเสียเปรียบ มันแน่นอนเพราะบ้านเมืองทุกคนมันยอมรับนี่ ว่าวันนี้บ้านเมือง มันมีปัญหา ถ้ามันไม่มีปัญหาคนมันไม่ตายที่ราชประสงค์ ถ้ามันไม่มีปัญหาคนไม่ตายที่ผ่านฟ้า ถ้าไม่มีปัญหานักข่าวญี่ปุ่นมันไม่มาตาย ที่มันมาตายเพราะประเทศมันมีปัญหา ที่เขาเผาศาลากลางก็เพราะมันมีปัญหา อยู่ ๆ ใครจะคิดเผาศาลากลางล่ะ เพราะปัญหามันไม่เกิด ปิดสนามบินอย่างนี้มันได้อะไร ไปปิด นึกว่าสวนสาธารณะหรือครับสนามบิน ปิดทําเนียบรัฐบาลไปปลูกข้าวอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับว่าบ้านเมืองมันมีปัญหา ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีชวน ไปจังหวัดเชียงใหม่ โดนเขาไล่ โดนเขาโห่ฮาปาร์ตี้ บางทีซึ่งผมไม่เห็นด้วย ในกระบวนการ หลักประชาธิปไตยทําอย่างนี้ไม่ถูก ท่านเฉลิมไปจังหวัดกระบี่หนีอุตลุด ก็ยอมรับว่า มันมีปัญหาแล้วมันผลพวงจากอะไรละครับ มันผลพวงจากต้นไม้เป็นพิษ ลูกมันก็ต้องเป็นพิษสิครับ เพราะปฏิวัติมา หรืออยากเอากระบวนการปฏิวัติกอดไว้ ผลพวงคณะปฏิวัติเอามากอดไว้ครับ เพื่อประโยชน์ ไม่คิดบ้างหรือครับ ไม่ย้อนหลังบ้าง ไปยุบพรรคเขา เคยมีกฎหมายที่ไหน ไปย้อนหลังให้โทษเขา ผมไม่ใช่นักกฎหมายครับ ผมครูบ้านนอก พันธุ์แท้ แต่อ่านกฎหมายแล้ว ก็ไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับไหนเขียนย้อนหลังแล้วให้โทษ เขามีแต่เขียนย้อนหลังแล้วให้คุณ ตามหลักอย่างนั้นนะครับ เพราะผมถามลูกผม ลูกผมเรียนจบกฎหมายอยู่ ๒ คนครับ ท่านประธาน ยุบไม่พออีก ล้างพรรคเขาอีกครับ เอาจนลงทุนมหาศาลแล้วมาได้คําตอบจาก ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ในวันที่ ๒๗ มีนาคม ท่านบอกว่าอย่างไรครับ ทุกคนรู้ว่าผมรักกัน ไปถามใครก็ได้ว่า ผมรักกัน แต่ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง แห่งชาติไม่เคยบอกเลยว่ารักยิ่งลักษณ์ รักทักษิณ รักครูมานิตย์ ผมเคยไปเจอท่าน ผมไม่เคย รู้จักกับท่านสนิทเป็นการส่วนตัว ได้แต่ยกมือไหว้ท่านในฐานะท่านเป็นผู้ใหญ่ของบ้านของเมือง ถึงท่านจะเคยเป็นคนปฏิวัติ แต่วันนี้ท่านบอกว่าการปฏิวัติไม่ดี ผมเชื่อ เพราะท่านมารับหน้าที่ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง แห่งชาติ ถ้าท่านไม่รับหน้าเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ผมยังสงสัยอยู่ พอท่านรับหน้าที่ผมรู้ คนเราวันหนึ่ง เวลาหนึ่ง คิดอย่างหนึ่ง วันหนึ่ง เวลาหนึ่ง คิดอย่างหนึ่ง ผมชื่นชมครับ เมื่อก่อนผมเห็นหน้าท่าน ในโทรทัศน์ ผมหนีเลย วันนี้ผมเดินแซวท่าน ท่านครับ ท่านโชคดีนะ วันก่อนคนเกลียดท่าน วันนี้กลายเป็นเห็นใจท่าน วันก่อนคนที่รักท่านวิ่งมาจะรุมกระทืบท่าน ไม่แรง เอาเรื่องจริงมาพูดกัน ผมเป็นคนพูดเรื่องจริงครับ วันนี้มันก็เลยพิสูจน์ให้เห็น ท่านพูดประโยคไว้เยอะแยะ ท่านบอกว่าลืมอดีต เอาปัจจุบัน เอาอนาคต ผมเห็นด้วย ถ้าผมไม่ลืมอดีต ผมยิ่งโกรธท่าน เพราะท่านเอาประเทศมาเดิมพันในการปฏิวัติแล้วคนได้ดิบได้ดีกันเยอะแยะ แต่ผมไม่อยากพูดว่า ใครบ้างหรือจะเป็นทางราชการ ทางการเมือง ทางนักธุรกิจ นั่นอีกเรื่องหนึ่ง แต่คนที่สูญเสีย ผลประโยชน์กับการปฏิวัติก็มีเยอะ บางคนก็สลายไปเลย หัวหน้าพรรคการเมือง อย่างพรรคชาติไทยวันนี้ มีไหมครับ พรรคชาติไทย ผมขึ้นหน้า เมื่อก่อนผ่านสี่แยก พรรคชาติไทย วันนี้มีไหมครับ พรรคชาติพัฒนามีไหมครับ พรรคมัชฌิมามีไหมครับ ก็โดนหมด ผลพวงทั้งนั้น แต่จะลงทุนให้ใครผมไม่อยากพูด เพราะว่าข้อเท็จจริงมันไม่ปรากฏ แต่มันเห็นแต่ว่าคนโดนทําลายเยอะแยะกับขบวนการเหล่านี้ ลงทุนกันอย่างมหาศาลแล้ว ประเทศมันเดินไปได้ไหมครับวันนี้ มันเดินไปไม่ได้ วันนี้กลับมาเถอะครับ มาเห็นคําว่า ให้อภัย นี่ละครับ มีคุณธรรม มีเมตตาธรรม ช่วยกัน ดูแลกัน ผมคิดว่าบ้านเมืองมันเป็นไปได้ ถ้าการเมืองเราคิดว่าวันนี้ไม่ยอมรับกติกาประชาธิปไตยกัน ไม่ยอมรับในกระบวนการเหล่านี้ มันเดินไปไม่ได้หรอกครับ จะอาศัยแต่โอกาส อาศัยแต่จังหวะมันไม่ได้ แล้วก็ฝาก สถาบันพระปกเกล้าด้วย วันนี้ต้องเข้มแข็งสิ นี่เขาให้เกียรติคุณ กรรมาธิการตั้ง ๓๘ คน ลงมติให้คุณเป็นคนทําวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็มี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ก็มีเยอะแยะ แต่เขาเลือกคุณ เพราะเขาถือว่าคุณนั้นเป็น สถาบันวิชาการของสภาแห่งนี้ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๑ แล้วก็มีประธานไปนั่งเป็นประธานอยู่ แล้วก็แวดล้อมไปด้วยคนที่เป็นทางการเมือง แล้วก็เอางบจากนี้ไป แล้ววันนี้มาพูดว่า เอกสิทธิ์ ๆ เอกสิทธิ์ออกสิครับ อย่าเอางบประมาณแผ่นดินสิครับ ไปตั้งเป็นเอกชนสิครับ แล้วทําไปเลย แต่วันนี้พวกผมต้องมานั่งดู ต้องอภิปราย ต้องช่วยสนับสนุนงบประมาณ แม้กระทั่งว่าเข้ามา รายงานพวกผมว่าวิจัย ฉะนั้นวันนี้ขอฝากเป็นประโยคสุดท้าย ท่านประธานครับ จะผ่าน หรือไม่ผ่านสภาแห่งนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าวันนี้ก่อนที่จะถึงผลนั้นผมอยากเห็น เมตตาธรรม คุณธรรม มัชฌิมาปฏิปทา ผมไม่อยากเห็นว่ากระบวนการการปรองดองเอาแต่จบกฎหมาย มาว่ากัน ไม่อย่างนั้นแล้วมันเดินไปไม่ได้ครับ เห็นแก่ประชาชนตาดํา ๆ เถอะครับ พวกเรา ไม่เป็นอะไรหรอกครับ เราเป็นนักการเมือง แต่ว่าเศรษฐกิจ สังคมไปถึงการเมือง บ้านเมือง มันเดินไปไม่ได้นะครับ ผมก็อยากฝากว่าให้ทุกคนวันนี้ให้สมกับที่ว่าเรากินข้าวหม้อเดียวกัน ถ้าตรงนี้ปรองดองกันได้ข้างนอกไม่มีอะไรหรอกครับ ไม่มีอะไรจริง ๆ ลองไปถามดูเถอะครับ ไปถามจังหวัดสุรินทร์บ้านผมไม่มีอะไรหรอกครับ เขาอยากเห็นการปรองดอง เขาอยากให้ ทุกอย่างมันลืมไปเสีย แล้วเรากลับมา เราคนไทยทั้งนั้น ร้องเพลงชาติตอนเช้า ๘ โมง ก็ต้อง จอดรถ ต้องยืนตรง เรารักพ่อคนเดียวกันคือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันนี้ถ้าเรา ไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยละครับให้บ้านเมืองมันสงบที่จะเกิดจากการปรองดอง ผมขอกราบ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านศุภชัย ใจสมุทร

นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จริง ๆ ตัวผมเองผมเป็น กรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ด้วยนะครับ แต่เนื่องจากว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่ ได้มีการเสนอญัตติในการที่จะให้สภาแห่งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการไปพิจารณา หาแนวทางในการปรองดองของคนในชาติ โดยท่านหัวหน้าพรรค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดังนั้น ผมจึงจะขออนุญาตที่จะอภิปรายในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยก่อนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วบรรยากาศเรื่องของความปรองดองมันเริ่มแสดงให้เห็นถึง ความน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความขัดแย้งหรือไม่มาก็นานพอสมควรแล้วหลังจากที่ได้มีการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปัญหาของการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งข้อสงสัยกันพอสมควรว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทําให้เป็นที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะเป็นการกล่าวหากันค่อนข้างสาหัสสากรรจ์สําหรับ สถาบันพระปกเกล้านะครับ เพราะความจริงแล้วสถาบันพระปกเกล้าได้รับการเสนอให้ เข้ามาเป็นผู้วิจัยในเรื่องนี้ ก็เนื่องจากว่าสถาบันพระปกเกล้าถือเป็นหน่วยงานทางวิชาการ ของรัฐสภาของเรา และเมื่อที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในการที่จะให้สถาบันพระปกเกล้า ได้ไปศึกษาวิจัยหาแนวทางในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเอง เราเห็นว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้ดําเนินการมานั้นก็เป็นการดําเนินการที่สามารถที่จะรับได้ ดังนั้นเมื่อมีการนําเสนอเข้าต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนในการที่จะ นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยเราจึงเห็นว่าปัญหาเรื่อง ความขัดแย้งเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องสําคัญ และจําเป็นที่จะต้องมีการ นําเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีการพิจารณากันในวันนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพต่อการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกทุกท่าน แต่เรามีความรู้สึกอย่างนี้ครับว่าการจะสร้างความปรองดองของคนในชาติเพียงแต่คําพูด คงไม่เพียงพอ แต่นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีท่าทีอันชัดเจนในการที่จะร่วมกันในการที่จะสร้าง ความปรองดองหรือลดความขัดแย้ง แต่เท่าที่ดูการอภิปรายกันในวันนี้เรียนตามตรง ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าประชาชนที่ได้ฟังการอภิปรายหรือได้ชมการอภิปรายอยู่ที่บ้าน ก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกันกับทางพรรคภูมิใจไทยคิด ก็คือว่าบรรยากาศการปรองดอง มันคงไม่ง่าย เพราะเราเห็นว่าคนที่มีจุดยืนที่แตกต่างกันจนถึงเวลานี้ท่านไม่พยายามที่จะ ลดถอย ไม่พยายามที่จะทําความเข้าใจในสิ่งที่จะเดินหน้ากันเลย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าจริง ๆ แล้วผลการวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้าที่ถือว่ามีข้อเสนออยู่หลายส่วนนี่นะครับ มีเรื่องสําคัญซึ่งถือว่าเป็น ส่วนแรกเลยที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วย ก็คือการสร้างบรรยากาศ การปรองดอง นั่นก็คือการที่จะต้องมีบรรยากาศที่สังคมพร้อมที่จะร่วมกันในการที่จะ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการที่จะปรองดอง ต้องชี้ให้ชัดเจนว่าอยากจะปรองดอง และไม่เพียงแต่บอกว่าจะอยากเท่านั้น แต่ก็ต้องมีแนวทางที่จะดําเนินการร่วมกันไป มีการลดเงื่อนไข ที่จะทําให้รู้สึกว่าเป็นเงื่อนไขของสังคมที่ทําให้ไม่มีความรู้สึกว่าจะไม่ต้องการที่จะปรองดอง แต่วันนี้ปฏิเสธไหมครับว่าในขณะที่พวกเรากําลังพูดกันเรื่องของการหาทางในการปรองดอง ในบรรยากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหลาย ๆ ช่อง บรรยากาศมันตรงข้ามกันอยู่ วันนี้ปฏิเสธไหมครับว่าในขณะที่เรากําลังจะพูดเรื่องการปรองดอง ความเป็นจริงก็คือ การที่จะมีการสร้างหมู่บ้านสีอะไรขึ้นมา แม้กระทั่งอําเภออะไร สีอะไรขึ้นมาก็ยังดํารงอยู่ หรือการพยายามที่จะใช้พลังมวลชนในการที่จะใช้ให้รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย สิ่งเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยเราไม่เห็นว่ามันเป็นบรรยากาศเรื่องการที่จะทําให้เกิดการปรองดอง ขึ้นมาได้เลยครับ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเราจะเดินหน้ากันอย่างไร วันนี้ผมว่าความจริง ที่มันเกิดขึ้นหลายเรื่อง แน่นอนละครับ หลายฝ่ายอาจจะรับไม่ได้ เพราะว่าหลายฝ่ายอาจจะ ไม่มีประสบการณ์อย่างนั้น ผมเห็นใจสมาชิกหลายท่านที่ท่านผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา เนื่องจากความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ท่านก็พูดออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นที่ท่านพูดมา นั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ วันนี้ต้องยอมรับว่ากลไกอันบิดเบี้ยวของหลักกฎหมาย มันบิดเบี้ยวมาจริง และจําเป็นที่จะต้องมองไปข้างหน้าว่าเราจะทําอย่างไร ให้คําว่า นิติธรรม ไม่ว่าท่านจะมีความหมายตามหลักสหประชาชาติ หรือความหมายใดก็ตามให้มันเป็น หลักเดียวกัน ซึ่งวันนี้ท่านก็มองไม่ตรงกัน เพราะเหตุผลแต่ละท่านมีประสบการณ์ต่างกัน นั่นคือปัญหา วันนี้สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้แสดงให้เห็น ซึ่งผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่ท่านได้วิเคราะห์ วิจัยมาก็ล้วนแล้วแต่เอาประสบการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริง มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับกับมัน ได้หรือไม่เท่านั้น หลายเรื่องซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอมา ซึ่งเรื่องที่ผมได้เรียนท่านไปสักครู่ก็คือว่าการสร้างบรรยากาศการปรองดองและทําหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเสนอมาไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยาว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มันควรที่จะทําทั้งสิ้น แต่นั่นมันก็อยู่ที่ว่าสังคมเราพร้อมที่จะสร้างบรรยากาศการปรองดองไหม สิ่งที่ สถาบันพระปกเกล้าได้พูดมาตลอด ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ยืนยันว่าเห็นด้วย ก็คือการที่จะ ทําอย่างไรให้มีเรื่องของการสานเสวนา หรือมีไดอะล็อกกันในหมู่ประชาชน แต่สําคัญที่สุดครับ ผมว่าวันนี้สิ่งที่ประชาชนกําลังเฝ้ามองเราอยู่ก็คือว่าบ้านเมืองเราการเริ่มต้นเรื่องความขัดแย้ง มันเป็นการเริ่มต้นในเรื่องของอํานาจ ความจริงที่มันต้องยอมรับก็คืออํานาจในการที่จะช่วงชิง เพื่อให้ได้มาและมีประชาชนสนับสนุน ซึ่งถ้ามองเพียงแต่ว่าประชาชนสนับสนุน ด้วยใจบริสุทธิ์ก็เป็นสิ่งที่พอยอมรับได้ แต่ถ้าในที่สุดแล้วประชาชนผู้มาสนับสนุนได้เข้ามา เพราะมีการปลุกระดม หรือเข้ามาแล้วในที่สุดประชาชนตกเป็นเหยื่อ ผมว่าในฐานะ นักการเมืองเราไม่ควรจะให้อภัยกับตัวเอง วันนี้สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เราเป็นตัวแทน ของประชาชนมาพูดคุยกัน เรากําลังจะมาพูดคุยกันเพื่อที่จะหาทางแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนที่เราอ้างว่ามีความขัดแย้งกัน แต่แท้จริงท่านถามตัวเองไหมครับว่าวันนี้ ใครขัดแย้งกับใคร ไม่ว่าใครจะเป็นคู่ขัดแย้งจับตัวมาวาง ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์เอ็กซ์ หรือนายอะไรก็ตาม ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือวันนี้ไม่ใช่เรื่องประชาชนปีกซ้ายทะเลาะกับ ปีกขวา หรือขัดแย้งกับปีกขวา แต่ความจริงก็คือนักการเมืองขัดแย้งกับนักการเมือง เหตุผลเพราะ เรื่องของการช่วงชิงอํานาจกัน ผมอาจจะพูดแรงแต่ผมคิดว่าเรากําลังพูดเรื่องความจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้านักการเมืองลดราวาศอกกันยอมที่จะถอยมายืนอยู่ในจุดที่ยอมรับกันได้ ที่เป็นจุดร่วมและมองไปในการแก้ปัญหาข้างหน้า ผมว่าเราปรองดองกันได้เพียงแต่ท่านต้องทําใจ วันนี้เรื่องของการไปหาข้อเท็จจริงมาที่บอกว่า คอป. ท่านต้องหามามันเป็นเรื่องที่ ต้องดําเนินการต่อไป แต่ผมเห็นด้วยกับสถาบันพระปกเกล้าเหมือนกันว่าการค้นหาความจริง มันเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะต้องปรองดอง เพราะเราจะปรองดองโดยไม่รู้ความจริงเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตามท่านประธานที่เคารพครับ การค้นหาความจริง ต่อให้เรา จะไปค้นหาความจริงในเวลาช้าหรือเร็วแต่ก็ต้องพึงระมัดระวังว่าการเปิดเผยมันมีเวลาที่ มันเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครบางคน ขออนุญาตที่จะถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการในคําถามบางคําถามถ้าเป็นผมผมก็บอกว่าผมก็คงจะไม่ตอบในเวลาที่ มันไม่เหมาะสม แต่คงไม่ได้คาดหวังว่าความจริงเหล่านั้นจะตายตกไปกับท่าน แล้วก็ อ่านหนังสือของท่าน แต่นี่คือประเด็นที่บอกว่าความจริงต้องหาและสนับสนุนในสิ่งที่ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ทรูธ ฟายดิ้ง (Truth finding) ต้องไปหาต่อไป แต่เป็นการหาแล้ว ไม่จําเป็นต้องเปิดเผย เพราะความจริงย่อมต้องควบคู่ไปกับการปรองดอง ซึ่งอันนี้คือ หลักสากล

๒. ก็คือในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเองต้องเรียนตรง ๆ ว่าเราเห็นด้วยกับ การให้อภัย เพราะต้องยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ถ้าเรายังไม่มีเรื่องของการให้อภัย ความคิดเรื่องอภัยมันไม่เกิดขึ้นมาในที่สุดมันก็ติดกับ แล้วทําอะไรไม่ได้ แน่นอนครับ เรื่องการอภัยจะอยู่ในขั้นตอนอะไร อย่างใด เรื่องของการจะมี นิรโทษกรรมหรือไม่ เรื่องของยกเว้นโทษอาญากันหรือไม่ อย่างไร ผมว่าควรจะเป็น อีกขั้นตอนหนึ่ง แต่หลักคิดเรื่องอภัยมันต้องมี สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า พรรคภูมิใจไทยในสภาผู้แทนราษฎรในชุดที่ผ่านมาได้แสดงจุดยืนชัดเจนมาในเรื่องของ การปรองดองสมานฉันท์ โดยเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่มีความคิดในเรื่องนี้ คือตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒ ก็มีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ ร่วมชุมนุม โดยเอาเหตุการณ์มาเป็นตัวตั้ง คือเอาเหตุการณ์เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ มา เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ ในช่วงเวลานั้นขึ้นมาครอบคลุมให้กับบุคคลที่เขาเข้าไปร่วมชุมนุม ซึ่งมองว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ณ วันนั้นเราคิดกันอย่างนั้นก็คือว่าใครที่มานั่งเชียร์อยู่ข้างล่าง ยกมือเย้ว ๆ ยกเท้าตบ ยกมือตบหรืออะไรก็ตามยกเว้นให้ แต่คนอยู่บนเวทียังต้องรับ นั่นคือ หลักคิดของเราในช่วงนั้น เวลานั้น แต่ทั้งสอง เมื่อเราเสนอมาปรากฏไม่ว่าสี ๆ ไหนต่างก็บอกว่า ไม่รับแนวคิดตรงนี้ ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร เหตุผลสําคัญที่เขาไม่รับเราก็มองว่าเหตุผล ประการเดียวก็คือท่านคิดว่า ๑. ถ้าท่านชุมนุมแล้วท่านชนะ ผู้ชนะก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้นมา ทันทีโดยอาศัยอํานาจ อาศัยกลไก และในที่สุดต่างฝ่ายต่างก็ต้องออกมาชุมนุมเพื่อหวัง จะเป็นผู้ชนะ วันนี้สงครามมันยังไม่เบ็ดเสร็จ วันนี้มีผู้ที่คาดหวังว่าสีท่าน สีใดสีหนึ่งวันนี้ ครองอํานาจอยู่ อีกสีหนึ่งก็กําลังรอจังหวะเพื่อจะเข้าสู่อํานาจ เพราะฉะนั้นถ้าบรรยากาศ มันเป็นอย่างนี้มันไม่มีทางที่จะยุติได้ นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเป็นห่วง เราเสนอวันนั้น ในที่สุดก็ตกไป แต่ยืนยันครับว่าแนวคิดเรื่องของการนิรโทษกรรมผู้บริสุทธิ์เรายังมีอยู่ นั่นคือ หลักให้อภัยซึ่งสถาบันพระปกเกล้าท่านได้เสนอมาแล้วเป็นแนวคิดที่สากล เป็นแนวคิดที่ หลักศาสนาทุกศาสนาก็มีความคิดเหมือนกัน วันนี้ถ้าเราบอกตีกรอบว่าเรื่องเอากฎหมาย มาเป็นตัวตั้งคงต้องยอมรับนะครับว่ากว่าที่จะเป็นบ้านเมืองที่มีกฎหมายเราก็ล้วนแต่อ้างอิง หลักกฎหมายซึ่งหลายเรื่องก็มาจากหลักศาสนา วันนี้หลักเรื่องอภัยเป็นหลักหนึ่งซึ่งเราเห็นว่า ต้องทําแต่ต้องมีความรัดกุม และสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมาเราก็เห็นด้วย ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งซึ่งมีการพูดกันมาก วิจารณ์กันมาก แสดงความคิดเห็นกันมามากมาย ในส่วนเรื่อง คตส. ผมขอเรียนว่า ในส่วนของ คตส. พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดเรื่องเอาบุคคลมาเป็นตัวตั้ง แต่ถามความจริงกันว่า วันนี้ถ้าสภาแห่งนี้กําลังจะมาพูดจะมาบอกกันว่า คตส. คือความถูกต้อง เพราะก่อนหน้านี้ มีการรัฐประหารมาหลายครั้ง มีปฏิวัติกันมาหลายที แล้วมองว่ากฎหมายของคณะปฏิวัติ คือรัฐาธิปัตย์ อันนั้นก็เป็นความคิดของแต่ละบุคคล แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันครับว่าเราเห็นว่า กรณีเรื่อง คตส. เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเราจะต้องทําความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องของ ความบิดเบี้ยวในการที่จะมุ่งร้ายเอาผิดกับใคร ซึ่งเป็นเป้าประสงค์เฉพาะกิจเฉพาะกาล ถ้าท่านนึกย้อนบรรยากาศย้อนหลังไปในช่วงเวลานั้นเราจะพบว่าช่วงนั้น คตส. ท่านมีบทบาทมากเกินสมควร ออกรายการโทรทัศน์ทุกคืนเพื่อจะชี้แจงว่าใครที่ตัวเองกําลัง ดําเนินการอยู่มีความชั่วร้ายขนาดไหน ซึ่งผมว่าวันนี้ถ้าท่านทั้งหลายที่นี่ทําใจเป็นกลาง สมมุติเอาว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทําบ้าง ท่านจะมีความรู้สึกว่าแท้จริงแล้วเรื่องแบบนี้ มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และถ้ามันถึงจุดที่จะต้องมีการแก้ไขได้ ทําไมเราไม่แก้ไข ผมยืนยันว่าสิ่งที่ คตส. ทําไปแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามอํานาจที่รัฐาธิปัตย์ท่านตั้งมา แต่มองในหลักเรื่องรูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ผมไม่คิดว่า นั่นคือนิติธรรม วันนี้สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมาเพียงแต่ย้อนกลับไปสู่จุดที่มันเป็นปกติ อย่างที่มันน่าจะเป็น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สภา ซึ่งแน่นอนวันนี้เราเพียงแต่ รับทราบเฉย ๆ ใครก็ตามที่จะหยิบฉวยเอารายงานนี้ไปทําจะต้องคํานึงถึงเรื่องของการรักษา บ้านเมืองไว้ โดยไม่ใช่เป็นเรื่องของการฉกฉวยเพื่อไปเป็นประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง นั่นคือเรื่อง คตส. แน่นอนครับ มันมีอีกหลายเรื่องที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมา ซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้น หลายเรื่องก็มีการทับซ้อนกัน เช่นวันนี้ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะต้องไปจุดตรงโน้น เรื่องของกติกาของบ้านเมือง แน่นอนครับ อย่างที่ผมเรียนไป เมื่อสักครู่ท่านที่ไม่เคยถูกยุบพรรค ท่านไม่รับรู้หรอกครับว่าความรู้สึกมันจะเป็นอย่างไร ชีวิตผม ผมอยู่พรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคพลังประชาชน หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จ บ่ายคือคิดว่าจะสืบพยานจําเลยเตรียมยื่นคําให้การ ขากลับเดินกลับมายังไม่ทันรู้เรื่องอะไรเลย เขาอ่านคําตัดสินไปแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เมื่อไม่กี่วันมาผมก็ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวว่า พรรคผมพรรคภูมิใจไทยจะถูกยุบในคดีท่านบุญจงในวันใดวันหนึ่ง นี่คือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ผมเรียกตัวเองว่าผมเป็น เดด แมน วอล์คกิ้ง (Dead man walking) หมายถึงเหมือนคนตายที่ กําลังเดินหน้าอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย นี่คือการทําลายระบอบประชาธิปไตย ทําลาย พรรคการเมือง ซึ่งผมว่าวันหนึ่งเมื่อมันต้องแก้ สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมา ทําไม พวกเราที่นี่ไม่ยอมคิดที่จะรับนําเรื่องเหล่านี้เข้ามาพิจารณาละครับ แน่นอนล่ะครับ เรื่องความเป็นธรรมถ้าใครไม่โดนก็ไม่รู้ ใครบางคนเขาบอกว่าถ้าคุณไม่เป็นแท็กซี่ คุณไม่รู้หรอก ถ้ามาขับรถทีไรแล้วโดนไถทุกทีมันรู้สึกอย่างไร เพราะเราไม่เคยขับแท็กซี่ แต่ถ้าเราขับแท็กซี่แล้ว โดนไถบอกว่ามันเป็นอย่างนี้เอง นี่คือความจริงที่มันเกิดขึ้นในสังคมที่ผมอยากจะเรียกร้อง ท่านสมาชิกที่นี่ได้เปิดใจกว้างในการที่จะร่วมกันสร้างความปรองดอง เพราะทั้งหมดทั้งปวง ที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองท่านอย่าปฏิเสธเลยครับ ความวุ่นวายทั้งหมด ผู้คนที่มากันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นถนนราชดําเนิน หรือถนนราชประสงค์ จุดเริ่มต้นถ้าท่านทั้งหลายซึ่งยืนอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่ไม่นําพามาเขาก็ไม่เดินตามท่านหรอก นี่คือความจริงที่มันเริ่มต้นมา แต่แน่นอน มันอาจจะเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงก็คือความจริงว่าในที่สุดแล้วความขัดแย้งมันจะลดลงได้ ถ้าพวกเราที่นี่จะร่วมกัน ร่วมกันแสดงจุดที่มันเป็นจุดร่วมกันได้ และค่อย ๆ ผ่อนคลาย วันนี้เรื่องสําคัญที่สุดซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาก็คือการที่เราจะต้องมีเรื่องระยะยาว อันสําคัญซึ่งผมเห็นด้วย ก็คือเราจะต้องมีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกัน เราจะต้องมองไปข้างหน้าพร้อมกัน นั่นคือเราจะต้องมีความคิดว่าเราจะต้องสร้างบรรยากาศอย่างไรในการที่จะร่วมกันเดิน ซึ่งมันจะต้องแสดงจุดยืนให้ชัดว่านั่นคือความพยายาม ความตั้งใจจริงของนักการเมืองในการ ที่จะร่วมเดินหน้า วันนี้สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยหวัง แล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็คือว่า แน่นอนครับ เมื่อรายงานทั้งหลายได้เข้ามาสู่ตรงนี้ เราที่นี่ได้รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งรวมถึงสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็เรื่องของคณะอนุกรรมาธิการที่ไปศึกษาเรื่องภาคใต้มา สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยอยากจะขอร้องก็คือว่า ใครก็ตามที่มองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้มา คือรายงานฉบับนี้ คือความชอบธรรม แล้วท่านจะหยิบฉวยเอาความชอบธรรมนี้ ไปเป็นประโยชน์ในการที่จะไปหยิบใช้ ไปออกเป็นกฎหมายเพื่อจะนิรโทษกรรม เพื่อที่จะ อภัยโทษ เพื่อที่จะทําให้ใครไม่ต้องรับโทษ หรืออะไรต่าง ๆ พรรคภูมิใจไทยเราไม่สนับสนุน ไม่รับรองในสิ่งที่ท่านจะทํา เพราะเราเห็นว่าทั้งหมดทั้งปวงที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต หลังจากที่เรารับรายงานนี้แล้ว ก็คือมันเป็นหน้าที่ของพวกเรา พวกเราทุกคนที่นี่ รวมทั้ง รัฐบาล ในการที่จะร่วมกันสานเสวนา ร่วมกันทําตามสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้แนะนํา นั่นก็คือการจะร่วมทําความเข้าใจว่าบ้านเมืองนี้จะต้องเดินหน้าในการปรองดอง เราจะต้อง ไปสานเสวนาหรือไดอาล็อกกันให้ทั่วประเทศ ให้บรรยากาศมันสุกงอมจนบ้านเมืองนี้เห็นว่า ไม่ว่าสีไหน ๆ เราควรจะเดินหน้าในการที่จะนําพาประเทศของเราไปด้วยความรักกัน ผมไม่เข้าใจคําว่า ปรองดอง ผมพยายามเปิดศัพท์อันนี้ ทราบว่าเป็นภาษาเขมร รากศัพท์คําว่า ปรองดอง ฟังสําเนียงดูก็น่าจะเป็นเขมร แต่ผมไม่ทราบว่ามันถูกต้องหรือเปล่า เขาบอกว่า คําว่า ปรองดอง แปลว่ามองตัวเรา แล้วก็มองเขา วันนี้เรามัวแต่มองตัวเองหรือเปล่า จนไม่ได้มองคนอื่น มันเป็นไปได้ไหมครับว่าเราจะมามองกันเพื่อความเข้าอกเข้าใจกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นสําหรับพรรคพวกเราทุกคน พรรคภูมิใจไทยเราเราพร้อมที่จะ ร่วมมือกับทุกฝ่ายครับ ในการที่จะทําให้ปัญหาที่มันมีอยู่คลี่คลาย เราเคยร่วม แล้วตั้งเป็น พรรคการเมืองพรรคใหม่ที่ตั้งมาไม่นาน แต่เราอยากจะให้บ้านเมืองมันเดินหน้า สิ่งที่อยากจะ ขอร้องก็คือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเองเป็นผู้เสนอเรื่องของการสร้างความปรองดอง และเป็นผู้ที่ เสนอแนวทางในเรื่องของการสร้างความปรองดองมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว เราพบว่าอุปสรรค ทั้งหลายมันเดินหน้าไปไม่ได้เลยครับ เหตุผลสําคัญก็คือเพราะว่าพรรคการเมือง แกนนําไม่ว่า ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั่นละครับ ล้วนแต่ใช้ทิฐิมานะกันทั้งนั้นเลย ไม่รู้จักที่จะ ประนีประนอมซึ่งกันและกันเลย วันนี้ประชาชนทั้งประเทศมองเรา เขาบอกว่า แล้วจะปรองดองกันอย่างไร ก็เมื่อท่านทั้งหลาย ท่านที่ใช้คําว่า สงครามปรองดอง อย่างท่านสมาชิก ท่านพูดเมื่อสักครู่ผมเห็นด้วย วันนี้ถ้าท่านบอกว่าสงคราม หรือมีคนบอกว่าสงครามกัน เลือดสาดเลย ยังไม่สงกรานต์เลยครับ ทําไมเราไม่สาดน้ําเย็น ๆ กัน แทนที่จะใช้เลือดสาดกัน วันนี้ขิงก็ยังราข่าก็ยังแรงครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่อยากให้มีบรรยากาศอย่างนี้ เกิดขึ้น เราพรรคภูมิใจไทยอยากจะเสนอเรียกร้องทั้งฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ทั้งฝ่ายค้าน ซึ่งพวกผม พรรคภูมิใจไทยก็เป็นฝ่ายค้านว่าเราควรที่จะต้องลดราวาศอกกัน เคารพกติกากันหน่อยครับ เคารพกติกากันให้มันสําเร็จ เมื่อหลายปีที่ผ่านมาที่ปรึกษาสําคัญของพรรคผม ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านก็เป็นครูใหญ่ของผม คือท่านเนวิน ชิดชอบ เคยเสนอเรื่องเซท ซีโร (Set zero) มานานแล้วให้ เซท ซีโรมาตั้งแต่ เท่าที่ผมจําได้ก็คือประมาณ ปี ๒๕๕๑ นะครับ เสนอด้วยการ นํานโยบาย ๖๖/๒๓ มาใช้ มาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว ผมว่าวันนี้ยังไม่สายเกินไปหรอกครับ ถ้ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะทําความเข้าใจกัน ในการที่จะประคับประคองบ้านเมือง วันนี้เราฟัง ประเทศที่มีความรู้สึกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ออง ซาน ซูจี ได้เป็นฝ่ายค้านชนะมามากมาย มหาศาล เป็นคะแนนฝ่ายค้านขึ้นในสภา มันเป็นสีสันที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย ประเทศเขา กําลังจะก้าวไปข้างหน้า เศรษฐกิจของเขากําลังจะไปรุ่งเรือง ประเทศไทยเรากําลังเดินถอยหลังก็ด้วยเหตุผลเพราะคนไทยทะเลาะกันเอง ด้วยเหตุผล เพราะนักการเมืองเราไม่ทําความเข้าใจในการที่จะร่วมกันเดินหน้า ประเทศพม่าเขาแรงกัน สุด ๆ เขายังจับมือเขาเข้าใจกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเราไม่ทําเรื่องนี้กันบ้าง สิ่งที่อยากจะฝาก ก็คือไม่ว่าทั้งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลนั่นละครับ ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายทุกคนต้องร่วมกัน ก้าวเหมือนกัน ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายก็ก้าวไม่พ้น พันตํารวจโท ทักษิณ กันทั้งคู่เลย ท่านก็ยังติดกับ อยู่ตรงนั้น วันนี้ฝ่ายรัฐบาลถ้าท่านตั้งหน้าตั้งตาว่าอันนี้คือความชอบธรรมที่ช่วย พันตํารวจโท ทักษิณ ผมว่านั่นละครับนั่นคือความขัดแย้งรอบใหม่ที่จะมา เพียงแต่ขอให้บรรยากาศสุกงอม ดีกว่าไหมครับ ให้ทุกฝ่ายทําความเข้าใจกัน วันหนึ่งโอกาสในการที่จะอภัยให้กับคุณทักษิณ ก็มีขึ้นได้ ใจเย็น ๆ ครับ ไม่ต้องเร่งรีบ พวกเรามาคุยกันด้วยความเย็น ก่อนสงกรานต์ สาดน้ํากันให้เย็น ๆ สบายดีกว่าจะสาดอะไรกันตอนนี้แล้วให้มาเลือกเดิน ผมว่าประชาชน ไม่ต้องการ ก็ฝากฝ่ายรัฐบาลนะครับ ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะเดินหน้านําเอา ประโยชน์ตรงนี้ไปใช้ ขอความกรุณาอย่าเพิ่งทําอะไรนะครับ ขอความกรุณาว่าวันนี้ท่านมีเวลา ในการบริหารประเทศไปอีก ๓ ปี ทําผลงานให้ประชาชนได้เห็นและวันนั้นผมเชื่อว่า ประเทศชาติ ประชาชนเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนความรู้สึกของ พรรคภูมิใจไทยต่อที่ประชุมแห่งนี้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านนิติภูมิ นวรัตน์

(นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านฉัตรพันธ์ มีอะไรครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านประธานครับ ท่านประธานไม่ปฏิบัติตามข้อ ๕๙ ครับ การอภิปรายจะต้องเป็นการสลับกันระหว่างฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุน เมื่อสักครู่ ที่ท่านศุภชัยได้อภิปรายไปนั้นผมได้ฟังอยู่ตลอด ท่านอภิปรายเป็นการสนับสนุน การอภิปรายในคิวต่อไปก็ต้องเป็นคิวของฝ่ายค้านครับ คือท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ขอให้ท่านปฏิบัติตามข้อบังคับด้วยครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านศุภชัย ถ้านับเป็นโควตาเวลาก็เป็นโควตาของพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว ส่วนการจะอภิปรายก็เป็นสิทธิ ของท่าน แต่อย่างไรท่านก็คือฝ่ายค้านอยู่แล้วก็รู้กันอยู่ ท่านพิเชษฐ มีอะไรครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดกระบี่ ผมรอผ่าตัดอยู่ที่โรงพยาบาล ผมขอแพทย์ว่า ผมขอไปประชุมสภาสัก ๓ ชั่วโมง ผมออกมาตั้งแต่ ๔ โมงเย็นครับ คิดว่าท่านวิปบอกว่า ผมเป็นคนที่ ๓ ก็ไม่เกิน ๒ ทุ่มก็ถึงผม ผมรอจนป่านนี้ท่านประธานไม่มีความชัดเจนเลย ว่าท่านเรียงคิวอย่างไร เดี๋ยวท่านก็ชี้กรรมาธิการฝ่ายค้าน เดี๋ยวท่านก็ชี้ข้างล่าง ท่านก็ชี้ไปเรื่อย ดูเหมือนท่านทําเป็นตุ๊กตาเสียกบาล ท่านทําเป็นตัวเจว็ด ผมเอาอะไรจากท่านไม่ได้เลย ผมมีโอกาสกลับโรงพยาบาลทัน ๒๔.๐๐ นาฬิกาไหมครับ หรือผมจะต้องรอท่านอีกเท่าไร ท่านจุรินทร์บอกผมว่าผมคนที่ ๓ ผมจะเป็นคนอภิปรายคนที่ ๓ แล้วท่านประธานจัดอย่างไร จนเดี๋ยวนี้บอกว่าต้องยืนตรงนี้ ผมต้องกลับไปก่อนไหมครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านครับ ผมเรียงลําดับตามที่ทางฝ่ายค้านหรือรัฐบาลส่งชื่อมาผมก็เรียงลําดับตามนั้นแล้วก็สลับข้างกัน เป็นเรื่องปกติและถูกต้องตามข้อบังคับไม่ได้ปฏิบัติอย่างที่ท่านกล่าวหานะครับ และต่อจาก ท่านนิติภูมิก็เป็นท่านพิเชษฐครับ ก็ใช้เวลาสัก ๑๕ นาทีเท่านั้นเอง เชิญท่านนิติภูมิต่อเลยครับ

ร้อยตํารวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมจะขอ ความเมตตากรุณาท่านนะครับ ผมขอให้เป็นท่านพิเชษฐก่อนจะได้ไหมครับท่านครับ เพราะว่าท่านป่วยเพิ่งออกจากโรงพยาบาลครับ ขอความกรุณาท่านครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ท่านพิเชษฐเชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมขอบคุณ คุณนิติภูมิครับ แต่เวลาของผม ๔๕ นาทีครับ คุณนิติภูมิพูดไปก่อนเถอะครับ วิปบอกว่า ให้เวลาผม ๔๕ นาทีเพราะผมอาจจะไม่มีเสียงพูดถึงตรงนั้น ผมอาจจะไม่มีแรงยืนถึง ๔๕ นาที ขอบคุณคุณนิติภูมิครับ คุณนิติภูมิอภิปรายไปก่อนเถอะครับ ผมจะใช้เวลาที่เหลือ เท่าที่จําเป็นที่ผมจะทําหน้าที่ได้ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านนิติภูมิครับ เชิญครับ

ร้อยตํารวจเอก นิติภูมิ นวรัตน์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิติภูมิ นวรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คือผมเองได้อ่านรายงานวิจัยการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่ทําการวิจัยโดยสถาบันพระปกเกล้านี้นะครับ ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้นะครับ คือผมนี้เป็นคนสนใจเกี่ยวกับเรื่องแบบงานวิจัยนะครับ แล้วก็อ่านครบทั้ง ๑๕๖ หน้านี้นะครับ แล้วก็ยังอ่านกรณีศึกษาการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ทั้ง ๑๐ ประเทศนี้นะครับ ทั้งการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษา ของทั้ง ๔ ทวีปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา ทางทวีปอเมริกาใต้ และทวีปยุโรป สนใจทั้งของ ประเทศเกาหลีแล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอาเจะห์ แล้วก็ทั้งของ ทวีปแอฟริกาก็ได้อ่านโดยละเอียดนะครับ ในกรณีของประเทศโมร็อกโก แบบฮอลันดา แล้วก็แอฟริกาใต้นะครับ แล้วก็ทางประเทศโคลัมโบ ประเทศชิลี ประเทศโบลิเวีย ประเทศเยอรมนี แล้วก็กรณีของไอร์แลนด์เหนือนี้นะครับ ผมก็อยากจะเรียนว่าก็ต้องขอชมคณะนักวิจัย ที่มีทั้งแบบ ๒๐ ท่านนี้นะครับ คือผมเองก็ไม่เก่งทางด้านวิจัยแล้วก็รู้เรื่องเกี่ยวกับวิจัยน้อยมาก แต่ว่ามีความสนใจในเรื่องของการต่างประเทศ หลัง ๆ ก่อนที่ผมจะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็มีคนมาว่าจ้างให้ไปเป็นประธานที่ปรึกษากับบริษัทวิจัย เราก็เลยได้นั่งฟังผู้คนเขาพูดถึง เรื่องวิจัยนี้มาก แล้วก็ต้องขอชมเชยนะครับว่ารายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาตินี้ นะครับ ที่ทําการวิจัยโดยสถาบันพระปกเกล้านี้นะครับ ถือว่าเป็นวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชา ทุกอย่างนะครับ สรรพความรู้ต่าง ๆ ของทางด้านการวิจัยนี้นะครับก็มีครบถ้วน แล้วผมก็คิดว่า คือในความส่วนตัวของผมเองนี้นะครับ ผมคิดว่าวิจัยฉบับนี้นะครับ มันน่าจะเป็นหลักให้เรา ได้ไปสู่ความปรองดอง คือในโลกของเราใบนี้ที่เขาทะเลาะเบาะแว้งกันนี้มันก็มีอยู่ ๒ แบบแนวทางอย่างไรครับ บางประเทศ บางชาติรัฐ บางเผ่าพันธุ์นี้ก็รบกันจนชนะไปข้างหนึ่ง แล้วก็แบบแพ้ไปข้างหนึ่ง ฝ่ายชนะนี้นะครับก็จะเอื้อมมือไปให้ฝ่ายแพ้นี้นะครับ แล้วฝ่ายแพ้นี้นะครับ ก็มักจะเป็นฝ่ายเรียกร้องหาความปรองดอง แต่ก็มีอยู่มากมายหลายประเทศนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกับของเรานี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่านี้ ท่านจะเห็นว่าเมื่อประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมานี้นะครับ ก็มีการไปฉีก สัญญาปางหลวง แล้วก็มีการยิงกันตาย แล้วตั้งแต่นั้นมานี้ก็เริ่มมีความขัดแย้งแล้วก็ ความขัดแย้งมันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้นะครับ ถ้าท่านประธานลองนึกย้อนกลับไป ในอดีตนี้นะครับ ประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเราจะเห็นว่าประเทศพม่าเป็นประเทศ แถวหน้าแล้วในบางเรื่องนี้นะครับ แถวหน้ามากกว่าเราเสียด้วยซ้ําไป ยกตัวอย่างเช่นในด้าน ทางการศึกษาเราต้องยอมรับนะครับอย่างประเทศพม่ามีการศึกษาที่ในบางเรื่องดีกว่าทาง ประเทศไทย หรือแม้แต่ในเรื่องของการกีฬานี้นะครับ ย้อนหลังไปประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วนี้นะครับ ฟุตบอลของพม่าเคยชนะลําดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ําไป มีคนหนึ่งจากที่เป็นประชาชนคนพม่า เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกนี้นะครับ เป็นถึง เลขาธิการสหประชาชาติ ถ้าท่านประธานยังจําได้นะครับ คือท่านอูถั่น แต่เพราะ ความขัดแย้งที่มันอุบัติขึ้นนะครับมันก็ทําให้ประเทศที่เคยยืนอยู่แถวหน้านี้นะครับกลายเป็น ประเทศที่อยู่แถวหลัง วันนี้นะครับเรายืนอยู่ในประเทศไทยมองดูไปทุกตรอกซอกมุม ของประเทศนี้ เราจะเห็นว่าลูกหลานของคนพม่าที่บิดา มารดาของเขานี้นะครับ ได้มีความขัดแย้งนี้ วันนี้ต้องมาทํางานอยู่ในบ้านเรา ความขัดแย้งอันนี้นะครับมันก็ได้ทําให้ ผู้คนชนชั้นสูงของพม่านี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเองก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านเอง ก็ตามนี่นะครับ ในเบื้องปลายท้ายต่อมาเขาก็เริ่มรู้สึก แล้วก็ในระยะหลัง ๆ เขาก็เริ่มนึกถึงคําว่า ปรองดอง แต่คําว่า ปรองดอง ของเขาไม่ต้องมาโพนทนาสาธยายพูดจากัน เขารู้โดยจิตสํานึกครับ เขารู้ว่าประเทศเขาถอยหลังไปก็เพราะว่าความขัดแย้ง ดังนั้นวันนี้ท่านจะเห็นว่า ท่านประธานาธิบดีท่านปัจจุบัน แล้วก็รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ เขาปรองดอง คือไม่ได้ปรองดองแบบในบ้านเรานี่ แบบในบ้านเราผู้คนส่วนใหญ่ก็ปรารถนา หาความปรองดองนะครับ แต่ก็ยังมีคนบางพวก บางกลุ่ม บางท่าน ไม่ใช่หมายความว่า ทุกท่านนะครับ ผมว่าปรองดองแบบไก่ ๓ อย่าง คําว่า ไก่ ๓ อย่างก็หมายความว่า คิดในเรื่องอย่างหนึ่ง แล้วเวลาพูดก็พูดอย่างหนึ่ง ปรองดอง ๆ แต่ถึงการกระทํา มันก็กระทําอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นในวันนี้ผมคิดว่าการปรองดองของเรามันต้องมอง คือเอาตัวอย่างของอะไรมากมายหลายประเทศ เราจะขัดแย้งกันจนแบบถึงที่สุด จนถึงขนาดแบบ อะราวด์ สปริง (Around spring) ทะเลาะเบาะแว้งกันถึงขนาดประเทศลิเบีย ถึงขนาด ประเทศเยเมน ถึงขนาดประเทศซีเรีย หรือเราจะเอาตามแบบประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพรมแดนประชิดติดกับเราอย่างเช่นประเทศพม่านะครับ วันนี้เขามองตากัน แล้วเขาก็ รําลึกนึกถึงกันว่าประเทศเขาที่มันถอยหลังแบบทุกวันนี้เพราะความขัดแย้ง แล้ววันนี้แต่ท่าน จะเห็นว่าเขาเริ่มมาสู่ความปรองดอง แต่เป็นความปรองดองที่มาจากการกระทํา เมื่อประมาณวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่า พลโท เจ้ายอดศึก ซึ่งเป็น ผู้นําสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉานก็ออกมาแถลงการณ์หยุดยิงแล้วนะครับ ความปรองดองของเขา ความที่เป็นผู้นํารัฐบาล ผู้ที่เป็นผู้นําฝ่ายค้านนี่นะครับ เขาปรองดองกันด้วยใจ คือเขามองตากัน ไม่มีแม้แต่คําเดียวออกมาโพนทนาสาธยายว่าปรองดอง แต่ใช้ใจปรองดองกันนี่ ต่างกันก็ต่าง ทําหน้าที่ในการปรองดองของตัวเอง บั้นปลายท้ายที่สุดครับ พลโท เจ้ายอดศึกนี้ออกมาบอกเลย ออกมาบอกจะหยุดยิงเลยนะครับ แล้วก็จะมีการดําเนินการส่งเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ ในรัฐฉาน แล้วก็จะร่วมก่อตั้งสหภาพอันชอบธรรมครับ แล้วนอกจากนั้นไม่ว่าทั้งกะเหรี่ยง ทั้งว้าแดง ตอนนี้ต่างก็มาร่วมการปรองดองกัน แล้วก็วันนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งออกมาแล้วนะครับว่า ถ้าทางพม่ายังมีการเดินทาง หมายความว่าปรองดอง แล้วก็ประชาธิปไตยเดินหน้าไปแบบนี้นี่ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าจะถึง ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วภายในปีหน้าจะถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าในใต้สมองของคนไทย บางส่วนมีแต่เรื่องของความขัดแย้งครับ มองนี่เหมือนม้าลําปางเลยครับ มองเห็นแต่ข้างหน้า มองแต่ว่าฉันจะขัดแย้ง ความขัดแย้งจะทําให้ฉันได้ประโยชน์ ความขัดแย้งจะทําให้ฉัน เสียประโยชน์ก็วนอยู่ทางด้านแต่ความขัดแย้ง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ พ.ศ. ๒๕๔๙ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบันทุกวันนี้นะครับ ผมอยากจะให้เราเอากระบังที่ครอบ ข้าง ๆ เรานี่ออกบ้างครับ แล้วก็มองดูว่าทุกวันนี้ผมอยากจะเรียนว่าโลกมันหมุนไปได้ไวมากครับ แต่วันนี้เรากลับกลายเป็นประเทศที่เดินช้า เดินช้าเพราะความขัดแย้งมันอยู่บนศีรษะของเราครับ อย่างประเทศพม่านี่เขารู้ว่าเขาปิดประเทศ เขาเป็นประเด็นที่เดินช้า แล้ววันนี้โลกหมุนไป ไวอย่างนี้เขาไม่สามารถจะตามโลกทัน วันนี้เขาเอาความขัดแย้งออกจากศีรษะของเขา แล้วเขาก็เดินไปได้ไวครับ พอเขาเดินไว เขาลดความขัดแย้งเขาหันมาสู่การปรองดอง ท่านดูสิครับ ทั้งโลกยอมรับเขาหมดเลยครับ โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศ โฆษกของ ท่านโอบามานี่ตอนนี้ก็ออกมาบอกแล้วว่าพม่า ออกมาชมเชยพม่าเลยครับ ทั้งโฆษกของ สหภาพยุโรปวันนี้ก็มาชมเชยพม่า ทั้งโลกแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่ทั้งโลกตอนนี้เหมือนกับ มีคําถามต่อเราในห้วงช่วงปี ๒ ปี ๓ ปีที่ผ่านมานี่ ความที่ผมเป็นประธานของบริษัทวิจัย ที่รับจ้างวิจัยประมาณด้านการค้าการลงทุนประมาณปีหนึ่ง ๓๐ ประเทศ ไปทําการวิจัยที่ไหน ไปเจรจากับใครที่ไหนมักจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในประเทศไทย ยังไม่ทันจะ นั่งโต๊ะเจรจาเลยครับ แค่ยืนเจรจากันก่อนนี้ พอเขาพูดความขัดแย้งนี่อํานาจของเรา ซึ่งเราแบกอํานาจของประเทศไปด้วยนี่มันก็ลดน้อยถอยลงไปมากจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเรียนว่าอยากจะขอความเมตตากรุณาจากทุกท่านนะครับ ไม่เฉพาะที่นั่งอยู่ในสภานี้ นะครับ ทุกตรอก ซอก มุม ประชาชนคนทั้ง ๖๕ ล้านคน ทุกตรอก ซอก มุมของประเทศ วันนี้เรามาช่วยกันเอาความขัดแย้งออกจากศีรษะ แล้วก็ให้ประเทศของเราได้เดินหน้าอย่างไว ไปให้ทันกับโลกที่มันหมุนไปอย่างไวมากครับ วันนี้ไม่มีใครกลัวเรื่องของตัวใหญ่ ตัวเล็กแล้วครับ ปลาใหญ่กินปลาเล็กมันไม่มีแล้วครับ วันนี้มันมีแต่ปลาไวไปกินปลาช้า แต่เรานี่ช้า ช้าเพราะว่าเรามัวแต่คํานึงครุ่นคิดถึงแต่ความขัดแย้ง ถึงแต่เรื่องจะเอาชนะคะคานกัน ผมอยากจะเรียนนะครับว่าประเทศที่เขาไปได้ ขออนุญาตที่ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เขาใช้คําว่า อะบัฟว์ ออน เดอะ พรอบเลิม (Above on the problem) คือหมายความว่าเหนือปัญหาไปเสีย ถ้าเราเป็นพ่อบ้านยังมานึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ไม่มุ่งทํามาหากิน ไม่มุ่งพัฒนาครอบครัว โอกาสที่เราจะช้ากว่าเพื่อนบ้านคนอื่น มันก็มี ดังนั้นวันนี้ผมก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ขอความเมตตากรุณาทุกท่านนี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มจากทางสภาของเราก่อนเลยนะครับ มาหันหน้าเข้าหาความปรองดอง ลืมเรื่องบางเรื่องที่มันทําให้เราหม่นหมองใจแล้วก็พาประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ ความก้าวหน้า ขอขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญครับ ท่านพิเชษฐ เชิญครับที่จริงน่าจะแจ้งบอกผมตั้งแต่แรกก็ได้นะครับ ผมก็ไม่ทราบ เชิญท่านครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดกระบี่ ก่อนอื่นผมก็ขอกราบเรียนผ่านไปยัง ศาสตราจารย์นายแพทย์กวี สุวรรณกิจ ที่โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ที่รอผมอยู่ ผมลาท่าน ประมาณ ๓ ชั่วโมง เพราะคิดว่าถ้าผมมาถึงที่นี่สี่โมงสักทุ่มหนึ่งผมก็คงจะเสร็จ แต่วันนี้ ถ้าผมจะต้องเลยไปถึงเที่ยงคืนก็โปรดรับทราบว่าผมมาทําหน้าที่ผมในสภา ทราบว่าท่านดูอยู่ หน้าทีวี (TV) ท่านประธานที่เคารพ ผมขอความกรุณาว่าฝ่ายเลขาธิการกรุณาบอก ฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์สักนิดหนึ่งว่าช่วยเร่งเสียงให้สักนิดหนึ่ง ผมไม่แน่ใจว่าผมจะมีเสียงดังพอ จนถึงนาทีสุดท้ายหรือเปล่า ท่านประธานวิปบอกว่าจะผมใช้เวลา ๔๕ นาทีคงเผื่อว่า ผมจะพูดได้ช้าด้วยนะครับ ก่อนอื่นผมขอกราบเรียนท่านประธานครับ ในฐานะที่เราอยู่ใน สภานี้มาพอ ๆ กัน ท่านประธานอยู่สภาก่อนผมปี ๒ ปี แต่ผมอยู่มากกว่าท่านสมัย ๒ สมัย เพราะผมไม่เคยสอบตก เรารู้ระเบียบเท่า ๆ กันครับ เรารู้ข้อบังคับเท่า ๆ กัน ผมเป็นคนมีวินัย ผมรู้ว่าอะไรควร อะไรไม่ควร เพราะฉะนั้นถ้าผมไม่ผิดข้อบังคับท่านประธานอย่าขัดผมนะครับ ถ้าผมไม่ผิดข้อบังคับท่านประธานอย่าปิดไมค์ผมนะครับ การเป็นประธานสภาใช้วิธีการ ปิดไมค์สมาชิกเพื่อพูดฝ่ายเดียวไม่ใช่วิธีการที่น่ายกย่องครับ ผมหวังว่าท่านประธานสมศักดิ์ ที่ผมรักเสมือนเพื่อนคงไม่ทําเช่นนั้นกับผมนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลา ๔๕ นาที แต่ก่อนถึงเวลามันมีอะไรมาถึงผมเยอะเหลือเกิน มีเพื่อนชาวมุสลิมผมเข้าใจว่าจากสถานทูต โทรศัพท์ถึงผมว่าวันนี้สิ่งหนึ่งที่ผมควรทํา ก็คือท่านคณะประธานกรรมาธิการครับ ในฐานะ ที่เป็นมุสลิมผมขอกล่าวคําว่าอัสสลามุอะลัยกุม และท่านประธานครับ ผมขอกล่าวด้วยความเคารพ ไปยังท่านฮัจญี ฮัสซานัล โบลเกียห์ มูอิซซัดดิน อับดุลเลาะห์ ท่านแรกที่เขากําชับผมว่าวันนี้ ควรจะต้องขอขมาท่าน ท่านที่ ๒ เข้าใจว่าจากสถานทูตจีนครับ ท่านประธานครับ บอกผมมาเป็นภาษาจีนและขอให้ ผมพูดว่าจุ้ยจุนจิงเตอะ จงกวงจู่ซีกหู จิ่นเทา คือให้ผมขอขมาไปยังท่านประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แห่งประเทศจีน อีก ๗ ท่านครับ แม้กระทั่งประธานาธิบดีแห่งญี่ปุ่น ประธานาธิบดีซิงห์ แห่งอินเดีย ประธานาธิบดีเควิน รัดด์ แห่งออสเตรเลีย ประธานาธิบดีจอยคี แห่งเนเธอร์แลนด์ ประธานาธิบดีลี เมียงบัค แห่งเกาหลีใต้ ว่าวันนี้คนไทยควรจะกล่าวคําขอขมา ท่านผู้ใหญ่เหล่านั้นเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่พัทยาครับ ท่านประธานครับ ในนามคนไทยผมกราบ ขอบพระคุณไปยังประมุขเหล่านี้ที่ให้เกียรติประเทศไทยเดินทางมาร่วมประชุมอาเซียนซัมมิท (ASEAN Summit) กับเราที่ประเทศไทย ระหว่างวันที่ ๘ ถึงวันที่ ๑๓ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๓ ผมไม่ได้เป็นรัฐบาล ผมไม่ได้ไปที่นั่น ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น รู้แต่ว่ามีมวลชนบุก โรงแรมรอยัลคลิฟฟ์ รู้แต่ว่ามีการทุบกระจกเข้าไปถึงห้องประชุม รู้แต่ว่าท่านผู้นําประเทศ เหล่านี้ท่านโบลเกียห์หนีหัวซุกหัวซุนกับขบวนที่ตามล่าท่านกว่าท่านจะหลุดจากวงล้อมได้ ท่านหู จิ่นเทาโชคดีที่รู้ตัว รถล้อมอยู่ ๔๐๐-๕๐๐ คัน ท่านไม่เข้ามาที่ประชุม ท่านไม่ต้องหนี ประธานาธิบดีบันคีมูน ใครต่อใครหลายท่านหนีจากโรงแรมลงเรือไปกลางทะเล ขึ้นเฮลิคอปเตอร์หนีหัวซุกหัวซุนออกไปจากประเทศไทย ในขณะที่เขาให้เกียรติมาประชุม ประเทศไทย ให้เกียรติเรา ท่านประธานครับ วันนี้เราพูดถึงเรื่องปรองดองเป็นเรื่องดีครับ เราพูดถึงคําพูดที่ไพเราะ ปัจจัยสําคัญใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้อภัยซึ่งกันและกัน บนพื้นฐานของนิติศาสตร์ ที่จะคืนความถูกต้องและความชอบธรรมให้กับทุกฝ่ายที่ได้รับ ผลกระทบ ผมเบื่อที่เราจะพูดถึงนิติธรรม ผมเบื่อที่ใครต่อใครมาพูดถึงคําว่านิติศาสตร์ ผมเป็นทนายความใบอนุญาตว่าความ พ.ศ. ๒๕๑๑ นะครับ ๔๔ ปีมาแล้ว ผมถือใบอนุญาต ว่าความตลอดชีพครับ ถ้าก่อนผมตายใบอนุญาตว่าความผมคงจะครบ ๖๐ ปี ท่านประธานครับ ผมเรียนมนูธรรมศาสตร์ คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ ผมเรียนคัมภีร์มโนสารฤาษีที่อัยการทั้งหลาย เอาไปประดับบ่ากันอยู่ ผมรู้ว่าอะไรคือตรรก อะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความชอบธรรม อะไรคือสิ่งที่ควรจะปฏิบัติต่อกันในสังคม ผมคํานึงถึงสิ่งเหล่านี้มากที่สุดครับ ท่านประธานครับ ไม่ว่าในสภาหรือนอกสภา ผมมองขึ้นไปเห็นสุภาพสตรีคนหนึ่งนั่งอยู่ ผมนึกถึงคุณพ่อเขาอยู่กับผมที่กระทรวงการคลัง เป็นคนดี เป็นคนน่ารัก วันนั้นปืนใครครับ ยิงเขากลางหัวของเขาทรุดคาที่ แล้ววันนี้ลูกสาวเขานั่งอยู่ที่นี่ อะไรคือความชอบธรรมครับ อะไรคือความชอบธรรม เงิน ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาทที่ให้เขาไปหรือครับ หรือสําหรับลูกสาว มหาบัณฑิตคนนี้ พ่อเขามีค่ากว่าอะไร อะไรคือการปรองดองครับ ท่านประธานครับ ผมจะกราบเรียนไปยังท่านโบลเกียห์ได้อย่างไร จะกราบเรียนท่านได้อย่างไร ว่าประเทศไทย พวกผมในสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ขอปรองดองกับท่าน ขออโหสิที่วันนั้นเราใช้ม็อบขับไล่ตีท่าน ไล่ท่านหนีหัวซุกหัวซุน ลงเรือไปขึ้นเฮลิคอปเตอร์ ท่านจะยอมปรองดองหรือไม่ ผมไม่ทราบ ประธานาธิบดีประเทศที่ประชากร ๑,๓๐๐ ล้านคน อย่างหู จิ่นเทา ให้เกียรติเราครับ มาร่วมประชุมกับเรา สุดท้ายเราไล่ท่านอย่างกับหมูกับหมา ไม่ใช่พูดกันเพียงแค่ห้องนี้ครับ ท่านประธานต้องไปปรองดองกับท่าน ไปขอขมาท่าน และอีก ๖-๗ ท่านที่มาประชุมอาเซียนซัมมิท กับเราทั้งหลาย นี่คือความเป็นจริง นี่คือความถูกต้อง ท่านประธานครับ ผมจะขอใช้เวลา คงอาจจะไม่ถึง ๔๕ นาที เพราะผมป่วยครับ ผมป่วยมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนซึ่งท่านชวลิตทราบ ในห้องประชุมงบประมาณ แต่ผมก็กัดฟันทํางานให้รัฐบาลนี้จนเสร็จงบประมาณได้เข้าสภา เสร็จทันในกําหนด ท่านชวลิตทราบดีครับ ขณะที่ผมเดินไม่ไหวแล้ว แต่วันนี้ในห้องนี้ เราทุกคนเพื่อนกัน เราทุกคนเป็นสมาชิกรัฐสภาเหมือนกัน เราก็ทํางานของเราเหมือนกัน เรากําลังจะปรองดอง ดีครับ ปรองดอง ในที่ประชุมงบประมาณตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจน ๔ ทุ่ม ท่านชวลิต วิชยสุทธิ์ คงเป็นพยานให้ได้ว่าตลอดเวลา ๔๐ กว่าวัน ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคย ขาดประชุม ผมอยู่ตั้งแต่เริ่มประชุมจนนาทีสุดท้าย ออกจากห้องประชุมคนสุดท้าย ขณะเดียวกันกลับถึงบ้าน ๔ ทุ่ม ๕ ทุ่ม เที่ยงคืน ผมดูทีวี ผมดูไทยพีบีเอส (Thai PBS) ผมดูเนชั่น (Nation) ผมดูสปริงนิวส์ (Spring news) ผมเห็นน้ําท่วมหลากมาตั้งแต่ภาคเหนือ น้ํากําลังจะท่วมนิคมอุตสาหกรรม ๖ แห่ง ขณะที่เราบอกว่า เอาอยู่ เอาอยู่ ผมได้เห็น ความปรองดองอย่างแท้จริงของคนไทยจริง ๆ ณ ขณะนั้น ไม่ว่าเสื้อแดง เสื้อเขียว เสื้อสารพัด ช่วยกัน ถุงยังชีพขนกัน ช่วยคนที่ตกทุกข์ได้ยาก ภาพที่ไม่เคยเห็นในเมืองไทย หรือภาพอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเมื่อ ๒-๓ ปีที่แล้ว ซึ่งกลับกลายเป็นภาพ ความปรองดอง ผมเห็นทหารจากหลายกองพันออกไปช่วยคนแก่ ออกมาขนของ ออกมาอุ้มเด็ก พลทหารคนหนึ่งป่วยกลับไปอยู่ที่บ้าน ผู้บังคับบัญชาบอกพรุ่งนี้พักก็ได้นะไอ้น้อง เขาบอกว่า ผมขออนุญาตไปทําหน้าที่ต่อครับ เพราะประชาชนกําลังลําบาก นั่นคือทหารหาญของชาติไทย วันรุ่งขึ้นเขาออกมาทํางานตามปกติ ผมนึกชื่นชมว่าประเทศไทยของเรามีทหารเช่นนี้ แต่ในฝัน คืนนั้นพอหลับแล้วผมฝันครับ ในฝันไม่ทราบว่าความจริงหรือความเท็จ ในอุปทาน ไม่รู้ว่า ภาพจริงหรือภาพเท็จ ผมฝันเห็นสี่แยกคอกวัว ผมเห็นนายทหารเราหลายกองพันไป สี่แยกคอกวัว ปะทะ ประทังประชาชนที่เขากําลังจะเข้าปะทะกัน แล้วผมเห็นแสงเลเซอร์ส่องไปยังหัวนายทหาร ตามประสาคนเล่นปืนผมรู้ครับว่านั่นคือ แสงเลเซอร์ติดปืนเล็กยาว และปืนเล็กยาวลักษณะนี้ คือปืนสไนเปอร์ มุมไหนครับข้างบน ทหารหรือครับไม่จะยิง แต่ชายชุดดําเดินผ่านกลุ่มเสียงเข้ามาทางทีวีบอกว่าเราต้อง ไม่รู้ไม่เห็นอะไรนะ ใครถามอะไรเราต้องไม่เห็นนะ และแล้วนายทหารของเราหมวกเหล็ก กระสุนเจาะเกราะหมวกเหล็กครับ ตายคาที่คนแล้วคนเล่า เอ็ม ๗๙ ระดมเข้ามาหลาย ๆ ทิศทาง ทหารร้องแต่ว่าอย่ายิง อย่ายิง เราไม่มีอาวุธ เรามือเปล่า แต่สุดท้ายตายที่ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ตายที่สี่แยกคอกวัว คาที่แม้กระทั่งพลตรีคนหนึ่ง จ่าทหารเสือราชินี พลตรี ขณะที่พยายามลากทหารหนีออกมาขึ้นรถ รถวิ่งผ่านมาถึงหน้าวัดบวรนิเวศน์ คนกลุ่มหนึ่ง เสื้อสีหนึ่งไล่ทุบรถ เขาบอกอย่าตี อย่าตี นี่ทหารบาดเจ็บ คนกําลังจะตาย ไอ้สัตว์พวกนั้น มันลากทหารเราลงจากรถ และมันตีจนตายคาที่ไป ๔ ศพครับท่านประธานครับ ก่อนที่จะไป โรงพยาบาล ท่านประธานเป็นนายทหารหรือเปล่า ท่านเป็นลูกรักกองทัพบกหรือเปล่า รู้สึกอย่างไรกับภาพเช่นนั้น ทหารของท่านที่ปราศจากอาวุธโดนไล่ตีอย่างกับหมูอย่างกับหมา ตายไปคนแล้วคนเล่า และแล้วพลเอก

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธาน สภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านพิเชษฐ มีผู้ประท้วงท่านนั่งรอก่อนครับ เชิญผู้ประท้วงครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปรายตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ท่านพูดเท็จในสภา หลายเรื่อง แล้วที่ท่านเล่ามาเหมือนกับท่านอยู่ในเหตุการณ์จริงหรือเปล่าไม่ทราบ แต่มันเป็น การพูดเท็จในสภา ยกตัวอย่างท่านบอกว่าหู จิ่นเทา อันนี้ท่านสับสน หู จิ่นเทาไม่ได้มา ประเทศไทย แต่เหวินเจียเป่ามาประเทศไทย ท่านก็พูดสับสน ผมคิดว่าท่านป่วยท่านน่าจะไป พักผ่อน ขอให้ท่านประธานช่วยวินิจฉัยด้วยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ประเด็น ที่ท่านประท้วงนะครับว่าผู้อภิปรายเหมือนกับอภิปรายไม่อยู่ในประเด็น แล้วก็มีคําพูดที่ใส่ร้าย ขณะนี้ประเด็นที่ท่านกําลังดําเนินการอภิปรายอยู่นั้นเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงนะครับ เมื่อข้อเท็จจริงจะมีอยู่จริงเราไม่ทราบ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ผมขอวินิจฉัยก่อนครับส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรเราไม่ทราบ ท่านกําลังอภิปราย ข้อเท็จจริงของท่านอยู่ แต่ข้อเท็จจริงนี้จะเป็นความจริงหรือไม่ยังไม่มีการพิสูจน์ได้นะครับ แล้วก็สภาแห่งนี้ก็ไม่ทราบว่ามันจะเป็นอย่างที่ท่านพูดหรือเปล่านะครับ เชิญท่านอภิปรายต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมขอถอนเพราะผมบอกว่า เป็นความทรงจําผมในหลับ ผมฝันร้ายไปต่างหากว่า เสธ. แดงคนที่เคยอยู่กับผมถูกยิง กลางศีรษะตายคาที่ ผมไม่ทราบว่าใครยิง นั่นคือข้อเท็จจริง ผมไม่รู้ท่านประธานครับ จริงไหมครับทหารไทยเราโดนไล่ตีที่สี่แยกคอกวัว ผมไม่ทราบ อาจจะด้วยพิษที่ผมป่วย

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านพิเชษฐมีผู้ประท้วง เชิญท่านนั่งก่อนครับ เชิญท่านวรชัยประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ ครับ เอาความฝันมาพูดเท็จในสภาครับ ความจริง ท่านประธานครับ ทหารไม่ได้โดนตีตายครับ ทหารโดนกระสุนทั้งนั้นครับ ท่านก็เห็นอยู่ การพิสูจน์ศพมันก็เกิดขึ้นมาแล้วครับ ท่านเอาความฝันมาอภิปรายได้อย่างไร แล้วก็อภิปรายเท็จ อย่างนี้ท่านต้องให้พูดในประเด็นครับ เอาข้อเท็จจริงมาพูดครับท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยนะครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

แล้วทําไมไม่ฝันว่าประชาชนถูกฆ่าบ้างล่ะครับ ท่านประธาน ทําไมฝันว่าทหารถูกฆ่าอย่างเดียวล่ะครับ ผมอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น ผมเห็น พี่น้องประชาชนโดนยิงหัวครับ

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวผมจะได้ วินิจฉัยก่อนนะครับ ส่วนข้อเท็จจริงท่านจะเสริมเติมแต่งอย่างไรเดี๋ยวค่อยว่ากัน ท่านนั่งลงครับ ผมจะได้วินิจฉัย คืออย่างนี้ครับ ท่านพิเชษฐกําลังอภิปรายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ผ่านมานะครับ ถ้าเราฟัง แล้วก็เห็น แล้วก็ดูจากพยานหลักฐานทั้งหมดข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติอยู่อย่างหนึ่งว่า มีการเสียชีวิต อันนี้ต้องยอมรับกันก่อนนะครับ ไม่ว่าประชาชน ทหาร ส่วนสาเหตุของ การเสียชีวิตเราก็มีคณะกรรมการชุดหนึ่งขึ้นมาวินิจฉัย โดยมีนายแพทย์อะไรทั้งหมด ฉะนั้นผมขอให้ท่านพิเชษฐเอาเรื่องที่เรากําลังนี้อยู่ แล้วก็อภิปรายต่อ ผมวินิจฉัยแล้วครับ ท่านบุญยอดเดี๋ยวท่านพิเชษฐจะเสียเวลา ท่านประท้วงใช่ไหมครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมประท้วงท่านประธาน ข้อ ๘ ในการ ควบคุมการประชุม ผมคิดว่าเราน่าจะต้องอนุญาตให้ท่านพิเชษฐได้อภิปรายให้จบก่อน ถ้าใครจะลุกขึ้นมาประท้วงให้ขอให้อยู่สุดท้ายหลังจากท่านพิเชษฐพูดจบไปเลยนะครับ ก็ขอให้ท่านจดเอาไว้แล้วกันนะครับ แล้วก็ขอให้ท่านทําใจกว้าง ๆ ด้วยว่าฟังข้อเท็จจริง ให้ชัดเจนก่อนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยตามข้อ ๘ ที่ท่านประท้วงประธานก่อน คือตามสิทธิของการประท้วงท่านสมาชิก มีสิทธิที่จะใช้สิทธิตามข้อบังคับ ผมก็จะต้องให้สิทธิ ผมเห็นใจนะครับ หลายท่านก็บอกว่า อย่างที่ท่านประธานสมศักดิ์ได้ชี้ไปแล้วนะครับ ท่านก็ต้องบอกว่ายืนขึ้น ยกมือ ก็ต้องให้พูดก่อน ผมก็ต้องฟังก่อนว่าท่านจะพูดประเด็นอะไร ประท้วงเรื่องอะไร ผมจะวินิจฉัยเป็นเรื่อง ๆ ไป อดทนนิดหนึ่ง เชิญท่านพิเชษฐต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ขอบคุณท่านประธานครับ ถ้าบอกว่า ที่ผมพูดอะไรเป็นความเท็จ ผมก็ยินดีจะถอน แต่ว่าผมจะขอถามท่านประธานและคนไทย ทั่วประเทศว่าที่ผมพูดมาผมฝันร้าย หรือเป็นความจริง พันเอก ร่มเกล้า ธุวธรรม ชายชาติอาชาไนย ทหารเสือราชินีที่ควรจะตายในสนามรบเพื่อปกป้องดินแดนไทย ร่มเกล้าไปไหนครับ

(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญท่านสุนัยประท้วงครับเดี๋ยวนะครับท่านพิเชษฐมีผู้ประท้วง

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัยครับ แล้วก็ต้องขออภัยพี่พิเชษฐครับ คือผมฟังท่านทั้งหมดอะไรจริง ไม่จริง ผมรู้หมด แต่ผมไม่ประท้วงเลย แต่ขอคําเดียวเท่านั้นครับ อย่าพูดเลยครับ ท่านจะพูดถึงท่านร่มเกล้า ก็พูดเถอะครับ แต่คําว่า ทหารเสือ แล้วก็มีจุด ๆ อีกคําหนึ่ง อย่าใส่มาตรงนี้เลยครับ ขอให้อย่าบันทึกเลยครับ คําว่า ทหารเสือราชินี อย่าบันทึกเลยครับท่านครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐเชิญครับเชิญท่านพิเชษฐต่อ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

สิทธิของผมครับ เคยมีคนบนแผ่นดินนี้ บอกว่าจะฆ่าประชาชนก็ฆ่าไป แต่อย่าใช้กระสุนพระราชทาน เคยมีคนบนแผ่นดินนี้บอก จะเอาใครมาฆ่าก็เอามาเถอะ แต่อย่าใช้ทหารเสือราชินี ท่านประธานครับท่านได้ยินไหมครับ เคยได้ยินไหมครับอันนี้ เท็จหรือเปล่าครับ ถ้าเท็จผมขอถอนคําพูดและผมขออภัย ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ พลเอก แห่งกองทัพบกได้ยินไหมครับ คํานี้ เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าท่านบอกไม่ได้ยิน ไม่จริง ไม่ใช่ ร่มเกล้าไม่ได้ถูกฆ่า เสธ. แดงไม่ได้ถูกฆ่า ใครต่อใครไม่มีใครถูกฆ่า วิ่งชนกันตายเอง ลูกกระสุนวิ่งไปใส่หัวกันเอง แสงปลายกระบอกสไนเปอร์ที่ติดเลเซอร์ของเด็กเล่น ท่านบอกสิครับ ผมเชื่อ และผมจะไม่พูดถึง และผมจะกลับไปด้วยความสุข แต่ตราบใดที่มันยังคาราคาซัง อยู่อย่างนี้ผมจะตอบกับกษัตริย์โบลเกียห์อย่างไรครับว่าเมื่อวันที่ท่านเสด็จประเทศไทย ท่านเจอกับอะไรจากคนชั่วชาติแค่ไหน กี่คนทําเมินนิ่งไม่คิดถึงผืนแผ่นดินไทย ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธานผมไม่พูดถึงแล้ว ท่านประธานครับ ผมอยู่ในห้องงบประมาณกับคุณชวลิต วิชยสุทธิ์ ด้วยความรัก ผมกลับมาผมก็ดูทีวี ผมก็เห็นเขากู้น้ําท่วม เครื่องบินทหารก็ไปยกตู้คอนเทนเนอร์ ตู้หนึ่ง ลอยมาเพื่อจะหย่อนลงไปที่บางโฉมศรี กั้นน้ําที่มันกําลังจะทะลุเข้าไปทะลักท่วม คนสิงห์บุรี ผมคิดว่าผมไม่แน่ใจว่าผมฝันหรือไม่ เป็นความจริงหรือไม่ว่าทหารไทยเรา พยายามด้วยความเหน็ดเหนื่อย และนั่นละครับ สมานฉันท์ ปรองดอง ทุกคนช่วยกัน แต่ขณะเดียวกันท่านประธานครับ สิ่งที่แวบเข้ามาผมในความฝัน ผมก็เห็นนายหนุ่มคนหนึ่ง ผมเคยรักใคร่เหมือนน้องชาย เป็นนักพูดที่มีอนาคต คุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี รักมาก กับใครอีกสักคนหนึ่งอยู่บนรถปั้นจั่น ขณะที่คนจะบุกไปทําเนียบรัฐบาลผมไม่ทราบคนบุกไป จริงหรือเปล่า นั่นเป็นความฝัน แต่เจ้าหน้าที่ที่ปราศจากอะไรทําได้เพียงแค่เอารถตู้คอนเทนเนอร์ มาปิดมาขวางไว้ ไอ้หนุ่ม ๒-๓ คนนั้นมันก็ใช้รถปั้นจั่นยกตู้คอนเทนเนอร์ลอยขึ้นมา แล้วก็โยนไปในคลองเปรมประชากรอย่างแม่นยํา แล้วก็โห่ร้องไชโยอย่างกับชนะศึก ไม่นึกถึงว่า นี่ประเทศไทย วันที่งบประมาณ ท่านชวลิตครับ ผมถามท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีใช่ไหมครับ รถปั้นจั่นของใคร ตู้คอนเทนเนอร์ที่โยนลงไปนั้นกู้ขึ้นมาหรือยัง เสียหายไปเท่าไร ใช้งบประมาณแผ่นดินหรือเปล่า ทําอะไรกับสิ่งเหล่านี้ ผมไม่รู้อะไรความจริง ความฝัน ผมสับสนไปหมด แต่ท่านเลขาธิการนายกรัฐมนตรีบอกว่าเอาผิดกับใครไม่ได้ ผมก็เอาผิดกับใครไม่ได้ ก็ผมเห็นอยู่ชัด ๆ เลยในทีวี ไม่เป็นอะไรครับ ท่านเอาผิดไม่ได้ ท่านจําไม่ได้ หลังจากนั้น อีกไม่กี่วันก็คนนี้อีกละครับ ขึ้นมาอยู่บนรถติดกระจายเสียงโห่ร้องไชโยกันไปที่หน้าทําเนียบรัฐบาล เจาะเลือดคนเอามาผสมเลือดสัตว์ รวมกันไปที่หน้าพระแม่ธรณี

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐมีผู้ประท้วงครับ เชิญท่านวรชัย

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ผมขอประท้วงผู้อภิปรายครับ ตามข้อ ๖๑ ครับ ผู้อภิปรายท่านบอกว่าท่านไม่สบายครับ แต่ความจําท่านไม่เลอะเลือนเลย แล้วเป็นความจํา ที่เป็นความฝันด้วยครับ ท่านยังฝันอยู่ครับเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน แล้วก็เรื่องเลือดนี่ครับ ไม่มีเลือดสัตว์เลย อย่าใส่ร้ายป้ายสีพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยครับ เลือดพวกผม ทั้งนั้นนะครับ เลือดมนุษย์ครับ ไม่ใช่เลือดสัตว์ครับ ไม่ใช่นะครับ ท่านประธานครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานผมขอถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนก็แล้วกันนะครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมาก เชิญต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมคลับคล้ายคลับคลากับว่ามีการเจาะเลือดกัน ที่หน้าทําเนียบรัฐบาล ได้เลือดมาคนละ ๕ ซีซี (CC) คน ๑,๐๐๐ คน ก็ ๕,๐๐๐ ซีซี ก็ ๕ ลิตร สุดท้ายมันก็เป็น ๑๐ แกลลอน ผสมเลือดอะไรช่างมันเถอะครับ อาจจะเลือดผม อาจจะเป็น เลือดท่าน อาจจะเป็นเลือดใครก็ได้แล้วแต่เถอะครับ แต่ไปที่หน้าพรรคประชาธิปัตย์ต่อหน้า พระแม่ธรณี ต่อหน้าพระนางสุนทรีวนิดา พระนางวสุนธราวนิดา โดยไม่เกรงใจพระแม่คงคา ไม่เกรงใจพระแม่โพสพ แล้วก็เทเลือดหลั่งไปต่อหน้าพระแม่ธรณี คนหนึ่งมันโอหังถึงขนาดที่จะ เอาเลือดสาดองค์พระแม่ธรณี มีคนไปห้ามไว้ ผมฝันได้อีกคนหนึ่ง มันบอกว่า มันเป็นพราหมณ์ คนที่บอกว่าเป็นพราหมณ์ก็เอาเลือดไปละเลงที่พื้นเหมือนกับทํากุศลอย่างยิ่ง ไม่เป็นอะไร จบ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีความหมาย ต่อหน้าพระนางสุนทรีวนิดานะครับ ต่อหน้าพระแม่ธรณีนะครับ เลือดที่ไม่ได้ผสมเลือดสัตว์ ผสมไม่ผสมก็ตาม พระแม่ธรณี ท่านไม่รับหรอกครับ เคลื่อนขบวนไปที่หน้าทําเนียบรัฐบาล หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ต่อหน้า ท่านท้าวมหาพรหม ประจําตึกไทยคู่ฟ้า ท่านท้าวมหาพรหมท่านทรงโคครับ คนฮินดูเขาไม่ชอบ เลือดวัว เขาไม่ฆ่าวัว วันนั้นเลือดวัวหลายลิตร ถ้าไม่ใช่เลือดวัวผมก็ขออภัยอีกละครับ ผมก็ถอนคําพูดอีกเทราดที่หน้าทําเนียบรัฐบาล ละเลงทุกประตู ไชโยโห่ร้องยิ่งกว่าชนะศึกพม่า กลับมาท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ เป็นความจริงหรือเปล่าไม่ทราบ ผมฟั่นเฟือนไปหรือเปล่า ไม่ทราบ ผมจําผิดไปหรือเปล่าไม่ทราบ ถ้าฟั่นเฟือนผมขออภัย ถือว่าให้อภัยคนป่วยก็แล้วกัน แต่ผมรู้สึกว่ามีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นต่อหน้าพระแม่ธรณี ต่อหน้าพระสยุมพร เทพแห่งศาสนาฮินดู คําตอบทําไมสงสัยไว้ละครับว่าทําไมน้ํามันท่วมหมดทั้งประเทศไทย เพราะพระแม่คงคาพิโรธ คนชั่วทําไว้บนแผ่นดินนี้ ทําไมพระเพลิงมันเผาอะไรกันวอดวาย

(นายทองดี มนิสสาร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐครับ เดี๋ยวนะครับ ใจเย็น ๆ เชิญท่านประท้วงครับ

นายทองดี มนิสสาร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ทองดี มนิสสาร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอประท้วงผู้อาวุโสครับ ผู้กําลังอภิปรายอยู่ว่า มันจะเป็นหมวดปรองดองไหม พ.ร.บ. ปรองดองไหม หรือจะสร้าง ความแตกแยกขึ้นมามากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นที่อภิปรายมาเป็นการสร้างและตอกย้ําในส่วนที่ ท่านคิดว่าจะเป็นเรื่องที่จะให้เสียหายมากเพิ่มขึ้นใช่ไหม ผู้อาวุโสครับ ขอให้ท่านประธาน วินิจฉัยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เขาให้ อภิปรายถามต่อท่านประธาน ไม่ใช่อภิปรายถามท่านพิเชษฐ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ผมถอนคําพูด ทั้งหมดว่าสิ่งเหล่านั้นมันคือฝันร้าย ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในพื้นแผ่นดินไทย ไม่เคยมี

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนใช่ไหมครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญต่อ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

เพราะว่าเรามีแต่คนบริสุทธิ์ คนที่ น่าเคารพกราบไหว้ ที่น้ําเหนือหลากมาด้วยพระแม่คงคาฆ่าเรากี่พันชีวิต ไม่ได้พิโรธแทน พระแม่ธรณี ใครที่ตายกันไม่ใช่กรรมที่ทําไว้ ต่อหน้าท่านท้าวมหาพรหม คนไทยบางคน ไม่รู้เรื่องเลยครับ ไม่จริงครับ ทั้งหมดคือฝันร้ายของผม ยกเลิกเถอะครับ ไม่ต้องเป็นห่วง แต่ท่านประธานครับ ในแผ่นดินเรามีทั้งคนที่จงรักภักดี มีคนอีก

(นายพายัพ ปั้นเกตุ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ท่านพิเชษฐ เชิญผู้ประท้วง ท่านกําลังจะฝันดีอยู่แล้ว ท่านกําลังดําเนินเรื่องอยู่ เมื่อสักครู่นี้ ท่านฝันร้าย เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานไปฝันคนเดียวเถอะครับ เวทีนี้ไม่ใช่เวทีแห่งความฝันท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ด้วยความเคารพท่านประธาน ไม่พาดพิงผู้กําลังอภิปรายหรอกครับ ถ้าท่านประธานมีความเพลิดเพลินอย่างนั้นและเห็นว่า สภาแห่งนี้จะใช้เวทีแห่งนี้พูดในสิ่งอะไรก็ได้โดยที่ท่านประธานไม่ทําหน้าที่ในการควบคุม ประชุมสภา ผมถือว่าท่านประธานผิดข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ ๘ ถ้าท่านประธาน ทําหน้าที่อย่างนี้ต่อไปผมประท้วงท่านประธานครับ ผู้ที่กําลังอภิปรายผมเคารพด้วยความส่วนตัว แต่ว่าการทําหน้าที่ของประธานสภาตามข้อบังคับการประชุมของสภา ข้อ ๘ นั้น เราปล่อยให้ การดําเนินการอภิปรายอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่ใช่พูดไปแล้วก็อภิปรายไปขอโทษครับ อะไรแล้วก็ผมฝันไป ผมเพ้อไป อะไรนี่เพ้อเจ้อขนาดนั้นเชียวหรือ ท่านประธานที่เคารพครับ เอากันพอสมควรได้ไหมละครับท่านประธาน ผมตําหนิท่านประธานตรงนี้ล่ะครับ ท่านประธานชื่ออะไร ท่านฝันร้ายหรือเปล่าครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ผมกําลังประท้วงท่านประธานอยู่ ผมไม่ได้ประท้วงใครเลยนะครับผมประท้วงท่านประธาน คนเดียว

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมต้องการพูดความจริงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านพิเชษฐ เขาประท้วงอยู่ กําลังอธิบายข้อเท็จจริง เหตุผลของการประท้วงอยู่ ท่านประท้วง ผมจะได้วินิจฉัย

นายพายัพ ปั้นเกตุ บัญชีรายชื่อ

ผมประท้วงท่านประธานในการทําหน้าที่ ประชุมสภานะครับ ขอความกรุณาท่านประธานเถอะครับว่าควบคุมการประชุมสภาให้อยู่ใน กฎเกณฑ์ ในระเบียบการประชุมสภาเถอะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ท่านประท้วงผมข้อ ๘ และข้อ ๖๑ ใช่ไหมครับว่าต้องให้ผมควบคุมผู้อภิปราย อยู่ในประเด็นที่กําลังปรึกษาหารือกันอยู่ ผมฟังจากข้อประท้วงของท่าน คือท่านพิเชษฐ จะใช้คําพูดว่าจะฝันหรืออะไรนี่ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่เขาก็แสดงความเห็นของเขา ส่วนจะเป็นจริง ไม่จริงก็อีกเรื่องหนึ่ง เพียงแต่ท่านกําลังนําเสนอเป็นประเด็นของท่านมานะครับ ส่วนคนฟัง ทั้งหมดเขาจะเชื่อ ไม่เชื่อ ประชาชนทั้งประเทศเขาจะเชื่อความฝันหรือไม่นั้นมันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ผมกําลังควบคุมการอภิปรายอยู่ว่าอยู่ในประเด็นที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติรายงานหรือไม่นะครับ ขอความกรุณาท่านพิเชษฐนะครับ เอากระชับหน่อยเดี๋ยวท่านต้องไปโรงพยาบาลนะครับ ผมเป็นห่วงท่าน เชิญต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ทีนี้ผมจะพูดเรื่องจริง ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐครับ เอาอย่างนี้นะครับ ขอให้อภิปรายอยู่ในประเด็นในเรื่องของรายงานนะครับ ส่วนข้อเท็จจริงอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องขอความกรุณานะครับ เดี๋ยวคุณหมอรอนาน เดี๋ยวบอกว่า จะช้าเพราะสภาอีกไม่ได้นะครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ไม่เป็นอะไรครับ หมอเขาดูทางทีวีอยู่ เพราะรู้ว่าผมไม่ได้หนีไปไหน ผมทํางานอยู่ เขาโทรศัพท์มาบอกแล้วว่าศาสตราจารย์กวี ดูผมอยู่หน้าทีวี ท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ บางเรื่องเขาก็อาจจะเป็นเพราะผม ธาตุวิปริตคิดเอาเอง บางเรื่องก็เป็นจิตนิวรณ์เป็นห่วงประเทศไทย บางเรื่องก็เป็นเรื่อง เทพสังหรณ์ที่ท่านเองก็ต้องพึงระวังนะครับ ประเทศไทยเราเกิดกลียุคขณะนี้มีทั้ง คนจงรักภักดียิ่งชีพเหมือนท่านนะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ของเราจงรักภักดีเทิดทูนเหนือสิ่งใด แต่มันก็มีขบวนการอุบาทว์ที่เตรียมล้มเจ้าอยู่ ณ ขณะนี้ จะเป็นใครอย่าร้อนตัวมีจริง ๆ ประเทศสหรัฐอเมริกา ลอสแองเจลิสต่าง ๆ มีจริง ๆ นะครับ วันที่เกิดม็อบ (Mob) ผมก็แปลกใจ ทําไมต้องไปที่พระราชดําเนินขีดเส้นใต้คําว่า ราช ๓ เส้น เสร็จจากราชดําเนิน ก็ไปราชประสงค์ ขีดเส้นใต้คําว่า ราช ๔ เส้น จากราชประสงค์ขยายไปราชดําริ ขีดเส้นใต้คําว่า ราช ๕ เส้น และไปที่ราชปรารภ มิหนําซ้ําผ่านไปหน้าราชกรีฑาสโมสร หน้าสปอร์ตคลับ (Sport club) อีกส่วนหนึ่งมาถึงราชวิถี มาสภาเรา จริงครับเป็นเรื่องจริงไม่ใช่ฝัน เพราะผมยืนอยู่ที่สโมสร ผมยืนรับกับพวกมันที่บุกสภา สุดท้ายที่สุดอ้ายสัตว์นรกคนหนึ่งโอหังถึงบอกว่ามันจะบุก

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ให้ถอนคําพูดครับ ผมฟังแล้ว ท่านพิเชษฐถอนคําพูดครับ เจ้าหน้าที่บันทึกว่าคําพูดที่ท่านพูด ลําดับเหตุการณ์มาจนถึงสัตว์นรกออกไปทั้งหมดนะครับ ขอความกรุณานะครับ แล้วก็ขอให้ อยู่ในประเด็นที่กําลังพิจารณากันอยู่นะครับ เชิญท่านครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมพูดถึงเรื่องปรองดองครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

มีผู้ประท้วงครับ เชิญผู้ประท้วงครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ฟังแต่เสียง ก็รู้เลยว่าใครนะนี่

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ครับ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วง ผู้อภิปรายทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ตอนแรกที่ท่านลุกขึ้นมาพูดขอความเห็นใจ ผมเองนั่งดูอยู่ ก็เห็นใจท่านครับ ว่าท่านป่วยจริง ๆ แต่พูดไปพูดมาสักพักหนึ่ง ผมชักไม่แน่ใจแล้วไม่มั่นใจแล้วว่า ความป่วยของท่าน และผมชักไม่มั่นใจว่าผมสงสารท่านแล้ว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะ เดี๋ยวท่านพิเชษฐนั่งก่อนครับ ท่านพิเชษฐใจเย็น ๆ ครับ เดี๋ยวผมวินิจฉัยก่อนครับ เดี๋ยวท่านสมาชิก บอกว่าเดี๋ยวจะไม่ให้ประธานวินิจฉัย คืออย่างนี้ครับ สุขภาพของท่านจะเป็นอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ท่าน ท่านกําลังจะประท้วงในข้อ ๖๑ ท่านจะประท้วงว่าอย่างไรครับ ไม่ใช่ ประท้วงเรื่องสุขภาพท่านนะครับ เอาประท้วงในข้อที่ท่านไม่อยู่ในเรื่องที่เรากําลังประชุม ท่านพูดฟุ่มเฟือย หรือท่านจะบอกว่าใช้น้ําเสียงที่เสียดสี

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ใช้วาจาไม่สุภาพ สภาแห่งนี้ เป็นสภาอันศักดิ์สิทธิ์ และท่านก็บอกว่าท่านเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนประธาน ด้วยซ้ําไป

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ใจเย็น ๆ ผมฟังแล้วผมจะวินิจฉัยเองครับ ท่านเสร็จหรือยังครับ เสร็จแล้วนะครับ ท่านนั่งลงครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยครับ ถ้าท่านไม่นั่งลง ผมวินิจฉัยไม่ได้

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมไม่อยากให้สภาแห่งนี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมเข้าใจ แต่หมายความว่าขอให้ท่านนั่งลง ผมกําลังจะวินิจฉัยว่าท่านประท้วง ข้อ ๖๑ ประเด็นที่ท่านใช้คําพูดไม่สุภาพแล้วกันนะครับ และผมก็สั่งให้ถอนแล้ว ท่านก็ถอนแล้ว อดทนอีกนิดหนึ่งเดี๋ยวท่านก็จบแล้ว เพราะท่านบอกว่าประมาณ ๔๕ นาที นี่ก็ใช้เวลานานแล้ว ขอความกรุณาครับท่าน มีผู้ประท้วงเยอะ เชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ผมบอกสังคมเรา ณ วันนี้ มีปัญหาใหญ่เรื่องความจงรักภักดี คนบางคนเป็นเช่นนั้นจริง ๆ นะครับ ในเว็บไซต์ (Web site) ในอะไรเห็นกันเกลื่อนหมด ท่านประธานครับ ทําไมต้องราชประสงค์ ทําไมต้องราชปรารภ ทําไมต้องราชดําริ ทําไมต้องราชวิถี และทําไมต้องมีคนบางคนบอกว่าจะบุกราชวงศ์ บุกไปเอาอะไร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือให้ท่าน ถอนคําว่า บุกราชวงศ์ ออกไป เพราะว่าการกล่าวถึงมันผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๓ คือขณะนี้ ท่านพิเชษฐครับ เดี๋ยวผมชี้แจงนิดหนึ่ง การที่ประชาชนจะประท้วงจุดใดก็ตามนะครับ อย่างน้อย เป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่เขากําหนดไว้ จะเป็นราชดําเนิน ราชประสงค์อะไร อันนั้น โดยรัฐธรรมนูญนะครับ ส่วนจะผิดกฎหมายเฉพาะอันนั้นก็ว่ากันไป เช่นกีดขวางการจราจร อันนั้นก็ว่ากันไป ฉะนั้นขอความกรุณาท่านพิเชษฐนิดหนึ่งว่าขอให้พูดธรรมดาอย่าเน้นน้ําเสียง เพราะมันจะเป็นการเสียดสีด้วยน้ําเสียงนะครับเชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ผมถอนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนอะไรครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ถอนทุกคําที่ท่านประธานให้ถอน ถอนทุกคําที่มีคนไม่พอใจในห้องนี้

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านถอนแล้วเชิญผู้ประท้วงครับ อดทนสักนิดสิครับ ฟังท่านหน่อย เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ครับ ผมขอประท้วงท่านประธานทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๘ และผมขอประท้วง ผู้อภิปรายทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ ผิดซ้ําซากแล้วประธานก็ยังให้โอกาสพูดอยู่นั่นละ พอผิดแล้วใช้คําว่าถอน ผิดแล้วก็ใช้คําว่าถอน เหมือนหลอกด่าแม่ทั้งวันทั้งคืน แต่กูก็ยอมขอโทษ อย่างนี้มันไม่ใช่นะครับ สภาแห่งนี้มันไม่ใช่มาใช้วิธีการแบบนี้ครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ ก็ผมไม่ดื้อ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านพิเชษฐเดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัยเป็นข้อ ๆ ก่อน เชิญท่านอธิบายข้อประท้วงของท่านให้ครบประเด็น เชิญ มีอีกไหมครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมนี่ทนฟังมานานแล้วอย่างที่ผมพูด ด้วยผมความเคารพในผู้อาวุโสในความเป็น ส.ส. มาก่อน เหมือนที่พูดข่มท่านประธานว่าเป็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ประเด็นที่ท่านบอกว่าผมไม่ปฏิบัติตามข้อ ๘ หรือฝ่าฝืนข้อ ๘ นั้น ผมก็ได้กําชับท่านผู้อภิปรายอยู่แล้ว แล้วก็ถ้อยคํา คําพูดที่ไม่เหมาะสมผมก็เตือนให้ถอนท่าน ก็ถอนแล้วนะครับ แล้วเมื่อสักครู่ผมก็เน้นย้ําท่านบอกว่าการใช้น้ําเสียงมันก็บ่งบอกถึง ลักษณะของเจตนาการเสียดสีในเรื่องของการประท้วง ส่วนการประท้วงผมก็อธิบายว่า เขาก็ปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญท่านก็มีสิทธิที่จะประท้วงได้ ส่วนที่ท่านพิเชษฐ ได้อภิปรายไปผมขอความกรุณานะครับ เอาที่อยู่ในที่เรากําลังพิจารณาเดี๋ยวประท้วงก็ไม่จบ เชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ถอนหมดครับท่านประธาน ถอนหมด ครับผมไม่ดื้อ

(นายวัชระ เพชรทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญต่อครับ คือจบแล้วนะครับ เดี๋ยวให้ท่านพิเชษฐต่อท่านนั่งเถอะครับ ผมวินิจฉัยไปแล้ว เดี๋ยวนะ ท่านพิเชษฐ เชิญครับ ประท้วงผมข้อไหนครับ

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานก็น่าจะทราบ ท่านประธานครับ ผม วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ ที่ท่านประธานได้กล่าวหาท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล ว่าเสียดสีด้วยน้ําเสียง ตามที่ท่านวินิจฉัยนั้นในข้อบังคับการประชุมสภาเสียดสีด้วยน้ําเสียง ไม่มีในข้อบังคับการประชุมครับ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ขอประท้วงผู้อภิปรายคือ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ซึ่งท่านได้ทําผิดข้อบังคับ ข้อ ๖๑ กล่าวหาว่าหลอกด่าแม่ทั้งวันทั้งคืน ท่านประธานครับ ท่านประธานต้องฟังเหตุผล เป็นสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติพูดอย่างนี้ได้อย่างไรครับ ถือว่า เป็นการเสียดสี ใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งท่านประธานก็จะต้องถอนคําพูดก่อนเพราะกล่าวหา ท่านพิเชษฐอย่างนั้นไม่เป็นธรรม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

นั่งลง

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

เพราะข้อบังคับไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ท่านประธานชอบบัญญัติข้อบังคับด้วยตนเองเสมอมา

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพ ผมจะระมัดระวัง น้ําเสียงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ท่านพิเชษฐ คือผู้ประท้วงท่านนั่งฟังตลอดไหมครับ ถ้านั่งฟังตลอดท่านพิเชษฐท่านเน้นย้ํา ในประเด็นประท้วงจุดนั้น จุดนี้ จุดนี้ จุดนั้น แล้วก็ฟังทั้งประโยค ผมนั่งฟังผมก็เข้าใจว่า ท่านเจตนาอะไร ฉะนั้นสิ่งที่ผมควบคุมการประชุมผมก็ดําเนินการต่อไป ส่วนในประเด็นของท่าน จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ที่ท่านประท้วงท่านก็ใช้สิทธิตามข้อ ๖๑ อยู่แล้วนะครับ เชิญท่านพิเชษฐต่อครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผมจะระมัดระวังการใช้น้ําเสียงและผมขออนุญาตท่านประธานล้วงกระเป๋าครับ ซึ่งปกติ เราไม่ควรทําเวลาอภิปรายในสภาเพราะถือว่าไม่สุภาพ ผมเกรงว่าเดี๋ยวผมจะโดนข้อหาว่า หมิ่นประมาทด้วยการทํามือเสียอีก ผมไม่ได้มีเจตนาอะไรเช่นนั้นนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตพูดต่อครับ ท่านประธานครับ ผมไม่อ้างข้อเท็จจริงแต่ผมถามท่านประธาน ในฐานะวันนี้ท่านเป็นประธานในที่ประชุมห้องนี้และในฐานะที่ท่านเป็นคนไทย และในฐานะ ที่ท่านผ่านเหตุการณ์นี้มาเช่นเดียวกัน ผมไม่รู้จริง ไม่จริง ท่านประธานครับ มีการบุก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์จริงไหมครับ และทําไมต้องเป็นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ละครับ บุกเข้าไปแล้วทําไมต้องไปตึกสิริกิติ์ละครับ ตึกอื่นไม่ได้หรือครับ ทําไม ผมถามท่านประธานว่าจริงไหม และคนที่นําพวกบุกเข้าไป นั่งอยู่มุมนั้นใช่ไหมครับ คนที่ประท้วงนั่นครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อย่าชี้กันครับ มาที่ประธานครับ ข้อบังคับ ไม่เอานะครับ ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ แล้วพวกเรา ก็เคยทํางานร่วมกันกับท่านอยู่นะครับ ท่านต้องเป็นแบบอย่างรุ่นน้อง ๆ เขานะครับ ขอความกรุณา นะครับ เพราะท่านพิเชษฐกับผมเอง ท่านนายอําเภอชวลิตทํางานร่วมกันมาตลอดนะครับ ขอความกรุณาครับ คือเข้าปรองดองได้ไหมครับ เรากําลังพูดปรองดองนะครับ อย่างเมื่อเช้า ผมก็ปรองดองกับท่านนิพนธ์กับที่ปรึกษาท่านนิพนธ์อยู่ห้องอาหาร ขอความกรุณาท่านพิเชษฐ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อจะให้สภาดําเนินการไปได้ แต่ถ้ายังไปอย่างนี้อีก ผมจะไม่อนุญาตให้ อภิปรายนะครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

เครื่องมันก็ไม่ยอมติดเข้าปรองดองครับ เพื่อเราจะได้ปรองดองกันในประเทศชาติ เพื่อไม่ให้เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นอีกต่อไปในวันข้างหน้า ใครจะปลุกม็อบ ใครจะมีม็อบอย่างไรก็ตามทําไปเถอะ แต่อย่าบอกว่าพี่น้องเผา เผา ผมรับผิดชอบเอง พี่น้องเผา อย่าพูด นั่นคือหนทางสู่การปรองดอง อย่าพูดอีกเลย อย่าบอกว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติขอให้พี่น้องไปศาลากลางจังหวัด และถ้ามันปฏิวัติพี่น้องเผามันให้หมด และแล้วศาลากลาง ๓ แห่งเราถูกเผาเพื่อความปรองดอง โปรดอย่าทําอีกเลย อย่าทําครับ ศาลากลางของเรา งบประมาณของเรา พระบรมสาทิสลักษณ์พระเจ้าอยู่หัวแขวนอยู่ที่นั่น ตราครุฑผ้าแขวนอยู่หน้าศาลากลางอย่าทําเลยครับท่านประธานครับ ท่านช่วยบอกครับว่า อย่าทําอีกเลย

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

จบแล้ว ใช่ไหมครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ยังครับ ผม ๔๕ นาทีครับ ตอนนี้แค่ ๓๐ นาที

(นายวรชัย เหมะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญผู้ประท้วงครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ ขอประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๖๑ แล้วประท้วงท่านประธานตามข้อ ๘ ที่ปล่อยให้ผู้อภิปรายพูดผิดซ้ําแล้วซ้ําอีก พอพูดผิดแล้วก็ถอน นี่คือการพูดผิดแบบเจตนาครับ แล้วท่านประธานสภาจะให้พูดผิดอย่างนี้ไปตลอดได้อย่างไรครับ ท่านไม่สบายอยู่ผมก็ทราบครับ เพราะฉะนั้นคนไม่สบายจะมาอภิปรายในสภาได้อย่างไรครับ คนประสาทไม่เต็มครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่าไปกระทบถึงเรื่องสุขภาพเลยนะ เอาเนื้อหากันก่อน คืออย่างนี้ที่ผมให้อภิปราย แล้วท่านก็บอกว่าที่ท่านประท้วงเมื่อสักครู่นี้ในข้อ ๖๑ คือในความเป็นจริงผมก็ไม่รู้เหมือนกัน นะครับ ฉะนั้นที่ท่านพูดข้อเท็จจริงจะเป็นจริงหรือไม่ประชาชนฟังต้องวิเคราะห์เองนะครับ แต่ความจริงจะใช่อย่างที่ท่านพูดหรือเปล่าไม่ทราบ ฉะนั้นขอความกรุณานะครับ อย่าให้ กรุณาหลายครั้งนะครับ เดี๋ยวจะไม่ให้พูดต่อ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมอายุเกือบ ๗๐ ปีแล้วครับ ผมรักษาเกียรติยศ ชื่อเสียง ผมมีบุตรหลานโตบนแผ่นดินนี้

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านครับ เอาเลยครับ เอาในประเด็นเราเลยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ถ้าผมพูดเท็จ พูดสิ่งที่ไม่จริงผมทําลาย ตนเอง ทําลายลูกหลาน ทําลายทั้งวงศ์ตระกูล แต่ผมจะพูดเหมือนที่พูดมา ถ้าท่านประธาน บอกว่าไม่จริง ท่านบอกมาสิครับว่าไม่จริง ไม่มีใครบอกว่าพี่น้องครับ เผา ผมรับผิดชอบเอง ท่านประธานรับรองไปสิครับ ท่านประธานครับ เอาละเอาพอประมาณแต่ละเรื่อง แต่ทําไม ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าหน้าตาเหมือน ๆ กันทั้งนั้นที่ผมจําในบทบาทแต่ละบทบาท แต่ละบทบาทที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งคนที่ค้านผม จ่าอะไรนี่

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ขอความกรุณา เดี๋ยวผมตักเตือนผู้อภิปรายก่อน เดี๋ยวท่านประท้วง เดี๋ยวผมตักเตือนก่อน เดี๋ยวผมให้ประท้วงอย่างไร ผมขอตักเตือนผู้อภิปรายก่อน ท่านพิเชษฐครับ เราอยู่สภากันมานานนะครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมจะพยายามครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวการอภิปรายท่านก็ทราบนะครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมทราบครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ฉะนั้น ผมจะไม่ตักเตือนท่านอีกแล้วนะครับ ถ้าหากว่าลักษณะ บุคลิก หรือพฤติกรรมที่แสดงออก ขอให้พูดกับประธาน ถ้าท่านยังไปชี้ ไปอะไรอยู่ ผมจะไม่ให้พูด

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

แล้วท่านประธานอย่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ผมจะให้ผู้ประท้วงเขาประท้วงก่อน เชิญ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานอย่าตําหนิผม ที่ล้วงกระเป๋านะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ เดี๋ยวผมให้ผู้ประท้วงก่อนเชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วง ผู้อภิปรายทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ พูดจาวกวนซ้ําซาก พูดจาเหมือนคนไม่เต็มบาท เหมือนไอ้แก่ตัณหากลับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ ใจเย็น นั่งก่อน ให้ผมวินิจฉัยก่อน ใจเย็น ๆ นั่งก่อน เดี๋ยวนะครับ ท่านนั่งก่อน เดี๋ยวผมจะให้ ประท้วง ท่านนั่งก่อน เอาทีละท่านก่อน นั่งก่อนครับ เดี๋ยวท่านบุญยอดได้ประท้วงใจเย็น นั่งทุก ๆ ท่านก่อน ผมจะวินิจฉัยก่อน ท่านอะไรที่อยู่ไกล ๆ นั่งก่อน นั่งก่อนครับ เดี๋ยวผม วินิจฉัยก่อนแล้วค่อยทีละท่าน ท่านนิพนธ์เดี๋ยวนะครับ ก่อนผมจะวินิจฉัยให้ท่านถอนก่อน

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านพิเชษฐ นิดหนึ่ง

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมขอน้อง ๆ ผม

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะ ท่านพิเชษฐ อย่างนั้นมันจะไม่สงบเรียบร้อย ก่อนผมจะวินิจฉัยข้อประท้วงที่ผิด ข้อ ๖๑ ผมให้ จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ถอนคําพูดที่ท่านพูดไปทั้งหมดนะครับ เรื่องประเด็นเกี่ยวกับ ท่านอายุมากแล้ว แล้วก็ไปกล่าวหา ต่อว่ากัน ให้ถอนออกทั้งหมด

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

คําไหนท่านประธานต้องพูดให้ชัด ผมจะได้ถอนให้ถูก

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจําได้ไหมว่าท่านพูดอะไร

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมจําได้ แต่ผมถามประธานว่า ผมพูดตั้งหลายคํา เต็มบาทหรือเปล่า เป็นโรคจิต ไอ้แก่ตัณหากลับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็นั่นละครับ ให้ถอนทั้งหมดนั่นละครับ จะถอนไหมครับ ถอนไปก่อนแล้วผมจะได้วินิจฉัยประเด็น ข้อ ๖๑ เชิญครับ ก็ถอนไปก่อน ผมให้ถอนนะครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ท่านประธานให้ผมถอนคําว่า โรคจิต ไม่เต็มบาท ไอ้แก่ตัณหากลับ ใช่ไหมครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ใช่ ถอนออกทั้งหมด

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

ผมถอนครับท่านประธาน

(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

แล้วผมจะวินิจฉัยประเด็น ข้อ ๖๑ นะครับ ผมได้กําชับท่านผู้อภิปรายแล้วนะครับ ต่อไปเป็น ประเด็นของท่านบุญยอดประท้วงครับ เชิญครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ผมประท้วงต่อท่านผู้ประท้วงเมื่อสักครู่นี้ นะครับ ที่ไม่มีมารยาทในการเป็น ส.ส. เจตนา

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านบุญยอดผมให้ถอนแล้วนะครับ ถ้าไปย้อนคําเก่า แล้วก็เหมือนกับท่านพิเชษฐพูดไป แล้วผมก็ให้ถอนไป ทุกอย่างก็ยุติ แต่ถ้าเราย้อนกันไปย้อนกันมามันจะไม่ยุตินะครับ ฉะนั้น ท่านประท้วงเฉพาะว่าฝ่าฝืนข้อบังคับเรื่องอะไร ข้อไหนก่อนนะครับ แต่ถ้าย้อนกันไป ผมวินิจฉัยแล้วก็ให้ถอน ท่านถอนไปแล้วถือว่าไม่มีการบันทึกในที่ประชุม เชิญต่อครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

จากกิริยามารยาทของสมาชิกผู้นี้ นะครับ ท่านให้แค่ถอนคําพูดไม่พอครับ เพราะว่าเจตนาของเขาชัดเจนมากนะครับ ท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะครับ ท่านลองอธิบายใหม่สิ เมื่อสักครู่นี้เขาถอนไปหมดแล้วนี่

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย บัญชีรายชื่อ

ผมกําลังอธิบายท่านว่าเจตนาของเขา ที่เขาพูดมา ๒-๓ ครั้งนั้น เป็นการไม่เคารพต่อสมาชิกท่านอื่นนะครับ ท่านให้แค่ถอนคําพูด ไม่พอครับ ท่านต้องให้เขากล่าวคําขอขมาต่อสภาแห่งนี้ครับ โปรดวินิจฉัยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาละ ผมให้ถอนคําพูดก็ถือว่าเหมาะสมแล้วนะครับ เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์รอนิดหนึ่ง เชิญผู้อาวุโส จากจังหวัดอ่างทอง

นายนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านประธานครับ คือบรรยากาศการอภิปรายหรือการประท้วง อย่างนี้มันไม่น่าจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ผมต้องเรียนตรง ๆ ครับว่า ผมไม่เคยได้ยินนะครับ การประท้วงแบบนี้ แล้วก็ใช้ถ้อยคําอย่างนี้ในสภา ความเสื่อมเสีย ความไม่น่าเชื่อถือของ สภาแห่งนี้ ผลจากการวิจัยนะครับ อยู่ในลําดับท้ายขององค์กรทั้งหลาย อย่าลืมนะครับว่า สภาแห่งนี้เป็นสภาระดับชาติ เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชน ท่านมีเกียรติอย่างสูงสุดนะครับ ที่ได้รับเกียรติมาทําหน้าที่ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นการใช้ถ้อยคําทุกคําในสภาแห่งนี้ควรใช้ด้วยความสุภาพเรียบร้อย และเป็นแบบอย่างของประชาชนทั่วไป เป็นแบบอย่างของอนุชนรุ่นหลัง เพราะฉะนั้น ผมอยากจะฝากไว้ครับว่า ท่านประธาน การกล่าวถ้อยคําอย่างชนิดที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้เลย เพราะฉะนั้นผมขอร้องเถอะครับว่าทุกท่าน อย่าได้กล่าวถ้อยคํา ถ้าจะประท้วงก็ประท้วงตามข้อบังคับ จะผิดถูกอย่างไรก็ว่ากันไป แต่การใช้ถ้อยคําที่ไม่สุภาพอย่างนี้ กล่าวหาอย่างนี้ผมคิดว่าสภาเสียหายนะครับ ผมหนึ่งในสภา ก็เสียหาย เพราะฉะนั้นผมอยากจะฝากประธานว่าและขอความกรุณาจากสมาชิกทุกท่านนะครับ การพูดจาอะไรจะประท้วงอะไรให้อยู่ในกรอบและอยู่ในหลักของข้อบังคับ อย่าลืมนะครับว่า ท่านได้รับเกียรติสูงสุดของประเทศเป็นตัวแทนระดับชาติ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฝากไว้ว่า ผมเสียใจที่ได้ยินคําพูดเมื่อสักครู่นี้ ผมอยู่สภามา ๒๖ ปี วันนี้เป็นวันแรกที่ได้ยินคําพูดอย่างนี้ ออกมาจากสภาแห่งนี้ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐสรุปได้ไหมครับ เดี๋ยวท่านนิพิฏฐ์เดี๋ยวผมให้เดี๋ยวผมปรึกษาท่านพิเชษฐนิดหนึ่ง เดี๋ยวจะให้ท่านประท้วงนั่งก่อน ท่านพิเชษฐขอสรุปได้ไหมครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพผมเหลืออีก ๑๔ นาที

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่อนุญาตแล้วครับ เพราะว่าท่านสมาชิกประท้วงเยอะ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

เวลาของผมคือ ๔๕ นาทีครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ก็ผมจะ ให้ท่านสรุปแล้วครับ เพราะว่า

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านจะมาตัดเวลาที่วิปตกลงกันไว้ไม่ได้ครับ ท่านประธานด้วยความเคารพ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือผมเห็นแล้ว ท่านอภิปรายมาท่านก็พยายามที่จะกระทบกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็มีการประท้วงกัน ไม่สิ้นสุดนะครับ ผมจึงอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๘

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ไม่ใช่ท่านประธานจะมาต่อว่าผู้พูด ท่านประธานต้องต่อว่าผู้ประท้วงว่าประท้วงด้วยมีเหตุมีผลหรือไม่

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ถ้าอย่างนั้น ผมให้ท่าน ๕ นาทีนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ก่อน เดี๋ยวทีละท่าน ท่านนิพิฏฐ์แล้วก็ท่านสุนัย ท่านสุนัยแล้วก็ท่านจากจังหวัดอุดรธานี ผมอนุญาตให้ท่านแค่ ๕ นาทีนะครับ เชิญท่านนิพิฏฐ์ ประท้วงครับ

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพัทลุงครับ ผมเกรงใจท่านพิเชษฐนะครับ แต่ว่าเมื่อสักครู่ท่านบุญยอดได้กรุณาประท้วงซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ ท่านบุญยอดได้กรุณา ประท้วงตามข้อ ๖๑ ผมประท้วงข้อ ๖๑ และข้อ ๘ นะครับ ด้วยมาตรการที่ท่านประธานใช้อยู่ ไม่เพียงพอนะครับสําหรับผู้ที่ละเมิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเจตนา ซ้ําซากยืนขึ้นประท้วงอย่างนี้ ท่านนิพนธ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ก็ได้ประท้วงแล้วไม่พอครับ ท่านประธานต้องมีมาตรการเพิ่มเติมนะครับ สมมุติถ้าผมจะพูดอย่างนั้นแล้วประท้วง พูดอย่างนั้นแล้วถอน เขาต้องการอย่างนั้นละครับ เขาต้องการพูดแล้วให้ประธานสั่งถอน แค่นั้นละครับ แต่ความไม่เรียบร้อยในสภาจะเกิดขึ้น ในกรณีเหล่านี้ท่านประธานต้องมี มาตรการเสริม เช่นแล้วแต่ท่านจะใช้นะครับ แต่อย่างนี้ใช้ไม่ได้ครับ ขอให้ท่านได้เพิ่ม ความเข้มข้นในการรักษาข้อบังคับ ข้อ ๘ ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ได้ คืออย่างนี้ ผมก็ไม่ทราบนะครับ ท่านพูดมาแล้วผมก็ปิดไมโครโฟนแล้วก็ให้ถอน อันนี้มาตรการ ลําดับที่ ๑ ถ้ายังฝ่าฝืนอยู่เดี๋ยวผมมีมาตรการอยู่ ใจเย็น ๆ นะครับ เชิญท่านสุนัยครับ

นายสุนัย จุลพงศธร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผม สุนัย จุลพงศธร ครับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ จังหวัดนครสวรรค์ ผมขอประท้วงในข้อ ๖๑ แล้วก็ ขอเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปรองดองในการอภิปรายกัน ท่านประธานครับ ผมไม่ได้เข้าข้าง พวกผมนะครับ ผมไม่ได้เห็นด้วยกับจ่าประสิทธิ์นะครับ แต่ผมเห็นใจที่จ่าประสิทธิ์เพิ่งเป็น ส.ส. สมัยแรก ในขณะที่ ส.ส. หลายสมัยก็ใช้ภาษาที่ดูแล้วไม่เหมาะสมเหมือนกัน ขอประทานโทษจริง ๆ ครับ พี่พิเชษฐครับ คําว่า ไอ้สัตว์ ก็ดี ถ้อยคํา ข้อ ๖๑ เขาห้ามพูดถึง สถาบันเบื้องบน หลาย ๆ ครั้ง ท่านครับ ถ้าเราจะปรองดองกันเราจะมาพูดถึงเรื่องเผา ถ้าอย่างนั้นไม่พูดถึงเรื่องยึดสนามบินบ้างล่ะครับ เราไม่พยายามพูดเลยครับเพราะอยากจะเห็น การปรองดอง พี่ครับถ้าพี่จะพูดหมดก็ไม่ว่าแต่ผมก็จะไม่พูดตอบโต้พี่เลย ผมจะไม่พูดตอบโต้ ท่านสมาชิก ผมขอสนับสนุนท่านนิพนธ์ครับ ให้ทั้ง ส.ส. สมัยแรกและ ส.ส. หลายสมัย ใช้มาตรฐานเดียวกันด้วยคุณธรรมที่สุภาพได้ไหมครับ แล้วบรรยากาศก็จะได้เดินได้ ท่านประธานครับ ดังนั้นถ้าท่านจะใช้ข้อ ๖๑ ตามที่ท่านนิพนธ์พูดผมก็เห็นด้วยแต่ขอให้ใช้ ทั้งสมัยแรกและหลายสมัยด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

(นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญจังหวัดอุดรธานี ท่าน ส.ส. เกียรติ์อุดมประท้วง

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส. สมัยครึ่งนะครับท่านประธาน ไม่ได้หลายสมัย ขอประท้วงท่านผู้อภิปราย ข้อ ๖๑ วรรคสอง และข้อ ๖๖ ข้อ ๖๖ ขออ่านนะครับ ท่านประธาน ในกรณีที่ประธานพิจารณาเห็นว่าได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วจะขอให้ ที่ประชุมวินิจฉัยจะให้ผู้นั้นหยุดอภิปราย ท่านประธานได้วินิจฉัยแล้วว่าท่านพิเชษฐ ขอประทานโทษนะครับ ขอกราบท่านพิเชษฐนะครับ ท่าน ส.ส. หลายสมัย ท่านใช้กิริยา วาจาไม่สุภาพ ชี้สมาชิกแล้วก็ใช้คําว่า ไอ้ คําว่า ไอ้นั่น ถ้าพวกผมจะใช้คําว่า ไอ้อย่างนั้น มันก็ไม่ถูกหรอกครับ ขอให้ท่านได้วินิจฉัยด้วยนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือประเด็นที่ท่านประท้วงว่าการใช้คําพูดไม่สุภาพนี้ ผมก็ได้ให้ถอนแล้วก็ตักเตือนแล้วนะครับ แล้วผมก็ใช้มาตรการอีกมาตรการหนึ่งว่าจะให้ท่าน ๕ นาที ส่วนในข้อ ๖๖ นั้น เป็นประเด็น ที่การอภิปราย เมื่อทุกท่านอภิปรายแล้วเห็นว่าพอสมควรในการจะยุติการอภิปรายได้นี้ อันนั้นข้อ ๖๖ นะครับ คนละเรื่องกับเรื่องที่เรากําลังพูดกันอยู่ เชิญท่านพิเชษฐครับ ให้ ๕ นาทีนะครับ ขอให้อยู่ในกรอบแล้วก็ใช้คําพูดที่สุภาพเรียบร้อย

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ ๕ นาทีครับ ตอนนี้ ๓๑ นาทีกับ ๑๐ วินาที ท่านประธานครับ ตามนาฬิกาที่ปรากฏอยู่ ข้างหน้านะครับ ท่านประธานครับ ต่อไปนี้ผมจะพูดแต่คําสุภาพกับพระเดชพระคุณแต่ละท่าน ผมจะไม่พูดว่า ไอ้สัตว์ ไม่ว่าใคร พฤติกรรมมันจะเหมือนสัตว์จริง ๆ ผมจะไม่ชี้หน้าใคร

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านพิเชษฐครับ ด้วยความเคารพนะ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมบอกผมจะไม่พูดอย่างไรครับ ท่านประธานครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่ ท่านอย่าไปตอกย้ําเลยครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ผมไม่ตอกย้ํา ผมถอนคําหลังครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือถ้าท่านพูดแล้วมาถอน พูดแล้วมาถอน ผมให้โอกาสสุดท้ายท่านจะพูดไม่พูดนะครับ ก็เชิญท่านพูดนะครับ เดี๋ยวขอความกรุณา ผมฟังแล้วถ้ายังไม่อยู่ในกรอบแล้วก็ใช้คําพูด ไม่สุภาพ ผมไม่ให้พูด ผมไม่ให้อภิปราย นั่งก่อนท่านสุรสาลครับ ผมฟังนิดหนึ่ง

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านเลขาธิการต้องหักเวลาให้ผมนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมไม่หักหรอกครับ ผมให้ท่านเท่านี้นะครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านประธานเจริญ ขอให้เจริญสมชื่อท่านประธานครับ พระพุทธองค์บอกว่า

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เอาอยู่ในประเด็นครับท่านครับ อย่าไปถึงไกลพระพุทธองค์เลยครับ เอาอยู่ใกล้ ๆ สภาเราก่อนนี้ นั่งอยู่ในนี้

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล กระบี่

ถ้าท่านประธานไม่ฟังท่านประธาน จะรู้ได้อย่างไร พระพุทธองค์บอกว่าสัตว์โลกจะปรองดองสมานฉันท์ด้วยกันควรจะเสมอภาคกัน สัตว์โลกบางคนเกิดมาก็เป็นเวไนยสัตว์แทบจะไม่ต้องสอนอะไรเขา แต่สัตว์โลกบางคนเกิดมาคือ เดรัจฉาน เหมือนบัวใต้น้ํา แต่อย่างไรก็ตามมาถึงตรงนี้แล้ว ท่านประธานคณะกรรมาธิการ เมื่อวันที่ท่านทําการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ๔ ประการที่ท่านประกาศ ท่านทําอะไรบ้างครับ ท่านทําอะไรปกป้องสถาบันพระเจ้าอยู่หัวบ้างหรือเปล่า ท่านทําอะไร ในการที่เหล่าประชาชนแตกกลุ่ม แตกเหล่า แตกพวกหรือเปล่า ท่านทําอะไรในการข่มเหงรังแก ข้าราชการหรือเปล่า ๔ ข้อท่านทําอะไรกับการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) บ้างหรือเปล่า คนเขาว่าท่านเยี่ยวไม่สุดครับ แต่อีกบางคนบอกท่านขี้ไม่สุดครับ เยี่ยวไม่สุดไม่เหม็นหรอกครับ ขี้ไม่สุดมันเหม็นติดก้นไปตลอด แต่วันนี้ถ้าท่านคิดจะปรองดอง ดีครับ ควรจะปรองดอง แต่การปรองดองคือต้องบรรจบกันที่ความถูกต้อง บรรจบกันที่ความดี ผมไม่ขัดข้องเลย ที่ท่านจะปรองดองยกโทษให้กับผู้ละเมิดพระราชกําหนดอะไรต่ออะไรทั้งหลาย ถึงแม้วันนี้ จะมีคนจํานวนมากถูกจับไปโดนยุว่าเผาเลย ๆ ก็เลยเผา วันนี้ติดคุกโดน ๓๐-๔๐ ปีช่างมันเถอะ แต่คนยุไม่มีใครติดคุกเลยสักคนหนึ่งครับ หลายคนอยู่ในห้องนี้ หลายคนได้เกียรติ ได้สายสะพาย ท่านประธานต้องทํานะครับตรงนี้ มาบรรจบกันที่ตรงความดี ท่านครับ ทุจริตคอร์รัปชันต้องไม่ให้เกิด ที่เกิดแล้วเก็บมันคืนแผ่นดินครับ ไม่ใช่ทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็เลยกันไปปรองดอง ได้ไปเท่าไรก็คืนไปให้หมด ไม่ใช่ครับ อะไรที่ควรจะปรองดอง ก็ปรองดองเถอะครับพวกผมพร้อมจะปรองดอง สําหรับพี่น้องฝ่ายรัฐบาลทุกท่านส่วนใหญ่ก็เป็น เพื่อนรัก เจอหน้าเราก็ทักทายเคารพ หลาย ๆ ท่านก็เรียกพี่ เจอหน้าก็ยกมือไหว้ทุกครั้ง ก็ขอได้โปรด รับทราบว่าผมรักท่านเหมือนที่ท่านรักผม ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ปรองดองได้ปรองดองกันเถอะครับ แต่ที่ท่านจําเป็นต้องทํา ท่านขอโทษกษัตริย์โบลเกียห์หรือยังครับ ขอโทษ หู จิ่นเทา หรือยังครับ ขอโทษอีก ๖-๗ ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีที่มาถูกไล่ทุบ ไล่ตีอยู่ที่บ้านเรา ถูกจับไป เยอะแยะ คนสั่งไม่มีใครไปโดนอะไร ผมชื่นชมลูกสาว เสธ. แดง รักเหมือนลูกสาวนะครับ ขอให้เจริญเหมือนพ่อ แต่พ่อคุณไม่ควรตายฟรี พ่อคุณไม่ควรตายฟรีจบด้วยคําว่า ปรองดอง เมื่อผมเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พ่อคุณติดตามคุณไตรรงค์ สุวรรณคีรี อยู่กับผมในใต้บังคับบัญชาผม จนวันที่เขามีปัญหากับนักมวย พเยาว์ พูนธรัตน์ ผมเป็นคน ไกล่เกลี่ยเขาครับ เขาเจอผมทุกครั้งเขาก็มากราบ เขาก็มาไหว้ เขาเรียกพี่ ผมรักเขา สูญเสียเขา เหมือนผมสูญเสียน้องชายที่รักไปคนหนึ่ง แต่ใครจะปรองดองในความสูญเสียของผมล่ะครับ อะไรมาทดแทนครับ อะไรมาทดแทนพ่อคุณล่ะครับ คุณพ่อคุณที่แสนจะรักลูกสาวคนนี้ ให้มันถูกครับ ปรองดองให้มันถูก อะไรมันจบกันที่ความถูกต้องที่ความดีครับ มันจบที่ ความเจริญของบ้านเมืองที่จะเติบโตต่อไปในข้างหน้า ไม่ใช่มันจบกันตรงที่วันหน้าข้างหน้า ใครเกิดไม่พอใจอะไร นัดประชุมม็อบ พี่น้องครับ เผา ไม่ใช่ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

หมดเวลาแล้วครับ ขอบคุณมากครับ เชิญนั่งครับ กรรมาธิการจะตอบไหมครับ ไม่ตอบก็เชิญ ท่านดอกเตอร์จารุพรรณ กุลดิลก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้เราอภิปรายในสภาเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ คําว่า ความปรองดอง นั้น จริง ๆ แล้วเราแปลมาจาก ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า รีคอนซิลิเอชัน (Reconciliation) จริง ๆ แล้วชาวต่างประเทศเข้าใจคําว่า รีคอนซิลิเอชัน ค่อนข้างดีกว่าคนไทยค่ะ ดิฉันมีประสบการณ์ในการที่พูดคุยกับ เพื่อนต่างประเทศ เขางงว่าทําไมคนไทยเราหลาย ๆ ฝ่ายไม่อยากที่จะมีกระบวนการ รีคอนซิลิเอชัน แต่จริง ๆ แล้วเราอาจจะเข้าใจกันผิดค่ะ จริง ๆ แล้วรีคอนซิลิเอชันนั้น ถ้าในภาษาอังกฤษนั้นแปลว่า คอนฟลิกท์ เรสโซลูชั่น (Conflict Resolution) ก็คือการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง อาจจะไม่ตรงกับคําว่า ปรองดอง ทีเดียวนักนะคะ คําว่า ความขัดแย้ง อาจจะตรงกว่าและเรากําลังพูดเรื่องการออกจากความขัดแย้งร่วมกัน ความขัดแย้งนี่ไม่ใช่ เรื่องใหม่ ความขัดแย้งนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน มนุษย์เราก็ได้เห็นแล้วว่ามนุษย์ขัดแย้ง กับตัวเองอยู่เป็นเนือง ๆ เราเห็นมนุษย์ขัดแย้งกับสังคมและเราเห็นมนุษย์ขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อม วันนี้ทั้งโลกกําลังไปสู่ การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมค่ะ ทําไมดิฉันต้องพูดระดับนี้เพราะว่า คนที่ฉลาดที่สุดในโลกนี่คือไอน์สไตน์ ได้บอกไว้ว่า วัน แคนนอต โซลฟ เดอะ พรอบเบลม วิท เดอะ เซม พาราไดม ดัสท์ ครีเอท (One cannot solve the problem with the same paradigm dust create) ก็คือว่าคนเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนทัศน์ ที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมา ถ้าเรายังวนเวียนกันอยู่ในกระบวนทัศน์เดิม ๆ เราก็จะอยู่ในวังวน แห่งความมืดมนเป็นมืดดําอนธการเหมือนเงานะคะ เพราะฉะนั้นการที่เราจะออกจาก ความขัดแย้งนี่เราต้องออกไปสู่ระดับความคิดที่มองเห็นเป็นปรากฏการณ์ ความขัดแย้ง ของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนทั้งโลกเคยผ่านความขัดแย้งมามากมายตั้งแต่ยุคสงคราม ๓๐ ปี ท่านประธานคะ ยุคสงคราม ๓๐ ปีนี่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งโลกนี่รู้จักดีว่ามีความน่า สะพรึงกลัวขนาดไหน สงคราม ๓๐ ปีนั้นเป็นสงครามระหว่างศาสนา ๒ ศาสนา นั่นคือ คาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ และนั่นเองเป็นจุดกําเนิดศาสนาโปรเตสแตนต์ที่มาจากคําว่าประท้วง เกิดขึ้นเมื่อปี ๑๖๐๐ ท่านประธานที่เคารพ ค.ศ. ๑๖๐๐ เมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว คน ๒ กลุ่ม ท่านประธาน มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน เกิดสงครามขึ้นถึง ๓๐ ปีในความขัดแย้งนั้น และคนยุโรปทั้งหมดก็เข้าสู่ความขัดแย้งและประชาชนนั้นหายไปครึ่งทวีป นั่นคือเสียชีวิต จากการที่มีสงคราม ๓๐ ปีในเรื่องความเชื่อของศาสนา เพราะฉะนั้นความขัดแย้งที่มาจาก ความเชื่อที่แตกต่างนั้นเป็นเรื่องที่รุนแรงมากและเราได้เห็นผลพวงมาแล้วว่ามนุษยชาติ สูญเสียไปขนาดไหน หลังจากสงคราม ๓๐ ปี เราเกิดศาสนาใหม่ขึ้นมาชื่อโปรเตสแตนต์นี่นะคะ ที่หลาย ๆ ท่านก็รู้จักกันดีมาจากคําว่า ประท้วง ประชาชนขณะนั้นประท้วงอะไรคะ ประท้วง นักบวช ประชาชนเอาเข่ง เอาผักขว้างปานักบวชเมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว แล้วก็เกิดการแปลคัมภีร์ ไบเบิลขึ้นมาเล่มแรกของโลกโดยมาร์ติน ลูเธอร์ ความขัดแย้งเรื่องสงคราม ๓๐ ปีนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งโลกรู้จักดีแล้วก็สะพรึงกลัวกันมากว่าจะเกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีก หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคที่เรียกว่ายุคเอ็นไลท์เทนเมนต์ (Enlightenment) คือยุคแห่งการตื่นรู้ว่า จริง ๆ แล้วความเชื่อที่ตายตัวนั้น จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องดีหรือเปล่า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทําให้ เกิดความสร้างสรรค์หรือเปล่า หรือทําให้เกิดความสูญเสีย เพราะฉะนั้นประชาชนทั้งโลกก็เกิด การทบทวนกันขึ้นมา ก็ยังไม่วายหลังจากนั้นในปี ๑๙๐๐ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้วก็ ในปี ๑๙๓๙-๑๙๔๕ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ยังเกิดมาจากความเชื่อที่แตกต่างอยู่เดิม พวกเรารู้จักฮิตเลอร์ดี เรารู้จักคนที่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดจากการกวาดล้างชาวยิว ชนชาติยิว ซึ่งมีความเชื่อว่าคนชนชาติยิวนั้นเอาเปรียบแล้วก็ทอดทิ้งประเทศ ละทิ้งทหารหาญ เพื่อนพี่น้องทหารหาญของประเทศเยอรมนีจนเกิดความขัดแย้งและในที่สุดก็เกิดพรรคนาซี ขึ้นมาแล้วก็ตามไล่ล่าชาวยิว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นโศกนาฏกรรมของทั้งโลก แล้วก็ทั้งโลกก็ไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้ที่ไหนบนโลกอีกนะคะ ดิฉันได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้แล้วซ้ํา ๆ หลาย ๆ ครั้ง ประชากรของโลกหายไปครึ่งโลก สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทําให้คนเห็นความเกลียดชัง ของคนชนชาติเยอรมันที่เรียกตัวเองว่าอารยัน ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ของชนชาติเยอรมัน แต่ว่าประชาชนนั้นได้ผิดพลาดให้นาซีได้เป็นรัฐบาล แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ขัดขวางอะไรรัฐบาล ในการที่จะกวาดล้างชาวยิว ชาวยิวนั้นมีหลากหลายมาก มีตั้งแต่เป็นนักธุรกิจ เป็นอาจารย์ เป็นศิลปิน เป็นผู้พิพากษา หลากหลายอาชีพมากค่ะ แล้วก็ในที่สุดชนชาติเยอรมันอารยันนั้น ก็ตามไล่ล่าชาวชาติยิวไปทั้งโลก แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นมา ก็เกิดจากความเชื่อที่ แตกต่างอยู่นั่นเองว่าชนชาติยิวนั้นจะเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม แต่ปรากฏว่าสิ่งที่นาซี ได้ทํากับชนชาติยิวนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นมาก สิ่งเหล่านี้ก็คือเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ แตกต่างกันนั่นเอง และนําพาให้โลกเข้าสู่ความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ทั้งโลกเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ในที่สุดฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถได้รับชัยชนะเนื่องจากมีประชาชนทั้งโลกให้การสนับสนุน ในการที่จะขจัดการรุกล้ําหรือว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมา ในที่สุดประเทศเยอรมันที่นํา โดยนาซีก็พ่ายแพ้ลงไป ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะร่วมกันประเทศเยอรมันก็พ่ายแพ้ ตามไปด้วย หลังจากนั้นก็เกิดสงครามเย็นก็เป็นความขัดแย้งอีกแบบ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตร ชนะสงครามแล้วก็แบ่งประเทศเยอรมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็ใช้ความเชื่อระหว่างโลกทุนนิยม กับโลกคอมมิวนิสต์เกิดสงครามเย็นแล้วเผชิญหน้ากันที่ประเทศเยอรมัน นั่นเกิดขึ้น ในปี ๑๙๐๐-๒๐๐๐ แล้วก็เข้ามาสู่ยุคปัจจุบันค่ะ ความขัดแย้งเหล่านี้ก็ยังเกิดอยู่เนือง ๆ ที่ ประเทศเซาท์ แอฟริกา ประเทศเซาท์ แอฟริกามีความขัดแย้งเรื่องสีผิว คนเซาท์ แอฟริกา ชนชาติเดิมนั้นเป็นสีผิวสีดํา แต่ชาวดัตช์ได้เข้ามาปกครอง แล้วในที่สุดก็กลายเป็นว่าเกิดความ เหลื่อมล้ําในสังคมของเซาท์ แอฟริกา ความขัดแย้งเหล่านี้ทําให้เกิดการประท้วงหลายครั้ง หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยรู้ว่าเนลสัน แมนเดลา เป็นคนที่ทําระเบิดขวดเก่งที่สุดคนหนึ่ง ของโลกเลย ถ้าท่านรู้จักดีว่าทั้งโลกผ่านความขัดแย้งมาอย่างไร ท่านจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดทุก ๆ อย่างนั้นก็เกิดแต่เหตุ ทุกอย่างก็เกิดจากเหตุปัจจัยนั้นเอง คนอย่างเนลสัน แมนเดลา ทําระเบิดขวด เพื่อนพี่น้องของเนลสัน แมนเดลา มีการแก้ไขความขัดแย้งโดยการไปเผา สิ่งเหล่านี้ เกิดมาจากเหตุอะไร แต่อย่างไรก็ตามทั้งโลกได้สรุปแล้วว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี่เป็น เรื่องของอุดมการณ์เราให้อภัย วันนี้ทั้งโลกมาจนถึง ณ วันนี้ ๒,๐๐๐ ปี ๓,๐๐๐ ปี ความขัดแย้งก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย คนไทยนั้นดิฉันลุ้นอยู่ว่าเราจะเรียนรู้กัน ได้ทันกับสถานการณ์โลกหรือไม่ ที่จะยกระดับตัวเองจากความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์ไปเป็นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมได้แล้ว วันนี้เราเผชิญกับปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติ อันใหญ่หลวง ดิฉันมายืนตรงนี้ต่อหน้าพวกท่าน เป็นตัวแทนของลูกหลานพวกท่านที่อยากจะเห็น คนไทยมีอนาคต เป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถของโลกนี้ เป็นคนที่สามารถทํางานวิจัยและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้ให้มีคุณค่าของโลกนี้ คนไทย ได้รับรางวัลโนเบลกับเขาบ้าง คนไทยสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของโลกนี้ได้บ้าง แต่ถ้าเรามามัวจมปลักอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ที่สร้างด้วยวิธีคิดแบบเดิม ๆ เราก็ไม่มีวันที่จะ สามารถออกจากปัญหาได้ วันนี้คนไทยหลาย ๆ คนมีคุณภาพมาก หลาย ๆ คนที่ส่งดิฉัน เข้ามาพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็อยากจะบอกว่าคนไทยเราจะมีโอกาสที่สามารถ ทํางานในอย่างที่เขาสนใจ สามารถพัฒนาตนเอง สามารถที่จะเรียนรู้ ให้ลูกให้หลานของเรา มีโอกาสที่จะทําในสิ่งที่ตนเองรัก ตนเองถนัด แล้วไปเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถ ของโลกนี้ได้เหมือนกัน หากเมื่อประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง ณ วินาทีนี้ได้แล้ว ท่านประธานคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก การสร้างประชาธิปไตยทั้งโลกได้สรุปแล้วว่า อุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ทางความคิดเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เราเคยเห็นนักการเมือง ที่สามารถกราบไหว้ได้ทั้งโลก เหตุใดประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คนกราบไหว้ได้ไม่ได้ วันนี้เรากําลังทําสิ่งที่ถูกต้อง เรากําลังจะแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาหลักของประเทศไทยคือ ความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อ ประชาธิปไตยจะต้องประกอบด้วยทอเลอแรนซ์ (Tolerance) คือความอดทน อหิงสา เราจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน เราจะไม่มาทําลายระบบ เราจะเรียนรู้ทั้งผิด เรียนรู้ทั้งถูก ประชาชนดีใจที่เราได้ประชาธิปไตย เพราะคือระบบที่เอื้อให้คนเรียนรู้สามารถ พัฒนาตนเองได้ เราเรียนรู้ เราเกิดปัญญาเพราะความผิดพลาด วันนี้เราเปลี่ยนความผิดพลาดไป เป็นความสร้างสรรค์ได้ เหมือนกับที่ทั้งโลกเขาผ่านมากันได้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียแบบ คนทั้งโลกอีกแล้ว คนไทยเป็นคนที่เรียนรู้เร็วค่ะ เป็นคนที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ ผ่านมาของชาวโลกแล้วมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ วันนี้สถาบันพระปกเกล้ารวบรวม งานวิจัยมา ที่เขาเรียกว่า ลิทเทอร์เรเจอร์ เซอร์เวย์ (Literature survey) เป็นส่วนที่ดีที่สุด ของงานวิจัยนี้ ถ้าให้สถาบันอื่น ๆ ทําเนื้อหาก็ไม่ไปพ้นจากเนื้อหาของสถาบันพระปกเกล้าเท่าไร เพราะไม่ใช่เรื่องใหม่ ดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านค่ะท่านประธาน ได้อ่านโดยละเอียด ว่าทั้งโลกได้ผ่านความขัดแย้งอะไรกันมาบ้าง เราเจ็บปวดมามากแล้ว เราเรียนรู้จากความ เจ็บปวดของเพื่อนทั้งโลก แล้วเรามาหันหน้าแก้ไขความขัดแย้งตรงนี้ที่เรียกว่ารีคอนซิลิเอชัน ด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องใหม่ กระบวนการรีคอนซิลิเอชัน สหประชาชาติได้กําหนดไว้มี ๔ หัวข้อ ดิฉันจะสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ค่ะ เวลาบ้านเราไฟไหม้ เขาบอกว่าการแก้ไขความขัดแย้งให้ทํา โดย ๔ ขั้นตอน

๑. เหมือนบ้านเรากําลังไฟไหม้อยู่ ให้เราเอาเชื้อเพลิงออกจากเพลิงไหม้นั้น

๒. เราไม่เติมเชื้อใหม่

๓. เราจะสร้างสันติภาพไปด้วยกัน นั่นคือให้ความเป็นธรรมโดยเท่าเทียมกับ ทุกฝ่าย

๔. เราจะมีการสื่อสารเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง

๔ ข้อค่ะ ถ้าเราพูดให้เป็นภาษาวิชาการก็คือ ๑. คอนฟลิกท์ เดฟฟินิชัน (Conflict definition) นิยามความขัดแย้งว่าเชื้อเพลิงมันคืออะไร ๒. คอนฟลิกท์ เรสโซลูชัน (Conflict resolution) ก็คือเราไม่เติมเชื้อใหม่เข้าไป ๓. พีซ บิลดิ้ง (Peace building) ก็คือการ สร้างสันติภาพ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ๔. คือ พีซ คอมมิวนิเคชัน (Peace communication) คือการสร้างการสื่อสารที่ออกจากความขัดแย้ง ตรงนี้ที่เขาเรียกว่า ไดอะล็อก ไดอะล็อกที่หลาย ๆ ฝ่ายแปลกันว่า สานเสวนา หรือว่าการสุนทรียสนทนา หรือว่าการสนทนาด้วยความเป็นมนุษย์ ก็คือการสนทนานั่นเอง ดิฉันกําลังเห็นว่าขณะนี้สภา เริ่มมีแสงรําไร มีแสงแห่งความหวังในการที่จะเปิดพื้นที่ไดอะล็อกก็คือการที่เรามาพูดคุยกัน และการพูดคุยเหล่านี้คือพูดคุยอะไรคะ เขามีทฤษฎีชัดเจนว่าพูดคุยว่าเราจะออกจากความ ขัดแย้งด้วยกันอย่างไร ในทางบริหาร ในทางวิศวกรรม การสื่อสาร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ท่านจะได้ งานแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธานที่เคารพ จะต้องบอกไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า เราจะต้องทํางานหนักมากเพื่อที่จะสร้างความปรองดองให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ดิฉันไม่หวังว่าจะเกิดการปรองดอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ จะไม่เกิดสันติภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามให้ได้งาน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือความขัดแย้งลดลงไปให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะต้องสื่อสารกันให้มากถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้าท่านจะให้เกิดสันติภาพให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ท่านจะต้องสื่อสาร ๒๑๐ เปอร์เซ็นต์หลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันขอสนับสนุนให้รัฐสภาซึ่งเป็นที่ที่ความเชื่อทั้งหลายที่บอกว่าการเมืองเป็น เรื่องที่ไม่ควรพูดกัน แต่ว่านี่คือที่ที่เราจะมาแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองร่วมกัน เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้เป็นที่ที่ดีที่สุดในการที่จะไดอะล็อกหรือสานเสวนาหรือเสวนาแบบ มนุษย์ที่มีความทุกข์อะไรเราก็มาพูดกัน แต่ถ้าเกิดการสนทนานั้นยังเป็นสนทนาในวังวน แบบเดิมที่มืดมนเหมือนเงานั้น มืดมิดหาทางออกไม่ได้ก็จะไม่สามารถออกจากปัญหาได้ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านซึ่งดิฉันเชื่อว่าท่านเข้าใจดีค่ะท่านประธานว่าเราต้องมามองในระดับ ปรากฏการณ์ว่าสิ่งที่เกิดซ้ํา ๆ บ่อย ๆ ในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาเรื่องอะไร ในระดับ ปรากฏการณ์นั้นไม่มีใครว่า เรื่องความเป็นธรรม เรื่อง ๒ มาตรฐาน นี่เป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ เป็นเรื่อง ที่สําคัญมาก เพราะฉะนั้นหากตรงนี้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังได้ความเป็นธรรมอยู่ฝ่ายเดียวจะไม่ทําให้ แก้ไขความขัดแย้งแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉันขอย้ําอีกสักครั้ง นั่นคือคนทั้งโลกได้ผ่านความขัดแย้ง และสูญเสียกันมามากแล้ว ประชากรหายกันไปครึ่งโลกนี้ เห็นกับตามาแล้วอย่าให้ประเทศไทย จะต้องเป็นแบบนั้นเลย ลูกหลานของเรากําลังรอเราอยู่ที่เราจะนําพาและเปิดพื้นที่ให้พวก เขาสามารถพัฒนาเรียนรู้ได้ทั้งผิด เรียนรู้ได้ทั้งถูกและเกิดสติปัญญา เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน ประธานได้เปิดโอกาสให้ ส.ส. แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้พูดคุยกันให้เป็น ในแนวทางที่ตามหลักการที่สถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอแล้วก็มีเอกสารอ้างอิงเทียบกับ ประเทศอื่น ๆ ที่เขาได้ผ่านความขัดแย้งมาแล้ว ตรงนี้จะช่วยให้ประเทศชาตินั้นพ้นจากวิกฤติ ความขัดแย้งและสามารถทําให้ประชาชนคนไทยนั้นมีพื้นที่ในการพัฒนาตนเอง เราจะได้ไปเป็น คนเก่ง คนดีคนมีความสามารถและคนมีความสุขของโลกนี้จริง ๆ ขอบคุณค่ะท่านประธาน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านวรชัย เหมะ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เหตุการณ์ครั้งหนึ่งในสภาแห่งนี้ ท่านประธานคงจําได้แล้วก็ ส.ส. หลายท่านคงจําได้ ว่าวันหนึ่งนั้นท่านประธานครับ มีรัฐมนตรีหลายท่าน มี ส.ส. หลายท่านปีนรั้วหนีครับ มีการล้อมหน้าสภา แล้วก็คนที่ล้อมหน้าสภาครับก็มีสมาชิกที่เป็น ส.ส. แล้วก็ไม่เป็น ส.ส. ของอดีตที่เป็นรัฐบาลครับท่านประธาน ท่านประธานครับ แล้วก็วันนี้ท่านประธานเห็นไหมครับว่า กลุ่มคน ๒ กลุ่มมาเอาเครื่องเสียงหันหน้าใส่กัน เหตุการณ์ของประเทศที่ไม่เคยเกิด หลายอย่างได้เกิดขึ้นมาไม่นานมานี้ ท่านประธานสภาคงจะเห็นครับว่าทําเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นที่ตั้งของการบริหารงานเป็นจุดศูนย์รวมของการบริหารงานของประเทศ เอาทําเนียบรัฐบาล มาทํานา ยึดทําเนียบรัฐบาล ๒ เดือน นี่มันเรื่องจริงใช่ไหมครับ นายกรัฐมนตรีที่มาจาก การเลือกตั้งใช้สนามบินเป็นทําเนียบรัฐบาล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเหตุการณ์จริงทั้งหมด ท่านประธานสภาที่เคารพ สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินที่มีความสําคัญ ทางเศรษฐกิจเป็นหน้าตาของประเทศ ในวันนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเข้าไปยึดสนามบิน บ้านผมนี่เอง ที่อําเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการนี่ละครับ แล้วก็คนที่ยึดสนามบินเป็นใครท่านประธานครับ เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเที่ยวที่แล้วที่ผ่านมา ไปอยู่ที่สนามบินไปขึ้นเวที

(นายวัชระ เพชรทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวครับ มีท่านวัชระประท้วง จะท่านกษิตก่อนหรือท่านวัชระ ท่านกษิตแล้วกันนะครับ

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ บัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ เรื่องผมกับสนามบินเรื่องมันก็อยู่ที่ กระบวนการยุติธรรมผมก็ไม่ได้หนีตํารวจหนีศาลไปไหน แล้วมันก็มีการตัดสินใจไปบ้างแล้ว แต่ท่านผู้อภิปรายพาดพิงถึงผมได้ติดตามข่าวก็คงจะไม่ยกประเด็นนี้ขึ้นอีก แล้วก็ในช่วง ประมาณ ๓ ปีกว่าที่ผ่านมานี่ก็ ตอนผมเป็นรัฐมนตรีนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็ได้ตอบไปตลอด มาอยู่ที่นี่ ก็ตอบไปตลอด คือผมคิดว่าตอแยกันไม่จบไม่สิ้น มันอยู่ในกระบวนการยุติธรรมก็ต้องปล่อยไป ตามนั้น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านกษิตครับ ผมถามท่าน ท่านจะประท้วงหรือขอใช้สิทธิพาดพิงครับ

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

พาดพิงครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

อะไรนะครับ

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

ขอใช้สิทธิพาดพิงครับ และประท้วงด้วย ทั้ง ๒ ประเด็น

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวให้เขา อภิปรายจบก่อนเดี๋ยวผมจะให้สิทธิ

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

ขอบพระคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ขอประท้วงก่อนท่านประธานครับ ขอประท้วงก่อนอภิปรายครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวนะ คืออย่างนี้ท่านได้พูดถึงเรื่องอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง แล้วก็ไปบอกว่าไปยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ท่านก็บอกว่าตัวท่านเองที่ท่านพูดไม่เอ่ยชื่อแต่ก็เป็นที่รู้กัน แล้วท่านก็ได้พยายามชี้แจง ตอนท่านเป็นรัฐมนตรีอะไรแล้ว ผมก็เลยถามว่าที่ท่านลุกขึ้นมาท่านจะใช้สิทธิอะไรก่อน ท่านบอกว่าเดี๋ยวจะใช้สิทธิพาดพิง เดี๋ยวผมค่อยถามท่านก่อนว่าท่านเสียหายอย่างไร ให้ท่านอภิปรายให้จบก่อน เชิญครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ ผลของการ ยึดสนามบินในวันนั้น ในอําเภอบางพลี ในจังหวัดสมุทรปราการท่านทราบไหมครับว่าสินค้า ที่จะส่งไปขายต่างประเทศ สินค้าสดโดยเฉพาะผักสด ปลาสด ดอกไม้ กล้วยไม้ แล้วของอิเล็กทรอนิกส์หลายอย่างที่จะต้องส่งไปให้ลูกค้าที่ต่างประเทศต้องชะงักหมดครับ ท่านประธาน ของเน่าหมดครับ ผัก เนื้อสัตว์เน่าหมดครับ พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งมีงานที่จะต้องไปสะสางครับ ไปไม่ได้ครับ เสียหายมากครับ แขกที่ต่างประเทศมาเที่ยวครับ ญาติเสียชีวิตครับ ไปไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ โกลาหลทั้งประเทศ เพราะฉะนั้น การยึดสนามบินเป็นเรื่องที่ร้ายแรงที่สุดครับ ท่านประธานครับ ทําให้ประเทศเสียหายไม่ต่ํากว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากการยึดสนามบินในวันนั้น นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ ความเชื่อมั่นของประเทศมันหายไปครับ เขาไม่สั่งสินค้าในประเทศไทย ทําให้อุตสาหกรรม ที่ผลิตสินค้าไปขายต่างประเทศต้องหยุดผลิตครับ เพราะว่าเขาไปสั่งที่อื่นได้ครับท่านประธาน ทําให้คนไทยต้องตกงาน นักท่องเที่ยวเลิกมาเที่ยวประเทศไทยครับ เพราะถ้ามาเที่ยว ประเทศไทยเขากลับไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ในวันนั้นพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยได้ออกมาเคลื่อนไหวบอกว่าทุกคนที่ออกมา ในวันนี้นั้นขอให้รัฐบาลในสมัยนั้นถ้าคุณต้องการเป็นรัฐบาล คุณต้องได้รับมอบอํานาจจาก ประชาชน ขอให้มีการยุบสภาแค่นั้นเองครับท่านประธาน พวกผมไม่มีอาวุธแม้แต่มีดหรือปืน แม้แต่กระบอกเดียวครับ ท่านประธานครับ ประชาชนไม่มีอาวุธครับ วันนั้นผมได้ไปที่เวที ผมก็อยู่ที่เวที ผมได้ประกาศทุกวันครับว่าถ้ารัฐบาลบอกว่าพวกเรามีอาวุธก็ให้ส่งทหาร หรือเจ้าหน้าที่ตํารวจมาตรวจที่เวทีได้ครับว่าพวกเราไม่มีอาวุธแม้แต่ปืนกระบอกเดียวครับ แล้วก็ที่เวทีของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยท่านทราบไหมครับว่าไม่ใช่มีเฉพาะ

(นายวัชระ เพชรทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ เชิญครับ ท่านบอกก่อนว่าประท้วงหรือใช้สิทธิพาดพิงจะได้

นายวัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพในยามวิกาล ผม วัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นับประเทศ เป็นเขตเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมขอใช้สิทธิประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง โดยไม่ได้แต่งเติมเสริมแต่งขึ้นมา ผมประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง เนื่องด้วย ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครัฐบาลได้อภิปรายว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงไม่มีอาวุธปืน แม้แต่กระบอกเดียว ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะโดยข้อเท็จจริงมีทั้งเอ็ม ๗๙ มีทั้งปืนนานาชนิด และมิหนําซ้ํายังชูปืนเอ็ม ๑๖ บุกเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมจึงขอ ประท้วงตามข้อบังคับ ข้อ ๖๑ วรรคสอง ที่ท่านวรชัย เหมะ ซึ่งเป็นคนใต้เหมือนกันที่ได้ อภิปรายว่ากลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงไม่มีอาวุธปืนนั้นเป็นความเท็จ ท่านกล่าวความเท็จกลางสภา ผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ผมยืนยันว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธปืนครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

นั่งครับ เดี๋ยวผมจะวินิจฉัยนะ คือข้อ ๖๑ วรรคสอง เขาเขียนว่าห้ามผู้อภิปรายแสดงกิริยาหรือ ใช้วาจาอันไม่สุภาพ ใส่ร้ายหรือเสียดสีบุคคลใดนะครับ อันนี้ท่านก็กําลังพูดถึงว่าข้อเท็จจริง ของท่านมีการชุมนุมประท้วงกันไม่มีอาวุธก็เป็นเรื่องของท่าน อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ แต่ความจริงจะเป็นอย่างไรเรายังไม่พิสูจน์กันนะครับ เชิญอภิปรายต่อ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้พูดเท็จ แม้แต่นิดเดียว

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ผมวินิจฉัยแล้วท่านเอาต่อเลยครับ มันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งจะเป็นจริง ไม่เป็นจริงเราไม่ทราบ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ผมอภิปรายครับ ท่านประธานครับ เหตุการณ์ในวันนั้นที่เวทีของพี่น้องประชาชนที่ออกมาชุมนุมนั้นมีนักข่าวทั้งไทย และต่างประเทศไม่ต่ํากว่า ๕๐๐ คนครับท่านประธานในแต่ละวัน มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามา ดูแลในพื้นที่ตลอด ๒๔ ชั่วโมงครับท่านประธาน นักข่าวได้เดินตรวจในพื้นที่เวทีนั้นทุกวัน ถ่ายรูปทุกซอกทุกมุมครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นนอกจากมีนักข่าวแล้ว มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตํารวจ บางวันนะครับท่านประธานครับ

(นายเจะอามิง โตะตาหยง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านเจะอามิง หรือเปล่าครับ เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ขออนุญาตทักท้วงท่านสมาชิกที่กําลังอภิปรายอยู่ในขณะนี้ว่าท่านได้กล่าวเท็จครับ ผมมีเอกสารหลักฐานครับ การชุมนุมวันนั้นมีอาวุธปืนครับท่านประธานครับ ท่านประธาน ได้แลเห็นไหมครับ ผมขออนุญาตกล้องครับ กล้องช่วยซูม (Zoom) ครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นอะไร ท่านอธิบายเหตุประท้วงท่านเลยครับ เดี๋ยวผมจะได้วินิจฉัย เชิญครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านกําลังกล่าวเท็จต่อ สภาผู้แทนราษฎร ผมมีข้อมูลที่เป็นจริง ว่าการชุมนุมวันนั้นมีชายชุดเสื้อดําและมีอาวุธปืน อย่างชัดเจนดังในรูปนี้ครับ ประธานให้ซูมมาหน่อยเถอะครับ ท่านประธานครับ ประชาชน ที่อยู่ที่บ้านจะได้แลเห็นว่านี่คือความจริงในสภาผู้แทนราษฎรครับท่านประธานครับ ขอความกรุณา ซูมหน่อยครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เห็นไหมครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ขออนุญาตครับท่านประธาน ประชาชนที่บ้านแลเห็นไม่ชัดเจน

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เสร็จหรือยังครับ ผมจะได้วินิจฉัยข้อประท้วงท่าน

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ขอกล้องก่อนครับท่านประธาน ไม่เช่นนั้นจะหาว่าผมพูดเท็จครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ไม่เป็นอะไร ท่านเสร็จหรือยังผมจะได้วินิจฉัยประเด็น ท่านเสร็จแล้วนะครับ ผมจะได้วินิจฉัยประเด็น เชิญนั่งครับ ผมจะได้วินิจฉัยประเด็น ท่านเจะอามิงนั่งครับ คืออย่างนี้ครับ นั่งก่อนครับ ผมจะได้วินิจฉัยประเด็นข้อประท้วงของท่าน คืออย่างนี้ ท่านผู้อภิปรายท่านกําลังอภิปราย ที่ท่านไปชุมนุมประท้วงของท่าน ในส่วนของท่าน แต่ในส่วนที่ท่านหยิบยกขึ้นมา ผมยังฟัง ข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่ามันอยู่จุดไหนกันนะครับ เพราะท่านบอกว่าท่านเฉพาะของท่าน ส่วนของท่านท่านก็บอกว่ากล่าวเท็จ ฉะนั้นผมจึงวินิจฉัยว่าเมื่อผมฟังแล้วนี่นะครับ ข้อเท็จจริงก็คือของท่านกําลังอยู่ในที่ชุมนุมของท่าน แต่ที่ชุมนุมของท่านจะเป็นที่เดียวกับที่ ท่านพูดหรือไม่ อันนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ เชิญท่านอภิปรายต่อนะครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ

(จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงผู้อภิปรายทําผิดกฎข้อบังคับ ข้อ ๖๑ นําเอกสารเท็จ มาแสดงต่อสภา

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านจะอภิปรายผู้ประท้วงหรือท่านประท้วงผู้อภิปราย เอาอย่างไรครับ คือถ้าท่านอภิปราย ของผู้อภิปราย ท่านไม่ได้หยิบยกเอกสารขึ้นมานะครับ ท่านเอาอย่างไรครับ เอาใหม่สิครับ เชิญ

จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สุรินทร์

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม จ่าสิบตํารวจ ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ สมาชิกพรรคเพื่อไทย จังหวัดสุรินทร์ กระผมขอประท้วงผู้ประท้วงที่ได้นําเอกสารเท็จมาแสดงต่อสภาโดยไม่ได้รับอนุญาตจาก ประธานสภาก่อน ให้ท่านประธานวินิจฉัยด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คืออย่างนี้ท่านประสิทธิ์ครับ ท่านใช้สิทธิของท่านประท้วง เอาภาพถ่ายประกอบเหตุผลของท่าน แล้วผมวินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ฉะนั้นที่ท่านบอกว่าเท็จ ไม่เท็จ มันเป็นข้อเท็จจริง ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ แต่ท่านเอาหลักฐานมายืนยันนะครับ ผมก็วินิจฉัยข้อประท้วงของ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านมีอะไรอีกไหมครับ เชิญครับ ผมจะได้ให้ดําเนินการต่อไป ผมว่าพอแล้วกระมัง

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานที่เคารพ กระผม เจะอามิง โตะตาหยง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกที่ขึ้นมาคัดค้านบอกว่าผมได้เอาเอกสารเท็จ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านประท้วง

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านกล่าวเท็จอย่างไรครับ ท่านกล่าวให้ผมเสียหาย ผมต้องชี้แจงครับท่านประธาน เอกสารที่ผมได้นี่นะครับได้จาก อัลจาซีรา ปรากฏในภาพไปต่างประเทศหมดเลยครับ ท่านประธานขออนุญาตทางกล้องดูนะครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

คือเอาอย่างนี้ว่าท่านเองได้รับภาพถ่ายนี้มาจากสื่อมวลชนนะครับ ท่านอธิบายเฉพาะ ที่พาดพิงของท่านแล้วกันนะครับ

นายเจะอามิง โตะตาหยง นราธิวาส

ท่านประธานครับ ผมเรียนยืนยันว่า เอกสารที่ผมได้ไม่ใช่เท็จครับ เพราะมีการใส่เสื้อภาพหนึ่งเห็นอย่างชัดเจนว่าการ์ด (Guard) นปช. ท่านประธานครับ นี่คือความจริงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมขอความกรุณาซักซ้อมท่านสักนิดหนึ่งก่อนนะครับ คือหลังจากนี้ อภิปรายเสร็จแล้วผมก็จะพักการประชุม แล้วก็จะประชุมต่อวันพรุ่งนี้ ๙ โมงเช้า หลังจากนั้น ถึง ๑๑ โมงก็จะปิดประชุม แล้วก็เริ่มต้นประชุมใหม่เป็นกระทู้ถามสด แล้วก็เข้าเรื่องนี้ต่อไป วันนี้ผมว่าพอสมควรแล้ว ผมขอพักการประชุมก่อนนะครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๑๕ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

เริ่มประชุมต่อเวลา ๐๙.๑๕ นาฬิกา

ของวันพฤหัสบดีที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๕

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธาน สภาผู้แทนราษฎร ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตดําเนินการต่อจากเมื่อคืนเลยนะครับ ก็ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ นะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ท่านนริศมีอะไรครับ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขํานุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธานขอท่าน ได้กรุณาตรวจสอบและแจ้งที่ประชุมเรื่องถ่ายทอดสดด้วยนะครับว่าเรียบร้อยหรือเปล่า

เรื่องที่ ๒ ทางพรรคประชาธิปัตย์จะใช้วิธียกมือเหมือนเมื่อวานครับ ท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านเลขาธิการ แจ้งว่าช่อง ๑๑ ถ่ายทอดอยู่ครับ ทีนี้เมื่อคืนท่านวรชัย เหมะ อภิปรายค้างอยู่แต่ตอนนี้ยังมา ไม่ถึงเห็นควรอย่างไรครับ เชิญครับท่านนริศ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ท่านประธานครับ ตกลงกันว่าฝั่งทางรัฐบาล จะอภิปรายก่อน ๒ ท่าน แล้วจะต่อด้วยฝั่งผม ๒ ท่าน แล้วหลังจากนั้นก็สลับกันไปนะครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ผมว่าดูเรื่องเวลา ดีกว่ากระมังครับ สมมุติว่ากรณีถ้ารัฐบาลอภิปรายครึ่งชั่วโมง ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายสัก ๑๕ นาที ก็อาจจะได้สัก ๒ คนอย่างนี้ ใช้เวลา ถ้าใช้จํานวนคนเดี๋ยวมันก็จะเหลื่อมล้ํากัน ผมจะดูในเรื่อง ของเวลาเพื่อให้สมดุลกัน สลับกันไปอย่างนี้ครับ แต่สลับแทนที่จะเป็นฝ่ายค้านคนหนึ่ง รัฐบาลคนหนึ่งก็อาจจะดูเรื่องของเวลาอย่างนี้นะครับท่านนริศ

นายนริศ ขํานุรักษ์ พัทลุง

ก็เอา ๒ คนแรกก่อนก็ได้ครับท่าน เพราะว่า เราตกลงกันไว้อย่างนั้น แล้วก็ทางผู้อภิปรายก็ได้เตรียมพร้อมไว้ทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ที่เหลือก็เอา ตามดําริท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็เอาเป็น หลักการก็แล้วกันนะครับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหาข้อยุติไม่ได้ เกิดอภิปรายคนหนึ่งชั่วโมงหนึ่ง อย่างนี้แล้วอีกฝั่งหนึ่งแค่ ๑๐ นาที เดี๋ยวก็มีปัญหา ก็เอาว่าใช้เวลาโดยประมาณก็แล้วกัน เมื่อคืนท่านวรชัย เหมะ ค้างอยู่แต่ตอนนี้ยังไม่มา ผมขอให้ท่านสุรสาล ผาสุข ก่อนนะครับ แล้วท่านวรชัยมาค่อยต่อจากเมื่อคืนก็แล้วกัน เชิญครับ

นายสุรสาล ผาสุข สิงห์บุรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ก่อนที่กระผมจะได้ นําเรียนท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องของรายงานการปรองดองในครั้งนี้นั้น กระผมมีข้อคิดเห็น บางประการที่เกี่ยวกับเรื่องของงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า งานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ที่ทําออกมาฉบับนี้ในบทสรุปของผู้บริหารได้เขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นการวิจัยที่มุ่งตอบคําถามของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ร้องขอไปยังสถาบันพระปกเกล้าเพื่อที่จะทําการวิจัยเพื่อหาคําตอบว่า อะไรคือรากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ปัจจุบัน และมีปัจจัยหรือกระบวนการใดที่จะทําให้คนในสังคมสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ เพราะฉะนั้นบทสรุปผู้บริหารที่เป็นบทนําตรงนี้เขียนไว้ชัดเจนนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ว่างานวิจัยนี้จัดทําขึ้นเพื่อค้นหาคําตอบที่คณะกรรมาธิการต้องการทราบว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง ที่จะสามารถนําไปสู่การสร้างความปรองดองในชาติได้ การดําเนินการวิจัยนั้นเมื่อวานนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าดําเนินการอย่างถูกต้องตามหลัก วิชาการตั้งแต่กระบวนการขั้นแรกจนถึงกระบวนการในขั้นสุดท้าย เพราะฉะนั้นผลลัพธ์ หรือผลของการวิจัยก็ย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเชื่อถือได้และนําไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการได้ด้วย เช่นเดียวกัน ส่วนคณะกรรมาธิการซึ่งทําการศึกษาในเรื่องของการสร้างความปรองดองนั้น ท่านจะได้หยิบประเด็นไหนไปใช้ประโยชน์ในการที่จะเป็นแนวทางในการสร้างความปรองดอง กระผมคิดว่าก็เป็นดุลยพินิจของคณะกรรมาธิการที่จะได้พิจารณาว่าผลของการวิจัยนั้น ส่วนใดตอนใดที่กรรมาธิการมองเห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์ก็สามารถที่จะนําไปใช้เป็นส่วนหนึ่ง ของการศึกษาเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตที่จะนําเรียนท่านประธานต่อไปว่าความพยายามของคณะกรรมาธิการที่จะได้ สร้างความปรองดองแห่งชาติขึ้นในวันนี้นั้น เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีมูลเหตุ มูลเหตุของการ ที่ได้มีการพยายามหาทางที่จะสร้างความปรองดองขึ้นนั้นก็เกิดขึ้นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในบ้านเมืองเรา ซึ่งจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความขัดแย้งทางความคิด เป็นความขัดแย้ง ทางการเมืองของประชาชนที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๘ เป็นต้นมา แล้วก็นําไปสู่ ความรุนแรงเมื่อเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ความขัดแย้งดังกล่าวนั้นได้สร้าง ความเสียหายและสร้างความสูญเสียโอกาสของประเทศไทย ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคงของประเทศอย่างใหญ่หลวง ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่กระผม จะกราบเรียนท่านประธานต่อไปนี้ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่ากระผมไม่มีเจตนาที่จะ พาดพิงถึงผู้ใด เพราะตระหนักดีว่าสิ่งที่กระผมกําลังจะอภิปรายอยู่นี้เป็นการอภิปราย ในเรื่องราวของการสร้างความปรองดอง เพราะฉะนั้นข้อความที่จะหยิบขึ้นมาอภิปรายนั้น จึงมิได้มุ่งหมายที่จะไปกระทบ หรือพาดพิงถึงผู้หนึ่งผู้ใดเป็นกรณีเฉพาะ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเรานั้นได้สูญเสียรายได้ซึ่งเกิดจากความขัดแย้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทางด้านเศรษฐกิจเป็นจํานวนมากมายมหาศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้น ที่สนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็ได้อภิปรายไปแล้ว บ้างว่าได้มีความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยรวมนั้นถึงประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยกัน แต่ถ้าเรามองลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย เราจะพบว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ดังกล่าวนั้นกระทบถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ บริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ซึ่งประมาณการกันว่ามีตัวเลขของความเสียหายอยู่ถึง ประมาณวันละ ๕๐๐ ล้านบาท หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่มีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ดังกล่าว ยกตัวอย่างเช่น ครัวการบินไทยก็ดี หรือการขนส่งทางอากาศ ตลอดจนบริษัท ท่าอากาศยานไทย จํากัด (มหาชน) หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ได้สูญเสียรายได้ที่ควรจะได้ไป ไม่ใช่น้อย ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นนอกจากจะสร้างความเสียหาย ทางเศรษฐกิจเป็นจํานวนมากมายมหาศาลแล้ว ยังได้ส่งผลกระทบถึงการท่องเที่ยว ส่งผลให้การท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างน้อย ๖ เดือน รายได้ที่ควรจะได้จากการท่องเที่ยว ลดลงกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายยากที่จะเรียกความเชื่อมั่น จากนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้กลับมาโดยเร็วได้ ซึ่งผลกระทบจากการชะงักงันของ การท่องเที่ยวนั้นได้ก่อให้เกิดผลที่ตามมา ก็คือเป็นความซบเซาในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในภาคการท่องเที่ยว และความซบเซาในอสังหาริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากในระยะนั้น ต่างชาติเองก็ไม่มีความมั่นใจในสถานการณ์ในประเทศไทย จึงมีการทบทวนการเปิด สํานักงานของต่างชาติในประเทศไทยเป็นจํานวนมาก ท่านประธานที่เคารพครับ ความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี ๒๕๔๘ ดังที่ได้กราบเรียนมานั้นยังคงดํารงอยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ นอกจากก่อให้เกิดความเสียหายในทางธุรกิจเป็นจํานวนมากแล้วยังได้ก่อความเสียหายให้กับ สังคมอย่างใหญ่หลวงด้วยเช่นเดียวกัน ได้เกิดความขัดแย้งร้าวลึกขึ้นในระหว่างประชาชน ลุกลามไปทั่วทั้งสังคม ทั้งในชุมชน ในหมู่บ้าน สถานที่ทํางาน เพื่อนบ้านข้างเคียงกัน ญาติพี่น้อง และที่เลวร้ายลงไปกว่านั้นความขัดแย้งร้าวลึกนี้ได้ลงไปสู่สังคมส่วนที่เล็กที่สุดของเราก็คือ สังคมที่เป็นครอบครัว ซึ่งกระผมเห็นว่าเป็นอันตรายต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่ง ในระหว่างประชาชนที่อยู่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยก็มีความขัดแย้งในลักษณะที่ร้าวลึก เช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ ความขัดแย้งและความเสียหายนี้ไม่เพียงอยู่ ภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านของประเทศไทยด้วย ส่งผลให้ ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางด้านเศรษฐกิจที่จะพึงได้ในการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสทางด้านการเมืองระหว่างประเทศไปอีกด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับความเสียหายที่เป็นความมั่นคงของประเทศนั้น ผลที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งดังกล่าวได้ก่อให้หลักนิติธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เกิดความสั่นคลอนอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เป็น ความขัดแย้งรุนแรงที่เกิดมาไม่นานนี้นําไปสู่ความไม่มั่นคงของประเทศชาติ จนกระทั่ง หน่วยงานด้านความมั่นคงนั้นออกมาสรุปว่าสถานการณ์ในขณะนี้นั้น ถือได้ว่าเป็นภัย ต่อความมั่นคงของประเทศในระดับที่เป็นอันตรายสูงสุด ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงาน ของคณะกรรมาธิการซึ่งทุกท่านมีอยู่ในมือในขณะนี้ มีมุมมองของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ ด้านเศรษฐกิจที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง กระผมขออนุญาตที่จะนําบางประเด็นมากล่าวไว้ ในที่นี้เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบไปพร้อม ๆ กัน เพราะเข้าใจว่าพี่น้องประชาชน คนไทยนั้นอาจจะไม่มีรายงานฉบับนี้อยู่ในมือ ขออนุญาตเริ่มต้นจากความคิดเห็นของ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทยสั้น ๆ ว่าหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทยชี้แจงต่อ กรรมาธิการว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราในขณะนี้นั้นได้ส่งผลให้เกิดการชะลอตัว ทางเศรษฐกิจ ในขณะที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยชี้ว่าความขัดแย้งได้ก่อให้เกิด การสูญเสียโอกาสที่จะใช้ความสามารถในการบริหารประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ เนื่องจาก รัฐบาลจะต้องใช้ศักยภาพและเวลาส่วนหนึ่งไปกับการบริหารความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ในบ้านเมือง อีกท่านหนึ่งที่พูดถึงการสูญเสียโอกาสของประเทศไทย อันเนื่องมาจากความขัดแย้งได้อย่างชัดเจน ก็คือท่านประธานเจโทร ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องการค้า การลงทุนของนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย ท่านประธานเจโทรกล่าวว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบถึงการประกอบธุรกิจการค้าของนักลงทุนชาวญี่ปุ่น ในประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ในขณะนี้นั้นนักลงทุนญี่ปุ่นมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ต้องพิจารณาความเสี่ยงในทางการเมืองสูงสุด ซึ่งความคิดอย่างนี้กระผมถือว่าเป็นอันตราย ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง สิ่งนี้จะส่งผลไปถึงการที่จะผลักดันให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดตั้งสํานักงานปฏิบัติการภูมิภาคอีกด้วย ท่านประธาน ที่เคารพครับ ความเสียหายและการสูญเสียโอกาสของประเทศไทยนั้นที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง ยังมีอีกมากมายหลายประการด้วยกันซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งในภาคเศรษฐกิจ ภาคสังคม การเมืองและความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยของเราก้าวเดิน ไปข้างหน้าได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น สังคมอ่อนแอการเมืองไม่มั่นคง ถ้าเราไม่นําความปรองดอง กลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็วก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงได้ ณ วันนี้ เมื่อชั่งน้ําหนักระหว่างการนําความปรองดองกลับคืนมาสู่ประเทศไทย กับการปล่อยให้ สถานการณ์ยังคงเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป อะไรที่จะมีน้ําหนักมากกว่ากัน กระผมคิดว่ากระผม คงไม่ต้องบอกเพราะว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้มีความชัดเจนปรากฏอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมเห็นด้วยกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้อภิปรายเมื่อคืนนี้ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่าน ส.ส. ครูมานิตย์ ท่านกล่าวว่าปัจจัยสําคัญของการปรองดอง ปัจจัยหนึ่งอยู่ที่สมาชิกรัฐสภา ก็คือท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติทั้ง ๒ สภาในขณะนี้ ที่จะตัดสินใจว่าความสําคัญของการที่จะเรียกคืนกลับมาซึ่งความปรองดองนั้นมีความสําคัญมาก น้อยขนาดไหน ในขณะนี้กองไฟที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรานั้นยังไม่ได้ดับลงไปสิ้น เพียงแต่ ราไฟลงมาเท่านั้น มีเชื้อปะทุที่พร้อมอยู่แล้ว เมื่อใดก็ตามที่ได้รับกระแสลมหรือมีแรงลมเข้ามา ก็พร้อมที่จะลุกโชติช่วงขึ้นมาใหม่ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน ขอได้โปรด ช่วยกันดับไฟกองนี้เพื่อที่จะคืนความสุข คืนรอยยิ้มให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ด้วยการหันมา ร่วมกันพิจารณาแนวทางความปรองดองที่เหมาะสมให้เกิดขึ้นกับสังคมไทย ให้เกิดขึ้นกับ บ้านเมืองของเราเพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องประชาชนคนไทยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านพายัพ ปั้นเกตุ ครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย บรรยากาศ ตอนเช้า ๆ อย่างนี้ดูแล้วน่าจะเป็นบรรยากาศของความปรองดองครับท่านประธาน เพราะว่า ทุกคนได้ตื่นหมดแล้วรวมทั้งท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองของผมก็ตื่นแต่เช้าเพื่อจะ มารับฟังข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ณ ที่นี้ พี่น้องประชาชนก็สนใจครับ ท่านประธานครับว่าบรรยากาศของความปรองดองของสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะไปในทิศทางไหน ประเทศชาติจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ความหวังของมวลประชาชนที่เฝ้ารอคอยว่าความปรองดอง จะนําไปสู่ความสุขของประชาชน ประเทศชาติจะมีโอกาสได้พัฒนาและเดินต่อไปข้างหน้าอีก นั่นคือบรรยากาศและความหวังของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เราปฏิเสธไม่ได้ครับ ท่านประธานว่าความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นกับบุคคลทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าใครก็ตามที่อยู่ในมุมหนึ่งมุมใดของโลกก็ได้รับผลกระทบกับความเห็นที่แตกต่างกัน เช่นกัน แต่ว่าท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างนั้นก็ต้องทําอย่างไรให้คนที่มีความเห็นแตกต่างนั้น สามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคม เพราะเราไม่สามารถจะทําให้คนที่มีความเห็นต่างกันนั้น แยกย้ายไปอยู่ที่อื่นได้โดยไม่เจอหน้ากัน ไม่ต่างอะไรกับคนไทยหรอกครับท่านประธานที่เคารพ วันนี้พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศต่างรอความหวังว่าจะให้การปรองดองนี้นําไปสู่ การก้าวเดินไปข้างหน้าของประเทศไทย ไม่ใช่การก้าวเดินของคนใดคนหนึ่งในผืนแผ่นดินนี้ แต่เป็นการก้าวเดินของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศพร้อม ๆ กันที่จะนําพาประเทศไปสู่ ความรุ่งเรืองต่อไปในวันข้างหน้า ความเจ็บปวดรวดร้าวครับท่านประธานครับ เกิดขึ้นกับ พี่น้องประชาชนคนไทยซ้ําแล้วซ้ําเล่า เราผ่านความเจ็บปวดมามากและประชาชนก็ได้รับ การสูญเสียมามาก ประเทศชาติก็สูญเสียมามากเช่นเดียวกัน ถ้าแม้วันนี้คนไทยยังคงดํารง ซึ่งความทิฐิ ไม่ยอมลดราวาศอกซึ่งกันและกัน ผมก็เชื่อว่าความปรองดองนั้นเกิดขึ้นยาก ผมต้องขอบพระคุณท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ซึ่งวันหนึ่งท่านมีความเห็นแตกต่างกับผม นั้นค่อนข้างมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไปท่านเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งมากกว่า ประโยชน์ส่วนตัว ท่านก็หันมาดําเนินเรื่องของการปรองดองเพื่อให้ประเทศชาตินั้นเดินได้ ก็ขอบพระคุณท่าน และเชื่อว่าใครก็ตามที่อยู่ในประเทศไทยนี้ดําเนินเรื่องความขัดแย้ง หรือต้องการจะก่อไฟความขัดแย้งให้เกิดขึ้นหรือจะสุมไฟความขัดแย้งให้รุนแรงเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ไม่ควรทําทั้งสิ้น เพราะว่าสิ่งที่ทํานั้นไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศชาติเลย แม้แต่น้อย มีแต่จะทําให้ประเทศชาติและประชาชนเดินสู่เหวนรกเพิ่มขึ้น ท่านประธาน ที่เคารพครับ นี่คือความหวังจริง ๆ ของประเทศชาติที่ชื่อว่าประเทศไทยและวันนี้ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้านั้นถึงแม้ว่าไม่ใช่เป็นรายงาน เพียงชิ้นเดียวในโลกนี้ และไม่ใช่รายงานเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทยที่มีความสําคัญที่สุด แต่ว่าเนื้อหาสาระต่างหากที่เห็นว่าน่าหยิบยกขึ้นมาพูดตรงนี้ขยายความนําไปสู่การแก้ไข ปัญหา ยังมีรายงานในสภาแห่งนี้หลายรายงานครับท่านประธานครับซึ่งพูดถึงเรื่องข้อเท็จจริง ในสภาแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นรายงานเรื่องของการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีการสลาย การชุมนุม เมื่อวันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๕๒ วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๓ และวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เป็นรายงานลับที่อยู่ในสภาแห่งนี้ ไม่มีใครหยิบยกขึ้นมาพูดแต่ว่าในสภาแห่งนี้ได้มี การตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ได้มีหนังสือออกมาเรียบร้อย บางคนก็ได้อ่านแต่ส่วนใหญ่ไม่ได้อ่าน เป็นเรื่องจริงที่เราหนีความจริงไปไม่พ้นดังที่องค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านบอกว่าสัจจัง เว อมตา วาจา ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย เรื่องนี้ต้องพูดความจริงท่านประธานครับ เราหนีความจริงไปไม่ได้ว่า เราเปิดในโลกแห่งความเป็นจริง ต้องพูดเรื่องความเป็นจริง เรารู้ว่าเมื่อเหตุการณ์ความเห็น แตกต่างกัน รัฐบาลประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนกําลังเป็นความหวังของประชาชน เมื่อปี ๒๕๔๔-๒๕๔๙ประชาชนกําลังรอความหวังว่าประเทศชาติจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ปรากฏว่าความเห็นต่างในบ้านนี้เมืองนี้เมื่อเห็นว่ารัฐบาลนี้ รัฐบาลที่ผ่านมาเป็นรัฐบาลที่มี เสียงข้างมาก มากจนเกินไปว่าอย่างนั้นเถอะจนนําไปสู่ความเห็นว่าถ้ามากอย่างนี้มันจะไม่ดี เป็นเรื่องที่เป็นเผด็จการรัฐสภา ซึ่งไม่มีใครบัญญัติไว้ในกฎหมายประชาธิปไตยหรือกฎหมาย รัฐธรรมนูญใด ๆ ละครับในโลกนี้ว่าเสียงข้างมากเป็นเสียงเผด็จการ มีแต่เขาส่งเสริมว่า คนที่มีเสียงข้างมากได้เสียงข้างมากคือผู้ที่ยอมรับจากประชาชนมากที่สุดเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ว่าบ้านนี้เมืองนี้ไม่ได้คิดอย่างนั้น โดยเฉพาะคนบางคนท่านประธาน กลับเห็นว่าคนที่ได้ เสียงข้างมากนั้น พรรคที่ได้เสียงข้างมากนั้นเป็นเรื่องที่ปล่อยไปไม่ได้ ละเว้นไม่ได้ ต้องดําเนินการจัดการทันที การปฏิวัติจึงเกิดขึ้น เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นี่เพราะ ความเห็นต่าง ความเห็นแตกต่างจริง ๆ ส่วนว่าใครจะเป็นมาอย่างไร ใครจะอยู่เบื้องหน้า เบื้องหลังนั้นเป็นเรื่องที่เรารู้ข้อเท็จจริงกันในประเทศไทย ท่านประธานครับ ความจริงนั้น หนีความจริงไปไม่พ้นจริง ๆ เมื่อมีการปฏิวัติรัฐประหารเกิดขึ้น ล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย ก็มีการตั้งหน่วยงานอิสระขึ้นมาหลายหน่วยงาน แล้วหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกฎหมาย เป็นหน่วยงานองค์กรเฉพาะกาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดําเนินการกับกลุ่มการเมือง หรือพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดให้สิ้นสลายไป ดําเนินทุกวิธีทางที่จะจัดการกับ ตัวบุคคลที่มีอํานาจจากระบอบประชาธิปไตยนั้นให้ลดทอนอํานาจลง แล้วไม่ให้มีอํานาจ ในบ้านนี้เมืองนี้ ทั้งที่เขามาจากกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องซึ่งเขาไม่ได้ร่าง ท่านประธานครับ รายงานของคณะกรรมาธิการปรองดองผมได้อ่านแล้ว อ่านหมด อ่านละเอียด อ่านหลายฉบับ น่ายินดีครับที่ท่านพยายามที่จะทําให้บรรยากาศแห่งความปรองดองของประเทศนั้น ไปในแนวทางที่ดีขึ้น แต่ว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ ที่อยู่ในมือ ผมนี้ท่านประธานคงได้อ่านแล้ว เขาบอกว่า ในการที่จะทําให้การปรองดองในประเทศนี้ เกิดขึ้น อย่างน้อยที่สุดเรื่องระยะสั้นเฉพาะหน้านี่ต้องเร่งดําเนินการก่อน อะไรครับ ท่านประธานครับ ระยะสั้น ท่านประธานอ่านแล้วใช่ไหมครับ ผมอ่านให้ประธานฟังเรื่องสั้น ๆ ก็แล้วกัน ขออนุญาตท่านประธาน ข้อเสนอระยะสั้นของสถาบันพระปกเกล้านี่มีด้วยกัน ๔ ประเด็น เขาบอกว่า

๑. การจัดการกับความจริงของเหตุการณ์รุนแรงที่นํามาสู่ความสูญเสีย นั่นหมายความว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็ต้องจัดการไปตามข้อเท็จจริงว่าอะไรคือความจริง อะไร คือเรื่องซ่อนเร้น อะไรคือเบื้องหน้า เบื้องหลังที่อยู่ด้วยทั้งหมด แต่ไม่ได้จะนําความจริงมาสู่ ความขัดแย้ง แต่รู้ความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้เมืองนี้ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้เขียน รายงานไว้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมให้มีบทบาทของ คอป. ดําเนินการค้นหาความจริงแล้วให้ เสร็จสิ้นภายใน ๖ เดือนก็ตาม หรือการเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงก็ตาม เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ถูกนําเสนอโดยนักวิชาการซึ่งสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้ให้การรับรองสนับสนุนคือ สถาบันพระปกเกล้า เพราะคนต่างหวังเป็นที่พึ่งทั้งนั้นละครับ ยกเว้นอาจจะมีคนบางคน ที่หลงลืมตัวไปบ้าง ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะว่าแต่ละคนต่างเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น ความรู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง รับผิดชอบชั่วดีอาจมีบ้าง แต่ว่าข้อเสนอต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อนําไปสู่ เป็นรายงานก็น่านํามาพูดเรื่องนี้เหมือนกัน

ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ตามรายงานสถาบันพระปกเกล้าบอกว่า ๑. รู้ความจริง ๒. คือให้อภัย ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง มีทางเลือกให้เลือกว่ามีการออก พ.ร.บ. นิรโทษกรรม เลือกไม่เลือก เสนอมาเลย ข้อที่ ๒ ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ทั้ง ๒ ทางเลือกนี้นะครับ เป็นแนวทางหนึ่งที่ระบุไว้ในรายงาน แต่ว่าเรื่องที่น่าสนใจสิครับ ท่านประธานที่เคารพ คือที่มาขององค์กรอิสระ ซึ่งมาทําหน้าที่ ในการตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ เรียกย่อ ๆ ว่า คตส. ท่านประธาน จําได้ไหม ตั้งหน่วยงานนี้ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบว่าใครบ้างที่ทําให้เกิดความเสียหายกับรัฐ แต่เรื่อง อย่างนี้ท่านประธานครับ เรารู้อยู่แล้วว่า คตส. หรือหน่วยงานซึ่งชาวบ้านอาจจะมองฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ คตส. ย่อมาจากว่าคณะกรรมการ ตรวจสอบการกระทําที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐทุก ๆ เรื่อง ท่านประธานครับ ตามข้อ ๓ คือการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินคดี กับผู้ถูกกล่าวหาจากกระบวนการตรวจสอบของ คตส. โดยมีข้อเสนอไว้ข้อหนึ่ง ระบุไว้ ในส่วนที่ ๓.๒ สถาบันพระปกเกล้าเสนอให้มีการเพิกถอนผลทางกฎหมายที่ดําเนินการ โดย คตส. ทั้งหมดและให้ดําเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติโดยให้ถือว่า คดีดังกล่าวไม่หมดอายุความ มันเป็นอย่างนั้นได้อย่างไรท่านประธาน มันเป็นอย่างนั้นได้ ก็เพราะว่าที่มาของ คตส. มาโดยไม่ชอบธรรม มาโดยการปฏิวัติรัฐประหารนะครับ และเป็น การตัดรอนอํานาจของรัฐบาลประชาธิปไตยสมัยคนที่ในสภาแห่งนี้รู้จักกันดีทั้งประเทศ

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ความชอบธรรมในการมี คตส. นั้น ต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่ากระบวนการตามกฎหมายนั้นเราต้องว่าไปเรื่องของกระบวนการ ทางกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งเมื่อมีคดีความเกิดขึ้นก็ต้องไปร้องที่พนักงานสอบสวน เมื่อมีการสอบสวนเสร็จก็ต้องไปที่อัยการ อัยการเสร็จไปที่ศาล ศาลก็มีศาลชั้นต้น ศาลชั้นกลาง ศาลอุทธรณ์ กระบวนการยุติธรรมอย่างนี้ต่างหากที่คนไทยทั้งประเทศต้องการ เพราะฉะนั้น ความชอบธรรมของคณะกรรมการ คตส. จึงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมครับ ท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามองไปที่ตัวบุคคลว่าคณะกรรมการ คตส. นั้น ประกอบด้วยใครบ้าง ยิ่งมองลึก ยิ่งเจ็บปวด ยิ่งมองพอเห็นหน้า ยิ่งใจหาย ยิ่งได้ยินเสียง แทบจะอ้วก ท่านประธานครับ ชื่อแต่ละคนผมไม่อ่านหรอกเพราะเรารู้อยู่แล้วว่าแต่ละคนนั้น เป็นใครบ้าง บางคนกําลังได้รับกรรมอยู่ในขณะนี้กําลังถูกถอดถอน จําได้ไหมเป็นนักกฎหมาย อีกคนหนึ่งขึ้นเวที ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลนะครับ ชื่อกล้าต่อท้ายจําไม่ได้นะครับ คนสุดท้าย ก็มีครับ สุภาพสตรี นามสกุล เมณฑกา ท่านประธานที่เคารพครับ บุคคลเหล่านี้พูดตามความจริง คนไทยก็รู้กันทั้งประเทศว่าอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลประชาธิปไตย เอ่ยชื่อเลยก็ได้เพราะบางคน บอกว่าถ้าไม่เอ่ยเสียเลยเดี๋ยวไม่ขลัง พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร อย่างไรครับ อยู่ฝ่ายตรงข้ามกันเลย ขึ้นเวทีฝ่ายตรงข้าม ไปที่ไหนก็บรรยาย ไปที่ไหนก็พูด กล่าวร้ายโจมตีตลอด นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับเมื่อ คตส. มาไม่ชอบ ตัวบุคคลไม่ชอบ กระบวนการไม่ชอบ เราจะปล่อยให้กระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ต่อไปได้อย่างไร เราต้องคืนความเป็นธรรมให้กับทุก ๆ คนในประเทศนี้ดังที่เราพูดกันอยู่เสมอ ท่านประธานครับว่าผลไม้พิษเป็นอย่างไร มันเกิดขึ้นจากรากเหง้า รากเป็นพิษ ต้นมันเป็นพิษ ดอกเป็นพิษ มันส่งผลให้เป็นพิษ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับเราจะปล่อยให้องค์กรที่มา โดยมิชอบธรรม เราจะปล่อยให้คณะบุคคลที่ตั้งกฎหมาย ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราตั้งไว้ ทั้งหมดนี้ไม่ว่าจะกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ มาตรา ๕ มาตรา ๓๐ (๓) เป็นการเลือก ปฏิบัติทั้งสิ้น ไม่มีที่ไหนตั้งกฎหมายขึ้นมาโดยเฉพาะขึ้นมาใหม่เพื่อดําเนินการกับบุคคลหนึ่ง บุคคลใดโดยเฉพาะ มันไม่มีในประเทศไทย แต่มันเกิดขึ้นในการตั้ง คตส. ครับ ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านด้วยความเคารพเป็นอันสุดท้ายครับว่า ท่านประธานจําได้ต้องขอโทษท่าน ต้องกราบขออภัยท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองด้วยความเคารพ ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ท่านมีบาดแผลทางใจ ผมมีบาดแผลทางใจกับท่าน ปฏิเสธไม่ได้เลย ท่านจําได้ไหม แผนบันได ๔ ขั้น จําได้ไหม ถ้าจําไม่ได้ฟังทางนี้จะเล่าให้ฟัง ท่านประธานครับ แผนบันได ๔ ขั้นเขียนเอาไว้อย่างไร

๑. ยุบพรรคใหญ่ จําได้ไหม ยุบพรรคใหญ่แล้วพรรคอะไร

๒. กระจายพรรคเล็ก ยุบเสร็จแล้วให้พรรคแตกกระจาย

๓. ตั้งพรรคใหม่

๔. ตรวจสอบ ยึดทรัพย์โดยการตั้ง คตส.

ท่านประธานที่เคารพ พอได้แล้วครับ ประเทศไทย หยุดได้แล้วครับ ความแตกแยก หยุดเถอะครับ ความบาดหมางซึ่งกันและกันในประเทศนี้ เรามานําพาประเทศ ไปสู่ภาวะแห่งความปรองดองเถอะครับ ไม่ต้องลืมความเจ็บปวด ไม่ต้องลืมข้อเท็จจริง แต่เรารู้ สิ่งเหล่านี้เพื่อเป็นอุทาหรณ์ เพื่อเป็นบทเรียนของประเทศ แล้วนําประเทศไทยไปสู่ ความก้าวหน้า นําประเทศไทยเดินหน้าต่อไปให้ได้เถอะครับ ขอขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เมื่อคืนท่านวรชัย เหมะ อภิปรายไว้ ๕ นาที เหลือเวลาอีก ๑๐ นาทีนะครับ แต่ผมขอสลับมาทางท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ๒๕ นาที หรือว่าจะให้ต่อเลยครับ ถ้าอย่างนั้น ๑๐ นาทีนะครับ ท่านวรชัยครับ กรณีที่นําเสนอสู่สภาเป็นญัตติเรื่องของการปรองดองนะครับ ถ้าเราอภิปรายในแนวทางของ การปรองดองก็จะเป็นการสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อสภาอย่างยิ่ง ถ้าไม่จําเป็นผมไม่อยาก ให้ไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าขึ้นมา ถ้าจะเอ่ยถึงเรื่องเก่าบ้างเล็กน้อยก็ยังพอได้นะครับ แต่ไม่อยากจะให้ ย้อนอดีตทั้งหมดเลย ผมเกรงว่ามันจะเป็นความขัดแย้งเสียมากกว่า อันนั้นให้เป็นเรื่องของ การพิสูจน์ข้อเท็จจริงนะครับ ถ้าไม่จําเป็นก็อย่าไปย้อนอดีตมากนักนะครับ เชิญท่านครับ

นายวรชัย เหมะ สมุทรปราการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยครับ ท่านประธานครับ พอดีเกิดอุบัติเหตุครับ ผมมาช้านิดหนึ่ง ท่านประธานครับ เมื่อคืนผมได้อภิปรายในเรื่อง ข้อเท็จจริงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของประเทศที่ผ่านมา เพราะว่าถ้าไม่ทบทวนอดีตเราจะเดิน ไปข้างหน้าไม่ได้ครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นจะต้อง ไม่เกิดซ้ํารอยอีกในประเทศในวันข้างหน้า เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นจะทําให้ ประเทศไทยที่เรารักทุกคนนั้นเป็นประเทศที่ล้าหลัง ท่านประธานครับ การใช้สถาบันเป็น เครื่องมือทางการเมือง การใช้ความแตกแยก ความขัดแย้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อให้ ได้ดิบได้ดีนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องครับ การทํางานทางการเมืองนั้นคือการแก้ปัญหาของประชาชน คือเอาความสุขให้พี่น้องประชาชนครับ แก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชน ถ้าความแตกแยก ที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่สามารถที่จะทําให้พี่น้องประชาชนมีความสุขหรอกครับ ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผมเท้าความนิดหนึ่งครับว่าการยึดอํานาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้น การยึด อํานาจสมัย จอมพล สฤษดิ์ จอมพล ถนอม นั้น แล้วก็มีการยึดทรัพย์หลังจากนั้นมา แต่ว่า พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร นั้นเป็นผู้ถูกยึดอํานาจครับ เป็นรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก ที่มาจากประชาชน แล้วก็เมื่อวานนี้มีผู้อภิปรายพูดถึงเรื่องการยึดทรัพย์ของท่านพันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร ท่านประธานครับ ทรัพย์สินของท่านทักษิณนั้นมีที่มาที่ไปครับ ทุกคนก็ทราบอยู่ เพราะฉะนั้นมันต่างกันครับ ว่าการยึดอํานาจแล้วก็มีทรัพย์สินที่มากมาย แต่วันนี้ท่านบริหารประเทศ แล้วก็ท่านได้ขายทรัพย์สินซึ่งเป็นบริษัทของท่านครับ ซึ่งไม่เกี่ยว กันเลยกับการโกงครับ เพราะฉะนั้นต้องให้ความเป็นธรรม ให้ความยุติธรรมกับอดีต ท่านนายกรัฐมนตรีของไทยทั้งประเทศ เพราะท่านนั้นถูกยึดอํานาจครับ แล้วท่านก็ ไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้ แม้แต่พาสปอร์ต (Passport) ของท่านก็ถูกยึดครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น พันตํารวจโท ดอกเตอร์ทักษิณ นั้นท่านไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่ควรพูดถึงท่านหรอกครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมเห็นด้วยครับกับการปรองดองท่านประธานครับ เพราะการปรองดองคือการเจรจา หาข้อยุติ แก้ปัญหา ให้อภัยซึ่งกันและกันครับ สร้างความสามัคคีของคนในชาติ ความสามัคคี ของคนในชาติคือการสร้างความมั่นคงของประเทศ การสร้างความมั่นคงของประเทศ จะนําไปสู่การแก้ปัญหาของประเทศและความสงบร่มเย็น ความสงบร่มเย็นจะไปสู่การพัฒนา ของประเทศ ไม่ว่าการแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน แก้ปัญหาสังคม การศึกษา ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศครับ ท่านประธานครับ รัฐบาลที่เป็นนิติรัฐแล้วก็ นิติธรรม สามารถใช้กฎหมายด้วยความถูกต้องแล้วก็ชอบธรรม ท่านประธานครับ ที่ผ่านมานั้น มีการแทรกแซงองค์กรอิสระแล้วก็กระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมที่บอกว่า ๒ มาตรฐานครับ ใช้อํานาจช่วยคนกลุ่มหนึ่งครับ แล้วก็ไปจัดการกับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ระยะเวลา ที่ผ่านมา ๕ ปีนั้นมีปัญหาของความขัดแย้ง แตกแยกของคนในชาติอย่างรุนแรง คนไทยต่อสู้ กันเองครับ มีการฆ่าประชาชน ๙๒ ศพ บาดเจ็บ ๒,๐๐๐ กว่าคนครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ๆ ครับ มีการฆ่ากลางกรุงครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป ยาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมืองครับ มีการค้ามนุษย์ แล้วก็นอกจากนั้นครับ ท่านประธานครับ ยาเสพติดที่ระบาดหนักที่สุดในระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมา เพราะรัฐบาลนั้นไม่สามารถที่จะลงมาดูแลปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ไม่สามารถดูแลปัญหาสังคมได้ครับ เพราะรัฐบาลอยู่สั้น ๆ ครับ มีความแตกแยก สิ่งเหล่านี้ มีสิ่งที่เกิดขึ้น ที่ดํารงอยู่ ที่เราเห็นอยู่ครับ เพราะฉะนั้นการเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ ของประเทศสืบเนื่องมาจากสิ่งเหล่านี้ด้วย ถ้าสมมุติว่าเราไม่แก้ปัญหาความขัดแย้งให้ได้ ต่อไปครับ ท่านประธานครับ ท่านจําได้ไหมครับว่าระยะเวลาที่เรามีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ในยุคของท่านทักษิณ ชินวัตร นั้นสามารถแก้ปัญหาวิกฤติของชาติ ซึ่งในยุคนั้นเป็นรัฐบาล ที่อยู่ครบ ๔ ปีครับ เป็นรัฐบาลที่ซ่อมแซมประเทศครับ ท่านประธานครับ สามารถใช้หนี้สิน ของประเทศ ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้สําเร็จ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นประเทศไทยบนเวทีโลก มีศักดิ์ศรีครับ คนไทยไปไหนเขาก็ให้เกียรติ ให้ความนับถือ คนไทยนั้นท่านทราบไหมครับว่า เป็นที่อิจฉาของชาวโลกในยุคนั้น ประเทศไทยสามารถสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจของ งบประมาณแผ่นดินได้ในยุคนั้นครับ เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องมีการปรองดองครับ แก้ปัญหา ด้วยการเจรจากัน ท่านประธานครับ หลังจากนั้นเรามีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้ศึกษา ได้เชิญหน่วยงานต่าง ๆ ที่เป็นหน่วยงาน ของรัฐเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากองค์กรต่าง ๆ เช่น องค์กรเศรษฐกิจ ความมั่นคง สื่อมวลชน ภาควิชาการครับ ท่านประธานครับ แล้วสิ่งที่สําคัญที่สุดในการประชุม คณะกรรมาธิการนั้น ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยได้ตกลงกันว่าจะให้ใครมาเป็น ตัวกลางสําหรับศึกษาแนวทางปรองดองครับ ผลที่สุดท่านก็ทราบครับว่ามีการตกลงระหว่าง กรรมาธิการเสียงข้างน้อย ทั้งพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็พรรคเพื่อไทยครับ มีความเห็นร่วมกันว่า จะใช้สถาบันพระปกเกล้า ท่านก็ทราบครับ เพราะฉะนั้นในเมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษา สําเร็จก็เอามาเสนอให้คณะกรรมาธิการ แล้วคณะกรรมาธิการนั้นก็จะต้องนําไปใช้เพื่อที่จะ เป็นแนวทางปรองดองแห่งชาติครับ สภาแห่งนี้ท่านประธานครับจะต้องอภิปรายเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นว่าแนวทางปรองดอง แห่งชาตินั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่อภิปรายแล้วเพื่อที่จะสร้างความขัดแย้งขยายความขัดแย้ง ต่อไปครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้ขอให้ใช้เวลาของสภาแห่งนี้เพื่อที่จะนําประเทศ เดินไปข้างหน้าให้ได้ครับ อย่าอาศัยเงื่อนไขเวลานี้มาขยายเวลาความขัดแย้งต่อไปเลยครับ ท่านประธานครับ ระยะเวลาที่ผ่านมานั้นประเทศชาติบอบช้ํามากพอแล้วครับ ประเทศชาติ เจ็บปวดครับ ท่านประธานครับ ท่านลองคิดดูสิครับว่าคนไทยทุกคนเป็นลูกของพ่อครับ แล้วลูกของพ่อเสียชีวิตตั้ง ๙๒ ศพ คุณพ่อจะรู้สึกอย่างไร คุณพ่อเสียใจไหมครับ เพราะฉะนั้น ถ้ารักคุณพ่อ รักพ่อหลวงของเราครับ อย่าทําลายลูกของพ่อหลวงเลยครับ เพราะว่าพ่อรักลูก ทุกคนเท่า ๆ กันเหมือนกันทุกคนครับ วันนี้พ่อของเรานั้นท่านเสียใจมามากพอสมควร เพราะฉะนั้นคนไทยครับ ถ้ารักพ่อหลวงจริงครับท่านประธานครับ ต้องทําให้คุณพ่อ มีความสุข คือการดูแลลูกของคุณพ่อให้มีความสุขครับ ให้มีกินมีใช้ มีชีวิตที่ดี ลูกของพ่อ ต้องได้รับความยุติธรรมทุกคน จึงจะทําให้คุณพ่อของเรามีความสุขครับ ไม่ใช่ทํากับลูกของพ่อ ที่เคยทํามา เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ในวันนี้ถือว่าเป็นการเริ่มต้นของประเทศไทยที่จะนํา ประเทศลดความขัดแย้ง มีการเจรจาปรองดองเพื่อความมั่นคงของประเทศ วันนี้ผมว่า เป็นโอกาสที่ดีที่เรามีกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ เพื่อที่จะให้ทุกคนมาพูดกัน มาเจรจากัน ลดปัญหาความขัดแย้งนําไปสู่ความมั่นคงของ ประเทศอย่างถาวร ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ครับท่านประธานครับไม่มีสิ้นสุด เพราะฉะนั้นวันนี้ จะปล่อยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างนี้อีกไม่ได้ มีการบุกสภา มีการยึดสนามบิน มีการยึด ทําเนียบอีกแล้วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร ท่านเห็นไหมครับว่าหลายประเทศเขามีความสงบ ประเทศชาติมีความมั่นคง ประเทศไหนเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เขาแก้ปัญหาได้ พี่น้องประชาชนมีความสุขครับ ประเทศไหนไม่เป็นประชาธิปไตยความขัดแย้งไม่จบ ไม่สิ้นสุดครับ เพราะฉะนั้นคนไทยทุกคนต้องสามัคคี ต้องสามัคคีตั้งแต่ระดับบนจนถึง ระดับล่างครับ พรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส.ว. ต้องเป็นตัวนําการปรองดอง ต้องเจรจาครับ ทําให้กลุ่มองค์กรต่าง ๆ ได้เห็นว่าวันนี้ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนของประชาชนนั้น ได้หันหน้าจับมือกัน จะได้เป็นแบบอย่างขององค์กรต่าง ๆ ในส่วนที่ต่ําลงไปครับ ไม่ว่า สังคมชนบท สังคมเมือง สังคมเล็ก ๆ โรงเรียน สถาบันการศึกษา ทหาร ตํารวจ จะได้เห็นว่าวันนี้ ประเทศไทยปรองดอง วันนี้แม้แต่สถาบันครอบครัวครับ สามีกับภรรยาบางท่านเลิกกันครับ ท่านประธานครับคนหนึ่งไปชุมนุมกับคนสีเสื้อหนึ่ง อีกคนหนึ่งมาชุมนุมกับคนอีกสีเสื้อหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศเดินไม่ได้จริง ๆ ครับ ต้องมีการเจรจาแก้ไขปัญหา ลดความขัดแย้งครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ต้องปรองดองอย่างเดียวครับ ผมขอสนับสนุนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะครูและนักเรียนโรงเรียนสวนสวรรค์วิทยาจากจังหวัดนราธิวาสครับ ท่านสมาชิกครับ ผมได้รับหนังสือแจ้งจากกรมประชาสัมพันธ์นะครับ ขออนุญาตแจ้งให้ สมาชิกทราบนะครับ ขออ่านเอกสาร ในการนี้สํานักประชาสัมพันธ์ได้รับการประสาน ด้วยวาจาจากนางสําอางค์ จันทร์กระจ่าง หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการข้อมูลออกอากาศสถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ได้รับแจ้งว่ากรมประชาสัมพันธ์ โดยสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทยจะดําเนินการ ถ่ายทอด พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษเป็นประธานเปิด โครงการสานใจไทยสู่ใจใต้ รุ่นที่ ๑๗ ระหว่างเวลา ๑๐.๐๐-๑๑.๐๐ นาฬิกา ณ สโมสรทหารบก สี่เสาเทเวศร์ และจะตัดเข้าเสนอข่าวในพระราชสํานักตั้งแต่เวลา ๒๐.๐๐-๒๐.๓๐ นาฬิกา ขอแจ้งให้ทราบตามนี้นะครับ เชิญท่านชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ๒๕ นาทีครับ

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมตั้งใจ ที่จะใช้เวลานี้และโอกาสนี้เรียนกับท่านประธาน เรียนกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงข้อเสนอ ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่เสนอต่อสภาวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน ครับว่าในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ และผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ตอบคําถามของสถาบันพระปกเกล้า ผมได้ให้ความเห็นต่อสถาบันพระปกเกล้าอย่างตรงไปตรงมาและให้เวลากับการให้สัมภาษณ์ ตอบคําถาม ข้อซักถามขอความเห็นกับสถาบันพระปกเกล้าเต็มที่แล้วก็สมบูรณ์ รวมทั้งเมื่อ ได้มีการกล่าวไปแล้วได้มีการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าแล้วได้มีการส่งคําถามกลับมาให้ตอบ เป็นลายลักษณ์อักษร ผมก็ได้ให้ความร่วมมือในการตอบข้อซักถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อสถาบันพระปกเกล้าอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือกระบวนการพิจารณาในเบื้องต้น วันที่ได้ทํางาน ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ชุดนี้ ผมได้แสดงความคิดเห็นของผมในโอกาสที่เหมาะสม ในประเด็นที่จําเป็น แล้วก็ได้มี ความชัดเจนในความเห็นต่าง ๆ ไว้เป็นที่ประจักษ์กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติไปแล้ว ท่านประธานคงจําได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคมที่ผ่านมานั้นในสัปดาห์ที่แล้วเป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีข้อโต้แย้ง มีการถกเถียงและมี การอภิปรายกันอย่างกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งในการตัดสินใจของรัฐสภาที่จะอนุมัติให้ สภาผู้แทนราษฎรประชุมในเรื่องเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติได้หรือไม่ ข้อโต้แย้งของเราวันนั้นไม่ได้อยู่ที่การปรองดองหรือไม่ปรองดอง ข้อโต้แย้งวันนั้นไม่ได้อยู่ที่รายงานข้อเท็จจริงของสถาบันพระปกเกล้าหรือเป็นรายงาน ข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ แต่วันนั้นเราโต้แย้งในข้อเท็จจริงของกระบวนการในการที่จะนําเรื่องนี้มาสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ทําไมถึงเป็นประเด็นครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติได้มีการประชุมกันหลายรอบ มีการอนุมัติเวลา ไปจากสภาให้ไปทํางาน แล้วก็มีการต่อเวลาให้กับการพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมยืนยันในการจะรักษาการปรองดอง ผมยืนยันในกระบวนการค้นหา ความจริง และผมยืนยันในการหาทางออกที่เหมาะสมให้เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาที่กําลังเผชิญหน้าประเทศไทยเราอยู่ในปัจจุบัน เราไม่สามารถ มีข้อสรุปโดยที่ไม่ได้ศึกษาบทเรียนในอดีต เราไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปที่สอดคล้องกับ ความเป็นจริงและเราไม่อาจที่จะไม่หาข้อสรุปเพื่อนําไปสู่ยุติปัญหาความขัดแย้ง ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการต้องไม่อยู่บนเงื่อนไขที่นําความขัดแย้งกลับมาสู่การเผชิญหน้า อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือเป็นสิ่งที่เราได้คิดและได้พิจารณา ผมยืนยันในบทบาทของการปรองดองของผม ของคณะกรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๙ ท่าน และทั้งของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนอยู่ ในเวทีแห่งนี้เพื่อที่ทําความเข้าใจและพูดจากับท่านประธาน ท่านประธานครับ ข้อตกลงเบื้องต้น ของคณะกรรมาธิการมีเป็นข้อสรุปที่เสนอมาแล้วในวันนี้ มีความชัดเจนอยู่ใน ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรก ก็คือว่าเราพบว่าประเด็นที่อ่อนไหวอาจนําไปสู่การเผชิญหน้าของผู้คน ในสังคม และนําไปสู่เหตุการณ์ของความรุนแรงได้ในที่สุดนั้นมีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็คือว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นนี้เรารู้ดีครับว่า ไม่อาจเสนอได้ ไม่อาจเป็นข้อสรุปได้ และไม่อาจจะใช้เป็นสิ่งที่นําไปดําเนินการได้ เพราะเป็น ประเด็นที่อ่อนไหวและนําไปสู่ความขัดแย้ง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าระบบการเมืองไทย เป็นปัญหาที่เราก็เผชิญหน้ากันอยู่ อีกเรื่องหนึ่ง ระบบนี้เป็นระบบที่ถูกกําหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ความไม่แน่ใจ ความไม่เชื่อมั่น ในกระบวนที่จะจัดทําในเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญในอนาคตว่าจะมีผลกระทบต่อระบบ การเมืองไทยหรือไม่ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกประเด็นหนึ่ง จึงเป็นประเด็นที่เป็น อ่อนไหวและจะไม่นําเสนอ

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นการปรองดองโดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ เกี่ยวข้องในการที่จะนําเสนอว่าจะให้มี หรือไม่ให้มีนิรโทษกรรม เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่จะ นําไปสู่ความขัดแย้ง ๓ ประเด็นหลักนี้เป็นประเด็นนําที่เป็นที่ข้อตกลงเบื้องต้นที่เราจะไม่ใช่ เป็นผู้นําในการเสนอ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการปรองดองที่เรากําลังพิจารณา ในประเด็นต่าง ๆ ก่อนที่จะออกมาเป็นเอกสารฉบับนี้ครับ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้ มาแล้วถึง ๓ ฉบับครับ ฉบับที่ ๑ คือเล่มนี้ครับ ท่านประธานครับ พิมพ์ปกสวยงามมีความชัดเจน ไม่ใช่มีเรื่องที่ผมหยิบขึ้นมาว่าจะเป็นข้อโต้แย้ง แต่ว่าข้อสรุปเบื้องต้นอันนี้เป็นข้อสรุป ที่เกิดก่อนที่สถาบันพระปกเกล้าจะได้ทํางานวิจัยเสร็จแล้วส่งรายงานต่อคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นการสรุปอันนี้จึงเป็นการสรุปของผู้ที่ต้องการที่จะรับงานแล้วก็เป็นการตอบโจทย์ ของผู้ฝากงานมาให้ทํา มันไม่ใช่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ เราจึงมีความเห็นที่แตกต่าง จึงมีความเห็นที่โต้แย้ง แล้วก็เก็บรายงานชิ้นนี้ไว้ ผมไม่ประสงค์จะเปิดเผยหรอกครับ เพียงแต่ผมกําลังบอกท่านประธานว่ากระบวนการหาข้อสรุปของคณะกรรมาธิการจึงยังไม่ได้ มีข้อสรุป แล้วทําให้เราต้องโต้แย้งกันรุนแรงกันในวันที่ ๒๗ อย่างไรครับ ข้อโต้แย้งอันนี้ ได้จบลง แล้วต่อมาก็ได้มีร่างฉบับร่างใหม่ออกมาครับ ร่างฉบับใหม่ออกมานี้ก็มีความแตกต่าง และมีการเปลี่ยนแปลงไป มีลักษณะที่มีความรัดกุมมากขึ้น มีการอธิบายเหตุผล อธิบาย เงื่อนไขต่าง ๆ ได้ค่อนข้างที่จะชัดเจนมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ในการเป็นข้อสรุปของ คณะกรรมาธิการได้

ต่อมาท่านประธานครับ ได้มีฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นะครับ ข้อสรุปนี้จะสรุปจริงหรือไม่ จะมีข้อเท็จจริงอย่างไร สักครู่ผมจะได้อธิบายต่อ แต่ผมกําลัง บอกท่านประธานว่าข้อสรุปอันนี้ที่นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และเราโต้แย้งกัน รุนแรงในวันที่ ๒๗ นั้นก็เพราะว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้ส่งงานวิจัย ได้ส่งมาสู่การแลกเปลี่ยนความเห็นกับคณะกรรมาธิการขั้นต้น และในที่สุดท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองได้นําเรื่องนี้ไปประชุมกันเมื่อวันพุธที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ วันนั้นได้เชิญตัวแทนของพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองและตัวแทนของวงวิชาการต่าง ๆ ได้เข้าร่วมพิจารณา ได้เข้าร่วม ให้ความคิดเห็น ผมยังไม่สรุปว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ แต่วันนั้นเมื่อมี การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง มีการโต้แย้งกันอย่างเข้มข้นและทําท่าที่จะบานปลาย ไปว่าข้อสรุปนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ของความขัดแย้ง ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขของการปรองดอง ไม่ใช่เงื่อนไขของยุติความขัดแย้ง และไม่ใช่เงื่อนไขของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ข้อสรุปนี้ ท่านประธานรับแล้ว กรรมาธิการรับแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อได้ฟังความเห็น เราจะมา ประชุมคณะกรรมาธิการปรองดองครั้งสุดท้าย คือในวันที่ ๒๗ กรรมาธิการได้ส่งเมสเซส (Message) มายังกรรมาธิการทุกท่าน ขอให้มีการประชุมกันในวันที่ ๒๗ ผมก็เข้าใจวันที่ ๒๗ นี่ละ เป็นวันที่เราจะหาทางออกหลังจากได้ฟังความเห็นกันอย่างกว้างขวางแล้ว และข้อสรุปนี้จะเป็น ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการปรองดองเพื่อที่จะนําไปสู่รายงานต่อสภาเป็นความรับผิดชอบ ในขั้นสุดท้าย ท่านประธานครับ แต่พอวันที่ ๒๒ ได้มีเมสเซสส่งกลับไปใหม่ ว่ายุติยกเลิก การประชุมวันที่ ๒๗ เพราะท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองได้ส่งรายงานนี้ให้กับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อสู่ระเบียบวาระการประชุม แต่ยังประชุมไม่ได้ต้องขออนุมัติ รัฐสภาเพื่อให้ประชุมได้นี้ก่อน ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะยืนยันเป็นพื้นฐานกับท่านประธาน ก็ต้องบอกว่ารายงานที่มาเสนอต่อสภาในวันนี้ จึงไม่ใช่รายงานที่เป็นข้อสรุปของ คณะกรรมาธิการ มันเป็นรายงานของผู้สรุปของผู้รับงานที่จะส่งงานให้ กับรอคอย การตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคต นี่เป็นข้อเท็จจริง นี่เป็นปัญหาที่ทําให้เราเกิดความขัดแย้ง ทําให้เราโต้เถียงกันอย่างรุนแรงมากในวันที่ ๒๗ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อสิ่งนี้ ได้กลับมาสู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในการทํางานทั้งหมดเรามีข้อคิดเห็น ที่แตกต่างกันมากมาย เรามีข้อเห็นที่มีความขัดแย้งกันมากมาย แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่า การปรองดอง การค้นหาความจริงและการหาข้อสรุปเพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหากรรมาธิการ ทุกคนตั้งใจแล้วก็จะทํา รูปแบบในการศึกษาของเราท่านประธานครับ ผมยังชื่นชมว่าเราได้ เปิดวงกว้างของการฟังความคิดเห็นชัดเจนมาก เราฟังความคิดเห็นของ คอป. เพราะเขาเป็น คณะกรรมการอิสระที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้นหาความจริง เราได้ติดตามผลงานการดําเนินงาน ของรัฐบาลต่อข้อเสนอของ คอป. นี่เป็นคํารายงานที่ชัดเจนคณะกรรมาธิการก็รับฟัง คณะกรรมาธิการได้ติดตามจากหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แล้วก็ เราได้ทําแม้กระทั่งองค์กรภาคเอกชน มีหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคาร ๕ หน่วยงานความมั่นคง ๖ หัวหน้าพรรคการเมือง ก็ได้ฟังความเห็นซ้ํา แล้วก็สื่อมวลชน ภาควิชาการ ซึ่งมีคณะกรรมการกฤษฎีกา สถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษาตัวแบบจาก ต่างประเทศที่เขามีความขัดแย้ง เขาหาข้อยุติ เขาหาข้อตกลง ท่านประธานครับ ทั้ง ๙ รายการนี้ เป็นความเห็นที่เป็นที่ประจักษ์ มีเงื่อนไขที่น่าศึกษา น่าฟัง แต่ท่านประธานครับ ตัวแบบ ที่ผ่านมาแล้วทั้งหมดนี้ มันไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้รับงาน ผู้รับงานต้องการตอบโจทย์ที่ชัดเจน กว่านี้ สูงกว่านี้เพื่อที่จะไปตอบสนองให้กับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมตามเงื่อนไข ตัวแบบที่ศึกษามาแล้วทั้งหมดมันตอบโจทย์นิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะไม่มีตัวแบบสนองงานนั้นได้แม้แต่อันเดียว ผมเรียนยืนยันท่านประธานวันนี้ไม่ได้ตั้งใจ ที่จะใส่ร้ายหรือโต้แย้งอย่างไร เพราะบางเรื่องที่ผมกําลังพูดกับท่านประธานผมได้ให้ ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ รูปแบบของการทํางาน ของกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเราเริ่มต้นจากการรับฟังรายงาน ศึกษา ข้อปฏิบัติในอดีต รับฟังความเห็น แลกเปลี่ยนความเห็น จัดทํารายงานเพื่อหาข้อสรุป และกระบวนการสุดท้ายจัดทําเป็นข้อสรุปต่อคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอต่อสภา เราศึกษา อะไรมาบ้างครับ ผมบังเอิญคนหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการแล้วอยู่ในกระบวนความขัดแย้งของ สังคมไทยมาอย่างน้อย ๒-๓ ยุค ๒-๓ เงื่อนไขของประเทศไทย ผมเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ ก่อนที่จะเป็นนักการเมืองผมเป็นนักศึกษามาก่อน ผมอยู่ในการเคลื่อนไหวมาก่อน และผมได้รับผลกระทบมาก่อน และผมก็เป็นส่วนหนึ่งอันนี้ ที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ก็คือว่าการนิรโทษกรรมในประเทศไทยท่านประธานครับ ไม่ใช่ไม่เคยมีครับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความขัดแย้ง ประเทศไทยมีกระบวนการของการปรองดอง ประเทศไทยมียุติ ของความขัดแย้ง โดยใช้วิธีนิรโทษกรรมมาแล้วถึง ๕ รูปแบบ ทํามาแล้ว ๒๔ ครั้ง เรื่องนี้ คณะกรรมาธิการทราบไหมครับ คณะกรรมาธิการก็ได้รับฟัง คณะกรรมการกฤษฎีการายงาน คนที่มีความรู้รายงาน ผมก็ได้เหมือนได้ร่วมให้ความเห็น ประเทศไทยเคยมีความขัดแย้ง ทางการเมืองรุนแรงคือการรัฐประหาร และประเทศไทยเคยมีนิรโทษกรรมให้กับผู้ทํารัฐประหาร ประเทศไทยเคยก่อกบฏ ทํารัฐประหารแล้วไม่สําเร็จ แล้วก็มีความผิดทางการเมือง ประเทศไทย ได้มีออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับคนที่ทํากบฏ โดยรัฐบาลที่มาทีหลัง ๒ แบบนี้ ทํามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ยังมีอีกแบบที่ ๓ การเคลื่อนไหวเมื่อ ๑๔ ตุลาคม เป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนไทย ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ และในที่สุดความรุนแรงก็ได้เกิดขึ้นแล้วมีผลกระทบ มีคนที่ถูกจับกุมโดยคําสั่งของรัฐบาล ในขณะนั้นมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเดินขบวน มีความรุนแรงจากการเผาและทําลาย ทรัพย์สิน ท่านประธานครับ นิรโทษกรรมเป็นโมเดล (Model) หนึ่งของ ๑๔ ตุลา เป็นโมเดลหนึ่ง ที่เคยใช้ และเราก็แก้ไขปัญหาความขัดแย้งแล้วก็สร้างความเป็นธรรมให้สําเร็จและกรณี ๑๔ ตุลา ท่านประธานครับ ทําไมเขาเรียกว่าวีรชน ๑๔ ตุลา ไม่ใช่พวก ๑๔ ตุลาเรียกเอาเองนะ ท่านประธานครับ มันเป็นขั้นตอนหนึ่งของประเทศไทยก็คือว่านอกจากได้การมีนิรโทษกรรมแล้ว กรณีของคนที่เสียชีวิตในกรณี ๑๔ ตุลา ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ได้เสด็จ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ผมอ้างเรื่องนี้เพราะผมเป็นประธานอํานวยการจัดพิธี พระราชทานเพลิงศพวีรชน ๑๔ ตุลา ในตัวแทนของนักศึกษา แล้วก็มีกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นตัวแทนของส่วนราชการ กรณีนี้เป็นกรณีที่มีนิรโทษกรรม

ประการที่ ๔ เกิดยุติสงครามความขัดแย้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ วันนั้นเราได้ออกคําสั่งสํานัก นายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๓ คําสั่งนี้เป็นคําสั่งใช้การเมืองนําการทหาร ยุติสงคราม สถาปนา ระบอบประชาธิปไตยขึ้น ยุติความขัดแย้ง และในที่สุดวันนั้นท่านประธานครับ นอกจาก ออกคําสั่งนี้แล้วมันยังมีเรื่องตกค้างอยู่ก็คือว่าคนที่เคยต่อสู้กับรัฐบาลในนามของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต่อสู้ด้วยกองกําลังอาวุธนั้นมันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ มีความผิดทางการเมือง รัฐบาล วันนั้น ๖๖/๒๓ เป็นเพียงใช้นโยบายมากําหนดท่าทีแล้วก็จัดเงื่อนไข แต่ในที่สุดก็ต้องออก กฎหมายนิรโทษกรรม ออกเมื่อไรครับ ท่านประธานครับ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับการยุติสงครามนี้ในปี ๒๕๓๒ รัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ วันนั้นผมกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้แล้ว แล้วก็ ได้ออกเรื่องนี้ และต่อมาในปี ๒๕๓๖ ในรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย วันนั้นผมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมเป็นคนที่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลเสนอยกเลิก พระราชบัญญัติป้องกันการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยตัวผมเองในนามของรัฐบาล ในขณะนั้น ผมเล่ากระบวนการนี้ให้เห็นว่า ๔ แบบที่ผ่านมานี้ มันมีการนิรโทษกรรม เป็นโมเดล เป็นตัวแบบที่ใช้ได้สําหรับในการยุติความขัดแย้ง แล้วก็มีแบบที่ ๕ ท่านประธานครับ มีแบบที่ ๕ ก็คือในกรณีหลัง ๑๔ ตุลา เมื่อปี ๒๕๑๗ มันมีคน ๓ คนติดคุกอยู่ครับ ติดคุก ด้วยคําสั่งของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เพราะวันนั้นท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านอนันต์ ภักดิ์ประไพ ท่านบุญเกิด หิรัญคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๑๒ ลุกขึ้นมาฟ้อง จอมพล ถนอม ที่ปฏิวัติตัวเอง เพื่อที่จะไปฟ้องศาล แทนที่ศาลจะสั่งจําคุก จอมพล ถนอม จอมพล ถนอม กลับจับ ๓ คนนี้ติดคุก แล้วก็ติดคุกค้างมาจนกระทั่งเกิด ๑๔ ตุลา นี่เป็นโมเดลเดียวที่ออก นิรโทษกรรมที่เจาะจงบุคคล โดยให้คุณอุทัย พิมพ์ใจชน คุณอนันต์ ภักดิ์ประไพ คุณบุญเกิด หิรัญคํา ออกจากคุกเป็นนิรโทษกรรม ทั้งหมดมี ๕ แบบ ท่านประธานครับ มันต่างกัน ตรงไหนละครับ มันต่างตรง ๕ แบบที่ออกมาแล้วทั้งหมดนี้เขาไม่นิรโทษกรรมให้กับคนที่มี ความผิดทางอาญา เขานิรโทษกรรมให้กับความผิดทางการเมือง ความผิดทางความขัดแย้ง ความผิดทางความรุนแรงที่มีผลกระทบโดยตรงในเรื่องของทางการเมือง ไม่ได้นิรโทษกรรม ให้กับความผิดในทางกฎหมายอาญา ๔ แบบนี้มันใช้ได้ แต่ ๔ แบบนี้มันตอบโจทย์ที่รอ นิรโทษกรรมอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อย่างไรครับ นี่คือปัญหาใหญ่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากรรมาธิการไม่ได้ มีข้อสรุป

ท่านประธานครับ มาถึงบทที่ ๒ ครับ ผมได้ให้ความเห็นกับกรรมาธิการ เหมือนกัน ผมบอกกับกรรมาธิการมาตั้งแต่ต้นว่าตราบใดถ้าเราจับคู่ขัดแย้งผิด ตราบใดที่เรา หาคู่ขัดแย้งไม่พบ ตราบนั้นเราปรองดองไม่ได้ เราแก้ไขปัญหาไม่ได้ ความขัดแย้งในประเทศไทย ในรอบ ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ ความขัดแย้งมีหลายคู่ บางครั้งคู่หนึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลัก บางครั้ง คู่ขัดแย้งหนึ่งเป็นคู่ขัดแย้งรอง บางเวลาเป็นคู่ขัดแย้งหลัก บางเวลาเป็นคู่ขัดแย้งรอง นี่ผมใช้ ทฤษฎีความขัดแย้งเรียนกับท่านประธาน แล้วผมแน่ใจว่ากรรมาธิการรู้จักทฤษฎีนี้ จับคู่ ขัดแย้งอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง รัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ กับรัฐสภา ขัดแย้งอย่างไรครับ มีญัตติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปราย มีการเตรียมตัวเป็นการประชุมรัฐสภา วันนั้นเรามีการเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ สิ่งที่รัฐบาลหลีกหนีก็คือว่าไม่มาประชุมสภา รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรแทนที่จะ มาอภิปรายกันในสภา วันนั้นคือวันเริ่มต้นของความขัดแย้ง ความขัดแย้งหลักนาทีนั้น เป็นเรื่องระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ในที่สุดเมื่อยุบสภาแล้วก็ไปสู่การเลือกตั้ง กระบวนการ เลือกตั้งมีปัญหา ในที่สุดศาลก็มีคําสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นการเลือกตั้งที่เป็น โมฆะ ความขัดแย้งก็เปลี่ยน ท่านประธานครับ เปลี่ยนจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล ทักษิณกับฝ่ายค้านในวันนั้น ก็กลายมาเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทักษิณกับองค์กรอิสระ ที่เรียกว่า กกต. การเผชิญหน้าในสนามนั้นรุนแรงมาก ในที่สุดก็เกิดการเคลื่อนไหวของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงเป็น คู่ขัดแย้งหลักของรัฐบาลทักษิณในเวลานั้น ได้พัฒนาความขัดแย้งต่อไปอีก จนกระทั่งเกิดคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่เรียกว่า คปค. วันนั้นความขัดแย้งหลักระหว่างประชาชนกับอํานาจรัฐ ระหว่าง ประชาชนกับรัฐบาลทักษิณก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทักษิณ กับคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ท่านสนธิเป็นหัวหน้าคณะ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะไปกล่าวร้ายท่าน แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่ามันพัฒนามาสู่ขั้นที่ ๓ ความขัดแย้งหลักกลายเป็น คณะรัฐประหารกับรัฐบาลทักษิณ ความขัดแย้งนี้ยังดํารงอยู่ต่อมาจนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ความขัดแย้งนี้ยังอยู่ก็คือว่าได้แปรเปลี่ยน จากรัฐบาลทักษิณมาเป็นขบวนการทักษิณ ท่านประธานครับ ผมกล่าวคํานี้ไม่ได้เจาะจง ในการที่จะระบุบุคคล แต่ผมกําลังอธิบายว่าขัดแย้งหลักมันได้เปลี่ยนจากรัฐบาลทักษิณ มาเป็นขบวนการทักษิณ ขบวนการทักษิณเผชิญหน้ากับใครครับ เผชิญหน้ากับ คปค. ที่มี พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะ ต่อมาขบวนการทักษิณได้ขัดแย้งกับรัฐบาลคุณสุรยุทธ์ แล้วต่อมามีการเลือกตั้งความขัดแย้งก็เปลี่ยนจากขบวนการทักษิณมาเป็นความขัดแย้ง ระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาลคุณสมัคร ต่อมาอีกก็เป็นความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาล คุณสมชาย ความขัดแย้งนี้ยุติลงคู่ขัดแย้งเปลี่ยนครับ เมื่อรัฐสภาเลือกให้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของอภิสิทธิ์ก็กลายเป็นตัวแทนอํานาจรัฐต้องทําหน้าที่รักษา กฎหมาย ทําหน้าที่ปกป้อง ทําหน้าที่แก้ไขปัญหาทั้งหมดของประเทศรวมทั้งทําหน้าที่ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย การเคลื่อนไหวของขบวนการทักษิณเดินต่อครับ การเดินวันนั้นขบวนการทักษิณก็เผชิญหน้ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ความขัดแย้งนี้รุนแรงมาก ต่อเนื่องกันเวลา ๒ ปี ผมยืนยันในกระบวนการปรองดองผมได้รับโอกาสจากท่านอภิสิทธิ์ ให้เป็นคู่เจรจา ท่านประธานครับ การเป็นคู่เจรจาของผมไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่ผมเป็นคู่เจรจา ในการที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งไม่สามารถยุติลงได้ด้วยการเจรจาเพราะเจ้าของ ปัญหายังไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการที่เรียกร้อง การเจรจาวันนั้นตกลงได้ระหว่าง ผู้ชุมนุมกับรัฐบาล แต่ว่าเจ้าของปัญหาที่อยู่นอกเหนือการชุมนุมอยู่ห่างไกลชุมนุมยังไม่ได้รับ การตอบสนอง ผมเรียนตรงนี้ท่านประธานเห็นไหมครับว่าคู่ขัดแย้งมันได้เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ กลายเป็นขบวนการทักษิณกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเลือกตั้งท่านประธานครับ เราไปเลือกตั้ง กันเสร็จเรียบร้อยความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยไม่มี พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเป็นคู่แข่งในทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์แพ้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เป็นรัฐบาล แต่ท่านประธานเห็นไหมครับ แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วมาเป็นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยยังอยู่ ปัญหาของ สังคมไทยยังอยู่ การปรองดองยังต้องถูกเรียกร้องและหาข้อยุติ สิ่งนี้คืออะไรครับท่านประธาน สิ่งนี้ก็คือจะเห็นได้ชัดว่าบัดนี้คู่ขัดแย้งของประเทศไทยนั้นมันได้เปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้ง ที่พูดได้เลยว่าเป็นเรื่องของขบวนการทักษิณกับประเทศไทย มีเงื่อนไข ๓ อย่างของขบวนการ ทักษิณกับประเทศไทยก็คือว่า ๑. ขบวนการทักษิณกับกฎหมายไทย ๒. ขบวนการทักษิณ กับกระบวนการยุติธรรมของไทย ๓. ขบวนการทักษิณกับระบบการเมืองไทย ผมกล่าวเอง ไหมครับท่านประธาน วันนี้คุณต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหา เพราะมีเงื่อนไข ๓ ประการที่ผมบอกว่าทุกวันนี้เรากําลังพูดถึงความขัดแย้ง มีคนจับคู่ขัดแย้งผิด ท่านประธานครับ มีการพูดถึง พลเอก เปรม ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่ามันมีข้อเสนอให้ พันตํารวจโท ทักษิณ เจรจากับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผมบอกข้อเสนอนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และจะต้องไม่เกิดขึ้น พลเอก เปรม ไม่ได้เป็นตัวแทน ของความขัดแย้ง อย่าสมมุติให้ พลเอก เปรม เป็นตัวแทนของความขัดแย้งหลัก เพราะถ้า พลเอก เปรม เป็นตัวแทนของความขัดแย้งมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และหาคําตอบอ้างไม่ได้ และจะสร้างปัญหาให้กับเงื่อนไขในเรื่องของคู่ขัดแย้ง พูดกันให้ชัดก็คือว่าคู่ขัดแย้งหลัก ในปัจจุบันจึงเป็นขบวนการทักษิณกับประเทศไทย เพราะอะไรครับ วันนี้คุณทักษิณกําลังมีคดี สิ่งที่คุณทักษิณต้องการคือนิรโทษกรรม วันนี้คุณทักษิณถูกยึดทรัพย์ต้องยอมรับว่าต้องการ เอาทรัพย์คืน วันนี้คุณทักษิณถูกตัดสิทธิทางการเมือง คุณทักษิณต้องรับผลทางการเมือง กลับคืนมา นี่เป็นเงื่อนไข นี่เป็นโจทย์ เป็นโจทย์ที่เราไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปหาคําตอบได้ จากข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ จากเงื่อนไข จากเรื่องที่เราได้ดําเนินการไว้ในทิศทางเดิม ทั้งหมด ท่านประธานครับ เมื่อเงื่อนไขและกระบวนการมันเป็นอย่างนี้ ผมยังคิดว่าถ้าเรา ยอมรับว่าความขัดแย้งหลักเป็นอย่างนี้ และคู่ขัดแย้งเป็นอย่างนี้ เราจําเป็นต้องมีการเจรจา หรือไม่เจรจา มีหาคําตอบหรือหาข้อสรุป ต้องสรุปจากเงื่อนไขอันนี้ ท่านประธานครับ วันนี้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้ในเงื่อนไขที่เป็นข้อเสนอแนะ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ มีหลายข้อ ท่านประธานครับ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอที่มีมุมเดินไปได้ครึ่งเดียวครับ กรรมาธิการเดินไปได้ไม่สุดครับ ข้อเสนอแล้วก็เป็นคําตอบแม้กระทั่งคนที่ให้ความเห็นก็คือว่า อย่างเช่นผลของการศึกษาของคณะกรรมาธิการ บอกว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมามีสาเหตุมาจาก ความขัดแย้งทางการเมืองและเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม และกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย นี่เป็น กระบวนการที่ให้ความเห็นที่เป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการเป็นผลจากการศึกษา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ และถามว่าเวลาเราจะบอกว่าจะแก้ไขกฎหมายอะไร เราบอกตอบไม่ได้ครับ กรรมาธิการไม่กล้าพูด เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าปมที่เป็นความขัดแย้ง ในทางการเมืองคือเรื่องของมาตรา ๑๑๒ เรื่องของระบบการเมืองที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครเป็นปัญหากับมาตรา ๑๑๒ ใครเป็นปัญหากับระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน มันไม่ใช่ รัฐสภานี้แน่นอน และมันไม่ใช่ประชาชนแน่นอน มันเป็นเรื่องของเจ้าของปัญหาที่ได้รับ ผลกระทบที่เดินมาถึงเหตุการณ์แบบรุนแรงที่ว่านี้ อันนี้ผมยกเป็นเพียงตัวอย่าง และไม่จําเป็น ที่จะต้องใช้เวลากับท่านประธานมาก แต่ท่านประธานครับ มันมีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการจะต้องทําให้ได้ก็คือว่าข้อเสนอที่เราเสนอกลับกันมาในวันนี้ต้องไม่เป็น เงื่อนไขใหม่ของการเผชิญหน้ารอบใหม่ การเผชิญหน้ารอบใหม่เกิดขึ้นได้จริง ท่านประธานครับ มันไม่ใช่เรื่องสมมุติ ท่านประธานก็ต้องยอมรับว่าเมื่อคู่ขัดแย้งเป็นอย่างนี้ คนที่จัดการกับ ปัญหานี้ก็คือรัฐบาล รัฐบาลจะให้คําตอบกับเงื่อนไขนี้อย่างไร ผมบอกท่านประธานเลยว่า ถ้าเราก้าวล้ําประเพณีปฏิบัติ ถ้าเราก้าวล้ําความเป็นธรรมจากอดีต ถ้าเราก้าวล้ําเงื่อนไข ของนิรโทษกรรมบนความปรองดองที่ตอบสนองเงื่อนไขในอดีตตามปกติ เราจะข้ามอันนี้ได้ แต่ถ้าตราบใดที่เรายังต้องข้ามมากไปกว่าประเพณีได้เคยปฏิบัติ เข้ามากกว่าความรู้สึกผูกพัน ของพี่น้องประชาชน เราไม่สามารถที่จะเดินไปหาจุดนั้นได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ยืนยันกับท่านประธานไว้อีกรอบหนึ่งก็คือว่าการหาทางออกให้กับสภาในวันนี้ มันจึงต้อง ไม่ใช่เป็นทางออกที่สร้างเงื่อนไขเกิดการเผชิญหน้ารอบใหม่ขึ้นมาอีก จึงเป็นหน้าที่ของเรา ทุกคนที่จะต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และยอมรับความจริง สร้างความเห็นพ้องให้กับทุกฝ่ายภายใต้เงื่อนไขของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเราต้องปรองดองตามหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เราถูกหยิบยกไปใช้อย่างพร่ําเพรื่อ ปัญหาว่า คุณต้องการอะไร ถ้าต้องการว่าเสียงข้างมากชนะคุณก็ใช้เสียงข้างมาก แต่ว่าถ้าเสียงข้างมาก มันไม่พอ คุณเป็นเสียงข้างน้อยคุณก็ไม่เลือกเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ การปรองดอง ของประชาคมโลก การปรองดองของประชาชาติไม่มีเรื่องของเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย มันมีเรื่องของความเป็นธรรม มันมีเรื่องของความเป็นไปตามหลักนิติธรรม และแน่นอนที่สุดครับ การปรองดองต้องเป็นเรื่องของความเห็นพ้องของประชาคม ประเทศไทยอยู่เหนือกฎเกณฑ์นี้ ไม่ได้ครับ ทุกครั้งทั้ง ๕ ครั้งที่ผมยกตัวอย่างมาแล้วอยู่บนพื้นฐานของความเห็นพ้องทั้งสิ้น อยู่บนพื้นฐานไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมาก ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างน้อยแน่นอน ท่านประธานครับ ปัญหาว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรเรารับการตอบสนองจากคณะกรรมาธิการไปศึกษามา กรรมาธิการก็รู้สึกว่าตัวเองได้จบลงแล้ว มีอย่างเดียวก็ส่งเรื่องนี้ไปให้รัฐบาล รัฐบาลเอง ก็อยากจะทําอยู่แล้วครับ กรรมาธิการไม่ส่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่งมาไม่ตรงรัฐบาลก็ไม่เอา ตามที่คณะกรรมาธิการเสนออยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีโจทย์อยู่แล้ว โจทย์ของรัฐบาลคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โจทย์ของรัฐบาลก็คือออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โจทย์ของ รัฐบาลคือการคืนทรัพย์สิน ถึงซัด คตส. เสียยับเยินและผิดข้อเท็จจริงด้วย รัฐบาลต้องการทํา ๓ เรื่องนี้แต่รัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะไปทํา จึงหาใครสักคนหนึ่งมาช่วยลงนาม ให้หน่อยได้ไหม เราเรียกสิ่งนั้นว่าคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติมาเพื่อสนับสนุนในการตัดสินใจของรัฐบาลซึ่งตัดสินใจรอไว้แล้ว เดิมทีตั้งใจว่าสิ้นเดือนนี้มันจบ ก็คิดไปคิดมารัฐธรรมนูญมันต้องลงมติ ๑๕ วัน หลังจากลงมติ วาระที่สามแล้วมันไม่จบมันถึงต่อสมัยประชุมออกไปอย่างไรครับ นี่คือจุดที่กําลังนําไปสู่ การเผชิญหน้ารอบใหม่และนําไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับ การไม่มีความเห็นพ้อง การยุติได้ด้วยไม่ใช่การปรองดองที่เป็นธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรม การปรองดองเกิดไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านใช้เวลา เกินไป ๑๒ นาที เป็นทั้งหมด ๓๗ นาที ผมจะสลับมาฝั่งนี้ ๒ ท่าน ท่านวิภูแถลง ๑๕ นาที ท่านมนพร ๑๐ นาที แล้วก็จะกลับเข้ากระทู้ถามสดนะครับ เชิญท่านวิภูแถลงครับ

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สดับตรับฟังจากพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่ผ่านมาในรอบ หลายวัน แล้วก็ผมได้มีโอกาสฟังความคิดเห็นการแสดงทัศนะของสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภานี้ บางท่าน ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าผมเริ่มรู้สึกเป็นห่วงครับ ท่านประธาน ที่เคารพ เป็นห่วงเรื่องใดท่านประธาน ผมเป็นห่วงว่าเรากําลังจะปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด เรากําลังจะปล่อยให้ความเคียดแค้นชิงชัง เรากําลังจะปล่อยให้ความอาฆาต พยาบาท เรากําลังจะปล่อยให้ความรู้สึกคิดจองล้างจองผลาญมาบดบังความจําเป็นที่จะต้อง ปรองดองในประเทศของเรา ผมเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ครับ ความโกรธ เกลียดใครเป็นส่วนบุคคลมันมาบดบังอนาคตของประเทศ มาบดบังการปรองดอง ของคนภายในชาติ วันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับท่านประธานที่เคารพรักครับ ว่าความแตกแยก ความขัดแย้งนับแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นครับท่านประธานที่เคารพครับ แตกแยกไปถึงเตียงนอนแล้วครับท่านประธานที่เคารพ และวันนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ในหลายประการสําคัญครับ

ประการที่ ๑ ความแตกแยกรุนแรงภายในชาติได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อความมั่นคงของประเทศ ทหารซึ่งเคยเป็นที่เคารพ เคยเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ผมในยุคสมัยที่เป็นเด็ก ๆ เมื่อไรที่รถทหารวิ่งผ่านหน้าบ้านต้องวิ่งไปแสดงความรัก ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความอบอุ่น โบกไม้ โบกมือให้กับทหาร แต่วันนี้บรรยากาศ เหล่านั้นมันได้หายไปครับท่านประธาน นี่ก็คือสัญลักษณ์หนึ่งของความแตกแยก ภายในประเทศของเรา กองทัพจะเกรียงไกรไปไม่ได้ถ้าไม่มีฐานความศรัทธาของประชาชน รองรับ ฉะนั้นวันนี้ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าดํารงอยู่จริงคือความเสียหายทางความมั่นคงของ ประเทศ และนอกจากนั้นความแตกแยกขัดแย้งภายในประเทศวันนี้ทําให้เราสูญเสียอํานาจ การแข่งขันทางเศรษฐกิจไปแล้วครับท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้หลาย ๆ คนกําลังพูดถึง เรื่องของบูรพาภิวัฒน์ ฐานความมั่งคั่งกําลังจะย้ายมายังซีกโลกตะวันออก ประเทศไทย สมควรจะได้รับอานิสงส์นั้นด้วย แต่น่าเสียดายครับท่านประธาน ประเทศของเรากําลัง ติดหล่มครับ นั่นก็คือหล่มของความแตกแยก หล่มของความขัดแย้ง ฉะนั้นประเทศเรา อาจจะเป็นประเทศเดียวที่ไม่ได้รับอานิสงส์ของบูรพาภิวัฒน์หรือการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง จากซีกโลกตะวันตกมาตะวันออก เพราะเรามัวติดอยู่กับ ๒,๕๐๐ ศพ เพราะเรามัวติดอยู่กับ ความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะเรามัวติดอยู่กับความโกรธเกลียดและความอคติของคน ภายในชาติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเสียหายประการที่ ๓ ที่เกิดขึ้นจาก ความแตกแยกและความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในประเทศในขณะนี้ นั่นก็คือความขัดแย้ง ทางด้านสร้างความเสียหายทางด้านจิตใจครับ พี่น้องประชาชนวันนี้ไม่สามารถที่จะอยู่ กันอย่างมีความสุขเหมือนกับวันวาน เหมือนกับอดีต ในประเทศนี้เคยได้ชื่อว่าเดอะ แลนด์ ออฟ สไมล์ (The land of smile) ดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม ๖ ปีที่ผ่านมาประเทศของเรา ได้สูญเสียความเป็นดินแดนแห่งความยิ้มแย้มไปแล้วครับท่านประธาน เป็นดินแดน แห่งความซึมเศร้า เป็นดินแดนแห่งความวิตกกังวล เป็นดินแดนแห่งความเครียด อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งของคนภายในชาติที่ปฏิเสธไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ดํารงอยู่จริง ในขณะนี้ ท่านประธานครับนั่นคือความจําเป็นที่เราจะต้องแก้ไข เราจําเป็นที่จะต้องสร้าง ความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศ วันนี้ผมจะกราบเรียนกับท่านประธาน โดยขออนุญาตจะบอกกับท่านประธานว่าความคิดหรือความต้องการที่จะปรองดอง ภายในประเทศไม่ได้เป็นเพียงแต่ความประสงค์ของสมาชิกซีกฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ประธานเจโทร ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประธาน หอการค้า สมาคมธนาคารหรือนายธนาคาร กองทัพบก สื่อสารมวลชน มีความเห็นตกผลึก ร่วมกันอย่างนี้ครับท่านประธาน บอกว่าประเทศไทยต้องปรองดอง ต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้ง ภายในชาติมาเป็นอุปสรรค เพราะมิฉะนั้นแล้วประเทศของเราจะประสบกับปัญหาอย่างแน่นอน เจโทรเองก็เริ่มจะคิดว่าจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนามหรือประเทศอินโดนีเซียดี เพราะปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพนี่คือทัศนะ นี่คือความคิดเห็นของบุคคลเหล่านี้ที่เรียกร้องให้ประเทศนี้ต้องปรองดอง ต้องสมานฉันท์ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุน ประเทศของเราต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศของเราเคยเป็นผู้นําทางด้านการตลาดในกลุ่มประชาคมอาเซียน วันนี้เรากําลัง มาต่อแถวเขาครับ ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพผมจึงเห็นว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรีบ ดําเนินการการปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศนี้ ไม่ใช่เป็นคําพูดของฝ่ายรัฐบาลแต่เพียง ฝ่ายเดียว ไม่ใช่เป็นความประสงค์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องยอมรับความจริงว่าผลการศึกษาของท่านประธานคณะกรรมาธิการเรื่องการปรองดอง ในชุดของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ชื่อ ดิเรก ถึงฝั่ง ก็เห็นถึงความสําคัญและจําเป็นที่ประเทศ ต้องเร่งรีบการปรองดอง หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ ท่านประธาน คงจะจําได้ การสลายการชุมนุมที่หน้าทําเนียบรัฐบาล แต่ปรากฏว่าดูดายไม่เร่งรีบดําเนินการ นั่นก็คือนํามาสู่เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน และวันที่ ๑๙ พฤษภาคมในปี ๒๕๕๓ นี่คือ ความสูญเสียครับท่านประธาน ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการชุดนั้นต้องการให้เร่งรีบ การปรองดองโดยเร็ว กว่าถั่วจะสุกครับท่านประธาน งาก็ไหม้เสียก่อน เพราะเราไม่สามารถ ที่จะกินถั่วกับงาพร้อม ๆ กันได้ครับท่านประธานที่เคารพ การศึกษาของ คอป. คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ที่รัฐบาลชุดอดีตท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้แต่งตั้ง โดยมี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ จากผลการศึกษาก็ชี้ชัดครับท่านประธานที่เคารพว่าต้นทางของ ความขัดแย้งในประเทศนี้เกิดขึ้นจากการเมือง ฉะนั้นแล้ววันนี้การแก้ต้องแก้ที่ต้นทาง สภาวธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิดต้องแก้ที่เหตุครับ นั่นคือต้องแก้ที่การเมืองและชี้ชัด ครับว่ามีปัญหาเรื่องของหลักนิติรัฐแล้วก็นิติธรรม คําว่าหลักนิติรัฐ พูดกันอยู่บ่อย บางคนก็ ถือว่ากฎหมายก็คือหลักนิติรัฐแล้ว หลักนิติรัฐในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะเป็นอย่างอื่น ไปไม่ได้ครับ กฎหมายที่จะมาบังคับใช้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นกฎหมายที่มี ที่มาที่มีความชอบธรรม กฎหมายต้องมาจากปวงชนชาวไทย แม้แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อํานาจในการ ตรากฎหมายเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยที่เราเรียกว่าอํานาจนิติบัญญัติ ฉะนั้นต้องมาจาก ปวงชนชาวไทยกฎหมายนั้นจึงเป็นกฎหมายที่มีความชอบธรรมและเข้าตามหลักของนิติธรรม วันนี้ประเทศของเราต้องใช้นิติรัฐ นิติธรรมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกภายในชาติ ครับท่านประธาน ผลการศึกษาของ คอป. ได้ชี้ชัดเลยครับท่านประธานว่าการกระทํา ความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๓ มันไม่เหมือน กับการกระทําความผิดทางอาญาในภาวะปกติ เพราะว่าการกระทําความผิดทางอาญา ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๓ นั้น มูลเหตุจูงใจมาจากการเมือง ฉะนั้นจะส่งปัญหา เหล่านี้ส่งการกระทําเหล่านี้ไปให้ศาลพิจารณานั้นมีปัญหาเพราะว่าไม่ใช่การกระทําความผิด ทางอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจในสภาวะปกติหรือเป็นอาชญากรทั่ว ๆ ไป แต่มูลเหตุเกิดขึ้น ทางการเมือง ฉะนั้นต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมือง นั่นคือหนทางแห่งการปรองดอง นั่นคือ หนทางแห่งการแก้ปัญหา ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นความต้องการร่วมกัน ของสังคมว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการปรองดอง ทําไมเราจะรอช้าไม่ได้ครับท่านประธานครับ เสียโอกาสประเทศ ผมได้มีโอกาสได้คุยกับผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ เขาบอกว่าน่าเสียดาย โอกาสของประเทศไทยที่กลายเป็นประเทศติดหล่มครับ ติดหล่มความขัดแย้ง ฉะนั้นวันนี้ เราต้องออกจากหล่มให้เร็วที่สุด ท่านประธานครับ น่าเป็นห่วงมาก วันนี้ถึงแม้ว่ารายงานของคณะกรรมาธิการปรองดอง อาจจะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปบ้าง ผมว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ให้สภานี้ปรับปรุง ตกแต่ง เพิ่มเติม แต่เจตนารมณ์คือต้องการสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา วันนี้ผมไม่สบายใจ ครับ ในบรรยากาศที่ต้องต้านทุกเรื่อง ค้านทุกอย่าง ผมคิดว่าเราไม่รู้จะชนะทางการเมือง ไปทําไมท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวและความแตกแยกของผู้คนในสังคม ไม่รู้ชนะเพื่อใคร ชนะไปแล้วไม่รู้จะปกครองใครประเทศนี้ ประชาชนอาจจะลุกขึ้นมาปะทะกันเองเกิดสงคราม กลางเมือง เขาบอกว่าไม่มีสงครามชนิดใดที่จะรุนแรงเท่ากับสงครามการเมือง ไม่มีศึกใด ที่ดุเดือดเลือดพล่านและโหดเหี้ยมเท่ากับศึกสายเลือดครับท่านประธานที่เคารพ ฉะนั้น เราต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ผมมีความเห็นด้วยสนับสนุนว่าเราต้องเร่งรีบดําเนินการให้เกิด การปรองดองขึ้นในประเทศนี้โดยเร็ว รักยาวให้บั่นครับ ท่านประธานครับ ให้บั่นอย่างไรครับ ให้บั่นกิเลส ให้บั่นอัตตาของตัวเองออกไป ให้บั่นความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะกันทางการเมือง ให้รู้จักหยุดเย็นเสียบ้างครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเราต้องบั่นสิ่งเหล่านี้ออก เราต้องการที่จะให้ประเทศของเราเดินไปได้ แต่ถ้าเรารักสั้นครับ ต้องการให้ประเทศนี้ มันหายนะ ต้องการให้ประเทศนี้มันปะทะกันในวันข้างหน้า ต้องการให้ประเทศนี้มันไม่สงบ ก็ให้ต่อครับ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ ปรากฏอยู่ในคําพังเพยไทย แต่วันนี้ครับ ผมอยากให้ บั่นครับ ท่านประธานครับ เล็ก ๆ น้อย ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ อย่างไรมาตบ มาแต่ง มาดูแลกันครับ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานให้ประเทศนี้มีความสงบสุข ให้ประเทศนี้กลับมาเหมือนวันคืนเก่า ๆ เพื่อประเทศของเราจะได้แข่งขันต่อไปได้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจึงเห็นว่ารัฐบาล แล้วก็สมาชิกส่วนหนึ่งสนับสนุนการปรองดอง เพราะว่าการปรองดองนั้นเป็นหนทางเดียว เท่านั้นครับ ที่จะทําให้ประเทศเราขึ้นมาจากหล่มได้ครับ ท่านประธานครับ ปัจจัย แห่งความสําเร็จผมเห็นด้วยครับ กับการศึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ นั่นคือ ความแน่วแน่ของรัฐบาล รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บรรจุไว้เป็นนโยบาย ที่ชัดเจน เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องทําในปีแรก นั่นคือต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ภายในชาติ ฉะนั้นไม่ทําไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนที่จะแถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แห่งนี้ ในการหาเสียงเลือกตั้งก็ได้ประกาศไว้กับประชาชนทั่วประเทศว่า ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องรีบดําเนินการ นั่นคือสร้างความปรองดองภายในชาติ การได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ๑๕,๗๐๐,๐๐๐ เสียงก็อธิบายว่าประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้สนับสนุนนโยบายการสร้างความปรองดองของประเทศของเราครับ ท่านประธานครับ

สรุปนะครับท่านประธาน วันนี้กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า เราต้องตั้งสตินะครับ เราต้องตั้งสติให้มั่น แล้วเราทบทวนประเทศ สังคม มันเป็นอนิจจัง มันเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีเหตุปัจจัยใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจะ จมปลักอยู่กับความคิดเก่า ๆ เราจะจมปลักอยู่กับแบบแผนความคิดเก่า ๆ ต่อไปอีกไม่ได้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นบุรุษสําคัญแห่งสหัสวรรษบอกว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยน รูปแบบความคิดของเราได้ เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้น จากรูปแบบวิธีคิดเก่า ๆ ครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สวัสดีครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมนพร เจริญศรี เชิญ ๑๐ นาทีนะครับ

นางมนพร เจริญศรี นครพนม 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมพรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งคณะผู้วิจัยโครงการ สร้างความปรองดองแห่งชาติที่ท่านกล้าหาญชาญชัยเข้ามาทําการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาปัจจัย และแนวทางที่ทําให้การสร้างความปรองดองแห่งชาติประสบผลสําเร็จในสถานการณ์ ของความขัดแย้งที่ลุกลามมากขึ้นในขณะนี้ และดิฉันขอให้กําลังใจคณะผู้ทําการวิจัยทุกท่านนะคะ ท่านประธานคะ สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้เป็น ๑ ใน ๓ อํานาจบริหาร ไม่ว่าจะอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร แล้วก็อํานาจ ตุลาการ และสภาแห่งนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการออกกฎหมายในเรื่องของความปรองดอง เพราะฉะนั้นหลายท่านบอกว่าเราจะใช้สภาแห่งนี้ทําการศึกษาเรื่องความปรองดอง ไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ค่ะ เพราะว่าวันนี้เรามีตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่พี่น้องประชาชนเลือกตัวแทนมาเพื่อมาทําการออกกฎหมาย ท่านประธานคะ วันนี้ประเทศไทย ของเราจะไม่มีสีของความเป็นสีเหลืองหรือความเป็นสีแดง เราจะมีแต่สีแห่งความปรองดอง เพราะวันนี้ประเทศไทยของเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนํา ที่ยุติลงด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากนั้นก็เกิด ความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๒๕ ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยนโยบายของการให้อภัยตามคําสั่งเลขที่ ๖๖/๒๕๒๓ ของ ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อมาก็เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการ กับกระแสของความเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนอันก่อให้เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ปี ๒๕๑๖ และพฤษภาทมิฬในปี ๒๕๓๕ ต่อมา แต่ท่านประธานคะความขัดแย้งที่ผ่านมายังไม่ รุนแรงเท่าความขัดแย้งของทางการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังในปลายปี ๒๕๔๙ ที่มีการปฏิวัติ รัฐประหารซึ่งเราปฏิเสธความจริงเหล่านี้ไม่ได้ค่ะ ซึ่งหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็ การเข้ามาซึ่งการดํารงตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และทําให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเราคงจะทราบกันดีว่าความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันเสมือนจงใจที่จะกําหนดให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ความขัดแย้งเหล่านั้น ได้พัฒนามาเป็นความขัดแย้งถึงสีเสื้อไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงหรือสีเสื้อน้ําเงิน ความขัดแย้งดังกล่าวได้ถูกกระพือให้เป็นความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างประชาชนลุกลาม ไปหมด ไม่ว่าจะผู้คนในครอบครัว เพื่อนฝูง ที่ทํางาน แม้กระทั่งผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะคนภาคเหนือและภาคอีสานฝ่ายหนึ่งกับคนภาคใต้ มีการตั้งคําถามถึงความเป็น เอกภาพและบูรณภาพของความเป็นชาติไทยกันเลยทีเดียวค่ะ จากความขัดแย้งทางการเมือง ยังตามมาถึงความขัดแย้งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งของสถาบันหลักของประเทศ องค์กรอิสระถูกท้าทาย สถาบันศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย จากความขัดแย้ง ดังกล่าวทําให้เกิดช่องว่างของผู้ไม่หวังดีก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากความขัดแย้งในประเทศแล้วยังลุกลามไปเป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า หรือว่าประเทศลาวและกระทบถึงผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจโดยตรง ในประเด็นของความเสียหายทางเศรษฐกิจและเสียโอกาสจากความขัดแย้ง ทางการเมืองนั้น ดิฉันจะขอยกประเด็นสําคัญ ๆ

ในประเด็นที่ ๑ จากความไม่มั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง จากผลของ ความขัดแย้งทางการเมืองทําให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอการลงทุน ตลอดระยะเวลา ๕ ปีกว่า การลงทุนของคนในต่างประเทศและในประเทศมีสัดส่วนราวครึ่ง ต่อครึ่ง ประเทศไทยยึดถือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการคํานวณของจีดีพี (GDP) ก็พบว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังผูกยึดอยู่กับสินค้าส่งออก การที่จะทําให้จีดีพีเพิ่มหรือฟุบนั้น นั่นคือการส่งออกจะดี การส่งออกจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการประกอบธุรกิจ ของประเทศไทยและความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศ ถ้าตราบใดที่มีความขัดแย้งอยู่ใน สังคมไทยแน่นอนค่ะความถดถอยของเศรษฐกิจก็จะตามมา

ในประเด็นที่ ๒ ความขัดแย้งทางการเมืองได้แผ่ขยายวงกว้างไปสู่สังคม อย่างกว้างขวาง ทําให้สังคมมีความแตกแยกในเชิงความคิด มีความเหลื่อมล้ําในทาง เศรษฐกิจระหว่างคนจนและคนรวย สังคมเริ่มมีการแบ่งชนชั้นระหว่างอํามาตย์แล้วก็ไพร่ค่ะ

ในประเด็นที่ ๓ สภาพจิตใจของผู้คนในสังคมหดหู่เพราะมีการแบ่งสี แบ่งฝ่าย ประเทศไทยเคยเป็นประเทศสยามเมืองยิ้ม วันนี้รอยยิ้มของคนไทยหายไป ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในวันแถลงนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่แถลงไว้ต่อสภา นั่นก็คือ เราจะนําความสุขของคนไทยกลับคืนมาโดยการปรองดองสมานฉันท์ แล้ววันนี้ก็เป็นที่มาของ การนําผลของการวิจัยสถาบันพระปกเกล้านํามาสู่การพิจารณาของสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ท่านประธานคะ เหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายทั้งหมดทั้งมวลนั้นเพียงพอ หรือยังคะ วันนี้เป็นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นักธุรกิจของประเทศไทยคือท่านธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซีพี (CP) มองว่าโอกาสทองของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติแต่ประเทศไทย ยังเต็มไปด้วยโอกาส แต่โอกาสนั้นจะมีหรือไม่นั้นอยู่ที่การเมืองและความขัดแย้งจะต้องยุติ ลืมอดีตทั้งหมดแล้วหันหน้ามาสู่ความปรองดองของคนในชาติ ในปี ๒๕๕๕ นั้น จะเป็นปีทอง ของประเทศไทยโดยเฉพาะในด้านการเกษตรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทุกอย่างจะได้เอื้ออํานวยแล้วผลักดันให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีโอกาสเติบโต อย่างแข็งแรง นั่นก็เพราะประเทศไทยมีน้ําบนดิน เราสามารถปลูกน้ําบนดินได้ค่ะ และสามารถ ปลูกน้ําบนดินได้ตลอดเวลา เพราะประเทศไทยจะร่ํารวยแผ่นดินแห่งน้ํามันจะไม่มีวันแห้งเหือด นั่นก็คือสินค้าเกษตรค่ะ สินค้าเกษตรคือน้ํามันบนดินที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ ที่สามารถปลูกใหม่ขึ้นมาได้ เป็นได้ทั้งอาหารเลี้ยงมวลมนุษย์และสามารถใช้ทดแทนน้ํามัน ปรากฏว่าเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า

(นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ท่านมนพร มีผู้ประท้วงครับ

นางสาวบุณย์ธิดา สมชัย อุบลราชธานี

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดอุบลราชธานี ดิฉัน ขอประท้วงผู้กําลังอภิปรายในข้อ ๖๑ ค่ะท่านประธาน ท่านประธานคะ การที่จะนําเอกสาร เข้ามาอ่านกันตามบรรทัดอย่างนี้ต้องขออนุญาตท่านประธานก่อนไม่ใช่หรือคะ หรือว่านี่เป็น การเตรียมเอกสารขึ้นมาพูดเอาไว้อยู่แล้วท่านประธานพิจารณาด้วยค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

ก็คงเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ก็ถือว่าผมอนุญาตนะครับ ท่านมนพรก็เชิญต่อครับ

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

ท่านประธานคะ นี่เป็นโอกาสทองของ ประเทศไทยค่ะ ในการที่ประเทศไทยจะลดความขัดแย้งนั้น ประเทศไทยก็ต้องมีการ เตรียมการที่จะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนั่นก็คือเอฟทีเอ (FTA) อาเซียนจีน อาเซียน ญี่ปุ่น อาเซียนเกาหลีและอาเซียนอินเดีย ซึ่งเป็นสถานการณ์โลกที่สําคัญและสร้างโอกาส ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนจากทั่วโลก และยังทําให้เกิดตลาดที่มีประชากรกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คนรองรับ เศรษฐกิจของไทยจะมีความพร้อมหรือไม่นั้น นั่นคือการเมืองค่ะ การเมืองต้องนิ่ง ความขัดแย้งต้องหมดไปจากสังคมไทย ปี ๒๕๕๕ สภาหอการค้า แห่งประเทศไทยมั่นใจว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ความปรองดองเพราะจีดีพีน่าจะเติบโตไปถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาจากการกระตุ้นเศรษฐกิจที่นโยบายของรัฐบาลนํานโยบายรัฐบาลเหล่านี้ ไปสู่คนรากหญ้า หลังวิกฤติน้ําท่วมเศรษฐกิจจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้วก็จะมีการจ้างงานที่มี จํานวนมากขึ้น แล้วก็เป็นโอกาสยอดเยี่ยมของประเทศไทยที่รัฐบาลจะพัฒนาศักยภาพของ นักลงทุนในระดับกลางและระดับขนาดเล็ก นั่นก็คือเอสเอ็มอี (SME) นอกจากนั้น ความพร้อมของประเทศไทยทั้งหมดทั้งมวล ท่านประธานที่เคารพคะ วันนี้ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศแล้วก็พี่น้องทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศกําลังจับตามองว่าสภาแห่งนี้ จะมีบรรยากาศของการปรองดองหรือไม่ แล้วจะมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาของ ประเทศทั้งในระยะกลางและระยะยาว นักวิชาการหลายท่านบอกว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่เติบโตมาทุกวันนี้ นั่นก็เพราะว่าประเทศไทยกินบุญเก่า บุญเก่าที่มาจากการพัฒนาในอดีต ดิฉันได้ฟังคําว่าปรองดอง ปรองดอง ปรองดอง เป็นร้อย ๆ ครั้ง เป็นพัน ๆ ครั้ง แต่วันนี้ เพียงพอหรือยังคะ กับการที่ลืมอดีตแล้วก็ยุติความขัดแย้งทั้งหมด เพราะเวลานี้ทางออกที่ดี ที่สุดของประเทศคือความปรองดองและความสมานฉันท์นําความสุขของพี่น้องคนไทย กลับคืนมาค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

สภาผู้แทนราษฎร ยินดีต้อนรับคณะครูบุคลากรและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ จากโรงเรียนบ้านตันหยง จังหวัดปัตตานีครับ ท่านสมาชิกครับ ขออนุญาตพักการประชุมเรื่องปรองดองเอาไว้สักครู่ นะครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๑.๑๐ นาฬิกา