นิกร จํานง หารือเรื่องการสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยยืนยันว่าไม่เห็นด้วยกับคำพูดของท่านชํานิว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับประชาชน และเน้นย้ำว่าความปรองดองในประเทศไทยมีความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ และควรใช้ความระมัดระวังในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรองดองและความอ่อนไหวในประเด็นนิรโทษกรรม และเรียกร้องการเคารพความเห็นของท่านอาจารย์กนกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ผมจะตอบประเด็นในฐานะกรรมาธิการนะครับ คือจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่คู่กรณี ผมนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการมาตลอด แล้วก็ด้วยความเคารพต่อสภาแห่งนี้ เราประชุมกันมาตลอดทางด้วยความรู้สึกที่ดีมาก แล้วก็ผมเปิดเผยรายละเอียดภายในก็ได้ว่า เคารพฟังกัน แล้วก็มีความเห็นร่วมกัน มีความปรารถนาดีต่อกันและกันมาโดยตลอด มันมาแตกตอนปลายตรงที่ว่ามันมีร่างที่จะสรุปนะครับว่าจะมีการรวบรวม และผมเป็นคน ให้ความเห็นไว้ ผมต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ว่าหลังจากที่ทุกอย่างจบแล้วก็ต้องเชิญพวกเรามา แล้วถ้าใครไม่มา ก็มีร่างรายงานของสถาบันพระปกเกล้าส่งไปให้ แล้วในนั้นก็มีการให้ความเห็นไปว่าประเด็น ที่ยังมีปัญหาอยู่บ้างมี ๓-๔ ประเด็นที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมา ถ้าไม่มาใครมีความเห็นอย่างไร ก็ให้ความเห็นมา ก็เลยกลายเป็นเหมือนกับว่าเป็นการโหวต ซึ่งผมเองเป็นคนคัดค้าน อยู่ตลอดว่าจากประวัติการเป็นกรรมาธิการเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องปัญหารัฐธรรมนูญ ที่เราเป็นกรรมาธิการกันตอนนั้นมันมีความเห็นขัดแย้งกันมากกว่านี้อีกแต่เราไม่สรุป ความเห็นใคร ความเห็นท่านจตุพรเราก็วางไว้ ความเห็นของท่าน ผมจะไม่เอ่ยชื่อนะครับ เราก็วาง ๆ ไว้ให้คนอ่านเขาจะได้เข้าใจ ดังนั้นในคราวนั้นเองซึ่งตอนหลังมีการบันทึกตรงนี้ไว้ ในร่างซึ่งไม่ได้เอามาที่นี่แล้วสุดท้ายทางผู้ทํารายงานก็ร้องขอว่าอย่าใส่ไปเลยตรงนั้น มันจะดูเหมือนกับว่าเป็นการลงมติก็ถูกถอดออกไปเป็นที่เรียบร้อย ท่านประธานเป็นคนสั่งเอง ไม่มีกลไก ก็เลยมีความเข้าใจผิดกันตรงนั้น มีความกังวลกันตรงนั้นจนกระทั่งนํามาสู่ ผมจะเรียกว่ากรรมาธิการก็เลยแตก น่าเสียดาย อันที่จริงแล้วไม่คิดจะมาพูดอะไรแล้วแต่ว่า ท่านสมาชิก ท่านอาจารย์กนกได้ให้ความเห็นไว้ผมอาจจะต้องแก้แทนคณะกรรมาธิการนิดหนึ่ง เพราะว่าผมนั่งอยู่ด้วยในที่ประชุมนั้นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ท่านได้นําเสนอว่าคณะกรรมาธิการสรุปผลการศึกษามา โดยไม่ได้เข้าใจเรื่องการปรองดองว่าคืออะไร ผมยืนยันว่าไม่จริงนะครับ เพราะในข้อ ๕.๓ เราได้สรุปชัด แล้วก็สรุปตามที่สถาบันพระปกเกล้าได้สรุปมาด้วยและจากความเห็นเราด้วย จาก คอป. ด้วยว่ากรรมาธิการเห็นว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นพิเศษ มันเป็นความขัดแย้ง ระหว่างประชาชนกับประชาชนซึ่งคํานี้เป็นคําของท่านชํานิในฐานะกรรมาธิการ ผมจําได้ แล้วเราก็เห็นด้วยกับความเห็นของกรรมาธิการชํานิว่าเป็นความขัดแย้งไม่ใช่รัฐกับประชาชน อันนี้มันพิเศษมาก แล้วคณะกรรมาธิการก็เลยมีความเห็นว่าจะต้องแสวงหาทําความเข้าใจ ร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาอีกในอนาคต เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กนก ได้กล่าวว่าทางคณะกรรมาธิการตัดแค่ว่าให้จบแค่นี้แล้วไม่ได้มองไปในอนาคต เราสรุปไว้ชัด ในข้อสรุป ในข้อ ๕.๓ และยังต่อไปอีกว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องบริหารความขัดแย้ง ด้วยความระมัดระวัง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังพบว่าการสร้างความปรองดอง ในประเทศไทยมีความแตกต่างกับประเทศอื่น ๆ ของเราเหมือนยังร้อนอยู่และพร้อมที่จะเกิด เพราะฉะนั้นให้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการที่มองไม่เห็นว่า ความปรองดองที่สถาบันพระปกเกล้าที่เขาสรุปเรามาตัดเอาเฉพาะส่วนหนึ่ง ไม่จริง เราก็มองตลอดว่า มีปัญหาแบบนี้ เห็นอยู่แล้วก็บันทึกไว้แล้ว
ประเด็นต่อมาที่ได้พูดถึงว่ามันจะเกิดความอ่อนไหว การเอาเรื่อง ความปรองดองไปใช้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องอาจจะ นําไปสู่ความรุนแรง ข้อ ๕.๔ ก็กําหนดไว้ เขียนไว้ชัดว่าคณะกรรมาธิการพบว่าประเด็นที่ อ่อนไหวอาจจะนําไปสู่การเผชิญหน้าเกี่ยวกับความรุนแรงได้ เช่น ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา ๑๑๒ เรื่องนี้มีปัญหา ประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมซึ่งท่านได้กล่าวว่าถ้าเราไม่ระมัดระวังแล้ว คณะกรรมาธิการไม่เห็นจุดนี้ว่ามันจะนําไปสู่ความรุนแรง คณะกรรมาธิการสรุปไว้ในข้อ ๕.๔ หน้า ๓๐ ว่าประเด็นการปรองดองโดยเฉพาะการนิรโทษกรรมแก่ผู้เกี่ยวข้องนั้น จําเป็นที่ ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังในการนําเสนอประเด็นดังกล่าวข้างต้นเพื่อป้องกันมิให้เกิด ความขัดแย้งอันจะนําไปสู่ความรุนแรงได้อีก ได้เขียนไว้แล้วชัดเจนว่าตรงนี้อ่อนไหวมาก ตรงนี้ต้องระวังให้มาก ชัดเจนนะครับตรงนี้ ผมเรียนว่าประเด็นที่สําคัญอยากจะเรียนว่า ในการประชุมของคณะกรรมาธิการเองเราเคารพความเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ในตอนสุดท้าย ผมก็แปลกใจนิดหนึ่งว่าที่จริงแล้วท่านอาจารย์กนกได้นําเสนอเรื่องนี้เป็นความเห็นแย้ง สถาบันพระปกเกล้าไว้ ๑๐ ประการ ๖ ประเด็น ชัดเจนว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้า ยังไม่สมบูรณ์ แล้วก็ได้อภิปรายไว้ ทางท่านประธานคณะกรรมาธิการก็ได้พูดในที่ประชุม ผมมีบันทึกรายงานการประชุมอยู่ชัดเจนว่าถ้าอย่างนั้นขอให้ความเห็นของกรรมาธิการ ที่เห็นแย้งต่าง ๆ ให้ส่งรายละเอียดมา เราจะใช้เป็นการว่าเป็นความเห็นที่ต่างไปจะสรุปไว้ ท้ายของรายงาน เพื่อเวลาเรานําเข้าสภา ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ทราบว่าความเห็นนี้ดํารงอยู่ เป็นความเห็นที่ต่างไปเหมือนกับเสียงข้างน้อยนั่นเอง ในหน้า ๔๔ ผมเรียนว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการได้รวบรวมความเห็นของท่าน ส.ส. นิพิฏฐ์ในฐานะกรรมาธิการก็เอามาไว้ในนี้ เพราะว่าทั้ง ๒ ท่านไม่ได้ส่งความเห็นแย้งมาเราก็รวบรวม ท่านกนกเองพูดในที่ประชุม คณะกรรมาธิการว่าขอให้เอาบันทึกที่ผมพูดไว้ในตรงนี้มาใส่ให้หมด กรรมาธิการก็เอามาใส่หมด ซึ่งในนั้นทั้งหมดเป็นการแย้งว่าสถาบันพระปกเกล้าควรจะศึกษาเพิ่มเติม แต่ที่เรา ไม่ดําเนินการในคณะกรรมาธิการตอนนั้นเพราะว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าสรุปไปแล้วถือว่าจบแล้ว เพราะเรารับรายงานเขาแล้ว ก็เลยบอกว่าถ้าเป็นอย่างนั้นโอกาสที่จะมีการศึกษาต่อ เพื่อรวบรวมไม่ใช่ว่ากรรมาธิการไม่เห็น แต่เนื่องจากข้อจํากัดเรื่องเวลาด้วย แล้วก็ สถาบันพระปกเกล้าเองสรุปข้อเท็จจริงเอามาจาก คอป. ไม่ได้มีหน้าที่ไปหาเอง ก็เลยมาสรุปไว้ จํานวนในหน้า ๔๔ ครบถ้วนกระบวนความอาจารย์ครับ แล้วก็รายละเอียดประเด็นทั้งหลาย เอามารวมไว้ในนี้หมดแล้ว ของท่านอาจารย์รวมอยู่ในนี้หมดแล้วในความเห็นเกี่ยวกับ ความไม่สมบูรณ์ของสถาบันพระปกเกล้าไว้ทั้งหมด ๓ หน้า ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการ ก็เลยได้สรุปไปในที่ประชุมตอนสุดท้ายว่าเราคงจะทําฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดนี่คงไม่ได้ ก็รวบรวม เอาที่จําเป็นแล้วก็นํามาเสนอในส่วนหนึ่งของการศึกษากรรมาธิการเท่านั้นเองโดยรวมเอา ความเห็นต่าง ๆ ที่เป็นความเห็นที่ต่างไปมาไว้ในนี้ครบถ้วนกระบวนความ แล้วก็เป็นเพียงแต่ว่า เสนอต่อที่ประชุมได้รับทราบว่าเราได้เคารพความเห็นของท่านอาจารย์ แล้วก็มารวบรวมไว้ ตรงนี้หมดแล้ว ส่วนเรื่องความปรองดองที่เห็น ความขัดแย้งที่ต่อเนื่องก็เห็นแล้ว ส่วนเรื่องของ ปัญหาที่ว่ามันเป็นเรื่องอ่อนไหวอาจจะกระทบกระเทือนต่อไปในอนาคตได้ ในเรื่องการ นิรโทษกรรมก็ได้บันทึกไว้แล้วเป็นความเห็นกรรมาธิการแล้วชัดเจนครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ