กนก จี้แก้รายงาน กมธ. ขาดข้อมูล-ละเลยหลักการยุติธรรม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

กนก วงษ์ตระหง่าน ชี้ว่ารายงานของกรรมาธิการขาดข้อมูลและรายละเอียดที่จำเป็นในการวิเคราะห์ความขัดแย้งทั้งด้านข้อมูลและผลประโยชน์ โดยอ้างคำอธิบายจากสถาบันพระปกเกล้าเพื่อตั้งคำถามถึงความสามารถในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาปรองดอง พร้อมทั้งวิจารณ์ว่ารายงานดังกล่าวขาดความเข้าใจในหลักการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และเรียกร้องให้แก้ไขกระบวนการสร้างความปรองดองโดยต้องรับฟังทุกภาคส่วนรวมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตร่วมกันก่อนจะนำไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยไทย

นายกนก วงษ์ตระหง่าน บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาต ที่จะอภิปรายในประเด็นรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ ท่านประธานครับ เมื่อก่อนหน้านี้กรรมาธิการได้พูดว่า รายงานของคณะกรรมาธิการตอนแรกก็บอกว่าใช้ของสถาบันพระปกเกล้า แต่อีกท่านก็บอก ในตอนหลังว่าใช้บางส่วน ผมก็เลยไม่แน่ใจว่าสุดท้ายกรรมาธิการที่ทํารายงานมาด้วยกันนั้น เข้าใจตรงกันหรือไม่ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออนุญาตที่จะแสดงให้ปรากฏว่า รายงานของคณะกรรมาธิการนี้ในประเด็นแรกไม่สอดคล้องกับรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าและส่วนที่ไม่สอดคล้องนั้นก็หมายความว่ามันเป็นวาระของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติเอง ที่ต้องการจะใส่เพิ่มเข้าไป ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่แน่ใจว่าคณะกรรมาธิการได้อ่าน รายงานสถาบันพระปกเกล้าเล่มนี้จริงหรือไม่ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าในรายงานของ สถาบันพระปกเกล้านั้นโดยหลักวิชาการได้บอกถึงกรอบแนวความคิดหรือทฤษฎีที่จะ นํามาใช้ซึ่งเป็นหลักในเรื่องของการปรองดองไว้ดีมากเหลือเกินและถ้ากรรมาธิการได้เคารพ ในหลักหรือกรอบทางทฤษฎีที่สถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอนั้น ผมเชื่อว่ารายงานของ คณะกรรมาธิการจะไม่ปรากฏเช่นที่เห็นนี้ ผมอยากขออนุญาตแสดงให้ปรากฏเป็นหลักฐาน ในเรื่องที่ ๑ ก็คือคําว่า ปรองดอง เมื่อสักครู่นี้กรรมาธิการได้บอกว่าปรองดองคืออะไร ผมไม่แน่ใจ ผมทราบแน่นอนว่าท่านไม่ได้อ่านรายงานของสถาบันพระปกเกล้าแน่ เพราะสิ่งที่ท่านพูด ไม่ตรงกับรายงานสถาบันพระปกเกล้า รายงานของสถาบันพระปกเกล้าในหน้าที่ ๑๘ ได้เขียนว่าการปรองดองได้แก่กระบวนการต่าง ๆ ที่ป้องกันแก้ไขไม่ให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมาใหม่ อีกครั้ง โดยการสร้างสันติภาพหยุดยั้งวงจรความรุนแรงและสร้างสถาบันที่เป็นประชาธิปไตย ให้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง นั่นก็หมายความว่าความหมายของปรองดอง สถาบันพระปกเกล้า ต้องการจะบอกว่าไม่ใช่เป็นแค่แต่เพียงการยุติความรุนแรง การทําให้เรื่องที่ขัดแย้ง ที่เพิ่งเกิดขึ้นจบ แต่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าปรองดองคือการทําให้ความขัดแย้งไม่เกิดขึ้นอีก ในอนาคต แต่ดูเหมือนว่ารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติต้องการที่จะบอกแค่แต่เพียงว่าเรื่องที่ผ่านมายุติเถอะ แล้วเราก็จะได้จบกัน แต่ไม่มีหลักประกันเลยในรายงานนี้ที่จะบอกว่าความรุนแรงหรือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่เกิดขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้คือความเข้าใจที่ผิด ของกรรมาธิการในเรื่องของความปรองดอง ถ้าท่านเคารพต่อความหมายของการปรองดอง ที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกกับเราอย่างชัดเจนเช่นนี้ ข้อเสนอ ๕ ข้อที่ท่านพูดถึงนั้น จะไม่เป็นอย่างนี้แล้วเดี๋ยวผมจะอภิปรายในรายละเอียดต่อไป

ในประการที่ ๒ ครับท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้าได้อธิบาย ความหมายของความขัดแย้งไว้ชัดเจนมาก และท่านได้แบ่งแยกเป็น ๕ ประเด็น ผมขออนุญาตหยิบมาเพียง ๒ ประเด็นเท่านั้นเองนะครับ ตรงนี้ถ้าท่านหาไม่เจอนะครับ หน้า ๑๕ กับหน้า ๑๖ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกว่าความขัดแย้งนั้น อันแรกคือ ความขัดแย้งด้านข้อมูล และท่านอธิบายว่าเป็นปัญหาพื้นฐานของความขัดแย้ง อาจจะเกิดจาก ข้อมูลน้อยไป การแปลผลผิด การวิเคราะห์ออกมาด้วยความเห็นต่างกัน ปัญหา ความแตกต่างในการรับข้อมูล ชัดเจนมากเลยครับ แล้วในขณะนี้กรรมาธิการก็น่าจะทราบดีว่า ข้อมูลที่ท่านพูดถึงทั้งหมดในรายงานของท่านทั้ง ๔ ข้อนี้ตกหมดทุกข้อเลยครับ ผมขออนุญาตที่จะบอกว่าเอา ตัวอย่างอันเดียวก็น้อยเกินไป สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าข้อมูลท่านต้องตอบว่าใครขัดแย้งกับใคร ท่านไม่ได้ตอบเลยนะครับ ท่านตอบคร่าว ๆ ไม่มีรายละเอียด ขัดแย้งกันเรื่องอะไร ท่านก็ตอบคร่าว ๆ ไม่มีรายละเอียด ความขัดแย้งนี้ขยายตัวได้อย่างไร ท่านก็ไม่ได้บอกครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะตั้งคําถามกับกรรมาธิการว่าเมื่อท่านยังไม่มีข้อมูล แล้วไม่รู้ความจริงเลย ท่านจะเข้าใจความขัดแย้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และยิ่งไปกว่านั้น ท่านจะนําไปสู่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการปรองดองได้อย่างไร

ความขัดแย้งในส่วนที่ ๒ คือความขัดแย้งในเรื่องของผลประโยชน์ครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าบอกชัดเจนว่าถ้าผลประโยชน์ขัดแย้งกันปรองดองไม่ได้หรอกครับ และกรรมาธิการวันนี้ท่านก็ทราบดีอยู่ว่ารายงานสถาบันพระปกเกล้าได้บอกชัดเจนว่า กลุ่ม ฝ่ายต่าง ๆ จะเป็นใครก็แล้วแต่ ถูกผิดเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ชัดเจนคือผลประโยชน์ ของแต่ละกลุ่มนั้นตกลงกันไม่ได้ครับท่านประธาน แล้วถ้าเป็นอย่างนี้เราจะปรองดอง ได้อย่างไรครับท่านประธาน นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่กรรมาธิการไม่ได้ศึกษา สถาบันพระปกเกล้า

ประการที่ ๓ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกว่าขั้นตอนและการปรองดองนั้น มี ๓ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑ คือการหยุดใช้ความรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความหวาดกลัว เพื่อขจัดความเกลียดชัง ความเคียดแค้น และความทรงจําที่เจ็บปวดครับ ขั้นตอนที่ ๒ สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจบนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชน ขั้นตอนที่ ๓ เอาใจเขามาใส่ใจเรา การเข้าใจถึงสาเหตุที่มาของความขัดแย้ง ของมุมมอง ของฝ่ายตรงข้าม โดยเหยื่อยินดีที่จะรับฟังเหตุผลของผู้กระทําผิด และผู้กระทําผิดก็พร้อมที่จะ รับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดของเหยื่อเพื่อหยุดยั้งความเกลียดชัง และแก้แค้นต่อกัน ตรงนี้ละครับ ที่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าบรรยากาศปรองดองมันไม่มี ก็เพราะว่าขั้นตอน ๓ ขั้นนี้ มันยังไม่เกิดเลยครับ ตรงนี้คือความชัดเจน ถ้าท่านเข้าใจอย่างนี้ท่านจะไม่ว่าใครเลยครับว่า การปรองดองมันยังไม่เกิดขึ้น เพราะบรรยากาศไม่มี ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเรายังไม่ได้ ทํางานในขั้นตอนที่ ๑ ขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตอนที่ ๓ แต่อย่างใดครับท่านประธาน

และที่สําคัญประการที่ ๔ กระบวนการและเครื่องมือในการสร้าง ความปรองดอง สถาบันพระปกเกล้าได้ให้ขั้นตอนไว้ชัดเจน ๕ ขั้นตอน ผมจะไม่อ่านทั้งหมด นะครับ อันแรกคือเรื่องของการเยียวยาทางด้านจิตใจ ไม่ใช่เงินนะครับ สถาบันพระปกเกล้า เขียนไว้ชัดเจนในหน้า ๒๑ บอกว่า การหาความจริง การยอมรับผิด และความยุติธรรม ไม่สามารถแยกออกจากกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายได้ การนําผู้กระทําผิดเข้าสู่ กระบวนการยุติธรรมก็เป็นสิ่งสําคัญ และเพื่อไม่ให้เหยื่อรู้สึกว่าได้รับความไม่เป็นธรรมดํารงอยู่ ชัดเจนมากเลยครับ

ประการที่ ๒ การใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ที่ท่านรองประธาน ได้พูดถึงนะครับ ท่านอธิบายไม่ตรงกับที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกนะครับ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้ในหน้า ๒๑ และหน้า ๒๒ โคลส (Close) นะครับ กระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเยียวยาผู้เสียหาย และการลงโทษผู้กระทําผิดแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นกระบวนการยุติธรรมที่เปิดโอกาส ให้ผู้เสียหายและผู้กระทําความผิดได้เข้ามามีส่วนร่วมโดยการพูดคุยกัน เพื่อวิเคราะห์ว่าอะไร คือข้อเท็จจริง อะไรคือสาเหตุแห่งการกระทําผิด และเป็นกระบวนการที่ทําให้ผู้กระทําผิด และผู้เสียหายมีความเข้าใจซึ่งกันและกัน ให้ผู้กระทําผิดเกิดความรู้สึกรับผิดชอบกับสิ่งที่ ตนเองทํา และตกลงกันว่าจะเยียวยาผู้เสียหายอย่างไร ตลอดจนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ผู้กระทําผิด แล้วทําให้ผู้กระทําผิดกลับคืนสู่สังคมได้ นี่คือความหมายของยุติธรรม เชิงสมานฉันท์นะครับ ไม่ใช่บอกว่าเอาละลืม ๆ ไปเถอะ แล้วเดี๋ยวเรากลับมาพูดกัน แล้วก็จบนะครับ

– ๘๘/๑

อันที่ ๓ การเล่าความเป็นจริงผมจะไม่พูดแล้วนะครับ

อันที่ ๔ การชดเชยจะไม่พูดนะครับ

อันที่ ๕ สําคัญมาก ท่านอ้างบ่อยเหลือเกิน ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ขอพูดภาษาอังกฤษกับท่านด้วยนะครับ ทรานซิชันแนล จัสติส สถาบันพระปกเกล้าบอกว่า มี ๖ ข้อครับ ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านเป็นแนวทางหนึ่งที่นํามาเพื่อใช้เปลี่ยนผ่าน ไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติบนพื้นฐานว่าจะจดจํา หรือลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และมาตรการในการลงโทษผู้กระทําผิดหรือเน้นการเยียวยา ผู้เสียหายโดยมีวิธีการ ๖ ข้อ

ข้อ ๑ การฟ้องร้องดําเนินคดีกับผู้กระทําผิด

ข้อ ๒ นิรโทษกรรม

ข้อ ๓ การค้นหาความจริง

ข้อ ๔ ช่วยเหลือเยียวยา

ข้อ ๕ ระลึกถึงผู้ได้รับผลกระทบ

และข้อ ๖ ปฏิรูปสถาบัน

ท่านประธานครับ ผมได้ถามคําถามนี้กับสถาบันพระปกเกล้าชัดเจนว่า ๖ ข้อนี้ เลือกทําบางข้อได้ไหม สถาบันพระปกเกล้าตอบชัดเจนครับ เลือกไม่ได้ต้องทําครบทั้ง ๖ ข้อ จึงจะเป็นยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน แต่ในรายงานของคณะกรรมาธิการท่านเลือกทําเพียง บางข้อ และยิ่งไปกว่านั้นความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านหมายถึงการเปลี่ยนผ่านจากสังคม ที่มีความขัดแย้งไปสู่สังคมที่พึงปรารถนา ที่มีสันติภาพ ไม่ใช่เปลี่ยนผ่านจากคนผิดแล้วก็ไม่ผิด ไม่ใช่เปลี่ยนผ่านจากคนถูกยึดทรัพย์แล้วไม่ต้องถูกยึดทรัพย์ ไม่ใช่นะครับ มันเป็นการเปลี่ยนสังคมครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมเปลี่ยนผ่านใช้กับสังคมไม่ได้ใช้กับ ตัวบุคคลนะครับ ท่านประธานครับ และที่สําคัญสถาบันพระปกเกล้าได้สรุปบทเรียนจาก ๑๐ ประเทศที่ได้ศึกษาไว้ ผมจะไม่ขอพูดในรายละเอียดท่านได้บอกไว้ ๕ ข้อนะครับ ที่สําคัญ ๕ ข้อ ก็คือว่าในข้อที่ ๕ ผมขอหยิบเรื่องเดียว ต้องมีคําอธิบายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครับ และตรงนี้เป็นสิ่งที่กรรมาธิการพยายามหลีกเลี่ยงตลอด เดี๋ยวผมจะชี้ประเด็นในรายละเอียด นะครับ เมื่อมีคําอธิบายกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นแล้ว รู้ว่าใครทําผิด ใครได้รับ ผลกระทบต่อความเสียหาย และเกิดการยอมรับผิดครับ ท่านประธานครับ เมื่อเกิดการ ยอมรับผิด จึงให้อภัยครับท่านประธาน ไม่ใช่ยังไม่ยอมรับผิดเลยก็รีบจะให้อภัยกันแล้ว ถ้าอย่างนั้นผู้ที่ทําผิดจะสํานึกในความผิดนั้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และไม่ทําให้เกิด ปัญหาความขัดแย้งในอนาคตอีกได้อย่างไร นี่ละครับ ท่านประธานครับ ผมเสียดายที่ กรรมาธิการไม่ได้ศึกษากรอบที่สถาบันพระปกเกล้าที่ให้ไว้ดีเหลือเกิน และผมเชื่อว่า ถ้ากรรมาธิการได้นํากรอบตรงนี้ไปใช้ ท่านก็จะรู้ทันทีว่ารายงานที่ท่านนําเสนอนั้น มันมีข้อบกพร่อง และไม่ถูกต้อง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานต่อไปว่า เอาล่ะ จากกรอบตรงนี้ข้อเสนอของกระบวนการ สร้างความปรองดองในชาติที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้มีอะไรบ้าง ท่านดูหน้า ๑๕๕ กับหน้า ๑๕๖ นะครับ ประเด็นสําคัญสถาบันพระปกเกล้าผมขอพูดให้ชัดเจน สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าทั้งหมดที่เสนอนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้นําไปเสวนา ให้นําไปพูดกันกับ ประชาชน ให้ประชาชนได้เข้ามาพูดกันในเรื่องเหล่านี้ และเมื่อได้ข้อยุติแล้วการปรองดอง ก็จะเกิดขึ้น ไม่ใช่เอาประเด็นตรงนี้ไปยื่นให้กับรัฐบาล แล้วรัฐบาลไปปฏิบัติ ตอนแรก ผมก็เข้าใจเอาว่าคงจะไม่เสนอรัฐบาล แต่เมื่อสักครู่นี้มีสมาชิกจากฟากรัฐบาลนะครับ ขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อท่านละครับ ท่านได้บอกเลยว่าจะส่งรายงานนี้ให้รัฐบาลไปปฏิบัติต่อไป ตรงนี้เป็นปัญหาท่านประธานครับ ที่ผิดกับสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้ สถาบันพระปกเกล้าบอกว่าข้อเสนอนี้ประกอบด้วย ๔ ส่วนครับท่านประธาน ส่วนที่ ๑ ก็คือ สาระที่จะต้องเอาไปพูดกันมี ๖ เรื่องครับท่านประธาน ๖ เรื่องนี้ที่สําคัญก็คือว่าเป็น ๖ เรื่อง ที่เป็นระยะสั้น ๔ เรื่อง แล้วก็ระยะยาว ๒ เรื่อง และในการพูดกันนี้สถาบันพระปกเกล้า บอกชัดพูด ๒ ระดับ ระดับพรรคการเมืองผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง กับระดับที่ ๒ คือประชาชน ทั้งประเทศ ทีนี้ใน ๔ ประเด็นนั้นผมอยากจะขอย้ําเพื่อเกิดความเข้าใจที่ชัดเจนเรื่องที่ ๑ ระยะสั้นต้องไปพูดกัน การจัดการกับความเป็นจริงจะทําอย่างไร สถาบันพระปกเกล้า บอกชัดเจนครับ ในหน้า ๑๔๔ นะครับว่า วัตถุประสงค์การเปิดเผยความจริงนี้ต้องเป็นไปเพื่อให้ศึกษา ปรากฏการณ์เพื่อสังคมได้เรียนรู้บทเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต และเป็นการสร้างฉันทามติร่วมกัน หามาตรการเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีกในอนาคต ข้อที่ ๕ สถาบันพระปกเกล้าอธิบายต่อว่า สนับสนุนส่งเสริมบทบาทของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ คอป. ให้ดําเนินการค้นหาความจริง ของเหตุการณ์รุนแรงที่นํามาซึ่งความสูญเสียให้แล้วเสร็จในระยะเวลา ๖ เดือน แสดงว่า สถาบันพระปกเกล้าก็เห็นแล้วนะครับว่า คอป. ค้นหาความจริงยังไม่จบครับ แต่กรรมาธิการ ก็จะพยายามบอกว่าสถาบันพระปกเกล้าไม่ต้องไปค้นหาความจริง ใช้ความจริงของ คอป. แค่นี้พอแล้ว แต่สถาบันพระปกเกล้าไปดูรายงานของ คอป. แล้ว ก็มาบอกเราว่า คอป. ยังทําไม่จบ และประมาณการว่าอีก ๖ เดือนจึงจะทําจบ ท่านก็ไม่ฟังนะครับ และสุดท้าย สถาบันพระปกเกล้าได้เตือนอีกว่าการค้นหาความจริง หน่วยงานของรัฐจะต้องให้ ความร่วมมือกับ คอป. ในการตรวจสอบค้นหาความจริง ต้องมีการกําหนดงบประมาณ ให้เพิ่มมากขึ้นและเพิ่มบุคลากรที่จําเป็น ความหมายตรงนี้ชัดเจนครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าไปพบว่า คอป. ทํางานไม่ได้ เพราะหน่วยงานของรัฐในขณะนี้ไม่ให้ ความร่วมมือ งบประมาณก็มีน้อย คนก็มีน้อย และ คอป. จะทํางานได้อย่างไรครับ ท่านประธาน

ประการที่ ๒ ประเด็นที่จะต้องพูดต่อ ก็คือการให้อภัยผ่านกระบวนการ นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง โดยรวมถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย ที่เจ้าหน้าที่และผู้บังคับบัญชาตลอดจนผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อย ท่านไม่ได้บอกนะครับว่าให้ไปนิรโทษกรรม ท่านบอกให้เอาประเด็นนี้อย่างนี้ไปคุยกัน เป็นจุดเริ่มต้น ว่าอย่างนี้แต่ละคน คนในประเทศนี้เขาคิดกันอย่างไร เขารู้สึกอย่างไร จะเอา ไม่เอา และที่สําคัญครับท่านประธาน กรรมาธิการกรุณาฟังนะครับ สถาบันพระปกเกล้า มีข้อสังเกต (๓) บอกว่า การนิรโทษกรรมโดยเนื้อแท้คือการไม่ต้องรับผิดในสิ่งที่ผิด ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ท่านนิพิฏฐ์ได้อธิบายชัดเจน มันมีการกระทําผิดเกิดขึ้น แต่นิรโทษกรรมก็คือ ไม่ต้องรับผิด แต่การกระทําผิดเกิดขึ้น แสดงว่ามีการทําผิดจริง ไม่ใช่ไม่มีการทําผิดเกิดขึ้นเลย นิรโทษกรรมแล้วแสดงว่าไม่มีคนทําผิด ไม่ใช่ เข้าใจผิด สถาบันพระปกเกล้าอธิบายต่อไปว่า หากเลือกใช้กระบวนการนี้จะไม่ทําให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของความผิดพลาด และอาจก่อให้เกิดความเคยชินต่อการไม่ต้องรับโทษ ดังนั้นหากไม่มีการบันทึกประวัติศาสตร์ และทําความจริงให้ปรากฏก็อาจเกิดเหตุการณ์ทํานองเดียวกันนี้ขึ้นได้อีกเรื่อย ๆ สถาบันพระปกเกล้าได้เตือนเลยนะครับเรื่องนิรโทษกรรม มันจะเป็นอย่างนี้แล้วมันจะเกิดขึ้นอีก นะครับ ท่านก็ไม่เอาสิ่งเหล่านี้เข้ามาอยู่ในรายงาน ในระยะยาวอีก ๒ ประเด็น ผมจะไม่ขอพูดถึง นะครับ ในระยะสั้นท่านพูดในประเด็นถัดไปอีก อย่างเช่นการสร้างการยอมรับในมุมมองต่อ ประชาธิปไตยที่แตกต่างกัน การวางรากฐานของประเทศเพื่อความเป็นธรรมในสังคม ตรงนี้ เกี่ยวข้องโดยตรงกับการร่างรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าจากบทเรียน เรื่องความขัดแย้งได้บอกกับเราว่าในระยะยาวถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญ แก้รัฐธรรมนูญให้เอา ประเด็นเหล่านี้ไปถามประชาชนก่อน แต่เราก็ไม่ได้ทําที่ผ่านมานะครับ มาตรา ๒๙๑ ผมจะไม่ขออภิปรายในตรงนั้น และที่สําคัญนี่คือประเด็นสาระที่สถาบันพระปกเกล้าบอกว่า ให้เอาไปคุยกัน ไม่ใช่ให้เอาไปให้รัฐบาลปฏิบัติ นี่คือชัดเจน การสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง ผมจะไม่พูดรายละเอียด ๗ ข้อนะครับที่สถาบันพระปกเกล้าได้พูดไว้ แต่หลักใหญ่ก็คือว่า ถ้าเราไม่ทําตามขั้นตอน บรรยากาศการปรองดองมันไม่เกิดหรอกครับ ถ้าเราเร่งรีบรวบรัด ตัดตอนใช้เสียงข้างมาก บรรยากาศแห่งการปรองดองไม่เกิดขึ้นหรอกครับท่านประธานครับ และที่สําคัญสถาบันพระปกเกล้าได้บอกชัดเจนว่าปัจจัยแห่งความสําเร็จทั้งหมดที่พูดมานี้ จะสําเร็จได้นี่นะครับมีเงื่อนไข ๓ ข้อครับท่านประธาน เจตจํานงทางการเมืองของผู้มีอํานาจรัฐ ที่จะสร้างความปรองดอง โดยคํานึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสําคัญ คํานึงถึงผลประโยชน์ ของชาติเป็นสําคัญ ไม่ใช่ผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลหรือบุคคล

๒. กระบวนการสร้างความปรองดองจะต้องมีพื้นที่ให้กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย โดยตรงและประชาชนจากทุกภาคส่วนในสังคมไทย ท่านประธานครับ ตรงนี้ผมต้อง ขออนุญาตขอความเป็นธรรมให้กับภรรยาของ พลเอก ร่มเกล้า ที่ได้ให้สัมภาษณ์ ผมไม่ได้พบเธอ ในวันนั้น เขากําลังขอความเป็นธรรมกับเราครับ แล้วเราจะไม่ให้ความเป็นธรรมกับเธอเลยหรือครับ ที่จะให้เธอมาเล่าให้เราฟังว่าเธอรู้สึกอย่างไร เธอเจ็บปวดอย่างไร และเธอต้องการความเป็นธรรม ในความหมายใด

ปัจจัยข้อที่ ๓ ปัญหาใจกลางซึ่งเป็นเหตุของความขัดแย้งจะต้องได้รับ การแก้ไขและแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการพัฒนาประชาธิปไตยไทย เราทราบหรือยังว่า เหตุแห่งความขัดแย้งเป็นอย่างไรครับท่านประธาน ผมยืนยันแน่นอนว่าในรายงานของ คณะกรรมาธิการนี้ยังไม่ทราบครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่า นี่คือข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตไปประเด็นที่สําคัญ นะครับ รายงานของคณะกรรมาธิการ ๓๙ หน้า ท่านไม่ได้เข้าใจอย่างที่ผมกล่าวมาเลย และที่ท่านเขียนไว้ ๕ ข้อเดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียด ไม่ได้เป็นอย่างที่ผมพูดมาเลย แล้วก็ไม่ได้ตรงกับที่สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้แต่อย่างใด ข้อเสนอแนะของท่านมีข้อที่ ๑

ข้อที่ ๑ ที่ท่านเขียนนั้นผมไม่อ่านนะครับ แต่ความหมายก็คือท่านอ้างหลักการ หลักการที่ท่านอ้างก็คือยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ แต่ท่านไม่ได้ อธิบายรายละเอียดหรอกครับ และจบลงท่านก็บอกว่าเราต้องรีบปรองดอง นี่คือข้อที่ ๑ ของท่านนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านไม่ได้อธิบายเลยว่าเหตุผลรายละเอียดของ ความหมายซึ่งผมได้พูดไปแล้วเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นการอ้างหลักการที่สถาบันพระปกเกล้า ได้หยิบขึ้นมาที่ไม่สอดคล้องและไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่อ้างแก่นของหลักการที่ สถาบันพระปกเกล้าได้บอกไว้

ข้อที่ ๒ ท่านให้ข้อเสนอแนะเรื่องหลักนิติธรรม หลักนิติธรรมที่ท่านพูดมา ทั้งหมดจบลงก็คือบอกว่าให้เยียวยาครับ ผมอยากจะถามว่าหลักนิติธรรมคืออะไร ผมคงไม่ต้อง อธิบายต่อนะครับ ท่านนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้อธิบายไปเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมขอย้ําอีกครั้งหนึ่งว่ายุติธรรมเปลี่ยนผ่านที่ท่านพูดถึงมันมี ๖ ข้อนะครับ เยียวยาเป็นข้อหนึ่ง เท่านั้น แต่ท่านต้องทําให้หมดนะครับ ถ้าท่านทําไม่หมดแล้วหยิบมาทําเพียงข้อเดียวหรือบางข้อนั้น มันไม่ใช่นะครับ ผมขอใช้ตัวอย่างเล็ก ๆ อีกนิดเดียวครับ เรื่องเยียวยาที่ท่านพูด ท่านพูดถึง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ครับท่านประธาน และในรายงานของท่านใช้คําว่าโคลสเลยนะครับ เหมาะสมและเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรการเยียวยาตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะอนุกรรมาธิการพูดชัดเจนนะครับว่าเยียวยาภาคใต้ ผมขออนุญาตพูดสั้น ๆ ๑. ให้เท่ากับกรุงเทพฯ ทั้งหมด ๒. ผู้บริสุทฺธิ์จะต้องได้รับการ เยียวยา ๓. เวลาจะต้องปลายเปิด คือถ้าความรุนแรงยังต่อเนื่องหยุดไม่ได้ครับ เพราะว่า ที่กรุงเทพฯ เหตุการณ์มันจบแล้ว อย่างนี้เป็นต้น คําว่า เหมาะสมและเป็นธรรม ของท่าน มันแปลเป็น ๓ ข้อเหมือนผมหรือไม่ ผมไม่เข้าใจ ไม่แน่ใจ และผมไม่มั่นใจจริง ๆ ครับท่านประธาน

ข้อที่ ๓ ท่านพูดถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ท่านอ้างถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วสถาบันพระปกเกล้า ผมย้ําอีกครั้งหนึ่ง ท่านบอกว่าให้ไปเสวนาว่าประชาชน คิดอย่างไรเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้อะไร ไม่แก้อะไร เพราะอะไร ที่เห็นตรงกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดความขัดแย้งใหม่ครับ แต่วันนี้เราล้ําหน้าไปแล้วนะครับ เราแก้มาตรา ๒๙๑ แล้วก็จะมี สสร. แล้วก็สถาบันพระปกเกล้าบอกแล้วนะครับ เตือนแล้วว่าระวังจะเกิด ความขัดแย้งใหม่นะครับ

ข้อที่ ๔ ครับท่านประธาน ปรองดองคือการให้อภัย คืนความถูกต้อง และคืนความชอบธรรม นี่คือประเด็นที่ท่านพูดในข้อที่ ๔ ของท่าน สถาบันพระปกเกล้า ได้บอกกรอบความคิดและเครื่องมือเหล่านี้ ผมไม่จําเป็นต้องพูดอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่ผมต้องการที่อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ความยุติธรรม ในระยะเปลี่ยนผ่าน ที่ท่านพูดถึงนี้ท่านหยิบมาส่วนเดียวครับ แล้วท่านโยนทิ้งหัวใจของมันไปเลย และท่านก็จะได้ออกมาสรุปอย่างนี้นะครับว่า ปรองดองคือการให้อภัยและคืนความถูกต้อง แต่ถ้าท่านเข้าใจและหยิบหัวใจและเคารพ ในหัวใจหลักของความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน ท่านจะต้องบอกว่าทําความจริงให้ปรากฏ ผู้ที่ทําผิดต้องรับผิด และจะเยียวยาและจะให้อภัย ท่านต้องพูดอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ใช่บอกว่าปรองดองคือการให้อภัย ปรองดองคือ การลืมอดีต มันไม่ใช่นะครับ ถ้าลืมอดีตเดี๋ยวอีก ๒-๓ ปีก็เกิดอีกแล้วครับ ท่านประธานครับ เราไม่ได้เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้ และนั่นไม่ใช่การปรองดองครับ

ประการที่ ๕ ครับท่านประธาน ข้อเสนอของกรรมาธิการท่านบอกว่า ความขัดแย้งเป็นความมั่นคงของชาติ ประเด็นของท่านก็คือท่านต้องการโยงความขัดแย้ง ความมั่นคงของชาติเพื่อจะบอกว่าให้รีบทําเร็ว ๆ ต้องรีบทํา ต้องรีบจบ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวความมั่นคงของชาติจะเสียหาย และท่านก็ได้บอกต่อว่าจึงเรียกร้องให้หน่วยงาน หรือองค์กรอื่นที่มีอํานาจหน้าที่ซึ่งเห็นด้วยกับผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการและ สถาบันพระปกเกล้าไปพิจารณาดําเนินการให้เกิดรูปธรรมโดยเร็วที่สุด และเมื่อสักครู่นี้ ท่านสมาชิกที่อยู่ฝั่งรัฐบาลได้บอกแล้วว่าจะส่งให้รัฐบาลไปปฏิบัตินะครับ ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน สรุปจบแล้วเรื่องที่กรรมาธิการได้พูดมาทั้งหมด เมื่ออ่านทบทวนแล้วก็ทําการ วิเคราะห์ในเชิงสาระแล้ว สิ่งที่ท่านต้องการมี ๓ เรื่องเองครับ ๑. นิรโทษกรรม ๒. ยกเลิก คตส. ๓. เยียวยาผู้ชุมนุมครับ และถ้าจะมีข้อ ๔ ก็คือแก้รัฐธรรมนูญครับท่านประธาน มี ๔ ข้อเท่านั้นเองครับ และผมถามท่านว่า ๔ ข้อนี้ที่ท่านกําหนดไว้ ผมถามด้วยความเคารพ จริง ๆ มันเป็นวาระของท่านที่ก่อนมีคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติหรือเปล่า เพราะว่าถ้าท่านเคารพงานของ สถาบันพระปกเกล้า เปิดใจให้กว้างไม่มีวาระมาก่อน ท่านจะไม่สรุปแบบนี้หรอกครับ เพราะฉะนั้นรายงานของคณะกรรมาธิการที่บอกมานี้จึงเป็นรายงานตัดต่อ ตกแต่ง คัดลอก คัดเลือกรายงานของสถาบันพระปกเกล้า และท่านจะอ้างคณะกรรมการกฤษฎีกา อ้างหน่วยอะไร ก็แล้วแต่ตรงนั้นไม่ใช่ประเด็นใหญ่ครับ ท่านอ้างพอแต่ว่าให้อ้างได้เท่านั้น และผมยืนยันนะครับว่า รายงานของสถาบันพระปกเกล้ากับรายงานของคณะกรรมาธิการเป็นคนละรายงานกัน และไม่ถูกต้อง รายงานของคณะกรรมาธิการไม่ถูกต้องตรงตามรายงานของ สถาบันพระปกเกล้า เพราะสถาบันพระปกเกล้าพูดชัดเจนว่าให้เอาทั้งหมดตรงนี้ ไม่ใช่ไป นิรโทษกรรม ไม่ใช่ไปยกเลิก คตส. ไม่ใช่ไปเยียวยา ไม่ใช่ไปแก้รัฐธรรมนูญ แต่ให้ไปเสวนา ให้พี่น้องประชาชนคนไทย ๖๐ ล้านคนมาพูดคุยกันว่าในประเด็นเหล่านี้จะทําอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานด้วยความเคารพจริง ๆ นะครับ ผมอยากจะ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานสรุปประเด็นสุดท้ายว่า กรรมาธิการท่านลืมไปอย่างหนึ่ง นะครับ ทั้งหมดที่ท่านพยายามทําอย่างนี้ ท่านลืมว่าความขัดแย้งที่ทําให้เกิดความรุนแรง ในบ้านเมืองของเราที่ผ่านมามันเริ่มต้นที่ใจคนนะครับ ใจคนเขารู้สึกว่ามันเป็นอย่างนี้ เขาจึงลุกขึ้นแล้วมาต่อสู้ เพราะฉะนั้นถ้าจะจบต้องจบที่ใจครับ แต่ข้อเสนอ ๕ ข้อของท่าน ไม่ได้ทําให้ใจของคนไทยจบลงที่จะยุติความขัดแย้งแต่อย่างใด แล้วถ้าท่านยังไม่ได้คิดถึงจิตใจ ของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ และยังทําตามวาระที่ท่านต้องการจะทํา ผมคิดว่าตรงนี้คือ สงครามความปรองดองครับ ท่านประธานครับ และตรงนี้คือความยุติธรรมของผู้ชนะ และไม่มีอะไรจะเป็นผลลัพธ์สุดท้าย นอกจากเหตุการณ์ความขัดแย้งและความรุนแรง ที่จะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ผมอยากจะถามว่าใจของกรรมาธิการของท่านเป็นอย่างไรครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ