นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อภิปรายเรื่องความบกพร่องของคณะกรรมาธิการและสถาบันพระปกเกล้าในการบิดเบือนข้อเท็จจริงและกฎหมาย โดยชี้ว่ากระบวนการนิรโทษกรรมต้องเริ่มจากการค้นหาความจริงและการยอมรับผิดก่อน ไม่ใช่การข้ามขั้นตอนเพื่อมุ่งสู่การให้อภัยทันที
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ผมต้องใช้อุปกรณ์ในการอภิปรายแล้วก็ขอที่วางเอกสาร ชาร์ท (Chart) ด้วยนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขออนุญาตท่านประธาน ที่จะใช้สิทธิอภิปรายในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ในฐานะที่เคยเป็น คณะกรรมาธิการในกรรมาธิการคณะนี้ แต่ว่าในท้ายที่สุดผมได้ตัดสินใจที่จะลาออกจาก การเป็นคณะกรรมาธิการชุดนี้ เนื่องจากผมมีความเห็นว่าการดําเนินการของคณะกรรมาธิการ ที่ผ่านมานั้นมิได้คํานึงถึงความถูกต้องในหลายประการ แต่ผมจะเริ่มต้นพูดถึง คณะกรรมาธิการแล้วไม่หยิบยกรายงานของสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมากล่าวเสียเลยก็คง ไม่ได้ เพราะว่ารายงานของคณะกรรมาธิการนั้นเกี่ยวเนื่องแล้วก็ผูกพันกับผลวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้า พูดได้ครับท่านประธานครับว่าในรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นได้นํา ความเห็นของบทวิจัยของสถาบันพระปกเกล้ามาใช้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ว่าเวลา ที่คณะกรรมาธิการหยิบยกขึ้นมาใช้นั้นท่านหยิบยกมาใช้บางประเด็นที่เป็นประโยชน์กับท่าน เท่านั้นเอง และที่ร้ายไปกว่านั้นในรายงานของคณะกรรมาธิการนั้นก็มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง บิดเบือนข้อกฎหมายหลายประการด้วยกัน ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะกล่าวไปถึง เรื่องของรายงานของคณะกรรมาธิการแล้วก็ผลการรายงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า ผมขออนุญาตที่จะชี้แจงบางประเด็นที่ท่านวัฒนา ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ดูเหมือนท่านพยายามอธิบายข้อกฎหมายแล้วก็แสดงภูมิรู้ทางกฎหมายมากมาย ผมไม่ค่อย เชื่อท่านหรอกครับเพราะว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น ดูเหมือนท่านยังไม่แสดงความรู้ทางกฎหมายให้เป็นที่ประจักษ์ในประเทศนี้สักเท่าไรนัก ท่านพูดถึงเรื่องของการวางเพลิงเผาทรัพย์แล้วบอกว่าการวางเพลิงเผาทรัพย์นี้อยู่ในหมวดของ ความผิดที่ก่อให้เกิดอันตรายกับประชาชน ท่านพูดเลยไปถึงว่าคนที่วางเพลิงเผาทรัพย์ เช่น การเผาศาลากลางนั้นมิได้มีเจตนาที่จะทําให้เกิดความเสียหายกับประชาชน ท่านอธิบาย ผิดหลักกฎหมายครับ มันอยู่ในหลักของการกระทําความผิดที่ก่อให้เกิดภยันตราย ต่อประชาชนครับท่านครับ แล้วการวางเพลิงเผาทรัพย์นั้นความผิดของการวางเพลิงเผาทรัพย์ เป็นอย่างไรต้องไปดูในเนื้อของกฎหมายว่าเขาบัญญัติไว้อย่างไร แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ เรื่องนี้อย่ามาเถียงกันเลยครับ เพราะ ๓-๔ จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในภาคอีสานนั้น ศาลได้มีคําพิพากษาแล้วครับ หลายจังหวัดครับ ที่จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดสกลนคร เหลือจังหวัดขอนแก่นจังหวัดเดียวที่ยังไม่ได้มีคําพิพากษา นอกจากนั้นศาลได้มีคําพิพากษา ๒๐ ปีแล้วก็ ๓๕ ปีครับ เรื่องนี้ผมจะไม่โต้เถียงกับท่านครับ ท่านล่ะครับ ท่านวัฒนาได้พูดถึง เรื่องของการให้อภัย ท่านพูดเยอะครับ ถามว่าเราใจดําถึงขนาดไม่ให้อภัยเพื่อนมนุษย์หรือครับ ไม่หรอกครับ ท่านยกตัวอย่างว่าเวลาเราขับรถชนใครสักคนหนึ่งแล้วเขาเสียชีวิต เราต้องไป เยียวยาเขา ต้องไปใช้ค่าเสียหายเขา ท้ายที่สุดก็มุ่งไปสู่การให้อภัยซึ่งกันและกัน ท่านพูดไม่จบครับ ถ้าท่านขับรถชนคนตายแล้วเยียวยาเขา ผมเห็นด้วยครับถ้าผู้เสียหายจะให้อภัยท่าน แต่ท่านครับ ท่านลืมไปอย่างหนึ่งครับซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ท่านต้องรับผิดว่าท่านชนคนตาย ท่านครับ ที่ผ่านมานั้น ท่านพูดถึงการให้อภัยครับ หลักของการให้อภัยในรายงานของสถาบันพระปกเกล้ามันเริ่มต้น ด้วยการยอมรับผิดครับ ถ้าไม่ยอมรับผิดไม่มีการนิรโทษกรรมนะครับ ท่านไปดูเถอะครับ การนิรโทษกรรมคืออะไรครับ คือการทําให้สิ่งที่ผิดไม่ผิด ท่านครับ การนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ คือการกระทําให้สิ่งที่ผิดนั้นไม่เป็นความผิด เพราะฉะนั้นก่อนที่จะมีการ นิรโทษกรรมครับ คอป. เองก็ดี สถาบันพระปกเกล้าเองก็ดี เขาบอกว่าต้องเริ่มต้นด้วยการ ค้นหาความจริง หลังจากค้นหาความจริงมันก็ต้องต่อด้วยการเปิดเผยความจริงครับ หลังจาก เปิดเผยความจริงมันก็ต้องเข้ากระบวนการจัดการกับความจริงที่เกิดขึ้น เช่น การให้อภัยหรือ การยอมรับ ไม่มีนะครับในรายงานที่สถาบันพระปกเกล้าพูดถึง ไม่มีนะครับในรายงานของ คอป. ที่บอกว่าต้องลืมด้วยการให้อภัย ค้นหาความจริงครับท่านครับ ท่านลืมกระบวนแรก ของความยุติธรรม ไม่มีการค้นหาความจริง จะเริ่มต้นด้วยการนิรโทษกรรมไม่ได้ครับ เพราะนิรโทษกรรมผมย้ําว่าคือการทําสิ่งที่ผิดให้ไม่ผิดครับ แล้วต้องมีการขอโทษด้วย ในรายงานนี้บอกชัดครับว่าก่อนจะมีการนิรโทษกรรมนั้นต้องมีการยอมรับผิด ท่านครับ ท่านเร่งรีบเหลือเกินครับ สําหรับปลายทางของสถานีการนิรโทษกรรม ท่านยังไม่ค้นหาความจริง ท่านยังไม่เปิดเผยความจริง ท่านยังไม่ยอมรับผิดเลยครับ แต่ท่านบอกว่าเรา หรือพรรคประชาธิปัตย์ ดูเหมือนเราจะปฏิเสธการให้อภัยซึ่งไม่จริงครับ ท่านประธานครับ ท่านวัฒนาได้พูดถึงเรื่องของเสียงข้างมาก ผมอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้นะครับอาจจะเกิน ๒๐ นาที เราเข้าใจผิดเรื่องหลักของเสียงข้างมากเยอะครับ ผมเรียนอีกครั้งนะครับ ผมพูดมา หลายครั้งแล้วในบ้านเมืองนี้ครับ เสียงข้างมากมันสะท้อนความต้องการ แต่เสียงข้างมาก มันตัดสินความชอบธรรมไม่ได้ครับ ผมไม่ได้จบเมืองนอกเมืองนาเหมือนท่านวัฒนาหรอกครับ ท่านเคยเห็นไหมครับในประเทศสหรัฐอเมริกา มีรัฐหนึ่งที่เขาออกกฎหมายว่าต่อไปนี้ ชายแต่งงานกับชายได้ ผมจํารัฐไม่ได้นะครับ เขาออกกฎหมายว่าผู้หญิงต้องแต่งงานกับ ผู้หญิงได้ เขาประสงค์อย่างนั้น นั่นคือความต้องการของมนุษย์ นั่นคือความต้องการของคน แต่ว่าที่สุดแล้วครับ ศาลสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาเขาไม่ยินยอมให้ทํา ถามว่า เมื่อมหาชนในรัฐหนึ่งเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับท่านครับบอกว่าผู้ชายมันต้องแต่งงานกับ ผู้ชายได้ ผู้หญิงมันต้องแต่งงานกับผู้หญิงได้ ทําไมเราไม่ทําตามเสียงข้างมาก แล้วใครล่ะครับ ที่ทําลายกฎของเสียงข้างมาก ใครครับ คือผู้พิพากษาครับ คือความยุติธรรม คือความถูกต้องครับ ความยุติธรรม ความชอบธรรมจะอยู่เหนือหลักของเสียงข้างมาก อย่าอ้างเสียงข้างมากโดยฝืนหลักของความยุติธรรมครับ ไม่อย่างนั้นบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ เราทําความเข้าใจเรื่องหลักของเสียงข้างมากให้ตรงกันนะครับ เสียงข้างมากไม่สามารถ ทําผิดกฎหมายได้ การทําผิดกฎหมายเยอะ ๆ ไม่สามารถที่จะปฏิเสธความรับผิดได้ นี่หลักข้อกฎหมาย เบื้องต้น การที่มีประชาชนเป็นกลุ่มเป็นใหญ่จํานวนมาก ทําผิดกฎหมายไม่เป็นเหตุให้ยกเว้น ความผิดเลยนะครับ ท่านครับ เสียงข้างมากไม่สามารถตัดสินความชอบธรรมได้ ผมยกตัวอย่างให้ท่านฟังสักนิดเถอะครับ สมมุติว่านายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งของคนสัก ๒๐ ล้านคน แล้วนายกรัฐมนตรีกระทําความผิด ผู้พิพากษา ๒ คนเท่านั้นละครับ ที่จะสั่งตัดสิน ประหารชีวิตนายกรัฐมนตรี หรือ ๓ คนครับ ไม่เกิน ๓ คน ที่จะตัดสินประหารชีวิต นายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของคน ๒๐ ล้านคน บอกว่าผู้พิพากษา ๓ คน ตัดสินประหารชีวิตฉันไม่ได้ อ้างไม่ได้ครับ เขาใช้ผู้พิพากษาไม่เกิน ๓ คนในรัฐนี้ในแผ่นดินนี้ ตัดสินประหารชีวิตของคน ทําไมล่ะครับ คนที่มาจากการเลือกตั้งของคนตั้ง ๒๐ ล้านคน ถูกประหารชีวิตด้วยน้ํามือของผู้พิพากษา ๓ คนครับ นี่คือหลักของโลกนี้ครับ และนี่คือ หลักของรัฐไทย คนที่ทําผิดกฎหมายจะบอกว่ามาจากเสียงข้างมากแล้วทําผิดไม่ได้ครับ เราต้องเข้าใจหลักของเสียงข้างมากให้ตรงกันนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียน ท่านประธานนะครับว่าเรื่องของ คตส. ที่ท่านบอกว่ามีการขอยกเลิก คตส. มิใช่นวัตกรรมใหม่ สิ่งนี้มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ผมจะอภิปรายกราบเรียนท่านประธาน ผมจะเล่าประวัติศาสตร์ ของรัฐไทยครับ ผมจะเล่าระบบของรัฐนี้ครับ ผมจะเล่าระบบของแผ่นดินนี้ว่าแผ่นดินนี้ มีระบบอย่างไร ถ้าท่านไม่ต้องการระบบที่ผมกําลังจะกล่าวต่อไปนี้ ท่านต้องล้มล้างระบบ ของประเทศนี้ แต่ระบบของประเทศนี้มีอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ผมเสียดายครับ ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าผมเคยท้วงติงครับว่ารายงานของสถาบันพระปกเกล้า ไปอ้างถึงคําพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งท่านวัฒนา ขออภัยเอ่ยนามเมื่อสักครู่นี้พูดถึงด้วย ท่านบอกว่า คตส. นี้ในรายงานของสถาบันพระปกเกล้าก็พูดถึงบอกว่า คตส. นี้เคยถูก ศาลฎีกายกเลิกไปแล้วในสมัย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสมัยของ พลเอก สุนทร ที่มีการยึดอํานาจ มีการตั้ง คตส. ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบการร่ํารวยผิดปกติของ นักการเมือง แต่ว่า คตส. ในสมัยนั้นนะครับ มันต่างกับ คตส. ในสมัยท่าน พลเอก สนธิ ซึ่งท่านนั่งอยู่ในขณะนี้ คตส. ในสมัย พลเอก สุนทร ที่ยึดอํานาจจาก พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อมานายเสนาะ เทียนทอง ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกยึดทรัพย์โดยคําสั่งของ คตส. ในสมัย พลเอก สุนทร คงสมพงษ์ ท่านยื่นร้องต่อศาลฎีกา ท่านบอกว่า คตส. ในสมัยนั้นครับ ไม่มีความชอบธรรม ขัดกับหลักนิติรัฐที่เราชอบพูดถึงกันนี่ละครับ ท้ายที่สุดครับ ศาลฎีกา ในปี ๒๕๓๖ คือคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ อันนี้เป็นคําพิพากษาฎีกา โดยที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกานะครับ ศาลฎีกานี้เป็นบรรทัดฐานได้ครับ แต่ว่าท่านอ้างผิดครับ ผมเรียนท่านอย่างนี้นะครับ ผมท้วงติงสถาบันพระปกเกล้าแล้วว่าถ้ายกคําพิพากษาศาลฎีกา ที่ ๙๑๓/๒๕๓๖ แล้วมันจะเป็นปัญหาคนจะเข้าใจผิดเยอะแยะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ คําพิพากษาศาลฎีกาในสมัยคดีของนายเสนาะ เทียนทอง ที่ถูกยึดทรัพย์ โดย คตส. ต่างกับ คตส. ในสมัย พลเอก สนธิ ผมเข้าใจว่าตอนยึดอํานาจท่าน พลเอก สนธิ ท่านดูแล้วว่าถ้าตั้ง คตส. แบบของ พลเอก สุนทร มันจะผิดพลาด ในสมัยนั้นครับ เขาตั้งคณะกรรมการ ตรวจสอบทรัพย์สินขึ้นมา แล้วคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สิน ในสมัย พลเอก สุนทร นั้นสามารถที่จะยึดทรัพย์ได้เลย ตรวจสอบแล้วเห็นว่านักการเมือง ร่ํารวยผิดปกติสามารถยึดทรัพย์ได้ และเวลาขอคืนไปขอคืนต่อศาลฎีกา ศาลฎีกา ได้มีคําพิพากษาโดยที่ประชุมใหญ่อย่างนี้ครับท่านครับ บอกว่าการใช้อํานาจของ คตส. ในสมัยนั้นในสมัยของนายเสนาะ เทียนทอง คดีนี้ครับ เป็นการใช้อํานาจในการพิพากษา อรรถคดีซึ่งตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นอํานาจของศาลในอันที่จะ ดําเนินการตามกฎหมาย ประกาศ รสช. ฉบับที่ ๒๖ จึงมีผลเป็นการตั้งคณะบุคคลที่มิใช่ศาล ให้มีอํานาจทําการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเช่นเดียวกับศาลย่อมขัดต่อประเพณี การปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มีบทบัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอํานาจของศาลและการตั้งศาลขึ้นใหม่ เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายจะกระทํามิได้ ศาลฎีกายกหมดนะครับว่า คตส. ในสมัยนั้นตั้งมาโดยฝ่าฝืนหลักนิติธรรมและฝ่าฝืน การปกครองในระบอบประชาธิปไตย นี่คือคดีในศาลฎีกาที่ประชุมใหญ่ ๙๑๓/๒๕๓๖ ในคดีระหว่าง นายเสนาะ เทียนทอง ผู้ร้อง พนักงานอัยการสูงสุด ผู้คัดค้าน นี่คือที่ท่านอ้าง ท่านอ้างผิดครับ ผมตําหนิหลาย ๆ ครั้งนะครับกับสถาบันพระปกเกล้าที่ยกคําพิพากษาฉบับนี้ ขึ้นมาอ้างในรายงานและคณะกรรมาธิการก็ยกคําพิพากษานี้ขึ้นมาอ้างในรายงานด้วย ท่านประธานครับ ในประเทศนี้ครับ ในประเทศไทยผมมีแผ่นเอกสารเล็ก ๆ เท่านั้นนะครับ ประเทศไทยเคยมีการยึดทรัพย์ของนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้มา ๓ คนครับ ถ้าท่านจะ ยกเลิก คตส. ท่านประธานสนธิหรือท่านวัฒนายืนขึ้นตอบคําถามที่ผมกําลังตั้งถามท่าน ท่านครับ ในประเทศนี้เคยมีการยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรี ๓ คนเท่านั้นละครับ คนแรก ที่มีการยึดทรัพย์คือยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์ ด้วยรัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร ปี ๒๕๐๒ นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่ยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ คือ จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญ หนักกว่าของท่านทักษิณเยอะครับ เดี๋ยวผมจะอธิบายให้ท่านฟัง ท่านครับ เหตุที่มีการยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เพราะว่าเมื่อ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้วบรรดาลูกหลานท่านได้ยื่นคําร้องขอจัดการมรดก ปรากฏว่ามีทรัพย์สินของ จอมพล สฤษดิ์ เกิดขึ้นเยอะมากครับ ผู้คนสงสัยว่า จอมพล สฤษดิ์ ร่ํารวยผิดปกติ กดดัน จอมพล ถนอม กิตติขจร ท้ายที่สุด จอมพล ถนอม กิตติขจร ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ๒๕๐๒ ยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ๖๐๔ ล้านบาท ท่านประธานครับ หลังจาก จอมพล สฤษดิ์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้วท่านผู้หญิงวิจิตรา ภริยาท่าน จอมพล สฤษดิ์ ยื่นคําร้องต่อศาลบอกว่าการใช้อํานาจยึดทรัพย์ตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญนั้นขัดกับหลักนิติธรรมหลักนิติรัฐและมีการกลั่นแกล้ง ท่านผู้หญิงวิจิตรา พูดเหมือนท่านวัฒนาพูดเป๊ะครับ ยื่นคําร้องต่อศาลฎีกาขอให้ปล่อยทรัพย์ของ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ท่านประธานที่เคารพครับ มีการสู้กันในศาลฎีกาเรื่องนี้อ้างว่าคําสั่ง มาตรา ๑๗ ของ จอมพล ถนอม นั้นไม่ชอบ สู้ถึงศาลฎีกานะครับ ท้ายที่สุดศาลฎีกา ได้มีคําพิพากษาที่ประชุมใหญ่อีกนะครับ คําพิพากษาศาลฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๑๐ ที่ประชุมใหญ่ ระหว่างท่านผู้หญิงวิจิตรา ธนะรัชต์ ผมพยายามที่จะไม่เอ่ยชื่อบุคคลนะครับ เป็นโจทก์ฟ้อง จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี อ้างว่าใช้มาตรา ๑๗ ไม่ได้ขึ้นศาลนะครับ ใช้มาตรา ๑๗ ยึดทรัพย์ ๖๐๔ ล้านบาท จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ศาลฎีกาในระบบของรัฐไทยนี่ครับ ได้มีคําพิพากษาในคดีนี้ครับ บอกว่าในภาวะแห่งการปฏิวัติในระหว่างร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใช้ต่อไป ธรรมนูญการปกครอง ราชอาณาจักร มาตรา ๑๗ ให้อํานาจนายกรัฐมนตรีที่จะมีคําสั่งหรือกระทําการภายใน ขอบเขตที่ระบุไว้และให้ถือว่าคําสั่งหรือการกระทํานั้นชอบด้วยกฎหมายซึ่งมีผลเป็นธรรมดา ผู้ใดจะนํามาฟ้องร้องให้รับผิดตามกฎหมายไม่ได้ ท้ายที่สุด จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถูกยึดทรัพย์ด้วยมาตรา ๑๗ และศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุดของรัฐนี้ ของแผ่นดินนี้ ของประเทศนี้ยืนยันความชอบธรรมของมาตรา ๑๗ ที่นายกรัฐมนตรีใช้โดยไม่ต้องขึ้นศาล ตามคําพิพากษาฎีกาที่ ๔๙๔/๒๕๑๐ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีคนที่ ๒ ของแผ่นดินนี้ ที่ถูกยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดินในข้อหาร่ํารวยผิดปกติคือ จอมพล ถนอม กิตติขจร ท่านจําได้ไหมครับ จอมพล ถนอมเป็นคนยึดทรัพย์ จอมพล สฤษดิ์โดยใช้มาตรา ๑๗ แต่ว่าท้ายที่สุดเมื่อ จอมพล ถนอมถูกออกจากประเทศนี้ไปนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ใช้อํานาจตามมาตรา ๑๗ ของรัฐธรรมนูญยึดทรัพย์ จอมพล ถนอม กิตติขจร มาตรา ๑๗ เหมือนกันครับ เคยยึดทรัพย์เขา ท้ายที่สุดตัวเองก็ถูกยึดทรัพย์ด้วยมาตรา ๑๗ ตามคําพิพากษาฎีกาที่ ๒๕๗๓/๒๕๑๙ หลังจาก จอมพล ถนอมเข้าประเทศไทย จอมพล ถนอม ยื่นคําร้องต่อศาลว่าการยึดทรัพย์ไม่ชอบ อ้างเหตุของความไม่ชอบเหมือนที่ท่านวัฒนาพูดเลยครับ แต่ว่าศาลฎีกาของประเทศนี้ ในระบบกฎหมายของประเทศนี้ได้มีคําพิพากษาว่าการยึดทรัพย์ของ จอมพล ถนอม นั้น ชอบแล้วตามคําพิพากษาของศาลฎีกาที่ ๒๕๗๓/๒๕๑๙ นายกรัฐมนตรีคนสุดท้ายที่ถูกยึดทรัพย์ ในประเทศนี้คือ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้คําสั่งในการสอบสวนเริ่มต้นจาก คตส. ที่ท่านพูดถึงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาเราพูดถึง คตส. ในสมัยของ พลเอก สนธิ เราเถียงกันว่า คตส. นี้ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ขัดกับหลักนิติรัฐหรือไม่ เราเถียงกันมานาน แต่ว่าท่านประธานครับ เรื่องนี้ครับ ท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้นําไปสู้คดีหมดแล้วครับ ก่อนที่เราจะพูดกันนี้ล่ะครับ เมื่อ คตส. สอบสวนว่า พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ร่ํารวย ผิดปกติ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณก็สู้ว่า คตส. ออกมาโดยไม่ชอบธรรม ขัดหลักนิติรัฐ ขัดหลักนิติธรรม ท่านสู้หมดแล้วครับ แล้วท่านสู้คดีนี้ในศาลอยู่ ๒ ปีครับ ว่าไม่ชอบ กระบวน ต้นทางไม่ชอบ ปลายทางก็ไม่ชอบ ท่านอ้างอย่างนี้ในศาลฎีกาครับ ศาลฎีกาก็ได้ส่งคําต่อสู้ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร นี่ละครับ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ ๕/๒๕๕๑ บอกว่า คตส. ที่ พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน ตั้งมานั้น มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลฎีกาบอกว่าทุกอย่างถูกต้องแล้วเพราะ คตส. ในสมัย ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน นั้น ไม่สามารถยึดทรัพย์ใครได้เลย สอบสวนเบื้องต้นแล้ว ส่งสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาบอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณได้ใช้กระบวนการทุกเรื่องในการต่อสู้ หมดแล้ว เลือกทนายความเอง คัดค้านเอกสารทุกแผ่นหมดแล้ว ท้ายที่สุดศาลฎีกาได้มีคําสั่ง ยึดทรัพย์ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ๔๗,๐๐๐ ล้านบาท แค่นี้ยังไม่จบครับ ท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ยังไม่จบแค่นั้นครับ หลังจากถูกยึดทรัพย์แล้วได้ยื่นคําร้อง ขอให้มีการพิจารณาคดีใหม่บอกว่าที่พิจารณามา ๒ ปีนั้นไม่ชอบ พิจารณาใหม่อีกรอบหนึ่งครับ เริ่มต้นกระบวนการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ ท่านครับ ท้ายที่สุดครับ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้มีคําพิพากษาอีกครั้งหนึ่งครับ เป็นการ ยืนยันอีกครั้งหนึ่งนะครับ เป็นคําพิพากษาคดีอาญา หมายเลข ๑/๒๕๕๓ ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณสู้คดี ๒ ครั้งครับ ในเรื่องของการถูกยึดทรัพย์และการถูกดําเนินคดี แล้วก็ศาลฎีกาในรัฐนี้ยืนยันถึง ๒ ครั้งว่า ที่ผ่านมานั้นให้ความยุติธรรมกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ครบถ้วนกระบวนความแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งคําถามเถอะครับ ผลของ คตส. ที่ท่านต้องการยกเลิกนั้น ทําไมท่านต้องการยกเลิก คตส. เฉพาะในกรณีของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร แล้ว จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ละครับ แล้ว จอมพล ถนอม กิตติขจร ละครับ ที่เขาถูกมาตรา ๑๗ ยึดทรัพย์ คิดถึงเขาไหมครับ ถ้ายกเลิก คตส. ต้องยกเลิกมาตรา ๑๗ ที่ จอมพล ถนอม และ จอมพล สฤษดิ์ โดนด้วยไหมครับ ถ้าท่านยกเลิก คตส. ท่านประธานสนธิครับ ระวังเรื่องนี้ คนจะติดคุกครับ ถ้าท่านยกเลิก คตส. ที่ท่าน พลเอก สนธิ ตั้งขึ้นมา แล้วปล่อย การดําเนินคดีทุก ๆ เรื่องของนักการเมืองที่ถูกกล่าวหา ปล่อยทรัพย์ทุกบาททุกสตางค์ของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร จะมีการตั้งคําถามว่าแล้วที่ จอมพล สฤษดิ์ ถูกยึดด้วยมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นคําสั่งของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แล้วที่ จอมพล ถนอม กิตติขจร ถูกยึด ตามมาตรา ๑๗ ซึ่งเป็นคําสั่งของนายสัญญา อดีตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว นิรโทษกรรม ให้เขาไหมครับ หรือปล่อยเฉพาะ ๔๗,๐๐๐ ล้านบาทของคุณทักษิณ ชินวัตร หรือยกโทษ ๒ ปี เฉพาะคุณทักษิณ ชินวัตร อันนี้ท่านต้องมีคําตอบ ผมเลยมายืนต่อหน้าท่านประธานครับ ถ้าจะปลายทางของเรื่องนี้มันจะลงเอยด้วยล้มล้าง คตส. แล้วปล่อยทรัพย์สินคุณทักษิณ แล้วยกเลิกความผิด ๒ ปีของนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ผมยืนขึ้นเรียกร้องต่อ ท่านประธานสนธิตรงนี้ครับ ยืนขึ้นเรียกร้องต่อรัฐบาลตรงนี้ครับว่า