วัฒนา เมืองสุข หารือเรื่องกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการให้เกิดความชอบธรรมโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นพนักงานสอบสวนในองค์กรพิเศษ และพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการให้เร็วที่สุด
ผมใช้สิทธิในการรายงานนี้นะครับ ผมรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการต่อสภาแห่งนี้แล้วก็อภิปรายประกอบ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าไปสู่ประเด็นสําคัญที่ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการที่เราต้องการ ต่อกระบวนการสร้างความปรองดองปรากฏอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ข้อ ๖.๑ (๔) ผมอยากให้ท่านสมาชิกได้กรุณาพิจารณาตรงนี้ว่ากระบวนการปรองดองต้องดําเนินการ ไปบนพื้นฐานของหลักนิติธรรมด้วยการคืนความถูกต้องและคืนความชอบธรรมให้กับ ผู้ที่ได้รับผลกระทบอันเกิดจากเหตุขัดแย้งและการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กระบวนการ ในการสร้างความปรองดองมีอยู่หลายขั้นตอนล้วนมีผู้ที่รับผิดชอบแล้วทั้งสิ้น ถามว่าสภา แห่งนี้ควรรับผิดชอบอะไร การค้นหาความจริงมี คอป. เขาทําอยู่แล้วครับ การเยียวยา รัฐบาลรับผิดชอบ กระบวนการเปิดเผยความจริงมีองค์กรรับผิดชอบ เหลือเรื่องของที่เกี่ยวข้อง กับกฎหมายซึ่งมาอยู่ที่สภาแห่งนี้ซึ่งผมกราบเรียนต่อไป เราพบว่ากระบวนการที่เกิดขึ้น ภายหลังจากการรัฐประหารโดยเฉพาะมีกระบวนการอยู่ ๒ เรื่องที่นํามาซึ่งความขัดแย้ง นั่นคือกระบวนการยุบพรรคแล้วก็ห้ามกรรมการบริหารพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองซึ่งเป็น การออกกฎหมายย้อนหลัง อันนี้เราเห็นว่าไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม อีกตัวหนึ่งที่เป็น การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสูง คือกระบวนพิจารณาคดีของ คตส. แล้วก็ขออนุญาตใช้เวลา ของสภาแห่งนี้พูดตรงนี้ให้ชัดเจนว่าเราเห็นความไม่ถูกต้อง ความไม่เป็นธรรม สิ่งที่เราจะ เรียกร้องให้กับทุกฝ่ายในสังคมได้ร่วมกันคืนความถูกต้องตรงนี้ประกอบด้วยดังนี้ครับ กระบวนการที่ดําเนินคดีกับผู้ต้องหาหรือจําเลย เราเรียกว่ากระบวนการยุติธรรม ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า โพรเซส (Process) หรือดิวโพรเซส ออฟ ลอว์ (Due Process of Law) แปลว่ามันมีกระบวนการไม่ได้เป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ดําเนินการโดยอิสระได้ ถ้าเปรียบขบวนรถที่จะพาผู้ต้องหาหรือจําเลยไปส่งกรมราชทัณฑ์มันประกอบขึ้นด้วย ๔ ขบวน หัวรถจักรนี้ ท่านประธานครับคือกระบวนการพิจารณาพิพากษาต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๒ กระบวนการฟ้องต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๓ กระบวนการสอบสวนต้องถูกต้อง ตู้ที่ ๔ จึงเป็นตู้ของ จําเลยนะครับ จึงจะพาจําเลยไปส่งกรมราชทัณฑ์ได้ แล้วในระหว่างตู้นั้นมันมีโซ่ที่เรียกว่า โซ่นิติธรรมร้อยอยู่ ท่านประธานถามผมว่าตรงนี้เอามาจากไหน ท่านสมาชิกเปิดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ ดูครับ ท่านจะเห็นคําตอบว่าการใช้อํานาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องอยู่บน พื้นฐานของหลักนิติธรรม ถามว่ากระบวนการของ คตส. ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลัก นิติธรรมตรงไหน กราบเรียนท่านประธานว่าเบื้องต้นการจัดตั้งองค์กรมิได้ตั้งโดยอํานาจ อธิปไตยที่มาจากประชาชน องค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อใช้อํานาจประชาชนจะต้องเป็นองค์กรที่ตั้ง โดยรัฐสภา หลายท่านอาจจะเถียงผมว่าตั้งขึ้นโดยรัฐาธิปัตย์ในขณะนั้น เพราะในการประชุม เมื่อวันที่ ๒๗ ได้ยินถึงขนาดว่าการยิงเป้าโดยอาศัยมาตรา ๑๗ ก็ชอบด้วยกฎหมาย เพราะว่า คนที่สั่งยิงเป็นรัฐาธิปัตย์
ความไม่ชอบธรรม ประการที่ ๒ คือเป็นการตั้งองค์กรซ้อนองค์กรที่มีอยู่แล้ว อันนี้ขัดกับหลักการพิจารณาคดีอาญา ในประเทศไทยไม่มีองค์กร ๒ องค์กรที่มีอํานาจ เหมือน ๆ กัน เป็นการตั้งองค์กรพิเศษขึ้นมาเพื่อจัดการกับใครคนใดคนหนึ่ง อันนี้ขัดกับ หลักนิติธรรมเพราะไม่เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในเรื่องของความเท่าเทียมของกฎหมาย และการเลือกปฏิบัติ
ประการต่อมา เราเห็นว่าการออกกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นมาภายหลัง ที่เกิดการกระทําความผิดแล้วขัดกับหลักการคดีอาญาครับ หลักความยุติธรรมคดีอาญา มันต้องมีกฎหมายก่อนที่จะมีการกระทําใด ๆ นั้น ไม่ใช่มีกระทําเกิดขึ้นก่อนและไปออก กฎหมายมาจัดการกับสิ่งที่ล่วงไปแล้ว อันนี้ขัดทั้งเรื่องของหลักนิติธรรม ขัดทั้งกฎหมาย อาญาทั่วไป
องค์ประกอบที่ ๔ ที่เราเห็นว่าการดําเนินการของ คตส. ไม่ถูกต้องคือ องค์ประกอบของผู้ดํารงตําแหน่งและการเข้าสู่ตําแหน่งมันไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม แต่งตั้งผู้ที่เป็นคู่กรณีและคนเหล่านั้นขาดคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่เป็นพนักงาน สอบสวน ท่านบอกว่าท่านเป็นพนักงานสอบสวน ท่านประธานไปดูสิครับ การเข้าสู่ตําแหน่ง ของพนักงานสอบสวนในประเทศไทยมาจากการสอบเข้าทั้งหมด ตํารวจก็สอบเข้า อัยการ ก็สอบเข้า ในกระบวนการยุติธรรม ปปส. ป.ป.ช. สอบเข้าหมด ไม่มีกระบวนยุติธรรม ในประเทศไทยที่มาจากการแต่งตั้งครับ พวกนี้มาจากการแต่งตั้งมันขัด ที่สําคัญมิได้ มีคุณสมบัติที่จะทําหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ พนักงานอัยการต้อง จบกฎหมาย ได้เนติบัณฑิตครับ ใน คตส. บางคนจบบัญชีมาเป็นอัยการได้อย่างไรครับ
ประการต่อมา อํานาจหน้าที่ตามประกาศ คอป. ฉบับที่ ๓๐ ที่ให้ดําเนินการ กับคณะรัฐมนตรีชุด พันตํารวจโท ทักษิณ ซึ่งรวมกับผมด้วยขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะว่า เป็นการออกฎหมายที่ใช้บังคับกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ หลักกฎหมายเขาบอกว่า ต้องมีความเท่าเทียมครับ ภาษาอังกฤษ เขาเรียกกฎหมายต้องเมนเทน อิควอลิตี้ (Maintain equality) ต้องขจัดการเลือกปฏิบัติ อันนี้มันเป็นอย่างนี้โดยตรง กระบวนการ ตรวจสอบการทํางานขาดการตรวจสอบถ่วงดุล ผมไม่เคยหรอกครับ กระบวนการคัดค้าน คนที่ทํางานว่าคุณมีส่วนได้เสียถูกตัดสินโดยคนที่ทํางานเองว่าข้าพเจ้าไม่มีส่วนได้เสีย ข้าพเจ้าเป็นกลางแต่ก็เกิดขึ้นแล้วในประเทศนี้ ท่านประธานครับ สุดท้ายก็คือศาลที่ทําการ พิจารณาพิพากษาคดี ถูกจัดตั้งขึ้นขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน นั่นคือไอซีซีพีอาร์ (ICCPR) ซึ่งผมกราบเรียนไว้หลายครั้งแล้ว มาตรา ๑๔ ข้อ ๕ เขียนว่า ผู้ที่ถูกคําพิพากษาในคดีอาญาย่อมมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ไปยังศาลที่สูงกว่า ก็ศาลฎีกาแผนก คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นศาลสูงสุดแล้ว เป็นศาลฎีกาแล้ว บทบัญญัติ ขัดต่อกติการะหว่างประเทศ ขัดต่อหลักนิติธรรม เพราะหลักนิติธรรมมีเรื่องหนึ่งครับ คือหลักที่ต้องเคารพสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ที่สําคัญท่านประธานครับ สิทธิมนุษยชน เขามีไว้ให้กับคนที่เป็นมนุษย์พึงเคารพความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ใครก็แล้วแต่ละเลยถึง สิทธิมนุษยชน คือละเลยความเป็นมนุษย์ ผมก็สงสัยว่าผู้ที่ละเลยนั้นยังดํารงความเป็นมนุษย์ ต่อไปหรือเปล่า ท่านประธานครับ แนวทางการสร้างความปรองดองที่เราศึกษามาตรงกัน ก็คือการเยียวยาคืนความถูกต้อง วันนี้สิ่งที่กรรมาธิการ สิ่งที่ผมในฐานะที่เป็นสมาชิกที่จะเรียกร้องทุกองค์กร ก็คือเราจะ กล่าวหาใครว่ากระทําความผิดต้องให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเองครับ ในกระบวนยุติธรรมที่ได้รับ การยอมรับ ซึ่งมีอยู่แล้วในประเทศไทย การกล่าวหาเขาแล้วเอาองค์กรที่ไม่ถูกต้อง มาดําเนินการกับเขา และพยายามจะบิดเบือนว่าเรากําลังจะไปล้างความผิดให้เขาไม่ใช่ครับ สิ่งที่จะเป็นข้อเสนอของกระผม ก็คือเสนอให้มีการยกเลิกผลทางกฎหมายตรงนี้ เพื่ออะไร เพราะกระบวนการปรองดองมันจะเดินต่อไปไม่ได้ถ้าการเยียวยายังไม่ได้ทํา กระบวนการ สานเสวนาที่มีการเสนอก็ดี การไดอาล็อก การพูดคุยที่พูดกันก็ดี มันต้องเกิดในระดับคู่กรณี แห่งความขัดแย้ง ก็ในเมื่อสิ่งที่ท่านกําลังทํากับเขามันไม่ถูกต้อง มันจะเกิดการพูดคุยอย่างไรครับ มันเกิดขึ้นมาไม่ได้ มันต้องคืนความถูกต้องตรงนี้ก่อน ซึ่งตรงกับข้อเสนอของ คอป. และตรงกับข้อเสนอของหลักความนิติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านทุกประการ ในข้อเสนอของ คอป. ฉบับล่าสุดข้อ ๓ ฉบับสุดท้าย เขาเสนอว่าให้มีการคืนความถูกต้อง ความชอบธรรม ข้อเสนอแนะเขียนไว้ในหน้า ๑๖ ของรายงาน คอป. ฉบับที่ ๓ ว่า กระบวนการปรองดอง เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเวลา ความอดทน และการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย และทุกภาคส่วน ในประเทศ โดยใช้หลักเครื่องมือ เช่นการเปิดเผยความจริง และรากเหง้า ปัญหาความขัดแย้ง การเยียวยาฟื้นฟูผู้ที่ได้รับผลกระทบ การอํานวยความยุติธรรมแก่เหยื่อ การฟ้องร้องดําเนินคดีกับผู้กระทําความผิด ซึ่งต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ก็ถามว่าที่ผ่านมาที่ดําเนินคดีกับคนบางคนที่คุณก้าวข้ามเขาไม่พ้น มันเป็นไปตามหลักนิติธรรมมันถูกต้องแล้วหรือ ผมไม่ได้เรียกร้องให้มีการล้างผิดกับใครครับ เรียกร้องให้มีการดําเนินการให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ท้ายที่สุดที่กระผมอยากกราบเรียน ท่านประธานเพื่อนําไปสู่การพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการก็คือรายงานของ สถาบันพระปกเกล้าได้ถูกเขียนไว้ในข้อ ๕.๗ (๕) ชัดเจนว่าเราได้เอาถ้อยคําของ สถาบันพระปกเกล้ามาทั้งหมด มิได้ตัดทอน บิดเบือน หรือจงใจที่จะทําให้เกิดความเข้าใจผิด ในหมู่สาธารณชนทั้งสิ้น ในนามของคณะกรรมาธิการผมมีความเห็นตรงนี้มีข้อเรียกร้องไปยัง สภาผู้แทนราษฎร ๒ ส่วน
ส่วนแรก ก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรเรียกร้องไปยังองค์กร หน่วยงาน แล้วก็ทุกภาคส่วนของสังคมที่มีอํานาจหน้าที่ได้นําข้อเสนอของคณะกรรมาธิการไปดําเนินการ ให้เกิดรูปธรรมของคณะกรรมาธิการ ในส่วนขององค์กรใด หรือหน่วยงานใด จะนําเอาข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าไปดําเนินการ ขอให้รับเอาข้อสังเกตของ คณะผู้ทําวิจัย หรือขอให้รับเอาข้อสังเกตของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ารับไปพิจารณาด้วย แต่ในส่วนของคณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าหน้าที่ของเราเสร็จสิ้นลง โดยสมบูรณ์แล้ว สภาแห่งนี้มอบให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดอง เราก็ศึกษาได้ว่าผลการศึกษาเราพบแล้วอยู่ในข้อ ๕ ข้อเสนอแนะของเราอยู่ในข้อ ๖ ส่วนสภาแห่งนี้เมื่อรับฟังข้อเสนอ ข้อศึกษาเราแล้วจะมีความเห็นเป็นประการใดสุดแท้แต่ คณะกรรมาธิการยินดีรับฟัง ด้วยความเคารพต่อข้อเสนอของเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กระผมเห็นว่าเป็นการเสนอที่ข้ามกระบวนการและข้ามขั้นตอน กระบวนการสานเสวนา เป็นกระบวนสุดท้ายของการสร้างความปรองดองครับ ท่านประธานครับ
กระบวนการแรก ของการสร้างความปรองดอง ก็คือการดําเนินคดีอาญากับ ผู้ที่มีส่วนทําให้เกิดความรุนแรง ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ จนกระทั่งปี ๒๕๕๕ ที่เราเข้ามาสู่ตําแหน่ง ๒ ปีไม่มีความคืบหน้า จนกระทั่งรัฐบาลนี้เข้ามาสู่ตําแหน่งจึงได้มีการไต่สวนหาสาเหตุ การตาย ทั้ง ๆ ที่ วิ. อาญา ว่าด้วยการชันสูตรพลิกศพบอกให้ทําให้เสร็จภายใน ๒ สัปดาห์ ด้วยซ้ํา แต่ ๒ ปี มันไม่มีความคืบหน้า อันนี้มันก็ขัดกับหลักที่เขาให้ทํา
กระบวนการที่ ๒ ของการปรองดองก็คือการเยียวยาที่กระผมกราบเรียนแล้ว นั่นคือกระบวนการคืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรมเพื่อที่จะนําไปสู่กระบวนการต่อไป คือการพูดคุย การเจรจา การเปิดเวทีให้ทุกฝ่ายเข้ามาหาทางออกร่วมกัน เพราะฉะนั้น ข้อเสนอที่ให้มีการสานเสวนาเห็นด้วยครับว่าจะต้องมีแต่มันไม่ใช่กระบวนการที่เกิดขึ้นก่อน การเยียวยาโดยเด็ดขาด การปรองดองเกิดขึ้นมาไม่ได้หรอกครับถ้าคุณยังปล่อยให้ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมยังดํารงความไม่เป็นธรรมนั้นอยู่ และถามว่า การคืนความถูกต้องและความเป็นธรรมต้องทําโดยทันทีหรือไม่ ต้องทําโดยทันที เพราะว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือการปฏิเสธความยุติธรรม คือความอยุติธรรมนั่นเอง ภาษาอังกฤษ เขาใช้คําว่า จัสทิส ดิเล อิส จัสทิส ดิไน (Justice delay is justice denied) ผมเข้าใจว่า ทุกท่านคงเคยได้ยิน เพราะฉะนั้นที่จะมาเสนอให้เลื่อนไป ๆ อย่าเพิ่งทํา อย่าเพิ่งคืนความถูกต้อง อย่าเพิ่งคืนความชอบธรรมนั้น ผมในนามของกรรมาธิการส่วนตัวไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่า ความสําคัญสูงสุดที่จะต้องทําในวันนี้ก็คือการเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน เพราะมันแสดง ถึงความเป็นมนุษย์และความเป็นอารยะของเรา และผมคิดว่ากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ การเยียวยาโดยเฉพาะข้อเสนอเรื่องของการนิรโทษกรรม และเรื่องของการคืนความชอบธรรม ความถูกต้องเพื่อให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาเขาได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ตัวเองภายใต้กระบวนการ ยุติธรรมที่เป็นที่ยอมรับ ซึ่งมันมีอยู่แล้วที่ผมกราบเรียนแล้ว ป.ป.ช. ก็มี อะไรก็มี ต้องรีบทํา โดยเร็วเพราะมันเป็นสิ่งที่สภาแห่งนี้อยู่ในวิสัย อยู่ในอํานาจที่จะทําได้ ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้เสนอไว้ในข้อ ๖ เช่นกันครับว่า เรียกร้องให้ทุกฝ่ายนําเอาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ผลศึกษาไปดําเนินการให้เกิดความชอบธรรมโดยเร็วที่สุด เมื่อดําเนินการตรงนี้แล้ว กระบวนการอื่น ๆ มันจะตามมาครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ