สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

วัฒนา เมืองสุข หารือเรื่องกระบวนการปรองดอง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการใช้หลักการความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยอ้างถึงการเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อปี 2553 และการดำเนินการของคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) วัฒนา เมืองสุข พูดถึงการนิรโทษกรรมและกระบวนการปรองดอง โดยเน้นย้ำว่าการนิรโทษกรรมไม่ใช่การให้อภัย แต่เป็นการยอมรับและเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อสร้างความยุติธรรมและความสมานฉันท์

นายวัฒนา เมืองสุข กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วัฒนา เมืองสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการ คนที่หนึ่ง กระผมขออนุญาตทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิก ผ่านโดยท่านประธาน สักครู่ต้องขอบคุณท่านเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านท่านแรกที่ได้กรุณาหยิบ เอาแถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าขึ้นมาอ่าน โดยเฉพาะคําว่า สุนทรียสนทนา กระผม ชอบคํา ๆ นี้นะครับ แล้วก็อยากให้เกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพในส่วนของ ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรที่ได้เสนอ ที่ได้พยายามหยิบยกว่าคณะกรรมาธิการ ไปสรุปประเด็นเพียงการนิรโทษกรรมตามความเห็นของสถาบันพระปกเกล้า ผมอยากดึง ความสนใจของท่านสมาชิกมาอยู่ที่ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะที่อยู่ใน ข้อ ๕.๗ ซึ่งประกอบขึ้นด้วยหลายวงเล็บ (๑) สาระสําคัญคือคณะกรรมาธิการเห็นด้วย กับข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าในส่วนที่หากจะมีการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ต้องไม่รวมมาตรา ๑๑๒ สาระเป็นอย่างนั้นครับ ส่วนรายงานทั้งปวงที่เป็นข้อเสนอของ สถาบันพระปกเกล้าได้ถูกบรรจุไว้ในข้อ ๕.๗ (๕) มิได้ตัดทอน เพราะฉะนั้นที่ผมกําลัง กริ่งเกรง กังวลว่าคนที่อ่านรายงานไม่ครบถ้วนเกรงจะไม่ใช่คณะกรรมาธิการ และเกรง จะไม่ใช่สมาชิกโดยทั่วไป ท่านประธานครับ เราได้มีการอภิปรายเรื่องนี้กันมาหลายท่าน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปรองดอง กระผมอยากใช้โอกาสของสภาแห่งนี้ชี้แจงท่านประธาน ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการตอบข้อซักถาม กราบเรียนสภาถึงแนวทางการทําผลศึกษารายงาน แล้วก็มูลเหตุที่เราต้องมีการเข้าสู่กระบวนการปรองดอง คําว่า กระบวนการปรองดอง ดูจะ เป็นคําที่ถ้าใช้ภาษาตลาด ก็ว่าติดตลาดที่สุดในขณะนี้ เหตุที่จําต้องมีกระบวนการปรองดอง เนื่องจากเกิดเหตุความขัดแย้งทางการเมืองจนนําไปสู่การสูญเสียใหญ่หลวงเมื่อปี ๒๕๕๓ ซึ่งเราทราบกันดี ถามว่าคําว่า ปรองดอง คืออะไร ในความหมายของท่านสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ดูจะเข้าใจว่าคําว่า ปรองดอง คือท่านกับผมต้องรักกัน ต้องคิดเหมือนกัน ไม่ใช่ครับ คําว่า การปรองดอง ในทางการเมืองท่านกับผมมีสิทธิคิดไม่เหมือนกัน แต่ต้องยอมรับกติการ่วมกัน ในการตัดสิน เพราะฉะนั้นวาทกรรมที่ท่านพยายามจะใช้ว่าเผด็จการรัฐสภาเป็นการใช้ ถ้อยคําที่ไม่ถูกต้อง เผด็จการเสียงข้างมากไม่มีครับ เพราะทุกอย่างในกติการะบอบ ประชาธิปไตยที่ท่านกับผมนั่งอยู่ในที่นี้ล้วนใช้เสียงข้างมากเป็นการยุติปัญหาเหล่านั้นทั้งสิ้น ผู้พิพากษาที่ตัดสินอรรถคดีก็ใช้เสียงข้างมาก หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านปกป้อง หนักหนาของปี ๒๕๕๐ ก็ใช้เสียงข้างมากในการทําประชามติไม่ใช่หรือ จนเป็นรัฐธรรมนูญ ที่พวกผมไม่ให้การยอมรับแต่เคารพ เพราะเป็นกติกาที่ถูกกําหนดขึ้นมาและยุติลงแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งเมื่อปี ๒๕๕๓ ถามว่าประเทศไทย ได้จัดการกับปัญหาความขัดแย้งอย่างไร ตอบว่ารัฐบาลที่ผ่านมาได้ออกระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีจัดตั้งคณะกรรมการเรียกว่าคณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบและค้นหา ความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ผมขออนุญาตเรียกว่า คอป. และในระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีดังกล่าวได้ใช้คําว่าให้นําหลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้ในการแก้ไข ปัญหาความปรองดอง เป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คําว่า ความยุติธรรม ในเชิงสมานฉันท์คืออะไร ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า เรสโทเรทีฟ จัสทิส (Restorative Justice) เขาเอามาใช้แทนความยุติธรรมในทางอาญา หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ทริบูนอล จัสทิส (Tribunal Justice) ซึ่งมันใช้ไม่ได้ การแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งทั้งโลกแล้วก็หลักการที่ คอป. ใช้ ล้วนแต่ใช้หลักการเดียวกัน คือใช้กระบวนการที่เรียกว่าความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านที่สากลเขาเรียก ทรานซิชันนอล จัสทิส (Transitional justice) แล้วก็ความยุติธรรมในเชิงสมานฉันท์ที่กระผมได้กราบเรียนแล้ว ถามว่าเพราะอะไรจึงต้องใช้หลักการดังกล่าว เนื่องจากการกระทําความผิดของคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องในทางการเมืองนั้นในทางกฎหมาย อาญาเขาถือว่าขาดเจตนาหรือขาดมูลเหตุจูงใจในทางอาญา เช่นพี่น้องประชาชนที่ไป ปิดล้อมสนามบิน แต่ถูกดําเนินคดีด้วยข้อหาก่อการร้ายนั้นมิได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องการก่อการร้าย เรื่องนี้กระผมขออนุญาตชี้แจง ท่านประธานถึงมูลเหตุและปัจจัยของการบัญญัติเรื่องกฎหมายก่อการร้าย กฎหมายก่อการร้าย เกิดขึ้นในประมวลกฎหมายอาญาเมื่อปี ๒๕๔๖ เกิดขึ้นจากการเกิดเหตุการณ์ ๙๑๑ ที่เรียกว่า ไนน์ วัน วัน (Nine-One-One) ประเทศไทยถูกมติของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติขอความร่วมมือให้ออกกฎหมายเรื่องก่อการร้าย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการก่อการร้ายระหว่างประเทศ ที่ขณะนี้กําลังเติบโตโดยมีวัตถุประสงค์ชีวิต ของประชาชนผู้บริสุทธิ์ทําลายทรัพย์สินให้และเกิดความเสียหาย สร้างความปั่นป่วนให้เกิด ความหวั่นกลัวในหมู่ประชาชนและทําให้เกิดความวุ่นวายเพื่อบังคับรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลใด หรือองค์การระหว่างประเทศให้จํายอม อันนี้เป็นไปตามมติคณะมนตรีความมั่นคง แห่งสหประชาชาติ ที่ ๑๓๗๓ ลงวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๐๐๑ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า พี่น้องประชาชนที่ไปยึดสนามบินก็ดี มีวัตถุประสงค์ในทางการก่อการร้ายระหว่างประเทศ หรือเปล่า พี่น้องมวลชนคนเสื้อแดงที่มาเรียกร้องประชาธิปไตยอยู่ในวัตถุประสงค์ของ การออกกฎหมายฉบับนี้หรือเปล่า แต่กฎหมายอาญาฉบับนี้ได้ถูกนําไปใช้แล้ว ผลของมันก็คือ แทนที่มันจะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น มันกลับทวีความคับแค้น เพราะเขาเหล่านั้น ท่านเอาไปยิงให้ตายเขาก็บอกเขาไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ดังวลีพันธมิตรที่บอกเขาคือผู้ก่อการดี ซึ่งผมก็เห็นด้วย ผิดถูกอย่างไรไม่ว่ากัน

ท่านประธานครับ อีกกรณีหนึ่งที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือความผิดกรณี วางเพลิงเผาทรัพย์ ซึ่งอยู่ในลักษณะตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นกฎหมายที่อยู่ใน ลักษณะ ๖ เขียนว่าความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน แปลว่า คนที่มีความคิดจะทําดังว่านี้ ต้องมีวัตถุประสงค์ในการจะทําให้ประชาชนเกิดอันตราย ผมถาม ท่านประธานว่าพี่น้องที่ไปเผาศาลากลางเขาต้องการทําอันตรายกับพี่น้องประชาชน หรือเขา ต่อรองทางการเมือง ผิดถูกอย่างไรผมไม่ว่านะครับ แต่วัตถุประสงค์เขาไม่ได้เป็นไปตาม ประมวลกฎหมายอาญาเลย แต่ในประเทศไทยเราไม่เข้าใจเรื่องนี้ เราไม่มีกฎหมายอะไร ใช้บังคับก็เลยเอากฎหมายอาญาที่มีไว้จัดการกับโจรเอามาจัดการกับผู้ที่มีความคิดแตกต่าง ทางการเมืองซึ่งมันไม่ถูกต้อง นานาประชาคมโลกที่เขาเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้เขาใช้หลัก ความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาใช้กับการแก้ปัญหา นั่นคือที่มาในเรื่องของกระบวนการสร้างความปรองดอง หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ อาวุธสงครามนําไปสู่การนิรโทษกรรมได้หรือไม่ กระผมก็ตอบว่าถ้ามันเป็นวัตถุประสงค์ ทางการเมืองนิติประเพณีของประเทศไทยก็กระทํามาโดยตลอด การใช้รถถังยึดอํานาจ รถถัง มันยิ่งกว่าอาวุธสงคราม อภิมหาสงครามก็นิรโทษมาโดยตลอด พี่น้องประชาชนที่เคยเข้าป่า จับอาวุธต่อสู้กับพี่น้องทหารหาญหรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั่งในสภาแห่งนี้ก็หลายคน เอ็ม ๑๖ (M 16) หรืออาก้าที่ใช้ไม่เรียกอาวุธสงครามแล้วเรียกอะไร ก็ได้รับการนิรโทษมาแล้ว เพราะฉะนั้นกระบวนการดังกล่าวนี้เป็นกระบวนการที่ต้องการการพูดคุย นั่นคือสาเหตุ ที่คณะกรรมาธิการได้ขอสภาแห่งนี้ไปศึกษาเพื่อที่จะเปิดเวทีสภาแห่งนี้ให้ทุกคนได้มาพูดคุยกัน หรือที่เรียกไดอะล็อก (Dialogue) นั่นละ ประเพณีการนิรโทษกรรมหรือการให้อภัยซึ่งกันและกัน มิได้หมายความว่าผมขอให้ฝ่ายค้านให้อภัยกับฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นเรื่องที่รัฐพึงให้อภัยกับ พลเมืองของรัฐที่เขาได้กระทําความผิดโดยรัฐนั้นมีส่วนทําให้เกิดปัญหาดังกล่าวด้วย ถามว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นมีสาเหตุปัจจัยจากอะไร ตอบว่าเป็นปัจจัย ในเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเมือง การปกครอง กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไป ตามหลักนิติธรรม นี่คือสาเหตุความขัดแย้งซึ่งเห็นตรงกันไม่ใช่เพียงคณะกรรมาธิการนี้เห็น สถาบันพระปกเกล้า ก็เห็น คณะกรรมการอิสระที่ถูกตั้งขึ้นโดยรัฐบาลที่แล้วก็เห็นหลักฐานอ้างอิงคือรายงาน ของ คอป. ฉบับที่ ๑ ที่เสนอต่อรัฐบาลที่แล้วในข้อ ๕.๑ เขียนไว้ชัดเจนครับ ท่านเปิดดูได้ เขาเขียนว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งในเชิงโครงสร้างที่หยั่งรากลึก ลงไปถึงระดับของสังคม เป็นความขัดแย้งที่เกิดจากการเมืองการปกครอง รวมทั้งองค์กร ต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยที่อ่อนแอ เมื่อประกอบกับการเกิดเหตุรัฐประหาร นั่นก็คือ ๑ ในวิธีการแก้ไขปัญหาทางการเมือง ถูกผิดไม่ว่ากัน และมีข้อวิจารณ์เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ทําให้ความขัดแย้งที่มีอยู่แล้วทวีความซับซ้อน ยิ่งขึ้น นี่คือสาเหตุของความขัดแย้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ศึกษาแล้วก็เขียนไว้ในข้อ ๕.๑ ของรายงาน ท่านเห็นว่าไม่ถูกตรงไหนครับ ผลศึกษาของคณะกรรมาธิการ ถ้าไม่ถูก กรุณาโต้แย้ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ต้องเข้าใจตรงกันก็คือนิติประเพณีของประเทศไทยและของสากล ต่อการนิรโทษกรรมนั้นเขานิรโทษกรรมเฉพาะคดีการเมือง คดีที่มีข้อหาในเรื่องทุจริตจะไม่มี การนิรโทษกรรมโดยเด็ดขาด ตรงนี้เข้าใจตรงกันนะครับ แล้วก็อย่าได้กรุณาบิดเบือนสร้าง วาทกรรมเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกต่อไป ขอให้พูดกันที่สาระ คณะกรรมาธิการนี้เข้าใจดีครับ ว่าที่ผ่านมาที่มีการนิรโทษกรรมตามกฎหมายไทยตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ไม่เคยมีการนิรโทษ กรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อหาการทุจริต แล้วก็คงไม่มีใครในประเทศนี้หรือในโลกนี้ไปเสนอ ให้มีการกระทําดังว่านั้น กรอบการทํางานของคณะกรรมาธิการที่เราได้รับจากสภาไป เราตั้ง กรอบการทํางานออกเป็น ๓ กรอบ ถามว่าคําว่า เรา คือใคร ก็คือคณะกรรมาธิการได้ มีมติร่วมกัน กําหนดกรอบทํางานออกเป็น ๓ กรอบ ประกอบด้วยกรอบแรก การติดตาม การทํางานของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเยียวยา เพราะกรรมาธิการเห็นว่า การเยียวยาคือปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่การปรองดอง อันนี้เป็นหัวใจสําคัญของการปรองดอง ท่านลองนึกภาพท่านขับรถไปชนลูกเขาตาย ถ้าท่านไม่ไปเยียวยา ไม่ไปช่วยเขาทําศพ ไม่ไป ชดเชยความเสียหาย ท่านเจรจากับเขาไม่ได้หรอกครับ มันต้องเยียวยาก่อน กรรมาธิการ เห็นความสําคัญในข้อนี้ ก็มีการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การเยียวยาและคณะกรรมาธิการเองก็ยังได้มีข้อสังเกตต่อมาตรการการเยียวยาของรัฐบาล ว่าการที่รัฐบาลได้ไปกําหนดมาตรการการเยียวยาตามมติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ทําให้ เกิดปัญหาการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มหรือเปล่าอาจจะนํามา สู่ความขัดแย้งได้ ถามท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกที่เคารพว่า ข้อสังเกตผลศึกษา ของกรรมาธิการไม่ถูกต้องตรงไหนครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านไปแล้วนะครับว่า ในประเทศไทยได้เกิดเหตุการณ์ ๒ เหตุการณ์คล้าย ๆ กัน เหตุการณ์แรกคือการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๔๙ แต่ครั้งนั้นไม่มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย กับเหตุการณ์ ทางการเมืองรุนแรงครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๓ มีคนตายนับร้อย คนเจ็บนับพัน แต่วันนี้ผมเห็น คนที่จริงจังกับการที่จะแก้ไขในสิ่งที่ผ่านมาในอดีต คือคนที่อยู่ในเหตุการณ์ปี ๒๕๔๙ ส่วนคนที่อยู่ในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ผมยังไม่ได้เห็นความร่วมมือเท่าใดนัก ท่านประธานครับ ความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยครั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาโดยรับฟัง ความคิดเห็นจากองค์กรภาคธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ รับฟังความคิดเห็นจากสภา ความมั่นคงแห่งชาติ จากกองทัพบก และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความจริงข้อยุติ ที่ตรงกันว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นอันตรายต่อความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ความมั่นคงในระดับที่สูงสุด ประเทศไทยมีความจําเป็น ที่ต้องเข้าสู่กระบวนการปรองดองโดยเร็วที่สุด ช้าไม่ได้ครับ คําว่า กระบวนการปรองดอง ไม่ได้แปลว่าการนิรโทษกรรม อย่าเข้าใจผิดนะครับ การนิรโทษกรรมมันเป็นส่วนหนึ่ง เป็นหนึ่งในมาตรการทางกฎหมายที่อยู่ในกระบวนการที่เรียกว่าทรานซิชันนอล จัสทิส เท่านั้นเอง ซึ่งเดี๋ยวจะกราบเรียนให้ทราบ วิธีการทํางานของกรรมาธิการในกรอบที่ ๒ ก็คือศึกษาหาแนวทางการสร้างความปรองดอง ตรงนี้คณะกรรมาธิการแบ่งการทํางานออกเป็น ๒ ส่วนในลักษณะของการตรวจสอบ ซึ่งกันและกัน โดยคณะกรรมาธิการทํางานเองก็คือเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ความคิดเห็น โดยปัจจัยสําคัญที่เราถามทุกคนจะประกอบด้วยคําถามนัยเดียวกันประมาณ ๓ คําถาม คือเขาเห็นว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายต่อความมั่นคงหรือเกี่ยวข้องกระทบกับเขา หรือยัง เขาต้องการอะไรให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย และเขาคิดว่าอะไรคือปัจจัยที่จะทําให้ การปรองดองมันประสบความสําเร็จ คําตอบที่ออกมามันเหมือนกัน ทั้งในและต่างประเทศ เขาเห็นว่าความขัดแย้งเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจต่อความมั่นคง เขาต้องการเห็นประเทศชาติ เกิดความปรองดองโดยเร็วที่สุด และเขาเห็นว่าปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่การสร้างความปรองดอง ก็คือหลักการให้อภัยซึ่งกันและกัน กรรมาธิการก็ได้นําผลศึกษานี้ระบุไว้ในรายงานเช่นกัน ไม่ได้บิดเบือน ไม่ผิดเพี้ยนไปจากนี้ แถมคณะกรรมาธิการยังมีหมายเหตุ ยังได้แจ้งเพิ่มเติมอีก ว่าในสภาพที่สังคมไทยเป็นสังคมที่เปราะบาง กระบวนการสร้างความปรองดองจะต้อง ดําเนินการไปบนพื้นฐานของหลักนิติธรรม ไม่ถูกตรงไหนครับ เข้าใจคําว่านิติธรรมไหมครับ คําเหล่านี้เป็นคําที่เกี่ยวข้องกับคนที่อยู่ในแวดวงทั้งการเมืองการปกครองและกฎหมายต้อง ตระหนักคําว่านิติธรรม ผมเข้าเรียนกฎหมายปีแรกคณบดีผมคําแรกที่สั่งให้ผมท่องต้องจํา ให้ขึ้นใจ คือหลักนิติธรรม ท่านอาจารย์กฤชสอนผมมา ท่านประธานครับ เรายังบอกว่า การปรองดองนอกจากจะอยู่บนหลักนิติธรรมแล้วมันต้องกระทําโดยการใช้กฎหมายใช้ หลักกฎหมายที่ถูกต้องด้วยการคืนความถูกต้องและความชอบธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ กรรมาธิการนี้ไม่ได้มีข้อเสนอใดเลยบอกให้ไปล้างผิดให้ผู้ใด เพราะฉะนั้นกรุณาอ่านรายงาน คณะกรรมาธิการให้ชัด ผมเชื่อว่ารายงานของคณะกรรมาธิการมีความเป็นกลางเป็นธรรม และเป็นรูปธรรมที่สุด มิได้เอนเอียงถึงแม้ว่าเสียงส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายรัฐบาลก็ตําหนิรัฐบาล ไปหลายข้อ กรรมาธิการเองยังเห็นว่าปัจจัยสําคัญที่จะนําไปสู่เหตุการณ์เผชิญหน้าของผู้คน ในสังคมขณะนี้ยังมีอยู่นะครับ ประกอบด้วยกรณีมาตรา ๑๑๒ ประกอบด้วยกรณีการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ประกอบด้วยเรื่องของการนิรโทษกรรมที่เกี่ยวข้องกับการปรองดอง เพราะว่า มันจะถูกนําไปบิดเบือนว่าตั้งขึ้นมาเพื่อจะไปล้าง ความผิดให้ใคร ลบความผิดให้ใคร ประเด็น การไต่สวนหาสาเหตุการตายและประเด็นการชดเชยเยียวยา ประเด็นเหล่านี้จะเป็นประเด็น ที่ต้องบริหารด้วยความระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นโดยตัวของมันเองจะก่อความขัดแย้ง ก็ถามท่านสมาชิกว่าข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือผลศึกษาไม่ถูกต้องตรงไหน มีความชัดเจนมากครับต่อข้อเสนอ ยังเสนอให้ว่าในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้อง ทําให้เกิดความชัดเจนว่าเป็นการทําเพื่อสร้างกติกาที่เป็นกลางให้กับประเทศไม่ใช่แก้มา เพื่อช่วยใครคนใดคนหนึ่ง ควรจะทําความจริงตรงนี้ให้ปรากฏเพื่อให้ประชาชนมีความสบายใจ ข้อเสนอดังกล่าวอยู่ในรายงานคณะกรรมาธิการครบถ้วนครับ ความขัดแย้งที่อ้างว่าเป็น ความขัดแย้งเชิงโครงสร้างผมกราบเรียนแล้วว่าเห็นเหมือนกันหมด มันก็ต้องแก้โดยการแก้ไข รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่ขัดต่อหลักนิติธรรมมากที่สุด ขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศมากที่สุด ซึ่งผมก็เคยกราบเรียนท่านประธานในสภา แห่งนี้ไว้แล้วไม่ขอเสียเวลาสภาแห่งนี้อีก คณะกรรมาธิการพบว่าความขัดแย้งทางการเมือง ในครั้งนี้แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา ปรากฏอยู่ในรายงานข้อ ๕.๓ ท่านดูสิครับ ในอดีต ที่ผ่านมาเป็นความขัดแย้งด้านเดียวระหว่างประชาชนกับรัฐ จึงมีการให้อภัยประชาชน โดยการออกกฎหมายนิรโทษกรรม แต่ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้เป็นความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนต่อประชาชน แสดงออกโดยการเป็นสี เป็นกลุ่ม ความชัดเจนอยู่ ในรายงานข้อ ๕.๓ ท่านดูได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จําเป็นสําหรับผู้คนในสังคมที่ต้องช่วยกัน คือการบริหารความขัดแย้งให้อยู่ในกรอบของสันติวิธี ผมถามว่าข้อศึกษาของกรรมาธิการผิดพลาดผิดเพี้ยนไปตรงไหน หรือต้องบริหาร ความขัดแย้งให้อยู่บนความรุนแรงถึงจะสะใจ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่าขณะนี้ ทุกภาคส่วนของสังคมต่างต้องการให้เกิดความปรองดอง สาเหตุของความขัดแย้ง กรรมาธิการได้รับฟังความคิดเห็นว่าประเด็นเหตุการณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง มิได้เป็นเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง แต่มันเกิดขึ้นมาซ้ํา ซ้ํา ซ้ํา หลาย ๆ เหตุการณ์ เกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนปฏิวัติ กรรมาธิการไม่ได้ตัดตอนความผิดเริ่มจากการปฏิวัติ เราเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองเกิดมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ สมัยที่รัฐบาลท่านทักษิณ ซึ่งผม ก็เป็น ครม. อยู่ด้วยบริหารราชการแผ่นดินแล้ว มีข้อครหาว่าเป็นการบริหารที่ถูก ตามกฎหมายแต่อาจจะไม่ชอบธรรม อันนี้ผมรับฟังครับ แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นความชอบ ด้วยกฎหมาย ส่วนความไม่ชอบธรรมนั้นถึงแม้จะสําคัญกว่ากฎหมายนําไปสู่การแก้ไขได้ ผมมิได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันนั้น แต่มันเกิดแล้วมันแก้อะไรไม่ได้ ก็ต้องมาแก้ในสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปว่าทําอย่างไรคนไทยจะไม่ต้องไปฆ่ากัน ทําอย่างไร ท่านกับผมที่อยู่ในสภาแห่งนี้จะยอมรับกติการ่วมกันว่าวันนี้เขาใช้เสียงข้างมากตัดสิน ไม่ได้แปลว่าเสียงข้างมากถูก แต่ท่านต้องยอมรับเสียงข้างมากคือข้อยุติ ท่านประธานครับ ผลศึกษาของสถาบันประปกเกล้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คณะกรรมาธิการได้นํามาใช้ ประกอบการเสนอรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร ถ้ากล่าวโดยสรุปแล้วความเห็นของสถาบัน พระปกเกล้า กราบเรียนตรงนี้ไม่ได้เป็นนวัตกรรมครับ ไม่ได้เป็นยูเรกา (Eureka) ที่เพิ่ง ค้นพบใหม่ ความเห็นที่เสนอให้มีการนิรโทษกรรมด้วยการให้อภัยประชาชน มันเกิดมาตั้งแต่ ปี ๒๔๗๕ แล้วครับ ในขณะที่กรรมาธิการเองก็เห็นก่อนสถาบันพระปกเกล้าด้วยซ้ํา รายงาน ของกรรมาธิการออกก่อนสถาบันพระปกเกล้าเสนอไว้ในข้อเสนอของคณะกรรมาธิการอยู่ใน ข้อ ๖.๑ (๔) เราก็เสนอไปแล้ว คืนความถูกต้อง คืนความชอบธรรม เราเสนอก่อนสถาบัน พระปกเกล้า ส่วนข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้าที่เขาบอกว่าควรยกเลิกผลทางกฎหมาย ของ คตส. ก็ไม่ได้เป็นนวัตกรรมที่เพิ่งค้นพบใหม่จนจะต้องถือเป็นลิขสิทธิ์ใครเอาไปอ้างอิง ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ ผมพูดไว้ในสภาแห่งนี้ก็ตั้งหลายครั้งแล้วว่ากระบวนการนี้ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพราะฉะนั้นกระบวนการสร้างความปรองดองที่สําคัญ ท่านประธานครับ คือการเยียวยา ซึ่งมิใช่เพียงเยียวยาด้วยการชดใช้เงินทอง ไม่ใช่ มันรวมถึง การคืนความถูกต้องให้กับเขาด้วยว่าเราได้ทําอะไรไว้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งข้อสรุปตรงนี้ตรงกับ รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งรายงานไว้ครั้งที่ ๒ ท่านประธานครับ เขาได้รายงานไว้ในข้อ ๕.๕ เป็นรายงาน คอป. ที่ได้ยื่นต่อรัฐบาลเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๔ ครั้งที่ ๒ เขียนไว้ในข้อ ๕.๕ ว่าการเยียวยา กลุ่มผู้ถูกดําเนินคดีโดยไม่เป็นธรรมก็เป็นกลุ่มเป้าหมายสําคัญที่เป็นเงื่อนไขในการสร้าง ความปรองดองในชาติ ความรู้สึกว่าตนถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิด หรือดําเนินคดี โดยไม่เป็นธรรม โดยการตั้งข้อหาที่ร้ายแรงไม่ได้รับโอกาสในการต่อสู้คดี เหล่านี้เป็นเรื่อง ที่จําเป็นที่จะต้องมีการเยียวยาโดยเร่งด่วน