สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

มนพร เจริญศรี หารือเรื่องความขัดแย้งในประเทศไทยที่ลุกลามมาอย่างรุนแรงตั้งแต่สมัยรัฐประหารในปี 2549 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการปรองดองสมานฉันท์ของคนไทย เพื่อนำความสุขของคนไทยกลับคืนมา และยืนยันว่าประเทศไทยมีโอกาสเติบโตในด้านการเกษตร เนื่องจากมีน้ำบนดิน

นางมนพร เจริญศรี นครพนม

กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน นางมนพร เจริญศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมพรรคเพื่อไทย ท่านประธานคะ ดิฉันต้องขอชื่นชมสถาบันพระปกเกล้า รวมทั้งคณะผู้วิจัยโครงการ สร้างความปรองดองแห่งชาติที่ท่านกล้าหาญชาญชัยเข้ามาทําการศึกษาวิจัยเพื่อค้นหาปัจจัย และแนวทางที่ทําให้การสร้างความปรองดองแห่งชาติประสบผลสําเร็จในสถานการณ์ ของความขัดแย้งที่ลุกลามมากขึ้นในขณะนี้ และดิฉันขอให้กําลังใจคณะผู้ทําการวิจัยทุกท่านนะคะ ท่านประธานคะ สภาผู้แทนราษฎร แห่งนี้เป็น ๑ ใน ๓ อํานาจบริหาร ไม่ว่าจะอํานาจนิติบัญญัติ อํานาจบริหาร แล้วก็อํานาจ ตุลาการ และสภาแห่งนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการออกกฎหมายในเรื่องของความปรองดอง เพราะฉะนั้นหลายท่านบอกว่าเราจะใช้สภาแห่งนี้ทําการศึกษาเรื่องความปรองดอง ไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ค่ะ เพราะว่าวันนี้เรามีตัวแทนของพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ที่พี่น้องประชาชนเลือกตัวแทนมาเพื่อมาทําการออกกฎหมาย ท่านประธานคะ วันนี้ประเทศไทย ของเราจะไม่มีสีของความเป็นสีเหลืองหรือความเป็นสีแดง เราจะมีแต่สีแห่งความปรองดอง เพราะวันนี้ประเทศไทยของเราตั้งแต่อดีตเป็นต้นมาไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนํา ที่ยุติลงด้วยการเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ หลังจากนั้นก็เกิด ความขัดแย้งในเชิงอุดมการณ์ระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๒๕ ซึ่งสิ้นสุดลงด้วยนโยบายของการให้อภัยตามคําสั่งเลขที่ ๖๖/๒๕๒๓ ของ ฯพณฯ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อมาก็เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลเผด็จการ กับกระแสของความเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนอันก่อให้เกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ปี ๒๕๑๖ และพฤษภาทมิฬในปี ๒๕๓๕ ต่อมา แต่ท่านประธานคะความขัดแย้งที่ผ่านมายังไม่ รุนแรงเท่าความขัดแย้งของทางการเมืองที่ยืดเยื้อเรื้อรังในปลายปี ๒๕๔๙ ที่มีการปฏิวัติ รัฐประหารซึ่งเราปฏิเสธความจริงเหล่านี้ไม่ได้ค่ะ ซึ่งหลังจากการปฏิวัติรัฐประหารแล้วก็ การเข้ามาซึ่งการดํารงตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีซึ่งพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ และทําให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่พวกเราคงจะทราบกันดีว่าความบกพร่องของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันเสมือนจงใจที่จะกําหนดให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ความขัดแย้งเหล่านั้น ได้พัฒนามาเป็นความขัดแย้งถึงสีเสื้อไม่ว่าจะเป็นสีเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงหรือสีเสื้อน้ําเงิน ความขัดแย้งดังกล่าวได้ถูกกระพือให้เป็นความขัดแย้งร้าวลึกระหว่างประชาชนลุกลาม ไปหมด ไม่ว่าจะผู้คนในครอบครัว เพื่อนฝูง ที่ทํางาน แม้กระทั่งผู้คนในภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะคนภาคเหนือและภาคอีสานฝ่ายหนึ่งกับคนภาคใต้ มีการตั้งคําถามถึงความเป็น เอกภาพและบูรณภาพของความเป็นชาติไทยกันเลยทีเดียวค่ะ จากความขัดแย้งทางการเมือง ยังตามมาถึงความขัดแย้งอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งของสถาบันหลักของประเทศ องค์กรอิสระถูกท้าทาย สถาบันศาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างเปิดเผย จากความขัดแย้ง ดังกล่าวทําให้เกิดช่องว่างของผู้ไม่หวังดีก่อความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากความขัดแย้งในประเทศแล้วยังลุกลามไปเป็นปัญหาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นประเทศกัมพูชา ประเทศพม่า หรือว่าประเทศลาวและกระทบถึงผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจโดยตรง ในประเด็นของความเสียหายทางเศรษฐกิจและเสียโอกาสจากความขัดแย้ง ทางการเมืองนั้น ดิฉันจะขอยกประเด็นสําคัญ ๆ

ในประเด็นที่ ๑ จากความไม่มั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง จากผลของ ความขัดแย้งทางการเมืองทําให้นักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศชะลอการลงทุน ตลอดระยะเวลา ๕ ปีกว่า การลงทุนของคนในต่างประเทศและในประเทศมีสัดส่วนราวครึ่ง ต่อครึ่ง ประเทศไทยยึดถือการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการคํานวณของจีดีพี (GDP) ก็พบว่าระบบเศรษฐกิจไทยยังผูกยึดอยู่กับสินค้าส่งออก การที่จะทําให้จีดีพีเพิ่มหรือฟุบนั้น นั่นคือการส่งออกจะดี การส่งออกจะดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถในการประกอบธุรกิจ ของประเทศไทยและความต้องการของผู้ซื้อในต่างประเทศ ถ้าตราบใดที่มีความขัดแย้งอยู่ใน สังคมไทยแน่นอนค่ะความถดถอยของเศรษฐกิจก็จะตามมา

ในประเด็นที่ ๒ ความขัดแย้งทางการเมืองได้แผ่ขยายวงกว้างไปสู่สังคม อย่างกว้างขวาง ทําให้สังคมมีความแตกแยกในเชิงความคิด มีความเหลื่อมล้ําในทาง เศรษฐกิจระหว่างคนจนและคนรวย สังคมเริ่มมีการแบ่งชนชั้นระหว่างอํามาตย์แล้วก็ไพร่ค่ะ

ในประเด็นที่ ๓ สภาพจิตใจของผู้คนในสังคมหดหู่เพราะมีการแบ่งสี แบ่งฝ่าย ประเทศไทยเคยเป็นประเทศสยามเมืองยิ้ม วันนี้รอยยิ้มของคนไทยหายไป ท่านประธาน ที่เคารพคะ ในวันแถลงนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่แถลงไว้ต่อสภา นั่นก็คือ เราจะนําความสุขของคนไทยกลับคืนมาโดยการปรองดองสมานฉันท์ แล้ววันนี้ก็เป็นที่มาของ การนําผลของการวิจัยสถาบันพระปกเกล้านํามาสู่การพิจารณาของสมาชิกในสภาอันทรงเกียรติ แห่งนี้ ท่านประธานคะ เหตุผลต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายทั้งหมดทั้งมวลนั้นเพียงพอ หรือยังคะ วันนี้เป็นปี พ.ศ. ๒๕๕๕ นักธุรกิจของประเทศไทยคือท่านธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานเครือซีพี (CP) มองว่าโอกาสทองของประเทศไทยท่ามกลางวิกฤติแต่ประเทศไทย ยังเต็มไปด้วยโอกาส แต่โอกาสนั้นจะมีหรือไม่นั้นอยู่ที่การเมืองและความขัดแย้งจะต้องยุติ ลืมอดีตทั้งหมดแล้วหันหน้ามาสู่ความปรองดองของคนในชาติ ในปี ๒๕๕๕ นั้น จะเป็นปีทอง ของประเทศไทยโดยเฉพาะในด้านการเกษตรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ทุกอย่างจะได้เอื้ออํานวยแล้วผลักดันให้ภาคการเกษตรของประเทศไทยมีโอกาสเติบโต อย่างแข็งแรง นั่นก็เพราะประเทศไทยมีน้ําบนดิน เราสามารถปลูกน้ําบนดินได้ค่ะ และสามารถ ปลูกน้ําบนดินได้ตลอดเวลา เพราะประเทศไทยจะร่ํารวยแผ่นดินแห่งน้ํามันจะไม่มีวันแห้งเหือด นั่นก็คือสินค้าเกษตรค่ะ สินค้าเกษตรคือน้ํามันบนดินที่เป็นทรัพย์สมบัติของชาติ ที่สามารถปลูกใหม่ขึ้นมาได้ เป็นได้ทั้งอาหารเลี้ยงมวลมนุษย์และสามารถใช้ทดแทนน้ํามัน ปรากฏว่าเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า