วิภูแถลงว่าประเทศไทยควรปรองดองและสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในประเทศ และพัฒนาความเข้าใจและความสามัคคีของคนไทย โดยต้องเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีคิด เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและไม่ให้ประเทศประสบกับปัญหา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้สดับตรับฟังจากพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่งที่ผ่านมาในรอบ หลายวัน แล้วก็ผมได้มีโอกาสฟังความคิดเห็นการแสดงทัศนะของสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภานี้ บางท่าน ผมขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพว่าผมเริ่มรู้สึกเป็นห่วงครับ ท่านประธาน ที่เคารพ เป็นห่วงเรื่องใดท่านประธาน ผมเป็นห่วงว่าเรากําลังจะปล่อยให้ความโกรธ ความเกลียด เรากําลังจะปล่อยให้ความเคียดแค้นชิงชัง เรากําลังจะปล่อยให้ความอาฆาต พยาบาท เรากําลังจะปล่อยให้ความรู้สึกคิดจองล้างจองผลาญมาบดบังความจําเป็นที่จะต้อง ปรองดองในประเทศของเรา ผมเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ครับ ความโกรธ เกลียดใครเป็นส่วนบุคคลมันมาบดบังอนาคตของประเทศ มาบดบังการปรองดอง ของคนภายในชาติ วันนี้เราต้องยอมรับความจริงครับท่านประธานที่เคารพรักครับ ว่าความแตกแยก ความขัดแย้งนับแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นครับท่านประธานที่เคารพครับ แตกแยกไปถึงเตียงนอนแล้วครับท่านประธานที่เคารพ และวันนี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ในหลายประการสําคัญครับ
ประการที่ ๑ ความแตกแยกรุนแรงภายในชาติได้ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อความมั่นคงของประเทศ ทหารซึ่งเคยเป็นที่เคารพ เคยเป็นที่ศรัทธาของประชาชน ผมในยุคสมัยที่เป็นเด็ก ๆ เมื่อไรที่รถทหารวิ่งผ่านหน้าบ้านต้องวิ่งไปแสดงความรัก ความเชื่อถือ ความศรัทธา ความอบอุ่น โบกไม้ โบกมือให้กับทหาร แต่วันนี้บรรยากาศ เหล่านั้นมันได้หายไปครับท่านประธาน นี่ก็คือสัญลักษณ์หนึ่งของความแตกแยก ภายในประเทศของเรา กองทัพจะเกรียงไกรไปไม่ได้ถ้าไม่มีฐานความศรัทธาของประชาชน รองรับ ฉะนั้นวันนี้ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่าดํารงอยู่จริงคือความเสียหายทางความมั่นคงของ ประเทศ และนอกจากนั้นความแตกแยกขัดแย้งภายในประเทศวันนี้ทําให้เราสูญเสียอํานาจ การแข่งขันทางเศรษฐกิจไปแล้วครับท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้หลาย ๆ คนกําลังพูดถึง เรื่องของบูรพาภิวัฒน์ ฐานความมั่งคั่งกําลังจะย้ายมายังซีกโลกตะวันออก ประเทศไทย สมควรจะได้รับอานิสงส์นั้นด้วย แต่น่าเสียดายครับท่านประธาน ประเทศของเรากําลัง ติดหล่มครับ นั่นก็คือหล่มของความแตกแยก หล่มของความขัดแย้ง ฉะนั้นประเทศเรา อาจจะเป็นประเทศเดียวที่ไม่ได้รับอานิสงส์ของบูรพาภิวัฒน์หรือการเคลื่อนย้ายความมั่งคั่ง จากซีกโลกตะวันตกมาตะวันออก เพราะเรามัวติดอยู่กับ ๒,๕๐๐ ศพ เพราะเรามัวติดอยู่กับ ความขัดแย้งภายในประเทศ เพราะเรามัวติดอยู่กับความโกรธเกลียดและความอคติของคน ภายในชาติครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ความเสียหายประการที่ ๓ ที่เกิดขึ้นจาก ความแตกแยกและความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในประเทศในขณะนี้ นั่นก็คือความขัดแย้ง ทางด้านสร้างความเสียหายทางด้านจิตใจครับ พี่น้องประชาชนวันนี้ไม่สามารถที่จะอยู่ กันอย่างมีความสุขเหมือนกับวันวาน เหมือนกับอดีต ในประเทศนี้เคยได้ชื่อว่าเดอะ แลนด์ ออฟ สไมล์ (The land of smile) ดินแดนแห่งความยิ้มแย้ม ๖ ปีที่ผ่านมาประเทศของเรา ได้สูญเสียความเป็นดินแดนแห่งความยิ้มแย้มไปแล้วครับท่านประธาน เป็นดินแดน แห่งความซึมเศร้า เป็นดินแดนแห่งความวิตกกังวล เป็นดินแดนแห่งความเครียด อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งของคนภายในชาติที่ปฏิเสธไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ดํารงอยู่จริง ในขณะนี้ ท่านประธานครับนั่นคือความจําเป็นที่เราจะต้องแก้ไข เราจําเป็นที่จะต้องสร้าง ความปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศ วันนี้ผมจะกราบเรียนกับท่านประธาน โดยขออนุญาตจะบอกกับท่านประธานว่าความคิดหรือความต้องการที่จะปรองดอง ภายในประเทศไม่ได้เป็นเพียงแต่ความประสงค์ของสมาชิกซีกฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น ประธานเจโทร ไม่ว่าจะเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประธาน หอการค้า สมาคมธนาคารหรือนายธนาคาร กองทัพบก สื่อสารมวลชน มีความเห็นตกผลึก ร่วมกันอย่างนี้ครับท่านประธาน บอกว่าประเทศไทยต้องปรองดอง ต้องไม่ปล่อยให้ความขัดแย้ง ภายในชาติมาเป็นอุปสรรค เพราะมิฉะนั้นแล้วประเทศของเราจะประสบกับปัญหาอย่างแน่นอน เจโทรเองก็เริ่มจะคิดว่าจะย้ายฐานการผลิตไปประเทศเวียดนามหรือประเทศอินโดนีเซียดี เพราะปัจจัยทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญในขณะนี้ ท่านประธานที่เคารพนี่คือทัศนะ นี่คือความคิดเห็นของบุคคลเหล่านี้ที่เรียกร้องให้ประเทศนี้ต้องปรองดอง ต้องสมานฉันท์ เพราะความขัดแย้งทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุน ประเทศของเราต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศของเราเคยเป็นผู้นําทางด้านการตลาดในกลุ่มประชาคมอาเซียน วันนี้เรากําลัง มาต่อแถวเขาครับ ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพผมจึงเห็นว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้องเร่งรีบ ดําเนินการการปรองดองให้เกิดขึ้นภายในประเทศนี้ ไม่ใช่เป็นคําพูดของฝ่ายรัฐบาลแต่เพียง ฝ่ายเดียว ไม่ใช่เป็นความประสงค์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในซีกรัฐบาลแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องยอมรับความจริงว่าผลการศึกษาของท่านประธานคณะกรรมาธิการเรื่องการปรองดอง ในชุดของท่านสมาชิกวุฒิสภาที่ชื่อ ดิเรก ถึงฝั่ง ก็เห็นถึงความสําคัญและจําเป็นที่ประเทศ ต้องเร่งรีบการปรองดอง หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ ท่านประธาน คงจะจําได้ การสลายการชุมนุมที่หน้าทําเนียบรัฐบาล แต่ปรากฏว่าดูดายไม่เร่งรีบดําเนินการ นั่นก็คือนํามาสู่เหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน และวันที่ ๑๙ พฤษภาคมในปี ๒๕๕๓ นี่คือ ความสูญเสียครับท่านประธาน ผลจากการศึกษาของคณะกรรมการชุดนั้นต้องการให้เร่งรีบ การปรองดองโดยเร็ว กว่าถั่วจะสุกครับท่านประธาน งาก็ไหม้เสียก่อน เพราะเราไม่สามารถ ที่จะกินถั่วกับงาพร้อม ๆ กันได้ครับท่านประธานที่เคารพ การศึกษาของ คอป. คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบความเป็นจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ที่รัฐบาลชุดอดีตท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นผู้แต่งตั้ง โดยมี ศาสตราจารย์ดอกเตอร์คณิต ณ นคร เป็นประธานคณะกรรมการ จากผลการศึกษาก็ชี้ชัดครับท่านประธานที่เคารพว่าต้นทางของ ความขัดแย้งในประเทศนี้เกิดขึ้นจากการเมือง ฉะนั้นแล้ววันนี้การแก้ต้องแก้ที่ต้นทาง สภาวธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิดต้องแก้ที่เหตุครับ นั่นคือต้องแก้ที่การเมืองและชี้ชัด ครับว่ามีปัญหาเรื่องของหลักนิติรัฐแล้วก็นิติธรรม คําว่าหลักนิติรัฐ พูดกันอยู่บ่อย บางคนก็ ถือว่ากฎหมายก็คือหลักนิติรัฐแล้ว หลักนิติรัฐในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจะเป็นอย่างอื่น ไปไม่ได้ครับ กฎหมายที่จะมาบังคับใช้ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยต้องเป็นกฎหมายที่มี ที่มาที่มีความชอบธรรม กฎหมายต้องมาจากปวงชนชาวไทย แม้แต่รัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าอํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย อํานาจในการ ตรากฎหมายเป็นหนึ่งในอํานาจอธิปไตยที่เราเรียกว่าอํานาจนิติบัญญัติ ฉะนั้นต้องมาจาก ปวงชนชาวไทยกฎหมายนั้นจึงเป็นกฎหมายที่มีความชอบธรรมและเข้าตามหลักของนิติธรรม วันนี้ประเทศของเราต้องใช้นิติรัฐ นิติธรรมในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกภายในชาติ ครับท่านประธาน ผลการศึกษาของ คอป. ได้ชี้ชัดเลยครับท่านประธานว่าการกระทํา ความผิดทางอาญาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๓ มันไม่เหมือน กับการกระทําความผิดทางอาญาในภาวะปกติ เพราะว่าการกระทําความผิดทางอาญา ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปี ๒๕๕๓ นั้น มูลเหตุจูงใจมาจากการเมือง ฉะนั้นจะส่งปัญหา เหล่านี้ส่งการกระทําเหล่านี้ไปให้ศาลพิจารณานั้นมีปัญหาเพราะว่าไม่ใช่การกระทําความผิด ทางอาญาที่มีมูลเหตุจูงใจในสภาวะปกติหรือเป็นอาชญากรทั่ว ๆ ไป แต่มูลเหตุเกิดขึ้น ทางการเมือง ฉะนั้นต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมือง นั่นคือหนทางแห่งการปรองดอง นั่นคือ หนทางแห่งการแก้ปัญหา ฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้เป็นความต้องการร่วมกัน ของสังคมว่าถึงเวลาที่จะต้องมีการปรองดอง ทําไมเราจะรอช้าไม่ได้ครับท่านประธานครับ เสียโอกาสประเทศ ผมได้มีโอกาสได้คุยกับผู้สื่อข่าวระหว่างประเทศ เขาบอกว่าน่าเสียดาย โอกาสของประเทศไทยที่กลายเป็นประเทศติดหล่มครับ ติดหล่มความขัดแย้ง ฉะนั้นวันนี้ เราต้องออกจากหล่มให้เร็วที่สุด ท่านประธานครับ น่าเป็นห่วงมาก วันนี้ถึงแม้ว่ารายงานของคณะกรรมาธิการปรองดอง อาจจะไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปบ้าง ผมว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ก็ให้สภานี้ปรับปรุง ตกแต่ง เพิ่มเติม แต่เจตนารมณ์คือต้องการสร้างความสงบสุขให้เกิดขึ้นในประเทศของเรา วันนี้ผมไม่สบายใจ ครับ ในบรรยากาศที่ต้องต้านทุกเรื่อง ค้านทุกอย่าง ผมคิดว่าเราไม่รู้จะชนะทางการเมือง ไปทําไมท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวและความแตกแยกของผู้คนในสังคม ไม่รู้ชนะเพื่อใคร ชนะไปแล้วไม่รู้จะปกครองใครประเทศนี้ ประชาชนอาจจะลุกขึ้นมาปะทะกันเองเกิดสงคราม กลางเมือง เขาบอกว่าไม่มีสงครามชนิดใดที่จะรุนแรงเท่ากับสงครามการเมือง ไม่มีศึกใด ที่ดุเดือดเลือดพล่านและโหดเหี้ยมเท่ากับศึกสายเลือดครับท่านประธานที่เคารพ ฉะนั้น เราต้องตัดไฟเสียแต่ต้นลม ผมมีความเห็นด้วยสนับสนุนว่าเราต้องเร่งรีบดําเนินการให้เกิด การปรองดองขึ้นในประเทศนี้โดยเร็ว รักยาวให้บั่นครับ ท่านประธานครับ ให้บั่นอย่างไรครับ ให้บั่นกิเลส ให้บั่นอัตตาของตัวเองออกไป ให้บั่นความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะกันทางการเมือง ให้รู้จักหยุดเย็นเสียบ้างครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเราต้องบั่นสิ่งเหล่านี้ออก เราต้องการที่จะให้ประเทศของเราเดินไปได้ แต่ถ้าเรารักสั้นครับ ต้องการให้ประเทศนี้ มันหายนะ ต้องการให้ประเทศนี้มันปะทะกันในวันข้างหน้า ต้องการให้ประเทศนี้มันไม่สงบ ก็ให้ต่อครับ รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ ปรากฏอยู่ในคําพังเพยไทย แต่วันนี้ครับ ผมอยากให้ บั่นครับ ท่านประธานครับ เล็ก ๆ น้อย ๆ ขาด ๆ เกิน ๆ อย่างไรมาตบ มาแต่ง มาดูแลกันครับ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานให้ประเทศนี้มีความสงบสุข ให้ประเทศนี้กลับมาเหมือนวันคืนเก่า ๆ เพื่อประเทศของเราจะได้แข่งขันต่อไปได้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมจึงเห็นว่ารัฐบาล แล้วก็สมาชิกส่วนหนึ่งสนับสนุนการปรองดอง เพราะว่าการปรองดองนั้นเป็นหนทางเดียว เท่านั้นครับ ที่จะทําให้ประเทศเราขึ้นมาจากหล่มได้ครับ ท่านประธานครับ ปัจจัย แห่งความสําเร็จผมเห็นด้วยครับ กับการศึกษาของประธานคณะกรรมาธิการ นั่นคือ ความแน่วแน่ของรัฐบาล รัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้บรรจุไว้เป็นนโยบาย ที่ชัดเจน เป็นนโยบายเร่งด่วนที่จะต้องทําในปีแรก นั่นคือต้องสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น ภายในชาติ ฉะนั้นไม่ทําไม่ได้ นอกจากนั้นก่อนที่จะแถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา แห่งนี้ ในการหาเสียงเลือกตั้งก็ได้ประกาศไว้กับประชาชนทั่วประเทศว่า ถ้าหากว่าพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล สิ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องรีบดําเนินการ นั่นคือสร้างความปรองดองภายในชาติ การได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน ๑๕,๗๐๐,๐๐๐ เสียงก็อธิบายว่าประชาชนส่วนใหญ่ ของประเทศนี้สนับสนุนนโยบายการสร้างความปรองดองของประเทศของเราครับ ท่านประธานครับ
สรุปนะครับท่านประธาน วันนี้กระผมขอกราบเรียนต่อท่านประธานว่า เราต้องตั้งสตินะครับ เราต้องตั้งสติให้มั่น แล้วเราทบทวนประเทศ สังคม มันเป็นอนิจจัง มันเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา มีเหตุปัจจัยใหม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เราจะ จมปลักอยู่กับความคิดเก่า ๆ เราจะจมปลักอยู่กับแบบแผนความคิดเก่า ๆ ต่อไปอีกไม่ได้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นบุรุษสําคัญแห่งสหัสวรรษบอกว่า ถ้าเราไม่สามารถที่จะเปลี่ยน รูปแบบความคิดของเราได้ เราก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้น จากรูปแบบวิธีคิดเก่า ๆ ครับ กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ สวัสดีครับ