สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

ชานิ ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ และเรียกร้องการยอมรับข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ พร้อมหารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระบบการเมืองไทย และความไม่แน่ใจในกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญในอนาคต นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรองดอง โดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการปรองดอง และอธิบายถึงกระบวนการหาข้อสรุปของคณะกรรมาธิการที่ยังไม่ได้ข้อสรุป

นายชํานิ ศักดิเศรษฐ์ บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมตั้งใจ ที่จะใช้เวลานี้และโอกาสนี้เรียนกับท่านประธาน เรียนกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถึงข้อเสนอ ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่เสนอต่อสภาวันนี้ ก่อนอื่นผมต้องกราบเรียนยืนยันกับท่านประธาน ครับว่าในฐานะที่ผมเป็นคนหนึ่งของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ และผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นผู้ตอบคําถามของสถาบันพระปกเกล้า ผมได้ให้ความเห็นต่อสถาบันพระปกเกล้าอย่างตรงไปตรงมาและให้เวลากับการให้สัมภาษณ์ ตอบคําถาม ข้อซักถามขอความเห็นกับสถาบันพระปกเกล้าเต็มที่แล้วก็สมบูรณ์ รวมทั้งเมื่อ ได้มีการกล่าวไปแล้วได้มีการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้าแล้วได้มีการส่งคําถามกลับมาให้ตอบ เป็นลายลักษณ์อักษร ผมก็ได้ให้ความร่วมมือในการตอบข้อซักถามที่เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อสถาบันพระปกเกล้าอีกครั้งหนึ่ง นั่นคือกระบวนการพิจารณาในเบื้องต้น วันที่ได้ทํางาน ร่วมกับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ชุดนี้ ผมได้แสดงความคิดเห็นของผมในโอกาสที่เหมาะสม ในประเด็นที่จําเป็น แล้วก็ได้มี ความชัดเจนในความเห็นต่าง ๆ ไว้เป็นที่ประจักษ์กับคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษา แนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติไปแล้ว ท่านประธานคงจําได้ว่าเมื่อวันที่ ๒๗ มีนาคมที่ผ่านมานั้นในสัปดาห์ที่แล้วเป็นอีกวันหนึ่งที่เรามีข้อโต้แย้ง มีการถกเถียงและมี การอภิปรายกันอย่างกว้างขวางที่สุดครั้งหนึ่งในการตัดสินใจของรัฐสภาที่จะอนุมัติให้ สภาผู้แทนราษฎรประชุมในเรื่องเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติต่อสภาผู้แทนราษฎรในสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติได้หรือไม่ ข้อโต้แย้งของเราวันนั้นไม่ได้อยู่ที่การปรองดองหรือไม่ปรองดอง ข้อโต้แย้งวันนั้นไม่ได้อยู่ที่รายงานข้อเท็จจริงของสถาบันพระปกเกล้าหรือเป็นรายงาน ข้อเท็จจริงของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ แต่วันนั้นเราโต้แย้งในข้อเท็จจริงของกระบวนการในการที่จะนําเรื่องนี้มาสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร ทําไมถึงเป็นประเด็นครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติได้มีการประชุมกันหลายรอบ มีการอนุมัติเวลา ไปจากสภาให้ไปทํางาน แล้วก็มีการต่อเวลาให้กับการพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปที่เหมาะสม ท่านประธานครับ ผมยืนยันในการจะรักษาการปรองดอง ผมยืนยันในกระบวนการค้นหา ความจริง และผมยืนยันในการหาทางออกที่เหมาะสมให้เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาที่กําลังเผชิญหน้าประเทศไทยเราอยู่ในปัจจุบัน เราไม่สามารถ มีข้อสรุปโดยที่ไม่ได้ศึกษาบทเรียนในอดีต เราไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปที่สอดคล้องกับ ความเป็นจริงและเราไม่อาจที่จะไม่หาข้อสรุปเพื่อนําไปสู่ยุติปัญหาความขัดแย้ง ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการต้องไม่อยู่บนเงื่อนไขที่นําความขัดแย้งกลับมาสู่การเผชิญหน้า อีกครั้งหนึ่ง นั่นคือเป็นสิ่งที่เราได้คิดและได้พิจารณา ผมยืนยันในบทบาทของการปรองดองของผม ของคณะกรรมาธิการของพรรคประชาธิปัตย์ทั้ง ๙ ท่าน และทั้งของพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนอยู่ ในเวทีแห่งนี้เพื่อที่ทําความเข้าใจและพูดจากับท่านประธาน ท่านประธานครับ ข้อตกลงเบื้องต้น ของคณะกรรมาธิการมีเป็นข้อสรุปที่เสนอมาแล้วในวันนี้ มีความชัดเจนอยู่ใน ๓ เรื่องครับ

เรื่องแรก ก็คือว่าเราพบว่าประเด็นที่อ่อนไหวอาจนําไปสู่การเผชิญหน้าของผู้คน ในสังคม และนําไปสู่เหตุการณ์ของความรุนแรงได้ในที่สุดนั้นมีอยู่ ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็คือว่าประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์โดยเฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข มาตรา ๑๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นนี้เรารู้ดีครับว่า ไม่อาจเสนอได้ ไม่อาจเป็นข้อสรุปได้ และไม่อาจจะใช้เป็นสิ่งที่นําไปดําเนินการได้ เพราะเป็น ประเด็นที่อ่อนไหวและนําไปสู่ความขัดแย้ง

ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าระบบการเมืองไทย เป็นปัญหาที่เราก็เผชิญหน้ากันอยู่ อีกเรื่องหนึ่ง ระบบนี้เป็นระบบที่ถูกกําหนดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ความไม่แน่ใจ ความไม่เชื่อมั่น ในกระบวนที่จะจัดทําในเรื่องของการจัดทํารัฐธรรมนูญในอนาคตว่าจะมีผลกระทบต่อระบบ การเมืองไทยหรือไม่ ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกประเด็นหนึ่ง จึงเป็นประเด็นที่เป็น อ่อนไหวและจะไม่นําเสนอ

ประเด็นที่ ๓ ประเด็นการปรองดองโดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่ เกี่ยวข้องในการที่จะนําเสนอว่าจะให้มี หรือไม่ให้มีนิรโทษกรรม เป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่จะ นําไปสู่ความขัดแย้ง ๓ ประเด็นหลักนี้เป็นประเด็นนําที่เป็นที่ข้อตกลงเบื้องต้นที่เราจะไม่ใช่ เป็นผู้นําในการเสนอ ท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการปรองดองที่เรากําลังพิจารณา ในประเด็นต่าง ๆ ก่อนที่จะออกมาเป็นเอกสารฉบับนี้ครับ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเรื่องนี้ มาแล้วถึง ๓ ฉบับครับ ฉบับที่ ๑ คือเล่มนี้ครับ ท่านประธานครับ พิมพ์ปกสวยงามมีความชัดเจน ไม่ใช่มีเรื่องที่ผมหยิบขึ้นมาว่าจะเป็นข้อโต้แย้ง แต่ว่าข้อสรุปเบื้องต้นอันนี้เป็นข้อสรุป ที่เกิดก่อนที่สถาบันพระปกเกล้าจะได้ทํางานวิจัยเสร็จแล้วส่งรายงานต่อคณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นการสรุปอันนี้จึงเป็นการสรุปของผู้ที่ต้องการที่จะรับงานแล้วก็เป็นการตอบโจทย์ ของผู้ฝากงานมาให้ทํา มันไม่ใช่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ เราจึงมีความเห็นที่แตกต่าง จึงมีความเห็นที่โต้แย้ง แล้วก็เก็บรายงานชิ้นนี้ไว้ ผมไม่ประสงค์จะเปิดเผยหรอกครับ เพียงแต่ผมกําลังบอกท่านประธานว่ากระบวนการหาข้อสรุปของคณะกรรมาธิการจึงยังไม่ได้ มีข้อสรุป แล้วทําให้เราต้องโต้แย้งกันรุนแรงกันในวันที่ ๒๗ อย่างไรครับ ข้อโต้แย้งอันนี้ ได้จบลง แล้วต่อมาก็ได้มีร่างฉบับร่างใหม่ออกมาครับ ร่างฉบับใหม่ออกมานี้ก็มีความแตกต่าง และมีการเปลี่ยนแปลงไป มีลักษณะที่มีความรัดกุมมากขึ้น มีการอธิบายเหตุผล อธิบาย เงื่อนไขต่าง ๆ ได้ค่อนข้างที่จะชัดเจนมากขึ้น แต่ยังไม่ได้ตอบโจทย์ในการเป็นข้อสรุปของ คณะกรรมาธิการได้

ต่อมาท่านประธานครับ ได้มีฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่เดี๋ยวนี้นะครับ ข้อสรุปนี้จะสรุปจริงหรือไม่ จะมีข้อเท็จจริงอย่างไร สักครู่ผมจะได้อธิบายต่อ แต่ผมกําลัง บอกท่านประธานว่าข้อสรุปอันนี้ที่นําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมาแล้ว และเราโต้แย้งกัน รุนแรงในวันที่ ๒๗ นั้นก็เพราะว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้ส่งงานวิจัย ได้ส่งมาสู่การแลกเปลี่ยนความเห็นกับคณะกรรมาธิการขั้นต้น และในที่สุดท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองได้นําเรื่องนี้ไปประชุมกันเมื่อวันพุธที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ วันนั้นได้เชิญตัวแทนของพรรคการเมือง หัวหน้าพรรคการเมืองและตัวแทนของวงวิชาการต่าง ๆ ได้เข้าร่วมพิจารณา ได้เข้าร่วม ให้ความคิดเห็น ผมยังไม่สรุปว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ แต่วันนั้นเมื่อมี การวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง มีการโต้แย้งกันอย่างเข้มข้นและทําท่าที่จะบานปลาย ไปว่าข้อสรุปนี้เป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ของความขัดแย้ง ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขของการปรองดอง ไม่ใช่เงื่อนไขของยุติความขัดแย้ง และไม่ใช่เงื่อนไขของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ข้อสรุปนี้ ท่านประธานรับแล้ว กรรมาธิการรับแล้ว ก็เป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อได้ฟังความเห็น เราจะมา ประชุมคณะกรรมาธิการปรองดองครั้งสุดท้าย คือในวันที่ ๒๗ กรรมาธิการได้ส่งเมสเซส (Message) มายังกรรมาธิการทุกท่าน ขอให้มีการประชุมกันในวันที่ ๒๗ ผมก็เข้าใจวันที่ ๒๗ นี่ละ เป็นวันที่เราจะหาทางออกหลังจากได้ฟังความเห็นกันอย่างกว้างขวางแล้ว และข้อสรุปนี้จะเป็น ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการปรองดองเพื่อที่จะนําไปสู่รายงานต่อสภาเป็นความรับผิดชอบ ในขั้นสุดท้าย ท่านประธานครับ แต่พอวันที่ ๒๒ ได้มีเมสเซสส่งกลับไปใหม่ ว่ายุติยกเลิก การประชุมวันที่ ๒๗ เพราะท่านประธานคณะกรรมาธิการปรองดองได้ส่งรายงานนี้ให้กับ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพื่อสู่ระเบียบวาระการประชุม แต่ยังประชุมไม่ได้ต้องขออนุมัติ รัฐสภาเพื่อให้ประชุมได้นี้ก่อน ผมเล่าเรื่องนี้เพื่อที่จะยืนยันเป็นพื้นฐานกับท่านประธาน ก็ต้องบอกว่ารายงานที่มาเสนอต่อสภาในวันนี้ จึงไม่ใช่รายงานที่เป็นข้อสรุปของ คณะกรรมาธิการ มันเป็นรายงานของผู้สรุปของผู้รับงานที่จะส่งงานให้ กับรอคอย การตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคต นี่เป็นข้อเท็จจริง นี่เป็นปัญหาที่ทําให้เราเกิดความขัดแย้ง ทําให้เราโต้เถียงกันอย่างรุนแรงมากในวันที่ ๒๗ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ เมื่อสิ่งนี้ ได้กลับมาสู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในการทํางานทั้งหมดเรามีข้อคิดเห็น ที่แตกต่างกันมากมาย เรามีข้อเห็นที่มีความขัดแย้งกันมากมาย แต่ผมยืนยันกับท่านประธานว่า การปรองดอง การค้นหาความจริงและการหาข้อสรุปเพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหากรรมาธิการ ทุกคนตั้งใจแล้วก็จะทํา รูปแบบในการศึกษาของเราท่านประธานครับ ผมยังชื่นชมว่าเราได้ เปิดวงกว้างของการฟังความคิดเห็นชัดเจนมาก เราฟังความคิดเห็นของ คอป. เพราะเขาเป็น คณะกรรมการอิสระที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อค้นหาความจริง เราได้ติดตามผลงานการดําเนินงาน ของรัฐบาลต่อข้อเสนอของ คอป. นี่เป็นคํารายงานที่ชัดเจนคณะกรรมาธิการก็รับฟัง คณะกรรมาธิการได้ติดตามจากหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการสูงสุด กรมราชทัณฑ์ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ แล้วก็ เราได้ทําแม้กระทั่งองค์กรภาคเอกชน มีหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมธนาคาร ๕ หน่วยงานความมั่นคง ๖ หัวหน้าพรรคการเมือง ก็ได้ฟังความเห็นซ้ํา แล้วก็สื่อมวลชน ภาควิชาการ ซึ่งมีคณะกรรมการกฤษฎีกา สถาบันพระปกเกล้าได้ศึกษาตัวแบบจาก ต่างประเทศที่เขามีความขัดแย้ง เขาหาข้อยุติ เขาหาข้อตกลง ท่านประธานครับ ทั้ง ๙ รายการนี้ เป็นความเห็นที่เป็นที่ประจักษ์ มีเงื่อนไขที่น่าศึกษา น่าฟัง แต่ท่านประธานครับ ตัวแบบ ที่ผ่านมาแล้วทั้งหมดนี้ มันไม่ได้ตอบโจทย์ของผู้รับงาน ผู้รับงานต้องการตอบโจทย์ที่ชัดเจน กว่านี้ สูงกว่านี้เพื่อที่จะไปตอบสนองให้กับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมตามเงื่อนไข ตัวแบบที่ศึกษามาแล้วทั้งหมดมันตอบโจทย์นิรโทษกรรมไม่ได้ เพราะไม่มีตัวแบบสนองงานนั้นได้แม้แต่อันเดียว ผมเรียนยืนยันท่านประธานวันนี้ไม่ได้ตั้งใจ ที่จะใส่ร้ายหรือโต้แย้งอย่างไร เพราะบางเรื่องที่ผมกําลังพูดกับท่านประธานผมได้ให้ ความเห็นอย่างตรงไปตรงมากับคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ รูปแบบของการทํางาน ของกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการเราเริ่มต้นจากการรับฟังรายงาน ศึกษา ข้อปฏิบัติในอดีต รับฟังความเห็น แลกเปลี่ยนความเห็น จัดทํารายงานเพื่อหาข้อสรุป และกระบวนการสุดท้ายจัดทําเป็นข้อสรุปต่อคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอต่อสภา เราศึกษา อะไรมาบ้างครับ ผมบังเอิญคนหนึ่งที่เป็นกรรมาธิการแล้วอยู่ในกระบวนความขัดแย้งของ สังคมไทยมาอย่างน้อย ๒-๓ ยุค ๒-๓ เงื่อนไขของประเทศไทย ผมเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ ก่อนที่จะเป็นนักการเมืองผมเป็นนักศึกษามาก่อน ผมอยู่ในการเคลื่อนไหวมาก่อน และผมได้รับผลกระทบมาก่อน และผมก็เป็นส่วนหนึ่งอันนี้ ที่ต้องกราบเรียนกับท่านประธาน อย่างนี้ก็คือว่าการนิรโทษกรรมในประเทศไทยท่านประธานครับ ไม่ใช่ไม่เคยมีครับ ประเทศไทย เป็นประเทศที่มีความขัดแย้ง ประเทศไทยมีกระบวนการของการปรองดอง ประเทศไทยมียุติ ของความขัดแย้ง โดยใช้วิธีนิรโทษกรรมมาแล้วถึง ๕ รูปแบบ ทํามาแล้ว ๒๔ ครั้ง เรื่องนี้ คณะกรรมาธิการทราบไหมครับ คณะกรรมาธิการก็ได้รับฟัง คณะกรรมการกฤษฎีการายงาน คนที่มีความรู้รายงาน ผมก็ได้เหมือนได้ร่วมให้ความเห็น ประเทศไทยเคยมีความขัดแย้ง ทางการเมืองรุนแรงคือการรัฐประหาร และประเทศไทยเคยมีนิรโทษกรรมให้กับผู้ทํารัฐประหาร ประเทศไทยเคยก่อกบฏ ทํารัฐประหารแล้วไม่สําเร็จ แล้วก็มีความผิดทางการเมือง ประเทศไทย ได้มีออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับคนที่ทํากบฏ โดยรัฐบาลที่มาทีหลัง ๒ แบบนี้ ทํามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ยังมีอีกแบบที่ ๓ การเคลื่อนไหวเมื่อ ๑๔ ตุลาคม เป็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยของประชาชนไทย ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ และในที่สุดความรุนแรงก็ได้เกิดขึ้นแล้วมีผลกระทบ มีคนที่ถูกจับกุมโดยคําสั่งของรัฐบาล ในขณะนั้นมีความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการเดินขบวน มีความรุนแรงจากการเผาและทําลาย ทรัพย์สิน ท่านประธานครับ นิรโทษกรรมเป็นโมเดล (Model) หนึ่งของ ๑๔ ตุลา เป็นโมเดลหนึ่ง ที่เคยใช้ และเราก็แก้ไขปัญหาความขัดแย้งแล้วก็สร้างความเป็นธรรมให้สําเร็จและกรณี ๑๔ ตุลา ท่านประธานครับ ทําไมเขาเรียกว่าวีรชน ๑๔ ตุลา ไม่ใช่พวก ๑๔ ตุลาเรียกเอาเองนะ ท่านประธานครับ มันเป็นขั้นตอนหนึ่งของประเทศไทยก็คือว่านอกจากได้การมีนิรโทษกรรมแล้ว กรณีของคนที่เสียชีวิตในกรณี ๑๔ ตุลา ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่ท้องสนามหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ได้เสด็จ ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ผมอ้างเรื่องนี้เพราะผมเป็นประธานอํานวยการจัดพิธี พระราชทานเพลิงศพวีรชน ๑๔ ตุลา ในตัวแทนของนักศึกษา แล้วก็มีกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นตัวแทนของส่วนราชการ กรณีนี้เป็นกรณีที่มีนิรโทษกรรม

ประการที่ ๔ เกิดยุติสงครามความขัดแย้งระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทยกับรัฐบาลสมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ วันนั้นเราได้ออกคําสั่งสํานัก นายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๓ คําสั่งนี้เป็นคําสั่งใช้การเมืองนําการทหาร ยุติสงคราม สถาปนา ระบอบประชาธิปไตยขึ้น ยุติความขัดแย้ง และในที่สุดวันนั้นท่านประธานครับ นอกจาก ออกคําสั่งนี้แล้วมันยังมีเรื่องตกค้างอยู่ก็คือว่าคนที่เคยต่อสู้กับรัฐบาลในนามของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ต่อสู้ด้วยกองกําลังอาวุธนั้นมันเป็นความผิด ตามพระราชบัญญัติป้องกันการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ มีความผิดทางการเมือง รัฐบาล วันนั้น ๖๖/๒๓ เป็นเพียงใช้นโยบายมากําหนดท่าทีแล้วก็จัดเงื่อนไข แต่ในที่สุดก็ต้องออก กฎหมายนิรโทษกรรม ออกเมื่อไรครับ ท่านประธานครับ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับการยุติสงครามนี้ในปี ๒๕๓๒ รัฐบาลของ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ วันนั้นผมกลับมาเป็นผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้แล้ว แล้วก็ ได้ออกเรื่องนี้ และต่อมาในปี ๒๕๓๖ ในรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย วันนั้นผมเป็น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ผมเป็นคนที่ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลเสนอยกเลิก พระราชบัญญัติป้องกันการกระทําอันเป็นคอมมิวนิสต์ด้วยตัวผมเองในนามของรัฐบาล ในขณะนั้น ผมเล่ากระบวนการนี้ให้เห็นว่า ๔ แบบที่ผ่านมานี้ มันมีการนิรโทษกรรม เป็นโมเดล เป็นตัวแบบที่ใช้ได้สําหรับในการยุติความขัดแย้ง แล้วก็มีแบบที่ ๕ ท่านประธานครับ มีแบบที่ ๕ ก็คือในกรณีหลัง ๑๔ ตุลา เมื่อปี ๒๕๑๗ มันมีคน ๓ คนติดคุกอยู่ครับ ติดคุก ด้วยคําสั่งของ จอมพล ถนอม กิตติขจร เพราะวันนั้นท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านอนันต์ ภักดิ์ประไพ ท่านบุญเกิด หิรัญคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปี ๒๕๑๒ ลุกขึ้นมาฟ้อง จอมพล ถนอม ที่ปฏิวัติตัวเอง เพื่อที่จะไปฟ้องศาล แทนที่ศาลจะสั่งจําคุก จอมพล ถนอม จอมพล ถนอม กลับจับ ๓ คนนี้ติดคุก แล้วก็ติดคุกค้างมาจนกระทั่งเกิด ๑๔ ตุลา นี่เป็นโมเดลเดียวที่ออก นิรโทษกรรมที่เจาะจงบุคคล โดยให้คุณอุทัย พิมพ์ใจชน คุณอนันต์ ภักดิ์ประไพ คุณบุญเกิด หิรัญคํา ออกจากคุกเป็นนิรโทษกรรม ทั้งหมดมี ๕ แบบ ท่านประธานครับ มันต่างกัน ตรงไหนละครับ มันต่างตรง ๕ แบบที่ออกมาแล้วทั้งหมดนี้เขาไม่นิรโทษกรรมให้กับคนที่มี ความผิดทางอาญา เขานิรโทษกรรมให้กับความผิดทางการเมือง ความผิดทางความขัดแย้ง ความผิดทางความรุนแรงที่มีผลกระทบโดยตรงในเรื่องของทางการเมือง ไม่ได้นิรโทษกรรม ให้กับความผิดในทางกฎหมายอาญา ๔ แบบนี้มันใช้ได้ แต่ ๔ แบบนี้มันตอบโจทย์ที่รอ นิรโทษกรรมอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ได้อย่างไรครับ นี่คือปัญหาใหญ่ นี่คือสิ่งที่เรียกว่ากรรมาธิการไม่ได้ มีข้อสรุป

ท่านประธานครับ มาถึงบทที่ ๒ ครับ ผมได้ให้ความเห็นกับกรรมาธิการ เหมือนกัน ผมบอกกับกรรมาธิการมาตั้งแต่ต้นว่าตราบใดถ้าเราจับคู่ขัดแย้งผิด ตราบใดที่เรา หาคู่ขัดแย้งไม่พบ ตราบนั้นเราปรองดองไม่ได้ เราแก้ไขปัญหาไม่ได้ ความขัดแย้งในประเทศไทย ในรอบ ๕-๖ ปีที่ผ่านมานี้ ความขัดแย้งมีหลายคู่ บางครั้งคู่หนึ่งเป็นคู่ขัดแย้งหลัก บางครั้ง คู่ขัดแย้งหนึ่งเป็นคู่ขัดแย้งรอง บางเวลาเป็นคู่ขัดแย้งหลัก บางเวลาเป็นคู่ขัดแย้งรอง นี่ผมใช้ ทฤษฎีความขัดแย้งเรียนกับท่านประธาน แล้วผมแน่ใจว่ากรรมาธิการรู้จักทฤษฎีนี้ จับคู่ ขัดแย้งอย่างไรครับ ท่านประธานครับ เมื่อปี ๒๕๔๙ มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่าง รัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ กับรัฐสภา ขัดแย้งอย่างไรครับ มีญัตติเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร มีการอภิปราย มีการเตรียมตัวเป็นการประชุมรัฐสภา วันนั้นเรามีการเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ สิ่งที่รัฐบาลหลีกหนีก็คือว่าไม่มาประชุมสภา รัฐบาลตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎรแทนที่จะ มาอภิปรายกันในสภา วันนั้นคือวันเริ่มต้นของความขัดแย้ง ความขัดแย้งหลักนาทีนั้น เป็นเรื่องระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล ในที่สุดเมื่อยุบสภาแล้วก็ไปสู่การเลือกตั้ง กระบวนการ เลือกตั้งมีปัญหา ในที่สุดศาลก็มีคําสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อปี ๒๕๔๙ เป็นการเลือกตั้งที่เป็น โมฆะ ความขัดแย้งก็เปลี่ยน ท่านประธานครับ เปลี่ยนจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล ทักษิณกับฝ่ายค้านในวันนั้น ก็กลายมาเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทักษิณกับองค์กรอิสระ ที่เรียกว่า กกต. การเผชิญหน้าในสนามนั้นรุนแรงมาก ในที่สุดก็เกิดการเคลื่อนไหวของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงเป็น คู่ขัดแย้งหลักของรัฐบาลทักษิณในเวลานั้น ได้พัฒนาความขัดแย้งต่อไปอีก จนกระทั่งเกิดคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขที่เรียกว่า คปค. วันนั้นความขัดแย้งหลักระหว่างประชาชนกับอํานาจรัฐ ระหว่าง ประชาชนกับรัฐบาลทักษิณก็แปรเปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทักษิณ กับคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ท่านสนธิเป็นหัวหน้าคณะ ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้ประสงค์ที่จะไปกล่าวร้ายท่าน แต่ท่านประธานเห็นไหมครับว่ามันพัฒนามาสู่ขั้นที่ ๓ ความขัดแย้งหลักกลายเป็น คณะรัฐประหารกับรัฐบาลทักษิณ ความขัดแย้งนี้ยังดํารงอยู่ต่อมาจนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช ความขัดแย้งนี้ยังอยู่ก็คือว่าได้แปรเปลี่ยน จากรัฐบาลทักษิณมาเป็นขบวนการทักษิณ ท่านประธานครับ ผมกล่าวคํานี้ไม่ได้เจาะจง ในการที่จะระบุบุคคล แต่ผมกําลังอธิบายว่าขัดแย้งหลักมันได้เปลี่ยนจากรัฐบาลทักษิณ มาเป็นขบวนการทักษิณ ขบวนการทักษิณเผชิญหน้ากับใครครับ เผชิญหน้ากับ คปค. ที่มี พลเอก สนธิ เป็นหัวหน้าคณะ ต่อมาขบวนการทักษิณได้ขัดแย้งกับรัฐบาลคุณสุรยุทธ์ แล้วต่อมามีการเลือกตั้งความขัดแย้งก็เปลี่ยนจากขบวนการทักษิณมาเป็นความขัดแย้ง ระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาลคุณสมัคร ต่อมาอีกก็เป็นความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรกับรัฐบาล คุณสมชาย ความขัดแย้งนี้ยุติลงคู่ขัดแย้งเปลี่ยนครับ เมื่อรัฐสภาเลือกให้ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลของอภิสิทธิ์ก็กลายเป็นตัวแทนอํานาจรัฐต้องทําหน้าที่รักษา กฎหมาย ทําหน้าที่ปกป้อง ทําหน้าที่แก้ไขปัญหาทั้งหมดของประเทศรวมทั้งทําหน้าที่ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทย การเคลื่อนไหวของขบวนการทักษิณเดินต่อครับ การเดินวันนั้นขบวนการทักษิณก็เผชิญหน้ากับรัฐบาลอภิสิทธิ์ความขัดแย้งนี้รุนแรงมาก ต่อเนื่องกันเวลา ๒ ปี ผมยืนยันในกระบวนการปรองดองผมได้รับโอกาสจากท่านอภิสิทธิ์ ให้เป็นคู่เจรจา ท่านประธานครับ การเป็นคู่เจรจาของผมไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้ง แต่ผมเป็นคู่เจรจา ในการที่จะยุติความขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งไม่สามารถยุติลงได้ด้วยการเจรจาเพราะเจ้าของ ปัญหายังไม่ได้รับการตอบสนองความต้องการที่เรียกร้อง การเจรจาวันนั้นตกลงได้ระหว่าง ผู้ชุมนุมกับรัฐบาล แต่ว่าเจ้าของปัญหาที่อยู่นอกเหนือการชุมนุมอยู่ห่างไกลชุมนุมยังไม่ได้รับ การตอบสนอง ผมเรียนตรงนี้ท่านประธานเห็นไหมครับว่าคู่ขัดแย้งมันได้เปลี่ยนมาเรื่อย ๆ กลายเป็นขบวนการทักษิณกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ไปเลือกตั้งท่านประธานครับ เราไปเลือกตั้ง กันเสร็จเรียบร้อยความขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยไม่มี พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยเป็นคู่แข่งในทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์แพ้ พรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เป็นรัฐบาล แต่ท่านประธานเห็นไหมครับ แม้เปลี่ยนรัฐบาลแล้วมาเป็นรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยยังอยู่ ปัญหาของ สังคมไทยยังอยู่ การปรองดองยังต้องถูกเรียกร้องและหาข้อยุติ สิ่งนี้คืออะไรครับท่านประธาน สิ่งนี้ก็คือจะเห็นได้ชัดว่าบัดนี้คู่ขัดแย้งของประเทศไทยนั้นมันได้เปลี่ยนมาเป็นความขัดแย้ง ที่พูดได้เลยว่าเป็นเรื่องของขบวนการทักษิณกับประเทศไทย มีเงื่อนไข ๓ อย่างของขบวนการ ทักษิณกับประเทศไทยก็คือว่า ๑. ขบวนการทักษิณกับกฎหมายไทย ๒. ขบวนการทักษิณ กับกระบวนการยุติธรรมของไทย ๓. ขบวนการทักษิณกับระบบการเมืองไทย ผมกล่าวเอง ไหมครับท่านประธาน วันนี้คุณต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีปัญหา เพราะมีเงื่อนไข ๓ ประการที่ผมบอกว่าทุกวันนี้เรากําลังพูดถึงความขัดแย้ง มีคนจับคู่ขัดแย้งผิด ท่านประธานครับ มีการพูดถึง พลเอก เปรม ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ว่ามันมีข้อเสนอให้ พันตํารวจโท ทักษิณ เจรจากับ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผมบอกข้อเสนอนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ และจะต้องไม่เกิดขึ้น พลเอก เปรม ไม่ได้เป็นตัวแทน ของความขัดแย้ง อย่าสมมุติให้ พลเอก เปรม เป็นตัวแทนของความขัดแย้งหลัก เพราะถ้า พลเอก เปรม เป็นตัวแทนของความขัดแย้งมันไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และหาคําตอบอ้างไม่ได้ และจะสร้างปัญหาให้กับเงื่อนไขในเรื่องของคู่ขัดแย้ง พูดกันให้ชัดก็คือว่าคู่ขัดแย้งหลัก ในปัจจุบันจึงเป็นขบวนการทักษิณกับประเทศไทย เพราะอะไรครับ วันนี้คุณทักษิณกําลังมีคดี สิ่งที่คุณทักษิณต้องการคือนิรโทษกรรม วันนี้คุณทักษิณถูกยึดทรัพย์ต้องยอมรับว่าต้องการ เอาทรัพย์คืน วันนี้คุณทักษิณถูกตัดสิทธิทางการเมือง คุณทักษิณต้องรับผลทางการเมือง กลับคืนมา นี่เป็นเงื่อนไข นี่เป็นโจทย์ เป็นโจทย์ที่เราไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปหาคําตอบได้ จากข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ จากเงื่อนไข จากเรื่องที่เราได้ดําเนินการไว้ในทิศทางเดิม ทั้งหมด ท่านประธานครับ เมื่อเงื่อนไขและกระบวนการมันเป็นอย่างนี้ ผมยังคิดว่าถ้าเรา ยอมรับว่าความขัดแย้งหลักเป็นอย่างนี้ และคู่ขัดแย้งเป็นอย่างนี้ เราจําเป็นต้องมีการเจรจา หรือไม่เจรจา มีหาคําตอบหรือหาข้อสรุป ต้องสรุปจากเงื่อนไขอันนี้ ท่านประธานครับ วันนี้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความเห็นไว้ในเงื่อนไขที่เป็นข้อเสนอแนะ ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ มีหลายข้อ ท่านประธานครับ ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอที่มีมุมเดินไปได้ครึ่งเดียวครับ กรรมาธิการเดินไปได้ไม่สุดครับ ข้อเสนอแล้วก็เป็นคําตอบแม้กระทั่งคนที่ให้ความเห็นก็คือว่า อย่างเช่นผลของการศึกษาของคณะกรรมาธิการ บอกว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าเหตุการณ์ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ที่ผ่านมามีสาเหตุมาจาก ความขัดแย้งทางการเมืองและเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการเมือง การปกครอง ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม และกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมาย นี่เป็น กระบวนการที่ให้ความเห็นที่เป็นความเห็นของคณะกรรมาธิการเป็นผลจากการศึกษา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างนี้จริง ๆ ครับ และถามว่าเวลาเราจะบอกว่าจะแก้ไขกฎหมายอะไร เราบอกตอบไม่ได้ครับ กรรมาธิการไม่กล้าพูด เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าปมที่เป็นความขัดแย้ง ในทางการเมืองคือเรื่องของมาตรา ๑๑๒ เรื่องของระบบการเมืองที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใครเป็นปัญหากับมาตรา ๑๑๒ ใครเป็นปัญหากับระบบการเมืองไทยในปัจจุบัน มันไม่ใช่ รัฐสภานี้แน่นอน และมันไม่ใช่ประชาชนแน่นอน มันเป็นเรื่องของเจ้าของปัญหาที่ได้รับ ผลกระทบที่เดินมาถึงเหตุการณ์แบบรุนแรงที่ว่านี้ อันนี้ผมยกเป็นเพียงตัวอย่าง และไม่จําเป็น ที่จะต้องใช้เวลากับท่านประธานมาก แต่ท่านประธานครับ มันมีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่า คณะกรรมาธิการจะต้องทําให้ได้ก็คือว่าข้อเสนอที่เราเสนอกลับกันมาในวันนี้ต้องไม่เป็น เงื่อนไขใหม่ของการเผชิญหน้ารอบใหม่ การเผชิญหน้ารอบใหม่เกิดขึ้นได้จริง ท่านประธานครับ มันไม่ใช่เรื่องสมมุติ ท่านประธานก็ต้องยอมรับว่าเมื่อคู่ขัดแย้งเป็นอย่างนี้ คนที่จัดการกับ ปัญหานี้ก็คือรัฐบาล รัฐบาลจะให้คําตอบกับเงื่อนไขนี้อย่างไร ผมบอกท่านประธานเลยว่า ถ้าเราก้าวล้ําประเพณีปฏิบัติ ถ้าเราก้าวล้ําความเป็นธรรมจากอดีต ถ้าเราก้าวล้ําเงื่อนไข ของนิรโทษกรรมบนความปรองดองที่ตอบสนองเงื่อนไขในอดีตตามปกติ เราจะข้ามอันนี้ได้ แต่ถ้าตราบใดที่เรายังต้องข้ามมากไปกว่าประเพณีได้เคยปฏิบัติ เข้ามากกว่าความรู้สึกผูกพัน ของพี่น้องประชาชน เราไม่สามารถที่จะเดินไปหาจุดนั้นได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมต้องกราบเรียน ยืนยันกับท่านประธานไว้อีกรอบหนึ่งก็คือว่าการหาทางออกให้กับสภาในวันนี้ มันจึงต้อง ไม่ใช่เป็นทางออกที่สร้างเงื่อนไขเกิดการเผชิญหน้ารอบใหม่ขึ้นมาอีก จึงเป็นหน้าที่ของเรา ทุกคนที่จะต้องใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และยอมรับความจริง สร้างความเห็นพ้องให้กับทุกฝ่ายภายใต้เงื่อนไขของระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และเราต้องปรองดองตามหลักนิติธรรม ท่านประธานครับ ปัญหาเรื่องเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เราถูกหยิบยกไปใช้อย่างพร่ําเพรื่อ ปัญหาว่า คุณต้องการอะไร ถ้าต้องการว่าเสียงข้างมากชนะคุณก็ใช้เสียงข้างมาก แต่ว่าถ้าเสียงข้างมาก มันไม่พอ คุณเป็นเสียงข้างน้อยคุณก็ไม่เลือกเสียงข้างมาก ท่านประธานครับ การปรองดอง ของประชาคมโลก การปรองดองของประชาชาติไม่มีเรื่องของเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย มันมีเรื่องของความเป็นธรรม มันมีเรื่องของความเป็นไปตามหลักนิติธรรม และแน่นอนที่สุดครับ การปรองดองต้องเป็นเรื่องของความเห็นพ้องของประชาคม ประเทศไทยอยู่เหนือกฎเกณฑ์นี้ ไม่ได้ครับ ทุกครั้งทั้ง ๕ ครั้งที่ผมยกตัวอย่างมาแล้วอยู่บนพื้นฐานของความเห็นพ้องทั้งสิ้น อยู่บนพื้นฐานไม่ใช่เรื่องเสียงข้างมาก ไม่ใช่เรื่องเสียงข้างน้อยแน่นอน ท่านประธานครับ ปัญหาว่าวันนี้สภาผู้แทนราษฎรเรารับการตอบสนองจากคณะกรรมาธิการไปศึกษามา กรรมาธิการก็รู้สึกว่าตัวเองได้จบลงแล้ว มีอย่างเดียวก็ส่งเรื่องนี้ไปให้รัฐบาล รัฐบาลเอง ก็อยากจะทําอยู่แล้วครับ กรรมาธิการไม่ส่งเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่งมาไม่ตรงรัฐบาลก็ไม่เอา ตามที่คณะกรรมาธิการเสนออยู่แล้ว เพราะรัฐบาลมีโจทย์อยู่แล้ว โจทย์ของรัฐบาลคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โจทย์ของรัฐบาลก็คือออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม โจทย์ของ รัฐบาลคือการคืนทรัพย์สิน ถึงซัด คตส. เสียยับเยินและผิดข้อเท็จจริงด้วย รัฐบาลต้องการทํา ๓ เรื่องนี้แต่รัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะไปทํา จึงหาใครสักคนหนึ่งมาช่วยลงนาม ให้หน่อยได้ไหม เราเรียกสิ่งนั้นว่าคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติมาเพื่อสนับสนุนในการตัดสินใจของรัฐบาลซึ่งตัดสินใจรอไว้แล้ว เดิมทีตั้งใจว่าสิ้นเดือนนี้มันจบ ก็คิดไปคิดมารัฐธรรมนูญมันต้องลงมติ ๑๕ วัน หลังจากลงมติ วาระที่สามแล้วมันไม่จบมันถึงต่อสมัยประชุมออกไปอย่างไรครับ นี่คือจุดที่กําลังนําไปสู่ การเผชิญหน้ารอบใหม่และนําไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ ท่านประธานเชื่อผมเถอะครับ การไม่มีความเห็นพ้อง การยุติได้ด้วยไม่ใช่การปรองดองที่เป็นธรรมเป็นไปตามหลักนิติธรรม การปรองดองเกิดไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ