สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

จารุพรรณ กุลดิลก อภิปรายในสภาเรื่องการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยอธิบายว่าความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน และอธิบายหลักการ 4 ประการในการสร้างสันติภาพ คือ การกำจัดปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง การไม่เพิ่มปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง การสร้างความเป็นธรรม และการสื่อสารเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง และขอให้รัฐสภาเป็นศูนย์กลางในการแก้ไขความขัดแย้ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก บัญชีรายชื่อ

กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน ดิฉัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย วันนี้เราอภิปรายในสภาเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทาง การสร้างความปรองดองแห่งชาติ คําว่า ความปรองดอง นั้น จริง ๆ แล้วเราแปลมาจาก ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า รีคอนซิลิเอชัน (Reconciliation) จริง ๆ แล้วชาวต่างประเทศเข้าใจคําว่า รีคอนซิลิเอชัน ค่อนข้างดีกว่าคนไทยค่ะ ดิฉันมีประสบการณ์ในการที่พูดคุยกับ เพื่อนต่างประเทศ เขางงว่าทําไมคนไทยเราหลาย ๆ ฝ่ายไม่อยากที่จะมีกระบวนการ รีคอนซิลิเอชัน แต่จริง ๆ แล้วเราอาจจะเข้าใจกันผิดค่ะ จริง ๆ แล้วรีคอนซิลิเอชันนั้น ถ้าในภาษาอังกฤษนั้นแปลว่า คอนฟลิกท์ เรสโซลูชั่น (Conflict Resolution) ก็คือการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง อาจจะไม่ตรงกับคําว่า ปรองดอง ทีเดียวนักนะคะ คําว่า ความขัดแย้ง อาจจะตรงกว่าและเรากําลังพูดเรื่องการออกจากความขัดแย้งร่วมกัน ความขัดแย้งนี่ไม่ใช่ เรื่องใหม่ ความขัดแย้งนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน มนุษย์เราก็ได้เห็นแล้วว่ามนุษย์ขัดแย้ง กับตัวเองอยู่เป็นเนือง ๆ เราเห็นมนุษย์ขัดแย้งกับสังคมและเราเห็นมนุษย์ขัดแย้งกับสิ่งแวดล้อม วันนี้ทั้งโลกกําลังไปสู่ การแก้ไขความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมค่ะ ทําไมดิฉันต้องพูดระดับนี้เพราะว่า คนที่ฉลาดที่สุดในโลกนี่คือไอน์สไตน์ ได้บอกไว้ว่า วัน แคนนอต โซลฟ เดอะ พรอบเบลม วิท เดอะ เซม พาราไดม ดัสท์ ครีเอท (One cannot solve the problem with the same paradigm dust create) ก็คือว่าคนเราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนทัศน์ ที่สร้างปัญหานั้นขึ้นมา ถ้าเรายังวนเวียนกันอยู่ในกระบวนทัศน์เดิม ๆ เราก็จะอยู่ในวังวน แห่งความมืดมนเป็นมืดดําอนธการเหมือนเงานะคะ เพราะฉะนั้นการที่เราจะออกจาก ความขัดแย้งนี่เราต้องออกไปสู่ระดับความคิดที่มองเห็นเป็นปรากฏการณ์ ความขัดแย้ง ของโลกนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนทั้งโลกเคยผ่านความขัดแย้งมามากมายตั้งแต่ยุคสงคราม ๓๐ ปี ท่านประธานคะ ยุคสงคราม ๓๐ ปีนี่เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งโลกนี่รู้จักดีว่ามีความน่า สะพรึงกลัวขนาดไหน สงคราม ๓๐ ปีนั้นเป็นสงครามระหว่างศาสนา ๒ ศาสนา นั่นคือ คาทอลิกกับโปรเตสแตนต์ และนั่นเองเป็นจุดกําเนิดศาสนาโปรเตสแตนต์ที่มาจากคําว่าประท้วง เกิดขึ้นเมื่อปี ๑๖๐๐ ท่านประธานที่เคารพ ค.ศ. ๑๖๐๐ เมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว คน ๒ กลุ่ม ท่านประธาน มีความเชื่อในพระเจ้าองค์เดียวกัน เกิดสงครามขึ้นถึง ๓๐ ปีในความขัดแย้งนั้น และคนยุโรปทั้งหมดก็เข้าสู่ความขัดแย้งและประชาชนนั้นหายไปครึ่งทวีป นั่นคือเสียชีวิต จากการที่มีสงคราม ๓๐ ปีในเรื่องความเชื่อของศาสนา เพราะฉะนั้นความขัดแย้งที่มาจาก ความเชื่อที่แตกต่างนั้นเป็นเรื่องที่รุนแรงมากและเราได้เห็นผลพวงมาแล้วว่ามนุษยชาติ สูญเสียไปขนาดไหน หลังจากสงคราม ๓๐ ปี เราเกิดศาสนาใหม่ขึ้นมาชื่อโปรเตสแตนต์นี่นะคะ ที่หลาย ๆ ท่านก็รู้จักกันดีมาจากคําว่า ประท้วง ประชาชนขณะนั้นประท้วงอะไรคะ ประท้วง นักบวช ประชาชนเอาเข่ง เอาผักขว้างปานักบวชเมื่อ ๔๐๐ ปีที่แล้ว แล้วก็เกิดการแปลคัมภีร์ ไบเบิลขึ้นมาเล่มแรกของโลกโดยมาร์ติน ลูเธอร์ ความขัดแย้งเรื่องสงคราม ๓๐ ปีนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งโลกรู้จักดีแล้วก็สะพรึงกลัวกันมากว่าจะเกิดความขัดแย้งเช่นนี้อีก หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคที่เรียกว่ายุคเอ็นไลท์เทนเมนต์ (Enlightenment) คือยุคแห่งการตื่นรู้ว่า จริง ๆ แล้วความเชื่อที่ตายตัวนั้น จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องดีหรือเปล่า จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องที่ทําให้ เกิดความสร้างสรรค์หรือเปล่า หรือทําให้เกิดความสูญเสีย เพราะฉะนั้นประชาชนทั้งโลกก็เกิด การทบทวนกันขึ้นมา ก็ยังไม่วายหลังจากนั้นในปี ๑๙๐๐ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๑ แล้วก็ ในปี ๑๙๓๙-๑๙๔๕ เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ยังเกิดมาจากความเชื่อที่แตกต่างอยู่เดิม พวกเรารู้จักฮิตเลอร์ดี เรารู้จักคนที่เริ่มสงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดจากการกวาดล้างชาวยิว ชนชาติยิว ซึ่งมีความเชื่อว่าคนชนชาติยิวนั้นเอาเปรียบแล้วก็ทอดทิ้งประเทศ ละทิ้งทหารหาญ เพื่อนพี่น้องทหารหาญของประเทศเยอรมนีจนเกิดความขัดแย้งและในที่สุดก็เกิดพรรคนาซี ขึ้นมาแล้วก็ตามไล่ล่าชาวยิว สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นโศกนาฏกรรมของทั้งโลก แล้วก็ทั้งโลกก็ไม่อยากจะให้เกิดเหตุการณ์ อย่างนี้ที่ไหนบนโลกอีกนะคะ ดิฉันได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้แล้วซ้ํา ๆ หลาย ๆ ครั้ง ประชากรของโลกหายไปครึ่งโลก สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทําให้คนเห็นความเกลียดชัง ของคนชนชาติเยอรมันที่เรียกตัวเองว่าอารยัน ซึ่งเป็นคนกลุ่มเล็ก ๆ ของชนชาติเยอรมัน แต่ว่าประชาชนนั้นได้ผิดพลาดให้นาซีได้เป็นรัฐบาล แล้วหลังจากนั้นก็ไม่ขัดขวางอะไรรัฐบาล ในการที่จะกวาดล้างชาวยิว ชาวยิวนั้นมีหลากหลายมาก มีตั้งแต่เป็นนักธุรกิจ เป็นอาจารย์ เป็นศิลปิน เป็นผู้พิพากษา หลากหลายอาชีพมากค่ะ แล้วก็ในที่สุดชนชาติเยอรมันอารยันนั้น ก็ตามไล่ล่าชาวชาติยิวไปทั้งโลก แล้วก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขึ้นมา ก็เกิดจากความเชื่อที่ แตกต่างอยู่นั่นเองว่าชนชาติยิวนั้นจะเป็นคนที่ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม แต่ปรากฏว่าสิ่งที่นาซี ได้ทํากับชนชาติยิวนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้นมาก สิ่งเหล่านี้ก็คือเกิดขึ้นจากความเชื่อที่ แตกต่างกันนั่นเอง และนําพาให้โลกเข้าสู่ความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่ทั้งโลกเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ในที่สุดฝ่ายสัมพันธมิตรก็สามารถได้รับชัยชนะเนื่องจากมีประชาชนทั้งโลกให้การสนับสนุน ในการที่จะขจัดการรุกล้ําหรือว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนขึ้นมา ในที่สุดประเทศเยอรมันที่นํา โดยนาซีก็พ่ายแพ้ลงไป ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นฝ่ายอักษะร่วมกันประเทศเยอรมันก็พ่ายแพ้ ตามไปด้วย หลังจากนั้นก็เกิดสงครามเย็นก็เป็นความขัดแย้งอีกแบบ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตร ชนะสงครามแล้วก็แบ่งประเทศเยอรมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วก็ใช้ความเชื่อระหว่างโลกทุนนิยม กับโลกคอมมิวนิสต์เกิดสงครามเย็นแล้วเผชิญหน้ากันที่ประเทศเยอรมัน นั่นเกิดขึ้น ในปี ๑๙๐๐-๒๐๐๐ แล้วก็เข้ามาสู่ยุคปัจจุบันค่ะ ความขัดแย้งเหล่านี้ก็ยังเกิดอยู่เนือง ๆ ที่ ประเทศเซาท์ แอฟริกา ประเทศเซาท์ แอฟริกามีความขัดแย้งเรื่องสีผิว คนเซาท์ แอฟริกา ชนชาติเดิมนั้นเป็นสีผิวสีดํา แต่ชาวดัตช์ได้เข้ามาปกครอง แล้วในที่สุดก็กลายเป็นว่าเกิดความ เหลื่อมล้ําในสังคมของเซาท์ แอฟริกา ความขัดแย้งเหล่านี้ทําให้เกิดการประท้วงหลายครั้ง หลาย ๆ ท่านอาจจะไม่เคยรู้ว่าเนลสัน แมนเดลา เป็นคนที่ทําระเบิดขวดเก่งที่สุดคนหนึ่ง ของโลกเลย ถ้าท่านรู้จักดีว่าทั้งโลกผ่านความขัดแย้งมาอย่างไร ท่านจะเข้าใจว่าสิ่งที่เกิดทุก ๆ อย่างนั้นก็เกิดแต่เหตุ ทุกอย่างก็เกิดจากเหตุปัจจัยนั้นเอง คนอย่างเนลสัน แมนเดลา ทําระเบิดขวด เพื่อนพี่น้องของเนลสัน แมนเดลา มีการแก้ไขความขัดแย้งโดยการไปเผา สิ่งเหล่านี้ เกิดมาจากเหตุอะไร แต่อย่างไรก็ตามทั้งโลกได้สรุปแล้วว่าความขัดแย้งทางการเมืองนี่เป็น เรื่องของอุดมการณ์เราให้อภัย วันนี้ทั้งโลกมาจนถึง ณ วันนี้ ๒,๐๐๐ ปี ๓,๐๐๐ ปี ความขัดแย้งก็ยังเหมือนเดิมค่ะ ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย คนไทยนั้นดิฉันลุ้นอยู่ว่าเราจะเรียนรู้กัน ได้ทันกับสถานการณ์โลกหรือไม่ ที่จะยกระดับตัวเองจากความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับ มนุษย์ไปเป็นมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมได้แล้ว วันนี้เราเผชิญกับปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติ อันใหญ่หลวง ดิฉันมายืนตรงนี้ต่อหน้าพวกท่าน เป็นตัวแทนของลูกหลานพวกท่านที่อยากจะเห็น คนไทยมีอนาคต เป็นคนเก่ง คนดี มีความสามารถของโลกนี้ เป็นคนที่สามารถทํางานวิจัยและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ได้ให้มีคุณค่าของโลกนี้ คนไทย ได้รับรางวัลโนเบลกับเขาบ้าง คนไทยสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของโลกนี้ได้บ้าง แต่ถ้าเรามามัวจมปลักอยู่กับปัญหาเดิม ๆ ที่สร้างด้วยวิธีคิดแบบเดิม ๆ เราก็ไม่มีวันที่จะ สามารถออกจากปัญหาได้ วันนี้คนไทยหลาย ๆ คนมีคุณภาพมาก หลาย ๆ คนที่ส่งดิฉัน เข้ามาพูดในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ก็อยากจะบอกว่าคนไทยเราจะมีโอกาสที่สามารถ ทํางานในอย่างที่เขาสนใจ สามารถพัฒนาตนเอง สามารถที่จะเรียนรู้ ให้ลูกให้หลานของเรา มีโอกาสที่จะทําในสิ่งที่ตนเองรัก ตนเองถนัด แล้วไปเป็นคนเก่ง คนดี คนมีความสามารถ ของโลกนี้ได้เหมือนกัน หากเมื่อประเทศไทยพ้นจากความขัดแย้ง ณ วินาทีนี้ได้แล้ว ท่านประธานคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมาก การสร้างประชาธิปไตยทั้งโลกได้สรุปแล้วว่า อุดมการณ์ทางการเมือง อุดมการณ์ทางความคิดเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เราเคยเห็นนักการเมือง ที่สามารถกราบไหว้ได้ทั้งโลก เหตุใดประเทศไทยจะมีนักการเมืองที่คนกราบไหว้ได้ไม่ได้ วันนี้เรากําลังทําสิ่งที่ถูกต้อง เรากําลังจะแก้ไขสิ่งที่เป็นปัญหาหลักของประเทศไทยคือ ความขัดแย้งในเรื่องความเชื่อ ประชาธิปไตยจะต้องประกอบด้วยทอเลอแรนซ์ (Tolerance) คือความอดทน อหิงสา เราจะต้องเรียนรู้ไปด้วยกัน เราจะไม่มาทําลายระบบ เราจะเรียนรู้ทั้งผิด เรียนรู้ทั้งถูก ประชาชนดีใจที่เราได้ประชาธิปไตย เพราะคือระบบที่เอื้อให้คนเรียนรู้สามารถ พัฒนาตนเองได้ เราเรียนรู้ เราเกิดปัญญาเพราะความผิดพลาด วันนี้เราเปลี่ยนความผิดพลาดไป เป็นความสร้างสรรค์ได้ เหมือนกับที่ทั้งโลกเขาผ่านมากันได้โดยที่ไม่ต้องสูญเสียแบบ คนทั้งโลกอีกแล้ว คนไทยเป็นคนที่เรียนรู้เร็วค่ะ เป็นคนที่สามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ ผ่านมาของชาวโลกแล้วมาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยได้ วันนี้สถาบันพระปกเกล้ารวบรวม งานวิจัยมา ที่เขาเรียกว่า ลิทเทอร์เรเจอร์ เซอร์เวย์ (Literature survey) เป็นส่วนที่ดีที่สุด ของงานวิจัยนี้ ถ้าให้สถาบันอื่น ๆ ทําเนื้อหาก็ไม่ไปพ้นจากเนื้อหาของสถาบันพระปกเกล้าเท่าไร เพราะไม่ใช่เรื่องใหม่ ดิฉันอยากให้เพื่อนสมาชิกทุกท่านค่ะท่านประธาน ได้อ่านโดยละเอียด ว่าทั้งโลกได้ผ่านความขัดแย้งอะไรกันมาบ้าง เราเจ็บปวดมามากแล้ว เราเรียนรู้จากความ เจ็บปวดของเพื่อนทั้งโลก แล้วเรามาหันหน้าแก้ไขความขัดแย้งตรงนี้ที่เรียกว่ารีคอนซิลิเอชัน ด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องใหม่ กระบวนการรีคอนซิลิเอชัน สหประชาชาติได้กําหนดไว้มี ๔ หัวข้อ ดิฉันจะสรุปง่าย ๆ อย่างนี้ค่ะ เวลาบ้านเราไฟไหม้ เขาบอกว่าการแก้ไขความขัดแย้งให้ทํา โดย ๔ ขั้นตอน

๑. เหมือนบ้านเรากําลังไฟไหม้อยู่ ให้เราเอาเชื้อเพลิงออกจากเพลิงไหม้นั้น

๒. เราไม่เติมเชื้อใหม่

๓. เราจะสร้างสันติภาพไปด้วยกัน นั่นคือให้ความเป็นธรรมโดยเท่าเทียมกับ ทุกฝ่าย

๔. เราจะมีการสื่อสารเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง

๔ ข้อค่ะ ถ้าเราพูดให้เป็นภาษาวิชาการก็คือ ๑. คอนฟลิกท์ เดฟฟินิชัน (Conflict definition) นิยามความขัดแย้งว่าเชื้อเพลิงมันคืออะไร ๒. คอนฟลิกท์ เรสโซลูชัน (Conflict resolution) ก็คือเราไม่เติมเชื้อใหม่เข้าไป ๓. พีซ บิลดิ้ง (Peace building) ก็คือการ สร้างสันติภาพ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ๔. คือ พีซ คอมมิวนิเคชัน (Peace communication) คือการสร้างการสื่อสารที่ออกจากความขัดแย้ง ตรงนี้ที่เขาเรียกว่า ไดอะล็อก ไดอะล็อกที่หลาย ๆ ฝ่ายแปลกันว่า สานเสวนา หรือว่าการสุนทรียสนทนา หรือว่าการสนทนาด้วยความเป็นมนุษย์ ก็คือการสนทนานั่นเอง ดิฉันกําลังเห็นว่าขณะนี้สภา เริ่มมีแสงรําไร มีแสงแห่งความหวังในการที่จะเปิดพื้นที่ไดอะล็อกก็คือการที่เรามาพูดคุยกัน และการพูดคุยเหล่านี้คือพูดคุยอะไรคะ เขามีทฤษฎีชัดเจนว่าพูดคุยว่าเราจะออกจากความ ขัดแย้งด้วยกันอย่างไร ในทางบริหาร ในทางวิศวกรรม การสื่อสาร ๗๐ เปอร์เซ็นต์ท่านจะได้ งานแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะท่านประธานที่เคารพ จะต้องบอกไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยว่า เราจะต้องทํางานหนักมากเพื่อที่จะสร้างความปรองดองให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ดิฉันไม่หวังว่าจะเกิดการปรองดอง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ค่ะ จะไม่เกิดสันติภาพ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตามให้ได้งาน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ คือความขัดแย้งลดลงไปให้ได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะต้องสื่อสารกันให้มากถึง ๗๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่าถ้าท่านจะให้เกิดสันติภาพให้ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศไทย ท่านจะต้องสื่อสาร ๒๑๐ เปอร์เซ็นต์หลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นวันนี้ดิฉันขอสนับสนุนให้รัฐสภาซึ่งเป็นที่ที่ความเชื่อทั้งหลายที่บอกว่าการเมืองเป็น เรื่องที่ไม่ควรพูดกัน แต่ว่านี่คือที่ที่เราจะมาแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองร่วมกัน เพราะฉะนั้นสภาแห่งนี้เป็นที่ที่ดีที่สุดในการที่จะไดอะล็อกหรือสานเสวนาหรือเสวนาแบบ มนุษย์ที่มีความทุกข์อะไรเราก็มาพูดกัน แต่ถ้าเกิดการสนทนานั้นยังเป็นสนทนาในวังวน แบบเดิมที่มืดมนเหมือนเงานั้น มืดมิดหาทางออกไม่ได้ก็จะไม่สามารถออกจากปัญหาได้ เพราะฉะนั้นขอให้ทุกท่านซึ่งดิฉันเชื่อว่าท่านเข้าใจดีค่ะท่านประธานว่าเราต้องมามองในระดับ ปรากฏการณ์ว่าสิ่งที่เกิดซ้ํา ๆ บ่อย ๆ ในประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาเรื่องอะไร ในระดับ ปรากฏการณ์นั้นไม่มีใครว่า เรื่องความเป็นธรรม เรื่อง ๒ มาตรฐาน นี่เป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ เป็นเรื่อง ที่สําคัญมาก เพราะฉะนั้นหากตรงนี้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยังได้ความเป็นธรรมอยู่ฝ่ายเดียวจะไม่ทําให้ แก้ไขความขัดแย้งแน่นอน เพราะฉะนั้นดิฉันขอย้ําอีกสักครั้ง นั่นคือคนทั้งโลกได้ผ่านความขัดแย้ง และสูญเสียกันมามากแล้ว ประชากรหายกันไปครึ่งโลกนี้ เห็นกับตามาแล้วอย่าให้ประเทศไทย จะต้องเป็นแบบนั้นเลย ลูกหลานของเรากําลังรอเราอยู่ที่เราจะนําพาและเปิดพื้นที่ให้พวก เขาสามารถพัฒนาเรียนรู้ได้ทั้งผิด เรียนรู้ได้ทั้งถูกและเกิดสติปัญญา เพราะฉะนั้นขอให้ท่าน ประธานได้เปิดโอกาสให้ ส.ส. แล้วก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านได้พูดคุยกันให้เป็น ในแนวทางที่ตามหลักการที่สถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอแล้วก็มีเอกสารอ้างอิงเทียบกับ ประเทศอื่น ๆ ที่เขาได้ผ่านความขัดแย้งมาแล้ว ตรงนี้จะช่วยให้ประเทศชาตินั้นพ้นจากวิกฤติ ความขัดแย้งและสามารถทําให้ประชาชนคนไทยนั้นมีพื้นที่ในการพัฒนาตนเอง เราจะได้ไปเป็น คนเก่ง คนดีคนมีความสามารถและคนมีความสุขของโลกนี้จริง ๆ ขอบคุณค่ะท่านประธาน