นิติภูมิ นวรัตน์ บอกว่าเขาอ่านรายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาติของสถาบันพระปกเกล้า และคิดว่าประเทศไทยควรศึกษาความปรองดองของประเทศอื่น เช่น ประเทศพม่า ซึ่งเคยรบกับประเทศอื่นแต่หลังจากนั้นก็ปรองดองกัน
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิติภูมิ นวรัตน์ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย คือผมเองได้อ่านรายงานวิจัยการสร้าง ความปรองดองแห่งชาติที่ทําการวิจัยโดยสถาบันพระปกเกล้านี้นะครับ ฉบับเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ นี้นะครับ คือผมนี้เป็นคนสนใจเกี่ยวกับเรื่องแบบงานวิจัยนะครับ แล้วก็อ่านครบทั้ง ๑๕๖ หน้านี้นะครับ แล้วก็ยังอ่านกรณีศึกษาการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ทั้ง ๑๐ ประเทศนี้นะครับ ทั้งการวิเคราะห์เปรียบเทียบกรณีศึกษา ของทั้ง ๔ ทวีปนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทวีปเอเชีย ทวีปแอฟริกา ทางทวีปอเมริกาใต้ และทวีปยุโรป สนใจทั้งของ ประเทศเกาหลีแล้วก็ประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของอาเจะห์ แล้วก็ทั้งของ ทวีปแอฟริกาก็ได้อ่านโดยละเอียดนะครับ ในกรณีของประเทศโมร็อกโก แบบฮอลันดา แล้วก็แอฟริกาใต้นะครับ แล้วก็ทางประเทศโคลัมโบ ประเทศชิลี ประเทศโบลิเวีย ประเทศเยอรมนี แล้วก็กรณีของไอร์แลนด์เหนือนี้นะครับ ผมก็อยากจะเรียนว่าก็ต้องขอชมคณะนักวิจัย ที่มีทั้งแบบ ๒๐ ท่านนี้นะครับ คือผมเองก็ไม่เก่งทางด้านวิจัยแล้วก็รู้เรื่องเกี่ยวกับวิจัยน้อยมาก แต่ว่ามีความสนใจในเรื่องของการต่างประเทศ หลัง ๆ ก่อนที่ผมจะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็มีคนมาว่าจ้างให้ไปเป็นประธานที่ปรึกษากับบริษัทวิจัย เราก็เลยได้นั่งฟังผู้คนเขาพูดถึง เรื่องวิจัยนี้มาก แล้วก็ต้องขอชมเชยนะครับว่ารายงานการวิจัยสร้างความปรองดองแห่งชาตินี้ นะครับ ที่ทําการวิจัยโดยสถาบันพระปกเกล้านี้นะครับ ถือว่าเป็นวิจัยที่ถูกต้องตามหลักวิชา ทุกอย่างนะครับ สรรพความรู้ต่าง ๆ ของทางด้านการวิจัยนี้นะครับก็มีครบถ้วน แล้วผมก็คิดว่า คือในความส่วนตัวของผมเองนี้นะครับ ผมคิดว่าวิจัยฉบับนี้นะครับ มันน่าจะเป็นหลักให้เรา ได้ไปสู่ความปรองดอง คือในโลกของเราใบนี้ที่เขาทะเลาะเบาะแว้งกันนี้มันก็มีอยู่ ๒ แบบแนวทางอย่างไรครับ บางประเทศ บางชาติรัฐ บางเผ่าพันธุ์นี้ก็รบกันจนชนะไปข้างหนึ่ง แล้วก็แบบแพ้ไปข้างหนึ่ง ฝ่ายชนะนี้นะครับก็จะเอื้อมมือไปให้ฝ่ายแพ้นี้นะครับ แล้วฝ่ายแพ้นี้นะครับ ก็มักจะเป็นฝ่ายเรียกร้องหาความปรองดอง แต่ก็มีอยู่มากมายหลายประเทศนี้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่มีพรมแดนประชิดติดกับของเรานี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศพม่านี้ ท่านจะเห็นว่าเมื่อประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่ผ่านมานี้นะครับ ก็มีการไปฉีก สัญญาปางหลวง แล้วก็มีการยิงกันตาย แล้วตั้งแต่นั้นมานี้ก็เริ่มมีความขัดแย้งแล้วก็ ความขัดแย้งมันก็ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ นี้นะครับ ถ้าท่านประธานลองนึกย้อนกลับไป ในอดีตนี้นะครับ ประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วเราจะเห็นว่าประเทศพม่าเป็นประเทศ แถวหน้าแล้วในบางเรื่องนี้นะครับ แถวหน้ามากกว่าเราเสียด้วยซ้ําไป ยกตัวอย่างเช่นในด้าน ทางการศึกษาเราต้องยอมรับนะครับอย่างประเทศพม่ามีการศึกษาที่ในบางเรื่องดีกว่าทาง ประเทศไทย หรือแม้แต่ในเรื่องของการกีฬานี้นะครับ ย้อนหลังไปประมาณสัก ๔๐-๕๐ ปีที่แล้วนี้นะครับ ฟุตบอลของพม่าเคยชนะลําดับต้น ๆ ของทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ําไป มีคนหนึ่งจากที่เป็นประชาชนคนพม่า เคยได้รับการยอมรับในระดับโลกนี้นะครับ เป็นถึง เลขาธิการสหประชาชาติ ถ้าท่านประธานยังจําได้นะครับ คือท่านอูถั่น แต่เพราะ ความขัดแย้งที่มันอุบัติขึ้นนะครับมันก็ทําให้ประเทศที่เคยยืนอยู่แถวหน้านี้นะครับกลายเป็น ประเทศที่อยู่แถวหลัง วันนี้นะครับเรายืนอยู่ในประเทศไทยมองดูไปทุกตรอกซอกมุม ของประเทศนี้ เราจะเห็นว่าลูกหลานของคนพม่าที่บิดา มารดาของเขานี้นะครับ ได้มีความขัดแย้งนี้ วันนี้ต้องมาทํางานอยู่ในบ้านเรา ความขัดแย้งอันนี้นะครับมันก็ได้ทําให้ ผู้คนชนชั้นสูงของพม่านี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเองก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านเอง ก็ตามนี่นะครับ ในเบื้องปลายท้ายต่อมาเขาก็เริ่มรู้สึก แล้วก็ในระยะหลัง ๆ เขาก็เริ่มนึกถึงคําว่า ปรองดอง แต่คําว่า ปรองดอง ของเขาไม่ต้องมาโพนทนาสาธยายพูดจากัน เขารู้โดยจิตสํานึกครับ เขารู้ว่าประเทศเขาถอยหลังไปก็เพราะว่าความขัดแย้ง ดังนั้นวันนี้ท่านจะเห็นว่า ท่านประธานาธิบดีท่านปัจจุบัน แล้วก็รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ เขาปรองดอง คือไม่ได้ปรองดองแบบในบ้านเรานี่ แบบในบ้านเราผู้คนส่วนใหญ่ก็ปรารถนา หาความปรองดองนะครับ แต่ก็ยังมีคนบางพวก บางกลุ่ม บางท่าน ไม่ใช่หมายความว่า ทุกท่านนะครับ ผมว่าปรองดองแบบไก่ ๓ อย่าง คําว่า ไก่ ๓ อย่างก็หมายความว่า คิดในเรื่องอย่างหนึ่ง แล้วเวลาพูดก็พูดอย่างหนึ่ง ปรองดอง ๆ แต่ถึงการกระทํา มันก็กระทําอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้นในวันนี้ผมคิดว่าการปรองดองของเรามันต้องมอง คือเอาตัวอย่างของอะไรมากมายหลายประเทศ เราจะขัดแย้งกันจนแบบถึงที่สุด จนถึงขนาดแบบ อะราวด์ สปริง (Around spring) ทะเลาะเบาะแว้งกันถึงขนาดประเทศลิเบีย ถึงขนาด ประเทศเยเมน ถึงขนาดประเทศซีเรีย หรือเราจะเอาตามแบบประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีพรมแดนประชิดติดกับเราอย่างเช่นประเทศพม่านะครับ วันนี้เขามองตากัน แล้วเขาก็ รําลึกนึกถึงกันว่าประเทศเขาที่มันถอยหลังแบบทุกวันนี้เพราะความขัดแย้ง แล้ววันนี้แต่ท่าน จะเห็นว่าเขาเริ่มมาสู่ความปรองดอง แต่เป็นความปรองดองที่มาจากการกระทํา เมื่อประมาณวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาท่านจะเห็นว่า พลโท เจ้ายอดศึก ซึ่งเป็น ผู้นําสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉานก็ออกมาแถลงการณ์หยุดยิงแล้วนะครับ ความปรองดองของเขา ความที่เป็นผู้นํารัฐบาล ผู้ที่เป็นผู้นําฝ่ายค้านนี่นะครับ เขาปรองดองกันด้วยใจ คือเขามองตากัน ไม่มีแม้แต่คําเดียวออกมาโพนทนาสาธยายว่าปรองดอง แต่ใช้ใจปรองดองกันนี่ ต่างกันก็ต่าง ทําหน้าที่ในการปรองดองของตัวเอง บั้นปลายท้ายที่สุดครับ พลโท เจ้ายอดศึกนี้ออกมาบอกเลย ออกมาบอกจะหยุดยิงเลยนะครับ แล้วก็จะมีการดําเนินการส่งเสริมสร้างความเป็นเอกภาพ ในรัฐฉาน แล้วก็จะร่วมก่อตั้งสหภาพอันชอบธรรมครับ แล้วนอกจากนั้นไม่ว่าทั้งกะเหรี่ยง ทั้งว้าแดง ตอนนี้ต่างก็มาร่วมการปรองดองกัน แล้วก็วันนี้ไอเอ็มเอฟ (IMF) ซึ่งออกมาแล้วนะครับว่า ถ้าทางพม่ายังมีการเดินทาง หมายความว่าปรองดอง แล้วก็ประชาธิปไตยเดินหน้าไปแบบนี้นี่ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๔-๒๕๕๕ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพม่าจะถึง ๕.๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วภายในปีหน้าจะถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ครับ วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าในใต้สมองของคนไทย บางส่วนมีแต่เรื่องของความขัดแย้งครับ มองนี่เหมือนม้าลําปางเลยครับ มองเห็นแต่ข้างหน้า มองแต่ว่าฉันจะขัดแย้ง ความขัดแย้งจะทําให้ฉันได้ประโยชน์ ความขัดแย้งจะทําให้ฉัน เสียประโยชน์ก็วนอยู่ทางด้านแต่ความขัดแย้ง ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๘ พ.ศ. ๒๕๔๙ พ.ศ. ๒๕๕๐ พ.ศ. ๒๕๕๑ พ.ศ. ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบันทุกวันนี้นะครับ ผมอยากจะให้เราเอากระบังที่ครอบ ข้าง ๆ เรานี่ออกบ้างครับ แล้วก็มองดูว่าทุกวันนี้ผมอยากจะเรียนว่าโลกมันหมุนไปได้ไวมากครับ แต่วันนี้เรากลับกลายเป็นประเทศที่เดินช้า เดินช้าเพราะความขัดแย้งมันอยู่บนศีรษะของเราครับ อย่างประเทศพม่านี่เขารู้ว่าเขาปิดประเทศ เขาเป็นประเด็นที่เดินช้า แล้ววันนี้โลกหมุนไป ไวอย่างนี้เขาไม่สามารถจะตามโลกทัน วันนี้เขาเอาความขัดแย้งออกจากศีรษะของเขา แล้วเขาก็เดินไปได้ไวครับ พอเขาเดินไว เขาลดความขัดแย้งเขาหันมาสู่การปรองดอง ท่านดูสิครับ ทั้งโลกยอมรับเขาหมดเลยครับ โฆษกของกระทรวงการต่างประเทศ โฆษกของ ท่านโอบามานี่ตอนนี้ก็ออกมาบอกแล้วว่าพม่า ออกมาชมเชยพม่าเลยครับ ทั้งโฆษกของ สหภาพยุโรปวันนี้ก็มาชมเชยพม่า ทั้งโลกแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่ทั้งโลกตอนนี้เหมือนกับ มีคําถามต่อเราในห้วงช่วงปี ๒ ปี ๓ ปีที่ผ่านมานี่ ความที่ผมเป็นประธานของบริษัทวิจัย ที่รับจ้างวิจัยประมาณด้านการค้าการลงทุนประมาณปีหนึ่ง ๓๐ ประเทศ ไปทําการวิจัยที่ไหน ไปเจรจากับใครที่ไหนมักจะถูกถามเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้งในประเทศไทย ยังไม่ทันจะ นั่งโต๊ะเจรจาเลยครับ แค่ยืนเจรจากันก่อนนี้ พอเขาพูดความขัดแย้งนี่อํานาจของเรา ซึ่งเราแบกอํานาจของประเทศไปด้วยนี่มันก็ลดน้อยถอยลงไปมากจริง ๆ ครับ ผมอยากจะเรียนว่าอยากจะขอความเมตตากรุณาจากทุกท่านนะครับ ไม่เฉพาะที่นั่งอยู่ในสภานี้ นะครับ ทุกตรอก ซอก มุม ประชาชนคนทั้ง ๖๕ ล้านคน ทุกตรอก ซอก มุมของประเทศ วันนี้เรามาช่วยกันเอาความขัดแย้งออกจากศีรษะ แล้วก็ให้ประเทศของเราได้เดินหน้าอย่างไว ไปให้ทันกับโลกที่มันหมุนไปอย่างไวมากครับ วันนี้ไม่มีใครกลัวเรื่องของตัวใหญ่ ตัวเล็กแล้วครับ ปลาใหญ่กินปลาเล็กมันไม่มีแล้วครับ วันนี้มันมีแต่ปลาไวไปกินปลาช้า แต่เรานี่ช้า ช้าเพราะว่าเรามัวแต่คํานึงครุ่นคิดถึงแต่ความขัดแย้ง ถึงแต่เรื่องจะเอาชนะคะคานกัน ผมอยากจะเรียนนะครับว่าประเทศที่เขาไปได้ ขออนุญาตที่ใช้ภาษาอังกฤษนะครับ เขาใช้คําว่า อะบัฟว์ ออน เดอะ พรอบเลิม (Above on the problem) คือหมายความว่าเหนือปัญหาไปเสีย ถ้าเราเป็นพ่อบ้านยังมานึกถึงเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นในครอบครัวเมื่อ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้ว เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ไม่มุ่งทํามาหากิน ไม่มุ่งพัฒนาครอบครัว โอกาสที่เราจะช้ากว่าเพื่อนบ้านคนอื่น มันก็มี ดังนั้นวันนี้ผมก็อยากจะขอถือโอกาสนี้ขอความเมตตากรุณาทุกท่านนี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเริ่มจากทางสภาของเราก่อนเลยนะครับ มาหันหน้าเข้าหาความปรองดอง ลืมเรื่องบางเรื่องที่มันทําให้เราหม่นหมองใจแล้วก็พาประเทศชาติบ้านเมืองไปสู่ ความก้าวหน้า ขอขอบพระคุณมากครับ