สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

ศุภชัย ใจสมุทร กล่าวถึงความขัดแย้งและความปรองดองในชาติ และเรียกร้องการสร้างบรรยากาศที่พร้อมที่จะร่วมกันในการปรองดอง โดยเสนอแนวทางที่ชัดเจนในการลดเงื่อนไขที่จะทําให้รู้สึกว่าไม่ต้องการที่จะปรองดอง และไม่ควรใช้พลังมวลชนในการที่จะใช้ให้รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้อภัยและนิรโทษกรรม ผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมชุมนุมในปี 2551 และเรียกร้องให้สภาแห่งนี้พิจารณาแนวคิดเรื่องการให้อภัยและนิรโทษกรรม โดยยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องการให้อภัยและเห็นว่าควรจะมีความรัดกุมในการดำเนินการ และยังหารือเรื่องของคตส. และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นายศุภชัย ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายศุภชัย ใจสมุทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จริง ๆ ตัวผมเองผมเป็น กรรมาธิการวิสามัญคณะนี้ด้วยนะครับ แต่เนื่องจากว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมืองที่ ได้มีการเสนอญัตติในการที่จะให้สภาแห่งนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการไปพิจารณา หาแนวทางในการปรองดองของคนในชาติ โดยท่านหัวหน้าพรรค ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดังนั้น ผมจึงจะขออนุญาตที่จะอภิปรายในฐานะที่เป็นตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยก่อนนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ แล้วบรรยากาศเรื่องของความปรองดองมันเริ่มแสดงให้เห็นถึง ความน่าสงสัยว่ามันจะเป็นความขัดแย้งหรือไม่มาก็นานพอสมควรแล้วหลังจากที่ได้มีการ พิจารณาของคณะกรรมาธิการ ปัญหาของการวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ตั้งข้อสงสัยกันพอสมควรว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ทําให้เป็นที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับใคร ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะเป็นการกล่าวหากันค่อนข้างสาหัสสากรรจ์สําหรับ สถาบันพระปกเกล้านะครับ เพราะความจริงแล้วสถาบันพระปกเกล้าได้รับการเสนอให้ เข้ามาเป็นผู้วิจัยในเรื่องนี้ ก็เนื่องจากว่าสถาบันพระปกเกล้าถือเป็นหน่วยงานทางวิชาการ ของรัฐสภาของเรา และเมื่อที่ประชุมเห็นพ้องต้องกันในการที่จะให้สถาบันพระปกเกล้า ได้ไปศึกษาวิจัยหาแนวทางในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเอง เราเห็นว่าสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้ดําเนินการมานั้นก็เป็นการดําเนินการที่สามารถที่จะรับได้ ดังนั้นเมื่อมีการนําเสนอเข้าต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อสัปดาห์ก่อนในการที่จะ นําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทยเราจึงเห็นว่าปัญหาเรื่อง ความขัดแย้งเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ เป็นเรื่องเร่งด่วน เป็นเรื่องสําคัญ และจําเป็นที่จะต้องมีการ นําเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีการพิจารณากันในวันนี้ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเคารพต่อการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกทุกท่าน แต่เรามีความรู้สึกอย่างนี้ครับว่าการจะสร้างความปรองดองของคนในชาติเพียงแต่คําพูด คงไม่เพียงพอ แต่นั่นหมายถึงว่าจะต้องมีท่าทีอันชัดเจนในการที่จะร่วมกันในการที่จะสร้าง ความปรองดองหรือลดความขัดแย้ง แต่เท่าที่ดูการอภิปรายกันในวันนี้เรียนตามตรง ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าประชาชนที่ได้ฟังการอภิปรายหรือได้ชมการอภิปรายอยู่ที่บ้าน ก็คงมีความรู้สึกไม่แตกต่างกันกับทางพรรคภูมิใจไทยคิด ก็คือว่าบรรยากาศการปรองดอง มันคงไม่ง่าย เพราะเราเห็นว่าคนที่มีจุดยืนที่แตกต่างกันจนถึงเวลานี้ท่านไม่พยายามที่จะ ลดถอย ไม่พยายามที่จะทําความเข้าใจในสิ่งที่จะเดินหน้ากันเลย ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานก็คือว่าจริง ๆ แล้วผลการวิจัยของ สถาบันพระปกเกล้าที่ถือว่ามีข้อเสนออยู่หลายส่วนนี่นะครับ มีเรื่องสําคัญซึ่งถือว่าเป็น ส่วนแรกเลยที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยเห็นด้วย ก็คือการสร้างบรรยากาศ การปรองดอง นั่นก็คือการที่จะต้องมีบรรยากาศที่สังคมพร้อมที่จะร่วมกันในการที่จะ แสดงให้เห็นถึงความต้องการในการที่จะปรองดอง ต้องชี้ให้ชัดเจนว่าอยากจะปรองดอง และไม่เพียงแต่บอกว่าจะอยากเท่านั้น แต่ก็ต้องมีแนวทางที่จะดําเนินการร่วมกันไป มีการลดเงื่อนไข ที่จะทําให้รู้สึกว่าเป็นเงื่อนไขของสังคมที่ทําให้ไม่มีความรู้สึกว่าจะไม่ต้องการที่จะปรองดอง แต่วันนี้ปฏิเสธไหมครับว่าในขณะที่พวกเรากําลังพูดกันเรื่องของการหาทางในการปรองดอง ในบรรยากาศของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมหลาย ๆ ช่อง บรรยากาศมันตรงข้ามกันอยู่ วันนี้ปฏิเสธไหมครับว่าในขณะที่เรากําลังจะพูดเรื่องการปรองดอง ความเป็นจริงก็คือ การที่จะมีการสร้างหมู่บ้านสีอะไรขึ้นมา แม้กระทั่งอําเภออะไร สีอะไรขึ้นมาก็ยังดํารงอยู่ หรือการพยายามที่จะใช้พลังมวลชนในการที่จะใช้ให้รู้สึกว่าตัวเองอยู่เหนือกฎหมาย สิ่งเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยเราไม่เห็นว่ามันเป็นบรรยากาศเรื่องการที่จะทําให้เกิดการปรองดอง ขึ้นมาได้เลยครับ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงว่าเราจะเดินหน้ากันอย่างไร วันนี้ผมว่าความจริง ที่มันเกิดขึ้นหลายเรื่อง แน่นอนละครับ หลายฝ่ายอาจจะรับไม่ได้ เพราะว่าหลายฝ่ายอาจจะ ไม่มีประสบการณ์อย่างนั้น ผมเห็นใจสมาชิกหลายท่านที่ท่านผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายมา เนื่องจากความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม ท่านก็พูดออกมา ซึ่งสิ่งเหล่านั้นที่ท่านพูดมา นั่นคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ วันนี้ต้องยอมรับว่ากลไกอันบิดเบี้ยวของหลักกฎหมาย มันบิดเบี้ยวมาจริง และจําเป็นที่จะต้องมองไปข้างหน้าว่าเราจะทําอย่างไร ให้คําว่า นิติธรรม ไม่ว่าท่านจะมีความหมายตามหลักสหประชาชาติ หรือความหมายใดก็ตามให้มันเป็น หลักเดียวกัน ซึ่งวันนี้ท่านก็มองไม่ตรงกัน เพราะเหตุผลแต่ละท่านมีประสบการณ์ต่างกัน นั่นคือปัญหา วันนี้สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้แสดงให้เห็น ซึ่งผมยืนยันนะครับว่าสิ่งที่ท่านได้วิเคราะห์ วิจัยมาก็ล้วนแล้วแต่เอาประสบการณ์ที่มันเกิดขึ้นจริง มันอยู่ที่ว่าเราจะยอมรับกับมัน ได้หรือไม่เท่านั้น หลายเรื่องซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเมื่อสถาบันพระปกเกล้าได้นําเสนอมา ซึ่งเรื่องที่ผมได้เรียนท่านไปสักครู่ก็คือว่าการสร้างบรรยากาศการปรองดองและทําหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งเสนอมาไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นหรือระยาว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มันควรที่จะทําทั้งสิ้น แต่นั่นมันก็อยู่ที่ว่าสังคมเราพร้อมที่จะสร้างบรรยากาศการปรองดองไหม สิ่งที่ สถาบันพระปกเกล้าได้พูดมาตลอด ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ยืนยันว่าเห็นด้วย ก็คือการที่จะ ทําอย่างไรให้มีเรื่องของการสานเสวนา หรือมีไดอะล็อกกันในหมู่ประชาชน แต่สําคัญที่สุดครับ ผมว่าวันนี้สิ่งที่ประชาชนกําลังเฝ้ามองเราอยู่ก็คือว่าบ้านเมืองเราการเริ่มต้นเรื่องความขัดแย้ง มันเป็นการเริ่มต้นในเรื่องของอํานาจ ความจริงที่มันต้องยอมรับก็คืออํานาจในการที่จะช่วงชิง เพื่อให้ได้มาและมีประชาชนสนับสนุน ซึ่งถ้ามองเพียงแต่ว่าประชาชนสนับสนุน ด้วยใจบริสุทธิ์ก็เป็นสิ่งที่พอยอมรับได้ แต่ถ้าในที่สุดแล้วประชาชนผู้มาสนับสนุนได้เข้ามา เพราะมีการปลุกระดม หรือเข้ามาแล้วในที่สุดประชาชนตกเป็นเหยื่อ ผมว่าในฐานะ นักการเมืองเราไม่ควรจะให้อภัยกับตัวเอง วันนี้สถานที่แห่งนี้คือสถานที่ที่เราเป็นตัวแทน ของประชาชนมาพูดคุยกัน เรากําลังจะมาพูดคุยกันเพื่อที่จะหาทางแก้ปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนที่เราอ้างว่ามีความขัดแย้งกัน แต่แท้จริงท่านถามตัวเองไหมครับว่าวันนี้ ใครขัดแย้งกับใคร ไม่ว่าใครจะเป็นคู่ขัดแย้งจับตัวมาวาง ไม่ว่าจะเป็นมิสเตอร์เอ็กซ์ หรือนายอะไรก็ตาม ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือวันนี้ไม่ใช่เรื่องประชาชนปีกซ้ายทะเลาะกับ ปีกขวา หรือขัดแย้งกับปีกขวา แต่ความจริงก็คือนักการเมืองขัดแย้งกับนักการเมือง เหตุผลเพราะ เรื่องของการช่วงชิงอํานาจกัน ผมอาจจะพูดแรงแต่ผมคิดว่าเรากําลังพูดเรื่องความจริง เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้านักการเมืองลดราวาศอกกันยอมที่จะถอยมายืนอยู่ในจุดที่ยอมรับกันได้ ที่เป็นจุดร่วมและมองไปในการแก้ปัญหาข้างหน้า ผมว่าเราปรองดองกันได้เพียงแต่ท่านต้องทําใจ วันนี้เรื่องของการไปหาข้อเท็จจริงมาที่บอกว่า คอป. ท่านต้องหามามันเป็นเรื่องที่ ต้องดําเนินการต่อไป แต่ผมเห็นด้วยกับสถาบันพระปกเกล้าเหมือนกันว่าการค้นหาความจริง มันเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะต้องปรองดอง เพราะเราจะปรองดองโดยไม่รู้ความจริงเลย ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่กระนั้นก็ตามท่านประธานที่เคารพครับ การค้นหาความจริง ต่อให้เรา จะไปค้นหาความจริงในเวลาช้าหรือเร็วแต่ก็ต้องพึงระมัดระวังว่าการเปิดเผยมันมีเวลาที่ มันเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นถ้ามีใครบางคน ขออนุญาตที่จะถามท่านประธาน คณะกรรมาธิการในคําถามบางคําถามถ้าเป็นผมผมก็บอกว่าผมก็คงจะไม่ตอบในเวลาที่ มันไม่เหมาะสม แต่คงไม่ได้คาดหวังว่าความจริงเหล่านั้นจะตายตกไปกับท่าน แล้วก็ อ่านหนังสือของท่าน แต่นี่คือประเด็นที่บอกว่าความจริงต้องหาและสนับสนุนในสิ่งที่ เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า ทรูธ ฟายดิ้ง (Truth finding) ต้องไปหาต่อไป แต่เป็นการหาแล้ว ไม่จําเป็นต้องเปิดเผย เพราะความจริงย่อมต้องควบคู่ไปกับการปรองดอง ซึ่งอันนี้คือ หลักสากล

๒. ก็คือในส่วนของพรรคภูมิใจไทยเองต้องเรียนตรง ๆ ว่าเราเห็นด้วยกับ การให้อภัย เพราะต้องยอมรับว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นครั้งนั้น ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ถ้าเรายังไม่มีเรื่องของการให้อภัย ความคิดเรื่องอภัยมันไม่เกิดขึ้นมาในที่สุดมันก็ติดกับ แล้วทําอะไรไม่ได้ แน่นอนครับ เรื่องการอภัยจะอยู่ในขั้นตอนอะไร อย่างใด เรื่องของการจะมี นิรโทษกรรมหรือไม่ เรื่องของยกเว้นโทษอาญากันหรือไม่ อย่างไร ผมว่าควรจะเป็น อีกขั้นตอนหนึ่ง แต่หลักคิดเรื่องอภัยมันต้องมี สิ่งที่อยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า พรรคภูมิใจไทยในสภาผู้แทนราษฎรในชุดที่ผ่านมาได้แสดงจุดยืนชัดเจนมาในเรื่องของ การปรองดองสมานฉันท์ โดยเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกที่มีความคิดในเรื่องนี้ คือตั้งแต่ เดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๒ ก็มีการนําเสนอร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่ ร่วมชุมนุม โดยเอาเหตุการณ์มาเป็นตัวตั้ง คือเอาเหตุการณ์เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ มา เดือนเมษายน ปี ๒๕๕๒ ในช่วงเวลานั้นขึ้นมาครอบคลุมให้กับบุคคลที่เขาเข้าไปร่วมชุมนุม ซึ่งมองว่าเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ณ วันนั้นเราคิดกันอย่างนั้นก็คือว่าใครที่มานั่งเชียร์อยู่ข้างล่าง ยกมือเย้ว ๆ ยกเท้าตบ ยกมือตบหรืออะไรก็ตามยกเว้นให้ แต่คนอยู่บนเวทียังต้องรับ นั่นคือ หลักคิดของเราในช่วงนั้น เวลานั้น แต่ทั้งสอง เมื่อเราเสนอมาปรากฏไม่ว่าสี ๆ ไหนต่างก็บอกว่า ไม่รับแนวคิดตรงนี้ ถามว่าเหตุผลเพราะอะไร เหตุผลสําคัญที่เขาไม่รับเราก็มองว่าเหตุผล ประการเดียวก็คือท่านคิดว่า ๑. ถ้าท่านชุมนุมแล้วท่านชนะ ผู้ชนะก็จะเป็นผู้บริสุทธิ์ขึ้นมา ทันทีโดยอาศัยอํานาจ อาศัยกลไก และในที่สุดต่างฝ่ายต่างก็ต้องออกมาชุมนุมเพื่อหวัง จะเป็นผู้ชนะ วันนี้สงครามมันยังไม่เบ็ดเสร็จ วันนี้มีผู้ที่คาดหวังว่าสีท่าน สีใดสีหนึ่งวันนี้ ครองอํานาจอยู่ อีกสีหนึ่งก็กําลังรอจังหวะเพื่อจะเข้าสู่อํานาจ เพราะฉะนั้นถ้าบรรยากาศ มันเป็นอย่างนี้มันไม่มีทางที่จะยุติได้ นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยเป็นห่วง เราเสนอวันนั้น ในที่สุดก็ตกไป แต่ยืนยันครับว่าแนวคิดเรื่องของการนิรโทษกรรมผู้บริสุทธิ์เรายังมีอยู่ นั่นคือ หลักให้อภัยซึ่งสถาบันพระปกเกล้าท่านได้เสนอมาแล้วเป็นแนวคิดที่สากล เป็นแนวคิดที่ หลักศาสนาทุกศาสนาก็มีความคิดเหมือนกัน วันนี้ถ้าเราบอกตีกรอบว่าเรื่องเอากฎหมาย มาเป็นตัวตั้งคงต้องยอมรับนะครับว่ากว่าที่จะเป็นบ้านเมืองที่มีกฎหมายเราก็ล้วนแต่อ้างอิง หลักกฎหมายซึ่งหลายเรื่องก็มาจากหลักศาสนา วันนี้หลักเรื่องอภัยเป็นหลักหนึ่งซึ่งเราเห็นว่า ต้องทําแต่ต้องมีความรัดกุม และสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมาเราก็เห็นด้วย ท่านประธานครับ สิ่งหนึ่งซึ่งมีการพูดกันมาก วิจารณ์กันมาก แสดงความคิดเห็นกันมามากมาย ในส่วนเรื่อง คตส. ผมขอเรียนว่า ในส่วนของ คตส. พรรคภูมิใจไทยไม่ได้คิดเรื่องเอาบุคคลมาเป็นตัวตั้ง แต่ถามความจริงกันว่า วันนี้ถ้าสภาแห่งนี้กําลังจะมาพูดจะมาบอกกันว่า คตส. คือความถูกต้อง เพราะก่อนหน้านี้ มีการรัฐประหารมาหลายครั้ง มีปฏิวัติกันมาหลายที แล้วมองว่ากฎหมายของคณะปฏิวัติ คือรัฐาธิปัตย์ อันนั้นก็เป็นความคิดของแต่ละบุคคล แต่พรรคภูมิใจไทยยืนยันครับว่าเราเห็นว่า กรณีเรื่อง คตส. เป็นเรื่องหนึ่งซึ่งเราจะต้องทําความเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเรื่องนั้นก็เป็นเรื่องของ ความบิดเบี้ยวในการที่จะมุ่งร้ายเอาผิดกับใคร ซึ่งเป็นเป้าประสงค์เฉพาะกิจเฉพาะกาล ถ้าท่านนึกย้อนบรรยากาศย้อนหลังไปในช่วงเวลานั้นเราจะพบว่าช่วงนั้น คตส. ท่านมีบทบาทมากเกินสมควร ออกรายการโทรทัศน์ทุกคืนเพื่อจะชี้แจงว่าใครที่ตัวเองกําลัง ดําเนินการอยู่มีความชั่วร้ายขนาดไหน ซึ่งผมว่าวันนี้ถ้าท่านทั้งหลายที่นี่ทําใจเป็นกลาง สมมุติเอาว่าตัวเองเป็นผู้ถูกกระทําบ้าง ท่านจะมีความรู้สึกว่าแท้จริงแล้วเรื่องแบบนี้ มันไม่ควรจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และถ้ามันถึงจุดที่จะต้องมีการแก้ไขได้ ทําไมเราไม่แก้ไข ผมยืนยันว่าสิ่งที่ คตส. ทําไปแม้จะเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตามอํานาจที่รัฐาธิปัตย์ท่านตั้งมา แต่มองในหลักเรื่องรูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) ผมไม่คิดว่า นั่นคือนิติธรรม วันนี้สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าเสนอมาเพียงแต่ย้อนกลับไปสู่จุดที่มันเป็นปกติ อย่างที่มันน่าจะเป็น ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สภา ซึ่งแน่นอนวันนี้เราเพียงแต่ รับทราบเฉย ๆ ใครก็ตามที่จะหยิบฉวยเอารายงานนี้ไปทําจะต้องคํานึงถึงเรื่องของการรักษา บ้านเมืองไว้ โดยไม่ใช่เป็นเรื่องของการฉกฉวยเพื่อไปเป็นประโยชน์ของคนใดคนหนึ่ง นั่นคือเรื่อง คตส. แน่นอนครับ มันมีอีกหลายเรื่องที่ทางสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมา ซึ่งเป็นเรื่องระยะสั้น หลายเรื่องก็มีการทับซ้อนกัน เช่นวันนี้ก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะต้องไปจุดตรงโน้น เรื่องของกติกาของบ้านเมือง แน่นอนครับ อย่างที่ผมเรียนไป เมื่อสักครู่ท่านที่ไม่เคยถูกยุบพรรค ท่านไม่รับรู้หรอกครับว่าความรู้สึกมันจะเป็นอย่างไร ชีวิตผม ผมอยู่พรรคไทยรักไทย พรรคไทยรักไทยถูกยุบ พรรคพลังประชาชน หลังจากสืบพยานโจทก์เสร็จ บ่ายคือคิดว่าจะสืบพยานจําเลยเตรียมยื่นคําให้การ ขากลับเดินกลับมายังไม่ทันรู้เรื่องอะไรเลย เขาอ่านคําตัดสินไปแล้ว นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เมื่อไม่กี่วันมาผมก็ใจตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ กลัวว่า พรรคผมพรรคภูมิใจไทยจะถูกยุบในคดีท่านบุญจงในวันใดวันหนึ่ง นี่คือบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว ผมเรียกตัวเองว่าผมเป็น เดด แมน วอล์คกิ้ง (Dead man walking) หมายถึงเหมือนคนตายที่ กําลังเดินหน้าอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย นี่คือการทําลายระบอบประชาธิปไตย ทําลาย พรรคการเมือง ซึ่งผมว่าวันหนึ่งเมื่อมันต้องแก้ สิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมา ทําไม พวกเราที่นี่ไม่ยอมคิดที่จะรับนําเรื่องเหล่านี้เข้ามาพิจารณาละครับ แน่นอนล่ะครับ เรื่องความเป็นธรรมถ้าใครไม่โดนก็ไม่รู้ ใครบางคนเขาบอกว่าถ้าคุณไม่เป็นแท็กซี่ คุณไม่รู้หรอก ถ้ามาขับรถทีไรแล้วโดนไถทุกทีมันรู้สึกอย่างไร เพราะเราไม่เคยขับแท็กซี่ แต่ถ้าเราขับแท็กซี่แล้ว โดนไถบอกว่ามันเป็นอย่างนี้เอง นี่คือความจริงที่มันเกิดขึ้นในสังคมที่ผมอยากจะเรียกร้อง ท่านสมาชิกที่นี่ได้เปิดใจกว้างในการที่จะร่วมกันสร้างความปรองดอง เพราะทั้งหมดทั้งปวง ที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองท่านอย่าปฏิเสธเลยครับ ความวุ่นวายทั้งหมด ผู้คนที่มากันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นถนนราชดําเนิน หรือถนนราชประสงค์ จุดเริ่มต้นถ้าท่านทั้งหลายซึ่งยืนอยู่ที่นี่ นั่งอยู่ที่นี่ไม่นําพามาเขาก็ไม่เดินตามท่านหรอก นี่คือความจริงที่มันเริ่มต้นมา แต่แน่นอน มันอาจจะเปลี่ยนแปลง แต่ความจริงก็คือความจริงว่าในที่สุดแล้วความขัดแย้งมันจะลดลงได้ ถ้าพวกเราที่นี่จะร่วมกัน ร่วมกันแสดงจุดที่มันเป็นจุดร่วมกันได้ และค่อย ๆ ผ่อนคลาย วันนี้เรื่องสําคัญที่สุดซึ่งสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอมาก็คือการที่เราจะต้องมีเรื่องระยะยาว อันสําคัญซึ่งผมเห็นด้วย ก็คือเราจะต้องมีจุดหมายปลายทางอย่างเดียวกัน เราจะต้องมองไปข้างหน้าพร้อมกัน นั่นคือเราจะต้องมีความคิดว่าเราจะต้องสร้างบรรยากาศอย่างไรในการที่จะร่วมกันเดิน ซึ่งมันจะต้องแสดงจุดยืนให้ชัดว่านั่นคือความพยายาม ความตั้งใจจริงของนักการเมืองในการ ที่จะร่วมเดินหน้า วันนี้สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยหวัง แล้วก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็คือว่า แน่นอนครับ เมื่อรายงานทั้งหลายได้เข้ามาสู่ตรงนี้ เราที่นี่ได้รับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการ ซึ่งรวมถึงสถาบันพระปกเกล้า แล้วก็เรื่องของคณะอนุกรรมาธิการที่ไปศึกษาเรื่องภาคใต้มา สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยอยากจะขอร้องก็คือว่า ใครก็ตามที่มองว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านได้มา คือรายงานฉบับนี้ คือความชอบธรรม แล้วท่านจะหยิบฉวยเอาความชอบธรรมนี้ ไปเป็นประโยชน์ในการที่จะไปหยิบใช้ ไปออกเป็นกฎหมายเพื่อจะนิรโทษกรรม เพื่อที่จะ อภัยโทษ เพื่อที่จะทําให้ใครไม่ต้องรับโทษ หรืออะไรต่าง ๆ พรรคภูมิใจไทยเราไม่สนับสนุน ไม่รับรองในสิ่งที่ท่านจะทํา เพราะเราเห็นว่าทั้งหมดทั้งปวงที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต หลังจากที่เรารับรายงานนี้แล้ว ก็คือมันเป็นหน้าที่ของพวกเรา พวกเราทุกคนที่นี่ รวมทั้ง รัฐบาล ในการที่จะร่วมกันสานเสวนา ร่วมกันทําตามสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าได้แนะนํา นั่นก็คือการจะร่วมทําความเข้าใจว่าบ้านเมืองนี้จะต้องเดินหน้าในการปรองดอง เราจะต้อง ไปสานเสวนาหรือไดอาล็อกกันให้ทั่วประเทศ ให้บรรยากาศมันสุกงอมจนบ้านเมืองนี้เห็นว่า ไม่ว่าสีไหน ๆ เราควรจะเดินหน้าในการที่จะนําพาประเทศของเราไปด้วยความรักกัน ผมไม่เข้าใจคําว่า ปรองดอง ผมพยายามเปิดศัพท์อันนี้ ทราบว่าเป็นภาษาเขมร รากศัพท์คําว่า ปรองดอง ฟังสําเนียงดูก็น่าจะเป็นเขมร แต่ผมไม่ทราบว่ามันถูกต้องหรือเปล่า เขาบอกว่า คําว่า ปรองดอง แปลว่ามองตัวเรา แล้วก็มองเขา วันนี้เรามัวแต่มองตัวเองหรือเปล่า จนไม่ได้มองคนอื่น มันเป็นไปได้ไหมครับว่าเราจะมามองกันเพื่อความเข้าอกเข้าใจกัน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อยากจะให้เกิดขึ้นสําหรับพรรคพวกเราทุกคน พรรคภูมิใจไทยเราเราพร้อมที่จะ ร่วมมือกับทุกฝ่ายครับ ในการที่จะทําให้ปัญหาที่มันมีอยู่คลี่คลาย เราเคยร่วม แล้วตั้งเป็น พรรคการเมืองพรรคใหม่ที่ตั้งมาไม่นาน แต่เราอยากจะให้บ้านเมืองมันเดินหน้า สิ่งที่อยากจะ ขอร้องก็คือเมื่อพรรคภูมิใจไทยเองเป็นผู้เสนอเรื่องของการสร้างความปรองดอง และเป็นผู้ที่ เสนอแนวทางในเรื่องของการสร้างความปรองดองมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว เราพบว่าอุปสรรค ทั้งหลายมันเดินหน้าไปไม่ได้เลยครับ เหตุผลสําคัญก็คือเพราะว่าพรรคการเมือง แกนนําไม่ว่า ทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลนั่นละครับ ล้วนแต่ใช้ทิฐิมานะกันทั้งนั้นเลย ไม่รู้จักที่จะ ประนีประนอมซึ่งกันและกันเลย วันนี้ประชาชนทั้งประเทศมองเรา เขาบอกว่า แล้วจะปรองดองกันอย่างไร ก็เมื่อท่านทั้งหลาย ท่านที่ใช้คําว่า สงครามปรองดอง อย่างท่านสมาชิก ท่านพูดเมื่อสักครู่ผมเห็นด้วย วันนี้ถ้าท่านบอกว่าสงคราม หรือมีคนบอกว่าสงครามกัน เลือดสาดเลย ยังไม่สงกรานต์เลยครับ ทําไมเราไม่สาดน้ําเย็น ๆ กัน แทนที่จะใช้เลือดสาดกัน วันนี้ขิงก็ยังราข่าก็ยังแรงครับ ท่านประธานที่เคารพ ผมไม่อยากให้มีบรรยากาศอย่างนี้ เกิดขึ้น เราพรรคภูมิใจไทยอยากจะเสนอเรียกร้องทั้งฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ทั้งฝ่ายค้าน ซึ่งพวกผม พรรคภูมิใจไทยก็เป็นฝ่ายค้านว่าเราควรที่จะต้องลดราวาศอกกัน เคารพกติกากันหน่อยครับ เคารพกติกากันให้มันสําเร็จ เมื่อหลายปีที่ผ่านมาที่ปรึกษาสําคัญของพรรคผม ขออนุญาต เอ่ยนามท่าน ท่านก็เป็นครูใหญ่ของผม คือท่านเนวิน ชิดชอบ เคยเสนอเรื่องเซท ซีโร (Set zero) มานานแล้วให้ เซท ซีโรมาตั้งแต่ เท่าที่ผมจําได้ก็คือประมาณ ปี ๒๕๕๑ นะครับ เสนอด้วยการ นํานโยบาย ๖๖/๒๓ มาใช้ มาตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว ผมว่าวันนี้ยังไม่สายเกินไปหรอกครับ ถ้ารัฐบาลกับฝ่ายค้านจะทําความเข้าใจกัน ในการที่จะประคับประคองบ้านเมือง วันนี้เราฟัง ประเทศที่มีความรู้สึกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ออง ซาน ซูจี ได้เป็นฝ่ายค้านชนะมามากมาย มหาศาล เป็นคะแนนฝ่ายค้านขึ้นในสภา มันเป็นสีสันที่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย ประเทศเขา กําลังจะก้าวไปข้างหน้า เศรษฐกิจของเขากําลังจะไปรุ่งเรือง ประเทศไทยเรากําลังเดินถอยหลังก็ด้วยเหตุผลเพราะคนไทยทะเลาะกันเอง ด้วยเหตุผล เพราะนักการเมืองเราไม่ทําความเข้าใจในการที่จะร่วมกันเดินหน้า ประเทศพม่าเขาแรงกัน สุด ๆ เขายังจับมือเขาเข้าใจกัน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเราไม่ทําเรื่องนี้กันบ้าง สิ่งที่อยากจะฝาก ก็คือไม่ว่าทั้งฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลนั่นละครับ ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายทุกคนต้องร่วมกัน ก้าวเหมือนกัน ท่านทั้ง ๒ ฝ่ายก็ก้าวไม่พ้น พันตํารวจโท ทักษิณ กันทั้งคู่เลย ท่านก็ยังติดกับ อยู่ตรงนั้น วันนี้ฝ่ายรัฐบาลถ้าท่านตั้งหน้าตั้งตาว่าอันนี้คือความชอบธรรมที่ช่วย พันตํารวจโท ทักษิณ ผมว่านั่นละครับนั่นคือความขัดแย้งรอบใหม่ที่จะมา เพียงแต่ขอให้บรรยากาศสุกงอม ดีกว่าไหมครับ ให้ทุกฝ่ายทําความเข้าใจกัน วันหนึ่งโอกาสในการที่จะอภัยให้กับคุณทักษิณ ก็มีขึ้นได้ ใจเย็น ๆ ครับ ไม่ต้องเร่งรีบ พวกเรามาคุยกันด้วยความเย็น ก่อนสงกรานต์ สาดน้ํากันให้เย็น ๆ สบายดีกว่าจะสาดอะไรกันตอนนี้แล้วให้มาเลือกเดิน ผมว่าประชาชน ไม่ต้องการ ก็ฝากฝ่ายรัฐบาลนะครับ ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการที่จะเดินหน้านําเอา ประโยชน์ตรงนี้ไปใช้ ขอความกรุณาอย่าเพิ่งทําอะไรนะครับ ขอความกรุณาว่าวันนี้ท่านมีเวลา ในการบริหารประเทศไปอีก ๓ ปี ทําผลงานให้ประชาชนได้เห็นและวันนั้นผมเชื่อว่า ประเทศชาติ ประชาชนเขาก็พร้อมที่จะสนับสนุน ก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนความรู้สึกของ พรรคภูมิใจไทยต่อที่ประชุมแห่งนี้เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ