สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๘ · ๔ เมษายน ๒๕๕๕

เชน เทือกสุบรรณ แถลงการณ์ของสถาบันพระปกเกล้าเกี่ยวกับการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยมีจุดเน้นอยู่ที่การวิจัยเสรีภาพทางวิชาการและความรับผิดชอบของคณะผู้วิจัย และการยืนยันผลการวิจัยของคณะผู้วิจัย นอกจากนี้ยังเสนอแนะวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการวิสามัญรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และให้ขยายอายุคณะกรรมาธิการวิสามัญออกไป จนสิ้นสมัยประชุมสามัญสมัยหน้า เพื่อให้มีเวลาพูดคุยหาทางออกอย่างกว้างขวาง

นายเชน เทือกสุบรรณ สุราษฎร์ธานี

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ แถลงการณ์สถาบันพระปกเกล้า เรื่องรายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ

ตามที่มีการวิพากษ์วิจารณ์รายงานการวิจัยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ที่คณะผู้วิจัยได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง แห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎรไปตามที่คณะกรรมาธิการดังกล่าวได้ขอให้ศึกษาแล้วนั้น สถาบัน พระปกเกล้าขอแถลงข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะทางออกเพื่อร่วมกันสร้างบรรยากาศของ ความปรองดองในชาติดังนี้

ข้อ ๑ หน้าที่ในการทําการวิจัยที่คณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สถาบันใช้เงินสถาบัน สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ๒๕๔๑ ภายใต้การกํากับดูแลของประธานรัฐสภา และมีหน้าที่ ตามมาตรา ๖ (๘) ซึ่งบัญญัติไว้ว่าให้สถาบันพระปกเกล้าส่งเสริมงานวิชาการของรัฐสภา ดังนั้นเมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญมีมติเมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ให้สถาบัน พระปกเกล้าทําการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยตั้งคําถามว่าอะไร คือปัจจัยหรือกระบวนการที่ทําให้การปรองดองแห่งชาติประสบความสําเร็จ สถาบันพระปกเกล้า จึงนําเรื่องเสนอสภาสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพิจารณาคําขอดังกล่าว สภาสถาบันพระปกเกล้า ได้อนุมัติให้ดําเนินการโดยใช้งบประมาณของสถาบันเอง การดําเนินการวิจัยดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ส่งเสริมวิชาการรัฐสภาตามหน้าที่ของสถาบันในกฎหมาย โดยไม่มีการรับจ้าง ดังที่วิพากษ์วิจารณ์กันแต่อย่างใด ดังนั้นลิขสิทธิ์ของรายงานฉบับดังกล่าว จึงเป็นของสถาบัน พระปกเกล้าตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

ข้อ ๒ การรับทํางานวิจัยได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วจากสภาสถาบัน พระปกเกล้า เนื่องจากว่าการขอให้ทํางานวิจัยดังกล่าวสถาบันไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ และผลการวิจัยมีผลกระทบทางการเมือง สถาบันจึงนําคําของคณะกรรมาธิการวิสามัญ เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาสถาบันในการประชุมสภาสถาบัน ครั้งที่ ๑๑/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ สภาสถาบันซึ่งประกอบด้วย ประธานรัฐสภาเป็น ประธานสภาสถาบัน ประธานวุฒิสภาเป็นรองประธานกรรมการโดยตําแหน่ง ผู้นําฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการสามัญสภาผู้แทนราษฎร ๒ คน ประธานคณะกรรมาธิการ สามัญวุฒิสภา ๑ คน และผู้ทรงคุณวุฒิอื่นอีก ๑๑ คน โดยมีเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เป็นกรรมการและเลขานุการ ได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วมีมติให้รับทําการศึกษา โดยมีข้อสังเกตหลายประการ อาทิ ได้ขยายเวลาจาก ๓๐ วัน เป็น ๑๒๐ วัน ให้ดําเนินการ โดยอิสระและมีเสรีภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง มิให้ยกร่างกฎหมายเสนอต่อ คณะกรรมาธิการวิสามัญซึ่งสถาบันก็ได้ดําเนินตามข้อสังเกตดังกล่าวทุกประการ

ข้อ ๓ รายงานการวิจัยเป็นเสรีภาพทางวิชาการและความรับผิดชอบของ คณะผู้วิจัย เมื่อได้ทําการศึกษาแล้วสถาบันก็แต่งตั้งคณะผู้วิจัยขึ้นตามกระบวนการปกติ ที่เคยปฏิบัติมาประกอบด้วยผู้วิจัย ๒๐ คน โดยมีรองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย เป็นหัวหน้าคณะ ใช้เวลาศึกษา ๑๒๐ วัน ตามกรอบเวลาที่คณะกรรมาธิการวิสามัญขอ เมื่อมีการทักท้วงและมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สถาบันก็ได้ลงไปตรวจสอบทั้งระเบียบวิธีวิจัย และเนื้อหาสารัตถะของรายงานการวิจัยและข้อเสนอก็พบว่ากระบวนการดําเนินงานดังกล่าว มีความถูกต้องตามหลักวิชาการควรแก่กรณี แม้ว่าเลขาธิการจะขอให้คณะผู้วิจัยนําข้อท้วงติง ของทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบแล้ว คณะผู้วิจัยก็ได้ปรับแก้บางส่วนแต่ยังคงยืนยันผลวิจัย โดยเฉพาะข้อที่ว่าปัจจุบันบรรยากาศความปรองดองยังไม่เกิด เพราะทุกฝ่ายยังมีพฤติกรรม และมีท่าทีเหมือนเดิม คณะผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการสร้างบรรยากาศความปรองดองทั้งระดับบน คือในฝ่ายการเมือง และระดับล่างคือประชาชนทั้งประเทศด้วยการจัดพูดคุยหาทางออก ร่วมกัน จนมีฉันทามติในระดับความเหมาะสม โดยนําข้อเสนอที่ได้จากการสัมภาษณ์ของ ผู้ทรงคุณวุฒิไปเป็นประเด็นในการพูดคุยหาทางออกร่วมกัน คณะผู้วิจัยยืนยันว่าข้อเสนอ ดังกล่าวไม่ใช่ข้อสรุปที่จะนําไปปฏิบัติทันทีแต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้เพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อสังคม คณะผู้วิจัยจึงทําหนังสือแถลงจุดยืนต่อประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ และได้เตือนในหนังสือดังกล่าวว่า การรวบรัดใช้เสียงข้างมากโดยไม่ทํา ตามข้อเสนอของคณะผู้วิจัย จะนําไปสู่ความขัดแย้งและความรุนแรงรอบใหม่ได้ การยืนยัน ผลการวิจัยของคณะผู้วิจัยดังกล่าวจึงเป็นอิสระและเสรีทางวิชาการ ซึ่งมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยรับรองไว้ ที่สถาบันและผู้ใดก็มิอาจก้าวล่วงได้

ข้อ ๔ สถาบันไม่จําเป็นต้องเห็นพ้องกับงานวิจัย และในฐานะผู้เป็นเจ้าของ ลิขสิทธิ์ในงานวิจัย สถาบันทรงไว้ซึ่งสิทธิในการให้ใช้หรือของานวิจัยกลับคืนได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามความเห็นและข้อเสนอในรายงานการวิจัยหรืองานวิชาการอื่น ซึ่งสถาบันได้ จัดทําทุกเรื่อง ตั้งแต่ก่อตั้งสถาบันมาจนถึงการวิจัยนี้ ย่อมเป็นความเห็นของผู้วิจัยเอง สถาบันไม่จําเป็นต้องเห็นพ้องด้วย แต่เมื่อลิขสิทธิ์เป็นของสถาบันตามมาตรา ๑๔ ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ สถาบันก็ทรงไว้ซึ่งอํานาจในการขอรายงานการวิจัย ดังกล่าวกลับคืน และห้ามทําซ้ําหรือดัดแปลงหรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ตามมาตรา ๒๗ โดยเฉพาะเมื่อมีการเลือกนํารายงานบางส่วนไปใช้ประโยชน์ทางการเมืองและอาจเกิด ความขัดแย้งและความรุนแรงขึ้น หรือมีการรวบรัดนําประเด็นซึ่งผู้วิจัยให้นําไปพูดแสวงหา ทางออกร่วมกันไปปฏิบัติทันที โดยไม่ได้นําไปพูดคุยกว้างขวางทั่วประเทศ

ข้อที่ ๕ ทางออกเพื่อความปรองดองแห่งชาติอย่างแท้จริง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร พึงมีมติในวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๕ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ ซึ่งอาจจะ นําไปสู่ความรุนแรงและเพื่อสร้างบรรยากาศความปรองดองให้เกิดขึ้นในประเทศ สถาบัน จึงเสนอให้

ข้อ ๑ คณะกรรมาธิการวิสามัญเสนอสภาผู้แทนราษฎรและสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคการเมืองเสียงข้างมากควรมีมติรับทราบรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งอ้างอิงผลงานวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าไว้ชั้นหนึ่งก่อน และขยายอายุคณะกรรมาธิการ วิสามัญออกไปจนสิ้นสมัยประชุมสามัญสมัยหน้าเป็นอย่างน้อย และให้นํารายงานดังกล่าวไป จัดพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ทั้งระดับพรรคการเมืองและระดับประชาชนทั่วประเทศ อย่างกว้างขวางโดยไม่เร่งรีบ รวบรัด เลือกนําเข้าเสนอที่ตนหรือพรรคของตนได้ประโยชน์ ไปปฏิบัติทั้งที่ข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงประเด็นที่นักวิจัยเสนอให้นําไปพูดคุยหาทางออกจน ได้ข้อยุติร่วมกันเท่านั้น

ข้อ ๒ ขอให้พรรคฝ่ายค้านและคนไทยทุกกลุ่มที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวไป ข้างหน้าด้วยความปรองดองโดยมีภราดรภาพต่อกัน ให้ความร่วมมือในการพูดคุยหาทางออก ร่วมกันทํานองสุนทรียสนทนา หรือการเสวนาที่สร้างสรรค์เพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ยืดเยื้อยาวนาน นี้ลง

ข้อ ๓ ขอร้องให้สื่อมวลชนรายงานข่าวให้ครบถ้วนเพื่อความปรองดอง อย่างแท้จริง

ข้อ ๔ ขอร้องให้ประชาชนอย่างเพิ่งเชื่อคําพูดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนกว่า จะได้อ่านรายงานการวิจัยฉบับย่อ และรายงานการวิจัยฉบับเต็มรูปแบบใน www.kpi.ac.th แล้วจึงค่อยตัดสินใจตามหลักกาลามสูตร

สถาบันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาอย่างแท้จริง หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติตามข้อเสนอในข้อ ๑ สถาบันก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ กับคณะกรรมาธิการวิสามัญในการเปิดเวทีพูดคุยหาทางออกทั่วประเทศ โดยเฉพาะผ่าน ศูนย์การเมืองภาคพลเมืองของสถาบันซึ่งมี ๔๘ จังหวัดทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบกับรายงานและแจ้ง คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ดังนั้นข้อเสนอเดิมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ อันจะนําไปสู่ความสับสนของประชาชนและนําไปสู่สงครามความปรองดอง อันเป็นการ สถาปนาความยุติธรรมของผู้ชนะขึ้น ทั้งที่ยังเป็นเหตุแห่งความขัดแย้งและความรุนแรง สถาบันก็มีความเสียใจที่จะขอรายงานการวิจัยดังกล่าวกลับคืนมา และหากผู้ใดจะทําซ้ํา ดัดแปลง หรือเผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณชน จะต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จากสถาบันก่อน

สถาบันเชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นความสงบและปรองดอง ในบ้านเมือง จึงขอเรียกร้องให้ผู้แทนปวงชนทุกฝ่ายตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยใช้วิจารณญาณที่รอบคอบ ปราศจากมานะทิฐิ และประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนพรรค อย่างแท้จริง สถาบันพระปกเกล้าวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ