รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ขออนุญาตหารือท่านประธานผ่านไปในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเดือดร้อนของราษฎร ซึ่งประกอบไปด้วย
เรื่องที่ ๑ เรื่องไฟฟ้าเพื่อการเกษตร สืบเนื่องมาจากราษฎร หมู่ที่ ๗ ถึงหมู่ที่ ๑๑ ตําบลนครเจดีย์ อําเภอป่าซาง จังหวัดลําพูน ต้องการไฟฟ้าเพื่อการเกษตรเป็นกรณีเร่งด่วน จึงขอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรส่งหนังสือไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพื่อขยายเขตไฟฟ้า เพื่อการเกษตรไปยังหมู่บ้านและตําบลดังกล่าวโดยเร่งด่วนด้วย
เรื่องที่ ๒ เรื่องของการตรวจสอบงบไทยเข้มแข็งในจังหวัดลําพูนที่จัดซื้อจัด จ้างเป็นกรณีพิเศษ สืบเนื่องมาจากได้รับการร้องเรียนจากราษฎรที่ได้รับงบประมาณไทย เข้มแข็งในการทําเรื่องของภัยแล้งก็ดี เรื่องของถนนก็ดี ปรากฏว่าขณะนี้ การดําเนินการ ดังกล่าวนั้นการบดอัดลูกรังไม่ได้คุณภาพแล้วก็ไม่ได้ตามระยะที่กําหนด เช่น ป้ายเขียนไว้ว่า ระยะ ๑.๕ กิโลเมตร แต่ปรากฏว่าถนนทําจริง ๆ ประมาณ ๑.๒ กิโลเมตร อีก ๓๐๐ เมตร หายไปเลยครับท่านประธาน จึงอยากจะให้ทางสภาผู้แทนราษฎรส่งหน่วยงาน สตง. ช่วย ตรวจสอบงบไทยเข้มแข็งกรณีของจังหวัดลําพูน กรณีจัดซื้อจัดจ้างเป็นกรณีพิเศษ เพื่อที่จะให้พี่น้องประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของภาษีนั้นได้รับความสบายใจ และได้เห็นว่าการใช้ งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาลหรือของส่วนราชการนั้นเป็นไปโดยโปร่งใส ไม่มีการทุจริต จึงขอให้ทางสภาผู้แทนราษฎรส่งเรื่องเหล่านี้ไปยัง สตง. เพื่อดําเนินการตรวจสอบให้มี ความโปร่งใสต่อไปครับ กราบขอบคุณครับท่านประธาน
คุณขยัน วิพรหมชัย
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวลําพูน
เรื่องที่ ๑ ของบกลางจากท่านนายกรัฐมนตรีในการขยายวงเงินงบกลางของ จังหวัดลําพูน เพื่อก่อสร้างฟื้นฟูน้ําท่วมในพื้นที่ตําบลศรีวิชัย อําเภอลี้ ตําบลป่าพลู ตําบล บ้านโฮ่ง ตําบลเหล่ายาว ในเขตอําเภอบ้านโฮ่ง ซึ่งถนน สะพาน ตลิ่ง เสียหายจากน้ําท่วม เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
เรื่องที่ ๒ ขอกรมทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมสนับสนุนโครงการพัฒนา สวนป่าเรไร สวนป่าไม้ในเมืองของเทศบาลตําบลบ้านโฮ่ง จังหวัดลําพูน ขอกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดการอนุญาตโครงการก่อสร้างระบบอนุรักษ์น้ํา ดิน และป่าไม้ของบ้านแม่บอนเหนือ ตําบลบ้านปวง อําเภอทุ่งหัวช้าง
เรื่องที่ ๓ ขอกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สนับสนุนโครงการยกระดับ มาตรฐานแปรรูปสินค้าเกษตรและบรรจุภัณฑ์ของกลุ่มแม่บ้านดอนมูล ตําบลบ้านปวง อําเภอทุ่งหัวช้าง
เรื่องที่ ๔ ขอกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดการแก้ไข ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้มีการเผาป่า เผาหญ้า ซึ่งเกิดปัญหาหมอกควันกระทบเรื่องของสุขภาพและการท่องเที่ยว
เรื่องที่ ๕ ขอกระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการเดินโฉนดสํารวจในพื้นที่ตําบลศรีวิชัย อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน ซึ่งขณะนี้พี่น้องชาวบ้านอยู่มาร่วม ๓๐ ปีแล้วไม่มีโฉนด ไม่มีเอกสาร สิทธิ
เรื่องสุดท้าย ขอกระทรวงพาณิชย์เร่งรัดการกระจายน้ํามันพืชราคาธงฟ้าไป ยังพื้นที่ในเขตรอบนอกของจังหวัดลําพูน อาทิเช่น อําเภอบ้านธิ อําเภอบ้านโฮ่ง อําเภอลี้ อําเภอป่าซาง อําเภอแม่ทา และอําเภอเวียงหนองล่อง เพื่อให้พี่น้องชาวบ้านได้ซื้อน้ํามันพืช ในราคาประหยัดนะครับ ขอถือโอกาสได้ฝากท่านประธานไปยังกระทรวงพาณิชย์ โดยด่วนครับ กราบขอบพระคุณครับ
คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทยค่ะ
เรื่องแรกที่อยากจะหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันได้รับการ ร้องเรียนจากพี่น้องชาวจังหวัดชัยภูมิค่ะ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งของดิฉันเอง บอกกล่าว มาว่าปัจจุบันสินค้าที่ไปซื้อมีราคาค่อนข้างแพง รัฐบาลบอกว่าน้ํามันปาล์มควบคุมที่ ๔๗ บาท แต่ชาวบ้านของดิฉันซื้อได้ในราคาขวดละ ๖๕ บาท ก็ต้องฝากท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลแก้ไขด้วย แล้วก็สืบเนื่องจากการที่สินค้า ราคาแพงค่ะท่านประธาน ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าค่าครองชีพของพี่น้องหาเงินได้ยากค่ะ เงินที่จะใช้ไม่ค่อยมี ก็ต้องฝากท่านประธานผ่านยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลควบคุม เรื่องราคาสินค้าชนิดอื่น ๆ นอกจากน้ํามันปาล์มด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่ดิฉันอยากจะหารือก็คือ ดิฉันเองได้รับหนังสือจาก สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ลงวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาค่ะ ที่ สผ ๐๐๐๑/๑๓๕๕ ตอบข้อหารือของดิฉันในกรณี เรื่อง การขอให้ขุดลอกหรือกําจัดเศษสวะในพื้นที่บึงหนองบัวใหญ่ อําเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งตรงนี้ดิฉันเคยอภิปรายเอาไว้ว่ามีพื้นที่ประมาณ ๖๐๐ กว่าไร่ ตอนน้ําท่วมน้ําก็ล้นออกมาเป็นจํานวนมาก หน่วยงานจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตอบข้อหารือของดิฉันมา แล้วก็บอกว่าตรงบึงหนองบัวใหญ่นี้สามารถดําเนินการ ในลักษณะโครงการแก้มลิงหนองบัวใหญ่พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งจะดําเนินการศึกษาสํารวจ ออกแบบและจัดเข้าแผนก่อสร้างตามความเหมาะสมของงบประมาณที่ได้รับ ดิฉันก็ต้องฝาก ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีค่ะ คําตอบที่บอกว่าจะจัดเข้าตามความเหมาะสมของ งบประมาณที่ได้รับนี้เป็นเวลาเมื่อไรคะ อีก ๑๐ ปีหรือเปล่า เพราะว่าเท่าที่ดิฉันดูการจัดสรร งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูง่าย ๆ ค่ะ งบเพิ่มเติมงบกลางปีที่เอาเข้าไปค่ะ ตรงบริเวณที่น้ําท่วมไม่ค่อยได้งบประมาณเลย ตรงที่ไม่ท่วม อย่างเช่น อําเภอเกษตรสมบูรณ์ ท่วมน้อยแต่ได้ถึง ๓๓ โครงการ ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ
คุณไมตรี สอยเหลือง
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายไมตรี สอยเหลือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับผมขอนําปัญหาของราษฎรในเขตอําเภอสัตหีบมาเสนอต่อท่านประธาน เพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาให้ด้วย
เรื่องที่ ๑ เรื่องกําลังไฟฟ้าตกที่บริเวณ หมู่ที่ ๕ หมู่ที่ ๖ ตําบลนาจอมเทียน อําเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เวลากลางคืนไฟไม่สว่างเลย ขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นําหม้อแปลงเพิ่มกําลังไฟฟ้าให้แก่ราษฎรบริเวณดังกล่าวด้วย
เรื่องที่ ๒ ซอยเข้าหมู่บ้านกมลสุข ซอยเทศบาล ๒๐ ตําบลบางเสร่ อําเภอสัตหีบ จังหวัดบุรี ไม่มีไฟทาง มืดมาก การสัญจรไปมาไม่สะดวก มีขโมยโจรชุกชุม ขอให้ส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องดําเนินการให้ด้วย
เรื่องที่ ๓ เรื่องของประธานชุมชนต่าง ๆ ใน อปท. ได้ช่วยเหลือราชการส่วน ท้องถิ่นมาด้วยดีตลอด เห็นราษฎรส่วนอื่น ๆ มีค่าตอบแทน ค่าทดแทน ค่าครองชีพ อยากให้ รัฐบาลพิจารณาเรื่องค่าตอบแทนให้แก่ประธานชุมชนต่าง ๆ ใน อปท. ด้วยขอบพระคุณมาก ครับท่านประธานครับ
คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ดิฉัน ขอหารือท่านประธาน ๒ เรื่องนะคะ
เรื่องแรก ขอรับงบประมาณในการก่อสร้างระบบประปาหมู่บ้านแบบผิวดิน ขนาดใหญ่จากกรมส่งเสริมปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับการร้องเรียนด้วยวาจาและเอกสารจากนายสมบูรณ์ อาจปาสา ผู้ใหญ่บ้านบ้านกุดแก หมู่ที่ ๒ และนายหนูเพี้ยน สุวรรณสนธิ์ ผู้ใหญ่บ้านบ้านโนนวังแท่น หมู่ที่ ๓ ตําบลผาน้อย อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย ว่าทั้ง ๒ หมู่บ้านมีระบบประปาที่เก่าสร้าง มานานหลาย ๑๐ ปีเกิดชํารุดทรุดโทรมและระบบเสียบ่อยครั้งทําให้ประชาชนเดือดร้อน เกี่ยวกับน้ําที่จะใช้บริโภคอุปโภค ประกอบกับมีประชาชนผู้ใช้น้ําเพิ่มมากขึ้น หมู่บ้านขยายตัว ระบบประปาไม่สามารถจ่ายน้ําได้ทั่วถึง รวมประชาชนทั้ง ๒ หมู่บ้าน ๑,๕๐๐ คน ๒๘๘ ครัวเรือน
เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับการร้องเรียนจาก นางคํามุก สินสา ราษฎรบ้านลาด ตําบลโคกขมิ้น อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลยว่าลูกชาย นายอํานาจ สินสา ได้ไปขายแรงงาน ณ เมืองอัลอาซีซียาห์ในประเทศลิเบีย ในตําแหน่งช่างเชื่อม บริษัท วี ดรากอน ได้โทรมาขอ ความช่วยเหลือและประสานให้ ส.ส.หาแนวทางในการช่วยเหลือ ณ ขณะนี้ได้หยุดงาน อยู่แต่ในไซต์ (Site) งาน ข้าว น้ําใกล้หมด ไซส์งานนี้มีคนไทยรวมกันประมาณ ๙๐ คน และมี ส.ส. จังหวัดศรีสะเกษก็ฝากมาเพราะกลัวว่าไม่ได้หารือนะคะท่านประธาน จึงกราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ช่วยตรวจสอบบริษัทจัดหางาน ทั่วประเทศผู้ส่งแรงงานไทยไปประเทศลิเบียเพื่อเร่งรัดช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่อยู่ในเมือง ดังกล่าวให้กลับมาประเทศโดยด่วน กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤๅชัย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤๅชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร กระผม มีเรื่องที่จะต้องหารือท่านประธานที่เคารพสัก ๓ เรื่องครับท่านประธาน
เรื่องแรก ก็ได้รับการร้องเรียนจากราษฎรที่ปลูกพริกในปัจจุบันนี้ในเขต จังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะบริเวณบ้านนาหมาโป้ ตําบลหนองลาด อําเภอเมือง จังหวัด สกลนคร เขาบอกว่าเมื่อก่อนนั้นพริกถุงหนึ่ง ๑๒ กิโลกรัม เมื่อเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๓ ขายได้ถุงละ ๗๐๐ บาท เดี๋ยวนี้ ๑๒ กิโลกรัม ๑ ถุงขายได้เพียง ๑๐๐ บาทเท่านั้นเอง เดือดร้อนมากครับ ก็ขอให้ทางราชการได้ดูแลช่วยเหลือด้วย
เรื่องที่ ๒ เนื่องจากว่าปัญหายาเสพติดระบาดในท้องถิ่นมากเหลือเกินครับ สู้ไม่ไหว หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องสู้ไม่ไหว ราษฎรเขาบอกว่าจะไปโทษคนอื่นไม่ได้ จะไปโทษ พ่อแม่ผู้ปกครอง จะไปโทษโรงเรียน ครูบาอาจารย์ไม่ได้ จะต้องโทษเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะตํารวจ ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการการตํารวจของสภาผู้แทนราษฎรด้วย ก็พลอยเดือดร้อนด้วยครับท่านประธาน ขอฝากไปถึงกรมตํารวจด้วยให้เคร่งครัด
เรื่องที่ ๓ ประชาชนจังหวัดสกลนครเขาขอบคุณกระทรวงคมนาคมนะครับ โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีโสภณ ซารัมย์ ที่ไปช่วยปรับปรุงถนนเป็น ๔ ช่องทางจราจร ซึ่งถนนเหล่านี้ เมื่อก่อนนั้นเป็น ๒ ช่องจราจรมาตั้งแต่ ๒๐-๓๐ ปีแล้ว เพิ่งมาก่อสร้างเพิ่มเติมในปีนี้ จากเส้นทางที่สี่แยกมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนครไปทางเส้นจังหวัดอุดรธานีไปจังหวัดนครพนม หรือแม้แต่ไปอําเภอนาแก จังหวัดนครพนม ก็สร้างเป็นถนนสี่เลนหลายช่องทางครับ ขอขอบคุณครับ
คุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ใคร่ขอหารือท่านประธานในความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งขณะนี้จะเข้าฤดูแล้งมาแล้วนะครับท่านประธาน ผมไปเยี่ยมประชาชนก็เลยมาร้องเรียน เรื่องน้ําประปา บ้านกุดนาค้อ บ้านนาเรียง บ้านใหม่ไทรงาม ทั้ง ๓ หมู่บ้านมีประชากรอยู่ ประมาณ ๓,๐๐๐ หลังคาเรือนที่จะต้องไปใช้น้ําประปาอันนี้ แล้วก็แหล่งน้ําก็ขาดหายไป หนองตาเปือดนะครับท่านประธานยังไม่ได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณ ทั้งที่ประชาชนได้ ร้องเรียนมาหลายครั้งแล้ว แล้วก็บางทีก็มีหนังสือแจ้งจากกรมทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมไปบอกว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณ อยู่ดี ๆ ก็มีคนโยกงบประมาณของเขาไป อยู่ทางอําเภอบ้านดุง โยกจากอําเภอศรีธาตุไปก็ไม่รู้ว่าโยกได้อย่างไรนะครับ ชาวบ้านเขา บอกมา
แล้วก็ประเด็นเรื่องถนนไร้ฝุ่น อยากจะฝากท่านประธานให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบทได้เข้าไปดูแลในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นอําเภอไชยวานที่ผมได้เรียนท่านไปแล้ว อําเภอกู่แก้วถนนตรงนี้มันเชื่อมกันระหว่างอําเภอกู่แก้ว อําเภอวังสามหมอ อําเภอศรีธาตุ อําเภอไชยวานนะครับ อันนี้ประชาชนสัญจรไปมาลําบากมาก โดยเฉพาะถนนไร้ฝุ่นตรงเมืองท่าลี่ ผมได้พูดหลายครั้งนะครับว่าระหว่างบ้านท่าสังกับขณะนี้เป็นหลุมบ่อเป็นบ่อนะครับท่านประธาน ตําบลหนองว้าก็ต้องขอบคุณท่านด้วยนะครับ
คุณทศพล เพ็งส้ม
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับ
เรื่องแรกที่ผมจะหารือท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือ เรื่องหมู่บ้านเอื้ออาทรของอําเภอบางบัวทอง โดยเฉพาะอยู่ในตําบลบางบัวทองซึ่งอยู่ เขตเทศบาลบางบัวทองนั้น ปรากฏเขาบอกว่ามีชาบ้านเขาร้องเรียน เนื่องจากบริเวณ ดังกล่าวมีประชากรอยู่หนาแน่นมากประมาณ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ คน แต่เนื่องจากไม่มี โรงเรียนอนุบาลในหมู่บ้านเอื้ออาทร ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านอิสสระ สมชัย ได้ช่วยดําเนินการ ในการที่จะจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลประจําในหมู่บ้านเอื้ออาทรด้วย
อีกเรื่องหนึ่ง เนื่องจากขณะนี้ตํารวจในพื้นที่จังหวัดของนนทบุรี โดยเฉพาะ พนักงานสอบสวนมีจํานวนน้อยมากกับประชากร ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน ตามทะเบียนบ้าน และมีประชากรแฝงอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่เนื่องจากบุคลกรที่ทําหน้าที่ ในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีนั้น โดยเฉพาะพนักงานสอบสวนที่ดูแล เรื่องคดีมีจํานวนน้อยมากและโดยเฉพาะได้มีการจัดสรร ไปยังหน่วยงานอื่น และมีการแต่งตั้งเพิ่มเติมสถานีตํารวจภูธรเพิ่มอีกหลายแห่ง แต่ปรากฏว่า บุคลากรยังขาด ก็อยากจะฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เร่งดําเนินการจัดพนักงานสอบสวนลงในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีด้วย แล้วก็เรื่องโครงการ ในการที่จะเกณฑ์ตํารวจนั้นขอให้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นเร่งรัดดําเนินการ เพื่อจะได้มี บุคลากรมาทําหน้าที่รักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของจังหวัดนนทบุรีด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณละออง ติยะไพรัช
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ละออง ติยะไพรัช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ดิฉันได้รับคําร้องขอจากราษฎรในตําบลศรีค้ํา อําเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย เนื่องจากทาง เทศบาลตําบลแม่คําได้รับงบประมาณในการทําเขื่อนป้องกันตลิ่งพังประมาณ ๑๑ กิโลเมตร ซึ่งเป็นฟากแม่น้ําหนึ่ง แต่ตําบลศรีค้ําตั้งแต่หมู่ที่ ๓ หมู่ที่ ๔ หมู่ที่ ๗ หมู่ที่ ๘ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ของการทําเขื่อนป้องกันตลิ่งพังของตําบลแม่คําซึ่งได้รับความเดือดร้อนมาก คือเวลาฝนตก ชาวบ้านอีกฟากหนึ่งจะมีปัญหาในเรื่องของน้ําที่จะท่วมเรือกสวนไร่นาเป็นจํานวนมาก ซึ่งในข้อหารือครั้งนี้ดิฉันได้หารือทางสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วก็ได้รับจดหมายตอบรับจาก สภาผู้แทนราษฎรว่า ได้ส่งเรื่องดังกล่าวที่ดิฉันหารือให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ได้ตอบจดหมาย หารือของดิฉันด้วยว่าได้ไปดูแลพื้นที่ที่ได้ทําเขื่อนป้องกันตลิ่งพังในเทศบาลตําบลแม่คํา และจะมีปัญหากระทบถึงตําบลศรีค้ําซึ่งได้ดูแล แล้วก็จะดูแลในเรื่องของงบประมาณ ซึ่งข้อหารือของดิฉันได้หารือตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ซึ่งจนถึงเดี๋ยวนี้ดิฉันได้เข้าใจว่าทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และทางหน่วยงานรัฐบาลได้เข้าไปดูแลปรากฏว่ายังไม่มี อะไรคืบหน้าในการที่จะเข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนในส่วนนี้ แล้วก็พื้นที่เรือกสวนไร่นา ประมาณหลายหมื่นไร่
แล้วอีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันอยากจะขอให้ท่านประธานผ่านไปทางกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยว่าอยากจะให้ศึกษาและทํางบประมาณเรื่องห้วยฮางดี ซึ่งห้วยฮางดีนี้ตั้งอยู่ในเทศบาลตําบลแม่คํา ห้วยฮางดีนี้จะเป็นแหล่งที่สามารถที่จะป้องกัน ภัยแล้งและสามารถที่จะช่วยพี่น้องในเรื่องฝนตกน้ําท่วม สามารถที่จะทําให้หน่วยงานของ รัฐบาลและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ประหยัดงบประมาณในการทํา เขื่อนตลิ่งพังด้วยซ้ําไป ดิฉันขอฝากท่านประธานด้วยค่ะ
ต่อไปคุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดนครพนม ด้วยพี่น้องประชาชนร้องเรียนกันมามาก ขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใช้ จึงขอให้ นายกรัฐมนตรีได้ช่วยเหลือชาวอําเภอบ้านแพง ชาวอําเภอนาทม ชาวอําเภอศรีสงคราม และอําเภอนาหว้า รวม ๔ อําเภอ ๒๔ ตําบล ๒๘๐ หมู่บ้าน เพราะการประปาส่วนภูมิภาค ไม่มีงบประมาณขยายเขตประปา เทศบาล อบต. กระทรวงมหาดไทยก็ไม่มีงบประมาณ จึงขอให้นายกรัฐมนตรีได้จัดงบกลางไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใช้ ได้ขุดเจาะน้ําประปา น้ําบาดาล และก่อสร้างโรงผลิตน้ําดื่มสะอาดดื่มได้ให้ทุกโรงเรียนและ ทุกหมู่บ้าน ลงทุนเพียงแห่งละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถือว่าถูกมาก เพื่อให้ประชาชนมีน้ําดื่มน้ําใช้ เพราะน้ําคือชีวิต ปัญหาคนในชนบทคือขาดแคลนน้ํา ปัญหา คนในเมืองหลวงคือขาดแคลนน้ํามันปาล์ม คนในชนบทยากจน ไม่มีเงินซื้อน้ํามันปาล์มอยู่แล้ว จึงขอให้นายกรัฐมนตรีได้แก้ไขการขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใช้ให้รวดเร็ว เหมือนการแก้ไขการ ขาดแคลนน้ํามันปาล์ม รัฐบาลลงทุนสร้างรถไฟสายสีม่วง สายสีส้ม แต่ละเส้นทางเป็น หมื่นล้านบาทแสนล้านบาทยังสร้างได้ คนในชนบทจึงขอให้ได้ไปช่วยเหลือคนที่ห่างไกลด้วย และเดือดร้อนหลายหมู่บ้านเพราะน้ําขุ่น สกปรก เป็นสนิม น้ําประปาไม่ไหล ผลวิจัยของ กระทรวงสาธารณสุขที่ผมเคยให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรีได้วิจัยว่าลูกหลาน เด็กนักเรียน ในชนบทดื่มน้ําที่มีสารตะกั่วที่มีสนิมทําให้สมองไม่ดีกลายเป็นเด็กที่ไม่ฉลาด จึงขอให้รัฐบาล ได้เร่งรัดแก้ไขการขาดแคลนน้ําดื่มน้ําใช้ให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่ ในชนบทที่อยู่ห่างไกลเป็นเรื่องสําคัญที่เดือดร้อนมากที่สุดของพี่น้องในหมู่บ้านที่ห่างไกล กราบขอบพระคุณครับ
คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ผมมีเรื่องที่ขอหารือ ๑ เรื่อง ก็คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกระผมได้เดินทางไปเยี่ยมพี่น้องบน ยอดเขาภูคีที่จังหวัดชัยภูมิพบสิ่งมหัศจรรย์ เป็นต้นปรง ป่าปรง ๑,๐๐๐ ปี เขามีต้นปรงที่สูง ปกติผมเคยเห็นต้นปรงก็อยู่ประมาณ ๑ ฟุต แต่ที่ไปเห็นครั้งนี้มีต้นปรงอยู่จํานวนมาก เขาบอกว่าเป็นพันต้น สูงระดับ ๑ เมตรถึง ๑.๕๐ เมตร จํานวนมากสวยงามมากอยู่ในป่า ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าป่าปรงพันปี โดยนักวิชาการได้ไปสํารวจและบอกว่ามีที่เดียวในโลก ไม่มีที่อื่น มีต้นปรงอยู่เป็นพันต้น ขณะนี้ก็มีคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวไปลักลอบขุดเอาต้นปรงมา แล้วก็ทางองค์การบริหารส่วนตําบลท่ามะไฟหวาน อําเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ องค์การบริหารส่วนตําบลซับสีทอง อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ได้เข้าไปเพื่อที่จะปกป้องดูแล มีการปรับปรุงเส้นทางขึ้นไปเพื่อที่จะให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมและจัดเวรยาม แต่เข้าใจว่า ทางเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตาดโตน ไม่มีนโยบายที่จะให้ไปเฝ้าไปก่อสร้างห้องสุขา เพราะคนที่ จะไปเฝ้าก็ต้องมีห้องสุขา มีบ้านพัก มีที่จอดรถต่าง ๆ ก็ขอฝากถึงทางอุทยานแห่งชาติตาดโตนว่า ขอให้พี่น้องประชาชน ให้ อบต. ได้เข้าไปปกป้องดูแล สร้างห้องสุขา สร้างที่พักคนเฝ้านะครับ ขอบคุณครับ
คุณศุภชัย ศรีหล้า
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ขอประทานกราบเรียนถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกรณี พริกสดมีราคาตกต่ํา ท่านประธานที่เคารพครับ จังหวัดอุบลราชธานีปลูกพริกเป็นจํานวนมาก ทั้งพี่น้องอําเภอม่วงสามสิบ อําเภอเมือง อําเภอเหล่าเสือโก้ก อําเภอดอนมดแดง รวมถึง พี่น้องอําเภอตาลสุมด้วย วันนี้ราคาพริกสดกิโลกรัมละเพียง ๑๔ บาทเท่านั้น ในขณะที่เรา ต้องจ้างเก็บกิโลกรัมละ ๖ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้ทราบว่าท่านนายกรัฐมนตรี มีความประสงค์จะประกันราคาพืชผลทางการเกษตรทุกตัว ทุกชนิด ก็ขออนุญาตกราบเรียน เพิ่มเติมด้วยว่าในกรณีพริกสดก็ขอให้ท่านได้บรรจุหรือนําเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการประกันราคา พืชผลในปีการเพาะปลูกต่อไปด้วย
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานที่เคารพ กรณีของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรที่ ประสบปัญหาหนอนกอ หรือที่บ้านผมเรียกกันว่าข้าวตายขาว ผมได้นําเรียนต่อที่ประชุม แห่งนี้แล้ว แล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาประกาศให้พื้นที่จังหวัดอุบลราชธานีเป็นพื้นที่ ภัยพิบัติจากแมลงศัตรูพืชกรณีหนอนกอ ในขณะเดียวกันก็มีพี่น้องประชาชนไปลงทะเบียน เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือเป็นจํานวนมาก วันนี้พี่น้องยังรอคอยการช่วยเหลือจากรัฐบาลอยู่ ก็ขอให้ท่านได้กรุณาเร่งรัดไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ากรณีเงินชดเชยเหล่านั้นให้กรุณารีบ จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนด้วย
เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน คือเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ในการเพาะปลูกในช่วงฤดูแล้ง ผมได้นําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้เรื่องของความเดือดร้อนและ ความต้องการของพี่น้องประชาชนกรณีการติดตั้งสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้า ได้นําเรียนถึง การติดตั้งสถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้า บ้านวังมนบ้านเดือยไก่ ตําบลหนองเหล่า อําเภอม่วงสามสิบ สถานีสูบน้ําด้วยไฟฟ้า บ้านสงยาง บ้านดอนไม้คูณ ตําบลเหล่าบก อําเภอม่วงสามสิบ วันนี้ พี่น้องประชาชนพร้อมแล้วครับ อนุมัติที่ทางเรียบร้อยแล้ว ขาดแต่เพียงงบประมาณครับ ท่านประธาน ก็ขอให้ได้เร่งรัดเรื่องนี้ด้วย ขอบพระคุณครับ
คุณสิรินทร รามสูต เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน สิรินทร รามสูตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดน่าน อยากจะขอหารือกับท่านประธานสภา ถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ตําบลถืมตอง คือ นางสุดสงวน พระพล ได้เข้ารับ การอบรมโครงการต้นกล้าอาชีพของศูนย์การเรียนรู้ตําบลถืมตองเป็นระยะเวลา ๓ เดือน ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม ถึงวันที่ ๒ พฤศจิกายน แต่ว่าผู้ที่ เข้ารับการอบรมทั้งหมดมีอยู่ ๔๘ คน และได้รับการสนับสนุนงบประมาณเข้าอบรมเป็น ๓ งวด ซึ่ง ๔๑ คนได้รับการสนับสนุน งบประมาณครบ ๓ งวด แต่ยังอีก ๗ คนนะคะ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการเข้า อบรมงวดที่ ๑ งวดที่ ๒ แล้ว แต่งวดที่ ๓ นั้นยังค้างอยู่อีก ๗ คนที่ไม่ได้รับการสนับสนุน หรือการดูแลในงวดที่ ๓ ก็อยากจะขอฝากไปยังท่านประธานสภาสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งไป ยังผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดูแลผู้ที่เข้ารับการอบรมทั้ง ๗ คนด้วย ขอบคุณค่ะ
คุณสุกิจ อัถโถปกรณ์
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่องครับ
เรื่องที่ ๑ ถนนสายใสขุดหิน-ห้วยน้ําซับ หมู่ ๙ ตําบลน้ําผุด อําเภอเมือง จังหวัดตรัง ยาวประมาณ ๒ กิโลเมตร ยังเป็นถนนลูกรัง ปัจจุบันสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็มีร่องทางน้ําไหลกลางถนนด้วย ลําบากต่อการสัญจร ขอให้ทางหลวงชนบททําเป็น ถนนมาตรฐานไร้ฝุ่นด้วย
เรื่องที่ ๒ ถนนสายห้วยไทร-ปากห้วย ในความดูแลของทางหลวงชนบทในช่วง บ้านใสขุดหินถึงบ้านปากห้วย หมู่ที่ ๙ และหมู่ที่ ๖ ตําบลน้ําผุด อําเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นถนนลาดยาง ปัจจุบันชํารุดมากครับ ผิวถนนเละเทะไปหมดเนื่องจากว่ามีรถบรรทุก ไม้ยางพาราผ่านบ่อย แล้วน้ําหนักมากทีเดียว จนชาวบ้านเขาทนไม่ได้ครับต้องเรี่ยไรเงินกัน มาซื้อปูนซีเมนต์มาโปะแต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย ถนนสายนี้ก็ยังชํารุดอยู่ ถ้าจะซ่อมตอนนี้ ซ่อมเล็กน้อยไม่ได้แล้วครับต้องปูผิวใหม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นขอให้รีบดําเนินการด้วย เพราะว่าชาวบ้านกําลังเดือดร้อนแล้วก็กําลังอยู่ในช่วงหน้าแล้ง
เรื่องสุดท้ายเรื่องที่ ๓ เรื่องของฝายห้วยครก ซึ่งอยู่ที่บ้านทุ่งนา หมู่ที่ ๒ ตําบลน้ําผุด เป็นแหล่งน้ําประปาของหมู่บ้านซึ่งจัดสร้างโดยงบมิยาซาวา ปัจจุบันปรากฏว่าร้าว ทําท่าว่าจะพังมาถ้าไม่รีบซ่อมแซม ก็ขอให้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยเข้าไป ดําเนินการซ่อมแซมด้วย ขอบคุณครับ
คุณอํานวย คลังผา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ขอหารือ ๓ เรื่อง ต่อท่านประธานดังนี้ครับ
เรื่องแรก เรื่องกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้ให้นโยบาย เรื่อง ไม่ให้เด็กนํา หนังสือกลับบ้าน ซึ่งโครงการนี้ทําให้เด็กอ่านหนังสือไม่ออก ก็อยากจะให้ทางกระทรวงศึกษาธิการ ทบทวนผ่านท่านประธานนะครับว่าขอให้เด็กนําหนังสือกลับบ้านให้ไปอ่านได้ นี่คือเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ โครงการไทยเข้มแข็งของตําบลสระโบสถ์ อําเภอสระโบสถ์ จังหวัดลพบุรี ทั้งตําบลยังไม่ได้รับงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็งเลย ก็อยากจะฝากท่านประธาน ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งดําเนินการโครงการไทยเข้มแข็งให้กับตําบลสระโบสถ์ อําเภอ สระโบสถ์ จังหวัดลพบุรีด้วยครับ
เรื่องที่ ๓ คือเรื่องต่อเนื่องของเงินชดเชยการทํานารอบ ๒ ของบ้านชัยบาดาล ตําบลชัยบาดาล และบ้านมะกอกหวาน และตําบลมะกอกหวาน อําเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี ซึ่งพี่น้องประชาชนได้ยื่นเรื่องผ่านเกษตรตําบลไป ธ.ก.ส. ซึ่งในขณะนี้ยังไม่ได้รับงบประมาณ ในเรื่องของค่าชดเชยจากการทํานารอบ ๒ ก็อยากจะฝากท่านประธานให้เร่งรัดดําเนินการ ให้หน่วยงานได้ช่วยเหลือกับพี่น้องทํานารอบ ๒ ด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายสุทธิ ปัญญาสกุลวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต ๘ พรรคประชาธิปัตย์
เรื่องแรก ขอหารือท่านประธานสภา เรื่องมีอยู่ว่าพี่น้องประชาชนต่างดีใจครับ จะขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ บุณยเกียรติ ที่ได้จัดซื้อที่ดินและสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนวชิรธรรมสาธิต ได้แก้ปัญหาเรื่องที่เรียน และปัญหาจราจรรอบข้างของโรงเรียน ซอย ๙๓ ซอย ๑๐๑/๑ ที่เชื่อมต่อกัน และถูกแก้ไขในเวลา เดียวกัน โดยท่านได้เลขาธิการ ดอกเตอร์ชินภัทร ภูมิรัตน์ เลขาธิการ สพฐ. ได้จัดงบประมาณ ๑๘ ล้านบาทและงบของท่านนายกรัฐมนตรีอีก ๗๐ ล้านบาท รวม ๘๙ ล้านบาท ขณะนี้ เรื่องอยู่ที่สํานักงบประมาณกําลังจะเข้า ครม. ครับ พี่น้องประชาชนชาวพระโขนงตั้งความหวัง และขอฝากขอบคุณมาด้วยครับ
เรื่องที่ ๒ ถนนอุตสาหกรรมภาคตะวันออกปู่เจ้าสมิงพราย-คลองเตย เป็นโครงการในพระราชดําริของในหลวงครับ ซึ่งขณะนี้ได้ทําแค่ปู่เจ้าสมิงพราย-สําโรง ส่วนสําโรง-คลองเตยนิ่งนานมาหลายปีแล้ว หากได้ขยายจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดจาก ถนนสุขุมวิทและถนนพระรามสี่เป็นอย่างดี ไม่ทราบว่าติดที่ปัญหาอะไรครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านโสภณ ซารัมย์ ก็ช่วยตอบให้พี่น้องประชาชน ที่ผ่านสัญจรไปมาด้วยความทุกข์นะครับ ในย่านสรรพาวุธ บางนา พระโขนง คลองเตย ได้รับทราบด้วย จักขอบคุณมากครับท่านครับ
คุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ โครงการสี่เหลี่ยมเศรษฐกิจระหว่างไทย-จีน-พม่า-ลาว ที่ท่านทักษิณได้วางโครงสร้างไว้ขณะนี้โครงการนั้นได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว แต่มีปัญหาเรื่อง ถนนสี่เลนตั้งแต่เชียงของไปจนถึงอําเภอเทิง ปรากฏว่ามีการถมดินสูงผิดปกตินะครับ บ้านชั้นเดียวนี่มิดหลังคาเลย บ้านสองชั้นคือไปถึงชั้น ๒ แล้วบ้านที่อยู่ติดถนนนั้น ไม่สามารถที่จะเข้าบ้านได้ รถก็จอดไม่ได้ ทําไมถนนสายนี้ถึงถมดินสูงผิดปกติ มีการคอร์รัปชัน (Corruption) หรือไม่เกี่ยวกับการถมดิน พี่น้องประชาชนถูกปิดกั้นทางเข้าบ้าน ระยะทาง ตั้ง ๕๐ กิโลเมตร ท่านประธานครับ ผมอยากจะบอกไปทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วยไปดูหน่อยว่าโครงการนี้มีการคอร์รัปชันเรื่องการถมดินหรือไม่ ทางเข้าบ้านพี่น้อง ประชาชนเข้าไม่ได้ หลายคนได้ขายบ้าน ประกาศขายบ้านแล้วพยายามที่จะย้ายหนีจาก ถนนสี่เลนนี้ ทั้ง ๆ ที่ความเจริญมาแต่ชาวบ้านจําเป็นจะต้องขายบ้านหนีความเจริญ ท่านประธานครับ ปรากฏว่ามีนักการเมืองระดับชาติครับ มีโรงโม่หินของตัวเอง มีบริษัท ของตัวเองไปรับเหมาตรงนี้ครับ ปรากฏว่านักการเมืองคนนั้นได้ย้ายพรรคจากพรรคการเมืองเดิม แล้วก็ได้งบประมาณสูงมาก ทําให้ผมไม่แน่ใจว่าการที่ได้งบประมาณเยอะนั้นได้สร้าง ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนนั้น มีการคอร์รัปชันกันมากมายหรือเปล่า พี่น้อง ชาวเชียงของฝากบอกมาเดือดร้อนมาก เข้าบ้านไม่ได้จะต้องขายบ้านหนี บางคนอายุ ๖๐-๗๐ ปี ไม่สามารถที่จะสร้างบ้านใหม่ได้ จําเป็นต้องขายครับ แล้วอนาคตเมื่อถนนเสร็จคนเชียงของ ก็ต้องย้ายหนีจากเชียงของ ผมฝากท่านประธานว่าช่วยกลับไปดูหน่อยว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชย เพื่อสร้างบ้านใหม่ให้กับพี่น้องประชาชนชาวเชียงของหรือไม่ ขอบคุณครับ
คุณสงกรานต์ จิตสุทธิภากร
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สงกรานต์ จิตสุทธิภากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดนครสวรรค์ วันนี้ผมมีเรื่องรบกวนท่านประธาน ๒ เรื่อง อยากให้ท่านประธานแจ้ง ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เรื่องแรก ก็เป็นปัญหาภัยแล้งที่อําเภอท่าตะโก ที่ตําบลพนมเศษ เมื่อวันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมได้ไปเยี่ยมพี่น้องที่หมู่ ๔ ปรากฏว่าคลองข้อเล็งรายซึ่งปกติได้รับน้ํามา จากบึงบอระเพ็ดขณะนี้มีการตื้นเขินมาก แล้วก็พี่น้องทํานากันอยู่เป็นหมื่น ๆ ไร่ ต้องร่วมกันเอาเครื่องสูบน้ํามาสูบ แล้วก็ต้องขอบริจาคน้ํามันจากหลาย ๆ ส่วน ก็อยากให้ท่านประธานแจ้งไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ฝากช่วยดูแลพี่น้องในตําบลพนมเศษที่ตําบลท่าตะโกด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องเกี่ยวกับชาวนาที่ไปเช่านาของเจ้าของที่ซึ่งเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ปรากฏว่าทาง ธ.ก.ส. นั้นไม่ได้ให้ขึ้นทะเบียน ผู้เช่าขึ้นทะเบียนนะครับ แต่ให้เจ้าของ ที่ไปขึ้นทะเบียนโดยตรง ทําให้ขณะที่ชาวนากําลังจะเกี่ยวข้าวแล้วกําลังจะขายข้าวไม่สามารถ ได้รับส่วนต่างจากนโยบายประกันรายได้ของเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลตั้งใจที่จะให้ผู้ที่เช่านะครับ จึงอยากให้ทาง ธ.ก.ส. ได้ดําเนินการแก้ไขในเรื่องนี้ ขอให้ผู้เช่า ซึ่งเป็นผู้เช่า แล้วก็ได้ทํานา จริงนั้นได้รับส่วนแบ่งโดยตรง เพราะว่าขณะนี้กลายเป็นว่าเจ้าของนานั้นได้รับประโยชน์ ๒ ทาง คือได้จากค่าเช่านาแล้ว ยังได้ยังจากส่วนต่างของการขายข้าวด้วย อันนี้ก็เป็นพี่น้องในอําเภอ ท่าตะโก ตําบลพนมรอก แล้วก็อีกหลายส่วนของอําเภอท่าตะโก ก็ฝากเรื่องนี้ให้ท่านประธาน แจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไป พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตํารวจโท สมชาย เพศประเสริฐ โคราช พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ๒ เรื่อง
เรื่องแรก คือเรื่องที่ทหารของกรมธนารักษ์ที่อยู่ในความดูแลของทหาร ที่อําเภอปากช่อง ที่ตําบลหนองสาหร่าย ตําบลจันทึก แล้วก็ตําบลวังไทร ๓ ตําบลครับ ท่านประธาน วันนี้มีปัญหากันระหว่างทหารกับพี่น้องประชาชนค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งที่บ้านฝายมอญพัฒนา ผมเรียนว่าวันนี้กระทรวงการคลังกับทางทหารน่าที่จะต้องคุย กันให้จบ แล้วก็ขีดเส้นให้ชัดเจนว่าส่วนไหนที่ราชการจะเอาไว้ใช้ตามนโยบายรัฐบาล คืนพื้นที่ส่วนที่ไม่ใช้แล้วมาสู่พี่น้องประชาชน ถ้าเกิดว่าไม่ทําอย่างนี้ปัญหาก็จะบานปลายครับ ท่านประธาน ฝากไว้ด้วยความเคารพว่านี่คือสิ่งที่กระทรวงการคลังจะต้องเร่งรัด ทหาร กระทรวงกลาโหมเองจะต้องแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นอยู่อย่างปัจจุบันแล้วก็มีปัญหากับ ชาวบ้านตลอด แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านซับหินแก้ว ท่านประธานครับ ที่อยู่ในที่ทหาร ทุกหมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้หมดแล้ว อยู่ใกล้ตลาดนิดเดียว เข้ามาสภาก็หลายครั้ง วันนี้ทหาร ยังไม่ยอมให้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคปักเสาพาดสาย อาทิตย์หน้านี้ทั้งหมู่บ้านจะเข้ามา ที่ทําเนียบ ท่านประธานครับ ผมพยายามแล้วในฐานะผู้แทนราษฎรที่จะนําเข้าสู่สภา แต่วันนี้ หน่วยราชการไม่ให้ความสนใจ ไม่ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ก็ช่วยไม่ได้ครับท่านประธาน
เรื่องที่ ๒ เรื่องการอภิปรายในสภา ท่านประธานครับ อยู่ในดุลยพินิจของประธาน อดีตที่ผ่านมาเราอภิปรายกันในสภา ใครที่จะอภิปรายต้องมานั่งในสภาแล้วก็ยกมือเพื่อหารือ หรือจะแสดงความคิดความเห็น โดยท่านประธานเป็นผู้ชี้ว่าจะให้ใครอภิปราย เพราะฉะนั้น ส.ส. ใหม่ ๆ ก็มีโอกาสเกิดในสภา ในสภาก็จะมี ส.ส. อยู่มากมายหลายท่านหลายคนเพื่อที่จะ ยกมือแล้วก็แสดงความคิดเห็น อยู่ในดุลยพินิจของท่านประธาน แต่ ณ วันนี้แต่ละพรรค การเมืองก็จะให้เข้าชื่อในทุกครั้ง แล้วก็ส่งไปยังท่านประธาน ท่านประธานครับนี่คือปัญหา ๑. ในสภาเราจะโหรงเหรง ๒. เด็กใหม่ ๆ ส.ส. ใหม่ ๆ ขอโทษทีนะครับ ส.ส. ใหม่ ๆ ไม่มีโอกาสเกิดทางการเมือง เพราะบางคนไม่กล้าที่จะเข้าชื่อ ไม่กล้าที่จะไปขอ ไม่กล้าที่จะ ไปเทียบวุฒิ ซึ่งผมได้คุยกับท่านวิทยาแล้ว ท่านก็เห็นด้วยว่าให้ผมหารือกับท่านประธาน อยากจะเห็นภาพเดิม ๆ ของสภาเราดูดีขึ้นนะครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน
คือเรื่องนี้เป็นเรื่องระบบ ที่เคยทํามาอย่างไรต้องไปอย่างนั้น เพราะยกมือพร้อมกัน ๑๐ คน คุณจะไปชี้คนใดคนหนึ่ง ไม่ได้ ฉะนั้นก็เขาจึงให้มีวิป (Whip) ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล วิปเป็นคนที่เสนอเข้ามาแล้ว ทําไม ส.ส. ใหม่ทําไมไม่บอกวิปให้วิปเขากรอกชื่อมันก็หมดปัญหา ก็เรียนให้ทราบแค่นี้ครับ ต่อไป คุณผ่องศรี ธาราภูมิ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันมีเรื่อง กราบเรียนหารือท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะคะ สืบเนื่องจากดิฉันได้รับเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ตําบลโคกสลุง อําเภอพัฒนานิคม ตําบลแห่งนี้เป็นตําบลขนาดใหญ่มีประชากรประมาณหลายพันหลังคาเรือน รวมยอด ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าคน เป็นตําบลที่อยู่ติดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ แล้วก็มีพื้นที่ตําบลอยู่ต่ํา กว่าระดับน้ําในเขื่อน หมายความว่าตอนที่ก่อสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นั้นได้เวนคืนที่ดินไป หลายตําบล หลายหมู่บ้าน แต่เนื่องจากเป็นตําบลขนาดใหญ่ก็ไม่ได้เวนคืน แต่ใช้วิธีสร้างพนัง กั้นน้ําซึ่งเป็นคันดินยาวประมาณ ๔.๗ กิโลเมตร เพื่อเป็นคันกั้นน้ํา เมื่อระดับน้ําเก็บเต็มเขื่อน ก็จะสร้างความหวั่นไหวให้กับพี่น้องประชาชนทุกครั้งทุกปี โดยเฉพาะปีที่แล้วที่ระดับน้ําสูงมาก ทีนี้ในทางวิชาการคันดินแห่งนี้จะต้องมีการซ่อมบํารุงครั้งใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ ๑๐ ปี ขณะนี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้เปิดเก็บน้ําตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ประมาณ ๑๓-๑๔ ปีแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้มีการตรวจซ่อมบํารุงครั้งใหญ่ จากเหตุการณ์นี้ก็ทําให้สร้าง ความหวั่นไหว ก็ฝากกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีให้ได้จัดสรรงบประมาณ แล้วก็ดูแลซ่อมบํารุงพนังกั้นน้ําดังกล่าว พร้อมทั้งพัฒนาหนองใหญ่ที่อยู่ริมเขื่อนให้เป็นแก้มลิง กรณีที่น้ําล้นหูเขื่อนก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้หมดความหวั่นวิตกแล้วก็หวาดระแวงนะคะ
สําหรับอีกเรื่องหนึ่งก็ขอกราบเรียนไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย ให้ช่วยเร่งรัดตามที่คณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์โคนมได้อนุมัติเรื่องการปรับราคา น้ํานมดิบ ขอให้ได้ผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยเพื่อช่วยเหลือพี่น้อง เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากขณะนี้อาหารโคนมค่อนข้างสูงมาก ก็ไม่คุ้มกับต้นทุน ค่าน้ํานมดิบนะคะ ก็ขอฝากกราบเรียนไว้ ๒ เรื่อง ขอบพระคุณค่ะ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สกลนคร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ช่วยแรงงานไทยในลิเบียที่อยู่ ไซต์งานรอบนอก ดิฉันได้รับเรื่องราวร้องทุกข์จากพี่น้องประชาชนจากจังหวัดสกลนคร จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา ที่จังหวัดหนองคายด้วยค่ะ ที่อยู่ในไซต์งานเดียวกันที่อยู่รอบนอก เมื่อคืนนี้ตีหนึ่งค่ะท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้รับ โทรศัพท์สายตรงว่าไซต์งานรอบนอกนั้นโดนปล้น เขาทราบแล้วว่าเขาจะโดนปล้นเขาก็เลย ซ่อนโดยการฝังอาหารไว้ในพื้นดิน แต่ก็ไม่วายที่จะโดนปล้นอยู่ตลอดเวลา มี ๕ บริษัทด้วยค่ะ ที่ได้รับเรื่องเมื่อคืนนี้นะคะ คนงานที่ไปกับบริษัท บอสน่า ออยล์ เซอร์วิส บริษัท ดองอา บริษัท เวิร์ล ทาวเวอร์ บริษัท ๓ พี บริษัท ทาริโก้ แล้วก็บางบริษัทนั้นเดี๋ยวนี้เดินทางด้วยรถ ถึงสถานทูตอียิปต์แล้วประมาณ ๕๐๐ กว่าคน แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้กลับบ้าน ซึ่งรายชื่อ ทั้ง ๕ บริษัทอยู่กับดิฉัน ๒๖ คนค่ะ ซึ่งจะยื่นเป็นหนังสือต่อท่านประธานเพื่อจะได้ไม่รบกวน เวลาของผู้อื่น ท่านประธานที่เคารพคะ ช่วยหน่อยเถอะค่ะ ดิฉันได้รับโทรศัพท์ สายตรงนั้นได้ยินพี่น้องประชาชนบอกว่าขอบารมีขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ คุ้มเกล้าคุ้มกระหม่อมให้ได้กลับประเทศไทยด้วยเถอะ นั่นคือเสียงวิงวอนร้องขอความเป็นธรรม ดิฉันร้องขอความเป็นธรรมต่อ หวังว่าจะได้ยินไปถึง รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วยความเคารพเป็นอย่างยิ่งค่ะ นําหัวหน้าครอบครัวจาก ประเทศลิเบีย สู่อ้อมกอดอันอบอุ่น เป็นเนื้อนาบุญของรัฐบาลค่ะท่านประธาน
หมดเวลาแล้ว คุณพูดเอง เมื่อสักครู่ว่าไม่รบกวนเวลาเขา ต่อไปคุณพุฒิพงศ์ สงวนวงชัย เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดชัยภูมิ กระผมมีเรื่องที่จะขอหารือกับท่านประธานเกี่ยวกับ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอยู่ ๓ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ พี่น้องหมู่บ้านโคกพะงาด หมู่ที่ ๒ ตําบลโคกเพชรพัฒนา อําเภอบําเหน็จ ณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ และบ้านไทรงาม หมู่ที่ ๗ ตําบลโป่งนก อําเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ มีความเดือดร้อนเรื่องน้ําสะอาดในการใช้สอยเนื่องจากไม่มีระบบประปา จึงมีความประสงค์ ที่จะขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออนามัย สภา อนามัยในการที่จะของบประมาณก่อสร้างประปาหมู่บ้านแบบผิวดินเพื่อบรรเทาความ เดือดร้อนให้แก่พี่น้องในเรื่องน้ําใช้สอย
เรื่องที่ ๒ ถนนลาดยางสายช่วงบ้านดอนทะยิงหมู่ที่ ๖ อําเภอบําเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ ถึงบ้านหนองกก หมู่ที่ ๘ ตําบลเดียวกัน ในช่วงที่ผ่านมา ช่วงที่เกิดอุทกภัย น้ําท่วมใหญ่ ปรากฏว่าน้ําได้ท่วมทําให้ถนนเป็นหลุมเป็นบ่อเกิดความเสียหาย ทางองค์การ บริหารส่วนตําบลบ้านเพชรได้มีหนังสือร้องเรียนมาถึงผมขอให้ช่วยจัดหางบประมาณ ในการไปซ่อมผิวทางให้ทางชาวบ้านด้วย ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้อง จึงกราบเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโปรดให้การสนับสนุนด้วย
เรื่องที่ ๓ ในหมู่บ้านคําปิง หมู่ ๖ ของตําบลบ้านเพชร อําเภอบําเหน็จณรงค์ จังหวัดชัยภูมิ เช่นเดียวกันครับ ในช่วงที่มีน้ําท่วมใหญ่น้ําได้ท่วมหลากลงมาทําให้ ฝายชลประทานที่อยู่ที่บ้านคําปิง หมู่ ๖ ซึ่งฝายแห่งนี้มีสะพานอยู่ด้านบน เสียหายนะครับ
หมดเวลาแล้วครับ ต่อไป คุณนิคม เชาว์กิตติโสภณ เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นิคม เชาว์กิตติโสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปาง ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานเพื่อฝากไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับเรื่องแรงงานไทยที่ค้างอยู่ใน ประเทศลิเบียในปัจจุบัน ที่ประเทศลิเบียเกิดปัญหาเรื่องการเมือง แรงงานไทยที่ค้างอยู่ใน ประเทศลิเบียมีเป็นชาวจังหวัดลําปางอยู่ประมาณ ๖๐๐ คนถึง ๗๐๐ คน ขณะนี้แรงงาน ดังกล่าวได้ติดต่อและก็ให้ญาติ ให้ทางภรรยามาติดต่อมาทางผมเพื่อขอหารือท่านประธาน ขอรัฐบาลช่วยดูแล เพราะว่าตอนนี้ในแคมป์ (Camp) งานต่าง ๆ ไซต์ (Site) งานต่าง ๆ นั้น มีการตัดน้ําตัดไฟ ขาดแคลนอาหารและก็น้ําดื่ม และก็อยู่ในสภาวะที่เสียขวัญกําลังใจนะครับ ซึ่งไซต์งานต่าง ๆ อย่างเช่นที่เมืองซาบามีแรงงานที่ค้างอยู่ เช่น นายเปลี่ยน ปิงจันทร์ นายปัญญา เชยสุข แล้วที่ตริโปลี นายฉันทัศน์ วงศ์พิโร นายผัด คําลือ ที่เมืองเบงกาซี ก็มีนะครับ เช่น นายสมเกียรติ วรรธโร นายจันติ๊บ ใจเรือน นายบุญมี สุภา และที่แคมป์ คนงาน เมืองทาจูรา อย่างเช่น นายสมศักดิ์ ดวงคํา แล้วอีกหลาย ๆ ร้อยคนที่ยังตกค้างอยู่ อยากจะขอให้ท่านประธานช่วยประสานงานไปยังรัฐบาล ช่วยดําเนินการ ผมขอขอบคุณ รัฐบาลที่ดําเนินการไปแล้วนะครับ แต่คิดว่าน่าจะเร่งรัดได้มากกว่านี้ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน
ขณะนี้มีสมาชิกเซ็นชื่อ เข้าประชุม ๒๔๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ กระผมขอดําเนินการประชุม ตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องกระทู้ถาม ไม่มี นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
รับทราบเรื่องวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว
ประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งว่าในคราวประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ ๖ (สมัยสามัญทั่วไป) วันจันทร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่ประชุมได้ลงมติเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว จํานวน ๓ ฉบับ คือ
๑. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายรัฐสภา พ.ศ. ....
๒. ร่างพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
๓. ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะและเงินประจําตําแหน่ง ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
จึงแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ ซึ่งเราจะพิจารณาต่อไป แต่ผมขอเรียนต่อที่ประชุม นะครับ อยากจะขอปรึกษาหารือท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติของสภาแห่งนี้ ซึ่งพระราชบัญญัติ ของสภาที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแล้วได้ส่งไปยังวุฒิสภา วุฒิสภาได้ แก้ไขเพิ่มเติม ๒ ฉบับ อยู่ในระเบียบวาระที่ ๒๒ และระเบียบวาระที่ ๒๓ นะครับ ผมอยากจะขอพึ่งใบบุญ เพราะว่าพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับดังกล่าวก่อนที่จะทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ต้องรวมไปทั้ง ๔ ฉบับ ผ่าน ๒ ฉบับ ยังเหลืออีก ๒ ฉบับ แล้วก็มีการแก้ไข เล็กน้อย ผมก็คิดว่าจะเกิดประโยชน์แก่สภา จึงขอปรึกษาที่ประชุมว่า ขอเลื่อนระเบียบ วาระที่ ๒๒ ระเบียบวาระที่ ๒๓ มาพิจารณาก่อนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมใน วันพรุ่งนี้ ท่านผู้ใดจะขัดข้องไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าที่ประชุมไม่ขัดข้อง ก็ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องของสภาเรานะครับ ก็จึงเรียน เพื่อขอความกรุณา เชิญคุณไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต่อกรณีที่ท่านประธาน ได้กรุณาปรึกษาเพื่อขอเลื่อนในเรื่องพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภาและ ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการรัฐสภาซึ่งวุฒิสภาแก้ไข ท่านประธานครับ ผมมีโอกาสได้ทําหน้าที่ที่สภามอบหมายให้ไปพิจารณาพระราชบัญญัติ ทั้ง ๔ ฉบับ ด้วยมีความสํานึกว่าเราควรจะมีกฎหมายที่ใช้เป็นของเราเอง เป็นองค์กรอิสระที่ มีศักยภาพที่จะต้องทํา ผมได้ไปติดตามการพิจารณาของวุฒิสภา ท่านก็ได้ให้ความกรุณา เห็นชอบ ๒ ฉบับ ผมเข้าใจอย่างนั้น แล้วมีแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งก็ต้องขอเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณา ความเห็นผมยินดีนะครับ เข้าใจว่าน่าจะเป็นความเห็นของฝ่ายค้าน เนื่องจากเป็นกฎหมาย ที่ได้พิจารณากันด้วยความรอบคอบ แล้วก็อยากจะให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งถ้าเลื่อนวันนี้ก็จะต้อง พิจารณาวันพรุ่งนี้ครับท่านประธาน
กราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ที่กรุณาให้สภาของเรามีกฎหมาย ขอบคุณครับ เชิญคุณชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในข้อหารือท่านประธานเกี่ยวกับจะเลื่อนระเบียบวาระที่ ๒๒ ระเบียบวาระที่ ๒๓ กรณีพิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ ซึ่งท่านประธานเองก็ได้ตรวจดูเนื้อหาสาระ สมาชิก ตัวผมเองก็ดู ประเด็นที่แก้ไขก็ไม่เป็น ประเด็นที่เป็นสาระสําคัญเพราะรับได้ ก็ไม่ติดขัดที่จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาวันพรุ่งนี้ พรุ่งนี้ เรามีวาระซึ่งบรรจุไว้แล้วคือวาระกระทู้ถามสดก็มี ๓ กระทู้ตามปกติ ก็เข้าใจว่าน่าจะใช้เวลาบ้าง หลังจากนั้นถ้าเอาพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้เข้าก็น่าจะไม่เกินครึ่งชั่วโมง เวลาที่เราจะเริ่ม อภิปรายพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมกลางปีก็เข้าใจว่าน่าจะประมาณเที่ยง ผมเรียนหารือท่านประธานว่าพรุ่งนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่สองรายมาตรา ซึ่งสมาชิก ได้แปรญัตติไว้นะครับ รวมทั้งกรรมาธิการได้สงวนความเห็นไว้ เฉพาะกรรมาธิการสงวน ความเห็นก็มีพอสมควร สมาชิกแปรญัตติไว้ทั้งหมด ๙๐ ท่าน ประเด็นที่จะใช้เวลา ผมก็อยากจะกราบเรียนถามเรียนหารือท่านประธานว่าเราจะมีสักกี่ชั่วโมง เพราะว่าในวาระ ที่สองมันเป็นเอกสิทธิของสมาชิกที่จะแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เขาได้สงวนความเห็นเอาไว้ ผมก็คิดว่าน่าจะใช้เวลาพอสมควร ๑๒ ชั่วโมงไม่น่าจะพอครับท่านประธานก็ลองกราบเรียน ท่านประธานว่าเราจะมีเวลาสักเท่าไรสําหรับงบประมาณวันพรุ่งนี้ครับ
เอาสักเท่าไรละครับ ท่านเห็นว่าสักเท่าไรครับ
ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ การกําหนดระยะเวลาคงจะลําบากสักนิดหนึ่ง แต่อาจจะมีการบริหารจัดการภายในได้ แต่ว่า มันเป็นเอกสิทธิของสมาชิกที่เขาจะแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เขาได้สงวนความเห็นหรือสงวน คําแปรญัตติเอาไว้ ผมว่าปล่อยเป็นธรรมชาติไว้ก่อนไหมครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นเรา ก็ต้องไปต่อวันศุกร์อีก
คือคราวที่แล้วเราคิดว่า ใช้เวลาเล็กน้อย แต่ก็เกินเวลาไปเกือบ ๓ ชั่วโมง ทางสภาก็คงไม่ขัดข้อง คือผมว่าเอาตาม ระบบว่าแต่ละท่าน คือผมดูแล้ว ๘๘ ท่าน ถ้าใช้คนละ ๑๐ นาที มันก็ ๘๘๐ นาที ลองหารดูครับ ก็เอาในเวลาระดับนั้น ผมไม่ขัดข้องครับ
นั่นหมายความว่าโดยประมาณ ปล่อยให้ไป ตามธรรมชาติก่อนได้ไหมครับแล้วมีการบริหารจัดการ ขอบคุณท่านประธาน
ถึงจะเลยไปวันศุกร์ก็จําเป็นครับ เพราะมันเรื่องของแผ่นดิน ก็กราบขอบพระคุณที่ได้รับความเมตตานะครับ เราก็จะพิจารณา ก่อนหลังจากกระทู้สด ร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับ แต่มีพระราชบัญญัติสําคัญอีกฉบับหนึ่งนะครับ มาตราเดียวครับ ท่านเห็นไหมที่เพิ่มเติม คือผมได้รับการประสานงานจากสํานักพระราชวัง แล้วก็ส่งเรื่องมาก็เลยเพิ่มเติม โดยเป็นเรื่องแก้ ๑ มาตราเท่านั้นครับ คือเรื่องของทหาร คือที่เป็นราชองครักษ์ของพระองค์ทั้ง ๖ พระองค์ ทหารที่เข้าไปรับราชการแล้วก็เป็น ข้าราชการบํานาญ ให้ปฏิบัติเหมือนกับหน่วยงานอื่น ๑ มาตราครับ อันนี้ก็แล้วแต่สภา จะพิจารณา ถ้าจะเอามาร่วม ผมว่า ๓๐ นาทีเช่นเดียวกันแล้วก็ไปพิจารณาเต็มสภาเลยก็ได้ แล้วก็ผ่านส่งไปวุฒิสภา เพราะเป็นเรื่องสําคัญที่พระองค์ไม่เคยขอร้องมาทางสภาครับ ตอนนี้ ก็ได้รับการร้องขอมา ก็แจ้งให้ที่ประชุมทราบ ถ้าท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาลมีความเห็น อย่างไรครับ ช่วยเอามาประกอบสักหน่อยได้ไหม ยกมาเลยครับ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องด่วน ที่ ๒๔ ใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ เดี๋ยวผมขออนุญาต ตรวจดูหน่อยนะครับ เรื่องด่วนที่ ๒๔ ร่างพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ไม่ขัดข้องครับ
๓ ฉบับไปเลยครับ ก็ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบก็แล้วกันนะครับ ต่อไปผมจะขอดําเนินการตามระเบียบวาระที่ ๔
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ผมขอกราบเรียนเชิญท่านคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ประธานคณะกรรมาธิการมี คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์ คุณไพโรจน์ พลเพชร คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ คุณอรรถพร พลบุตร เชิญครับคุณอรรถพร อยู่ ก็เชิญทางนี้ครับ มีท่านใดขึ้นมาชี้แจง เชิญครับท่านคณะกรรมาธิการ ท่านเปิดดูในนั้นก็เห็นแล้วละครับใครบ้าง คุณพีรพันธุ์ พาลุสุข คุณนิโรธ เจริญประกอบ คุณชมภู จันทาทอง คุณวรรณชัย บุญบํารุง คุณนิยม เวชกามา คุณฮอชาลี ม่าเหร็ม คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย เชิญครับ ท่านประธานมาแล้วเชิญ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้อง ประชุมเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิก เข้าห้องประชุม)
ท่านสมาชิกครับ คือพระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหาเยอะ ฉะนั้นท่านต้องนั่งอยู่ในห้องประชุมด้วยครับ ต้องโหวตทุก ๕ นาทีครับ เชิญท่านประธานแถลงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมขออนุญาต นําเสนอรายงานผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อที่ประชุมดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระผู้บริโภค พ.ศ. .... (นางสาวเฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการ คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... (นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... (นายวิชาญ มีนชัยนันท์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. .... (นายวรงด์ เดชกิจวิกรม กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระ ผู้บริโภค พ.ศ. .... (นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๑๑,๒๓๐ คน เป็นผู้เสนอ) และได้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณา กําหนดการแปรญัตติภายใน ๗ วัน โดยให้ถือเอาร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรี เป็นหลักในการพิจารณานั้น
บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพะราชบัญญัติดังกล่าวเสร็จแล้ว ปรากฏผลตามรายงานของคณะกรรมาธิการตามที่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม พร้อมข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ จึงเรียนมาเพื่อที่ประชุมได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
ต่อไปเป็นการพิจารณา เรียงตามลําดับมาตราในวาระที่สอง เชิญเลขาธิการครับ
ร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภค พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เชิญกรรมาธิการที่สงวน ความเห็นแถลง ติดใจไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง กรรมาธิการเสียงส่วนน้อยนะคะ ดิฉันขอเพิ่มเติมนิดเดียวนะคะ จากเดิม ในมาตรานี้เขียนว่า องค์กรผู้บริโภค หมายความว่า คณะบุคคลตั้งแต่สิบคนขึ้นไปไม่ว่าจะเป็น นิติบุคคลหรือไม่ก็ตาม ที่มีวัตถุประสงค์และมีการดําเนินการเพื่อการคุ้มครอง ขอเพิ่มคําว่า สิทธิผู้บริโภค เข้าไป โดยไม่แสวงหากําไรหรืออะไร นอกนั้นข้อความเหมือนเดิมทุกอย่าง โดยไม่แสวงหากําไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน และต้องเป็นอิสระ ไม่ถูกจัดตั้งหรือตกอยู่ ภายใต้อาณัติไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมของหน่วยงานราชการของรัฐหรือของผู้ประกอบการ ดิฉันมีเหตุผลประกอบว่าที่ต้องเพิ่มเติม คําว่า สิทธิ เวลาเราให้ความหมายการคุ้มครอง ผู้บริโภคต่างก็มีคนอ้างมากมายว่าตนเองก็ทําหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค อย่างเช่น เราจะเห็นมี สหกรณ์ร้านค้าที่พูดถึงว่าตัวเอง ก็คุ้มครองผู้บริโภคเพราะขายราคาถูกให้กับลูกค้า เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าการทําให้องค์กรผู้บริโภคมีความชัดเจนว่ามีการดําเนินงานเพื่อการ คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคจะทําให้องค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคสามารถเข้าไปสนับสนุน ได้ถูกตัวถูกฝาชัดเจนมากขึ้น แล้วก็จากงานวิจัยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ยืนยันว่า ขณะนี้เรามีองค์กรที่ทําหน้าที่เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคอยู่ในจํานวนที่เพียงพอไม่ต้องมี ความกังวล ขอบพระคุณค่ะ
ท่านประธาน คณะกรรมาธิการตามที่ผู้เสนอแก้ไข เอาตามผู้เสนอแก้ไขใช่ไหมครับ เชิญชี้แจงครับ
ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ตามที่ผู้เสนอแก้ไข เอาตามผู้เสนอแก้ไขใช่ไหมครับ เชิญชี้แจงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตามที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ชี้แจงนะครับ ในส่วนในที่ประชุมเราเอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก เป็นไปตามร่างเดิม
ถ้าตามร่างเดิมแต่ว่า ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการแก้ไข กรรมาธิการแก้ไขนะครับ
เอาตามคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากแก้ไข
เอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมาก แก้ไข ฉะนั้นผมก็ขอมตินะครับ ท่านสารี อ๋องสมหวัง ยังติดใจอยู่ใช่ไหมครับ
ไม่ติดใจค่ะท่านประธาน
ถ้าไม่ติดใจก็ไม่ต้องโหวต ก็เอาตามร่างที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากก็ไม่ต้องโหวตครับ ผ่านครับ เชิญต่อครับ
มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข หมวด ๑ การบริหารและ การดําเนินกิจการ คณะกรรมาธิการตัดออก
มีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีผ่านครับ
หมวด ๑ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค มีการแก้ไข
มีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีผ่านนะครับ
มาตรา ๕ มีการแก้ไข
มีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตใช้สิทธิของสมาชิกในกรณีที่กรรมาธิการได้ แก้ไขในมาตรา ๕ ท่านประธานครับ ในร่างเดิมในมาตรา ๕ เป็นเรื่องของมาตราที่ว่าด้วย การจัดตั้งองค์การขึ้นมา องค์การนี้เป็นองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เป็นนิติบุคคลและ มีฐานะเป็นหน่วยงานอิสระจากหน่วยงานของรัฐ ซึ่งเขียนตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนะครับ สิ่งที่กรรมาธิการไปตัดออกคือ ถ้อยคําที่ระบุว่าที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ผมเองต้องกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการหรือท่านกรรมาธิการที่ได้มีมติให้ตัดส่วนนี้ออก ท่านมีความประสงค์ อย่างไร ตัดออกจะมีข้อดีข้อเสียกับตัวหน่วยงานนี้อย่างไร ตัวองค์การนี้อย่างไร เพราะว่าสิ่งที่ ท่านได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตราหลัง ๆ นี้ท่านไปจัดตั้งสํานักงานขึ้นมา ผมเองต้องกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าพยายามที่จะดูสถานะขององค์การนี้หรือหน่วยงานนี้ ว่าเขาเป็นหน่วยงานอิสระจากหน่วยงานของรัฐซึ่งรัฐต้องจัดงบประมาณให้ เขียนไว้ ในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่ารัฐต้องจัดงบประมาณให้ เพราะฉะนั้นหน่วยงานนี้ต้องรับ งบประมาณจากรัฐแน่นอนก็เป็นนิติบุคคล จะมีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐหรือไม่ ไม่ได้เขียนไว้นะครับ รัฐธรรมนูญก็เขียนค่อนข้างจะกว้าง ๆ แต่เป็นหน่วยงานที่ได้รับ งบประมาณจากรัฐ แต่ในนิยามท่านประธานครับ ถ้าหน่วยงานไหนรับเงินจากรัฐแล้วก็เป็น หน่วยของรัฐ แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่เองถ้ารับเงินจากรัฐก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผมเองก็อยาก จะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการ ประเด็น การรับงบประมาณจากรัฐตรงนี้นะครับ ถ้าตัดถ้อยคําตรงนี้ออก รับอย่างไร รับตรงหรือรับ อ้อมสามารถที่จะทําคําของบประมาณได้ตรงหรือไม่ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการชี้แจง
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ส.ส. นะครับ ผม นายวรรณชัย บุญบํารุง กรรมาธิการจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับฐานะของตัวองค์การอิสระองค์กรนี้มันเป็นลักษณะที่พอจะเรียกว่าเป็นองค์กร ที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้มี แต่ไม่ใช่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญตามที่เราเข้าใจกันในหมวด เรื่องของการแต่ไม่ใช่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ตามที่เราเข้าใจกันในหมวดเรื่ององค์กรตาม รัฐธรรมนูญที่มีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่าง ๆ เพราะเนื่องจากว่าองค์กรนี้ไม่ใช่เป็น องค์กรทางการเมืองที่จะมาตรวจสอบทางการเมืองอะไรเหมือนกับองค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญซึ่งรัฐธรรมนูญกําหนดให้องค์กรในลักษณะนี้มีอยู่หลายองค์กร ซึ่งองค์กรหนึ่งที่ เพิ่งจะออกไปก็คือองค์กรคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเป็น พ.ร.บ. คณะกรรมการปฏิรูป กฎหมายปี ๒๕๕๓ ซึ่งกําหนดให้เป็นหน่วยงานองค์กรหนึ่ง แล้วก็ยังมีองค์กรหนึ่งที่ยังไม่ได้ ออกมา อย่างเช่นสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่ออกมานะครับ มันเป็นองค์กรที่รัฐธรรมนูญกําหนดให้มี เพื่อกําหนดให้มาดําเนินกิจการบริการสาธารณะอื่น ๆ แต่เมื่อถามถึงว่าการตัดคําว่า ที่ไม่ใช่ ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายวิธีการงบประมาณนั้น เนื่องจากองค์การที่ไม่ใช่เป็น ส่วนราชการต่าง ๆ อย่างเช่นองค์การมหาชนอะไรต่าง ๆ จะมีการกําหนดข้อความนี้เอาไว้ ซึ่งความหมายมันก็หมายความว่าการของบประมาณ คือเขาไม่ได้เป็นตัวส่วนราชการ เพื่อเป็นการเน้นย้ําให้ชัดว่าเขาไม่ใช่ส่วนราชการ แล้วก็ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ ซึ่งตามกฎหมาย วิธีการงบประมาณเขาจะเขียนว่าส่วนราชการใดบ้าง หรือรัฐวิสาหกิจอะไรบ้างที่จะต้องขอ งบประมาณ ตั้งผ่านมาทางกระทรวงที่กํากับดูแล แต่ในกรณีที่เป็นองค์การมหาชนอะไรต่าง ๆ หรือว่าองค์กรอิสระ อย่างเช่นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายนั้นจะมีกระบวนการขอ งบประมาณมาโดยตรงยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็จะมีสํานักงบประมาณเข้ามาตรวจสอบด้วย จะไม่มีการตั้งงบประมาณผ่านกระทรวง ทบวง กรมใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งข้อความนี้ถึงแม้จะไม่ เขียนเอาไว้ก็เป็นที่เข้าใจว่ากรณีนี้เขาไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ กรรมาธิการเห็นว่า ข้อความดังกล่าวไม่จําเป็นต้องเขียนไว้ แล้วก็ไปเอาถ้อยคําในรัฐธรรมนูญมากําหนดเอาไว้เลย ซึ่งในรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง เขียนแต่เพียงว่า ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครอง ผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ กรรมาธิการก็เลยเห็นว่าควรจะใช้ถ้อยคําของ รัฐธรรมนูญทุกถ้อยคํา โดยไม่จําเป็นต้องเติม คําว่า ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตาม กฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ก็เป็นที่เข้าใจอยู่แล้วว่าเป็นหน่วยงานอิสระจากหน่วยงาน ของรัฐ แต่การตั้งงบประมาณนั้นก็จะมีบทบัญญัติในส่วนที่จะอยู่ในร่างมาตรา ๘/๑ ซึ่งกรรมาธิการได้เพิ่มเติมวิธีการเสนองบประมาณเข้ามา ซึ่งสามารถเสนอโดยตรงไปยัง คณะรัฐมนตรีได้เลย ขอบคุณครับ
คุณทศพล เพ็งส้ม คุณทศพล เพ็งส้ม ก่อน เขาติดใจ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สําหรับ มาตรา ๕ ที่อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการ ก็คือท่านไปตัดมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง เนื่องจากมาตรา ๕ ท่านบอกว่าองค์การอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคมีวัตถุประสงค์ ให้ความเห็นในการตราและบังคับใช้กฎหมายหรือกฎเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง ก็คือมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งเป็นส่วนภาคขยายของมาตรา ๕ ผมอยากสอบถาม ทางกรรมาธิการว่าในเมื่อในส่วนของมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งเป็นส่วนของการขยายมาตรา ๕ เพราะว่ามาตรา ๑๖ เขาบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐเห็นสมควรให้ตราหรือบังคับ กฎหมาย ก็ให้หน่วยงานของท่านนั้นตรวจสอบ ผมสอบถามตรง ๆ นะครับว่าทําไมในมาตรา ๕ ถึงไปตัดมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งออก ทั้งที่เป็นส่วนขยายของมาตรา ๕ ถ้าเกิดว่าท่านไม่ตัดแล้ว มันก็จะสามารถครอบคลุมไปใช้ในมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งได้ แต่ถ้าเกิดว่าท่านตัดแล้วมันก็เป็น เพียงเหตุผลหรือวัตถุประสงค์ของการตั้งองค์กรโดยที่ไม่ผูกพันมาตรา ๑๖ สอบถามนะครับ ว่าทําไมถึงไม่ใส่มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่งไว้ด้วย ขอบคุณท่านประธาน
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตต่อเนื่องนะครับ ในประเด็นคําชี้แจงของ ท่านกรรมาธิการ ผมเองก็พยามดูหลายมาตราเป็นองค์ประกอบนะครับ เพราะท่านไปแก้ไข เพิ่มเติมในเรื่องของมาตรา ๘ ที่ว่าด้วยที่มาของงบประมาณ ในมาตรา ๘ ผมขออนุญาต ท่านประธานโยงไปนิดเดียวนะครับ ล่วงหน้าไปหน่อยเพราะว่ามันเกี่ยวเนื่องกับสถานะ ความเป็นหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญกําหนด ในมาตรา ๘ ผมขออนุญาตท่านประธานโยงไปนิดเดียวนะครับ มันล่วงหน้าไปหน่อยเพราะว่า มันเกี่ยวเนื่องกับสถานะความเป็นหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญกําหนด ท่านใช้คําว่า เป็นหน่วยงานตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด แล้วตรากฎหมายขึ้นมารองรับ สถานะหน่วยงาน ตรงนี้ ถ้าเราเขียนในกฎหมายฉบับนี้ว่าให้เขาสามารถรับงบประมาณตรงเป็นอุดหนุนทั่วไป แน่นอนครับก็ต้องผ่าน ครม. เสนอต่อทางสภา เป็นไปตามกระบวนการของงบประมาณ แต่ว่าตัวท่านเองสามารถที่จะเป็นหน่วยรับงบประมาณตรงได้ นั่นหมายความว่าเวลาจัดสรร แล้วก็โอนเข้าหน่วยงานของท่านได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ถึงแม้ท่านจะให้ นายกรัฐมนตรีรักษาการนะครับ ถ้าไม่เขียนอย่างนี้ก็ต้องผ่านสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้จัดทํา คําของบประมาณ แต่ว่าโดยกฎหมาย สภาพกฎหมายขณะนี้ท่านไปเขียนว่าให้หน่วยงานนี้ สามารถทําคําขอรับงบประมาณโดยตรงได้ ประเด็นผมก็มีคําถามอยู่นิดเดียวเพื่อที่จะได้ทํา ความเข้าใจและเพื่อนําสู่การปฏิบัติ พ.ร.บ. ว่าด้วยวิธีการงบประมาณปี ๒๕๐๒ กําหนด สถานะของหน่วยงานที่จะรับงบประมาณเอาไว้ท่านไปดูตรงนั้นหรือไม่ ว่าถ้าเราเขียนอย่างนี้ มันจะไปยึดโยงกับตรงนั้นหรือไม่ หรือมีข้อขัด หรือข้อแย้งหรือไม่ เพราะว่าหน่วยงานที่จะรับ งบประมาณก็มีคํานิยาม มีความหมายตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณปี ๒๕๐๒ ผมเพียงอยากจะทราบเท่านั้นเองว่าเราเขียนอย่างนี้จะไปมีผลต่อตรงนั้นหรือไม่ อย่างไร กราบขอบพระคุณครับ
เชิญตอบครับ
กราบเรียนท่านประธานและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ในประเด็นตรงส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการตัดมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง เป็นแต่เพียงรูปแบบวิธีการในการเขียนกฎหมายโครงสร้างเท่านั้นนะครับ ตรงส่วนมาตรา ๕ ก็จะเขียนกําหนดในตรงส่วนวัตถุประสงค์หรืออํานาจหน้าที่โดยรวมขององค์การ ซึ่งก็จะไป ลอกตามรัฐธรรมนูญมากําหนดไว้เลย ส่วนกลไกที่มีการโยงไปมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง เป็น เพียงการโยงให้เข้าใจในการอ่านกฎหมายเท่านั้น ซึ่งทางกรรมาธิการเห็นว่าไม่จําเป็น เพราะว่ามันมีกระบวนการตามมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๕ อะไรต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการได้ เพิ่มกระบวนการขึ้นมา การเขียนกฎหมายไปโยงมาตราก็เพียงเพื่อให้ความชัดเจนเท่านั้นเอง และอาจจะไม่ครอบคลุมถึงกลไกที่อยู่ในพระราชบัญญัตินี้ทั้งหมด กรรมาธิการก็เลยเห็นว่า ควรตัดออก เพราะว่ามันไม่ได้ไปกระทบกระเทือนต่ออํานาจหน้าที่ที่เขียนเอาไว้ในตอน มาตราหลัง ๆ นะครับ
สําหรับประเด็นเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณว่าการตั้งงบประมาณจะมีผล เกี่ยวกับเรื่องการตั้งงบประมาณหรือไม่ กระผมกราบเรียนว่าตรงส่วนนี้เป็นการตั้งงบประมาณ โดยตรงไปยัง ครม. โดยไม่ผ่านกระทรวง ไม่ได้ไปขอฝากไว้อยู่ในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง เป็นการตั้งงบประมาณโดยตรง ซึ่งลักษณะการตั้งงบประมาณในลักษณะนี้ก็มีของ กสทช. อะไรพวกนี้ก็สามารถดําเนินการในลักษณะนี้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับ เรื่องการตั้งงบประมาณนะครับ เพราะรูปแบบตอนในชั้นพิจารณาของกรรมาธิการก็ได้เชิญ ผู้แทนทางสํานักงบประมาณมาชี้แจงแล้ว แล้วก็ให้ดูมาตราต่าง ๆ เหล่านี้ที่กรรมาธิการ เพิ่มขึ้น ทางสํานักงบประมาณก็เห็นว่าไม่มีปัญหาใช้ได้ครับ ขอบคุณครับ
ก็พอใจนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่ติดใจ ผ่านครับ ต่อไปครับ
มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น
ยังมีกรรมาธิการติดใจครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมาธิการเสียงข้างน้อยนะครับ ในมาตรา ๗ ตามร่างเดิมและตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นชอบ กําหนดให้กิจการของ องค์การไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายประกันสังคม และกําหนดให้องค์การต้องจัด ประโยชน์ตอบแทนให้ไม่น้อยกว่ากฎหมายประกันสังคม ก็เป็นข้อความเห็นที่จะเรียนเสนอว่า องค์การนี้หากกําหนดให้มาอยู่ภายใต้ประกันสังคมและไปจัดสวัสดิการเองจะทําให้เกิดความ เหลื่อมล้ําในระบบมากยิ่งขึ้น อีกทั้งองค์กรยังมีขนาดเล็กนะครับ การกระจายความเสี่ยง เรื่องการรักษาพยาบาลอาจจะรับภาระได้ไม่ดีนัก เนื่องจากงบประมาณจํากัด ในขณะที่ กองทุนประกันสังคมมีสมาชิกเป็นล้านคนสามารถกระจายความเสี่ยงต่อโรคที่เจ็บป่วยที่ เข้ารักษาที่มีรายจ่ายสูงได้ ก็เลยเรียนเสนอว่าถ้ากรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยก็เสนอให้ ตัดคําว่า กฎหมายประกันสังคม ออกทั้ง ๒ ที่ครับ
ท่านยังติดใจอยู่ใช่ไหมครับ ท่านเสียงข้างน้อยยังติดใจอยู่ใช่ไหมครับ
ไม่ติดใจครับ
ก็ผ่านครับ เชิญต่อครับ
มาตรา ๘ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการสงวนความเห็น
ท่านที่สงวนความเห็น เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน เฉลิมลักษณ์ เก็บทรัพย์ ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านประธานคะ ดิฉันได้สงวนในมาตรา ๘ (๑) ไว้เพราะว่าในร่างของรัฐบาลนั้นได้ระบุไว้ว่าให้มีการให้เงิน อุดหนุนกับองค์การอิสระโดยจัดให้เป็นรายปี แต่ว่าในวงเล็บนี้กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ เป็นว่า ให้ทุนประเดิมที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นการอุดหนุนเป็นจํานวนที่เพียงพอสําหรับการ ดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ซึ่งข้อความนี้ดิฉันไม่เห็นด้วย เนื่องจากดิฉันมองว่าจริง ๆ แล้วองค์การอิสระนี้จะเป็นองค์การที่เกิดขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ ซึ่งถ้าเรามองขั้นตอนของพระราชบัญญัตินี้จะมีผลบังคับใช้นั้นดิฉันมองว่าน่าจะเลย ในช่วงของการเสนองบประมาณปี ๒๕๕๕ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นดิฉันถึงไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล ที่ว่าให้จ่ายเงินอุดหนุนเป็นรายปี เนื่องจากว่าถ้าองค์กรอิสระนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านช่วงเสนอ งบประมาณปี ๒๕๕๕ ไปแล้ว องค์การที่เกิดขึ้นมาก็ไม่อาจที่จะทําประโยชน์หรือทํางานที่เขา มีความตั้งใจได้ ดิฉันจึงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากในช่วงแรกที่บอกว่าให้มีทุน ประเดิม ให้รัฐบาลมีทุนประเดิม ตรงนี้ดิฉันเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ไม่เห็น ด้วยที่กรรมาธิการเสียงข้างมากไประบุไว้ว่าทุนประเดิมนั้นจะต้องให้ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ดิฉันไม่เห็นด้วย เพราะดิฉันมองว่าวันนี้เราก็ยังไม่ชัดว่าคณะกรรมการองค์การอิสระมี อะไรบ้างที่จะต้องทําในช่วงเริ่มแรกของงานในบทบาทของคณะกรรมการชุดนี้ การที่ไปบังคับไว้ เป็นเงินจํานวน ๓๐๐ ล้านบาทนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วย แล้วก็ขอสงวนไว้ค่ะท่านประธาน
ก็ยังยืนยันใช่ไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยค่ะ ดิฉันก็ได้สงวนความเห็นนี้ไว้เหมือนกับท่าน ส.ส. เฉลิมลักษณ์ ว่าดิฉันเห็นด้วยว่าถ้าสมมุติว่าคณะกรรมการชุดนี้ตั้งขึ้นมาแล้วเผื่ออย่างไรก็อาจจะต้อง ดําเนินการไปพลาง ๆ ถ้ามันไม่ได้อยู่ในช่วงที่ได้ของบประมาณได้ เพียงแต่ว่าการจัดสรรนี้ กรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าทุนประเดิมที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นการอุดหนุนเป็นจํานวนที่ เพียงพอสําหรับการดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาทนั้น ดิฉันก็มีความเห็นเช่นเดียวกันว่าที่จริงในวาระเริ่มแรกในการที่มีทุนประเดิมนั้น ต้องดําเนินการเท่าที่จําเป็นเท่านั้น มันคงยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องกําหนดตัวบุคคล กําหนด ตําแหน่งแล้ว ก็จะต้องมีการจ่ายเงินเดือนหรืออะไร เพียงแต่แค่เป็นการเตรียมการ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นการเตรียมการกรรมาธิการก็ห่วงใยว่ามันจะเพียงพอหรือไม่ จะทําอย่างไร เราก็เลยเห็นด้วยกับการที่จะบอกว่าทุนประเดิมที่รัฐบาลจ่ายให้เป็นการ อุดหนุนเป็นจํานวนที่เพียงพอสําหรับการดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ นั่นก็คือ คณะกรรมการก็จะต้องกําหนดแล้วก็วางแผนมาว่าจะทําอะไรบ้าง อย่างไร แล้วก็ให้รัฐบาล ให้ให้ทุนประเดิมนี้ไปเท่าที่จําเป็นนะคะ เพราะฉะนั้นจําเป็นและเพียงพอนี้คงไม่ต้องกําหนด ว่าไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ก็เลยเสนอขอตัดตรงที่บอกว่า ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ออก ขอบพระคุณค่ะ
ก็ยังยืนยันใช่ไหมครับ เชิญคุณทศพล
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘ เรื่องที่กําหนดไว้ว่าให้จ่ายเป็นการอุดหนุนเพื่อเพียงพอในการ ที่จะดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ มาตรา ๒๘/๑ นั้นเขียนไว้ชัดว่า เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการ ดําเนินการของคณะกรรมการในการจัดตั้งองค์การและการริหารงานขององค์การ ปัญหาต่อไปที่ผมอยากจะสอบถามว่าการบริหารการจัดหารขององค์การนั้นในมาตรา ๑๕ (๑/๘) (๓) (ก) (ข) จนกระทั่ง (ง) นั้นมีปัญหาครับท่านประธาน ถ้าเมื่อไรการจัดสรรเงิน งบประมาณแผ่นดินไปให้กับเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นของเลขาธิการ โดยเฉพาะ ในมาตรา ๑๕ (๑/๘) ที่จะใช้ในการบริหารการจัดการตามมาตรา ๒๘/๑ นั้น สอบถามทาง กรรมาธิการครับว่าในการกําหนดเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนกับการกําหนดตําแหน่ง ปรากฏว่าในเอกสารตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ท่านไม่มีฐาน
นี่เฉพาะมาตรา ๘ นะครับ ยังไม่ถึงมาตรา ๘/๑
คือผมจะโยงของมาตราที่ผมไม่เห็นด้วย เรื่องเงินนี้ครับ มาตรา ๘ ว่ามันไม่มีฐานของการที่จะไปบริหารงาน ก็คือขอยืนยันให้คืน ร่างเดิม เพราะว่าในส่วนที่จะต้องใช้เงินในมาตรา ๘ (๑) ที่เป็นเงินอุดหนุนยังไม่มีมาตรฐาน หรือแนวทางในการใช้เงินเพื่อไปจ่ายค่าเงินเดือนหรือประโยชน์ตอบแทนของเลขาธิการครับ ขอบคุณท่านประธาน
เชิญคุณบรรพต
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาตรา ๘ นี้ผมก็ไม่เห็นด้วยในการที่จะไปกําหนดว่าจะต้องมี ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท แต่เห็นด้วยในส่วนว่าควรจะมีทุนประเดิมให้ เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย ว่าจะต้องกําหนดให้มีไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท ก็เพราะว่ายังไม่เคยเห็นกฎหมายฉบับไหน ที่กําหนดในลักษณะเช่นนี้ แต่ทีนี้กรรมาธิการบางท่านอ้างว่ามีพระราชบัญญัติของสํานักงาน สร้างเสริมสุขภาพ หรือ ส.ส.ส. อันนั้นผมคิดว่ามันแหล่งงบประมาณคนละแหล่งกัน ซึ่งอันนั้นเป็นส่วนที่ทางรัฐบาลเป็นผู้ที่มีวัตถุประสงค์เองในการที่จะให้ร้อยละของภาษี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุหรี่หรือเหล้าจํานวนหนึ่งมาใช้ในกองทุนนี้ ซึ่งที่มาตรงนี้มันแตกต่างกับตรงนี้ เพราะว่าตรงนี้คือเงินงบประมาณที่มาจากภาษีอากรของราษฎร เพราะฉะนั้นจะอ้างเหตุผลนี้ ก็ไม่น่าที่จะรับฟังหรือว่าสอดคล้องกับความคิดเห็นของกรรมาธิการบางท่านที่ว่ามีกฎหมายที่ ระบุลักษณะเช่นนี้แล้ว
ประเด็นที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นการที่จะลิดรอนบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็น ๑ ใน ๓ อํานาจจนเกินไป ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นองค์การอิสระก็ดี แต่ว่าในเรื่องของ กระบวนการงบประมาณไม่น่าที่จะต้องมากําหนดกะเกณฑ์กันด้วยตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงลงไป เช่นกรณีว่าต้องไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นในส่วนนี้กระผมจึงไม่เห็น ด้วยอย่างยิ่งว่าจะเป็นองค์การอิสระอย่างไรก็ตาม อย่างไรก็ต้องมีกระบวนการที่จะ ควบคุมดูแล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้เงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีอากรของประชาชนทุกคน ให้มีความโปร่งใสในการที่จะมีที่มาที่ไป ไม่ใช่ว่าจะกําหนดกะเกณฑ์ไปเลยว่าจะต้องเป็น ตัวเลขเท่านี้เท่านั้น โดยที่เมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาของสภาแล้วก็ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่นได้ กระผมจึงไม่เห็นด้วยในส่วนหลังนี้ คือว่ากําหนดให้มีว่าไม่ต่ํากว่า ๓๐๐ ล้านบาท แต่ว่าเห็นด้วยในจํานวนที่ว่าควรมีเงินทุนประเดิมตรงนี้ ก็ขอให้เหตุผลตรงนี้ว่าขอไม่เห็นด้วย ในการที่จะกําหนดว่าให้มี ๓๐๐ ล้านบาทครับ ขอบพระคุณครับ
คุณหมอวรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมี ความคิดเห็นที่สอดคล้องกับเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านกรรมาธิการนะครับว่าวันนี้วิธีคิดเกี่ยวกับองค์การอิสระนั้นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ในสังคมถ้าความคิดเห็นของท่านเมื่อประมาณ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีที่แล้ว ผมเชื่อว่า อดีตที่ผ่านมาองค์การอิสระต้องการอะไร ผมเชื่อว่าสังคมให้หมด เพราะวันนั้นสังคมเชื่อ องค์การอิสระในการทํางานเพื่อประชาชน แต่วันนี้ความรู้สึกว่าองค์การอิสระที่ตั้งขึ้นมาแล้ว ในการตอบสนองต่อความต้องการประชาชนมันเริ่มเปลี่ยนไป ความไว้เนื้อเชื่อใจ เริ่มลดน้อยลง ดังนั้นผมสนับสนุนเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านนะครับว่ารัฐบาลควรจะ จัดสรรงบประมาณเป็นทุนประเดิมให้องค์การเหล่านี้ทําหน้าที่อย่างพอเพียง แต่การที่ จะมากําหนดว่าอย่างน้อยต้องไม่ต่ํากว่า ๓๐๐ ล้านบาทนั้นมันเยอะเกินไป วันนี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลเองจําเป็นต้องใช้เม็ดเงินงบประมาณรัฐบาลในการดูแลความทุกข์ยากของพี่น้อง ประชาชนทั่วประเทศจํานวนเยอะนะครับ ดังนั้นผมอยากจะให้ตัดตัวเลข ๓๐๐ ล้านบาท ออกไป แต่สนับสนุนว่าจะต้องมีงบประมาณที่ให้เป็นทุนประเดิมในการดูแลหรือบริหาร องค์การอย่างเพียงพอครับ ขอบคุณครับ
เชิญหมอชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานในมาตรา ๘ กรรมาธิการ แก้ไขเพิ่มเติม ประเด็นการเขียนใน (๑) ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกหลายท่านที่ได้แสดง ความคิดเห็นไป เพราะท่านไปเขียนยึดโยงมาตรา ๒๘/๑ เอาไว้ ตรงนั้นก็เปิดช่องอยู่แล้วว่า คณะรัฐมนตรีจัดด้วยความเหมาะสม เพื่อบริหารจัดการในวาระเริ่มแรก เพราะฉะนั้น กรรมาธิการน่าจะเขียนสั้น ๆ นะครับ เขียนเพียงแต่ว่าทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้ แค่นี้ ก็น่าจะพอ ไม่จําเป็นต้องไปเติมว่า จ่ายให้เป็นการอุดหนุนเป็นจํานวนที่เพียงพอสําหรับ การดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ ถ้อยคํานี้ก็หนักแล้วนะครับ แล้วท่านไปล็อก (Lock) อีก ๓๐๐ ล้านบาทเข้าไปอีก ไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาท แต่ละปีท่านคํานวณ ๕ บาทต่อหัว ท่านก็ได้ ๓๐๐ กว่าล้านบาทอยู่แล้วในปีต่อ ๆ ไปถ้าสมมุติอยู่ในช่วงปีงบประมาณ ผมว่าใช้ มาตรา ๘ (๑) ยึดโยงกับมาตรา ๒๘/๑ ไป ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะสม เปิดกว้างไว้ไม่ต้อง ล็อกตัวเลข มันอาจจะไม่ถึงก็ได้ ในการบริหารจัดการเริ่มแรกที่เป็นการจัดตั้งสํานักงาน เป็นเบี้ยเลี้ยง เป็นค่าตอบแทนต่าง ๆ เห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกครับท่านประธานครับ ผ่านไปยัง ท่านประธานคณะกรรมาธิการน่าจะแก้ไข ขอบคุณครับ
เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ
ดิฉัน กรรณิการณ์ กิจติเวชกุล เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ขอสงวนคําแปรญัตติ โดยขอให้มีการสนับสนุนเงินทุนประเดิม อยู่ที่ ๓๕๐ ล้านบาท ต้องขออภัยท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่จะขอเวลาสักเล็กน้อยเพื่ออธิบาย เหตุผลว่าทําไมหลักการดิฉันถึงขอเสนอที่ ๓๕๐ ล้านบาทนะคะ หลักการความเป็นอิสระนี้ เป็นเรื่องที่สําคัญสําหรับองค์การอิสระ แล้วก็รัฐธรรมนูญได้ให้การรับรองไว้ แล้วก็บัญญัติไว้ จริงอยู่แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีองค์การอิสระบางส่วนที่ได้สร้างความผิดหวัง แล้วก็บางส่วนเก็บ เงินงบประมาณของตัวเองไว้ โดยก็ยังมาขอเงินงบประมาณกับท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอยู่ เรื่อย ๆ ซึ่งสร้างภาระงบประมาณให้กับประเทศชาติ แต่อย่างไรก็ตามภารกิจขององค์การ อิสระผู้บริโภคนี้เป็นภารกิจที่ครอบคลุมทั่วประเทศแล้วก็ควรจะสนับสนุนให้สามารถทํางาน ได้ทันทีที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ จริงอยู่ตอนนั้นที่ดิฉันขอสงวนคําแปรญัตติอยู่ที่ ๓๕๐ ล้านบาท แต่เมื่อพบว่าขณะนี้ประเทศชาติมีความจําเป็นในการต้องใช้เงินงบประมาณในด้านอื่น ๆ อย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเดือดร้อนของประชาชน ดิฉันจึงเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียง ข้างมาก ขอให้ทุนประเดิมอยู่ที่ ๓๐๐ ล้านบาท ไม่ติดใจ ขอถอนคําสงวนคําแปรญัตติค่ะ ขอบคุณค่ะ
คณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ยังยืนยันไหมครับ ยังยืนยันนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะขอมติแล้วละครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม ดํารง พุฒตาล กรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมมีความประทับใจที่ ท่านประธานเริ่มต้นการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ด้วยการเชิญชวนท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรให้เข้ามาประชุม โดยท่านได้กล่าวเน้นว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่สําคัญมาก ผมขอขอบพระคุณสภาผู้แทนราษฎรที่ได้กรุณาตั้งผมเป็นกรรมาธิการนี้ เพราะว่าน่าจะมา จากในช่วงที่กระผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาทั้ง ๒ สมัย ๑๐ กว่าปีนั้นกระผมเป็นผู้ที่ตามเรื่องนี้มาโดยตลอดตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งอยู่ในมาตรา ๕๗ ๑๐ ปีที่กระผมอยู่พยายามทุกวิถีทาง ร่างพระราชบัญญัตินี้ก็มิเคยได้ เข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็ยังไม่เข้า และอาจจะผิดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ําไปเพราะรัฐธรรมนูญกําหนดให้ทําเรื่องนี้ให้เสร็จ ภายใน ๑ ปี แต่ถึงอย่างไรก็ตามบัดนี้ พ.ร.บ. นี้ก็กําลังทําท่าว่าจะได้รับความสําเร็จแม้จะใช้ เวลาเป็นเวลานาน ท่านประธานที่เคารพครับ ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ท่านทั้งหลาย มีประสบการณ์ในการออกพระราชบัญญัติมาเป็นจํานวนมาก แต่ถ้าสังเกตโดยละเอียดแล้ว จะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติส่วนใหญ่ที่ออกมานั้นจะเป็นพระราชบัญญัติที่ออกมาเพื่อให้ ผู้บังคับใช้กฎหมายได้ใช้พระราชบัญญัติเหล่านั้น น้อยนักที่จะมีพระราชบัญญัติที่ผู้ได้รับ ผลประโยชน์โดยตรงคือประชาชน กระผมเห็นว่ามีอยู่ ๑ ฉบับ คือพระราชบัญญัติ ความผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ประกาศ ใช้ บังคับใช้ไปแล้ว พ.ร.บ. นี้ก็ออกมาอันเนื่องมาจากว่าเป็นการนําเสนอของฝ่ายตุลาการ ฝ่ายศาล ก็เข้าใจว่าทางศาลนี่คงอิดหนาระอาใจต่อความไม่รับผิดชอบของผู้ผลิตสินค้าต่าง ๆ ที่ไม่ปลอดภัย ก็เลยเป็นตัวตั้งตัวตีในการเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ และอีกฉบับหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดก็คือร่างพระราชบัญญัติที่เรากําลังอภิปรายกันอยู่นี้ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ พ.ร.บ. นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่านไม่ว่าท่านจะเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ท่านจะเป็นสมาชิก รัฐสภาอยู่ หรือไม่ได้เป็น หรือเป็นประชาชนอย่างผม ท่านคงทราบดีว่าในประเทศเรา เราถูกเอารัดเอาเปรียบ เรามีคณะกรรมการ สคบ. ซึ่งเป็นหน่วยราชการเล็ก ๆ และมีงบประมาณ เพียงนิดเดียวที่จะดูแลความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ ของผู้ประกอบการของธุรกิจต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้ออกมามีผลบังคับใช้ ก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้พอสมควร ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้วกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองยัง ไม่พอใจกับร่างรัฐธรรมนูญที่ออกมาแล้วทําให้ร่างพระราชบัญญัติออกมาในลักษณะ ที่เกือบจะไม่สามารถให้คุณให้โทษได้กับผู้ประกอบการหรือผู้ที่เอารัดเอาเปรียบประชาชน ผมขอเวลาสั้น ๆ ครับท่านประธาน ในต่างประเทศนั้นองค์กรนี้เป็นองค์กรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เกรงกลัวของบรรดาผู้ประกอบธุรกิจและผู้ประกอบการต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งมันส่งผลให้ประชาชนได้รับผลประโยชน์ประชาชนไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยสรุปก็คือ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งขอเล่าเรื่องสั้น ๆ นิดเดียวนะครับ ในประเทศนิวซีแลนด์มีชาวบ้าน คนหนึ่งไปซื้อตั๋วสายการบินแห่งหนึ่งครับท่านประธาน แล้วเขาบอกเขาต้องการอาหาร ที่ไม่มีถั่ว ทางสายการบินก็บอกว่าจัดบริการให้ได้ เขาบอกว่าไม่ได้ ต้องจัดอาหารมาให้เขา ไม่มีถั่วแล้วทั้งหมดที่นั่งใกล้ ๆ เขาต้องไม่มีอาหารที่มีถั่วด้วย ทางสายการบินบอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็ไม่สามารถจะบริการได้ เขาก็ไม่ซื้อตั๋วครับท่านประธาน แต่เขากลับไปฟ้องคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคของประเทศเขา คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเรียกสายการบินนั้นไป ที่เขาไปฟ้องเขาอ้างว่าแม้เขาจะไม่ได้ซื้อตั๋วแต่ว่าทําให้เขาต้องเสียเวลาต้องมาที่สายการบิน เพราะฉะนั้นเขาขอความเป็นธรรม ปรากฏว่าคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคในประเทศ นิวซีแลนด์ตัดสินให้สายการบินต้องจ่ายเงิน ๕,๐๐๐ นิวซีแลนด์ดอลลาร์ คูณด้วย ๒๓ บาท เป็นเงินไทยนะครับ สายการบินจึงกังวลแล้วก็แจ้งมายังสํานักงานใหญ่ว่าการจะโฆษณา บริการของสายการบินอะไรออกไปให้ทําด้วยความรัดกุม มิฉะนั้นสายการบินจะได้รับ ผลอย่างนี้ ทราบว่ามีสายการบินในเอเชียกําลังจะถูกกลุ่มประเทศอียู (EU) ฟ้องร้องในเรื่อง ของการโฆษณาเป็นพัน ๆ ล้านบาทมันก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการนี้ระมัดระวังตัว นี่คือ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด กระผมจึงเห็นว่าทุนประเดิมที่เราขอไป ๓๐๐ ล้านบาทนี้นะครับมันขอ ครั้งเดียว และการก่อตั้งสํานักงานที่มีผลประโยชน์ที่จะดูแลการเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ ให้ ประโยชน์กับเรานั้น เราครับ ทุกคนที่นั่งในที่นี้และคนอีก ๖๐ กว่าล้านคนจะได้รับครับ ผมจึงเห็นว่าถ้าเทียบกับงบประมาณ ๒ ล้านล้านบาทกับ ๓๐๐ ล้านบาทนี้ ท่านผู้มีเกียรติที่ เคารพครับ มันน้อยนิดเหลือเกินต่อการตั้งองค์กรที่จะให้ผลประโยชน์ต่อบ้านเมือง ประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลายต้องพึ่งพาประชาชน มิใช่หรือครับ ขอบคุณครับ
เนื่องจากมีการอภิปราย พอสมควรแล้ว กระผมขอปิดการอภิปรายแล้วก็จะถามมติที่ประชุมว่าจะรับตามมาตรา ๘ ที่คณะกรรมาธิการแปรญัตติไว้ หรือผู้สงวนคําแปรญัตติ หรือคงไว้ตามร่างเดิม ขอเชิญ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้าห้องประชุมครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
พอแล้วครับ โหวตเลย ผมเรียนแล้วครับ ๑. ร่างเดิม ๒. การแก้ไข แก้ไขตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนที่ท่าน จะลงคะแนน ประเด็นที่เป็นญัตติที่ท่านเสนอนี่ไม่ได้หมายความว่าสมาชิกเห็นอย่างนั้นนะครับ สมาชิกเห็นว่าควรจะมี แต่ให้แก้ไขถ้อยคํา ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับร่างเดิมผมเอง ก็อภิปรายสนับสนุนว่าควรมีทุนประเดิม
คือว่าการอภิปรายก็น่าจะสิ้นสุด เพราะว่ามันมีในรายละเอียดของผู้แปรญัตติ แล้วก็ผู้ที่ไม่เห็นด้วย
คือประเด็นถ้าท่านประธานจะถามท่านประธาน ต้องถามว่า ๑. จะเห็นชอบกับเสียงข้างมากหรือไม่ ถ้าเห็นชอบ จบไปเลยครับ แต่ถ้าไม่เห็นชอบ เกิดพวกผมลงคะแนนไม่เห็นชอบ ให้มีการแก้ไขนะครับ แก้ไขตามที่สมาชิกเสนอผมก็คิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ ไม่ได้หมายความว่าต้องกลับร่างเดิมนะครับ
เปล่าครับ มีผู้เสนอสู่ร่างเดิม ก็มีนะครับ จะให้ผมถามอย่างไรครับ มีคนสงวน มีคนชี้แจงว่าขอตามร่างเดิม แล้วก็มีผู้แปรญัตติ เสียงข้างมากคือคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็ต้องถาม ๒ ประเด็นนี้ละครับ ประธาน คณะกรรมาธิการชี้แจง เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ขอเรียนปรึกษาท่านประธานนะครับ เนื่องจากในมาตรา ๘ มีทั้ง (๑) และ (๑/๑) (๑/๒) เพราะฉะนั้นก็เลยเรียนปรึกษาท่านประธานว่าเวลาเราลงมติ โดยปกติก็จะลงมติเป็นมาตรา ไปนะครับ
เราก็เอาตามมาตรา ๘ นี้
แต่ว่ามันมี หลายวงเล็บครับท่านประธานครับ
ทราบแล้วว่าหลายวงเล็บ
ทีนี้มันมีวงเล็บอื่น
แล้วก็มีแก้ไข ท่านมาแก้ไข เราไม่พูดถึงแก้ไขสิครับ พูดถึงร่างเดิมก่อน เพราะว่ามีคุณทศพล เพ็งส้ม ว่าควรเข้าสู่ร่างเดิม แล้วก็มีคณะกรรมาธิการหลายท่านว่า ๓๐๐ ล้านบาทนี้ไม่ควร ควรจะพิจารณาว่าให้ ดําเนินการโดยให้มีเงินอุดหนุนไว้ แต่ไม่ให้ลงจํานวนเงิน ๓๐๐ ล้านบาท แล้วคนที่เสนอ ๓๕๐ ล้านบาทนั้นก็ถอนแล้ว ผมก็จําได้หมดอย่างนี้ครับ จะให้ผมปฏิบัติอย่างไร
เฉพาะ (๑) ก่อน ใช่ไหมท่านประธาน
ก็ต้องตามในมาตรา ๑๘ ทั้งตัวมาตรา๘ ทั้งหมดครับ คือร่างเดิมของมาตรา ๘ มีอะไร แล้วที่ท่านไปเพิ่มเติมนั้น ผมจะถามอีกครั้งหนึ่งตอนที่ว่าถ้ารับตามที่มีการแก้ไข เราก็จะถามอีกว่าการแก้ไขนั้น เอาตามที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือเอาตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย เรียงตามผู้แปรญัตติ ผมก็ต้องปฏิบัติอย่างนี้ครับ ให้ผมปฏิบัตินอกเหนือกว่านี้ผมก็ไม่สามารถ ที่จะทําได้ เชิญท่านสมาชิกครับ มีอะไรคุณหมอวรงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธาน ตามข้อบังคับการประชุม ข้อ ๗๑ เพราะวันนี้ความเห็นของพวกเรา ในสมาชิกก็มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งคนแปรญัตติ แล้วทั้งร่างเดิม แล้วก็คนที่มีความเห็น อย่างอื่นเพิ่มเติม โดยหลักการของข้อ ๗๑ ซึ่งเขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าความเห็นของที่ประชุม มีตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไปให้ถือเอาจํานวนคะแนนเสียงฝ่ายที่มากที่สุด ดังนั้นความจริงแล้ว ที่ประชุมจะต้องมาเรียงว่ามันมีกี่ความเห็นและเอาความเห็นอันนั้นเป็นความเห็นที่มากที่สุด
ถูกต้องครับ ผมปฏิบัติ อย่างนี้ครับ ตามที่ท่านพูด
ท่านประธานครับ แต่ท่านปฏิบัติผิด นะครับ
คือเอาเสียงข้างมาก
ถูกต้องครับท่านประธาน ตามหลักแล้ว ต้องเอาว่ามีทั้งหมดกี่ความเห็น เช่น มี ๔ ความเห็น ๓ ความเห็น
ก็ความเห็นจะนอกเหนือจาก แปรญัตติไม่ได้ เพราะท่านไม่ได้แปรญัตติ ผมจึงถามว่าแปรญัตตินี่อย่างที่คุณเฉลิมลักษณ์ คุณกรรณิการ์ คุณอะไรต่าง ๆ ต้องไปตามที่มีเอกสารหลักฐานครับ
ถ้าเอาตามข้อบังคับ ข้อ ๗๑ ท่านจะ มาจับเป็นคู่ไม่ได้ ท่านต้องเอาทั้งหมดมาเรียงกัน เช่นมี ๔ ความเห็น แล้วความเห็นไหนมาก ที่สุดอันนั้นคือเป็นความเห็นที่ประชุมรับรองครับท่านประธาน
เอาไว้ให้ผมปฏิบัติดีกว่า ถ้าผิดแล้วคุณทักท้วง อะไรอีกละครับ นักกฎหมายมากเหลือเกินนะครับ เชิญว่ามา
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธาน คําว่า นักกฎหมายมาก ผู้รู้มาก ผมไม่อยากให้ท่านประธานพูดในสภาแห่งนี้ ครับ ลักษณะมันเป็นการเยาะเย้ยถากถาง สมาชิกมีสิทธิแสดงความคิดเห็นนะครับท่าน ประธาน ผมเพียงจะช่วยท่านนั่นละครับว่าการโหวตนี้จะโหวตอย่างไร สมาชิกติดใจเฉพาะ (๑) กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาสงวนความเห็นไว้ว่าไม่จําเป็นต้องใส่ ๓๐๐ ล้านบาทเข้าไป กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ ๓๕๐ ล้านบาทเขาถอนไปแล้ว จบไป ไม่ต้องพูดถึง สมาชิกอย่าง พวกผมเพียงแต่เสนอ เมื่อท่านกรรมาธิการไม่เอาด้วยก็ไม่ต้องสนใจสมาชิกครับ เอาเฉพาะ ประเด็นที่สงวน ทีนี้ประเด็นท่านประธานจะถามญัตติที่จะถามก็ถามว่าจะเห็นด้วยกับ กรรมาธิการเสียงข้างมากที่แก้ไข (๑) หรือไม่ ถ้าเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้ เห็นด้วยก็จบไป ไม่ต้องไปถามอย่างอื่น มันก็มีแค่นี้ละครับ ยกเว้นว่าพวกผมไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก ท่านต้องมาถามต่อว่ายังเห็นกับวิธีการแก้ไขแบบไหนซึ่งมีหลายลักษณะ นี่แก้ไขสู่ร่างเดิม นี่แก้ไขมาไม่เอา ๓๐๐ ล้านบาท ก็ไปถามอีกญัตติหนึ่งก็เท่านั้นเองครับท่านประธาน ไม่ใช่นัก กฎหมายครับ เป็นผู้แทนราษฎรครับ
ท่านเป็นหมอนะครับ หมอนักกฎหมาย มี ๒ ท่าน เก่งทั้ง ๒ ท่าน ผมยกย่องในสภาแห่งนี้ คือไม่ต้องแล้วครับ พอแล้วครับ ผมปิดอภิปรายแล้ว ต่อไปผมจะถามมติ แล้วก่อนที่จะถามมติผมจะสอบ องค์ประชุมก่อนครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อจะตรวจสอบ องค์ประชุมว่าจะครบหรือไม่ ท่านเสียบบัตรแสดงตนหรือยังครับ ท่านใดที่ยังไม่ได้เสียบบัตร แสดงตนโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วย ท่านที่อยู่ห้องประชุมโปรดเข้าห้องประชุมด้วยครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมและประชุมกรรมาธิการโปรดงด แล้วก็ลงมาห้องประชุมด่วนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อย แล้วนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสียบบัตรหรือยังครับ ครบองค์ประชุม หรือไม่ครบองค์ประชุม ถ้าไม่ครบองค์ประชุมเราก็ปิด เชิญครับส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๒๔๔ ท่าน แต่ดูแล้วประมาณ ๓๐๐ กว่าท่าน แต่ท่านเหล่านั้นไม่ร่วมมือครับ ไม่รู้จะทํา อย่างไรครับ
เมื่อครบองค์ประชุมแล้วผมจะขอถามมติที่ประชุมเพื่อให้เร็วขึ้นนะครับ ผมจะถามว่าในมาตรา ๘ นี้ท่านผู้ใดเห็นควรตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดงดออกเสียงก็โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ถูกไหมที่ผมถามคุณชลน่านให้ผมถาม อย่างนี้ใช่ไหมครับ ผมถามคุณชลน่าน ใช่ไหมครับ ผงกหัวก็พอแล้วว่าถูกต้อง ไม่ผิดนะครับ โปรดใช้สิทธิทุกท่านนะครับ เห็นตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก กดปุ่ม เห็นด้วย ไม่เห็นตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิ ใช้กันเรียบร้อยแล้วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
งดการใช้สิทธิ ส่งผลมา จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๒๙ ท่าน เห็นด้วยตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ๓๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๘๓ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน
ต่อไปผมจะถามนะครับ เพราะว่าเสียงเอาตามเสียงข้างน้อยแล้วกระมัง ตอนนี้ เพราะว่าที่สงวนไว้ผมจะถามว่ามาตรา ๘ /๑/๑ อันนี้เสร็จแล้ว ผมจะถาม (๑) เอาทีละวงเล็บเลย (๑) มันมีอีกหลายขั้นตอน เชิญครับคุณธนา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่มีความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการก็ได้ทําหน้าที่อย่างเต็มที่ แล้วก็มีผู้สงวนขอความเห็นไว้จํานวนหลาย ประเด็นด้วยกัน ซึ่งถ้าให้ผู้ขอสงวนความเห็นไว้แสดงความคิดเห็นในสภาแห่งนี้เพื่อให้เกิด ประโยชน์สูงสุดก็จะใช้เวลาพอสมควร ในขณะเดียวกันสมาชิกทั้งหมดก็จะใช้ดุลยพินิจ ยากพอสมควรในการที่จะโหวตว่าจะเห็นด้วยกับผู้ขอแปรญัตติในประเด็นใด เพราะท่านประธาน จะเห็นว่ามีการแปรญัตติว่าให้เป็นทุนประเดิมมาจากอุดหนุนเป็นจํานวนเงินที่พอเพียง สําหรับการดําเนินการตามมาตรา ๒๘/๑ หรือเป็นการให้เงินสนับสนุนตามจํานวนหัวของ ประชากร หรือสนับสนุนตามค่าใช้จ่ายที่จําเป็นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าหากสมาชิกไม่มีความ เข้าใจที่ดีพอแล้วโหวตไปก็อาจจะเกิดผลกระทบต่อการดําเนินการของคณะกรรมการองค์กร อิสระได้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ได้ไหมว่าอยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญนําเรื่องนี้กลับไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ไหมครับ แล้วก็ทําความเห็นที่จะเกิด ประโยชน์สูงสุดในชั้นกรรมาธิการนําเสนอต่อสภาอีกครั้งหนึ่ง ผมว่าจะเป็นการได้เสียงมติ ของที่ประชุมสภาแห่งนี้ที่สนองความต้องการขององค์กรนี้ได้ดีกว่าที่จะโหวตกันโดยสมาชิก อาจจะมีความเข้าใจไม่ชัดเจน ขอกราบเรียนท่านประธานสอบถามไปยังประธานกรรมาธิการ ว่าจะดําเนินการนํากลับไปแล้วพิจารณาอีกครั้งหนึ่งได้ไหมครับ
มันเลยขั้นตอนแล้วครับ เพราะตอนนี้เราพิจารณาแล้ว มันเลยขั้นตอนแล้ว เดี๋ยวจะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ท่านสุทัศน์เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเห็นใจทางคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ท่านประธานบอกว่ามันเลยขั้นตอนไปแล้ว ความจริงก็ถูกต้องสําหรับ ความเห็นท่านประธานว่าเลยขั้นตอนไปแล้ว แต่เมื่อผมพิจารณาดูแล้วเมื่อเสียงสมาชิก ข้างมากในสภามากลับเห็นตรงกันข้ามกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ขณะเดียวกันก็มี เสียงน้อยซึ่งสงวนคําแปรญัตติไว้หลายรายการด้วยกัน จะเป็นการสับสนมากในการพิจารณา ขั้นต่อไปสําหรับสมาชิก เพราะเราไม่แน่ใจว่าจะเอาตามเสียงข้างน้อยท่านใด เพราะมีสงวนไว้ หลายท่านด้วยกัน เวลาก็จํากัดมาก ท่านประธานครับ ถ้าเป็นไปได้อย่างที่ท่านธนาได้เสนอ เมื่อสักครู่นี้นั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าท่านประธานกรรมาธิการนํากลับไปแล้วพิจารณาโดย รอบคอบ พร้อมกับอธิบายให้เราเข้าใจด้วยว่าควรจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ท่านใดก็จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณา ไม่เช่นนั้นเดินหน้าจะสับสนที่สุดครับท่านประธาน
ผมเข้าใจว่า ๔-๕ รายนี้ เขาก็ยังยืนยัน แล้วมีถอนรายเดียว ถอนของท่านกรรณิการ์ กิจติเวชกุล เรื่อง ๓๕๐ ล้านบาท นอกนั้นเขาก็เขียนไว้ชัดแล้วนะครับ เราก็น่าจะถามได้ เพราะว่าโหวตแล้วใครได้มากที่สุด ก็เอาญัตติของคนนั้นเข้ามาในตัวกฎหมาย เชิญคุณชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ท่านประธานครับ ความเห็นผมเองมันอยู่ในกระบวนการของ การตรากฎหมาย ไม่แปลกหรอกครับที่เสียงกรรมาธิการเสียงข้างมากจะแพ้โหวต ในสภาเป็นเรื่องธรรมดาครับ อย่าถือเป็นเรื่องเลวร้าย ปกติมันไม่ค่อยมีหรอก แต่ว่า ปรากฏการณ์ครั้งนี้มันก็ส่อหลายเรื่องครับว่าบางทีกรรมาธิการอาจจะพิจารณาแล้วไม่ได้ดู ในรายละเอียด สิ่งที่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาสงวนความเห็นไว้จริง ๆ มันเป็นแนว เดียวกันครับ เพียงแต่อาจจะมีถ้อยคําเท่านั้นที่มันคลาดเคลื่อนที่ผิดแผกแตกต่างกันบ้าง เพราะฉะนั้นต้องอาศัยกรรมาธิการเสียงข้างน้อยครับช่วยยืนยัน ท่านสงวนไว้ ๓-๔ คน ถ้ามันแนวเดียวกัน คือความเห็นท่านเพียงแต่ติดที่ ๓๐๐ ล้านบาทเท่านั้นเอง สมาชิกส่วนหนึ่ง ก็ติดใจว่าไม่ควรจะกําหนดตัวเลขไว้ เหมาะสมที่ ๔๐๐ ล้านบาท ก็ไปขอ ๔๐๐ ล้านบาท ก็ไม่มีใครว่าเลยครับ เพราะฉะนั้นฝากเสียงข้างน้อยช่วยยืนยันในสภาแห่งนี้ว่าจะเอาเสียงใด เสียงหนึ่งมา เพราะความเห็นค่อนข้างจะไปในทางเดียวกันแล้ว คือติดตรงที่กําหนดไม่ต่ํากว่า ๓๐๐ ล้านบาท วงเล็บอื่นไม่มีใครติดใจ ท่านประธานครับ มาตรา ๑/๑ ไล่ไปจนถึง วรรคท้ายก็ไม่มีใครติดใจ ตรงนั้นไม่ต้องไปพูดถึงเลยครับเอาแค่ (๑) เท่านั้นเอง ผมว่า ถ้าท่านประธานสามารถหาข้อสรุปตรงนี้ได้ก็ถามสภา ไม่มีใครติดใจก็เอาตามเสียงข้างน้อย ก็จบไปเท่านั้นเองครับ ก็เข้าสู่มาตรา ๘/๑ ต่อ ขอบคุณท่านประธานครับ
ช่องทางก็ชอบแล้วครับ สรุปว่ามีท่านเฉลิมลักษณ์ ท่านขจิตร ท่านถนอม แล้วท่านบุญยืน ตกลงกันได้ไหมครับ เชิญคุณรัชฎาภรณ์
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท กรรมาธิการ เฉพาะมาตรา ๘ (๑) ดิฉันว่าผ่านไปแล้วนะคะ เพราะว่าได้ลงมติไปเรียบร้อยแล้ว แต่ถ้าบอกว่ามาตราอื่นมีการสงวนความเห็นไว้ไหม ก็มี มาตรา ๘ (๑/๑) ดิฉันก็สงวนอยู่ เพียงแต่ว่าถ้าที่ประชุมจะว่าอย่างไร ถ้าท่านคิดว่ามันต้องมีการพูดคุยกันใหม่ ดิฉันสงวน แน่นอน แล้วสิ่งที่ดิฉันสงวนดิฉันก็ยืนยัน แต่ถ้าที่ประชุมมีความเห็นว่าควรจะไปคุยกันใหม่ หรืออะไร อันนี้ก็แล้วแต่ทางคณะกรรมาธิการค่ะ
ท่านเป็นคณะกรรมาธิการ ท่านก็เสนอแนวทางสิครับ ผมก็เรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้ครับ เชิญ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย คือด้วยความเคารพท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ที่โหวตนี้ คือโหวตไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเห็นด้วยกับเสียงข้างน้อย ท่านใดท่านหนึ่งนะครับ โหวตว่าไม่เห็นด้วยกับเสียงข้างมากนะครับ ถ้าไม่เห็นด้วยเขาก็กด ไม่เห็นด้วย นั่นคือไม่เห็นว่ากรรมาธิการไปแก้ไขแล้วใส่ตัวเลขว่าไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านบาทเข้าไป แค่นั้นเอง แต่ถามว่าจะเห็นกับท่านกรรมาธิการรัชฎาภรณ์หรือไม่ ตอนนี้ผมก็ยังไม่บอกว่า เห็นด้วยกับท่าน ผมก็เลยบอกว่า ๒-๓ ท่านที่สงวนเป็นแนวทางเดียวกันขอให้เขียนให้มันชัด จะได้เขียนกฎหมายได้ หรือไม่ก็ไปเอาร่างของท่านทศพลนะครับมี ๒ แนวนะครับขณะนี้ แนวไม่เอา ๓๐๐ ล้านบาทกับแนวร่างเดิม ผมเพียงแต่กราบเรียนท่านประธาน สมมุติว่าทาง กรรมาธิการเสียงข้างน้อยเขาจบนะครับว่าเขาจะเขียนแบบนี้ให้ชัด ๆ บอกกับสภาแห่งนี้ ตามที่ท่านสงวน เราก็มาลงมติอีกครั้งหนึ่งว่าจะเอาตามกรรมาธิการเสียงข้างน้อยหรือจะเอา ของท่านทศพล กรรมาธิการเสียงข้างน้อยมี ๒ แนวนะครับ แนวที่ ๑ คือกลับร่างเดิมของ ท่านทศพล เพ็งส้ม ผมไม่แน่ใจว่าท่านทศพลเป็นกรรมาธิการหรือไม่เป็นของสมาชิกนะครับ ซึ่งจริง ๆ ถ้าสมาชิกเสนอ กรรมาธิการไปแก้ไขก็ไม่มีสิทธิที่จะมาโหวตด้วย เว้นแต่ว่าสมาชิก ในสภาแห่งนี้เห็นด้วยกับสมาชิก ให้มีการแก้ไขตามสมาชิก นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นญัตติหนึ่ง แต่ตอนนี้มันอยู่ที่เสียงข้างน้อยแล้วเขาจะเสนอถ้อยคําอย่างไร เพราะว่าถ้อยคํา ๒ ท่าน แตกต่างกันเท่านั้นเองครับ ฝากท่านประธานช่วยทําความเข้าใจกับกรรมาธิการ เพื่อเราจะได้ เดินหน้าได้ ไม่อย่างนั้นผมจะสนับสนุนท่านสุทัศน์ สนับสนุนท่านธนาให้ถอนเอาไว้ก่อน ปกติ ผมสนับสนุนให้ทําต่อนะครับ ถ้าคิดมากผมขอเสียงฝ่ายค้านแล้วถอนไปเลยครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการครับ ถอนไปเลยนะครับ แล้วกลับมาใหม่
คุณเสนอมาสิ แล้วผู้รับรอง ถูกต้อง
ท่านสมาชิกครับ ผมขอเสนอญัตติให้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการนําร่างนี้กลับไปพิจารณาใหม่ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ กระผมจะถาม มติที่ประชุม ถ้าจะให้ถอนก็ต้องเป็นมติที่ประชุมนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่ประชุม ทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ โปรดเข้าห้อง ประชุมด่วนครับ ตรวจสอบองค์ประชุมแล้วก็จะพิจารณาว่าจะให้ถอนหรือไม่ให้ถอน ท่านนั่งประจําที่แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม โปรดเข้าห้องประชุมด้วยครับ ช่วยเสียบบัตรแสงดตนทุกท่านนะครับ เพื่อให้รวดเร็วขึ้น ขอความกรุณาครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ ไม่มีนะครับ งดแสดงตนได้แล้วก็ส่งผลมา ครบก็จะได้ถามมติ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๑ ท่าน พร้อมเพรียงกันมาก ขอบคุณครับ
ต่อไปผมจะถามมติ ท่านผู้ใดเห็นว่าควรให้คณะกรรมาธิการชุดนี้นํา ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไปพิจารณาใหม่ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดเห็นว่าไม่ควรให้ ถอนร่างฉบับนี้ไป โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อย แล้วส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๔๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย๒ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน ที่ประชุมอนุมัติให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ นําร่างฉบับนี้ไปพิจารณาใหม่นะครับ
แล้วถามที่ประชุมว่าจะให้พิจารณาภายในกําหนดกี่วัน เชิญคุณบุญยอด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ขออนุญาตขอเวลา ๗ วันครับท่านประธาน
๗ วัน ท่านผู้ใดมีความเห็น เป็นอย่างอื่นมีไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก พอดีกฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายที่มีความสําคัญ แต่ขณะเดียวกันมีจุดประเด็นที่เป็นข้อสังเกตที่ต้องแก้ไขเยอะ พอสมควร และเพื่อให้เกิดความละเอียดรอบคอบผมอยากจะใช้เวลามากกว่านั้น อย่างน้อย สัก ๑ เดือน และผมมีประเด็นที่จะฝากท่านประธานอยู่ ๒ ประเด็นครับ ที่เป็นข้อสังเกต ให้แก้ไขเพิ่มเติมนะครับ
ท่านเสนอ ๑ เดือน ก็ให้ผู้รับรองสิ
ขอเสนอ ๑ เดือน ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองนะครับ ภายใน ๑ เดือน เชิญท่านวิชาญ
ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธาน ผมว่าสภาเองไม่ควรที่จะมีมติอย่างนี้ ควรจะต้องผ่านกรรมาธิการ
เรื่องนี้ผ่านไปแล้ว
ผมเข้าใจครับท่านประธาน แต่ท่านประธานไปถามบอกว่าควรจะไปพิจารณาอย่างไร ปกติถอนออกไปแล้วเขาก็ต้องไป พิจารณากันเองครับ
ถามเวลาครับ
เข้าใจครับ ท่านประธานไม่ควร ที่จะถามว่าจะเอาไปพิจารณากี่วัน เพราะเรื่องนี้สภาอนุมัติให้นําเรื่องกลับไปพิจารณา โดยประธานและคณะกรรมาธิการต้องไปดูความเหมาะสม ถ้าเขาบอกว่า ๓ วันเสร็จก็ ๓ วันเสร็จ แล้วเสนอเรื่องกลับเข้ามา ๗ วันเสร็จ ก็ ๗ วันเสร็จ หรือก่อนหน้าแล้วแต่ หรือจะ ๑ เดือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกพูดนะครับ
ท่านเสนอกี่วันครับ
ผมเห็นว่าควรจะเป็นอํานาจ หน้าที่ของประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการในความเหมาะสมที่จะพิจารณาครับ ขอบคุณครับ
ก็คงปฏิบัติตามท่านไม่ได้ เพราะเราขอมติที่ประชุมแล้วมีคนเสนอ ๑ เดือน กับ ๗ วัน เชิญ
ผมขออนุญาต ท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก สําหรับของผมเอง ผมขอถอนแล้วกันครับท่านประธาน แล้วแต่คณะกรรมาธิการ
เดี๋ยวตลบไปตะแลงมา
ผมขอถอนของผมครับท่านประธาน
อย่างไรกันแน่ ว่าอย่างไรว่ามา
ท่านประธานคะ รัชฎาภรณ์ แก้วสนิท กรรมาธิการค่ะ ดิฉันว่ามีหลายประเด็นก็จริง แต่ว่าส่วนใหญ่เราพูดคุยกันไปมากพอแล้ว เราคิดว่าประเด็นที่เหลือที่เราจะไปพูดคุยกัน ๗ วันพอค่ะ
เอาอย่างนี้ครับ ก็เอาทุกฝ่ายนะครับ เสร็จเมื่อไรเสนอมา ผมก็จะบรรจุเข้าระเบียบวาระให้มันเสร็จ หมดปัญหาไปครับ จบเรื่องนี้ เชิญกลับไปนั่งประจําที่ได้ครับ
ระเบียบวาระที่ ๔.๒ ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เชิญคณะกรรมาธิการครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการมาแล้ว เชิญแถลงครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมขออนุญาตท่านประธานขอให้ ท่านวัลลภ พริ้งพงษ์ ตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทยได้เข้ามาร่วมชี้แจงด้วยครับ
มันควรจะแจ้งล่วงหน้า แต่ไม่เป็นไร อนุญาตครับ เชิญครับ
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๒๘ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายถวิล ไพรสณฑ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายภราดร ปริศนานันทกุล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติการ เลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางพัฒนา สังขทรัพย์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากําหนดการ แปรญัตติภายใน ๗ วัน โดยให้ถือเอาร่างของนายถวิล ไพรสณฑ์ กับคณะ เป็นหลักในการ พิจารณานั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีข้อสังเกต จึงเสนอมา เพื่อโปรดพิจารณาครับ
เชิญเลขาธิการอ่านเรียง ตามลําดับมาตราต่อไปครับ
ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่าง ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๒/๑ มีการแก้ไข (๒) ของมาตรา ๒๓ คณะกรรมาธิการเพิ่มขึ้นใหม่
มีท่านผู้ใดติดใจไหมครับ ที่คณะกรรมาธิการแก้ไข เชิญคุณชลน่าน ไม่เหนื่อยบ้างหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขอบคุณที่ท่านประธานเป็นห่วง เหนื่อยครับท่านประธาน โดยเฉพาะกฎหมายฉบับนี้ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าผมเหนื่อย เหนื่อยมาก ๆ สําหรับ กฎหมายฉบับนี้นะครับ กฎหมายฉบับอื่นถึงจะหนักขนาดไหนไม่เหนื่อย ท่านประธานครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๒/๑ กรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาใหม่ โดยเขียนใหม่ทั้งหมด ผมจะขออนุญาตท่านประธานอ่านให้ท่านประธานฟังนะครับ กรรมาธิการเขาเขียนอย่างนี้ครับ ให้ยกเลิกความใน (๒) ของมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมแล้วในมาตรานี้หรืออีกหลายมาตรา ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในชั้นของการรับหลักการ หลักการที่ สภาผู้แทนราษฎรส่งให้กรรมาธิการไปพิจารณานะครับ ไปดูหลักการนะท่านประธาน เขาให้ ยกเลิกมาตรา ๘๖/๑ และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๘๗ มาตรา ๘๘ แห่งพระราชบัญญัติ การเลือกตั้งเดิมเท่านั้น ไม่ได้ยกเลิก มาตรา ๒๓ ในกฎหมายเดิมเลย แต่ว่ากรรมาธิการ ผมเข้าใจว่าท่านหวังดีมาก อยากให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์แบบ ก็ไปเพิ่มมาตรานี้เข้ามา แล้วก็ไปขอแก้ไขหลักการในข้อสังเกต ผมอภิปรายไม่ได้หรอกครับเพราะว่าท่านไปทําเป็น ข้อสังเกต แต่ข้อสังเกตท่านไปแก้ไขหลักการ ไปตัดหลักการเดิมออกหมด แล้วเปลี่ยนเป็น ถ้อยคําเท่านั้นเองว่าเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมการนับคะแนน กรรมาธิการเก่งมากครับ แต่ผมคิดว่า ลักษณะการนําเสนอร่างกรรมาธิการอย่างนี้ ให้สภาแห่งนี้ช่วยกันพิจารณาหน่อยครับว่าทําไม กรรมาธิการได้ไปเพิ่มเติมหลักการใหม่ขึ้นมา ไม่เฉพาะยกเลิกมาตรา ๒๓ นะท่านประธาน ที่เราไม่ได้บัญญัติไว้ ไปยกเลิกความในมาตรา ๒๔ อีก ขออนุญาตท่านประธานในภาพรวม นิดเดียว แล้วไปเขียนมาใหม่ ยกเลิกความในมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ ของกฎหมายเดิมซึ่งเราไม่ได้เขียนไว้ในหลักการเลย ผมก็ถามท่านประธานผ่านไปยังท่าน กรรมาธิการ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ และท่านกฤษฎีกาว่าในการประชุมของ กรรมาธิการนั้นไม่มีใครทักท้วงเรื่องนี้เลยหรือครับว่าการเพิ่มเติมหลักการ แก้ไขหลักการ มันต้องห้ามด้วยข้อบังคับซึ่งกระทํามิได้ หลักการที่ท่านรับจากสภาผู้แทนราษฎรไปนะครับ ทุกร่างด้วยครับ ไม่เฉพาะร่างของท่านถวิล ไพรสณฑ์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ร่างคนอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เว้นแต่ว่าร่างคนอื่น ๆ มีแก้ไขหลักการ อย่างนี้ผมจะไม่เถียงเลยครับ ผมก็ถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการว่า ถ้าเสนอ ร่างกรรมาธิการอย่างนี้ผมถือว่าสมาชิกสภาแห่งนี้ถ้าจะเห็นชอบกับกรรมาธิการ ก็เกรงว่าน่าจะขัดกับข้อบังคับและรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะกระทําได้ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเพิ่มเติมของกรรมาธิการในลักษณะนี้ ผมอยากฟังเสียงเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้เหมือนกันว่าพวกเราเห็นอย่างไร ผมไม่ว่าอะไร ถ้าสภาแห่งนี้จะใช้เสียงข้างมากเห็นชอบกับกรรมาธิการแล้วก็ไปแปลความกันว่าต่อไปเราสามารถ จะกระทําอะไรในการตรากฎหมายซึ่งไม่ใช่กระบวนการตามปกติก็ได้ผมก็อยากจะทําอย่างนั้น เหมือนกันครับ เพราะว่าบางครั้งมันก็อาจจะเป็นประโยชน์ ไม่ได้เถียงว่าไม่เป็นประโยชน์ แต่มันไม่ใช่กระบวนการตรากฎหมายที่ถูกต้อง ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมรับไม่ได้ครับ ขอบคุณครับ
มีท่านสมาชิกท่านใดที่จะ ซักถามอีกไหมครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตให้ทางกรรมาธิการช่วยชี้แจงนิดหนึ่ง ในข้อกฎหมายอันนี้ที่ทําแล้วมันจะไปขัด ต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือว่าไปขัดกับกฎหมายอื่นใด หรือวิธีการของระเบียบ ข้อบังคับ ของสภาที่เราจะพิจารณาต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากว่าในหลักการเราขอไป ๓ มาตรา ท่านไป แก้อีก ๕ มาตราเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเกิดในสภานี้อยากจะแก้อีกสัก ๖ มาตรา ตามเข้าไปอีกตอนนี้ ยุ่งกันไปใหญ่เลย แล้วถ้าเกิดพูดไปพูดมากลายเป็นว่าการนับคะแนนมันไม่ใช่ส่วนหนึ่งของ การเลือกตั้งที่จะเป็นเจตนารมณ์แก้ตามรัฐธรรมนูญ มันมีเรื่องอื่นอีกที่ไปเกี่ยวพันในเรื่องของ การได้มาการเข้าสู่อํานาจขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นให้บริสุทธิ์ยุติธรรมอีก ไปถึง เรื่องอํานาจหน้าที่ของ กกต. อีก อยากจะให้ไปแก้เรื่องรายละเอียดส่วนที่ของ กกต. อีก จะทําได้หรือไม่มันจะกลายเป็นเรื่องวุ่นวายพอสมควร เนื่องจากสภาได้อนุมัติท่านไป ๓ มาตรา พออนุมัติไป ๓ มาตรา ท่านไปแก้เป็น ๗ มาตรา มันนอกเหนือจากที่สภาให้ไปอันนี้ขัดต่อระเบียบ ขัดต่อกฎหมายอื่นใดหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอคําชี้แจงตรงนี้ก่อนครับ
คุณสถาพร
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน โดยข้อเท็จจริงแล้วเห็นท่านประธาน คณะกรรมาธิการและเห็นคณะกรรมาธิการ ผมเองก็เชื่อโดยสุจริตใจว่าเป็นการร่างกฎหมาย ที่มีหลักการเหตุผลไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายอื่นใด หรือไม่ขัดและแย้งในหลักการเหตุผลที่ สภาอนุมัติในวาระแรก แต่พอมาดูเนื้อกฎหมายแล้ว ผมเองก็แปลกใจว่าถ้าเราเขียนกฎหมาย โดยบัญญัติ หรือแก้หลักการหรือเพิ่มเติมข้อกฎหมายมากกว่าหลักที่เราเสนอไปวาระแรก แล้วท่านเอาเข้าสภาในวาระที่สอง วาระที่สาม สมมุตินะครับท่านประธาน ผมบอกว่าของมติ สภาแห่งนี้เขียนไปอีก ๒ มาตรา ให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการโดยตรง ซึ่งไม่ได้อนุมัติในหลักการนะ ให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลําพูน จังหวัดแพร่ จังหวัดน่านโดยตรงมันจะ ขัดไหม กฎหมายฉบับนี้สามารถดําเนินการได้ ถ้าเอาหลักการตามกรรมาธิการได้ดําเนินการ พิจารณาแก้ไขก็สามารถที่จะเพิ่มเติมได้ ผมเชื่อโดยสุจริตใจว่าเราต้องการใช้กฎหมาย เพื่อแก้ไขให้การเลือกตั้งท้องถิ่น แก้ไขทุกสิ่งทุกอย่างดําเนินการตามไป ผมอยากให้ทาง กรรมาธิการถอนไปเถอะครับ มิฉะนั้นมันจะเป็นตราจะว่าตราบาปก็ใช่นะครับ ของสภาแห่งนี้ ว่าเขียนกฎหมายเกินหลักการเหตุผลที่สภาอนุมัติและต่อไปรุ่นน้อง ๆ รุ่นพี่ ๆ จะมาเขียน กฎหมายฉบับนี้สภาไม่วุ่นวายหรือครับ เพราะฉะนั้นผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังทาง กรรมาธิการลองโปรดทบทวน แล้วก็นํากลับไปอยู่ในสภาพที่ดีกว่านี้แล้วพวกเราจะได้มา ช่วยกันพิจารณาครับ กราบขอบคุณครับ
เชิญ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ผมอยากจะเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่าในช่วง พิจาณาทางคณะกรรมาธิการก็ได้พะวงถึงเรื่องเหล่านี้เช่นเดียวกัน แต่ว่าเมื่อได้สอบถามมายัง ตัวแทนของกฤษฎีกา แล้วก็ตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎรว่าเคยมีการปฏิบัติตามนี้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าในช่วงที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ได้มีการปฏิบัติไปแล้วกฎหมาย ๒ ฉบับด้วยกัน ซึ่งไปแก้มาตราอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวร่างที่ผ่านสภาไปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ได้มี การปฏิบัติไปแล้ว ๒ ฉบับด้วยกันกฎหมาย ซึ่งไปแก้มาตราอื่นซึ่งไม่ได้อยู่ในตัวร่างที่สตริคท์ (Strict) ที่ผ่านสภาไปแล้ว โดยที่จริงแล้วทางกฤษฎีกาและทางตัวแทนของสภาผู้แทนราษฎรทุกคน ฝ่ายเลขานุการนั้น ได้ชี้แจงว่าเป็นกฎหมายที่มีความเกี่ยวเนื่องต่อกัน เพราะถ้าแก้เพียงมาตรานี้แล้วถ้าไม่แก้มาตราอื่น กฎหมายนี้จะไปใช้ไม่ได้ทีนี้มีกฎหมายอยู่ ๕ ฉบับ ผมอยากเรียนท่านประธานว่าได้เคยปฏิบัติ ไปแล้ว คือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงรับจํานํา พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งได้ แก้ไขในลักษณะเดียวกัน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาพ.ศ. ๒๕๔๖ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติเลือกตั้ง สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๔๖ ส่วนสภาในชุดปัจจุบันนั้นมีการแก้ไข ทํานองเดียวกันนี้ ๒ ฉบับด้วยกันก็คือ ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. ๒๕๕๒ และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ เทศบาลที่เกี่ยวกับความต่อเนื่องของการเลือกตั้ง แทนที่ว่านายก อบจ. นายกเทศมนตรี จะอยู่ในวาระเพียง ๒ ปี จะแก้ว่า เป็นได้ตลอดไป ซึ่งสภาชุดนี้ก็ได้ผ่านไปแล้วเช่นเดียวกัน เมื่อปี ๒๕๕๒ ๒ ฉบับด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะให้ทางท่านกฤษฎีกาได้ช่วยชี้แจง เพิ่มเติมในประเด็นนี้ครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ ผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง ผู้อํานวยการ ศูนย์ข้อมูลกฎหมายกลาง สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการครับ ในเรื่องของการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ฉบับนี้ที่สภากําลังพิจารณาอยู่ในวาระสองนี้ จากเดิมร่างหลักการที่ขออนุมัติหลักการแก้ไข ๒ มาตรานั้น ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าการที่จะแก้ไขเพียง ๒ มาตราดังกล่าวนั้นมันไม่อาจที่จะทําให้หลักการที่สภาแห่งนี้อนุมัติไปในเรื่องของการแก้ไข การนับคะแนนการเลือกตั้งให้นับจากรวมเขตให้เป็นการนับที่หน่วยเลือกตั้งนั้นจะไม่สามารถ กระทําได้เนื่องจากมีมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องในเรื่องของการที่จะดําเนินการเพื่อให้เป็นไปตาม หลักการดังกล่าว เพราะฉะนั้นในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการประกอบกับดู ในข้อบังคับการประชุม แล้วบวกกับในกรณีซึ่งร่างของพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่ได้เคยผ่าน สภาแห่งนี้ไปแล้ว ในเหตุผลการพิจารณาเห็นแล้วว่าในการพิจารณาถ้าต้องมีการแก้ไขมาตราอื่น ที่เกี่ยวข้อง แต่ยังอยู่ในหลักการของร่างที่สภาแห่งนี้ได้อนุมัติหลักการไปก็เคยมีการดําเนินการไว้ แล้วก็ถ้ายังอยู่ในหลักการลักษณะดังกล่าวนั้นก็สามารถที่จะเคยมีการดําเนินการอยู่แล้วก็ ดําเนินการลักษณะเดียวกัน รวมทั้งในลักษณะที่เพิ่มเติมขึ้นมานั้นก็เป็นการแก้ไขในส่วนของ บทบัญญัติมาตราที่เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งเดิมนั้น ไม่มีอํานาจในการนับคะแนน เนื่องจากต้องส่งไปนับที่เขตรวมที่เขตนะครับ ก็ต้องแก้ไข ลักษณะให้มีอํานาจตามหลักการที่ได้ผ่านการพิจารณาไปคือมีอํานาจในการนับคะแนน ที่หน่วยเลือกตั้งด้วย รวมทั้งบทบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้องที่มีการกล่าวถึงในเรื่องของ คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง รวมทั้งอํานาจในการนับคะแนนที่เคยมีอํานาจเฉพาะ การมานับที่เขต ให้เขียนมาเป็นนับที่หน่วยตามหลักการที่ได้ผ่านการพิจารณาของสภาแห่งนี้ไป ประกอบกับทางที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงไปว่าในกรณีเช่นเดียวกันก็เคยมี การดําเนินการอยู่แล้ว แล้วก็มีการเสนอมาในลักษณะเดียวกันซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมจาก หลักการมาตราที่ได้อนุมัติไป แต่ยังคงอยู่ในหลักการที่สภาแห่งนี้ได้อนุมัติหลักการไป เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการจึงแก้ไขเพิ่มเติมเข้ามาโดยอาศัยเหตุผลลักษณะดังกล่าว แล้วก็ยังคงไว้ซึ่งหลักการที่สภาแห่งนี้ได้รับการอนุมัติไปในเรื่องของการแก้ไขการนับคะแนน สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่นจากไปรวมนับที่เขตมาเป็นนับที่หน่วย แล้วก็เพื่อให้ เกิดความสมบูรณ์ที่กฎหมายฉบับนี้สามารถใช้บังคับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้เกิด ปัญหาการลักลั่นไป ถ้าแก้เพียงมาตราที่อนุมัติหลักการไปแล้วจะทําให้เกิดปัญหาการลักลั่น และไม่สามารถจะใช้บังคับได้ จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาครับ
ก็ชี้แจงแล้ว ผู้ซักถามยังติดใจ เชิญคุณประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม กระผมต้องกราบเรียนท่านประธาน ว่าในกระบวนการในการตรากฎหมายนั้นมันจะต้องประกอบด้วยข้อบังคับที่รองรับและกฎหมาย ที่รองรับ การที่ประธานและกรรมาธิการที่มาจากกฤษฎีกาชี้แจงนั้นเห็นทีจะใช้ไม่ได้ ผมต้อง กราบเรียนจริง ๆ ว่าท่านจะสร้างรอยด่างไว้ในกระบวนการตรากฎหมาย ผมต้องกราบเรียน พัฒนาการในเรื่องนี้มาตั้งแต่ กระผมต้องขอประทานโทษที่กล่าวถึงบุคคลภายนอกคือ อาจารย์สมภพ โหตระกิตย์ ซึ่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต่อมาก็มีอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ เรื่อยมา กระบวนการในการตรากฎหมายนั้นจะบัญญัติในการเขียนหลักการไว้ ๒ ชนิด ๑. ชนิดกว้าง ๒. ชนิดแคบ ชนิดกว้างนั้นจะพูดลอย ๆ ว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่า ด้วยอะไรก็ว่ากันไป ส่วนชนิดแคบนี้หมายความว่าหลักการจะเป็นการจําเพาะเจาะจงว่าจะ แก้ไขมาตราใด ท่านประธานครับ ในการเสนอกฎหมายฉบับนี้กระผมเห็นด้วยในเรื่องของ การที่จะให้มีการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาในเรื่องของความคิด ในกรอบ ความคิดตรงนั้นไม่มีปัญหา แต่เมื่อกรรมาธิการตั้งไปแล้วท่านจะไปคิดว่าจะแก้ไขหลักการ แล้วจะแก้ไขเนื้อหาให้ไปกันใหญ่ไปกันโตนั้น กระบวนการในการตรากฎหมายอย่างนี้ ย่อมกระทําไม่ได้ครับท่านประธาน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าแม้ว่ามีการที่จะ กระทําไม่สมบูรณ์อย่างใดก็ตามซึ่งมันขัดข้อบังคับ ซึ่งไม่สามารถที่จะทําได้เลย กระบวนการ ตรากฎหมายนั้นย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์และความสําคัญเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากเรายกเว้น ถ้าหากเรา ไม่สามารถกระทําตามได้ เราเห็น เราแก้ไขไปตะพึดตะพือแบบนี้จะไปสู่เป็นแนวทางในการแก้ไข ที่ไม่ถูกต้องต่อไปครับท่านประธาน
เชิญคุณชลน่าน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดน่าน ผมต้องขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการ และทางกฤษฎีกาที่กรุณาชี้แจงที่มาที่ไปและความเป็นมา ท่านประธานครับ ในข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ปี ๒๕๕๑ ของสภาผู้แทนราษฎร วรรคท้ายเขียนไว้ชัดครับ คณะกรรมาธิการอาจ เพิ่มมาตราขึ้นใหม่ หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่ง พระราชบัญญัตินั้น ผมเน้นขีดเส้นใต้ครับ ไม่ขัดกับหลักการ คําชี้แจงว่ากรณีเป็นความ ต่อเนื่องผมไม่แย้งครับ ถ้าต่อเนื่องมีพระราชบัญญัติหลายฉบับที่เขียนไว้ และมีความต่อเนื่อง พอที่จะอนุโลมและให้ความเห็นสภาเป็นผู้พิจารณาตัดสินได้ ถ้าสภามีมติอย่างไรก็ถือว่า สภาใหญ่ที่สุดครับ เพราะเป็นที่ใช้อํานาจแทนพี่น้องปวงชนชาวไทย ความต่อเนื่องตรงนี้ ถ้ามาดูสาระนะครับ ท่านเขียนไปยกเลิกมาตรา ๙๐ มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ ท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตภาพรวมเรายังไม่ลงรายมาตรา ที่ว่าด้วยวิธีการนับคะแนนนี้ผมไม่ติดใจเลย ถ้าจะไปเปลี่ยนแปลงจะไปเพิ่มเติมเข้ามาเพราะมันเป็นวิธีการ เดิมท่านไม่ได้เสนอหรอกครับ แต่ท่านเขียนเรื่องของการแก้ไขเรื่องการนับคะแนนก็เหมือนกับเป็นวิธีการเหมือนกัน นับที่หน่วย ก็คือวิธีการ แล้วร่างของเราเอง เดิมหลักการก็พอที่จะอนุโลมให้ไปแบบเพื่อเป็นประโยชน์ได้ ผมไม่ใช้คําว่า น้ําขุ่น ๆ นะครับ ให้ไปเพื่อเป็นประโยชน์ได้ ในหลักการเดิมเขียนไว้อย่างนี้ครับ เพื่อกําหนดให้คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งดําเนินการนับคะแนนเลือกตั้งแต่ละหน่วย ณ ที่เลือกตั้ง พอไปได้แต่เมื่อดูมาตราที่ท่านแก้ที่มาของกรรมการประจําหน่วยไม่ได้เกี่ยวเลยครับ ที่มาของกรรมการประจําหน่วย ผมถามว่าไม่แก้เป็น ๙ ใน ๗ คน นับได้ไหม นับได้ครับ เพราะเขามีอยู่แล้ว กฎหมายเดิมก็มีอยู่ ๗ คน ก็นับได้อยู่แล้ว ที่มาของกรรมการประจําหน่วย ผมถามว่าไม่แก้ เป็น ๙ ใน ๗ คนนับได้ไหม นับได้ครับ เขาก็มีอยู่ แล้วกฎหมายเดิมก็มีอยู่ ๗ คน เขานับได้อยู่แล้ว ผมถือว่าประเด็นนี้ขัดกับหลักการ ที่เรารับไปในวาระที่หนึ่งแล้วส่งให้ท่านผมแปลความอย่างนี้นะครับ เอาแบบว่าศรีธนญศรีชัย กันเลย ขัดแน่นอนครับ ถ้าจะแปลความอย่างนี้ผมว่าขัดแน่นอน เพราะการที่จะมีคนเพิ่มเป็น ๙ คน แล้วเลือกมาจากกรรมการผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ท่านจะล้อเลียนมาจากกฎหมายเลือกตั้ง ผมไม่ว่าครับ เราเขียนไว้อยู่ ให้สิทธิอยู่ในกฎหมายเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือ วุฒิสภา เราเขียนไว้ท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมว่าเรารอมชอมกัน ในสิ่งที่ท่านแก้มา ดีมากครับ ผมก็เห็นด้วยนะ ว่าต้องทําอย่างนี้ เอาไปปรับปรุงใหม่ดีไหมครับ แล้วเสนอหลักการ เข้ามาใหม่ แล้วยกร่างใหม่ทั้งหมด ผมว่า ๓ วาระรวดผ่านได้เลย เพื่อจะได้ไม่เป็นความอึดอัด ของสมาชิกครับ แล้วก็จะมีคําตอบ จริง ๆ กรรมาธิการหลังจากที่รับร่างเราไปแล้วกรรมาธิการ ก็น่าจะมีมติว่าไม่พิจารณาเนื่องจากหลักการที่รับมาไม่สมบูรณ์ ส่งคืนสภาก็จบ เราให้อํานาจ ท่านไปอยู่แล้ว แล้วมาตอบเรา ด้วยเหตุผลที่ท่านพูดเมื่อสักครู่นะครับ ผมว่ากฎหมายฉบับนี้ ผ่านไปนานแล้ว กระบวนการมันมีอยู่แล้วครับจะมีขั้นมีตอนอยู่ ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการ ผมคิดว่าถ้าท่านถอนออกไป ผมดูสมาชิกขณะนี้หลายท่านหิวข้าว จะขอเป็นญัตติเพื่อถอน ก็อาจจะทําลําบากสักนิดหนึ่ง แต่ด้วยความเคารพท่านประธาน ถ้าท่านจะถอนก็ต้อง สภาอนุมัติอยู่ดี ผมว่าไปเถอะครับเอากลับไปแล้วให้เขายกร่างใหม่ ผมทราบลึก ๆ ว่าผู้ยกร่าง ให้ท่านนี่ ร่างเดิมไม่สมบูรณ์ แต่ท่านเอามาเสนอต่อสภานี่เราก็ดูเฉพาะหลักการที่ท่านเสนอ แค่นั้น จะมาโทษสภาในชั้นรับหลักการวาระที่หนึ่งไม่ได้นะครับ สภารับหลักการวาระที่หนึ่ง ยังไม่ครอบคลุม โทษไม่ได้นะครับ เพราะท่านเขียนมาเฉพาะแค่นั้น เราก็ดูให้ท่านแค่นั้น เราไม่ดูวงกว้างให้ท่านขนาดที่บอกว่าสภาไม่รับหลักการเพราะหลักการไม่ครอบคลุม มันเป็นไปไม่ได้ ด้วยความเคารพท่านประธาน อย่าให้สภาได้ด่างพร้อยเลย เราพิจารณากัน นี่ความสมบูรณ์ของกฎหมายมันใช้กันหลายชั่วอายุคน แต่ชีวิตคนเรามันสั้น สภาชุดนี้ก็อยู่ได้ ไม่กี่ปีหรอกครับ แต่เขาจะตราบาปว่า ชุดที่ ๒๓ ทําไว้อย่างนี้ ต่อไปคนอื่นเขาก็ทําได้ผมไม่อยาก ให้เป็นอย่างนั้นครับ บรรทัดฐานที่ดี กระบวนการที่ดีน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เอากลับไปนะครับ ไปยกร่างใหม่ เติมหลักการที่ท่านใส่เข้ามาทั้งหมดนี้ผมว่าจบเลย แล้ว ๓ วาระรวด เทอมนี้ ยังทันอยู่ครับ ก่อนปิดสภานี้ ยกเว้นจะยุบสภาไปก่อนเท่านั้นเอง กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณวิรัตน์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการ ด้วยความเคารพข้ออภิปรายของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผมต้องขอบคุณนะครับที่ท่านห่วงใย แต่ว่าประเด็นนี้เราได้คุยกันมากครับท่านสมาชิกที่เคารพ ว่ามีความจําเป็นแค่ไหน เพียงใด เราก็ดูหลักการว่าในหลักการเขียนไว้ชัดหลักการก็คือ การนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งตามมาตรา ๙๔ แห่งรัฐธรรมนูญในวรรคสอง เพราะฉะนั้น เมื่อหลักการเขียนบอกว่า ให้คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งดําเนินการนับคะแนน เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้ง และให้กระทําโดยเปิดเผย นี่คือหลักการ สําคัญนะครับ แล้วเหตุผลก็คืออ้างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๔๙๔ ควรกําหนดให้มีการนับคะแนน ที่หน่วยเลือกตั้งแล้วส่งผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งนั้นไปรวมที่เขตเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนรวมเพื่อความสะดวกรวดเร็วในการนับคะแนนและเป็นการอํานวยความสะดวก ในการนับคะแนนในการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความถูกต้องของการนับคะแนน อันจะเป็นผลให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ นี่คือสาระครับ กรรมาธิการก็พูดก็คุยนะครับ เพราะฉะนั้นโดยรวมกรรมาธิการเห็นว่า อยู่ในหลักการและอยู่ในเหตุผล แล้วก็ถ้ายกร่างตามแนวที่ผ่านมานี้เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ กับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งมีจํานวนมาก มากกว่าดีกว่าเราอยู่ในกรอบแคบ แล้วออกไปก็จะ ไม่สามารถเอาไปใช้บังคับได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเห็นว่าอยู่ในหลักการ แล้วสาระของหลักการก็คือ เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งให้เปิดเผย สุจริต เที่ยงธรรม เหตุผลก็ชัดเจน เพราะฉะนั้น กรรมาธิการจึงดําเนินการไปยังที่กราบเรียนนะครับ ด้วยความเคารพครับ
ดูข้อบังคับข้อ ๑๑๗ วรรคท้าย ก็เขียนไว้ชัด คณะกรรมการอาจเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติ ตอนนี้ที่เขาแก้ไขเพิ่มเติมก็เกี่ยวกับ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งของสภาท้องถิ่น ก็แล้วแต่สภาจะวินิจฉัย เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการเรียบร้อย ในประเด็นนี้ท่านได้ชี้แจงครับ ผมรับได้ที่มันเกี่ยวเนื่องถึงแม้จะไม่เขียนไว้ในหลักการ ท่านมาอ้างเหตุผล พอรับได้เพราะว่าเป็นวิธีการ แต่ประเด็นที่ผมยกที่ท่านมาเพิ่มไปยกเลิก มาตรา ๒๓ ยกเลิกมาตรา ๒๔ เรื่องจํานวนกรรมการไม่ได้เขียนไว้เลยครับ แล้วหลักการ ข้างบนนี้ท่านก็เขียนไว้แค่ ๔ บรรทัด ท่านมาอ้างเหตุผลผมพอฟังได้ ผมก็บอกแล้วแต่แรกว่า ผมพอฟังได้ ผมเสนอทางออกให้ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการไปก็แล้วแต่ ท่านจะรับหรือไม่รับนะครับ แต่ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็คงต้องมีการพูดคุยกันพอสมควร ในประเด็น ที่สภาแห่งนี้จะต้องมาช่วยกันวินิจฉัย ผมก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกก็ แล้วกันว่าแล้วแต่ ผมก็ทักท้วงไว้ถ้าสมมุติว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นชอบกับกรรมาธิการก็อยู่ใน กระบวนการ เพราะเป็นอํานาจสภา ผมเองจึงอยากได้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้เพื่อเป็น หลักฐานว่าได้มีสมาชิกทักท้วง ไม่ใช่ผมคนเดียวครับ ท่านชาญชัย ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน ท่านประยุทธ์เองในฐานะที่เป็นสมาชิกอาวุโสที่อยู่ในสภาแห่งนี้มานาน แล้วคร่ําหวอด เรื่องการตรากฎหมาย ตลอดจนทั้งที่มาที่ไปนี่เราก็พูดกัน ก็บันทึกไว้เรียบร้อยครับ ก็ไม่เป็นไร ก็แล้วแต่ท่าน ผมเองก็กราบเรียนผ่านท่านประธาน ขึ้นกับดุลยพินิจของสภาครับ แต่ความเห็นของผม ผมคิดว่าเอากลับไป มติสภาให้ถอนไป แล้วท่านไปยกร่างใหม่ เขียน หลักการให้สอดคล้อง สาระที่ท่านเขียนมาใหม่ทั้งหมดก็เอาใส่มาเหมือนเดิมครับ บรรจุเข้า มา ท่านประธานก็อาศัยความจําเป็นเร่งด่วนพิจารณา ผมว่าอย่างนี้ ๓ วาระได้เพราะเราเคย พิจารณาแล้ว จบภายในวันเดียว ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับสภามากกว่าก็แค่นั้น ขอบคุณท่านประธาน
เชิญคุณประยุทธ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมต้องกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังคณะกรรมาธิการว่า
ประการที่ ๑ กระผมเห็นเจตนาดีที่ท่านประธานและคณะกรรมาธิการทําให้ เกิดความสมบูรณ์ในเรื่องของกฎหมาย กระผมไม่ปฏิเสธตรงนั้น
ประการที่ ๒ กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า กระผมคัดค้านการที่จะ ผ่านการพิจารณาวันนี้อย่างสิ้นเชิง ทั้ง ๆ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมก็ไม่สบาย แต่ไม่อยากจะพูด แต่จําเป็นต้องพูด เพราะกระบวนการนั้นเป็นกระบวนการที่จะต้อง ศักดิ์สิทธิ์ จะต้องคงไว้ไม่ให้เกิดรอยด่าง ถ้าเกิดรอยด่างเป็นครรลองแบบนี้แล้วจะทําให้เกิด ความเสียหาย ผมยืนยันว่าอ่านตั้งแต่หัวจรดท้ายผมเห็นด้วย ไม่มีอะไรที่จะอภิปรายคัดค้าน ในเรื่องของสาระบัญญัติ แต่กระบวนการตรากฎหมายที่มันไม่ถูกต้องแล้วนี่ ถ้าเราปล่อยให้ดันทุรัง ไปนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย จึงอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ว่าหาทางเอาออกกลับไปเถอะ เหมือนสอดคล้องกับคุณหมอชลน่านได้พูดถึงว่า แม้นว่าเอา เข้ามาแบบให้เต็มที่เลย เสนอร่างใหม่ เอา ๓ วาระ ผมก็ยินดีที่จะร่วมมือด้วย ไม่ให้เกิดการ เสียเวลา แล้วเจตนารมณ์ของท่านที่ทําดีอยู่แล้วนี่ทําให้ถูกกระบวนการให้ถูกต้องตาม ครรลอง มันจะเกิดการเป็นประเพณีที่ปฏิบัติที่ดีงามและควรค่ากับการที่เห็นสภาแห่งนี้เป็น สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ครับท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการ เอาอย่างไรครับ
กําลังหารือครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา ในฐานะกรรมาธิการ กําลังหารือในทางออมชอมครับ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ คือถ้าท่านเห็นว่าหลักการและเหตุผล ที่เขียนไว้ไปได้ แล้วข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ก็เปิดช่อง ผมด้วยความเคารพท่านสมาชิกผู้อาวุโสนะครับ เราเห็นว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ บอกว่าเพิ่มเติมได้แต่ต้องไม่ขัด หลักการ เราก็ดูแล้วว่าไม่ขัด เพราะฉะนั้นกําลังหารือกันครับ อย่างจํานวนกรรมการถ้าคุยกัน รู้เรื่องก็กลับ ๗ คน ถ้า ๗ คนก็มีหลายมาตราที่ไม่ต้องปรับแก้ อย่างเช่น มาตรา ๒/๒ ก็จะหมดไป เพราะฉะนั้นถ้าที่ประชุมจะกรุณาเพื่อให้กฎหมายที่กราบเรียนซึ่งอยู่ในหลักการและเหตุผลที่ กราบเรียนแล้วเป็นประโยชน์สูงสุดกับการเลือกตั้งท้องถิ่น กระผมก็จะขออนุญาตเดินหน้า ต่อไปครับ
เชิญคุณวิเชียร
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี เมื่อคณะกรรมาธิการลังเลยอย่างนี้ผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่ามาตรา ๒/๒ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๔ ปัญหาที่คณะกรรมาธิการไม่ได้เขียน หรือเขียนขึ้นใหม่ จากคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งที่ใช้ ๗ คน มาเป็น ๙ คน แล้วก็ บัญญัติไว้ว่ากรณีที่ถึงเวลาเปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง ถ้ากรรมการคนใดคนหนึ่งหรือกี่คน ก็ตามมาไม่ครบ ๙ คน ให้หาคนที่มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้นมาเป็นกรรมการจนครบ ๙ คน ก็ไม่ได้บัญญัติต่อ ไม่ได้เขียนต่อว่าวิธีการหา หรือสรรหาหรือคัดเลือกนั้นจะทําอย่างไร ที่กราบเรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าเดิมทีเดียวในหน่วยเลือกตั้ง สมมุติว่ามันมีวิธีการหลายวิธี ซึ่งมันมีซิกแซกกันว่ามาไม่ครบ ให้ประธานชี้เอาคนใดคนหนึ่งไหม ให้ประธานชี้หรือใครคนใด คนหนึ่งเลือกไหม หรือเป็นมติของกรรมการเสียงส่วนใหญ่นั้น เพราะมันมีส่วนได้เสียในหน่วย เลือกตั้งในการนับคะแนนนั้น อย่างนี้ผมเห็นจุดบกพร่องเหมือนหลาย ๆ ท่านที่กราบเรียน ท่านประธานไป เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้หลาย ๆ อย่างที่เราท้วงติงกรรมาธิการถ้ารับกลับไปได้ หรือปรับปรุงได้ผมว่ากลับมาก็ไม่ช้าหรอกครับ ขอบคุณครับ
ตัดสินใจเอาอย่างไร เชิญครับ จะดันทุรังไปหรือว่าจะถอน เชิญครับ ถ้าเพื่อสะดวก เราดูแล้วอะไรที่มันขัดหลักการเราไม่ควร ถ้าไปเพิ่มเติมไปอะไรต่าง ๆ มันผิดหลักการอยู่มัน ก็ไปยากนะครับ ผมว่าถ้าจะให้มันรวดเร็ว ขึ้นก็ถอนร่างนี้กลับไปแก้ไข แต่ว่าต้องเสนอใหม่มากกว่ากระมังครับ หรือจะตีให้มันตกไป
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ ผมคิดว่าถ้านําไปแก้ไขใหม่ แต่ถ้าท่านสมาชิกยังติดใจในแง่ของ การเสนอก็คงเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าประเด็นที่ท่านรองประธานได้พูดไปแล้วว่าใน ส่วนที่ ๗ กับ ๙ ผมอยากจะให้ทางกฤษฎีกาได้กรุณาชี้แจงด้วย แล้วก็ประเด็นที่ท่าน ส.ส. วิเชียร ขาวขํา ท่านได้พูดนั้น ก็มีอยู่ในระเบียบของ กกต. อยู่แล้ว ทางกฤษฎีกาจะชี้แจงอีกครั้งครับ ขออีกครั้งครับ
เชิญครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ขออนุญาตเพื่อสมาชิกครับ ผม นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง ในฐานะกรรมาธิการ เรียนข้อซักถาม ของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ถามเกี่ยวกับเรื่องกรณีเมื่อสักครู่ ในกรณีที่มีการแก้ไข มาตรา ๒๓ (๒) และมาตรา ๒๔ เพิ่มเติมขึ้นมานั้น ซึ่งในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ก็ยังเห็นอยู่ว่ามันเป็นกรณีที่บทบัญญัติที่อยู่ในหลักการ ที่พิจารณาอยู่ก็คือการกําหนดว่า ต่อไปนี้การนับคะแนนนั้นจากการนับที่เขต มารวมนับที่เขตให้แต่ละหน่วยเลือกตั้งนั้น สามารถนับได้ เหตุที่ต้องแก้ในมาตรา ๒๓ (๒) นั้น เนื่องจากในมาตรา ๒๓ (๒) นั้น มาตรา ๒๓ กําหนดถึงตัวองค์กรหรือเจ้าหน้าที่ที่จะต้องดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกรณี (๒) นั้นพูดถึงกรณีคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันนั้นมี ๗ คน แล้วกําหนด ถึงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งนั้นด้วยว่าจะมีอํานาจหน้าที่อะไร ซึ่งตรงนี้กําหนดเพื่อจะให้ตัวองค์กรนั้น นอกจากว่าจะมีองค์กรอะไรแล้ว องค์กรนั้นจะต้องมี อํานาจหน้าที่อะไร เพื่อจะไปดําเนินตามบทบัญญัติอื่น ๆ ต่อไปนะครับ ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือ ในมาตรา ๘๗ และมาตรา ๘๘ ที่สภาได้มีอนุมัติหลักการไปตามวาระที่หนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงต้องมีการแก้ไขในมาตรา ๒๓ (๒) เพื่อให้คณะกรรมการดังกล่าวนั้นมีอํานาจหน้าที่ ในส่วนของการที่จะต้องนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งได้ด้วยในส่วนของที่แก้จํานวนของ คณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งจาก ๗ คน เป็น ๙ คนนั้นก็เพื่อที่จะรองรับการดําเนินการใน การที่จะต้องเพิ่มอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง เพื่อให้เป็นไปตาม และสอดคล้องกับหลักการของการเลือกตั้งระดับชาติที่มีคณะกรรมการไปประจําหน่วย เลือกตั้งจํานวน ๙ คนเช่นเดียวกัน เพื่อให้สามารถที่จะดําเนินการในลักษณะดังกล่าวได้ เพื่อไม่ให้เกิดความติดขัดเกิดขึ้น เมื่อแก้จํานวนดังกล่าวนั้นก็ต้องมาแก้ในมาตรา ๒๔ ด้วย ซึ่งกําหนดเกี่ยวกับเรื่องการดําเนินการของคณะกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งในวันเลือกตั้ง และต่อปัญหาที่ท่านสมาชิกถามว่าในกรณีวันที่มีการเลือกตั้งแล้วกรรมการประจําหน่วย เลือกตั้งไม่สามารถมาดําเนินการได้ แล้วก็ให้มีการแต่งตั้งผู้มีสิทธิเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งนั้น ทําหน้าที่แทน และเกิดมีกรณีปัญหาเกิดขึ้นนั้นหรือไม่ตรงกับคุณสมบัติแล้วผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งในการนี้เองใน กกต. เองก็ได้มีกรณีของข้อกําหนดของคณะกรรมการการเลือกตั้งไว้ เกี่ยวกับเรื่องของคณะกรรมการนับคะแนนการเลือกตั้งอยู่แล้วนะครับ หรือกรรมการ ที่จะต้องดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งอยู่แล้วในกรณีที่จะมีการแต่งตั้งผู้ซึ่งมาทําหน้าที่ กรรมการประจําหน่วยเลือกตั้งหรือกรรมการนับคะแนนนั้น ถ้ากรณีมีเหตุติดขัดในเรื่อง คุณสมบัติหรือไม่เป็นไปตามนั้น ซึ่งมาถูกตรวจสอบภายหลังเจอหลังจากการแต่งตั้ง ก็จะมีข้อกําหนดไว้ส่วนหนึ่งบอกว่าในกรณีซึ่งการดําเนินการของกรรมการที่ต้องพ้นจาก ตําแหน่งเพราะเหตุ ตาย ลาออก หรือขาดคุณสมบัติเกี่ยวกับการที่ได้รับการแต่งตั้งมาเพื่อทํา หน้าที่กรรมการนั้น ไม่กระทบต่อการดําเนินการใด ๆ ของคณะกรรมการผู้นั้นที่ได้กระทํา การไปตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นแล้วในการดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือในส่วนที่ เกี่ยวกับการเลือกตั้งของผู้นั้นที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการก็สามารถดําเนินการได้ต่อไป ก็ถือว่ามีผลดําเนินการได้ต่อไป เพราะฉะนั้นแล้ว กกต. เขาว่ามีระเบียบข้อกําหนดเกี่ยวกับ การเลือกตั้งที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในกรณีที่การแต่งตั้งนั้นแต่งตั้งไปแล้วเกิดมี การตรวจสอบภายหลังว่าผู้นั้นไม่เป็นไปตามคุณสมบัติหรือกรณีเหตุที่ติดขัดซึ่งไม่เป็นไปตาม ข้อกําหนดของกฎหมายอยู่นะครับ เพื่อจะให้การเลือกตั้งนั้นสามารถเดินหน้ากันไป การดําเนินการเลือกตั้งในกระบวนการต่าง ๆ เดินหน้าต่อไปได้ เพื่อไม่ให้เกิดความติดขัด ก็เรียนมาเพื่อพิจารณานะครับ
คือความออมชอม ผมอยากจะ ขอความกรุณาอย่างนี้ได้ไหมครับ ถ้าสมมุติว่าร่างที่เสนอสภานี้ถ้าคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไปร่างใหม่ ทั้งตัดข้อความมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๓ อะไรต่าง ๆ เพิ่มเติมอะไรต่าง ๆ แล้วก็ เสนอเข้ามา ท่านประยุทธ์ ท่านชลน่าน หรือท่านวิเชียร หรือท่านมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อะไรนี้ท่านไปร่วมมือกับฝ่ายคณะกรรมการแล้วจะเสนอมาในอาทิตย์หน้าท่านพร้อมไหม ครับ เชิญคุณประยุทธ์ หรือคุณชลน่านก็ได้ครับ เพื่อมันจะได้เร็วขึ้นครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมคิดว่าแนวทางที่ท่านประธาน พยายามออมชอมนั้นเป็นแนวทางที่ค่อนข้างจะงดงาม ท่านกรรมาธิการเองก็ไม่ได้เสียกําลังใจ ในการที่ท่านไปทํางานได้อย่างขะมักเขม้น ท่านประธานครับ แต่ผมไม่อยากให้ดันทุรัง ถ้าฟังคณะกรรมาธิการมาจากกฤษฎีกาแล้วมันเหมือนเอาข้างเข้าถูมันไม่ใช่แก้ไขปัญหา ผมไม่อยากอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ มาตรา ๑๓๔ และมาตรา ๑๒๕ ซึ่งอ้างข้อกฎหมาย ท่านจะจนตรอกจนแต้มเข้าไป ซึ่งถ้าอ้างข้อกฎหมายท่านจะจนตรอกจนแต้มเข้าไป แล้วอ้าง ข้อบังคับ ข้อ ๑๑๗ ท่านประธานไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้หรอกครับ อ่านมาตราเดียวก็พอแล้ว รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๕ ประธานวุฒิสภา ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิบัติตาม ข้อบังคับ เมื่อข้อบังคับมันเขียนไว้อย่างนี้แล้ว กระบวนการตรากฎหมายมันเขียนไว้อย่าง ชัดเจน ท่านประธานครับตามที่ท่านประธานออมชอมนั้น กระผมยินดีร่วมมือด้วย และยินดี เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะเซ็นชื่อด้วยถึงแม้ว่าเพื่อนสมาชิกจะมีความเห็นอย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีความคิดที่แตกต่างจากท่านกรรมาธิการหรอกครับ
คุณชลน่าน เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับที่พยายามหาทางออก สิ่งที่ผมจะฝากกรณีที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการเห็นชอบกับ ท่านประธานนะครับ โดยข้อเท็จจริงแล้วสิ่งที่ท่านเพิ่มเติมเข้ามาในหลักการไม่มีท่านก็ใส่ เข้ามาเอง จริง ๆ ผมไม่อยากเปิดเผยเลยครับ แต่ท่านเขียนไว้ เช่น หน้าที่ของกรรมการการ เลือกตั้งตรงนี้เดิมเราเขียนให้กรรมการจะต้องประกาศคะแนนเฉย ๆ แต่ด้วยความที่ท่าน บอกว่าท่านแก้อย่างนี้แล้ว ท่านก็เลยบอกว่าให้กรรมการออกระเบียบออกหลักเกณฑ์วิธีการ การนับคะแนนเห็นไหมครับ ถามว่าในหลักการมีไหม ไม่มีเลยครับ
ไม่มีหรือครับ
ไม่มีครับ เพราะฉะนั้นการนําไปปรับแก้ ผมคิดว่าน่าจะ เป็นเรื่องที่เหมาะสมที่สุด ง่ายครับ เพียงแต่กลับไปยกร่างใหม่เท่านั้นเอง เขียนหลักการเหตุผลใหม่ สาระก็ปรับปรุงให้สอดคล้องครับ ในการที่จะทําให้มีอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการ เลือกตั้งกับการนับคะแนนกับการประกาศคะแนนก็ให้มันสอดรับกันไม่ใช่มาตรา ๘๘ นับคะแนนเรียบร้อยคณะกรรมการการเลือกตั้งมาออกระเบียบทีหลังให้กฎหมายมันไหลลื่น หน่อยครับ ของเราเองดูว่ามันสวยงาม ผมขอบคุณท่านกฤษฎีกาที่เป็นกรรมาธิการที่พยายาม จะอธิบาย พอรับได้ ผมก็บอกอันไหนที่รับได้ รับได้ แต่บางครั้งอะไรที่มันฝืนนะครับก็กลับไป ในแนวทางที่ดี ๆ ผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า เพียงแต่ท่านประธานขอให้สภา อนุมัติเท่านั้นเองครับ ไปทําใหม่อาทิตย์หน้าเข้ามารับหลักการวาระที่หนึ่ง วาระที่สอง วาระที่สาม ไม่เห็นจะยากเลยครับ เพราะว่าเราพิจารณากันแล้ว ผมคิดว่าสภาแห่งนี้ให้การรับรองอยู่แล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ผมเชื่อพรรคเพื่อไทยต้องให้ การสนับสนุน เชิญคุณวิเชียร
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา จริง ๆ ไม่อยากลุกขึ้นพูดอีกครั้งนะครับ แต่ว่าด้วยคําตอบของกฤษฎีกามันคนละเรื่องกับที่ ผมอภิปราย
คือไม่ต้องเท้าความหรอกครับ
กราบเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ผมท้วงติง ที่คณะกรรมาธิการเขียนมาไม่ใช่คุณสมบัติที่ขัดภายหลังในการเลือกตั้งเสร็จ ไม่ใช่ แล้วไม่ กระทบต่อการเลือกตั้งที่ผ่านมามันไม่ใช่ คนละเรื่อง ที่ผมกราบเรียนก็คือว่าการแต่งตั้งให้ผู้มี สิทธิเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งในหน่วยเลือกตั้งนั้นมาเป็นกรรมการแทน กรรมการคนที่ยังไม่มา หรือมายังไม่ถึงเอาหลักเกณฑ์อะไร คือคณะกรรมการการเลือกตั้งที่สรรหาหรือเลือกมา ๙ คน หรือ ๗ คนตามกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ก็ตาม ผ่านการกลั่นกรองจากหลายระบบ กว่าจะมาเป็นกรรมการประจําหน่วยเลือกตั้ง อยู่ ๆ กรรมการ ๗ คน หรือ ๙ คนของท่าน จะไปจับเอาคนใดคนหนึ่งอยู่ในหน่วยเลือกตั้งนั้นมาแทนคนที่เขายังมาไม่ทันท่านเอาเกณฑ์ อะไร ท่านรู้ไหมเขาเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางทางการเมือง ไม่ทราบครับ มันมีระเบียบ รองรับไหม
อันนี้เราก็ไปแก้ไข เชิญท่านประธานครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กระผม เรียนปรึกษาท่านประธานว่าถ้าใช้วิธีการให้คณะกรรมาธิการกลับไปแก้ไข แล้วมาร่างเพื่อ เสนอต้องมารับหลักการในวาระที่หนึ่ง ผมคิดว่าต้องให้สภามอบหมายและพวกเราความเป็น คณะกรรมาธิการก็ต้องยุติลงกลายเป็นร่างขึ้นมาใหม่เสนอเข้ามาใหม่มากกว่า คล้าย ๆ กับว่า ที่ประชุมมอบหมายให้คณะกรรมการชุดนี้ซึ่งสลายไปแล้ว เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ทางนี้ ไม่รับ แล้วร่างขึ้นมาใหม่รับเป็นวาระหนึ่งใหม่ก็ทําแบบที่ว่าให้ไปแก้ไขโดยคณะชุดนี้ และนําเข้ามาใหม่ มันก็ไม่สอดคล้องกันอีก ผมอยากให้ท่านประธานถามที่ประชุมครับ
คุณมานิตย์นักกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม มานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ คําศัพท์เรื่องนี้มันอยู่ที่คําว่า หลักการคืออะไร หลักการที่ท่านเสนอมาแต่แรกนั้น
คือตอนนี้ปรึกษา
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ท่านฟังผมให้จบก่อนแล้วจะเข้าใจ
ผมเข้าใจเรื่องหลักการ ที่ท่านจะพูด แต่ทีนี้ผมเรียนถามท่านว่าเมื่อให้สภานี้ยืนยันว่า
เดี๋ยวครับ ปัญหานั้นยังไม่ถึงท่าน อย่าเพิ่งขัดจังหวะผมสิครับ หลักการในเรื่องนี้คือเรื่องการนับคะแนนที่ไหน อีกอันหนึ่งที่ไป ใส่มาคือหลักการในการเอาจํานวนคณะกรรมการอะไรกี่คน มันคนละหลัก เพราะฉะนั้น มันไม่มีทางทําได้ ส่วนที่ท่านประธานหารือนั้นผมกราบเรียนว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติ ก็ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แล้วก็เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมอีก ไม่มีทางที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากจะมาเสนอร่างพระราชบัญญัติได้อีก ต้องกลับย้อนไป ก็ไม่ยากหรอกครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านถวิลครับ ไม่ยากครับ แค่นั้นเองครับ ผมเรียนนะครับ ถ้าเกิดเราผ่าน อย่างนี้ไปแล้วรวมทั้งร่างพระราชบัญญัติต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการอภิปรายมาเมื่อสักครู่นี้ว่า อันนั้นก็ทําได้ อันนี้ก็ทําได้ แล้วถ้าเผื่อมีการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วเขาบอกใช้ไม่ได้เลย มันก็เสียไปทุกพระราชบัญญัติ อย่าทําเลยครับ เมื่อเราท้วงติงแล้วอะไรแล้ว แล้วก็บอกวิธีแล้ว ด้วยว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด ท่านประธานก็ได้กรุณาแนะนําแล้ว ผมว่าอย่างนั้นนะครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญครับ ไม่มีท่านผู้ใดอภิปรายแล้ว ก็ถามมติสภาว่าจะเอาอย่างไร ว่าอย่างไรท่านวิรัตน์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วิรัตน์ กัลยาศิริ กรรมาธิการนะครับ ถ้าที่กระผมฟังเสียงเพื่อนสมาชิก ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกก็อยากให้กฎหมายนี้ออก แต่ว่าขอให้ปรับปรุงให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมจะขอ ความกรุณาท่านประธานได้ไหมครับว่าจัดร่างขึ้นมาใหม่ จะมอบหมายชุดนี้หรือชุดไหนก็ว่าไป แล้วก็กลับเข้ามาเป็น ๓ วาระ เพราะแนวมันมีอยู่ แต่อะไรที่เกินหลักเกินเกณฑ์ ไม่ถูกต้องก็ เอาออกไป แล้วจะรบกวนท่านประยุทธ์ ท่านคุณหมอชลน่าน ท่านวิเชียรเข้ามาช่วยอย่างที่ ท่านประธานดําริก็จะไปได้ เพียงแต่ว่าขอความเห็นว่าถ้าที่ประชุมนี้ขอเป็น ๓ วาระก็จะเกิด ประโยชน์กับท้องถิ่นท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ
คือถ้าจะทําให้มันถูกต้อง กฎหมายฉบับที่เสนอมานี้ต้องตกไป แล้วก็ให้เสนอใหม่โดยคณะกรรมาธิการชุดนี้เสนอตั้งเลย ไปทํามาใหม่แล้วก็เสนอสภาอาทิตย์หน้า สภาก็เลื่อนเข้ามาพิจารณาเป็นวาระแรก แล้วก็ พิจารณา ๓ วาระ เอาอย่างนี้นะครับ คุณชลน่านต้องช่วยยืนยันกันนะ ทั้งท่านมานิตย์ด้วย ทุกท่าน อาจารย์สมคิดต้องช่วยกัน ก็ขอมติ ไม่ใช่ถอนว่าต้องโหวต รับหรือไม่รับ มันผิด หลักการ เมื่อที่ประชุมไม่รับก็ตกไป แล้วก็ที่ประชุมก็เสนอให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปร่าง มาใหม่แล้วเสนอสภาด่วน ก็มีวิธีนี้เท่านั้น ผมขอเชิญสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้อง ประชุมด่วนครับ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชลน่าน ช่วงที่ ท่านประธานรอสมาชิกผมขออนุญาตนิดเดียวคับ ประเด็นคําว่า โหวตให้ตก กับ ไม่รับ กับ ถอนไป จริง ๆ วิธีการปฏิบัติคล้ายกัน ไม่ได้แตกต่าง แต่ว่าภาพมันน่าจะดีกว่าในแง่ที่ พวกเราให้กรรมาธิการถอนไปปรับแก้ทั้งหมดให้มันถูกต้อง
ก็ต้องแก้หลักการ เหตุผล แล้วก็เข้าเหมือนกับตัวนี้
เสนอใหม่หมดตามกระบวนการ เพียงแต่ถอน ไปเท่านั้นเองครับ ขออาศัยมติสภาให้ถอนเท่านั้นเองครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพอีกอย่างหนึ่ง ถ้าตกมันจะเสนอสมัยนี้ไม่ได้ครับ ต้องถอนอย่างเดียวครับ
ถูกต้องแล้วครับ ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนนะครับ เพื่อจะขอความกรุณาให้ คณะกรรมาธิการนี้ถอนเรื่องนี้ไปเพราะว่าเหมือนกับฉบับแรกครับ เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนเลยครับ ทุกท่านช่วยเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านสมาชิก ที่อยู่นอกห้องประชุมนะ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ เมื่อท่านเข้านั่งเรียบร้อย แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนแล้วนะครับ ช่วยส่งผลมาครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๐๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ผมจะขอถามมติประชุมว่าให้คณะกรรมาธิการท่านจะถอนเรื่องนี้ไปแก้ไข ปรับปรุง โดยอนุมัติให้คณะกรรมาธิการแก้หลักการและเหตุผล ตลอดทั้งตัวร่างให้เรียบร้อย เสนอสภาผู้แทนราษฎรใหม่ ถ้าท่านผู้ใดเห็นด้วย โปรดกดปุ่มเห็นด้วยนะครับ ลงมตินะครับ ท่านผู้ใดไม่เห็นด้วย โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมได้ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้ว ส่งผลมา ผลออกมาแล้วนะครับ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๓๓ ท่าน เห็นด้วยให้ถอนไปปรับปรุงหลักการ เหตุผล และตัวมาตราทั้งหลายให้เรียบร้อย เห็นด้วย ๓๒๓ เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๐ ท่าน ถือว่าที่ประชุมนี้ให้ถอนร่างนี้ไปปรับปรุงแก้ไข ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเป็น ๔.๓ ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดี ปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญท่านคณะกรรมาธิการประจําที่ และขอเชิญเจ้าหน้าที่ทางศาลปกครอง เข้ามาในห้องประชุมด้วยครับ ตามที่ผมได้อนุมัติแล้วนะครับ
เชิญท่านกรรมาธิการวิสามัญนะครับ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธี พิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... เข้าประจําที่นะครับ การพิจารณาในวาระที่สองนี้นะครับ จะเป็นการพิจารณาตั้งแต่ชื่อร่าง คําปรารภ แล้วก็เรียงตามลําดับมาตรา แล้วก็ให้ท่านสมาชิก อภิปรายได้เฉพาะถ้อยคําหรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือผู้แปรญัตติมีการสงวนคําแปรญัตติ หรือกรรมาธิการได้สงวนความเห็นไว้ ทั้งนี้เว้นแต่ที่ประชุมจะลงมติเป็นอย่างอื่น เมื่อพร้อมแล้ว เชิญท่านประธานกรรมาธิการได้แถลงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม วิลาศ จันทร์พิทักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๔ ครั้งที่ ๓ (สมัยสามัญ ทั่วไป) วันพุธที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ และครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ได้พิจารณาและลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ศาลปกครอง เป็นผู้เสนอ) และตั้ง กรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อพิจารณากําหนดแปรญัตติภายใน ๗ วัน
บัดนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว เสร็จแล้ว จึงกราบเรียนมาเพื่อได้โปรดพิจารณาต่อไป
เชิญท่านเลขาธิการดําเนินการ
ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่าง ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ มาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ เพิ่มความเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา ๗ มีการแก้ไข
เชิญท่านวิเชียร ขาวขํา ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ในมาตรา ๓ วรรคสอง นั้นจริง ๆ แล้วสาระผมไม่ค่อย ติดใจเท่าไรนัก แต่ว่าติดใจในถ้อยคําที่ใช้ใน ๒ บรรทัดสุดท้าย ก็คือ ในเขตอํานาจของแต่ละ ศาลนั้นแยกต่างหากโดยเฉพาะก็ได้ ทั้งนี้ให้ออกเป็นประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศาลปกครอง หรือชื่อย่อ กศป. ท่านประธานครับ คําว่า ให้ออกประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด ในสํานวนหรือหลักภาษาไทยนี่มันห้วน และมันไม่ระบุ เฉพาะเจาะจง เราต้องใช้มีคําเชื่อม ก็คือจะใช้ คําว่า ของประธานศาลปกครองสูงสุด เข้าไป มันก็จะครบถ้วนสมบูรณ์ แล้วมาต่อท้ายคําว่า โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศาลปกครอง อันนี้น่าจะดีกว่า แต่ถามว่าถ้อยคําเปลี่ยนไหม ไม่เปลี่ยนนะครับ แต่ว่าดีขึ้น งดงาม สละสลวยขึ้น ใช้คําว่า ของประธานศาลปกครองสูงสุด เพราะมันห้วนจริง ๆ ครับ ท่านประธานอ่านดู ให้ออกเป็นประกาศประธานศาลปกครองสูงสุด อย่างนี้มันไม่สละสลวย ผมขออนุญาตว่า ใส่คําว่า ของประธานศาลปกครองสูงสุด เข้าไป ขอบคุณครับ
มีท่านอื่นประสงค์อภิปรายไหมครับ เชิญท่านชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในมาตรา ๓ ทางกรรมาธิการได้ไปเพิ่มเติมข้อความ แก้ไขข้อความ ประเด็นการเพิ่มเติมแก้ไขผมไม่ได้ติดใจ แต่อยากจะทราบเหตุผลนะครับว่า เดิมเราให้อํานาจ ท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ออกประกาศในการที่จะกําหนด แผนกหรือหน่วยงานอื่น แต่อยากจะทราบเหตุผลว่า เดิมเราให้อํานาจท่านประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ออกประกาศ ในการที่จะกําหนดแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในมาตรา ๗ เพิ่มเติมวรรคสอง วรรคสามเข้าไปเพื่อที่จะได้มีแผนกหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นเข้ามาอยู่ในการแบ่งตําแหน่ง ของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นต้น ร่างเดิมเราให้ท่านประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นผู้ประกาศแล้วก็สามารถจะแบ่งได้เลย แต่ว่ากรรมาธิการไปเติมคําว่า โดยความเห็นชอบ ของ กศป. คือคณะกรรมการศาลปกครอง ผมก็อยากทราบเหตุผลว่าเพราะอะไรถึงได้ต้องไป ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการศาลปกครอง เมื่อเทียบกับร่างเดิมที่เราให้ไปนะครับ ผมขออนุญาตเลยไปนิดเดียวท่านประธานครับ ในการที่จะกําหนดตําแหน่ง เช่น ตุลาการ ศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่น ที่เราเพิ่มเข้ามา เดิมมี ๔ วรรคนะครับ ในมาตรา ๑๒ เดิม หรือมาตรา ๑๗ เดิม มีอยู่ ๔ อนุมาตรา เราเพิ่มอนุมาตราที่ ๕ เข้ามา ที่เราใช้ว่าชื่ออย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาลปกครองสูงสุดที่เรียกชื่ออย่างอื่น หรือว่าศาลปกครองชั้นต้นที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตรงนั้น กศป. เป็นผู้ประกาศ แต่ว่าพอกําหนดภาพรวมร่างเดิมให้ศาลปกครองสูงสุดเป็น ผู้ประกาศ ผมก็เลยอยากทราบประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้ประกาศซึ่งท่านเป็นผู้รักษาการ ตามกฎหมายฉบับนี้ ผมก็เรียนให้ทราบเหตุผลว่าเราไปให้อํานาจ กศป. เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ และอํานาจตรงนี้ได้เขียนไว้ในอํานาจหน้าที่ของ กศป. หรือไม่ และสอดรับกันหรือไม่ อย่างไร ขอบคุณครับ
เชิญท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับผม วิลาศ จันทร์พิทักษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากกรุงเทพมหานคร ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับที่เพื่อนสมาชิกต้องขอเอ่ยนามท่าน ท่านวิเชียร ขาวขํา ท่านเสนอว่าน่าจะเติมคําว่า ของประธานศาลปกครองสูงสุด ท่านสมาชิกครับ คือในพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเขาก็ใช้อย่างนี้ ออกเป็นประกาศกรรมการบริหารศาลยุติธรรม เขาไม่เขียนว่าของ เราก็ล้อกันมาครับ ก็ต้องขอบคุณนะครับ
อีกประการหนึ่งที่ท่านชลน่านเสนอ ความจริงแล้วร่างของทางศาลปกครองมา ก็ไม่มีโดยความเห็นชอบของ กศป. ทีนี้ทางกรรมาธิการเห็นว่าเพื่อให้เกิดความรอบคอบ เพราะการตั้งแผนกเพิ่มขึ้นมันต้องมีทั้งเพิ่มบุคลากร เพิ่มงบประมาณ ทีนี้ถ้าใช้อํานาจของ ประธานศาลปกครองสูงสุด ถ้าประธานศาลปกครองสูงสุดท่านนั้นมีความคิดกว้างขวางก็จะ ไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าเกิดบางครั้งท่านไม่รอบคอบพอ ท่านไปตั้งแล้วมันเปลือง อาจจะสูญ งบประมาณมากเกินไป ก็ไม่มีอะไรครับ ให้ กศป. เป็นฝ่ายกลั่นกรองขึ้นมาอีกชั้นหนึ่งเท่านั้นละครับ อํานาจประกาศก็ยังเป็นของประธานศาลปกครองอยู่ แล้วก็มาขอความเห็นชอบนิดหนึ่งว่า โอเคดีไหมตามนี้นะครับ กรรมาธิการเห็นว่าน่าจะดีขึ้นถ้ามีเครื่องกรองน้ําขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ขอบคุณครับ
ไม่ติดใจนะครับ ถ้าท่านสมาชิกไม่ติดใจก็ผ่าน เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๔ เพิ่มความเป็นมาตรา ๗/๑ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕ แก้ไขมาตรา ๑๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ แก้ไขมาตรา ๑๗ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๗ เพิ่มความเป็นวรรคเจ็ดของมาตรา ๓๐ มีการแก้ไข
ไม่มีท่านใดติดใจนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ก็เป็นอันว่าจบการพิจารณาเรียงตามลําดับมาตราแล้วนะครับ ต่อไปนี้ก็เป็นการพิจารณา ทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ ครับ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ถ้อยคํา หรือไม่
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าจบการพิจารณาในวาระที่สอง ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับว่า จะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สามหรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติในวาระที่สามครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นการลงมติในวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครอง และวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยในวาระที่สาม ของร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีศาลปกครองหรือไม่ครับ เชิญนะครับ ท่านที่อยู่ในห้อง ประชุมแล้วกรุณากดปุ่มแสดงตนด้วย ประธานได้ส่งสัญญาณลงมติไปตามห้องประชุม กรรมาธิการทุกห้องแล้ว เชิญท่านกรรมาธิการได้พักการประชุมให้สมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติว่าท่านจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่สามหรือไม่นะครับ ท่านที่ อยู่ในห้องประชุมกรุณากดปุ่มแสดงตนครับ กดแสดงตนครบทุกท่านแล้วหรือยังครับ เชิญนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านได้แสดงตนครบถ้วนแล้วนะครับ ขอทราบผลครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๘๒ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปผมขอถามมติที่ประชุม ท่านใดเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่สามกด เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นชอบด้วยกด ไม่เห็นด้วย นะครับ ท่านใดงดออกเสียงกด งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติครบทุกท่านนะครับ ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น ๓๑๘ ท่าน เห็นด้วยในวาระที่สาม ๓๑๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน ก็เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัตินี้ ในวาระที่สามนะครับ จะได้ดําเนินการส่งให้ทางวุฒิสภาพิจารณาต่อ ขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน
ลําดับที่ ๑ คือการพิจารณาให้ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้ว (ร่างมาตรา ๖๔ มีความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ)
กราบเรียนสรุปเพื่อนสมาชิกอย่างนี้นะครับ คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ทางรัฐสภา คือทั้งสองสภาได้อนุมัติเป็นกฎหมาย แต่เนื่องจากเป็นร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ ก็บัญญัติว่าต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ตรวจสอบความชอบด้วยของรัฐธรรมนูญก่อนว่าร่างนั้นขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ บัดนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยนะครับว่าทั้งฉบับนี้มีอยู่มาตราหนึ่งที่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ นั่นก็คือ มาตรา ๖๔ ฉะนั้นก็ได้ส่งเรื่องกลับมาให้ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาไปพิจารณาปรับแก้เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งวันนี้เราก็ได้นําเรื่องนี้เข้ามาเพื่อจะ ให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้พิจารณาช่วยกันปรับแก้เพื่อไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ทีนี้ในการพิจารณา ดังกล่าวนี้ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มีหนังสือแจ้งความเห็นของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อประกอบการการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรว่าควรจะตัด มาตรา ๖๔ ออก และให้ ตัดถ้อยคําบางคําในมาตรา ๗๑ ออกด้วย ซึ่งผมก็ได้ให้เจ้าหน้าที่จัดเอกสารดังกล่าวใส่แฟ้มให้ ท่านสมาชิกในห้องประชุมได้พิจารณาแล้ว และท่านประธานกรรมการ ป.ป.ช. ก็ได้มอบหมายให้ คุณกล้าณรงค์ จันทิก และคุณวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้แทนเข้าแถลงและชี้แจงต่อ ที่ประชุมว่าทําไมถึงเสนอให้ตัดมาตรา ๖๔ ออก และปรับปรุงถ้อยคํามาตรา ๗๑ ด้วยนะครับ ซึ่งผมก็ได้พิจารณาอนุญาตให้ทั้ง ๒ ท่าน ได้เข้ามาชี้แจงตามข้อบังคับ ข้อ ๒๔ ฉะนั้นขอเชิญ คุณกล้าณรงค์ จันทิก และคุณวิชา มหาคุณ ได้เข้าห้องประชุมเพื่อจะชี้แจง กําลังเดินทาง ยังมาไม่ถึง ฉะนั้นผมก็เปิดโอกาสให้ท่านสมาชิกได้อภิปรายกันก่อน เพราะว่าสรุปแล้วก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ามาตรา ๖๔ มันขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นก็ต้องปรับแก้ไม่ให้มันขัด เดี๋ยวเราอภิปรายกันก่อน แล้วถ้า ๒ ท่านมาถึง ท่านมีแนวคิดว่าอยากจะให้ตัด มาตรา ๖๔ ออก เมื่อตัด มาตรา ๖๔ แล้วก็ขอให้ไปปรับปรุงถ้อยคําในมาตรา ๗๑ ท่านสมาชิกท่านใดประสงค์ จะอภิปรายไหมครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ เผอิญกฎหมายฉบับนี้ผมมีส่วนยกร่างด้วย ในประเด็นที่ ๑ ที่จะกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าด้วยเรื่องการดูว่ามันขัดต่อกฎหมายและอื่นใด หรือไม่ ในระหว่างที่พิจารณาในขณะนั้นเราก็ได้มีการซักถามว่าการขอปรับอัตราเงินเดือน และให้ยกเลิกความในมาตรา ๖๔ นี้มันไปเกี่ยวพันกับกฎหมายเดิมของ ป.ป.ช. มาตรา ๑๑๑ เกี่ยวกับเรื่องอัตราเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งให้กับข้าราชการของ ป.ป.ช. ซึ่งมี ความเป็นมาคือว่า ป.ป.ช. ได้มีการปรับโครงสร้างขององค์กร โดยจะมีคณะกรรมการไต่สวน เพิ่มขึ้น แล้วก็มีบางส่วนจะต้องทําหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย และต้องจบเนติบัณฑิตยสภา เพราะฉะนั้นถ้าเงินเดือนไม่เท่ากับอัยการก็จะมีคนไม่ทํางานที่นี่ หลักเกณฑ์ก็จะมีอย่างนี้ ในคําชี้แจง แล้วในกรรมาธิการก็เห็นชอบว่าถ้ารองรับข้าราชการที่จําเป็นจะต้องใช้ ผู้มีคุณสมบัติและคุณวุฒิในการที่จะต้องเข้ามาทําหน้าที่ไต่สวน ประการที่ ๑ ก็คือจะต้องเป็น คนที่ซื่อสัตย์สุจริต ประการที่ ๒ เงินเดือนก็ต้องไม่น้อยกว่าหน่วยงานอื่น ซึ่งจะทําหน้าที่ เทียบเท่า เพราะบางเรื่องคณะกรรมการ ป.ป.ช. อาจจะต้องมอบหมายให้ทําหน้าที่ในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสํานวนหรือเรื่องอื่นใดในศาลก็ต้องทําหน้าที่เหมือนกับทนายแก้ต่างให้กับรัฐ ก็คืออัยการ เพราะฉะนั้นก็เลยไปยืมเงินเดือนเอาอัตราเงินเดือนของอัยการหรือเทียบเท่ากับ อัยการเอามาใช้ พอกฎหมายออกจากสภาเราไปสู่วุฒิสภา วุฒิสภาเห็นชอบก็ส่งมาให้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการออกกฎหมายทั้งหมดนี้ ๗๓ มาตรา ไม่ได้ขัดกับรัฐธรรมนูญ อีกหนึ่งมาตราอย่างที่ท่านประธานกราบเรียนว่าอันนี้มันเป็นการออกกฎหมายลักลั่น ในองค์กรตัวเองคือ ๑. ถ้าคนในระดับนี้คุณไปเอาเงินเดือนเทียบเท่ากับอัยการมาใช้ แต่ว่า ถ้าเป็นระดับงานธุรการก็ไปใช้อัตราของ ก.พ. ก็เลยกลายเป็นว่า ๑ องค์กรมี ๒ มาตรฐาน ศาลรัฐธรรมนูญก็เลยให้ความเห็นว่าถ้าอย่างนั้นก็เป็นหน้าที่โดยตรงของสภาผู้แทนราษฎร และรัฐสภาที่จะเป็นคนตรากฎหมายว่าด้วยเรื่องกรอบเงินเดือน ถ้า ป.ป.ช. จะไปขอยืมจาก อัยการสูงสุดมาใช้ ซึ่งอันนั้นเป็นเจตนารมณ์ที่สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภามีเจตนารมณ์ ในการที่จะให้ออกกฎหมายใช้เพื่อองค์กรนั้น ๆ ก็เลยให้เป็นคําวินิจฉัยออกมาเป็นบรรทัดฐานว่า ในมาตรานี้ถึงแม้ว่าขัดแต่ไม่ใช่สาระสําคัญ จึงถือว่ากฎหมายนี้ไม่ตกไป ให้เป็นอํานาจของ สภาผู้แทนราษฎรไปแก้ไขใหม่เสีย ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบอย่างไรก็เป็นเรื่องของ สภาผู้แทนราษฎร จะให้กับท่านเป็นอย่างนี้ก็ให้ไป แต่ต้องออกเป็นกฎหมายโดยเป็นอํานาจ ของสภาผู้แทนราษฎรหรือทางรัฐสภา อันนี้คือความเป็นมาของการที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งกลับ มาให้เรานี้ก็ไม่ได้มีอื่นใดนอกเหนือจากว่าทําให้เกิดความชัดเจน และก็แบ่งแยกอํานาจ การบริหารฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรอิสระ และต้องทําหน้าที่ในการตรากฎหมาย แล้วก็ให้ กรอบกฎหมายในการปฏิบัตินั้นเป็นอํานาจฝ่ายนิติบัญญัติ ก็เลยให้กลับมาให้ส่วนสภา ผู้แทนราษฎรและรัฐสภา คือทั้งวุฒิสภากับเราพิจารณาเรื่องพวกนี้อีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นที่ เราเห็นหนังสือท่านประธาน ป.ป.ช. แห่งชาติท่านได้ทํามาถึงสภาก็คือขอถอนตามคําแนะนํา ของศาลรัฐธรรมนูญถอนออกและก็แก้ข้อความอันที่ไปเกี่ยวข้องออกเสีย ก็คือจบกันไป ท่านก็คงไม่ได้ขออะไรมากกว่านี้ เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นําไปปฏิบัติและบังคับใช้ ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผมเห็นด้วยครับตามที่ทางคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ทําเรื่องให้สั้นลงแล้วก็ไปออกกฎหมายใหม่ว่าด้วยเรื่องกรอบเงินเดือนเหมือนกับองค์กรอิสระ อื่น ๆ ที่มาขอกรอบเงินเดือนในการที่จะขอพิจารณา เช่น อัยการสูงสุดก็ออกไปแล้ว ของศาลเขาก็มี ของส่วนศาลไป ขององค์กรอิสระอื่น ๆ ก็มาขอออก ท่านก็ต้องเตรียมพร้อมที่จะไปออกพระราชบัญญัติ ว่าด้วยเรื่องเงินเดือนและเงินบําเหน็จ บํานาญ อะไรก็ต้องทําเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรมาอีกครั้งหนึ่ง ผมขอชี้แจงและก็ขอกราบเรียนเท่านี้ครับ
ท่านสมาชิกครับ เมื่อสักครู่ผมได้แจ้งว่าจะมีตัวแทนจาก ป.ป.ช. ๒ ท่านที่จะมาชี้แจง คือ ท่านกล้าณรงค์ จันทิก กับ ท่านวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ปรากฏว่าล่าสุดได้รับ หนังสือแจ้งประสานงานมาว่าขอเป็น ท่านสรรเสริญ พลเจียก รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ท่านชัยวัฒน์ พนิชบุตร และ ท่านสุรพงษ์ อินทรถาวร ๓ ท่าน จาก ป.ป.ช. จะเป็นตัวแทน มาชี้แจงแทน ผมได้อนุญาตให้เข้ามาชี้แจงได้ ก็อยากจะให้ท่านได้ชี้แจงเหตุผลที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีหนังสือแจ้งมาว่าเห็นสมควรตัดมาตรา ๖๔ และตัดถ้อยคํา บางคําในมาตรา ๗๑ ออก เพื่อสมาชิกจะได้ประกอบการพิจารณา ท่านนายแพทย์ชลน่าน ผมว่าฟังคําชี้แจงก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวจะได้อภิปรายกันเต็มที่ เชิญครับ
กราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายสรรเสริญ พลเจียก รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้แทนคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอแถลงหลักการและเหตุผลเพื่อประกอบการพิจารณา แก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยดังนี้
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๑/๒๕๔๔ ลงวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๔๔
เรื่อง ประธานรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๑ ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยกเว้น ร่างมาตรา ๖๔ ที่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไปตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสอง และให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กลับคืนสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ ตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสามนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ในการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสามของรัฐธรรมนูญนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควร ให้ตัด ร่างมาตรา ๖๔ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญออก และเห็นว่า การตัดร่างมาตรา ๖๔ ออกดังกล่าวไม่มีผลกระทบที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติมร่างมาตราอื่น ๆ อีก ซึ่งต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาและมีความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรเพิ่มเติมในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าเมื่อตัดร่างมาตรา ๖๔ ดังกล่าว ออกแล้วอาจมีบางถ้อยคําในมาตรา ๗๑ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่สมควรที่จะคงไว้นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าควรที่จะแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคํา ในร่างมาตรา ๗๑ โดยตัดคําว่า มาตรา ๑๑๑ ในร่างมาตรา ๗๑ ดังกล่าวออก เมื่อแก้ไขแล้ว จะเป็นดังนี้
มาตรา ๗๑ ในระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมิได้มีการจัดตําแหน่ง ข้าราชการเพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้นําบัญชีเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญและให้สามารถนําบัญชีเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม โดยมีกฎหมายรองรับในการให้ได้รับเงินเดือน และเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายว่าด้วย เงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. ซึ่งขณะนี้ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดําเนินการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. เพื่อนําเสนอ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พิจารณาเพื่อเป็นการรองรับกับบทบัญญัติมาตรา ๗๑ ดังกล่าวและเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย และในการนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้กระผมเป็นผู้แถลงหลักการและชี้แจงต่อสภาผู้แทนราษฎรดังที่ได้กราบเรียน มาขั้นต้นเพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป จึงกราบเรียนมาเพื่อพิจารณาต่อไป
เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระนี้เข้าสู่ที่ประชุม ของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระการเสนอขอพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ถือเป็น เรื่องใหม่ที่สภาเราเองต้องยอมรับว่ายังไม่เคยมีการพิจารณาระเบียบวาระในลักษณะเช่นนี้ มาก่อนเลย ถือว่าเป็นครั้งแรกนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานสักนิดหนึ่ง เพื่อที่จะได้ใช้เวลา เพราะว่าแนวทางการพิจารณาในครั้งนี้ก็จะเป็นแนวทางที่เรากระทําสืบเนื่อง ต่อไปถ้ามีโอกาสในครั้งต่อไป เพราะกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญบังคับว่าเมื่อผ่านรัฐสภาแล้วต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อน ก่อนที่จะนําทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของวิธีการพิจารณาในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ข้อความชัดอยู่แล้ว แต่วรรคสามเขียนไว้เป็นเหตุให้สภาแห่งนี้จะต้องมาดําเนินการ พิจารณาในวันนี้ก็คือว่า กรณีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําให้ข้อความที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามวรรคสอง สภาแห่งนี้จะต้องมาดําเนินการพิจารณาในวันนี้ ก็คือว่ากรณีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไปตามวรรคสอง ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นกลับคืนสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ ผมขีดเส้นใต้นะครับท่านประธาน ตามลําดับเสมือนพิจารณาร่างกฎหมายโดยทั่วไป ก็คือ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อนถึงจะไปถึงวุฒิสภา ผมก็ไม่แน่ใจว่าเจตนารมณ์ของการบัญญัติ ไว้อย่างนี้มีวัตถุประสงค์ใด จะเกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาหรือไม่ เช่นกรณีถ้าสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาประการใดส่งไปวุฒิสภาแล้ววุฒิสภาพิจารณามีความเห็นที่ไม่เห็นด้วย หรือมีการ แก้ไขเพิ่มเติมจะต้องทําอย่างไรต่อ สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่สภาเราเองไม่เคยมีวิธีการปฏิบัติมาก่อน ตลอดจนข้อบังคับที่รองรับเราก็ไม่มี ครั้นจะไปอนุโลมวิธีตราพระราชบัญญัติกรณีเช่นวุฒิสภา เขามีการแก้ไขแล้วส่งกลับมาผู้แทนอีกหรือไม่ ผมเองก็ไม่แน่ใจ ก็ฝากเป็นประเด็นในสภาแห่งนี้ เพื่อจะได้ช่วยกันนะครับ จะได้พิจารณา ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรใช้คําว่า พิจารณา รัฐธรรมนูญบัญญัติอย่างนี้ครับ ในกรณีเช่นว่านี้ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยมีมติในการ แก้ไขเพิ่มเติมหรือมติที่แก้ไขเพิ่มเติมต้องให้ใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของเราขณะนี้ ๔๗๕ เสียง อย่างน้อยต้อง ๒๓๘ เสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แล้วก็ นําเสนอดําเนินตามมาตรา ๙๐หรือมาตรา ๒๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ ต่อไป ท่านประธานครับ วิธีการพิจารณาอย่างนี้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ ประเด็นที่ ๑ ผลของวรรคสอง ถ้อยคํานั้นตกไปแล้ว ถ้อยคํานั้นตกไปเรียบร้อยแล้ว ใช้ไม่ได้แล้ว ถ้อยคํา ข้อความตรงนั้น สาระตรงนั้นตกไปแล้ว เช่นร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คือมาตรา ๖๔ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ตกไปแล้ว ถ้อยคําที่แก้ไขตกไปแล้ว ท่านบอกท่านขอยกเลิกมาตราที่ว่าด้วยการแก้ไขนั้น ตัดออก ก็กลับไปใช้ร่างเดิมที่มีอยู่คือกฎหมายเดิม กฎหมาย ป.ป.ช. เดิม แล้วก็ไปแก้ไข ถ้อยคําที่มีผลสืบเนื่องก็คือมาตรา ๑๑ให้สอดรับกัน อันนี้คือกระบวนการที่จะนําสู่ให้สภาแห่งนี้ พิจารณาในวันนี้ ประเด็นเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายใหม่ ถ้าเป็นกฎหมายใหม่นะครับ นี่ดีว่าเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ถ้าเป็นกฎหมายใหม่สมมุติว่ามาตรา ๖๔ ตกไปด้วยคําวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้ง รัฐธรรมนูญ เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในองค์กรก็ตกไป ถ้าเป็นกฎหมายใหม่สิ่งที่เราจะต้อง พิจารณาคืออะไร นั่นก็คือการร่างใหม่เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่สอดรับ ไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ ความหมายผมนะครับ ทางเลือกของ ป.ป.ช. สามารถที่จะเขียนมาใหม่ได้ใน มาตรา ๖๔ ใหม่ โดยที่ไม่ให้ขัดหรือแย้งกับคําวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญและขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญ อันนั้นคือทางเลือกอันที่ ๑ แล้วก็ไปแก้ไขมาตราที่เกี่ยวเนื่องให้สอดรับไป หรืออาจจะไม่ต้องแก้ไขก็ได้เพราะมาตราที่เขียนไว้ เช่น มาตรา ๔๑ ก็สอดรับกับมาตรา ๖๔ อันนั้นคือทางเลือก ท่านจะทําอย่างนั้นหรือไม่ แต่ว่าขณะนี้ทราบว่าท่านไม่ทํา ท่านเลือกที่จะ ตัดออกนะครับ ตัดมาตรา ๖๔ ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมออกใหม่ออกทั้งหมดแล้วก็กลับไปใช้ร่างเดิม ไม่ใช่ร่างเดิม ใช้กฎหมายเดิมครับ กฎหมายเดิมที่มีอยู่ ผมก็ฝากเป็นประเด็นว่าสภาแห่งนี้ จะพิจารณาอย่างไร เพราะว่าใช้คําว่า พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้ง นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ วิธีการพิจารณาเมื่อทางผู้เสนอกฎหมายเสนอมาแล้วสภาจะมี กระบวนการการพิจารณาอย่างไร จะพิจารณาในสภาแห่งนี้อย่างเดียวหรือว่าจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียด อันนี้ผมก็ฝากเป็นความเห็น เผื่อว่าสมาชิก หลายท่านอาจจะมีความเห็นที่สอดรับกัน จําเป็นหรือไม่ครับที่จะต้องตั้งกรรมาธิการเข้าไปดู ในรายละเอียด เพราะว่าการพิจารณาตรงนี้นี่ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ อนุโลมโดยการเขียนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าพิจารณาตามลําดับก็คือเหมือนกับกฎหมาย โดยทั่วไปเช่นกัน นั่นคือประเด็นที่ ๑ คือภาพรวมที่ผมนําเสนอท่านประธานในกรณีวรรคสาม ผมกลับมานิดเดียวครับท่านประธาน ต้องกราบขอบคุณท่านศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าสาระ ตรงนี้ไม่ใช่สาระสําคัญ ทําให้มีกฎหมายฉบับนี้นํามาพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยน ให้มันสอดรับก็สามารถที่จะนําทูลเกล้าฯ ได้ กรณีผ่านวุฒิสภาไป แต่วรรคสองนี่หนักครับท่านประธาน กรณีเป็นสาระสําคัญตกทั้งฉบับ นั่นหมายความว่าอํานาจในการตราพระราชบัญญัติที่เป็น ของฝ่ายนิติบัญญัติ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ที่จะเสนอโดยมาตรา ๑๕๔ นี้ กรณีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับผมเพียงแต่ ฝากท่านประธานบันทึกมายังสภาแห่งนี้ แล้วฝากไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าคําวินิจฉัยของท่าน นั่นละครับจะมีผลว่าท่านใช้อํานาจในการที่จะยับยั้งกฎหมายที่ตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าสาระนี้น่าจะส่งกลับไปให้สภาได้ช่วยกันพิจารณา ให้รัฐสภาช่วยกันพิจารณา ไปปรับแก้ ไปปรับเปลี่ยนให้มันสอดรับกับรัฐธรรมนูญก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า นั่นคือ เคารพกระบวนการที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเป็น ผู้ตรากฎหมาย ผมว่าตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องดีนะครับ จริง ๆ อยากแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ด้วย ครับ ไม่ว่าจะเป็นสาระสําคัญ ไม่สาระสําคัญควรมาส่งมาให้สภาได้พิจารณานะครับ เพราะว่า อํานาจในการตราพระราชบัญญัติเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ ดุลอํานาจมันมีกันอยู่แล้วครับ ฝ่ายนิติบัญญัติตราพระราชบัญญัติให้ฝ่ายบริหารนําไปใช้ในการบริหารจัดการ ในการดูแลพี่ น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญควรเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะมาช่วยดูในฐานะเป็น ฝ่ายตรวจสอบ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การไปให้อํานาจที่จะยับยั้งกฎหมาย ผมถือว่าไม่น่าจะชอบ เพราะว่า ฐานอํานาจอยู่ตรงนี้ อันนี้เป็นประเด็นนอกประเด็นนะครับ แต่ว่าฝากท่านประธานเผื่อว่าจะได้สะท้อนไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านได้ช่วยใช้ดุลยพินิจครับ ถึงแม้รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ท่านก็ใช้ดุลยพินิจได้ว่าประเด็นที่ท่านวินิจฉัยมันไม่ใช่ สาระสําคัญที่จะต้องทําให้กฎหมายตกทั้งฉบับ ก็ฝากไว้อย่างนั้น ยกเว้นเป็นกระบวนการเช่น องค์ประชุมไม่ครบ อันนี้ก็สุดแล้วแต่ที่จะอธิบายครับ เพราะว่ากระบวนการมันไม่ชอบ อย่างไรมันก็ต้องตกอยู่แล้ว กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านธนา ชีรวินิจ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ถ้าบุคคลภายนอก ไม่มีความเข้าใจในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะพี่น้อง ทางบ้านก็อาจจะมีความสับสนสักเล็กน้อย ผมขออนุญาตท่านประธานจะไม่ใช้เวลามาก เพียงแต่จะสรุปประเด็นเพื่อให้ท่านสมาชิกและพี่น้องที่รับฟังทางวิทยุได้ทราบว่าประเด็นที่ เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ เนื่องจากมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เข้าสู่สภา สภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการแล้วก็พิจารณา ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ แล้วเนื่องจากในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญได้กําหนด ไว้ชัดเจนครับว่า ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อสภา ได้พิจารณาเสร็จแล้วก่อนที่จะนําความกราบบังคมทูลฯ ก็ให้ส่งไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยว่ากฎหมายดังกล่าวนั้นได้มีการบัญญัติที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นครั้งแรกในสภาแห่งนี้หรืออาจจะเป็นจํานวนไม่บ่อยครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มี คําวินิจฉัยว่าได้มีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและ ปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในบางส่วนบางมาตราที่กระผมขออนุญาตจะได้ กราบเรียนต่อไปว่า ไปขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตท่านประธานที่จะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วก็ระบุในส่วนของมาตรา ๖๔ วรรคสอง ว่าในการกําหนดตําแหน่งข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. ให้ดํารงตําแหน่งในสาขากระบวนการ ยุติธรรมนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีพื้นความรู้ในระดับเนติบัณฑิตหรือเป็นผู้สําเร็จปริญญา ทางกฎหมาย และเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี หรือการให้ ความเห็นทางกฎหมายตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกําหนด ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าก็เป็นเพียงการกําหนดคุณสมบัติอย่างกว้างเท่านั้น เมื่อไม่ปรากฏว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้มีข้อความใดกําหนดให้ข้าราชการในสาขา กระบวนการยุติธรรมมีความแตกต่างจากข้าราชการฝ่ายอื่น หรือมีคุณสมบัติทํานองเดียวกัน กับพนักงานอัยการ จึงมีความแตกต่างกันในสาระสําคัญ ดังนั้นร่างมาตรา ๖๔ ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๑๑ และให้ใช้ความแทนดังกล่าวจึง ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๑ วรรคสาม ประกอบมาตรา ๒๐๒ และ มาตรา ๒๕๕ วรรคเจ็ด และเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่ง ความแตกต่างในเรื่องสถานะของบุคคลที่เป็นข้าราชการฝ่ายอื่นอันเป็นการขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ร่างมาตรา ๖๔ ที่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนั้นไม่เป็นสาระสําคัญ อาศัยเหตุ ดังกล่าวศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชอบด้วยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยกเว้นร่างมาตรา ๖๔ ที่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเป็นอัน ตกไปตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสอง และให้ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กลับคืนสภาผู้แทนราษฎรและ วุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสามต่อไป ผมขออนุญาตกราบเรียน อย่างนี้ท่านประธานครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นการก้าวล่วงอํานาจในการตรากฎหมายของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ประการใด แต่เป็นเพียงแต่การทําหน้าที่ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่ได้กําหนดไว้ ชัดเจนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ในการตราพระราชบัญญัติ แต่พระราชบัญญัติ ฉบับใดที่จําเป็นจะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือดูก่อนว่ามีส่วนใดที่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญก็ให้มีคําวินิจฉัยมา ซึ่งโดยปกติเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วครับว่าสภาแห่งนี้เวลาเรา ออกกฎหมายเราก็มักจะพูดกันอยู่เสมอก็คือว่ากฎหมายนั้นจะต้องไม่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญและในกรณีใดที่มีการบัญญัติที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ พวกเราก็ทราบกันดีครับว่าในส่วนนั้นก็จะไม่มีผลบังคับใช้ วันนี้เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มี คําวินิจฉัยในส่วนนี้ และผมเองก็ได้ทราบจากหนังสือที่ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ส่งถึง สภาผู้แทนราษฎรก็ไม่ติดใจนะครับ ในมาตรา ๖๔ ก็ไม่ได้ทําให้สาระสําคัญหรือการทํา หน้าที่ของ ป.ป.ช. จะต้องเสียไป เพราะฉะนั้นจึงเห็นชอบด้วยกับที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้อง กราบเรียนอย่างนี้นะครับว่า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นที่สิ้นสุดนะครับ สภาเองเมื่อมีตีความว่าในมาตราใด วรรคใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญเราก็ไม่สามารถที่จะ ออกกฎหมายที่ขัดต่อบทบัญญัติซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทได้ เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อทาง ศาลรัฐธรรมนูญให้คําวินิจฉัยและทางคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ก็ได้ส่งความเห็นว่าการที่จะ ขอตัดตามมาตรา ๖๔ วรรคสองนั้นไม่ได้ทําให้การทํางานของ ป.ป.ช. หรือกฎหมายฉบับนี้ เสียไป เพราะฉะนั้นวันนี้ที่เพื่อนสมาชิกได้สอบถามว่าแล้วจะเดินหน้ากันอย่างไรต่อไป ผมกราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตท่านประธานที่จะเอ่ยในข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ ๑๐๗ ซึ่งได้บัญญัติลักษณะกรณีการดําเนินการในลักษณะนี้ไว้ชัดเจนว่า เมื่อรัฐสภา ให้ความเห็นกับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแล้วให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อพิจารณาตาม มาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรได้รับแจ้งคําวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งแล้วให้บรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุมเป็นเรื่องด่วน มาตรา ๑๐๘ ในกรณี ที่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําให้ข้อความที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามมาตรา ๑๔๑ วรรคสองของรัฐธรรมนูญให้สภาพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ การออกเสียงลงคะแนนในการแก้ไข เพิ่มเติมวรรคนี้ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภา นั่นหมายถึงว่าวันนี้กระบวนการตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ ๑๐๘ ซึ่งเราคงจะได้ ดําเนินการต่อไปก็คือสภาจะต้องพิจารณาที่จะให้มีการตัดข้อความตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีคําวินิจฉัยมาในมาตรา ๖๔ วรรคสองออกเสียเพื่อไม่ให้ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และการออกเสียงในการแก้ไขเพิ่มเติมนั้นก็ต้องให้เสียงเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ จํานวนทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่า ประเด็นในการพิจารณาในวันนี้ของสภาก็คงเชื่อว่าคงไม่มีสมาชิกท่านใดไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะ ๑. เป็นคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ๒. หน่วยงานเจ้าของร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญคือ ป.ป.ช. ก็ไม่ได้ติดใจ แล้วก็เห็นว่าการตัดดังกล่าวนั้นก็ไม่ได้ทําให้ การทําหน้าที่หรือรายละเอียดในสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เสียไป สภาเองก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายก็คือต้องออกกฎหมายไม่ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญ แล้วก็ปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อที่ ๑๐๘ ด้วยการลงมติไม่ให้ เสียงน้อยกว่ากึ่งหนึ่งเพื่อให้มีการแก้ไขตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําวินิจฉัยท่านประธานครับ
เชิญท่านนายแพทย์วรงค์ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมเข้าใจได้ว่า วันนี้ทาง ป.ป.ช. เองก็คงมีความจําเป็นที่ต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ออกมามีผลบังคับใช้ เนื่องจากว่าเราต้องเสียเวลามาเยอะแล้วก็นานพอสมควร แต่ถ้าดูตามข้อบังคับรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๔๑ ซึ่งจะขออนุญาตพูดภาษาชาวบ้านให้พี่น้องประชาชนที่ติดตามเรื่องนี้ฟัง และเข้าใจว่า รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ กําหนดไว้ว่า พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญซึ่งครั้งนี้คือ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ถือว่าเป็น พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุม รัฐสภาก็คือผ่าน ส.ส. และผ่าน ส.ว. ก่อนที่จะขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก่อนว่ามีส่วนใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญก็ทําการวินิจฉัยตาม มาตรา ๑๔๑ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ ถ้าผมพูดภาษาชาวบ้านเช่นกันนะครับว่าการวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ วินิจฉัยว่าเป็นข้อความขัดหรือ แย้งธรรมดาต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมย้ํานะครับว่าในเรื่องที่ ๑ ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องดูว่า กฎหมายฉบับนี้คือกฎหมาย ป.ป.ช.มีข้อความใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขณะเดียวกันศาลรัฐธรรมนูญก็ดู ในประเด็นที่ ๒ ว่าเป็นข้อความที่ขัดหรือแย้งในสาระสําคัญ หรือไม่ ถ้าข้อความนั้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้งในสาระสําคัญก็เท่ากับว่า พ.ร.บ. ป.ป.ช. นี้ต้องตกไป แต่ปรากฏว่าในครั้งนี้ถือว่าเป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลท่านก็ได้วินิจฉัยว่ามีข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ใช่สาระสําคัญ ก็คือ เฉพาะมาตรา ๖๔ ของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งมาตรา ๖๔ นั้นอิงมาตรา ๑๑๑ ของ พ.ร.บ. ฉบับเดิม ก็เท่ากับว่าก็ต้องมีการแก้ไขตรงนี้ก็คือมาตรา ๖๔ ซึ่งอิงมาตรา ๑๑๑ ของฉบับเดิม ปรากฏว่า ทาง ป.ป.ช. เองท่านก็ได้ดูแล้วว่าไม่มีผลกระทบต่อการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ เท่ากับว่า เราตัดมาตรา ๖๔ ที่อิงมาตรา ๑๑๑ ในฉบับเดิมตัดออกไป แล้วทุกอย่างก็จะจบ ตามกระบวนการ ของมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญในวรรคสามก็กําหนดไว้ว่า ท่านต้องส่งกลับเข้ามา ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและส่งไปที่วุฒิสภา ขณะเดียวกันสภาผู้แทนราษฎรก็มีสิทธิที่ จะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ถ้าทุกอย่างตรงไปตรงมาเราตัดมาตรา ๖๔ อย่างเดียวจบปุ๊บ เราอาจจะมาโหวตเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็จบไป แต่บังเอิญในร่างของท่านที่แก้ไข ครั้งนี้มีมาตรา ๗๑ อยู่ ๑ มาตราที่มันไปใช้ภาษาอ้างอิงคําว่า มาตรา ๑๑๑ แห่ง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ก็เท่ากับมันติดคําว่า ๑๑๑ ตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อติดตรงนี้ อีกครั้งหนึ่งที่ประชุมก็คงจะพิจารณาเห็นพ้องกับที่ท่านเสนอมา ก็ตัดคําว่า มาตรา ๑๑๑ ออกไปเสียเพื่อจะได้ไม่มีปัญหา ผมขออนุญาตอ่านให้เห็นภาพชัด ๆ คือในมาตรา ๗๑ เขียนไว้ว่า เพื่อให้ได้รับเงินเงินและเงินประจําตําแหน่งตามมาตรา ๑๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. แต่การตัดเราตัดคําว่า มาตรา ๑๑๑ ก็คือเขียนเป็นคําว่า เพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็ถือว่าสาระทุกอย่างก็ตรงไปตรงมา โดยสรุปแล้วเราเห็นพ้อง ๑. ตัดมาตรา ๖๔ ตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ ๒. ในมาตรา ๗๑ ตัดประโยคคําว่า ๑๑๑ ก็คือมาตรา ๑๑๑ เพราะว่ามันสัมพันธ์กับมาตรา ๖๔ ตัดออกไปเสียทุกอย่างก็ตรงไปตรงมา ดังนั้นเมื่อเราตัด อย่างนี้แล้ว ผมก็เชื่อว่าความสมบูรณ์ของกฎหมายฉบับนี้คือ พ.ร.บ. ป.ป.ช. ค่อนข้างจะมี ความสมบูรณ์อย่างเต็มที่แล้ว มีเพื่อนสมาชิกบางท่านเป็นห่วงว่าจะทําให้เกิดความรอบคอบ จะตั้งกรรมาธิการอะไรหรือไม่ผมคิดว่าประเด็นนี้มันสั้นนิดเดียวครับท่านประธาน ถ้าเราตัด ตามนี้ ตัดมาตรา ๖๔ ตามนี้ไปแล้ว แล้วแก้ไขมาตรา ๗๑ ไป ก็คือแก้คําว่า ๑๑๑ ออกไปเสีย ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์ แล้วผมก็เชื่อว่าถ้าที่ประชุมลงมติให้ความเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่ง ของสมาชิกเท่าที่มีอยู่กฎหมายฉบับนี้ก็จะมีผลบังคับใช้โดยเร็ว ก็เลยอยากจะเรียนกับ ท่านประธานนะครับว่าผมเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาเท่าไร ถ้าที่ประชุมจะให้ความเห็นชอบ ขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านอื่นจะแสดงความคิดเห็นอีกไหมครับ ถ้าไม่มีทางตัวแทน ป.ป.ช. จะมีอะไร เพิ่มเติมไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มีนะครับ ท่านไพจิตเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เนื่องจากการพิจารณา เรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีวินิจฉัยนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งครับท่านประธาน จากการได้ฟัง คําชี้แจงจากผู้แทนของ ป.ป.ช. ก็ดี จากคําอภิปรายของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเห็นว่าคณะกรรมาธิการที่ได้พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก็ได้พิจารณากัน ยังมีความ จําเป็นที่ต้องใช้ความรอบคอบ ผมอยากให้คณะกรรมาธิการชุดที่ทํากฎหมายฉบับนี้ ไปพิจารณาให้รอบคอบอีกทีครับ แล้วค่อยมาขอความเห็นชอบในสภา ผมอยากจะให้ การพิจารณาพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้เป็นพระราชบัญญัติที่จะส่งผลต่อการทํางานในเชิงของ การที่จะปกป้องเพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ผุดผ่องในการทํางาน และเกิดความเป็นธรรมทุกฝ่าย อย่างมีประสิทธิภาพครับท่านประธาน ผมยังจะมีความเห็นขอให้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาตั้ง ก็เป็นคณะกรรมาธิการชุดที่พิจารณานี้ละครับไปดูในเรื่องก่อน แล้วจะตัดหรือ ไม่ตัดอย่างไรก็เป็นรายละเอียดเป็นกระบวนการที่สภาผู้แทนราษฎรเราได้ใช้ในการทํางานแทน ในเรื่องกฎหมายสําคัญ ๆ อยู่แล้ว ก็อยากจะขอท่านประธานว่าถ้าฝ่ายรัฐบาลจะกรุณา ก็จะขอบพระคุณนะครับ ให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ไปดูใหม่ตามนี้ก่อนที่สภาผู้แทนราษฎร จะมีความเห็นอย่างไร ก็จะเห็นชอบตามคณะกรรมาธิการที่สภาผู้แทนราษฎรเราได้มอบหมาย ให้ทําพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในการตัดตามที่ ป.ป.ช. ได้ให้ความเห็นพิจารณา ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ท่านสมาชิกครับ ผมสรุปประเด็นชัด ๆ อีกทีนะครับ คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้พอไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่ามาตรา ๖๔ นี้มันขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ส่งกลับมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขไม่ให้มันขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นจะแก้อย่างไรมันก็มีหลายแนวทาง แต่ขณะนี้เจ้าของเรื่องคือต้นเรื่อง คือ ป.ป.ช. นี้ เขาก็ได้เสนอความเห็นมาบอกว่าของเขาอยากจะให้ตัดประเด็นมาตรา ๖๔ ทิ้งไปเลย ไม่มีปัญหา ไม่มีผลกระทบอะไร แล้วก็ให้ไปปรับปรุงถ้อยคําในมาตรา ๗๑ เล็กน้อย อันนี้ก็เป็นแนวคิดหนึ่ง ซึ่งถ้าเอาตามนี้ ทุกคนเห็นว่าน่าจะเอาตามที่ ป.ป.ช. ต้นเรื่อง เขาเสนอมา และเดี๋ยวเราก็ลงมติ ถ้าได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็แปลว่าจบนะครับ ก็ไม่ต้องไปแก้ ถ้อยคําไม่ต้องอะไร ก็ตัดมาตรา๖๔ ออก แล้วก็ไปแก้ปรับถ้อยคํามาตรา ๗๑ นิดหน่อย ทีนี้ฝ่ายท่านไพจิตซึ่งท่านอภิปรายเมื่อสักครู่ ท่านก็บอกว่าจะตัดหรือจะแก้อะไรก็น่าจะเอาไป ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดที่พิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับไปดูอีกทีหนึ่งเพื่อ ความรอบคอบ ฉะนั้นขณะนี้มีความเห็นแตกต่างกันอยู่ ๒ ความเห็นเท่านั้นเอง ก็อยากให้ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันให้ตกผลึกนะครับ จะได้ง่าย เชิญคุณหมอวรงค์อีกครั้งครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่าบังเอิญประเด็นที่ทาง ป.ป.ช. ได้ทําการ พิจารณานั้นมันมีแค่เรื่องเดียว ก็คือมาตรา ๖๔ สาระของมันก็คือแค่ตัดมาตรา ๖๔ กฎหมาย ฉบับนี้จริง ๆ แล้วมันจบไปแล้ว ก็คือไม่มีปัญหาอะไร เพราะสาระมาตรา ๖๔ ถ้าพูดภาษา ชาวบ้านคือให้อํานาจกรรมการ ป.ป.ช. ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ซึ่งทางศาลรัฐธรรมนูญ เขาไม่เห็นด้วย ซึ่งมันก็ไม่ได้มีผลกระทบต่อเรื่องอื่น และทางท่าน ป.ป.ช. เองก็เห็นด้วย สาระก็คือ ตัดมาตรา ๖๔ เรื่องการขึ้นเงินเดือนตัวเอง อย่างอื่นไม่มีอะไร แต่บังเอิญมาตรา ๗๑ มันมีเกี่ยวข้องนิดเดียว ท่านก็ตัดตัวเลขนี้ออกไป องค์ประกอบทุกอย่างมันก็สมบูรณ์แบบ ผมคิดว่าน่าจะให้โอกาสสภาผู้แทนราษฎรได้โหวต และเพื่อให้ทางกฎหมายฉบับนี้ดําเนินการ ต่อไปด้วยความรวดเร็ว เพราะว่าขณะนี้กฎหมายมันค้างสภาเยอะมาก ท่านประธานครับ ผมคิดว่าอยากจะให้โหวตเลยครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญท่านชาญชัยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครนายก พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบเรียนเป็นข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ เรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า เมื่อเรากําลังพิจารณา คําวินิจฉัยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. แห่งชาติ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา เห็นชอบไป ๒ รอบ ไป ๆ มา ๆ ๒ รอบแล้ว เราก็ตรวจสอบกันด้วยความรอบคอบ ผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ แล้วก็ที่กราบเรียนท่านประธานตอนที่ทางคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ยังไม่มา ก็ได้ชี้แจงว่าผมเป็นประธานคณะอนุที่กรรมาธิการเขาแต่งตั้งว่าดูเรื่อง กฎหมายขัดกันหรือไม่ ก็ได้มีการตรวจสอบเรื่องนี้แล้วก็มีการสอบถาม เพื่อถามกฤษฎีกาว่า เรื่องดังกล่าวนั้นกระทําได้ เนื่องจากว่าเป็นการใช้หลักการในการที่จะใช้อัตราเงินเดือน เทียบเท่า ด้วยความเคารพ แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาแล้วมันจบ ต้องยุติเรื่องทั้งหมด และเรากําลังนําเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าให้ทําอะไรบ้าง ๑. บอกว่ากฎหมายฉบับนี้ ๗๔ มาตรา ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเป็นมติเอกฉันท์ว่า ๗๓ มาตราไม่ขัด ก็คือที่เรา ผ่านไปคือชอบแล้วนะครับ ชอบแล้วก็มีอยู่มาตราเดียวที่กําลังจะเอามาพิจารณาคือ มาตรา ๖๔ ถ้าเราไปตั้งกรรมาธิการพิจารณาอีก สมมุตินะครับเราจะตั้งกรรมาธิการ ก็ไปพิจารณาสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปเลย ๗๓ มาตรา แล้วก็จะพิจารณาอีกทีคือมาตรานี้ มาตรา ๖๔ ป.ป.ช. ก็มีความเห็นว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีความเห็นผ่านมาถึงสภาผู้แทนราษฎรว่า เพื่อให้เป็นไปตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่ามันขัด ก็เลยตัดปัญหาว่า มาตรานี้ ตัดออกเลย เขาไม่กระทบต่อกฎหมายที่เขาต้องใช้ปฏิบัติอยู่ เมื่อตัดออกไปมันก็เป็นเหตุแห่ง สาระในการที่จะต้องไปแก้ไขไม่มีอยู่แล้ว และไม่มีเหตุต้องไปพิจารณาอย่างอื่นอยู่แล้ว แล้วก็ มีข้อความที่ไปสอดคล้องกับมาตรา ๖๔ ก็คืออะไรที่มันเกี่ยวกับคําว่า ไปขัดต่อมาตรา ๖๔ นั้นเขาก็ตัดให้หมดไปเสียเลยเพื่อการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรนั้นจะได้ไม่ไปขัดต่อ รัฐธรรมนูญอีก แล้วก็ดําเนินการต่อไปได้ ผมว่า ๑. จะตั้งกรรมาธิการขึ้นมาเพื่ออะไร ถ้าเราถามตัวเราเอง ไปพิจารณาสิ่งที่เราเคยพิจารณาไปแล้ว แล้วก็ไปพิจารณาสิ่งที่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปแล้วว่าชอบอีกด้วย ๗๓ มาตรา อันนี้เรากําลังพิจารณาอยู่ มาตราเดียว ซึ่ง ป.ป.ช. บอกว่าไม่ต้องพิจารณาแล้วครับ ผมไม่เอาแล้ว มาตรานี้ไม่เป็นประโยชน์ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญบอกว่ามันขัดหรือแย้งต่อกฎหมายอื่นใดก็ไม่เอาเลย ก็จบเรื่องเมื่อมันไม่มี เหตุอันควรแล้วก็ไม่มีสิ่งที่จะต้องพิจารณาแล้วเราไม่รู้จะไปพิจารณาอย่างไร เพราะว่า ป.ป.ช. ไม่ได้ให้เราพิจารณา ก็ขอถอนออกไปแล้ว ขอตัดออกไปเลยนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ สภาผู้แทนราษฎรจะต้องทําต่อไปนี้คือเห็นชอบตามที่ ป.ป.ช. เสนอมาหรือไม่ ไม่ต้องไปตั้ง กรรมาธิการแล้วครับ ตั้งขึ้นมาคือไปตั้งในสิ่งที่มันไม่มี ไม่เป็น ในสิ่งที่กําลังเสนอมาที่จะไม่เอา แล้วจะไปบอกว่าเอาแล้วทําขึ้นมาอีกที
ประการที่ ๒ ก็คืออยากจะฝากว่าทาง ป.ป.ช. ก็ได้รายงาน เมื่อสักครู่นี้ ทางกรรมาธิการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ท่านผู้ช่วยสรรเสริญมาชี้แจง ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน บอกว่าทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. เองกําลังร่างกฎหมาย ตรากฎหมายขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่กําลังเป็นประเด็นนี้ขึ้นมาใหม่ ให้สภาได้พิจารณา อันนั้นก็ค่อยมาว่ากันอีกทีหนึ่ง สภาผู้แทนราษฎรก็ไปตั้งกรรมาธิการไปพิจารณาให้มันสอดคล้องกับความเป็นจริงที่จะ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเรื่องนี้มันจะยุติลง แล้วมันไม่เคยเกิดขึ้นด้วยความ เคารพศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพของทุกองค์กร เราก็มีหน้าที่ทําและตรากฎหมาย ด้วยความรอบคอบ แล้วก็มีหลายเรื่องที่เราได้พิจารณาไปแล้วก็เป็นประโยชน์ ก็อยากจะให้ กฎหมายฉบับนี้ดําเนินการต่อไป ก็คือเมื่อเสนอเข้ามาให้สภาพิจารณาตามมาตรา ๑๔๑ (๓) แล้วก็ขอคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าเห็นชอบก็ลงคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งให้กฎหมายนั้น ผ่านไป อันนี้ก็เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญตามที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมาด้วยครับ ขอบคุณครับ
เชิญท่านธีระชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าผมเองก็ได้มีส่วนในการพิจารณา กฎหมายฉบับนี้อยู่ด้วยคนหนึ่งนะครับ เหมือนที่ท่านชาญชัยท่านได้ชี้แจงท่านประธาน และในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านชาญชัยท่านได้ชี้แจงท่านประธานและในที่ประชุมแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องพิจารณาถึงตัวตั้งของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก่อน ในประเด็นนี้ เพราะว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเฉพาะเพียงแค่ประเด็นของการขึ้นเงินเดือน ซึ่งบอกว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่สามารถที่จะทําได้ในกฎหมายฉบับนี้ กรรมการ ป.ป.ช. จะต้องไปออกกฎหมายต่างหากอีก ๑ ฉบับ ก็คือต้องทําเป็นกฎหมาย ซึ่งขณะนี้ก็มีบันทึก ของ ป.ป.ช. มาแล้วว่าอยู่ในระหว่างการจัดทําร่างกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการของ สํานักงาน ป.ป.ช. ซึ่งจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของบุคลากร เขียนเกี่ยวกับเรื่องเงินเดือน ผลประโยชน์ตอบแทนต่าง ๆ อยู่ในกฎหมายฉบับนี้อีกครั้งหนึ่ง แต่ในวันนี้ถามว่า ป.ป.ช. รับเงินเดือนโดยอาศัยกฎหมายฉบับใด ก็ต้องรับตามกฎหมายของ ก.พ. ซึ่งอนุโลมมาใช้ ซึ่งเมื่อสักครู่ก็ได้มีท่านสมาชิกหลายท่านได้บอกว่าได้ตัดมาตรา ๑๑๑ ที่อยู่ในร่างของ มาตรา ๗๓ ออกก็สอดคล้องถูกต้องตรงกันหมดแล้ว ดังนั้นผมจึงมีความเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ มันมีประเด็นของเรื่องการขึ้นเงินเดือนประเด็นเดียวซึ่ง ป.ป.ช. เองก็ขอถอนออกไปแล้ว แล้วไม่มีประเด็นสืบเนื่อง หรือไปเชื่อมโยง เกี่ยวโยงที่จะทําให้บทบัญญัติของมาตราอื่น มันเสียไปหรือมันจะต้องไปพิจารณาตั้งคณะกรรมการกันใหม่เหมือนที่ท่านสมาชิกบางท่าน ได้กรุณาเสนอความเห็น ท่านประธานครับผมจึงมีความเห็นว่าเราควรพิจารณาในประเด็นนี้ ก่อนแล้วก็เมื่อ ป.ป.ช. กําลังยกร่างกฎหมายฉบับที่เกี่ยวข้องกับเงินเดือนเข้ามาพวกเราค่อย มาตั้งกรรมาธิการแล้วมาพิจารณาในประเด็นนั้นต่อครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสุทัศน์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุทัศน์ เงินหมื่น แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงกระผมคิดว่าจะไม่อภิปรายแต่พอดีเห็น ท่านประธานหารือในทํานองว่าจะมีการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณาหรือไม่ กระผมจึง จําเป็นต้องขออนุญาตแสดงความคิดเห็นสั้น ๆ
ประการแรก ท่านประธานครับ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เป็นกฎหมาย เกี่ยวกับการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นกฎหมายหรือการตราพระราชบัญญัติ ตามปกติ ดังนั้นจึงจะต้องพิจารณาโดยเคร่งครัด ตามมาตรา ๑๔๑ เมื่อมาถึงตรงนี้แล้ว เราต้องดูที่วรรคสามครับท่านประธาน เพราะเมื่อมีการยื่นตีความกฎหมายดังกล่าวนั้น ศาลรัฐธรรมนูญก็มีการวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ เมื่อขัดแล้ว ทางสํานักงาน ป.ป.ช. ก็ได้กรุณาแถลงว่ากรณีตัดร่างมาตรา ๖๔ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญออก และเห็นว่าการตัดมาตราดังกล่าวนั้นจะไม่กระทบต่อการแก้ไขเพิ่มเติม มาตราอื่น ๆ เพราะฉะนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ว่าเราจะตัดได้หรือไม่ อย่างไร เมื่อดูตรงนี้แล้ว ย้อนกลับมาดูในมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ข้อความที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไป เพราะขัดหรือแย้งก็ตกไป เพราะฉะนั้นข้อความนี้ตกไป ทีนี้ เมื่อมีการตกไปแล้วก็ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้นกลับคืนสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ พิจารณา และสภาผู้แทนราษฎรก็พิจารณาว่าถ้ามีการตัดข้อความดังกล่าวนั้นก็ไม่เป็น การขัดแย้งแต่ประการใด ซึ่งผมเห็นว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบกับ ป.ป.ช. ที่แจ้งว่า ให้ตัดมาตรา ๖๔ ออก กฎหมายดังกล่าวก็จะสมบูรณ์ต่อไป เพราะฉะนั้นท่านประธาน ก็คงจะต้องขอความกรุณาว่าขอมติ โดยอาศัยเสียงตามวรรคสามของมาตรา ๑๔๑ แล้วก็ดําเนินการต่อไปโดยไม่จําเป็นต้องไปตั้งกรรมาธิการแต่ประการใดครับท่านประธาน
ท่านทศพล เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้ท่านประธานดําเนินการในการลงมติเลยครับ เพราะว่าหลายท่านก็ได้ให้ความเห็นไปแล้วครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
ครับ ท่านไพจิตเพียงแต่ตั้งข้อหารือนะครับ ไม่ได้เสนอเป็นญัตติอะไรก็ด้วยความเคารพ ท่านไพจิต ท่านไม่ขัดข้องนะครับที่เราจะดําเนินการลงมติกันเลย เพราะไม่อย่างนั้น มันอาจจะทําให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ช้าไปอีกนะครับ เชิญท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย กระผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า เนื่องจากเป็นการจะตัดไปเรื่องที่เป็นถ้อยคําที่มีความสําคัญต่อร่างพระราชบัญญัตินี้ แล้วท่านประธานคณะกรรมาธิการ กฎหมายฉบับนี้ในชั้นการพิจารณาในวาระสอง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสุทัศน์ เงินหมื่น ก็ยืนยันว่าไม่มีประเด็นอื่นที่ต้องพิจารณา กระผมยังเห็นว่าประเด็นที่จะตัดออกนี่เป็นประเด็นที่มีความสําคัญ แต่ว่าเมื่อท่านประธาน ทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นว่าจะให้สภาได้มีความเห็นตามข้อบังคับ ผมก็ไม่ขัดข้องครับ ท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมจะได้ขอมติจากที่ประชุมนะครับ เพราะว่าตาม รัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ว่าจะต้องอาศัยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกที่มีอยู่ ขณะนี้เรามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ ๔๗๕ ท่าน เกินกึ่งหนึ่งนี่ก็คือ ๒๓๙ ท่านขึ้นไป ฉะนั้นก็อยากเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณ ให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า มาตรา ๖๔ แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ก็ได้ส่งเรื่องคืนมาให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้พิจารณา ตามลําดับ ซึ่งหน่วยงานที่เป็นเจ้าของเรื่องก็คือ ป.ป.ช. ก็ได้ทําความเห็นเสนอมาให้ สภาผู้แทนราษฎรเราว่าเห็นสมควรตัดมาตรา ๖๔ ออกทั้งมาตรา และปรับถ้อยคําบางคํา ในมาตรา ๗๑ ฉะนั้นตามรัฐธรรมนูญสภาผู้แทนราษฎรจะต้องได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ถ้าเราจะตัดมาตรา ๖๔ นี้ออก ก็ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนลงมติ ท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดแสดงตนด้วยนะครับ จะได้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญเข้าห้องประชุม ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ ประธานได้กดสัญญาณไฟลงมติไปยังห้องกรรมาธิการ ทุกห้องแล้ว ขอให้ท่านกรรมาธิการได้พักการประชุมแล้วเข้าห้องประชุมเพื่อร่วมลงมติกัน ก่อนลงมติกันครับ ก็ตรวจสอบองค์ประชุมให้ท่านแสดงตนครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้ว กรุณากดปุ่มแสดงตนนะครับ เดี๋ยวเมื่อท่านแสดงตนครบองค์ประชุมแล้ว ก่อนลงมติผมจะได้ เรียนให้ทราบว่าเราจะลงมติเรื่องอะไรกันอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็จะให้ทางตัวแทน ป.ป.ช. ได้อ่าน ถ้อยคําในมาตรา ๗๑ ที่จะมีการปรับปรุงถ้อยคําบางถ้อยคํานะครับก็ให้ท่านเตรียมการไว้ เดี๋ยวจะให้ท่านอ่านให้ที่ประชุมฟังอีกครั้งหนึ่งเพื่อบันทึกไว้ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม ตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดปุ่มแสดงตนครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่พวกเราทุกคนได้ผลักดันผ่านไปนะครับ เพียงแต่ศาลรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญเฉพาะมาตรา ๖๔ ฉะนั้นวันนี้ เราก็จะมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ โดยต้นเรื่องคือ ป.ป.ช. นี้ก็ให้ตัดมาตรา ๖๔ ออกเลย แล้วไปปรับแต่งถ้อยคําในมาตรา ๗๑ เล็กน้อย ฉะนั้นก็ขอความกรุณาท่านแสดงตน พร้อมเพรียงกัน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนทุกท่านนะครับ ผมขอทราบผลครับ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๖๘ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปจะเป็นการลงมติว่าท่านจะเห็นสมควรแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยมา ซึ่งที่ประชุมก็ได้ให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องนําเสนอ และที่ประชุม เห็นชอบด้วยนั่นก็คือ ให้ตัดมาตรา ๖๔ ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนี้ออกไป ซึ่งเมื่อ ตัดมาตรา ๖๔ ออก ก็จําเป็นต้องไปแก้ไขถ้อยคําบางถ้อยคําในมาตรา ๗๑ เดี๋ยวผมจะถามมติ แต่จะให้ทาง ป.ป.ช. ได้อ่านถ้อยคําที่ท่านจะแก้ไขในมาตรา ๗๑ ให้ที่ประชุมก่อน เชิญนะครับ
มาตรา ๗๑ ที่ขอปรับแก้ไขข้อความ นะครับ เมื่อปรับแล้วจะได้ข้อความดังนี้
มาตรา ๗๑ ในระหว่างที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมิได้มีการจัดตําแหน่งข้าราชการ เพื่อให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ให้นําบัญชีเงินเดือนและเงินประจําตําแหน่งตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการพลเรือนมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็นการถามมตินะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นสมควรให้ตัด มาตรา ๖๔ ซึ่งขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญออกทั้งมาตรา และแก้ไขถ้อยคําในมาตรา ๗๑ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้กด เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกด ไม่เห็นด้วย ถ้างดออกเสียง กด งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติ ครบทุกท่านนะครับ ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๖๕ ท่าน เห็นด้วยนี่ก็คือ เห็นด้วยในการที่จะปรับปรุงในการตัดมาตรา ๖๔ ออก ๒๔๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๑๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๗ ท่าน ก็เป็นอันว่า ได้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งนะครับ เพราะว่ามากกว่ากึ่งหนึ่งก็ ๒๓๙ ท่าน นี่ได้ ๒๔๕ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้มีการตัดมาตรา ๖๔ ออก และปรับปรุงถ้อยคํา ในมาตรา ๗๑ ครับ ก็ผ่านเรื่องนี้ไปนะครับ ขอบคุณตัวแทนจาก ป.ป.ช. นะครับ
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเรื่องที่ ๒ ที่เราเลื่อนขึ้นมาพิจารณาก็คือ ขอหารือ ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ (คณะกรรมการ ป.ป.ท.)
ด้วยสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้มีหนังสือแจ้งมติวุฒิสภาเรื่องการให้ ความเห็นชอบคณะกรรมการ ป.ป.ท. มายังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยแจ้งว่า เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมได้ประชุมปรึกษาหารือกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการให้ความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ท. แล้ว มีความเห็นว่า การให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๑ แต่วุฒิสภา ยังไม่ได้พิจารณา และได้ลงมติให้ถอนเรื่องตามที่คณะรัฐมนตรีร้องขอ ทําให้ไม่สามารถ ดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ได้ จึงเห็นสมควรเริ่มดําเนินการใหม่อีกครั้ง โดยให้ สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งข้อโต้แย้งในเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า การดําเนินการให้ความเห็นชอบในชั้นสภาผู้แทนราษฎรชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว มายัง สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งมติของวุฒิสภาที่เห็นว่า กระบวนการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรไม่ชอบ มายังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาจึงได้มีหนังสือแจ้งมายังสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป หลังจากที่วุฒิสภาได้ทําหนังสือฉบับนี้มาแล้วก็ได้มีการนําเรื่องนี้ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานและเสนอความเห็นเพื่อประกอบการ พิจารณาวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๕๓ คณะกรรมการ ได้พิจารณาเรื่องนี้และที่ประชุมคณะกรรมการมีความเห็นเป็น ๒ แนวทางคือ
แนวทางแรก นําหนังสือวุฒิสภาแจ้งมาฉบับนี้ บรรจุระเบียบวาระการประชุม เนื่องจากเป็นประเด็นปัญหาของฝ่ายการเมือง จึงควรให้สมาชิกได้ร่วมกันพิจารณาและหา ข้อยุติร่วมกัน
๒. ไม่ควรบรรจุเรื่องนี้เข้าระเบียบวาระการประชุม ประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงได้นําเรื่องนี้เข้าหารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมกันพิจารณาและหาข้อยุติ ร่วมกัน
ผมเพิ่มเติมนิดหนึ่ง เรื่อง ป.ป.ท. มันเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมานานตั้งแต่รัฐบาล ชุดก่อนถ้าท่านจําได้ ได้มีการเสนอรายชื่อคณะกรรมการ ป.ป.ท. เข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร ให้เราได้ลงมติ ปรากฏว่าการลงมติวันนั้นมีการแจกบัตรเพื่อให้ลงคะแนน มีท่านสมาชิก ส่วนหนึ่งท่านรับบัตรแต่ท่านไม่ประสงค์จะใช้สิทธิ ก็คือไม่ไปหย่อนบัตรลงในหีบ เมื่อนับคะแนน ออกมาแล้วก็ส่งผลไปให้วุฒิสภา ทางวุฒิสภาท่านก็ตั้งข้อสังเกตว่าองค์ประชุมไม่ครบ ท่านก็ ไม่พิจารณา มันก็เป็นปัญหาเรื่องกระบวนการชอบ ไม่ชอบนี้ก็โยนกันไปโยนกันมาอยู่มา ถึงวันนี้ ก็ยังคาราคาซังจนเปลี่ยนรัฐบาล แล้วก็มีความพยายามของกระทรวงยุติธรรมในรัฐบาลชุดนี้ ก็จะเสนอสรรหามาใหม่เอาเข้ามาในที่ประชุม ที่ประชุมเราก็เห็นว่าการลงมติของเราครั้งนั้น มันชอบแล้ว กระบวนการทุกอย่างถูกต้อง กระทรวงยุติธรรมก็เลยถอนเรื่องกลับไป วันนี้ เรื่องก็คาอยู่ ท่านประธานก็เห็นว่าน่าจะได้ข้อยุติก็เลยนําเรื่องนี้เข้ามาสู่ที่ประชุมให้ช่วยกัน ปรึกษาหารือเพื่อจะหาทางออกร่วมกันที่เหมาะสม เพราะคณะกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีความสําคัญ จะได้ไปช่วยกันดูแลตรวจสอบทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ตั้ง คณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ก็อยากจะให้ท่านสมาชิกทั้งหลายได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เชิญท่านชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ตามที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระเป็นเรื่อง ขึ้นมาพิจารณาก่อน เรื่องที่ ๒ เรื่องขอหารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ หรือกรรมการ ป.ป.ท. ท่านประธานเองได้ เกริ่นนําเพื่อขอให้ท่านสมาชิกได้ช่วยกันพิจารณาว่าเราจะมีวิธีการดําเนินการอย่างไรต่อกรณี ที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพท่านประธาน เรื่องนี้บรรจุในระเบียบวาระมานาน ผมก็เข้าใจว่าเจ้าหน้าที่เราเองก็ทําเอกสารประกอบอยู่ในระเบียบวาระค่อนข้างนาน พอสมควร แต่วันที่จะพิจารณาจริงเอกสารกลับไม่มี ผมเองคิดว่าจะใช้เอกสารนั้นเป็น ตัวประกอบในการพิจารณา แต่ขณะนี้ไม่มีเลยครับท่านประธาน ต้องขออภัยนิดหนึ่ง ที่เอกสารเดิม สมาชิกส่วนใหญ่ที่สนใจก็ดึงออกจากระเบียบวาระออกไป ไม่มีอยู่ในห้องประชุม ถ้าจะกรุณาท่านประธานครับ ผมว่าถ้าแจกช่วงนี้อาจจะทันอยู่ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ในเรื่องนี้ผมเองพยายามติดตามมาตลอด เพราะเป็นเรื่องที่บรรจุในระเบียบวาระว่าเรา จะหาทางออกอย่างไร ประเด็นที่ผมจะขออนุญาตแสดงความคิดเห็นผ่านท่านประธานไปยัง ส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือวุฒิสภา หรือสภาผู้แทนราษฎรเรา ผมคิดว่า เป็นประเด็นที่สมาชิกหลายท่านน่าจะให้ความสนใจก็น่าที่จะให้ความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วย เช่นกันว่าเราควรจะหาทางออกอย่างไร ประเด็นที่ ๑ ต่อกรณีการให้ความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อคณะรัฐมนตรี ต้องเรียนว่าชุดเดิมได้ส่งผู้ที่มีคุณสมบัติจะแต่งตั้งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐหรือ ป.ป.ท. มาให้สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบ ซึ่งเป็นการให้ความเห็นชอบบุคคลในการดํารงตําแหน่งก็มีการลงคะแนนโดยการลงคะแนนลับ ท่านประธานครับ ตามข้อบังคับการลงคะแนนลับของเราในขณะนั้นก็คือสมาชิกที่เป็น องค์ประชุมที่อยู่ในห้องประชุมรับบัตรลงคะแนนลับแล้วก็ทําการลงคะแนน แล้วก็ไปใส่ในหีบ นับคะแนน ผลการนับคะแนนในขณะนั้น ในชั้นสภาผู้แทนราษฎรภายใต้การประชุมที่เป็นไป อย่างตามจังหวะหรือตามโอกาสการประชุม ถึงแม้สมาชิกบางส่วนจะไม่ไปลงคะแนน เราก็ถือว่า การนับคะแนนนั้นสิ้นสุดไปก็ส่งให้วุฒิสภาไป เพราะว่าการที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ หรือวุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบ เป็นไปตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับ ป.ป.ท. ว่าเป็น ความเห็นชอบของแต่ละสภา เพราะคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอแต่งตั้งเข้ามาโดยความเห็นชอบ ของสภา ถ้าสภาให้ความเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา บุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อโดยคณะรัฐมนตรี โดยการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรีก็ได้รับการเสนอชื่อได้รับ การแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ป.ป.ท. ไป ประเด็นมันเกิดขึ้น หลังจากที่ผู้แทนราษฎรเราส่งไปที่วุฒิสภา ทางฝ่ายวุฒิสภาในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ที่จะให้ความเห็นชอบรายบุคคลได้ตั้งประเด็นว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ให้ความเห็นชอบ ในการประชุม น่าจะไม่ชอบด้วยวิธีการประชุม คือไม่ครบองค์ประชุม โดยถือคะแนนที่ส่งไป ให้เป็นหลัก ความหมายก็คือว่ามีผู้ให้คะแนน เห็นชอบ ไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง กี่คะแนนก็นับเป็นองค์ประชุม วุฒิสภาก็แย้งว่าสภาผู้แทนราษฎรน่าจะประชุมไม่ชอบด้วย ข้อบังคับและก็รัฐธรรมนูญคือไม่ครบองค์ประชุม ก็เป็นเหตุให้วุฒิสภาทําเรื่องหารือกับ สภาผู้แทนราษฎร ก็มีการตอบข้อหารือจากฝ่ายเลขาธิการไปว่ากระบวนการของ การตรวจสอบองค์ประชุมในขณะนั้น เราใช้องค์ประชุมที่ลงชื่อในการประชุมเป็นหลักที่จะ ลงคะแนนในขณะนั้น มันไม่เหมือนสมัยนี้ท่านประธานครับ สมัยนี้เราต้องเสียบบัตร ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนถึงจะมีการให้ลงคะแนน การตอบหารือของฝ่ายเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ทางวุฒิสภาถือว่าไม่ใช่เป็นการทําหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้น วุฒิสภาก็ไม่ดําเนินการการพิจารณาให้ความเห็นชอบ เนื่องจากว่าความชัดเจนในเรื่องนี้จาก สภาผู้แทนราษฎรไม่ชัดเจน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนในประเด็นนี้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้ว อํานาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจหน้าที่แตกต่างกัน เมื่อผ่าน สภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก็เป็นหน้าที่ของวุฒิสภาที่จะต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบกับ บุคคลที่ผ่านไปหรือไม่ มิได้หมายความว่ากระบวนการการเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร จะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่หน้าที่ของวุฒิสภาต้องวินิจฉัย ในความเห็นของกระผมและ โดยความเห็นในภาพรวม ถ้าวุฒิสภาเห็นว่าบุคคลที่สภาผู้แทนราษฎรเราส่งไป ไม่มีคุณวุฒิ ไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมก็เป็นเรื่องของวุฒิสภาที่จะต้องให้ความเห็นชอบ แต่วิธีการปฏิบัติ ในวุฒิสภาไม่ได้ให้ความเห็นชอบ แต่ส่งเรื่องกลับไปที่สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ก็เป็นเหตุให้ท่านรัฐมนตรีต้องเดือดร้อนที่จะต้องนําเรื่องนี้เข้ามาปรึกษาหารือต่อสภา โดยข้อเท็จจริงท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองผมกราบเรียนท่านประธานว่ากระบวนการ ของสภาผู้แทนราษฎรเราสิ้นสุดไปแล้ว เราสิ้นสุดไปแล้ว ส่วนกระบวนการของวุฒิสภา จะเป็นอย่างไรก็ควรจะต้องทําตามตัวบทกฎหมายไป ผมยกตัวอย่างครับ ทางวุฒิสภา ได้รับเรื่องจากสภาผู้แทนราษฎรไป ไปดําเนินการให้ความเห็นชอบตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ผลว่าไม่ได้ให้ความเห็นชอบบุคคลทั้งหมด ก็ส่งเรื่องกลับ คณะรัฐมนตรีก็ส่งเรื่องในการที่จะ ดําเนินการในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ ป.ป.ท. เข้ามาใหม่เพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ก็เท่านั้นเอง นี่คือกระบวนการขั้นตอน ไม่น่าจะมาเกี่ยวเนื่องกับวิธีการกระบวนการของ สภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อํานาจหน้าที่ในการที่จะพิจารณาตรงนั้น ไม่ใช่อํานาจหน้าที่ ของวุฒิสภาที่จะมาบอกว่าองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรครบหรือไม่ครบ แต่ก็มีหน้าที่ ที่จะสอบถามได้ ผมไม่ได้ยึดติดในตรงนั้น สภาผู้แทนราษฎรเองก็ยืนยันไปว่าองค์ประชุม ขณะนั้นครบ มีทั้งหมด ๓๐๐ กว่าท่านที่เป็นองค์ประชุม แต่วิธีการลงคะแนนในขณะนั้น มีสมาชิกบางส่วนซึ่งท่านประธานเองก็นําเรียนที่ประชุมไปว่ามีสมาชิกบางส่วนที่ท่านรับบัตรมา แล้วไม่ประสงค์ลงคะแนนก็ไม่หย่อนบัตรลงคะแนนลงไปในหีบนับคะแนน ลักษณะอย่างนี้ ท่านประธานครับมันเป็นเรื่องที่ในสภาเราเองก็ต้องยอมรับว่ากลไกวิธีการอย่างนี้เราไม่เคย คาดคิดมาก่อนว่าเราจะต้องมีข้อบังคับอย่างไร มีระเบียบวิธีการปฏิบัติอย่างไร ในการที่จะ ลงคะแนนลับ ถึงแม้รับบัตรไปแล้วไม่ลงคะแนนก็ถือว่าเป็นองค์ประชุมอยู่ในห้องประชุม จะตีเป็นบัตรเสียหรือบัตรอะไรก็แล้วแต่ ไม่ประสงค์ลงคะแนนก็แล้วแต่ แต่ก็ต้องเป็น องค์ประชุม เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ถ้าจะมีต่อไป ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ผมไม่ได้บอกว่าไม่ควรใช้ กลไกลักษณะอย่างนี้ทําให้เรื่องเหล่านั้นเป็นประเด็นไปเป็นปัญหา ทางเจ้าหน้าที่เองควรจะมี วิธีการ ต้องขออภัยครับไม่ใช่เจ้าหน้าที่ครับ ทางสภาเอง ท่านประธานเองควรจะมีระเบียบ วิธีการปฏิบัติที่ชัดเจน เพื่อให้ทราบตั้งแต่ต้นครับว่าเราจะดําเนินการที่จะลงคะแนนได้ หรือไม่ได้ เช่นการตรวจสอบองค์ประชุม การแจกบัตรลงคะแนน ถ้ามีผู้มารับบัตรลงคะแนน ก็ต้องถือว่าเป็นองค์ประชุม แต่เราเองก็ไม่มีวิธีการนะครับ ก็ไปแจกกันตามโต๊ะไป แจกเท่าไร ก็นับไป แจกไป ๓๐๐ ใบ แต่คืนมา ๒๒๐ ใบ ลักษณะอย่างนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องที่อาจจะต้อง มีการปรับปรุงแก้ไข ไม่ได้โทษใครครับ เพราะเราไม่เคยคิดมาก่อน ก็เป็นข้อเสนอผมว่า ของเราเองก็ต้องมีการปรับแก้เช่นกัน ส่วนวิธีการของที่วุฒิสภาผมเชื่อว่ากระบวนการนี้น่าจะจบ ขั้นตอนต่อไปนี้คืออะไรครับ ผมถือว่าเน้นย้ําถือว่ากระบวนการในสภาผู้แทนราษฎรจบไปแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของวุฒิสภาต้องทําต่อครับ ต้องไปทําต่อให้จบกระบวน ส่วนท่านจะมี มติอย่างไรก็แล้วแต่ท่าน ท่านจะ ไม่เห็นชอบทั้ง ๕ คน ก็เป็นสิทธิของท่าน เมื่อท่านลงคะแนน ไปแล้ว ดําเนินการไปแล้วในหน้าที่ของท่านก็ถือว่าจบด้านโน้นก็เข้าสู่กระบวนการตามปกติไป ก็เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารที่จะดําเนินการต่อไป เป็นไปได้ที่ ๕ คนนั้นจะไม่ได้รับความเห็นชอบ จากวุฒิสภา ท่านรัฐมนตรีในฐานะผู้รับผิดชอบก็ไปดําเนินการกระบวนการเข้ามาใหม่ ตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้นเอง ผมคิดว่าแนวทางน่าจะเป็นอย่างนั้น กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ เพราะผมเองไม่อยากที่จะให้เป็นประเด็น ในสภาของเรา ผมยกตัวอย่างว่า ถ้าสภาแห่งนี้เสียงข้างมากต้องการบุคคลคนนี้ แต่มีเสียง ส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้เป็นองค์ประชุมขึ้นมา เหตุการณ์เกิดมาแบบนี้มันก็เป็นลักษณะที่เป็น การทํางานที่ไม่น่าจะมีผลราบรื่นต่อกระบวนการที่จะมีผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ป.ป.ท. เองครับขณะนี้แต่งตั้งไม่ได้เลย ทุจริตกันโครม ๆ เราก็ไม่สามารถไปดําเนินการอะไรได้ เนื่องจากเราไม่มีกรรมการ ก็ฝากท่านประธานว่าเราจะทําอย่างไร ความเห็นโดยสรุปของผมครับ กระบวนการในสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดแล้ว ส่วนจะปรับปรุงอะไรต่าง ๆ ระเบียบวิธีการ ในการปฏิบัติก็ไปดําเนินการของเราไปเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ส่วนวุฒิสภาก็มีหน้าที่จะต้อง ดําเนินการต่อ ความเห็นผมสภาผู้แทนราษฎรต้องยืนยันไปว่าเราทําหน้าที่จบแล้ว ส่งเรื่องให้ วุฒิสภาดําเนินการ ส่วนวุฒิสภาจะมาดําเนินการ ไม่ดําเนินการอย่างไรก็แล้วแต่ เป็นอํานาจ หน้าที่ของวุฒิสภา ถ้าไม่ดําเนินการก็ถือว่าค้างคาอยู่อย่างนี้ครับท่านประธาน แต่โดยความเห็น วุฒิสภาน่าจะดําเนินการในการที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบไป จะได้จบกระบวนการ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับผมเองก็เป็นคนหนึ่งนะครับ ที่ติดตามในเรื่องนี้มาตั้งแต่ปีแรกของสภาชุดนี้ ในเรื่องของการพิจารณาให้ความเห็นชอบกับ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตหรือว่า ปปท. ในชุดที่เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๕๑ ผมต้องยืนยันต่อท่านประธานก่อนนะครับว่าในขณะนั้นที่พวกกระผมเป็นฝ่ายค้านอยู่นั้น พวกเราก็พิจารณากันนะครับว่ากระบวนในการนําเสนอดูจะไม่ถูกต้อง เมื่อถึงกระบวนการ ในการขอลงคะแนนหรือว่าขอมตินั้นพวกเราอาจจะรับบัตรในการลงคะแนน แต่ในขณะนั้น การไม่หย่อนบัตรนั้นก็แสดงให้เห็นว่าเราก็ไม่ร่วมการพิจารณาในการลงคะแนนความคิดเห็น ให้กับคณะกรรมการชุดนั้น การไม่ลงคะแนนนั้นถ้าพูดกันง่าย ๆ ก็เท่ากับเป็นการวอล์คเอ้าท์ นะครับ เมื่อมีการวอล์คเอ้าท์เกิดขึ้นองค์ประชุมในสภาในขณะนั้นจึงจําเป็นจะต้องมีเท่าที่ เหลืออยู่ เท่าที่มีอยู่ในขณะนั้นนะครับ ผมยืนยันกับท่านอีกครั้งหนึ่งก็คือว่าหลังจากการลงมติ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็การรวมคะแนนของการลงมติในการลงมติโดยการหย่อนบัตรครั้งนั้น คะแนนรวมนั้นไม่ถึงครึ่งหนึ่งของการเป็นองค์ประชุมในสภา ผมได้ทําการทักท้วงเรื่องนี้ ตามบันทึกการประชุมในรายงานการประชุม ผมเพิ่งจะไปขอมาอีกครั้งหนึ่งจากห้องสมุด ขอบคุณเจ้าหน้าที่ห้องสมุดด้วยที่กรุณาคัดเรื่องนี้มาให้ผมอย่างรวดเร็ว ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ผมยืนขึ้นพูดกับท่านประธานในขณะนั้นคือ ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ซึ่งเป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ในขณะนั้นทําหน้าที่ประธาน ผมยืนยันในขณะนั้น ท่านประธานครับว่าบันทึกการประชุมของสภาเมื่อสัปดาห์ก่อน ประเด็นสําคัญก็คือการ ลงคะแนนลับของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ปรากฏว่าบันทึกนั้น ๑. ก็คือไม่ได้ส่งให้สมาชิก และ ๒. ก็คือการลงคะแนนนั้นคะแนนที่สูงสุดในรายงาน ผมขออนุญาต อ่านสั้น ๆ ครับท่าน ๒๐๒ คะแนน ต่ําสุดคือ ๑๙๕ คะแนน คะแนนรวมทั้งหมดเลยนะครับ ผมก็ยืนยันต่อท่านประธานในขณะนั้นว่าองค์ประชุมน่าจะมีปัญหา ขอให้ท่านพิจารณา ต่อเรื่องนี้ ท่านประธานสมศักดิ์ในขณะนั้นก็ถามต่อกับความคิดเห็นของท่านอื่น ๆ สรุป ในขณะนั้นก็คือว่าจะให้ฝ่ายเลขานุการไปพิจารณาเรื่ององค์ประชุมต่อไป นี่คือการยืนยันครับ ว่าผมเริ่มเห็นความผิดปกติในขณะนั้นแล้ว และได้ยืนยันในขณะนั้นแล้วว่าองค์ประชุม น่าจะมีปัญหา คือองค์ประชุมไม่ครบครับท่านประธาน ดังนั้นเมื่อวันนี้ที่ทางสํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งมีความเห็นว่าการลงคะแนนในครั้งนั้นองค์ประชุมไม่ครบ จึงถาม กลับมาที่สภาของเรา ถ้าถามผมว่าผมเห็นอย่างไร ผมก็เห็นเหมือนเดิมละครับ ผมเห็นด้วย กับทางวุฒิสภาครับ การลงคะแนนในครั้งนั้นองค์ประชุมไม่ครบ ผมจะเห็นด้วยกับทาง วุฒิสภา ผมคิดว่าท่านประธานคงจะต้องถามต่อที่ประชุมนี้ครับว่าเมื่อทางวุฒิสภาเขาส่งมา แบบนี้สมาชิกของเราเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยก็ดําเนินการต่อไป แต่ถ้าเห็นด้วย ก็แสดงว่าองค์ประชุมไม่ครบ การดําเนินการต่อไปก็คือก็ควรจะเอารายชื่อของกรรมการ ชุดเดิม ๖ ท่าน เดิมในปี ๒๕๕๑ กลับมาลงคะแนนลงมติกันใหม่ แล้วเราก็เชื่อว่าองค์ประชุม ในขณะนี้ถ้าองค์ประชุมแล้วครบ ก็จะมีผลของมติออกมาว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร ก็ดําเนินการต่าง ๆ ต่อไปครับ เพื่อให้เรื่องนี้ดําเนินการต่อไปได้จะได้ไม่ติดขัดอยู่นะครับ แล้วถ้าหากว่าสมมุติว่าสภาแห่งนี้ไม่ได้เห็นด้วยกับกรรมการชุดนี้ ผมคิดว่าก็คงเป็นหน้าที่ของ กระทรวงยุติธรรมต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีใหม่ แล้วก็เสนอเข้ามายังสภาใหม่ในบุคคล ต่อ ๆ ไปครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ท่านพีรพันธุ์ เสร็จจะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการ พีระพันธุ์ให้ข้อมูลนะครับ เชิญท่านพีรพันธุ์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธรครับ ท่านประธานเรื่องนี้ได้มีการ พูดคุยกันหลายหน แล้วผมขออนุญาตพูดข้อมูลเพิ่มเติมจากที่สมาชิกบางท่านได้ให้ข้อมูลกับ ที่ประชุมไปแล้ว รวมทั้งข้อเท็จจริงที่ท่านประธานได้กรุณาเรียนต่อที่ประชุมครับ เรื่องจริง ๆ มันไม่สลับซับซ้อนอะไรมากครับ ผมโดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับที่วุฒิสภามาบอกว่าที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรไม่ครบองค์ประชุม เพราะวุฒิสภาไม่มีหน้าที่ที่จะมาวินิจฉัยว่าที่ประชุม สภาผู้แทนราษฎรครบหรือไม่ครบ ไม่มีครับ เขาดูจากรายงาน แต่ดูจากรายงานนั้นแล้ว ความจริงมันมีรายงานชัดเจนออกไปว่าตอนลงคะแนนมีการแจกบัตรมันเป็นองค์ประชุมครบ แต่ตอนไปหย่อนบัตรส่วนหนึ่งไม่ได้ไป เมื่อไม่ได้ไปหย่อนบัตร เพราะฉะนั้นพอไม่ไปหย่อนบัตร แล้วเวลานับองค์ประชุมท่านก็นับเฉพาะคนที่ไปหย่อนบัตรลง ทําให้คะแนนเป็นไปอย่างที่ สมาชิกเมื่อสักครู่นี้ได้พูดถึง เพราะฉะนั้นองค์ประชุมยืนยันว่าครบ แต่พอตอบกลับไปอีกที ทางวุฒิสภาก็บอกว่ารายงานที่ตอบไปลงนามโดยเลขาธิการ เป็นรายงานของฝ่ายธุรการ ไม่ใช่สภา ผมก็ยังมีโอกาสไปพูดคุยส่วนตัวกับท่านประธานชัย ชิดชอบ บอกว่าทําไมท่านประธาน ไม่แจ้งไปเองครับ ท่านก็บอกว่าท่านเลขาธิการทําตามที่ท่านสั่ง เรื่องมันก็หายไป ผมทราบมา ภายหลังว่าเรื่องนี้เมื่อไปอยู่ที่วุฒิสภา รัฐบาลได้ไปขอถอนออกจากวุฒิสภา แต่เรื่องมันผ่านจาก สภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ผมก็ได้เรียนเป็นการส่วนตัวกับท่านรัฐมนตรี บอกว่าท่านลองหา หลักฐานสิครับว่าเรื่องนี้ได้ถอนออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรหรือยัง ผมแน่ใจว่าไม่มีครับ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เรื่องนี้มันผ่านเข้ามาที่นี่ ท่านประธานผมจําได้ท่านประธานนั่งอยู่เป็นประธาน ที่ประชุม วุฒิสภาให้ถอนเรื่องนี้ออกจากวุฒิสภาครับ ท่านแจ้งให้พวกเราทราบเท่านั้น ไม่มีบอก ว่าสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ถอน เมื่อมันไม่มีการถอนเรื่องนี้ออกไปจากที่ประชุมตรงนี้ มติที่ให้ ความเห็นชอบกรรมการชุดนั้นของสภาผู้แทนราษฎรก็ยังคงอยู่ เมื่อมันยังคงอยู่วันนี้ท่าน จะมาถอนจะมาขอตั้งชุดใหม่ขึ้นอีก ผมก็ถามว่าชุดเดิมที่สภาผู้แทนราษฎรอนุมัติผ่านไป แล้วมันไปไหน ปัญหามันคาอยู่ตรงนี้ครับอยู่แค่นี้ ผมเองโดยส่วนตัวก็ได้เรียนท่านรัฐมนตรี ไปบอกว่าท่านช่วยหาสิครับว่ามีการถอนออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรจริง หรือถ้าหาไม่ได้ นะครับ ท่านก็มาขอถอนเรื่องนี้ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรเพื่อจะเริ่มต้นได้ มันก็ง่าย ๆ แค่นั้น แต่ดูเหมือนท่านไม่ยอมไม่อยากทํา เพราะท่านมั่นใจว่าเรื่องนี้มีการถอนออกไปจาก สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมยืนยันบอกว่าไม่มีครับ ผมอยู่กับเรื่องนี้อยู่ตลอด เพราะผมรู้ดีกว่า ป.ป.ท. เป็นที่น่าเป็นห่วงมาก ตั้งมาตั้งนานแล้วไม่สามารถทําอะไรได้ แล้วล่าสุดผมทราบว่า มีการตกลงกันระหว่าง ป.ป.ช. กับ ป.ป.ท. ที่จะเอาเจ้าหน้าที่จาก ป.ป.ท. ไปช่วยงานของ ป.ป.ช. เพราะรอให้มีคณะกรรมการชุดนี้จะจนแล้วจนรอด ผมก็ดูเรื่องนี้อยู่ในรัฐสภาตั้งนาน ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทําไมฝ่ายรัฐบาลไม่หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาหารือและหาทางแก้ไข อยู่ดี ๆ วันนี้จะมาขอตั้งชุดใหม่ มันก็จะย้อนกลับไปจุดเดิม จุดเดิมก็คือว่าจุดที่ไหน ก็คือว่าเรื่องนี้ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบไปแล้ว ผ่านไปแล้วนะครับ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรไปขอถอน ออกมาแล้ว แต่วุฒิสภาไม่มีอํานาจที่จะมาบอกว่า ที่นี่องค์ประชุมไม่ครบ และทําให้ผู้ลงมติ ของเราไม่ครบ ไม่ใช่นะครับ ถึงแม้รายงานการประชุมซึ่งมันผ่านมานานแล้ว ผมเข้าใจว่า รายงานการประชุมที่มีการทักท้วงกัน ผมแน่ใจว่าสภาผู้แทนราษฎรได้รับรองรายงานการประชุม ไปแล้วมันก็ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ เราไม่เคยพูดว่าองค์ประชุมที่นี่ครบ ไม่ครบ ไม่มี ยืนยันว่ายังเป็น อย่างนั้นอยู่ ความเห็นส่วนตัวผม ผมถึงบอกฝ่ายรัฐบาลไปง่าย ๆ บอกว่าถ้าท่านอยากทําใหม่ เพื่อไม่ให้เรื่องเดิมที่มันค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรมันมีปัญหานะครับ ท่านก็มาขอถอนเรื่อง ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะอะไรครับ ก็เพราะมันไม่จบที่วุฒิสภา มีการถอนออกไป ทําให้กระบวนการการแต่งตั้งมันไม่ครบกระบวนการ หรือถ้าท่านจะคิดว่าเมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วไปถึงวุฒิสภา รัฐบาลไปขอถอนก็ทําให้กระบวนการในสภาผู้แทนราษฎรมีผลเท่ากับ ถอนไปแล้วทั้ง ๒ สภาอย่างนั้นหรือไม่ ผมแน่ใจว่าไม่ใช่ครับ มันจะต้องถอนทีละสภา ๆ เหมือนกับที่เราเคยปฏิบัติมานะครับ ฉะนั้นผมก็คิดว่าเรื่องนี้ยังไม่สามารถที่จะดําเนินการ แต่งตั้งในสภาผู้แทนราษฎรไปได้จนกว่าจะมีความชัดเจนว่าเรื่องเดิม กรรมการชุดเดิม ที่สภาแห่งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว แม้จะมีคะแนนเสียงตามที่ปรากฏในรายงานการประชุม แต่มันผ่านไปแล้ว ใครก็ตาม นอกจากศาลจะบอกว่าองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ไม่เป็นองค์ประชุม เพราะฉะนั้นถ้าอยากจะดําเนินการใหม่ ผมก็มีคําแนะนําไปยังรัฐบาล อย่างนี้ครับ ก็ดําเนินการเสีย ท่านมีเสียงข้างมากอยู่ในมืออยู่แล้วทําให้มันถูกต้อง ถ้าท่านถอน จากวุฒิสภาได้ ทําไมท่านไม่ถอนจากสภาผู้แทนราษฎรละครับ หรือถ้าจะเรียนว่ามีการถอน ออกมาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมก็ขอดูรายงานว่ามีการถอนอย่างนั้นจริง ๆ หรือไม่ ไม่อย่างนั้นมันซ้อนอยู่และมันคาอยู่อย่างเดิมท่านประธานครับ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ
ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้กรุณาเสนอความเห็น แล้วก็ได้เรียบเรียงข้อเท็จจริงทั้ง ๒ ฝ่าย ผมขอทําความเข้าใจประการที่ ๑ เดี๋ยวท่านสมาชิก จะเข้าใจผิดวันนี้ไม่มีการแต่งตั้งใครใหม่ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านดอกเตอร์พีรพันธ์ เหมือนที่ท่าน ได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ผมเข้าใจวันนี้ไม่มีการที่เสนอแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ท. คนใหม่เลย ชุดใหม่เลย แล้วก็รัฐบาลก็ไม่ได้เสนอแต่งตั้งใครเข้ามานะครับ เพียงแต่ว่าผมขออนุญาต ต่อยอดจากที่ท่านสมาชิกท่านชลน่าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปตอนต้นซึ่งที่ท่าน ได้กรุณาสรุปข้อเท็จจริงไปนั้น ผมก็ต้องขอถือโอกาสนี้ขอบคุณท่านด้วย เพราะว่าท่านได้ กรุณาเล่าไประยะหนึ่งทําให้ประหยัดเวลาไป แต่ประเด็นคือว่าทางวุฒิสภาเขาถือว่าการที่เขา จะทํางานต่อไปได้นี้เขาต้องทํางานต่อจากสภาผู้แทนราษฎร เมื่อสภาผู้แทนราษฎรมีมติว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อย่างที่ท่านว่าเมื่อสักครู่แล้วนี้ เขาถึงจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ของเขา เมื่อเรื่องนี้ไปบรรจุในระเบียบวาระการประชุมของวุฒิสภา ในอดีตที่ผ่านมาทางวุฒิสภา ก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณา ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา ก็มีความเห็นว่าองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรยังไม่ครบ ณ วันนั้น ก็แปลว่าความเห็น หรือมติของสภาผู้แทนราษฎร ณ วันนั้นยังใช้ไม่ได้ เมื่อยังไม่ใช่ไม่ได้ทางวุฒิสภาก็ยังทํางาน ต่อไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ที่ทางวุฒิสภาเมื่อพิจารณาแล้วเขาเห็นชอบตามที่กรรมาธิการของเขา ได้เสนอขึ้นมาว่าองค์ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบ ดังนั้นมติของสภาผู้แทนราษฎร จึงไม่ชอบ เขาก็อยากจะให้สภาผู้แทนราษฎรนี้พิจารณาทบทวนแล้วก็ลงมติกันใหม่ ทางฝั่ง ของวุฒิสภาเขาก็เลยส่งเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าส่งมาที่สํานักงานเลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็มีหนังสือตอบกลับไปที่ ฝ่ายเลขาธิการของวุฒิสภาเหมือนที่ท่านชลน่านได้กล่าวไปเมื่อสักครู่ ขออภัยที่เอ่ยนาม ปรากฏว่าทางฝ่ายวุฒิสภาเขารับไปพิจารณา แล้วเขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เรื่องของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรควรจะเป็นคนยืนยัน หรือปฏิเสธความเห็นของวุฒิสภาที่เขามีมติไปแล้วว่าเขาเห็นชอบว่าองค์ประชุมเราไม่ครบ เพราะฉะนั้นทางวุฒิสภาเขาก็มีความเห็นว่าทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนี้ ไม่มีสิทธิที่เป็นคนมายืนยันหรือไม่ยืนยันในความเห็นของวุฒิสภาที่เป็นมติของที่ประชุม เขาขอให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนมีมติยืนยันไปเองว่าเราเห็นว่าองค์ประชุมเราครบ หรือไม่ครบ เพราะเป็นเรื่องระหว่างสภาของเรากับสภาของเขา ซึ่งถ้าหากว่าทางวุฒิสภา เขาส่งเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรโดยตรง แล้วก็ให้เรามีดุลยพินิจวินิจฉัยในส่วนนี้เสียให้จบ เรื่องก็คงจบครับ บังเอิญในอดีตอีกเหมือนกันครับ ในขณะนั้นทางฝั่งผมก็เป็นฝ่ายค้านอยู่ ทางวุฒิสภาแทนที่จะส่งเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรก็กลับส่งเรื่องไปที่คณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ให้คณะรัฐมนตรีวินิจฉัยครับ คณะรัฐมนตรีก็เห็นว่าเป็นเรื่องของสภาอีก ก็เลย ส่งเรื่องนี้มาที่สภาผู้แทนราษฎรประมาณเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ให้สภาผู้แทนราษฎรนี้ วินิจฉัยต่อ ซึ่งขณะนั้นก็มีการแสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวางทั้ง ๒ ฝ่าย ท้ายที่สุดที่ประชุม ของเราทั้ง ๒ ฝ่ายมีความเห็นสอดคล้องตามข้อเสนอสุดท้ายของท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าเห็นว่าเรื่องนี้ทางวุฒิสภานี้ไม่ได้ส่งมาที่สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาเขาส่งไปที่ รัฐบาล ก็เป็นเรื่องของวุฒิสภากับรัฐบาลต้องว่ากัน การที่รัฐบาลส่งต่อมาที่สภาผู้แทนราษฎรนี้ ไม่ใช่เรื่องของเรา ณ วันนั้นยังไม่น่าที่จะหยิบมาพิจารณาต่อ เมื่อวันหนึ่งในอนาคตทางวุฒิสภา เขาส่งเรื่องนี้โดยตรงมาที่สภาผู้แทนราษฎรนี้เราถึงค่อยมาหยิบยกมาว่ากัน อันนี้เป็นสุดท้าย ที่เกี่ยวกับสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องนี้เมื่อปี ๒๕๕๑ เมื่อปี ๒๕๕๑ ต่อมาพอมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปี ๒๕๕๒ ปรากฏว่าในระหว่างนั้น หรือก่อนหน้านั้นก็มีการถอนเรื่องนี้ออกจากวุฒิสภา ส่งเรื่องคืนกลับไปที่รัฐบาล ในขณะนั้น ก็มีปัญหาทางการเมือง ก็ปรากฏว่าหลังจากที่ทางผมได้นําเรื่องนี้เข้ามาสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งที่แล้ว ท่านประธานคงจําได้ และท่านสมาชิกทักท้วงในบางเรื่อง แล้วผมฟังข้อทักท้วง ของท่าน ผมก็รู้สึกว่าผมไม่เคยได้ยินเรื่องเหล่านั้น ผมมีความรู้สึกว่าถ้าหากลักษณะอย่างนี้ ยังไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องให้ชัดเจนเสียก่อน ผิดพลาดมันไม่ถูกต้องนะครับ ผมก็ฟังเสียงท่านสมาชิกฝ่ายค้าน ผมจึงได้ขอถอนเรื่องออกไปก่อน หลังจากที่ถอนเรื่อง ออกไปแล้ว ไปตรวจถึงได้ทราบว่าเอกสารที่ทางวุฒิสภาส่งเรื่องคืนไปที่ทางรัฐบาลหากัน ไม่เจอครับ เพราะฉะนั้นทางด้านโน้นก็เลยคิดว่าเรื่องนี้ก็ยังอยู่ที่วุฒิสภา จึงมีการเสนอว่า ให้ไปถอนเรื่องออกจากวุฒิสภาเสีย นั่นคือที่มาที่ท่านชลน่าน ขออภัยเอ่ยนามกล่าวเมื่อสักครู่ ซึ่งความจริงเมื่อรัฐบาลมีหนังสือไปถึงวุฒิสภา วุฒิสภาควรจะบอกมาว่าไม่มีเรื่องนี้แล้วครับ เพราะส่งคืนไปแล้ว แต่ทางวุฒิสภากลับเอาไปบรรจุระเบียบวาระ แล้วก็ย้ํามติเดิมว่าองค์ประชุม เราไม่ครบ ตรงนี้ละครับที่ทําให้เกิดข้อสับสนกันเกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่วันนี้ท่านสมาชิก ได้มีการหยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาหารือก็คือว่า ขณะนี้เท่าที่ผมทราบก็คือว่า ทางวุฒิสภาเขาส่งเรื่องตรงมาที่สภาผู้แทนราษฎร ตามที่ที่ประชุมของเราทั้งสองฝ่าย เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ได้เห็นพ้องต้องกันไปแล้วว่า เมื่อไรที่เขาส่งมาตรงเราค่อยมา พิจารณา เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นการพิจารณาความเห็นว่าเราจะเห็นด้วยกับที่ทางวุฒิสภา เขาบอกว่าองค์ประชุมของเราในวันนั้นไม่ครบ หรือเราจะยืนยันว่าองค์ประชุมเราครบถูกต้อง เรียบร้อยแล้ว ถ้าหากว่าเราเห็นว่ามันถูกต้องเรียบร้อยแล้ว ก็จะเกิดข้อขัดแย้งขึ้นมาระหว่าง วุฒิสภากับสภาผู้แทนราษฎร ถ้าเขายังยืนยันมติเขาอยู่ ก็ต้องไปว่าตามกระบวนการ รัฐธรรมนูญต่อไป แต่ถ้าหากว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่าทางวุฒิสภาเขาเห็นอย่างนั้น แล้วเราเห็นว่าองค์ประชุมไม่ครบ ก็ต้องกลับมาพิจารณาเอาชุดเดิมครับ เท่ากับกระบวนการ มันต้องกลับไปใหม่หมดเลย ผมไม่สามารถจะเอารายชื่อชุดใหม่เข้ามาได้ครับ ก็ต้องไปเอาชุดเดิม มาพิจารณากันใหม่ เพราะถือว่าองค์ประชุมไม่ครบก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอันนี้ไม่ใช่เรื่อง ว่าจะมาแต่งตั้งคนใหม่ชุดใหม่อะไร ผมคิดว่าผมมีอยู่เท่านี้ละครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญนายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ผมต้องขออนุญาตลุกขึ้นอีกครั้งท่านประธานครับ ด้วยความเคารพและเกรงใจเพื่อนสมาชิก ในประเด็นที่เราหารือกันในขณะนี้เป็นเรื่องของ หาวิธีการที่จะดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าควรจะต้องทําอย่างไร ก็ชอบด้วยที่เพื่อนสมาชิกได้ ช่วยกันหาทางออกให้กับเรื่องนี้ ท่านประธานครับผมมีอยู่ ๔ ประเด็นเท่านั้นเองที่จะเพิ่มเติม
ประเด็นที่ ๑ เรื่ององค์ประชุม ก็คงไม่ถกเถียงกันว่าที่เพื่อนสมาชิกได้เสนอว่า จะเสมือนเป็นการวอล์คเอ้าท์ หรือไม่อยู่ร่วมเป็นองค์ประชุม นั่นเป็นความเห็นของ เพื่อนสมาชิกก็เป็นความเห็น แต่เราเองนะครับ ขณะที่มีการประชุมอยู่ ถ้าไม่มีการแสดง ปฏิกิริยาใด ๆ เป็นที่ประจักษ์เช่นการเดินออกไป นั่นก็คือว่าไม่ร่วมเป็นองค์ประชุม ก็ถูกต้องครับ คนที่อยู่ในห้องประชุมนั้นก็ถือเป็นองค์ประชุมในขณะนั้นและโอกาสนั้น ที่เราปฏิบัติกันนะครับ ในลักษณะของการไปรับบัตรแล้วก็ไม่ลงคะแนน แล้วไปนับว่าถือเป็นองค์ประชุม โดยอาศัย ช่องว่างทางกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยเอาไว้ว่าองค์ประชุมก็ต้องดูจากคะแนนจริง กระผมไม่ได้หมายความว่าเพื่อนสมาชิกบางท่านจะมีเจตนาอย่างนั้นนะครับ แต่ผลมันเป็น อย่างนั้น อันนี้ก็ไม่ว่ากัน เพราะว่าองค์ประชุมนี้ถ้าไม่มีแสดงกิริยาใด ๆ โดยเฉพาะ การลงคะแนนลับ ไม่มีการสอบองค์ประชุมอยู่ ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมทั้งหมดก็คือองค์ประชุม เพราะดูจากการลงชื่อในสมุดบันทึกการประชุมของผู้มาประชุมก็ถือว่าเป็นองค์ประชุม เพราะถือเอาตามนั้น เพราะเราไม่มีการตรวจสอบองค์ประชุม ไม่มีการเช็คองค์ประชุม ยกเว้นสมาชิกขอตรวจสอบองค์ประชุม โดยการนับองค์ประชุมก่อนที่จะมีการลงคะแนน อันนั้นก็เป็นสิทธิของฝ่ายเสียงข้างน้อยที่จะแสดงออกให้กับสภาผู้แทนราษฎรเห็นว่า เขาไม่ยอมรับ อันนี้ก็เป็นที่ทราบกันแล้วก็ปฏิบัติกันอย่างนั้นมาตลอดนะครับ เพราะฉะนั้น ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเรื่ององค์ประชุมถ้าจะไปดูรายละเอียด ก็ต้องดูให้ครอบคลุมทุกมิติด้วยนะครับ
ในเรื่องที่ ๒ เรื่องการพิจารณาให้ความเห็นชอบคณะกรรมการชุดนี้นะครับ ท่านรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอเพื่อจะดําเนินการแต่งตั้ง อํานาจแต่งตั้งเป็นของรัฐมนตรีจะเป็น ผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ โดยความเห็นชอบของวุฒิสภา ท่านประธานสังเกตนะครับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่ได้ระบุว่าต้องผ่านการเห็นชอบเป็นลําดับขั้น และวิธีการส่งขอความเห็นชอบ ทางคณะรัฐมนตรีโดยเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งให้เลขาธิการ สภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนําเรียนท่านประธานบรรจุเข้าสู่วาระการ พิจารณาเมื่อสภาให้ความเห็นชอบแล้ว หรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เป็นมติแล้ว เช่น ไม่เห็นชอบก็ส่งมตินั้นกลับคืนสู่คณะรัฐมนตรี นี่คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรครับ ไม่ได้หมายความว่าเห็นชอบแล้วจะต้องส่งให้วุฒิสภาเหมือนกับการตรากฎหมาย หรือตาม กฎหมายอื่นที่บังคับว่าต้องเป็นลําดับไปนะครับ เพราะกฎหมายจะระบุเลยว่าต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา หรือสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ตามลําดับ อันนั้นเขาจะเขียน เอาไว้ แต่การให้บุคคลที่ดํารงตําแหน่งตามกฎหมายอย่างนี้ เช่น ป.ป.ง หรือ ป.ป.ท. ไม่ใช่อย่างนั้นครับ เป็นอํานาจหน้าที่ที่แยกจากกัน เป็นอํานาจหน้าที่ที่แยกจากกันครับ สภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบปุ๊บ หรือไม่เห็นชอบก็ต้องส่งกลับไปที่คณะรัฐมนตรี ในขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรีเองก็ไม่จําเป็นที่จะส่งมาที่สภาผู้แทนราษฎรก่อน ไม่จําเป็นครับ สภาไหน มีโอกาสพิจารณาก่อนก็พิจารณาไป นั่นคือกฎหมายบัญญัติไว้อย่างนั้น ไม่จําเป็นครับ ที่วุฒิสภาจะต้องรอสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าสํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเวลาส่ง เรื่องนี้มาจะส่ง ๒ ทางครับ ส่งมาที่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ส่งไปที่สํานักงาน เลขาธิการวุฒิสภา แต่ละสภาก็บรรจุไป เพราะฉะนั้นความเกี่ยวเนื่องในการที่จะรอผล การพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร นั่นเป็นผลในเชิงพฤติการณ์ พฤติกรรมเท่านั้นเองครับ สภาผู้แทนราษฎรเขาจะว่าอย่างไร ก็จะมีผลต่อการพิจารณาของวุฒิสภา จริง ๆ ไม่ใช่ครับ โดยกฎหมายไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่าอะไรท่านประธานครับ สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ ส่งกลับไปที่สํานักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เสนอ ครม. วุฒิสภาให้ความเห็นชอบส่งกลับไป ครม. ถ้า ๒ สภาเห็นชอบ ครม. ถึงจะแต่งตั้งได้ ถ้าสภาใดสภาหนึ่งไม่เห็นชอบแต่งตั้งไม่ได้ครับ ก็ต้อง เสนอใหม่ เข้าสู่กระบวนการใหม่เท่านั้นเอง อันนี้คืออํานาจหน้าที่ที่แยกจากกันครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่วุฒิสภาจะบอกว่าสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไม่ชอบด้วยองค์ประชุม หรือไม่ชอบ ด้วยข้อบังคับ หรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะองค์ประชุมไม่ครบ ตรงนั้นคนละประเด็นกัน ท่านประธานครับ ไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของวุฒิสภาเหมือนกับที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณากล่าวไป
อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ขั้นตอนในขณะนี้ที่ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงต่อสภา ผมต้องกราบขอบคุณท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี โดยสรุปครับ หน้าที่ของสภา ผู้แทนราษฎรขณะนี้ในเรื่องนี้จบไปแล้วครับ ขณะนี้นะครับ พูดถึงขณะนี้จบไปแล้วเพราะเรา ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ส่วนจะชอบไม่ชอบเรื่ององค์ประชุมก็ไปตรวจสอบกัน เป็นหน้าที่ ของวุฒิสภาครับที่จะต้องไปให้ความเห็นชอบ ถ้ามีมติอย่างไรก็ส่งกลับไปที่ ครม. ครับ ถ้า ครม. เห็นว่าการดําเนินการน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ชอบด้วยข้อบังคับ หรือรัฐธรรมนูญก็มีกระบวนการเข้าสู่ตรงนั้นไป อันนี้คือสิ่งที่ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่ามันแยกจากกันชัดเจนครับ ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ไม่จําเป็นต้องล้อเลียนกัน ไม่จําเป็นต้องตามกฎหมายบัญญัติว่าเป็นลําดับไป ตรงนั้นแน่นอนครับ เป็นลําดับไปเหมือน การตรากฎหมาย อย่างกฎหมายที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปครับ ของ กพช. ครับ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาเป็นลําดับไป ก็คือต้องล้อเลียนกัน ต้องเกี่ยวเนื่องกัน
อีกเรื่องหนึ่งท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ความเกี่ยวเนื่องว่ากรณีถ้าสมาชิก วุฒิสภาเสนอเรื่องมาให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณานั้นก็เป็นญัตติธรรมดาเท่านั้นเอง ที่ท่านประธานจะดูแล้วจะเป็นเรื่องที่จะนําเสนอต่อสภาให้สภามีมติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ว่าจะพิจารณากรณีวุฒิสภาเสนอมาหรือไม่อย่างไรก็ถือเป็นญัตติหนึ่งเท่านั้นเอง เอาเข้ามา พิจารณาได้ครับก็ตอบกลับไป ถ้าสภามีมติว่าชอบแล้วก็ตอบกลับไป ไม่ชอบก็ตอบกลับไป นั่นเป็นมติของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นที่จะตอบเรื่องของวุฒิสภาเสนอเข้ามา ซึ่งแยกจากกันครับ ส่วนจะไปใช้ประกอบการพิจารณาหรือไม่ ก็แล้วแต่คนละประเด็น ฉะนั้นผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ โดยสรุปแล้วในชั้นนี้ ผมเข้าใจว่าท่านรัฐมนตรีเองคงต้อง ตรวจสอบว่าเรื่องค้างอยู่ที่วุฒิสภาหรือไม่ ถ้าเรื่องค้างอยู่ท่านต้องทําเรื่องเร่งรัดไปที่วุฒิสภา ให้เขาดําเนินการไปตามตัวบทกฎหมาย จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็บอก จะถอนก็ถอนไปที่ ครม. ถ้าวุฒิสภาไม่พิจารณาถอนไป นั่นคือกระบวนการการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภายังไม่สมบูรณ์ ท่านก็แต่งตั้งไม่ได้ ส่วนท่านจะพิจารณานําเสนอเข้ามาใหม่ หรือเสนอบุคคลใหม่ นั่นก็เป็นสิทธิของท่าน แต่ท่านต้องอย่าลืมว่าสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติ เรื่องนี้ไปแล้ว สภาผู้แทนราษฎรมีมติเรื่องนี้ไปแล้ว ถ้าจะเสนอเข้ามาใหม่เรื่องเก่าจะว่าอย่างไร อันนี้คือข้อติดขัด เพราะฉะนั้นโดยสรุปท่านประธานครับ ถ้าวุฒิสภาถอนเรื่องนะครับ เริ่มดําเนินการใหม่ท่านรัฐมนตรีต้องเสนอเข้ามาใหม่ครับ ถ้าจะใช้ชุดเดิมท่านก็มาถามย้ําว่า มติเดิมใช้ได้หรือไม่ได้ ก็จะเป็นการตัดสินกันในขณะนั้นไป ส่วนท่านเองก็จะส่งไปวุฒิสภา นั่ นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้า ๕ คนที่ถูกคัดเลือกไป ท่านยังไม่ต้องการเห็นว่าเขาไม่มีคุณสมบัติ ท่านก็อาจจะต้องชะลอรอดูการตัดสินของสภาผู้แทนราษฎร เรื่องก็น่าจะจบอย่างนั้น ท่านประธานครับ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากมายนัก เพราะอํานาจหน้าที่แยกจากกันอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวเนื่องกันเลยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านวิทยา
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เราค่อย ๆ เดินช้า ๆ ครับ เพราะเรื่องมันค้างมานานแล้ว และผมคิดว่าเรา จะปล่อยให้มันโคจรอยู่ในอากาศโดยไม่หาข้อสรุปไม่ได้ครับ เรื่องนี้เราบรรจุระเบียบวาระว่า ขอหารือต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตในภาครัฐ เป็นเรื่องที่ท่านประธานบรรจุมาหารือพวกผมครับ ปัญหาเหตุที่ท่าน มาหารือก็คือวุฒิสมาชิกเขาไปติงครับว่าที่เสนอชื่อไปให้เขานั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะองค์ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไม่ครบ เขาจึงไม่พิจารณาให้ครับ เมื่อเรามาพิจารณา รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๖ เขาเขียนเรื่ององค์ประชุมครับว่าองค์ประชุมต้องขนาดไหน เกินกึ่งหนึ่งถึงจะเป็นองค์ประชุม ทีนี้สภาเรามีหน้าที่พิจารณาครับว่าเราจะพิจารณาทบทวน ของเราไหมครับว่าการลงมติครั้งนั้นชอบหรือไม่ชอบ ถ้ายืนยันว่าชอบก็เดินหน้าต่อครับ แต่ถ้ายืนยันว่าองค์ประชุมครั้งนั้นไม่ครบ เราก็มาทําเสียให้ถูกต้องครับก็คือท่านรัฐมนตรี ก็เสนอชื่อเข้ามา ๖ คนที่ถือชื่อในมือครับเสนอต่อที่ประชุมนี้พวกผมก็จะได้โหวตลงมติรับไป ถ้าพวกผมเอาก็ท่านก็พาต่อวุฒิสมาชิก ถ้าองค์ประชุมครบถูกต้องเราก็ส่งต่อครับ แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ ท่านมาหารือผมและส่งกลับวุฒิสมาชิกก็กลายเป็นเรื่องสองสภาเกี่ยงงอนกันแล้วองค์กรขยับ ไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากเรียนถามท่านประธานนิดหนึ่งว่าท่านหารือกับสภานี้เพื่อให้ สภามีความเห็นใช่ไหมครับว่าจะเอาอย่างไร
แล้วก็เรียนถามประการที่ ๒ ท่านช่วยให้ตัวเลขผมหน่อยครับว่ามติของ ที่ประชุมวันนั้นตัวเลขผู้เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย งดออกเสียง มีอยู่เท่าไร ถ้าเราเห็นชัดครับ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย งดออกเสียงเท่าไร แล้วมันไม่ครบ ไม่ครบก็ไม่ครบครับเป็นเรื่องปกติ เราก็ประชุมเสียใหม่ ลงมติว่าครั้งนั้นไม่ครบ ท่านรัฐมนตรีนั่งอยู่แล้วเอารายชื่อเสนอเข้าใหม่ แล้วลงมติ ผ่านหรือไม่ผ่านก็เป็นเรื่องของกิจการของสภาเรา จบครับ ทีนี้ทางเลขาธิการ ลองค้นให้ผมดูหน่อยครับว่ามติคราวที่แล้ว ท่านรัฐมนตรีครับ ผมเข้าใจว่าตัวแทน ป.ป.ท. เขามีตัวเลขอยู่ว่ามติในการประชุมสภาครั้งที่แล้วเห็นชอบกับ ๖ คน คะแนนเป็นเท่าไร ๆ บวกลบคูณหาร จบครับ ถ้าไม่ครบผมเข้าใจว่าฝ่ายค้านเขาก็ไม่ได้เถียง ไม่ครบเราก็ลงมติว่า ไม่ครบ แล้วก็เสนอใหม่พิจารณาก็จบครับท่าน ไม่มีสิทธิที่จะส่งเรื่องกลับไปอย่างอื่นนะครับ เราทําให้จบในเราครับ ไม่ใช่เกี่ยงงอนกันระหว่างสองสภาครับ
ท่านบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ แนวคิดแนวทางของผมก็เช่นเดียวกับท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านประธานวิปรัฐบาลที่กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้ ผมขอย้ําอีกประเด็นเดียวครับท่านว่า ในการท้วงติงของผมต่อสภาเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๕๑ นั้นผมท้วงติง ๒ ประเด็นคือ ๑. องค์ประชุม และ ๒. ก็คือบันทึกที่พูดว่า สภานี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ผมต้องท้วงติง ตรงนั้น เพราะว่าผมก็เห็นว่าถ้าลงมติกันแบบนั้น องค์ประชุมไม่ครบจะไปลงบันทึกได้อย่างไร ว่าเราเห็นชอบถูกไหมครับ เพราะว่าองค์ประชุมไม่ครบ แล้วตัวเลขต่าง ๆ ที่ออกมา ตัวเลข อย่างที่ย้ําก็คือสูงสุด ๒๐๒ คะแนน ๒๐๒ คะแนน ซึ่งสภาขณะนั้นก็มีแถว ๆ ตัวเลขนั้น ๔๗๐ คน ๒๐๒ คะแนน อย่างไรมันก็ไม่ครบ นั่นคือสูงสุดแล้วครับ ๒๐๒ คะแนน เพราะฉะนั้น มติของสภาจะบอกว่าเห็นชอบไม่ได้ครับ ผมท้วงติงไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ครับ ท่านประธานครับ ก็ขอย้ําอีกครั้งว่าผมคิดว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องมาลงคะแนนกันว่ากระบวนการที่ผ่านมา ของเรานั้นมันเป็นอย่างไร มันถูกต้องหรือไม่ถูกต้องอย่างไรตามที่วุฒิสภาเขาท้วงติงมาครับ
มีท่านสมาชิกท่านใดจะแสดงความคิดเห็นอะไรไหมครับ คือประเด็นวันนี้มันก็อยู่ที่ฝ่ายหนึ่งก็ บอกว่าสภาผู้แทนราษฎรได้มีการประชุมและลงมติ แล้วก็บอกว่าการลงมตินั้นชอบแล้ว องค์ประชุมครบ เพราะขณะที่แจกบัตรนี้ทุกคนก็รับไปก็นั่งอยู่ในห้องประชุม เพียงแต่ว่า มีบางส่วนไม่ประสงค์จะใช้สิทธิก็เลยไม่มาหย่อนบัตร พอนับบัตรออกมามันก็ได้ตัวเลขสูงสุด อย่างที่ท่านบุญยอดว่า ๒๐๐ กว่าคะแนน พอไปถึงวุฒิสภา วุฒิสภาเขาตั้งกรรมการขึ้น ตรวจสอบคุณสมบัติ ปรากฏว่าเขามารายงานที่ประชุมวุฒิสภา ไม่ได้รายงานเรื่องคุณสมบัติ เขาก็รายงานว่าองค์ประชุมไม่น่าจะครบ ไม่น่าจะชอบด้วยกระบวนการพิจารณา เพราะ องค์ประชุมไม่ครบ ก็ติดอยู่ตรงนั้น วุฒิสภาก็เลยไม่เอาเรื่องนั้นเข้า ก็แจ้งมาทางสภาว่า องค์ประชุมไม่ครบ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ปัญหาก็คือวันนี้รัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้มี การสรรหาชุดใหม่เพื่อนําเข้ามาสู่การพิจารณา แต่ในที่สุดก็ถอนเรื่องกลับไป ทีนี้วันนี้ เรื่องมันก็เท่ากับอยู่ที่เดิม ก็คือวุฒิสภาก็ไม่ได้ให้ความเห็นชอบ เพราะเขาถือว่าฝั่งหนึ่ง เหมือนว่าวุฒิสภาเขาก็จะพิจารณาตามลําดับ ก็คือสภาผู้แทนราษฎรเสร็จไปวุฒิสภา ทีนี้ ประเด็นที่ท่านนายแพทย์ชลน่านพูด ท่านบอกว่ามันไม่น่าจะพิจารณาตามลําดับ วุฒิสภา ก็ว่าของวุฒิสภาไป แล้วของเราก็ว่าของเราไป อะไรทํานองนั้น ทีนี้ประเด็นเราจะแก้อย่างไร แล้วที่สําคัญที่ผมเป็นห่วงก็คือเรื่องนี้มันเกิดมา ๓ ปีแล้ว สมมุติเราจะเอาผู้ที่ได้รับการสรรหาเดิม มาผ่านกระบวนการใหม่หลายท่านก็ได้ถอนตัวไปแล้วที่เคยได้รับการสรรหา เขาก็บอกเขา ไม่ประสงค์จะเป็นแล้ว ถอนตัวไปแล้วมันก็ไม่มีจะให้สรรหาอีก เราจะว่ากันแบบไหน จะหาวิธี อย่างไร เชิญท่านวิทยา
ท่านประธานครับ นิดเดียวมันก็จบ ท่านครับ คือถ้าท่านเรียงลําดับอย่างนี้ก็จบครับ ก็คือเรามายืนยันว่ามติครั้งนั้นชอบหรือไม่ชอบ ถ้าองค์ประชุมไม่ครบก็ลงมติองค์ประชุมให้ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ กระบวนการสรรหา เกิดใหม่ ถ้าท่านรัฐมนตรีแถลงว่าขอถอนชื่อทั้งหมดออกก็จบครับ กระบวนการก็จบ แต่ถ้าเรา ไม่มีมติอะไรเลย มันก็จะค้างคาอยู่อย่างนี้ครับท่าน
เชิญท่านรัฐมนตรีครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ผมขออนุญาตนิดเดียวเองครับ เพราะว่าเดี๋ยวท่านสมาชิกจะเข้าใจไม่ชัดเจน เพราะเมื่อสักครู่ ท่านประธานพูดถึงประเด็นเรื่องตามลําดับ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในกฎหมาย ป.ป.ท. มาตรา ๕ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่ากรรมการต้องแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบ จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามลําดับ ตรงนี้ที่ทางวุฒิสภาเขาบอกว่าต้องตามลําดับ เมื่อเขาเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรองค์ประชุมไม่ครบ เขาทํางานไม่ได้ เพราะเขายังลําดับต่อไป ยังไม่ได้ครับ
กฎหมายก็ชัดเจน แสดงว่าตามลําดับนะครับ ฉะนั้นเมื่อตามลําดับผมขออ่านคะแนน ผมมี ข้อมูลนะครับ คือเมื่อวันการประชุมมีลงมติมีการประชุมเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม เรามีการลงมติ ผลการลงมติลําดับแรก นายพิศาล พิริยะสถิต มีคะแนนเห็นชอบ ๑๙๐ คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑๑ คะแนน นายไสว พราหมณี เห็นชอบ ๑๗๕ คะแนน ไม่เห็นชอบ ๑๔ คะแนน งดออกเสียง ๑๒ คะแนน นายปุญพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ เห็นชอบ ๑๙๐ คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑๒ คะแนน นายบุญปลูก ช่วยเกตุ เห็นชอบ ๑๘๔ คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑๑ คะแนน นายถวิล อินทรักษา เห็นชอบ ๑๘๘ คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี งดออกเสียง ๑๒ คะแนน และนายอุดม มั่งมีดี เห็นชอบ ๑๘๙ คะแนน ไม่เห็นชอบ ไม่มี และงดออกเสียง ๑๒ คะแนน นี่ก็เป็นตัวเลข รวมแล้วบางท่านก็ได้ ๒๐๐ คะแนน หรือ ๒๐๐ กว่าคะแนน ทีนี้ประเด็นก็เกิดขึ้นอย่างที่บอก วันนั้นตอนจะแจกบัตรไม่ได้ มีการไปเสียบบัตรตรวจสอบองค์ประชุมก่อน เพราะว่าเราลงคะแนนลับก็แจกบัตรให้สมาชิก ที่นั่งในห้องประชุมนี้ เราก็มีคณะกรรมการว่ารับบัตรมาเท่าไร แจกไปกี่ใบ ก็ถือว่าตอนแจกบัตร มันครบองค์ประชุม ทีนี้ตอนหย่อนบัตรบางท่านรับแล้วไม่มาหย่อนก็ถือว่าท่านไม่ประสงค์ จะใช้สิทธิ ซึ่งท่านบุญยอดท่านก็บอกว่ามันเป็นเสมือนหนึ่งว่าเป็นสิทธิที่จะวอล์ค เอาท์ อะไร ทํานองไม่เห็นชอบด้วย ตรงนี้ที่มันเป็นปัญหาว่าครบหรือไม่ครบของเรา เราจะแก้ปัญหา ตรงนี้อย่างไร เพื่อจะยืนยันให้วุฒิสภาได้ทราบว่าเราครบหรือไม่ครบ ถ้าหาข้อสรุปตรงนี้ได้ เรื่องมันก็เดินต่อได้ ท่านวิทยาทางฝ่ายค้านท่านมีความเห็นอย่างไรบ้างครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ถ้าเป็นความประสงค์ของท่าน รัฐมนตรี ผมก็ขอแนะนําให้ท่านประธานวิปรัฐบาลก็เสนอญัตติได้เลยท่านจะให้สภาแห่งนี้ ดําเนินการ หรือความเห็นของท่านประธาน ท่านจะขอให้สมาชิกหรือสภาแห่งนี้ได้ตัดสินใจ อย่างไร ท่านก็ถามได้เลยครับ ถ้าไม่มีผู้เสนอญัตตินะครับ
ผมเห็นว่าการดําเนินการเพื่อจะดําเนินการให้ต่อไปได้นะครับ ผมจะขอหารือต่อที่ประชุม โดยให้สมาชิกลงมตินะครับว่าเราเห็นด้วยกับมติของวุฒิสภา ที่บอกว่าการแต่งตั้ง ป.ป.ท. นั้น ขัดโดยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบหรือไม่ ถ้าเราเห็นด้วยกับมติของวุฒิสภา เราก็จะดําเนินการต่อไป โดยให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอรายชื่อมาใหม่ ก็จะดําเนินการต่อไปได้ หรือถ้าหากว่าเรามีมติว่าการประชุมในการคัดเลือก ป.ป.ท. ที่ผ่านมานั้นไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ครบองค์ประชุม สภาผู้แทนราษฎรก็จะต้องยืนยันเรื่องนี้ กลับไปยังวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมจะต้องขอให้สมาชิกได้ลงมติตามที่ผมได้เรียน ให้ทราบนะครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
มีผู้จะเสนอความคิดเห็นครับ ท่านถวิล ไพรสณฑ์ ขอให้สมาชิกเข้ามาให้ครบสักนิดได้ไหมครับ
ผมปรึกษาท่าน คือในระหว่างนี้ ในระหว่างที่ท่านรออยู่
เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ถวิล ไพรสณฑ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร ผมอยากทราบนิดเดียวว่า วันนั้นเจ้าหน้าที่ได้บันทึกไว้หรือเปล่า ว่าได้แจกซองไปกี่ซอง ไม่ทราบว่ามีหรือเปล่าครับ ซึ่งที่ว่าครบองค์ประชุมครับ
เจ้าหน้าที่ครับมีบันทึกไว้ไหมครับ ว่าแจกซองไปทั้งหมดเท่าไร ขอเวลาสักนิดนะครับ สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับชมรมลูกจ้างและนักศึกษา นักเรียนทุนสาธารณสุขของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประสานงานมาเยี่ยมสภาผู้แทนราษฎรโดย ส.ส. อันวาร์ สาและ ก็ขอให้ท่านเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพนะครับ ขณะนี้เรากําลังพิจารณาหารือถึงประเด็น ประเด็นของการพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ซึ่งได้มีการประชุมเสร็จเรียบร้อยไป แล้วตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ซึ่งวุฒิสภามีมติเห็นแย้ง เราจะต้องมาดําเนินการใหม่ เดี๋ยวผมจะขอมติ จากสมาชิกครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ ท่านที่อยู่ในห้อง ประชุมคณะกรรมาธิการเชิญเข้าห้องประชุมด้วยครับ ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ผมอยู่ข้างนอก ห้องประชุมนิดหนึ่งฟังท่านประธานอธิบายต่อที่ประชุม แต่ว่ายังฟังไม่ค่อยชัดเจน คล้าย ๆ กับคําถามจะเป็นว่าจะถามที่ประชุมว่าที่ลงมติไปแล้วนั้นชอบหรือไม่ชอบ ผมไม่แน่ใจว่าคําถามที่ท่านประธานจะถามสมาชิกคืออย่างไร เพราะว่าคือถ้าลงมติไปแล้ว แล้วมาลงมติว่าที่ลงมติไปเมื่อปีที่แล้วมันชอบหรือไม่ชอบ ผมไม่เข้าใจว่าจะถามอย่างนั้น ได้หรือไม่ ยังไม่ทราบว่าคําถามของท่านประธานจะเป็นอย่างไร ก็ขอความกรุณา ท่านประธานกรุณาได้บอกพวกเราได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งครับ
ผมเรียนรายละเอียดให้ท่านสมาชิกได้ทราบดังนี้นะครับ การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. สภาของเราได้ผ่านการประชุมเห็นชอบไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่เมื่อไปถึงวุฒิสภา คณะกรรมการ ของวุฒิสภาที่แต่งตั้งขึ้นมาตรวจสอบ ท่านได้ยืนยันว่าการประชุมของเราในการแต่งตั้ง ป.ป.ท. ไปครั้งนั้นขัดด้วยรัฐธรรมนูญเนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ โดยท่านตรวจดูจาก ผลคะแนนลับที่รวมกันออกมาจะเห็นได้ว่าองค์ประชุมถ้ามีจํานวนตามนั้นจะไม่ครบ ทีนี้เรา ก็ไม่สามารถดําเนินการได้ เมื่อท่านประธานบรรจุระเบียบวาระขึ้นมาผมจึงได้ทําการหารือ บรรดาสมาชิกว่าสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมติของวุฒิสภาหรือไม่ ที่เห็นว่าการแต่งตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ท. ครั้งนั้นขัดด้วยรัฐธรรมนูญ คือองค์ประชุมไม่ครบ ถ้าท่านเห็นด้วย ก็เป็นอันว่าเราก็จะต้องดําเนินการต่อไปใหม่ โดยจะให้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอรายชื่อต่อสภาแห่งนี้ หลังจากนั้นสภาแห่งนี้ก็จะต้องลงมติลับเพื่อดําเนินการให้ครบถ้วน กระบวนความ ถ้าหากว่ามติที่ประชุมเห็นว่าการประชุมครั้งนั้นองค์ประชุมครบ เราก็จะต้อง ยืนยันมติของที่ประชุมนี้ไปยังวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ที่ผ่านมานั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็เป็นมติที่ผมจะต้องถามสมาชิกเพื่อลงมติกันครับ คุณบุญยอด ก่อนครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ท้วงติงท่านประธานนิดเดียวนะครับ เมื่อสักครู่ท่านทําความเข้าใจกับสมาชิกบอกว่าเมื่อการลงมติ ป.ป.ท. ในครั้งนั้นมติสภา เห็นชอบ ท่านใช้คํานี้นะครับ เห็นชอบต่อการลงมติไปแล้ว ผมต้องยืนยันเหมือนกับเมื่อ ปี ๒๕๕๑ ครับว่าผมก็เห็นว่ามติของสภาจะบอกว่าเห็นชอบไม่ได้ครับ เพราะถ้าองค์ประชุม ไม่ครบครับ ผมยืนยันเหมือนปี ๒๕๕๑ เลยครับ
ก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่นะครับ ดอกเตอร์พีรพันธุ์ครับ
ท่านประธานครับ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข ก็กราบเรียนท่านประธานอีกครั้งหนึ่งนะครับ ถ้าท่านประธานถามว่าจะเห็นด้วยกับวุฒิสภา หรือไม่ ที่บอกว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในคราวเลือกคณะกรรมการ ป.ป.ท. คราวนั้น ไม่ครบองค์ประชุม วันนี้พวกเราจะมาวินิจฉัยตัวเองว่าที่ประชุมวันนั้นไม่ครบองค์ประชุม มันก็แปลกดีนะครับท่านประธาน ทั้งที่มันผ่านไปตั้งนานแล้ว แต่ว่าถ้าจะถามอย่างนั้น ผมขอให้ท่านประธานได้กรุณาเอาหนังสือ ผมจําไม่ได้ว่าเป็นเลขาธิการหรือรองเลขาธิการ ทําหน้าที่แทนท่านประธานนะครับ มีหนังสือบันทึกแจ้งไปยังเลขาธิการวุฒิสภาว่าวันนั้น ที่ประชุม ผมจําไม่ได้ว่าองค์ประชุมเป็นอย่างไร แต่ว่ามีการแจกบัตรไปให้ผู้ถือในห้องประชุม คือองค์ประชุม ๔๐๐ กว่าบัตร แต่เมื่อมีการลงคะแนน สมาชิกจํานวนหนึ่งไม่ไปหย่อนบัตร ฉะนั้นคะแนนที่มีการรายงานออกมาบอกว่า สมมุติอย่างท่านแรกนะครับ ได้คะแนน ๑๙๐ คะแนน งดออกเสียง ๑๑ คะแนน รวมแล้วเป็นองค์ประชุม เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้แจ้งไปอย่างนั้นชัดเจน จึงไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุม แต่วุฒิสภาไปดูเฉพาะรายงานว่า ตัวเลขคนที่ลงกับงดออกเสียง และนับเป็นองค์ประชุมซึ่งมันไม่ใช่ พอตอบไปยืนยันอย่างนั้น ทางวุฒิสภาก็บอกว่ารายงานที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตอบไปเป็นเรื่องของฝ่ายธุรการ ผมก็เถียงสิ บอกว่าถ้าอย่างนั้นท่านเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งมาถึงวุฒิสภา มาถึงสภาผู้แทนราษฎร คุณสุวิมลเลขาธิการวุฒิสภาที่บอกว่าพวกเราไม่ครบองค์ประชุม นี่ก็เป็นรายงานของ ฝ่ายธุรการของวุฒิสภาไม่ใช่ของวุฒิสภา เราก็ไม่รับเหมือนกันมันแย้งกันอยู่อย่างนี้ ท่านทําไม ถึงไม่เชื่อผม ก็วันนี้ผมถามไปหลายครั้งแล้ว บอกว่ามีหลักฐานไหมว่าท่านขอถอนเรื่องนี้ ออกจากที่ประชุมนี้ มันไม่มี และวันดีคืนดีเรื่องผ่านไปตั้งปี เสร็จแล้วบางคนอยากจะทําเรื่อง ขึ้นมาบอกว่าที่คุณโหวตวันนั้นมันไม่ครบ อย่างนี้เท่ากับอะไรครับ ดูถูกตัวเองหรือ ผมถึงบอกว่า วุฒิสภาไม่มีอํานาจ ไม่มีหน้าที่จะบอกว่า ที่นี่ไม่ครบองค์ประชุม คนที่จะบอกครบไม่ครบ ถ้ามีเรื่องก็ไม่ถึงศาล ถ้าอย่างนั้นวันหนึ่งสภาผู้แทนราษฎรบอกว่าวุฒิสภาไม่ครบองค์ประชุม ได้ไหมละครับ มันไม่ใช่ครับ ข้อมูลมันปรากฏอย่างนี้ชัดเจน ผมได้เรียนคุยกับท่านประธานชัย เป็นการส่วนตัวว่าท่านประธานครับ ถ้าวุฒิสภาเขาไม่เชื่อที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเรา ทําไปนี่ ทีหลังท่านประธานทําเอง ผมก็จะได้ตอบทุกครั้งบอกว่าถ้าเลขาธิการวุฒิสภา แจ้งมายังสภาผู้แทนราษฎรเป็นหนังสือของฝ่ายธุรการ ไม่ใช่ของวุฒิสภา ก็เอาอย่างนั้น บ้างครับ
นายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ผมกลับมาประเด็นที่ท่านประธานจะถามมตินะครับ ถ้าท่านประธานตั้งเรื่องว่าเป็นเรื่องจากวุฒิสภา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรวินิจฉัยเรื่องความชอบ องค์ประชุมของการประชุมในครั้งนั้น ผมก็ต้องถามว่าเรื่องที่บรรจุนี่เกิดจากวุฒิสภาเสนอ เข้ามาหรือไม่ มีหลักฐานอันใดที่ถือว่าเป็นการเสนอของวุฒิสภา ไม่มีครับ เรื่องนี้เป็น การเสนอของท่านรัฐมนตรีครับ ขอหารือมาในที่ประชุมของสภาผู้แทนราษฎร จะไปอ้างว่า วุฒิสภาให้วินิจฉัยไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับมันเป็นญัตติที่น่าจะไม่ชอบที่เราจะมาถาม อย่างนั้น เพราะฉะนั้นถามว่าใครจะเป็นผู้เสนอญัตตินี้ ท่านประธานก็ให้ที่ประชุมนี้พิจารณา ถ้าจะให้สภาแห่งนี้ไปพิจารณาการลงมติครั้งเก่าของเราในอดีตที่ผ่านมา ถามว่าสภาแห่งนี้ เป็นผู้เสนอญัตติได้ไหม ได้ครับ เพราะเรื่องนี้เป็นการเสนอของคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่ เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ครับ เขาขอหารือที่ประชุมเราว่า เราจะต้องทําอย่างไร ยกเว้นว่าท่านประธานมีเอกสารหลักฐานว่าเรื่องนี้ท่านบรรจุจาก หนังสือของวุฒิสภาเข้ามา ท่านก็ต้องบรรจุใหม่ครับ เรื่องพิจารณาเกี่ยวกับข้อหารือของ วุฒิสภาก็ว่าไป อันนั้นผมไม่ได้ที่จะไปขัดแย้งกับท่านประธาน แต่ตั้งประเด็นอย่างนี้แล้ว ไปอ้างวุฒิสภาและให้เรามีมตินี่ ผมเชื่อว่ามันไม่ชอบ นั่นประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ กรณีถ้าจะให้สภาได้วินิจฉัยมติของตัวเองที่มีไปแล้วว่าชอบ หรือไม่ชอบนี่ท่านประธานต้องคิดให้ดีนะครับว่าจะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือไม่ เพราะระบบรัฐสภาเป็นระบบเสียงข้างมากครับ เสียงข้างมากเป็นผู้กําหนด เสียงข้างมาก จะถูกหรือผิดไม่ได้เกี่ยวครับ ถ้าเสียงข้างมากว่าอย่างไรนี่ ในการตัดสินในระบอบประชาธิปไตย เป็นอย่างนั้น ในขณะนี้ท่านก็รู้อยู่ว่าเสียงข้างมากก็เป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายผมในขณะนั้น เป็นเสียงข้างมากอยู่ แต่ขณะนี้เป็นเสียงข้างน้อย ใช้เสียงข้างมากวินิจฉัยอย่างไร ซื้อหวยก็ถูกครับ ว่าเสียงข้างมากก็ย่อมไม่เห็นด้วย มันจะเป็นธรรมเนียมการกลับข้อวินิจฉัยของสภาที่จะมี ไปในอนาคต ผมเป็นห่วงอย่างนั้นครับ เกิดสมัยต่อไปซีกนี้เป็นเสียงข้างมาก มติอันใด ที่ออกไปแล้วผมไปยกขึ้นมา หยิบยกไปยื่นมติขอกลับมติใหม่ได้ไหมท่านประธาน อย่างนี้ น่าห่วงนะครับ สภาเราจะเป็นอย่างนั้นหรือท่านประธาน ผมว่าควรหาทางออกอย่างอื่นครับ ควรหาทางออกอย่างอื่นที่มันน่าจะงดงามกว่านี้ ไม่ต้องกลืนน้ําลายตัวเองอย่างไรครับ น่าจะดีกว่า เมื่อท่านหารือว่าหาทางออกผมคิดว่าน่าจะหาทางออกอย่างอื่นน่าจะดีกว่า ยอมอยู่แล้วครับ จะไปอย่างไรก็ได้ขอให้มันเดินไป เพราะขณะนี้ทุจริตมันเยอะมากอยากให้ แต่งตั้งครับจะเป็นใครก็ได้ ไม่ว่า แต่ว่าขอให้มันเป็นไปตามกระบวนการของวิถีทาง ประชาธิปไตยที่สภาเราพึงมี พึงจะทําประโยชน์สูงสุดครับ ขอบคุณท่านประธานครับ
เมื่อสักครู่ท่านถวิล ไพรสณฑ์ ถามผมนะครับว่าวันนั้นมีการแจกซองไปเท่าไรนะครับ ผมขออนุญาตอ่านหนังสือของสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑ ความส่วนหนึ่งอย่างนี้ว่า ในห้องประชุมได้แจกบัตรลงคะแนนลับให้สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรไปจํานวน ๔๒๘ ซอง แต่เนื่องจากมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งอยู่ในที่ประชุม ไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาเรื่องนี้ และไม่ประสงค์ จะลงคะแนน จึงไม่ปรากฏคะแนนในส่วนนี้ เมื่อรวมผลการนับคะแนนของคณะกรรมการ ตรวจนับคะแนนแล้ว จึงปรากฏแต่ยอดของสมาชิกที่ใช้สิทธิ ดังนั้นเมื่อมีการแจกบัตร ลงคะแนนลับไปจํานวน ๔๒๘ ซอง แสดงว่าในขณะนั้นสมาชิกครบองค์ประชุมแล้ว อันนี้ เป็นเรื่องที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทําเรื่องยืนยันไปยังสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานท่านได้บรรจุระเบียบวาระนี้ขึ้นมา เพราะว่าขณะนี้การแต่งตั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ท. เกือบ ๓ ปียังไม่สามารถดําเนินการได้ ข้อขัดแย้งก็คือสมาชิกของเราเอง เรามีความคิดเห็นที่แตกต่าง สมาชิกส่วนหนึ่งก็คิดว่าการประชุมนั้นน่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ สมาชิกฝ่ายค้านก็เห็นว่าการประชุมครั้งนั้นองค์ประชุมครบ เพราะฉะนั้นวิถีทางเดียวที่สภาจะหาข้อสรุปเพื่อให้ดําเนินการไปได้ เราก็ต้องถามมติ ในที่ประชุมแห่งนี้ว่าตกลงในการประชุมครั้งที่ผ่านมาสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่าครบองค์ประชุม หรือไม่ครบองค์ประชุม ก็เป็นวิธีทางเดียวที่จะทําให้การดําเนินการเรื่องนี้สามารถดําเนินการ ต่อไปได้นะครับ ก็เป็นเรื่องที่ผมจะต้องชี้แจงให้สมาชิกได้รับทราบครับ เชิญคุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ จากคําหารือที่ท่านประธานชัยบรรจุเข้ามานี่ มันเป็นประเด็นซึ่งผมคิดว่าถ้าเราเองกําลังที่จะ กลับมาพูดในเรื่องที่ผ่านไปแล้ว เพื่อนสมาชิกก็บอกแล้วว่ากฎหมายหลายฉบับที่เกิดขึ้น มันต้องดูว่าเจตนาของการนับองค์ประชุมในขณะที่ดําเนินการแล้ว มันผ่านพ้นไปแล้วครับ ท่านประธาน ส่วนการที่จะไปพูดว่าวุฒิสภามีความเห็นอย่างไรมันเรื่องของวุฒิสภา ถ้าเขาไม่แน่ใจ ผมคิดว่าให้เขาส่งเรื่องไปตีความเลยให้ชัดเจน เพราะเราทําหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร เขาทําหน้าที่ในส่วนของสภาสูง ก็คือสภาที่เขากํากับการดูแล แต่ส่วนนี้มันคนละส่วนกัน ท่านประธาน ถ้าท่านบอกว่าเรามายืนยันในมติเดิมว่าจะเอาอย่างนี้ ทําไมครั้งที่แล้วนะครับ ท่านประธาน ท่านประธานไปดูรายงานการประชุม รายงานการประชุมก็คือการยืนยัน ในส่วนของมติของสภาทุกครั้งที่ประธานชัยได้อ่านว่าวันนี้รับรองในส่วนของรายงาน การประชุม วันนี้วันที่เท่าไร อาทิตย์ที่เท่าไร สภารับรองไปแล้ว ถือว่าเห็นชอบไปแล้วครับ เพราะส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ ถ้าไม่มีใครท้วงติงถือว่ารับรองแล้ว เมื่อรับรองแล้วก็ถือว่าสมบูรณ์ แต่เรื่องที่เรากําลังถกเถียงกันนี้เป็นเรื่องของวุฒิสภาที่เขามีความเห็นมา ความเห็นตรงนั้น ถ้าไม่บรรจุเราก็มีส่วนของสมาชิกที่ทุกท่านเองยืนยันว่ามันไม่ชอบในส่วนหนึ่ง แล้วเราจะมา ลงมติอีกทําไมครับ แต่ส่วนที่ ๒ นั้นท่านต้องเคารพในส่วนของความเห็นของข้าราชการ ในส่วนของเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความเห็นชี้แจงไปแล้วกับวุฒิสภาว่าขณะที่มี การแจกบัตร บัตรได้รับไปจํานวน ๔๒๘ บัตรหรือซองตรงนั้น แต่เมื่อนับกลับเข้ามาการยื่นนี่ ยื่นไม่ครบก็เป็นไปได้ครับ เพราะการขานหรือการส่งบัตรมันต่างกัน ถ้าขานเป็นรายชื่อ มีการติ๊ก (Tick) ยังตรวจเช็กกันค่อนข้างที่จะลงตัวบ้างไม่ลงตัวบ้าง แต่ซองที่รับไปถือว่า เมื่อส่งซองไปแล้วจํานวนบัตรต่าง ๆ เหล่านั้นมันครบแล้ว เพราะคงไม่มีใครไปแจกซ้ํา เราก็ต้องเชื่อถือเจ้าหน้าที่ แต่หลังจากตรงนั้นท่านจะไปเอาตรงนั้นเป็นบรรทัดฐานว่า ซองกลับมาไม่ครบแล้วเป็นองค์ประชุมอีกอย่างก็คงไม่ได้ ฉะนั้นผมเรียนท่านประธานครับว่า ถ้าลงมติวันนี้ก็เป็นบรรทัดฐานต่อไป ต่อไปนี้วุฒิสมาชิกมีความเห็นอะไร เขาก็ส่งมาบอกว่า เรื่องนี้ไม่ชอบ เรื่องนี้ไม่ถูกก็ให้เขาทําหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรมาว่าสิ่งที่เขาโต้แย้ง ถ้าเป็นเรื่องของข้อกฎหมายมีการแก้ไขก็จะส่งมาบรรจุตามระเบียบวาระ แต่สิ่งที่หารือ ผมว่ามันไม่ควรที่จะมาพูดคุยกันแล้วไปสู่การลงมติ ถ้าในสภามีความเห็นตรงกันว่าเป็นเรื่อง ของสภาของเรา ส่วนเขาก็ของเขา เราก็ยืนยันโดยไม่ต้องลงมติ แต่ถ้าเมื่อไรท่านลงมติ เป็นบรรทัดฐานแล้ว อนาคตผมคิดว่าต้องมีการท้วงติงอย่างนี้ตลอด แล้วเราก็ต้องถือปฏิบัติ ในสิ่งที่ไม่เคยทํามาเลย ท่านลองถามสิครับ ลองถามเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสิครับว่า เคยมีปรากฏอย่างนี้ไหม เคยมีไหมครับ ถ้าไม่มี อย่าใช้ในส่วนของความคิดเห็น ซึ่งเอาสภา มาเป็นตัวตั้งในการพิจารณาเรื่องซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น แล้วอนาคตถ้าเกิดมีอย่างนี้เขาก็จะใช้ บรรทัดฐานตรงนี้ละครับท่านประธาน ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่เราทํานั้นชอบแล้ว เพราะมี การรับรองการดูบันทึกและตรวจรายงานการประชุม และมีการรับรองในส่วนนี้ไปแล้วนะครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ
คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานครจากพรรค ประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับการตีความกฎหมายนั้นควรจะตีความให้มันเดินได้นะครับ แล้วท่านประธานดูให้ดีอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. หรือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นั่นแปลว่าวันนี้รัฐบาลนั้นต้องการ ให้การตรวจสอบของภาครัฐเดินไปแบบสมบูรณ์นะครับ ฉะนั้นเราจะไปเกี่ยงทําไมละครับ เพราะมันตั้งไม่ได้มา ๓ ปีแล้วครับ การตรวจสอบมันกระท่อนกระแท่นครับ ทําไมวันนี้ สภาแห่งนี้ไม่ยอมรับเสียว่ามันคือปัญหาแล้วเดินหน้าต่อไป ก็รับรองครับท่านประธาน อย่าง นี้ผมคิดว่าแก้ไขปัญหาได้ ตีความนี่ตีให้แก้ไขปัญหาแล้วมันเดินต่อไปข้างหน้าได้ การ ตรวจสอบมันก็ทําได้ครับ ฉะนั้นขอให้ท่านประธานช่วยใช้ดุลพินิจครับ
ขออีกท่านเดียวนะครับ ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดขอนแก่น ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรม ประเด็นเรื่องนี้ ในยุคที่ผมดํารงตําแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ได้มีปัญหาอย่างที่เรากําลังถกเถียงกันอยู่ในขณะนี้นะครับ ซึ่งข้อเท็จจริงเท่าที่ผมจําได้ ในช่วงที่มีมติของสภาผู้แทนราษฎร แล้วก็ส่งเรื่องไปให้วุฒิสภาพิจารณานั้น วุฒิสภาได้ทักท้วง ในเรื่องขององค์ประชุม แล้วก็ส่งเรื่องกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรให้สภาผู้แทนราษฎรนั้น ยืนยันว่าตอนลงมตินั้นองค์ประชุมของเราครบ ซึ่งทางเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มี หนังสือยืนยันไปที่วุฒิสภาว่าองค์ประชุมครบ แต่วุฒิสภาได้ทักท้วงและยื่นหนังสือกลับมาอีก บอกว่ามันไม่ใช่เรื่องของฝ่ายธุรการที่จะยืนยันไปอย่างนั้นได้ น่าจะเป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ก็หมายความว่าวุฒิสภาเขาต้องการให้ที่ประชุมแห่งนี้ยืนยันไปว่าองค์ประชุมในวันนั้นครบ โดยความเห็นส่วนตัวของผมนะครับ ผมเห็นว่าสภาผู้แทนราษฎรนั้น เราได้ดําเนินการ ครบถ้วนทุกประการแล้ว แล้วเราได้มีมติถูกต้องทุกประการแล้วได้ส่งเรื่องไปที่วุฒิสภา เพียงแต่วุฒิสภาทักท้วงว่าไม่แน่ใจว่าองค์ประชุมครบหรือเปล่า ก็มีหนังสือมาที่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีหนังสือตอบชัดเจนว่าองค์ประชุมวันนั้นครบ ถือว่าสภาผู้แทนราษฎรได้ยืนยันในเรื่องนี้แล้วก็ถือว่าหมดภาระหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ส่วนวุฒิสภาจะส่งเรื่องกลับมาอีกนั้นน่าจะไม่ใช่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎร น่าจะเป็น ปัญหาของวุฒิสภาที่จะต้องไปแก้ปัญหาของทางวุฒิสภาของเขาเอง ก็ถือว่าสภาผู้แทนราษฎร ได้ดําเนินการครบถ้วนกระบวนการทั้งหมดแล้ว แล้วก็ได้ยืนยันไปที่วุฒิสภาแล้วว่า องค์ประชุมวันนั้นครบ โดยเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ฝ่ายธุรการของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็มีอํานาจที่จะยืนยันแทนสภาแห่งนี้แล้วก็ได้ยืนยันไป แล้วก็ไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไร ที่จะต้องนําเรื่องนี้กลับมาที่สภาผู้แทนราษฎร เรื่องนี้วุฒิสภาควรที่จะต้องดําเนินการต่อไปครับ
ผมจะวินิจฉัยอย่างนี้ เนื่องจากว่าหลังจากที่วุฒิสภาได้วินิจฉัยแล้วมีมติว่าการประชุมครั้งที่ ผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ นั้น องค์ประชุมไม่ครบก็ส่งเรื่องกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ทําหนังสือยืนยันไปว่าการประชุมครั้งนั้นครบด้วยเหตุผล ที่ผมอ่านจากหนังสือเมื่อสักครู่นี้ วุฒิสภาก็ยังมีมติยืนยันว่าผลจากการลงคะแนนรวมแล้วได้ ๒๐๒ เสียง ซึ่งแสดงว่าองค์ประชุมไม่ครบก็ส่งเรื่องกลับมายังสภาผู้แทนราษฎร ขณะนี้ เรื่องมาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว และเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติที่จะต้องให้มี การแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. เดินต่อไปได้ก็จะต้องเป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องทํา ๒ อย่าง ๑ ใน ๒ อย่างนะครับ อย่างแรกยืนยันไปว่าองค์ประชุมที่ผ่านมานั้นครบ หรือเห็นตามมติของวุฒิสภาว่าองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบก็จะต้องดําเนินการใหม่ เพื่อให้การแต่งตั้งสมาชิกของ ป.ป.ท. ดําเนินการต่อไปได้ เป็น ๒ แนวทางที่ประธาน สภาผู้แทนราษฎรท่านจะทําได้ ท่านประธานจึงมีดําริว่าเพราะฉะนั้นจะต้องเป็นมติของ สภาผู้แทนราษฎรเพื่อรองรับการตัดสินใจของท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงเป็นที่มาของ การหารือในวันนี้ แล้วก็เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายกันอย่างกว้างขวาง และหลังจากนั้น เราก็จะลงมติกันว่าถ้าเห็นตามวุฒิสภาเราก็จะดําเนินการใหม่ ถ้าไม่เห็นตามวุฒิสภา สมาชิก ส่วนใหญ่เห็นเป็นอย่างไร จะให้ยืนยันไป เราก็จะยืนยันไปยังวุฒิสภาเพื่อจะได้ดําเนินการต่อ ให้ได้นะครับ มีอยู่ ๒ วิธีเท่านั้น ขอท่านเดียวนะครับ ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธร ท่านประธานครับที่จริงถ้าท่านนายกรัฐมนตรีท่านจะกรุณา ไปอ่านบันทึกของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่มีไปถึงเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ ท่านก็จะรู้เรื่องทั้งหมด แล้วก็เมื่อรู้เรื่องอย่างนี้แล้วที่จะมาเสนอ ให้สภายืนยันว่าสิ่งที่สภาได้ทําไปแล้วมันชอบหรือไม่ชอบมันจะไม่เกิดขึ้น ผมเคยพูด เป็นการส่วนตัวกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแล้วว่าเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและดีที่สุด ท่านก็มีเสียงข้างมากอยู่ในมือ แต่ว่าใช้มตินั้นในทางที่มันถูก ก็คือมาทําเรื่องขอถอนออกไป จากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ดําเนินการอย่างนี้ไปใหม่ ก็จะเริ่มต้นใหม่ทั้งในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา แต่วันนี้กลับจะมีการขอให้สภายืนยันว่าที่วุฒิสภาบอกว่าองค์ประชุมวันนั้น มันไม่ครบ เราจะเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าจะเอาอย่างนั้น ท่านประธานครับ ผมขอให้ท่านประธาน ได้กรุณาเอาหนังสือที่ทางเลขาธิการวุฒิสภาแจ้งกลับไปว่าวันนั้นมีคนที่รับบัตรไปจํานวน เท่านี้ ลงคะแนนอยู่เท่านี้ เห็นชอบหรือไม่ชอบอยู่เท่านี้นะครับให้สภาดู แล้วถ้าสภาบอกว่าวันนั้นองค์ประชุมไม่ครบ ต่อไปนี้ผมก็จะถือว่าถ้าอย่างนั้นเรื่องที่เราลงมติ กันไว้หลาย ๆ เรื่องวันนี้ถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาภายหลังเราก็จะลงมติกันอย่างนี้ ใช้เสียงข้างมาก ลากกันไปอย่างนี้ คราวที่แล้วข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ผมไม่อยากจะย้อนความหลัง แต่ว่าทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับเขียนว่าการแก้รัฐธรรมนูญนั้นให้ระบุเลขมาตรา ท่านก็มาตีความ ไม่ระบุก็ได้ เห็นไหมครับ นี่คือผลของการใช้เสียงข้างมากลากไป ผมไม่อยากจะเห็นสภาแห่งนี้ ทําอย่างนี้อีก ทั้ง ๆ ที่สภาผู้แทนราษฎรตอบไปแล้ว วันนั้นแจกบัตรไป ๔๐๐ กว่าบัตร ก็ท่านที่ยังอยู่ฝั่งนี้ ตอนนั้นอยู่ฝั่งฝ่ายค้านท่านไม่ไปลงคะแนนเอง ก็เขียนไปอย่างนั้นแล้ว ยังมาเถียงว่าไม่ครบ ๆ มันไม่ถูก ผมก็ถึงบอกท่านรัฐมนตรีง่ายที่สุดท่านถอนเรื่องไปสิครับ เสียงข้างมากอยู่ในมือท่าน ถอนออกไป แล้วท่านก็ทําใหม่ อย่างนี้มันถูกตามข้อบังคับ ถูกตามหลักกฎหมายด้วย พูดกี่ครั้ง ๆ ท่านก็ไม่ยอมเชื่อ อย่าใช้เสียงข้างมากที่มีอยู่ลาก ๆ ไป อย่างนี้ คนเขาจะหาได้ว่าสภานี้ใช้เสียงข้างมากลากไป โดยไม่ฟังเหตุผลครับ
ขอเป็นท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ก่อนนะครับ แล้วจะเป็นท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เดี๋ยวขอท่านนายกรัฐมนตรีทีหลังครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบสัดส่วน ท่านประธานครับ กรณีนี้คงจะเป็นปัญหาที่ ถ้าขืนทําอย่างนี้มีการลงมติไปคงไม่จบสิ้น แล้วส่วนสภาผู้แทนราษฎรนี้คงจะลงมติกลับของตัวเองนี้คงไม่ได้ และขณะเดียวกันวุฒิสภา ก็คงจะยืนยันตามมติเดิมที่เขามีมา แล้วก็คงไม่กลับมติหรอกครับ ถ้าเป็นอย่างนี้วันนี้เราจะมี มติอย่างไรก็ตาม ถ้ายืนยันไปอีกว่าเราถูกวุฒิสภาก็ไม่พิจารณาอีกก็คาอยู่อย่างนี้ ผมคิดว่า ทางที่ดีนี้ถอนไปก่อนดีกว่า เพราะอย่างนี้เป็นเรื่องที่ไม่จบสิ้น อย่างไรก็ตามสภาผู้แทนราษฎร คงต้องยืนยันมติที่ตัวเองทําไปแล้วถูกต้อง จะลงมติว่าวันนี้มติที่เราลงไปไม่ถูกต้องนี้ ผมคิดว่า สภาผู้แทนราษฎรนี้ไม่มีที่อยู่แล้ว ไม่มีที่ยืนแล้วครับ ถือว่าทําอะไรผิดพลาดมาตลอด แต่อันนี้ เป็นเรื่องของต่างความเห็นอันนี้ไม่มีใครชี้ขาด ไม่ใช่กฎหมาย ถ้ากฎหมายนี้มติขัดแย้งกัน อย่างนี้เราสามารถยืนยันและใช้ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องแต่งตั้ง ถ้าเรามีมติอย่างไรก็ตาม เขาไม่พิจารณาอันนี้ไปบังคับก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าทางที่ดี เพื่อให้การพิจารณาต่าง ๆ แล้วก็การแต่งตั้ง ป.ป.ท. นี้ได้สําเร็จลุล่วง ถอนแล้วเข้ามาพิจารณาใหม่ก็แล้วกัน
เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บังเอิญท่านสมาชิกพาดพิงแล้วก็กล่าวหาไปไกลถึงว่า เสียงข้างมากนี้ไม่คํานึงถึงความถูกต้อง ไม่ฟังเสียงทักท้วง ผมขอเรียนเตือนความจําท่าน รัฐบาลนี้หลังจากประสบกับปัญหานี้ ท่านรัฐมนตรีเคยทําเรื่องขอถอนเรื่องออกไปครับ แต่พวกท่านเป็นฝ่ายทักท้วงว่าถอนไม่ได้ เพราะไม่มีเรื่องอยู่ในสภาแล้ว วันนั้นฟังเสียง ทักท้วงจากท่านนะครับ ถึงไม่ได้มีการถอนเรื่องกลับไป แต่ถ้าวันนี้ท่านเปลี่ยนใจบอกว่า ให้ถอนได้ ก็ให้สภาพิจารณาครับ ก็เป็นแนวทางหนึ่ง พวกกระผมไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ อยากให้เราสามารถเดินหน้าแต่งตั้ง ป.ป.ท. ได้ แต่วันนั้นเราถูกทักท้วงว่าถอนเรื่องไม่ได้ เพราะบอกว่าเรื่องไม่ได้อยู่ที่สภาแล้วครับ
ท่านสมาชิกทุกท่านครับ ผมวินิจฉัยอย่างนี้นะครับ ขออนุญาตวินิจฉัยก่อน การที่เรามาหารือ และถามมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้เราจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ถูกต้องตามข้อบังคับการประชุมสภา และเมื่อวินิจฉัยใด ๆ ไปแล้วจะต้องเกิดประโยชน์ ต่อประเทศชาติเป็นส่วนรวม เมื่อวินิจฉัยไปแล้วจะต้องดําเนินการได้ จากการที่ฟังท่าน ส.ส. ผู้อาวุโส ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านได้เสนอข้อเสนอก็เป็นเรื่องที่ดี ผมเองไม่อยาก จะให้มีการลงมติ แล้วกลับมติของเรา ยกเว้นแต่ว่าถ้าเราหาทางออกทางอื่นไม่ได้ ไม่สามารถ ทําให้การดําเนินการแต่งตั้ง ป.ป.ท. นี้ดําเนินการไปได้ เพราะฉะนั้นผมจะถามสมาชิกด้วย ถ้าหากว่าท่านนายกรัฐมนตรี เพราะว่าขณะนี้ตัวเรื่องกลับมาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรเราแล้ว วุฒิสภาท่านส่งกลับ เพราะอ้างว่าการประชุมครั้งนั้นขัดรัฐธรรมนูญองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อตัวเรื่องมาอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว ผมมั่นใจว่าคณะรัฐมนตรีสามารถถอนเรื่องได้ แล้วก็เสนอยื่นมาใหม่ เราก็ไม่ต้องมาลงมติกันนะครับ เป็นมติกับผลการประชุมของเรา แต่ถ้าไม่สามารถถอนหรือไม่ถอนมันก็ไม่สามารถจะดําเนินการไปได้ ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร ท่านก็ไม่สามารถตัดสินใจ ส่งไปยังวุฒิสภายืนยันอีกครั้งหนึ่งด้วยตัวท่านเอง ท่านก็จะต้องให้มาถามมตินะครับ ท่านสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ครับ
ท่านประธานครับ ผม สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ครับ
ขอท่านสมศักดิ์ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวจะให้ท่านวิทยา แก้วภราดัย ต่อเลย ท่านประท้วงใช่ไหมครับ ขอให้ท่านวิทยาประท้วงก่อนครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธานครับ คือผมฟังท่านวินิจฉัย ๓ รอบแล้วครับ วินิจฉัยเสร็จ ท่านชี้ขาดเสร็จแล้วเริ่มต้นใหม่ นี่ท่านวินิจฉัยอีกแล้วครับ และท่านก็ให้อภิปรายกันต่อ แล้วท่านจะวินิจฉัยกี่รอบครับ ผมเข้าใจว่าแนวทางท่านเดินถูกแล้ว ท่านวินิจฉัยถูกแล้ว เราจะเอามติของสภาเพื่อให้ทุกอย่างเดินได้ ไม่ใช่มีความเห็นเพื่อให้ทุกอย่างหยุดชะงัก ท่านตั้งหลักถูกแล้วครับ เพราะฉะนั้นแนวทางที่ท่านเดินตั้งแต่เริ่มต้นครั้งที่ ๒ ถูกหมดครับ เพียงแต่ว่าถูกทีหนึ่งคนอื่นมาติงทีหนึ่งท่านก็เป๋ที อย่างนี้ไม่จบครับ ผมก็พยายามยกมือตั้งแต่ เริ่มต้นว่าท่านเดินถูกแล้ว แต่ก็เตือนท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วยครับว่าผมยกมือ ตั้งแต่เริ่มต้นท่านประธานไม่ชี้ผมเอง และท่านไล่หาเรื่องจนไม่จบ คราวนี้ท่านตัดสินแล้ว ท่านก็ต้องเดินหน้าครับ ท่านตัดสินวินิจฉัยแล้วท่านถามอีก เดี๋ยวท่านก็วินิจฉัยรอบสามนะครับ
ที่ผมวินิจฉัยเพิ่มเติมไม่ใช่เปลี่ยนนะครับ เป็นการวินิจฉัยเพิ่มเติมเพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นมาบอกว่าท่านพร้อมที่จะถอนเรื่องนี้ออกไป แล้วเสนอเข้ามาใหม่ ผมก็วินิจฉัยว่า การตีความหรือวินิจฉัยใด ๆ ก็ตามต้องสามารถดําเนินการต่อไปได้และเป็นประโยชน์กับ ทุกฝ่ายนะครับ เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีท่านเสนอเองว่าท่านยินดีที่จะถอน ถ้าสภาอนุมัติ ผมถึงถามว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นด้วยให้คณะรัฐมนตรีถอนเรื่องออกไปแล้วเสนอเข้ามาใหม่ มันก็จะไม่เป็นข้อขัดแย้งนะครับ เชิญท่านวิทยาก่อนครับ จะได้เอาเรื่องต่อเนื่องครับ
ผมขออนุญาตประท้วงท่านประธาน คือถ้าท่านวินิจฉัยว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีความเห็นว่าถอนได้ไม่ได้ ท่านก็จบแล้วครับ ท่านก็ถามเลยสิครับว่าให้ถอนไม่ถอน แต่พอท่านวินิจฉัยเสร็จก็ขอฟังความคิดเห็นต่ออย่างนี้ ท่านอย่าเพิ่งวินิจฉัยครับ คือถ้าจะฟังก็ฟังเสียให้จบความกระแสความ ที่จริงเราฟังมาชั่วโมงกว่า พอท่านวินิจฉัยปัง มันก็ต้องเดินหน้าครับท่าน ไม่ใช่วินิจฉัยเสร็จแล้วขอฟังสมาชิกต่อ อย่าวินิจฉัยครับ คําวินิจฉัยของประธานต้องเป็นที่สุดครับท่าน เพราะฉะนั้นท่านก็ปฏิบัติผิด ข้อบังคับเองครับ
ที่ผมให้โอกาสฝ่ายค้านยกมือขึ้นมาเพื่อจะต้องฟังความคิดเห็น ท่านอาจจะไม่เห็นด้วยกับ การวินิจฉัยของประธานก็ได้นะครับ ขอเชิญครับ
ผมต่อนะครับท่านประธาน ผมขอยืนยันครับว่าเรื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรครบถ้วนทุกประการแล้ว ซึ่งทางวุฒิสภาได้ทักท้วงมาเรื่ององค์ประชุม เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็มีหนังสือตอบ ยืนยันชัดเจนว่าองค์ประชุมครบ เพียงแต่วุฒิสภายืนยันกลับมาว่าให้เป็นการยืนยันของ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งโดยกฎหมายแล้วฝ่ายธุรการ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรนั้นได้ยืนยัน ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิบัติของสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันชัดเจนว่าองค์ประชุมครบ น่าจะจบ ก็ถือว่า จบขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎรครบถ้วนทุกประการ ก็ไม่ทราบว่าวันนี้มีเหตุอะไรที่จะต้อง นําเข้ามาหารือในที่ประชุมของเราอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นเสนอว่าที่ประชุมน่าจะมีความเห็น ส่งเรื่องนี้กลับไปที่วุฒิสภา เพราะปัญหาไม่ใช่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรหรอกครับ ผมเห็นว่า เป็นปัญหาของวุฒิสภามากกว่า เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของวุฒิสภาที่จะต้องดําเนินการต่อไปครับ
ขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็นี่ละครับตอนแรกท่านก็ต่อว่าพวกผมว่าทําไม ไม่ถอนเรื่องไป พอเราจะลงมติเพื่อให้ถอน ท่านก็จะขึ้นมาบอกว่าถอนไม่ได้ ผมเข้าใจดีครับ ว่าเราก็คงมีความรู้สึกได้ว่าสภาผู้แทนราษฎรถูก วุฒิสภาผิด หรือวุฒิสภาถูก สภาผู้แทนราษฎรผิด ก็จะมากระทบกระเทือนกับสถาบันของเรา แต่วันนี้ง่ายครับจะบอกว่าวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของ สภาผู้แทนราษฎรเป็นปัญหาของวุฒิสภา แต่ก็เชื่อได้ครับว่าทําอย่างนั้นกลับไปวุฒิสภาก็บอกว่า ไม่ใช่ปัญหาของเขา เป็นปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรทํามาไม่ถูกต้อง รัฐบาลจะอยู่เฉยก็ได้ครับ ไม่ต้องมี ป.ป.ท. บอกไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล แต่เราต้องคิดว่าวันนี้เป็นปัญหาของประเทศ ที่ไม่มีกลไกนี้อยู่ เราก็อยากจะหาทางออกครับ เคยมาหาทางออกครั้งหนึ่งบอกจะขอถอนไป ท่านก็ท้วงติงว่าถอนไม่ได้ เมื่อถอนไม่ได้ก็ไปหาวิธีการอื่น วันนี้ก็เห็นว่าให้มาทบทวนมติ ท่านก็บอกไม่ให้ทบทวน ทําไมไม่ถอน พอเราบอกจะถอนท่านก็บอกว่าถอนไม่ได้ ผมก็กราบเรียน ด้วยความเคารพนะครับว่าถ้าเรามองว่าอันนี้เป็นปัญหาของประเทศ เราอยากจะมี ป.ป.ท. เราหาทางออกร่วมกัน ถ้าติดใจว่าสภาผู้แทนราษฎรทําถูกทําผิดก็ไม่ต้องพูดหรอกครับ เอาเป็นว่าวันนี้เพื่อให้เดินได้ รัฐบาลยินดีจะถอนกลับไป ลงมติอนุมัติเรื่องก็จบครับ เรื่องก็จบ ไม่อย่างนั้นเราก็จะวนอยู่อย่างนี้ละครับ แล้วก็ในที่สุดก็ไม่ต้องตั้งองค์กรนี้ครับ
ผมวินิจฉัยว่าให้ลงมติ อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีถอนเรื่องนี้ไปหรือไม่นะครับ ขอเชิญสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(นายชลน่าน ศรีแก้ว ได้ยืนและยกมือขึ้น)
หมอชลน่านประท้วงอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตประท้วงท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ประท้วงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ในประเด็นคําอภิปรายของท่านอาจจะทําให้ ความเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ด้วยความเคารพท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ประเด็นว่าถอนไม่ได้นี่มันอยู่ที่สถานการณ์ในขณะนั้น สภาก็บอก ชัดเจนนะครับว่าในขณะที่ท่านขอถอนในขณะนั้นเรื่องมันไม่ได้อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎรแล้ว เพราะส่งไปที่วุฒิสภาไปเรียบร้อยหลังจากที่เราลงมติ เพราะฉะนั้นจะถอนในขณะที่ไม่มีญัตติ หรือไม่มีเรื่องพิจารณาค้างอยู่ในระเบียบวาระมันก็ไม่เป็นเหตุอันควรให้ถอน นั่นประเด็นที่ ๑ ที่ผมต้องเรียนชี้แจง
ประเด็นที่ ๒ วันนี้ถ้าจะขอถอน ใจผมก็ยังคลางแคลงอยู่นะครับว่าท่านถอน ท่านเอาเรื่องเข้ามาในสภา หรือว่าเป็นเรื่องที่วุฒิสภาเขาส่งเรื่องกลับมาที่สภา แล้วสภารับไว้ พิจารณาในวาระเรื่องด่วนที่ ๒ เรื่องขอให้พิจารณาเป็นเรื่องด่วนที่ ๒ ถ้าอย่างนั้นก็มีโอกาส ว่าสภาแห่งนี้จะมาให้ความเห็นเป็นมติได้ มตินั้นก็คือว่าให้คณะรัฐมนตรีถอนเรื่องที่กลับมา สภา คือสภาของเราเองไม่ได้รับพิจารณา ส่งคืนให้คณะรัฐมนตรีไป ก็เสมือนกับเป็นการถอน แล้วถ้าสมมุติเรื่องมาจากวุฒิสภามาที่เรานะครับ โดยมาให้เราปรึกษาหารือว่าเรื่องการแต่งตั้ง ครั้งนี้มันเป็นอย่างไรในข้อความเห็นของวุฒิสภาเกี่ยวกับเรื่ององค์ประชุม ถ้าเรายืนยันว่า องค์ประชุมเราไม่ครบ มันก็เป็นการกลับมติของสภาผู้แทนราษฎรเราในขณะนั้นที่เราส่งไป เพราะเราส่งไปมันสิ้นสุดกระบวนการของการทําหน้าที่เราแล้ว โดยความเข้าใจว่าทุกอย่าง กระบวนการขั้นตอนมันครบถ้วนเราก็ส่งไป มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกลับมติเรา เมื่อลงคะแนนไปแล้วเรากลับมติเราว่าเราลงไม่ครบ มันไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติครับ ไม่มีประเพณี แต่วิธีการที่ผมอยากจะหาทางออกให้ครับ เราเองก็มีมติว่าเราไม่พิจารณา ส่งเรื่องกลับให้กับคณะรัฐมนตรีไป ส่วนคณะรัฐมนตรีจะไปทําอย่างไรก็เรื่องของคณะรัฐมนตรี นี่คือมติครับที่ผมคิดว่า ๑. ไม่กลืนน้ําลายตัวเอง ไม่กลืนน้ําลายตัวเองครับ เพราะว่ามันจบ ที่เราไปแล้ว มันจบที่เราไปแล้ว ถ้าสภาแห่งนี้จะจบ มาพิจารณาใหม่ว่าไม่เอา ส่งกลับ ก็เป็นอีกเรื่องใหม่ไป ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นทางออกนะท่านประธานครับ การถอนนี้ ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากรณีถ้าวุฒิสภาส่งมาให้เราพิจารณายืนยันมติ คือถ้าถอนได้ก็โอเค –
ท่านประธานครับขออนุญาตประท้วงครับ
เดี๋ยวฟังสักนิดหนึ่งครับแล้วเดี๋ยวผมจะเปิดโอกาสให้ท่านนิพนธ์ได้พูดนะครับ แต่ผมได้ วินิจฉัยแล้วนะครับว่าให้ลงมตินะครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมขออนุญาตประท้วงประธาน ที่ไม่ได้ทําตามข้อบังคับการประชุมครับ ท่านสมาชิกเขาลุกขึ้นประท้วงครับแต่ท่านประธาน ปล่อยให้เขาอภิปราย ในขณะที่ท่านประธานกดปุ่มให้สมาชิกลงมติแล้ว ท่านประธานต้อง ควบคุมสิครับว่าประท้วงเสร็จแล้วต้องนั่งลงครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
ผมก็เปิดโอกาสให้ประท้วงนะครับ ฟังตอนแรกก็เหมือนประท้วงครับ แต่ประท้วงแล้วให้ข้อเสนอ ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งผลที่สุดมันก็คือจุดเดียวกันครับ คือถอนร่างนี้ออกไปผมกําลังฟังนะครับ เพราะฉะนั้นทราบรายละเอียดแล้วนะครับ เชิญคุณหมอนั่งลงนะครับ ไม่ต้องประท้วงแล้วครับ
จริง ๆ ผมจะจบแล้วท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ เท่านั้นเองที่ผมยืนอยู่ ขอบคุณสมาชิกที่ประท้วงครับ
ผมเรียนสมาชิกอย่างนี้นะครับ ผมยื่นหลักการครับว่าจะต้องถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดข้อบังคับในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่เดิมท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เสนอ เรื่องการถอนเรื่องนี้ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎร การที่จะทําให้เรื่องนี้ดําเนินการต่อไปได้ มันมีอยู่ ๒ ทางเท่านั้นเองครับ คือจะต้องส่งเรื่องคืนไปยังวุฒิสภา ยืนยันว่าองค์ประชุม ของเราครบ แต่ก็มีสมาชิกส่วนหนึ่งยืนยันว่าการประชุมในครั้งนั้นองค์ประชุมไม่ครบ เมื่อองค์ประชุมไม่ครบ ผมก็ต้องถามมติว่าสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับมติของวุฒิสภาในการถามในครั้งแรก ซึ่งการเรียกพวกเรามาลงคะแนนเสียง ซึ่งตอนนั้น ท่านนายกรัฐมนตรียังไม่ได้เสนอว่าจะถอนเรื่องนี้ออกไป แต่หลังจากที่ท่านนิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ ท่านได้เสนอว่า คือท่านไม่อยากเห็นว่าเสียงข้างมากลากไป โดยการกลับมติ ของเราเอง ก็เสนอให้มีการถอนเรื่องนี้ออกไป นายกรัฐมนตรีท่านก็ออกมายืนขึ้นมาพูดกับ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าท่านยินดีจะถอนเรื่องนี้ออกไป ผมจึงได้วินิจฉัยว่ามันเป็นการทําให้ เรื่องนี้สามารถดําเนินการต่อได้ เพราะฉะนั้นการจะถอนได้หรือไม่ได้ ผมก็จะต้องถามมติของ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่ายินยอมให้คณะรัฐมนตรีถอนเรื่องนี้ออกไปแล้วดําเนินการใหม่ หรือไม่ จึงเป็นที่มาของการลงมติครั้งนี้ ท่านนิพนธ์ขอสั้น ๆ เลยนะครับ เพราะว่าผมจะลงมติ แล้วครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิพนธ์ วิสิษฐยุทธศาสตร์ คือที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าวว่าความจริงจะถอน แต่ตอนนั้น ไม่มีเรื่องอื่น เป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุดนะครับ ทีนี้อย่างนี้ครับความจริงวันนี้ผมคิดว่าทาง คณะรัฐมนตรีพร้อมที่จะถอนเรื่องออกไปก็เป็นการรักษาหน้าสภาเราด้วย ถ้าสภาผู้แทนราษฎร เรามีมติให้คืนเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี ก็เหมือนกับเรายอมรับสภาพว่าการลงมติในวันนั้น มีปัญหา เพราะฉะนั้นดีที่สุดแล้วครับที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีขอถอนไป แล้วเราก็มีมติ ให้ถอนไปเสียจะได้ดําเนินการต่อไปได้ครับ และเป็นการรักษาหน้าสภาด้วยครับ ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นเดียวกันนะครับ ผมว่าคงไม่ต้องเสนอแนะแล้ว ผมขอลงมติเลยดีกว่านะครับ เพราะว่าถ้าผมอนุญาตให้ท่านอรรถวิชช์คนหนึ่ง เดี๋ยวท่านอื่นก็จะมาเสนอความคิดเห็นนะครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ผมขอลงมติแล้วครับ ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียม ลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้วกรุณากดบัตรแสดงตนด้วยครับ
เชิญครับ สั้น ๆ นะครับ
ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องถามท่านประธานว่าถ้าถอน เรื่องออกไปหมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่ากระบวนการการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ท. ทั้งหมดนี้ รายชื่อถูกเสนอใหม่หมด ต้องรื้อใหม่หมดเลยใช่ไหมครับ
ก็ต้องเริ่มดําเนินการใหม่หมดครับ ซึ่งถ้าจะเป็นชื่อเดิม เดี๋ยวคณะรัฐมนตรีท่านก็เสนอชื่อเดิม มานะครับ ขอส่งผลด้วยครับ ผู้เข้าประชุมทั้งหมด ๒๖๐ ท่านนะครับ
ผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ เพื่อให้การดําเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐดําเนินการต่อไปได้ คณะรัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ได้เสนอถอนเรื่องนี้ออกจากสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกท่านเห็นชอบให้ถอนกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย สมาชิกท่านใดไม่เห็นชอบให้ถอนเรื่องนี้ออกไปจากสภาผู้แทนราษฎรกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย เชิญลงคะแนนเสียงได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอส่งผลการลงมติได้แล้วครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๓๖๓ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๓๐๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๔๑ ท่าน งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีถอนเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตภาครัฐออกไป เพื่อนําเสนอใหม่ในโอกาสต่อไปนะครับ ขอบคุณคณะรัฐมนตรีครับ
ต่อไปเป็นวาระเรื่องเลื่อนที่ ๓ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) แต่เนื่องจากมีพระราชบัญญัติทํานองเดียวกันที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เสนอเพิ่มอีก ๓ ฉบับคือ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คุณเชิดชัย วิเชียรวรรณ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คุณผุสดี ตามไท กับคณะ เป็นผู้เสนอ) มีฉบับที่ ๔ อีก ๑ ฉบับ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คุณนพคุณ รัฐผไท กับคณะ เป็นผู้เสนอ) รวมเป็นทั้งหมด ๕ ฉบับ ผมจะขอหารือให้นําทั้ง ๕ ฉบับ มาพิจารณาในคราวเดียวกันนะครับ ไม่มีสมาชิกท่านใดขัดข้องนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เป็นอันว่าพิจารณาทั้ง ๕ ฉบับ พร้อมกันไป
ขอเชิญท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงเหตุผลและหลักการด้วยครับ แล้วก็ขอที่ประชุมแจกร่างพระราชบัญญัติของ คุณนพคุณ รัฐผไท ซึ่งยังไม่ได้แจกให้กับสมาชิกด้วยนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในนามของ คณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....โดยมีเหตุผล หลักการ และสาระสําคัญดังต่อไปนี้
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปัญหาสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็น คนเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของราชอาณาจักรไทย โดยให้สัญชาติไทยโดยการเกิดแก่บุคคลดังกล่าวที่ยังไม่ได้ถือสัญชาติ ของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีวิถีชีวิต เป็นคนไทย โดยได้รับการสํารวจตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ภายใต้หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกําหนด และเพื่อให้เป็นไปตามหลักสืบสายโลหิตตามกฎหมายว่า ด้วยสัญชาติ จึงกําหนดให้บุตรของคนไทยพลัดถิ่นที่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด โดยพระราชบัญญัตินี้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น หรือได้สัญชาติแล้ว ก็ได้สัญชาติไทย โดยการเกิดด้วย จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หลักการ
๑. เพิ่มบทนิยามคําว่า “คนไทยพลัดถิ่น” ให้หมายความว่า ผู้ซึ่งมีเชื้อสาย ไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณา เขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสํารวจจัดทําทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้ หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกําหนด หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทํานองเดียวกัน ตามที่กําหนดในกฎกระทรวง
๒. ให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ประกอบด้วย กรรมการซึ่งเป็นผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน ๗ คน มีอํานาจหน้าที่พิจารณาและให้การรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ตลอดจนเสนอแนะ และให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวงหรือการดําเนินการใด ๆ เกี่ยวกับ คนไทยพลัดถิ่น
๓. กําหนดให้ผู้ซึ่งคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้รับรอง ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด และกําหนดให้บุตรของคนไทย พลัดถิ่นดังกล่าวที่ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น หรือได้สัญชาติไทยแล้วก็ได้สัญชาติไทย โดยการเกิดด้วย
๔. กําหนดให้ถือว่าคนไทยพลัดถิ่นที่ได้แปลงสัญชาติเป็นคนไทย หรือได้สัญชาติไทยแล้ว ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเป็นคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับ การรับรองจากคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พุทธศักราช ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และให้มีสถานะเป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการเกิดด้วย
ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับว่าที่มาที่ไป ของกฎหมายฉบับนี้นั้น ก็เป็นเรื่องที่มีการเรียกร้องของพี่น้องประชาชนคนไทยกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่าคนไทยพลัดถิ่น คนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้มีที่มาที่ไป ซึ่งส่วนใหญ่เดิมนั้นเขาอาศัย อยู่ในเขตทางมะริด ทวาย และตะนาวศรี ในยุคก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ อาณาเขต เขาก็เลยถูกบังคับให้ไปเปลี่ยนแปลงไปอยู่อาณาเขตบังคับของประเทศอื่น แต่คนเหล่านี้ประสงค์ที่จะเป็นคนไทย ก็ได้เดินทางกลับมาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะ เวลาหนึ่ง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้ไปทําการสํารวจจํานวนของผู้ที่เข้ามาในลักษณะ เช่นนี้ และมีความต้องการที่จะเป็นคนไทย เพียงแต่ว่าในอดีตที่ผ่านมานั้นพระราชบัญญัติ สัญชาติไม่ได้มีช่องทางอื่นในการที่ให้เขาได้สัญชาติไทย นอกจากใช้วิธีการแปลงสัญชาติ แต่คนเหล่านี้เขาสํานึกตนอยู่เสมอว่าเขาเป็นคนไทย ดังนั้นถ้าหากว่าเป็นการแปลงสัญชาติ เขาก็จะเกิดคําถามในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นคนไทยว่า ทําไมต้องแปลงสัญชาติเขาด้วยในเมื่อ เขาเป็นคนไทยอยู่แล้ว
อีกประการหนึ่งที่เขาวิตกกังวลก็คือการแปลงสัญชาตินั้น จะทําให้เขา ไม่ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ดังนั้นหากว่ามีการทําผิดกฎหมายใด ๆ ก็เกรงว่าจะถูกถอน สัญชาติไทยได้ ก็จะเป็นปัญหากับเขา คนไทยพลัดถิ่นกลุ่มนี้จึงมีการรวมกลุ่มกัน และมีการ เรียกร้องต่อทางราชการมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมานี้ แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนอง จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันก็ได้มีการเรียกร้องเข้ามาเป็นเครือข่าย และมีการทํางาน ร่วมกัน จนคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรในชุดคณะกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองของท่านอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ซึ่งประทานโทษเอ่ยนามท่าน ประกอบไปด้วย ส.ส. จากทุกพรรคการเมืองที่อยู่ที่นั่น ก็มีการจัดรวบรวมรับฟังความคิดเห็นทางฝ่าย นักวิชาการและฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง จนกระทั่งยกร่างขึ้นมาเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งบัญญัติ เอาไว้ในกฎหมายฉบับนั้นและเสนอเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร เพียงแต่กฎหมายฉบับนั้น ที่เสนอมานั้น หลายฝ่ายที่เป็นส่วนราชการที่เกี่ยวข้องยังเห็นว่าอาจจะมีช่องว่างบางประการ ซึ่งไม่รัดกุมเพียงพอ ในที่สุดแล้วทางฝ่ายรัฐบาลโดยทางสํานักนายกรัฐมนตรีก็ทํางาน ร่วมกันกับกลุ่มพี่น้องที่มาเรียกร้อง จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้เดินทางไกลมาจากด่านสิงขร ที่ประจวบคีรีขันธ์ จากระนอง จากเกาะกง มาถึงหน้าสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเรียกร้องให้มี พระราชบัญญัติสัญชาติ ก็เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทางสํานักนายกรัฐมนตรีก็ได้รวบรวม เอาความคิดความเห็นของทุกฝ่ายจัดประชุมร่วมกัน และเห็นพ้องต้องกันว่าในเมื่อเขา ประสงค์เป็นคนไทย ทางหน่วยงานราชการ เช่น สภาความมั่นคงก็ไปสํารวจจํานวนไว้แล้ว ค่อนข้างที่จะแน่นอน ตัวกฎหมายสัญชาติที่มีบังคับอยู่ในปัจจุบันนั้นก็ไม่มีช่องทางที่จะคืน สัญชาติไทยให้กับคนเหล่านี้ได้ จึงได้มีการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้น โดยการมีส่วนร่วมจาก ทางภาคประชาชน จากภาคราชการ จาก ส.ว. จาก ส.ส. ในหลายพรรคการเมืองด้วยกัน และเห็นพ้องต้องกันว่ากฎหมายฉบับนี้น่าจะเป็นทางออกอย่างหนึ่งในการที่จะคืนสัญชาติ ให้กับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ให้เป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ ปัญหาคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ มีมากครับท่านประธาน พวกเขานั้นเมื่อไม่มีสัญชาติไทย จะไปซื้อรถจักรยานยนต์ก็ใช้ชื่อ ตนเองไม่ได้ก็ใช้ชื่อคนอื่น พอผ่อนชําระจนครบบางทีก็ถูกโกง คนอื่นก็เอาไป ไปซื้อที่ดินก็ต้อง ใช้ชื่อคนอื่นก็ถูกโกงและเอาไป มีปัญหาทั้งในเรื่องการศึกษา มีปัญหาทั้งในเรื่องการใช้ชีวิต ในเรื่องของการรักษาพยาบาล จนกระทั่งรัฐบาลต้องเข้าไปช่วยดูแลในเรื่องรักษาพยาบาล ในเรื่องของสิทธิการรับการศึกษา ก็ยังคงเหลือเรื่องเดียวก็คือเรื่องของสัญชาติ ผมคิดว่า ถ้าสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการกฎหมายฉบับนี้แล้ว เข้าไปพิจารณาก็จะเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีหลักการ เหตุผล อย่างที่กระผมได้กราบเรียนต่อ สภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว และได้ญัตติให้มีหลักการกว้าง ๆ เช่น นิยามเรื่องคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเรื่องนี้จะต้องไปเขียนไว้ให้ชัดเจนในกฎกระทรวงอีกทีหนึ่งถึงวิธีการพิสูจน์ วิธีการพิสูจน์นั้น ก็จะมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ที่เรียกว่าคณะกรรมการรับรองความเป็นคนสัญชาติไทย ของคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งจะประกอบไปด้วยทั้งนักวิชาการ ภาคราชการ และมาจากภาคส่วน ของประชาชน ซึ่งถือเป็นความเปิดกว้าง ซึ่งเป็นกลไกอย่างหนึ่งซึ่งได้บัญญัติขึ้นในกฎหมาย ฉบับนี้ นอกจากนั้นคนได้สัญชาติแล้วก็จะถือว่าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย ซึ่งก็จะทําให้ เขามีศักดิ์และศรีของความเป็นคนไทยโดยสมบูรณ์ บุตรของเขาที่เกิดขึ้นก็จะได้สัญชาติไทย โดยการเกิดตามหลักการสืบสายโลหิตไปด้วย ขณะเดียวกันเขาเหล่านั้นซึ่งได้รับการแปลง สัญชาติไปแล้วก็จะถือว่าได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักของกฎหมายฉบับนี้ไปด้วย จึงกราบเรียนท่านประธานเพื่อให้สภาได้รับหลักการกฎหมายฉบับนี้และนําไปสู่การปฏิบัติ ต่อไปครับ
อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ หรือผู้แทน ไม่มีนะครับ คุณเชิดชัย วิเชียรวรรณ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคภูมิใจไทย ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่าผมได้รับมอบหมาย จากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล พร้อมด้วยเพื่อนสมาชิก ๒๔ ท่าน ให้นําเสนอร่างเพื่อประกอบการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
หลักการ
(๑) แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕ (๓) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑ (คณะกรรมการ กลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ)
(๒) เพิ่มบทบัญญัติ มาตรา ๙/๑ มาตรา ๙/๒ มาตรา ๙/๓ มาตรา ๙/๔ และมาตรา ๙/๕ ในหมวด ๑ การได้สัญชาติไทย แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ (เกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น และกําหนดให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น)
เหตุผล โดยมีการสมควรปรับปรุงองค์ประกอบของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ กลั่นกรองสัญชาติให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และเพื่อแก้ปัญหาสัญชาติให้บุคคลชาติพันธุ์ไทยที่ กลายเป็นบุคคลในบังคับของต่างประเทศหรือเป็นบุคคลที่ไร้สถานะ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง อาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และให้มีผู้สืบสายโลหิตของบุคคล ดังกล่าวที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทย หรือเกิดในราชอาณาจักรไทยให้ได้รับสถานะ ผู้มีสัญชาติไทยอย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
ต่อไปเชิญดอกเตอร์ผุสดี ตามไท ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันและเพื่อน ส.ส. จํานวน ๓๐ คน ดิฉันต้องขออนุญาตท่านประธานได้นําเสนอ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่วมกับเพื่อน ส.ส. จํานวน ๓๐ คนด้วยกันนะคะ และก็โดยเฉพาะ ส.ส. ในจังหวัดพื้นที่ที่มีปัญหา ซึ่งดิฉันขออนุญาตท่านได้เอ่ยนามเฉพาะ ในจังหวัดเหล่านี้ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส.ส. เฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส. ประมวล พงศ์ถาวราเดช ส.ส. มนตรี ปานน้อย ส.ส. จังหวัดระนอง ส.ส. วิรัช ร่มเย็น จังหวัดชุมพร ส.ส. ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ ส.ส. สราวุธ อ่อนละมัย ส.ส. สุวโรช พะลัง และ ส.ส. ชุมพล จุลใส แล้วก็ จังหวัดเพชรบุรี ส.ส. อรรถพร พลบุตร ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ค่ะ เหตุผล ที่ดิฉันและคณะได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
เหตุผล โดยที่บุคคลที่มีเชื้อสายไทย ซึ่งต้องกลายเป็นคนบังคับของ ต่างประเทศ โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต เป็นเวลากว่า ๑๐๐ ปี ซึ่งเรียกกันว่าคนไทยพลัดถิ่นต้องประสบชะตากรรม ไม่มีสถานะ เป็นบุคคลของประเทศใดเลย จึงถูกกดขี่ข่มเหง สิทธิขั้นพื้นฐานถูกลิดรอน ไม่สามารถ ดําเนินชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ และบุคคลเหล่านี้รวมถึง ลูกหลานก็ได้อพยพเข้ามาในผืนแผ่นดินไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับสถานะของความเป็นคนไทย สมควรที่บุคคลเหล่านี้จะต้องได้รับการดูแลปกป้อง เพื่อเขาเหล่านั้นจะได้รับคืนสถานะ ผู้มีสัญชาติไทยอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งนี้โดยให้มีคณะกรรมการเพื่อทําหน้าที่ ในการพิสูจน์ แล้วก็รับรองการเป็นบุคคลที่มีเชื้อสายไทยของคนกลุ่มนี้ จึงจําเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัติฉบับนี้
หลักการ ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ ดังต่อไปนี้
๑. กําหนดหลักการและมาตรการแก้ไขปัญหาเรื่องสัญชาติของบุคคลที่มี เชื้อสายไทย โดยการคืนสัญชาติไทยให้แก่บุคคลที่มีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับ ของต่างประเทศ โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย ในอดีต
๒. ให้มีคณะกรรมการเพื่อทําหน้าที่พิสูจน์และรับรองการเป็นบุคคลที่มี เชื้อสายไทย
จึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและก็สภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ พิจารณารับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบพระคุณค่ะ
คุณจุมพฏ บุญใหญ่ แทน อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ นะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ แทนท่านอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ท่านประธาน ที่เคารพครับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ซึ่งมีท่านอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นประธานกรรมาธิการ พร้อมด้วยกรรมาธิการทั้งหมดได้ทําหน้าที่ของการมีส่วนร่วม ของประชาชนร่วมกับพี่น้องไทยพลัดถิ่นภาคประชาชนและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ได้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม) และได้ยื่นต่อสภาผู้แทนราษฎรตั้งแต่วันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ กระผมขอทําหน้าที่แทน กรรมาธิการการพัฒนาการเมืองทุกท่านเสนอร่างต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อโปรดพิจารณา บันทึกหลักการและเหตุผลประกอบร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
หลักการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ดังต่อไปนี้
(๑) แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกลั่นกรอง เกี่ยวกับสัญชาติ (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๕ (๓) ) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๑
(๒) กําหนดให้เพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่นเพื่อขอใช้สิทธิเป็น ผู้มีสัญชาติไทย และกําหนดให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น (เพิ่มมาตรา ๙/๑ มาตรา ๙/๒ มาตรา ๙/๓ มาตรา ๙/๔ และมาตรา ๙/๕)
เหตุผล โดยที่เป็นการการสมควรปรับปรุงองค์ประกอบของผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติให้เหมาะสมยิ่งขึ้น และแก้ไขปัญหาสัญชาติ ให้คนไทยพลัดถิ่นซึ่งเป็นคนชาติพันธุ์ไทยที่ต้องกลายเป็นคนไทยในบังคับของต่างประเทศ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และผู้สืบสันดานที่อพยพเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรไทยหรือเกิดในราชอาณาจักรไทย ให้ได้คืนสถานะผู้มีสัญชาติไทยอย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ท่านประธานครับ กระผมจะขอใช้สิทธิในฐานะผู้เสนอร่างอภิปรายสรุป ก่อนลงมติรับหลักการครับ ในชั้นนี้ขอเสนอร่างพระราชบัญญัติเพื่อสภานี้ได้โปรดพิจารณา ขอบคุณครับ
คุณนพคุณ รัฐผไท หรือผู้แทนครับ เชิญคุณนพคุณครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนพคุณ รัฐผไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับกระผมและ โดยมติของพรรคเพื่อไทยได้ให้เสนอกฎหมายแก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. ๒๕๐๘
หลักการ
(๑) เพิ่มบทนิยามคําว่า “คนไทยพลัดถิ่น” (มาตรา ๔)
(๒) ให้มีหลักเกณฑ์และวิธีการให้ความเห็นชอบความเป็นคนไทยพลัดถิ่น (เพิ่มมาตรา ๙/๑)
(๓) ให้คนไทยพลัดถิ่นซึ่งได้รับความเห็นชอบเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด รวมถึงบุตรของคนไทยพลัดถิ่นดังกล่าวที่ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่นหรือได้สัญชาติไทยแล้ว ก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย (เพิ่มมาตรา ๙/๒ และมาตรา ๙/๓)
(๔) เพิ่มอํานาจคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติในการพิจารณาและ ให้การเห็นชอบความเป็นคนไทยพลัดถิ่น (เพิ่มมาตรา ๒๗/๑)
เหตุผล โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขปัญหาสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นคนเชื้อชาติไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่นเนื่องจากเปลี่ยนแปลง อาณาเขตของราชอาณาจักรไทย โดยให้สัญชาติไทยโดยการเกิดแก่บุคคลดังกล่าวที่ยัง ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง และมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสํารวจตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกําหนด และเพื่อให้เป็นไปตามหลักสืบสายโลหิต ตามกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ จึงกําหนดให้บุตรของคนไทยพลัดถิ่นที่ได้สัญชาติไทย โดยการเกิด โดยพระราชบัญญัตินี้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติของประเทศอื่นหรือได้สัญชาติไทยแล้ว ก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย จึงจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนในที่ประชุมสภาแห่งนี้ว่า ในร่างพระราชบัญญัติของผมนี้เกี่ยวกับร่าง พระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้ หลักการของกฎหมายบางประเด็นไม่ได้ตรงกับหลักการของ ครม. เพราะว่าในกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น แต่ว่าของผมนั้นได้เพิ่มอํานาจ ให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติไทย ซึ่งคณะกรรมการตามหลักการของ ร่าง ครม. กับคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติไทย ซึ่งผมได้เอามาจากมาตรา ๒๕ ของ พ.ร.บ. สัญชาติ ปี ๒๕๐๘ ซึ่งเป็นคณะกรรมการที่ประกอบด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเช่นเดียวกัน รวมทั้งมีผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็ผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ ซึ่งได้พิจารณา ดูแล้ว ก็เกือบจะเป็นบุคคลเดียวกันหมด ผมก็เลยไม่ได้จัดตั้งคณะกรรมการรับรองความเป็น คนไทยพลัดถิ่น แล้วก็เพิ่มอํานาจให้กับคณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติในการ พิจารณาสัญชาติไทยให้กับคนไทยพลัดถิ่นใน (๔) แทน อันนี้ก็เป็นหลักการที่แตกต่างจาก ร่างของ ครม. และของเพื่อนสมาชิกนะครับ ท่านประธานครับ ผมในนามของสมาชิก พรรคเพื่อไทยก็อยากจะขอความสนับสนุนจากสภาแห่งนี้ เพราะหากว่ากฎหมายฉบับนี้ ได้ผ่านความเห็นชอบของสภาแล้ว คนไทยพลัดถิ่นที่เขามีสัญชาติไทยอยู่แล้วเขาจะได้ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นอกจากจะมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับคืนมา สิทธิต่าง ๆ ที่ทางราชการได้จัดให้หรือได้ให้แก่คนไทยด้วยกัน ก็จะมีความเท่าเทียมกันในด้านของสิทธิ ในด้านของเสรีภาพ อีกประการหนึ่งที่สําคัญที่สุดก็คือคนไทยเหล่านี้ถ้าหากว่าได้สัญชาติไทย เขาก็จะมีความภาคภูมิใจในความเป็นไทย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความมั่นคง เพราะว่าทางราชการเมื่อเขาได้สัญชาติไทยแล้ว ทางราชการก็สามารถที่จะเข้าถึงในตัวบุคคล เหล่านี้ได้ทั่วถึง ก็จะเป็นสิ่งที่ดีต่อความมั่นคงของประเทศในที่สุดครับ ก็ขอสนับสนุนร่างฉบับนี้ จากสภาแห่งนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปจะเป็นดังนี้นะครับ คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ คุณจุมพฏ บุญใหญ่ คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน ต่อไปคุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ต่อร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกราบเรียนด้วยความเคารพ เป็นเรื่องที่ เราพยายามจะแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากลุ่มคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเขามีปัญหาในเรื่องของการที่ไม่ได้รับสัญชาติเป็นบุคคล ที่ประเทศไทยก็ตีตราว่ายังไม่ได้เป็นประชาชนคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เขาก็เกิดและเติบใหญ่ ในประเทศของเรามาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน เขาก็เรียกร้องกันมา ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ
ประเด็นแรก เป็นที่น่าเสียใจที่ทางรัฐบาลไม่มองภาพให้มันรอบคอบและให้ มันกว้างกว่านี้ เพราะปัญหาในเรื่องของบุคคลที่ขาดสัญชาติ บุคคลที่มีปัญหาในเรื่องของ บัตรประชาชนมันมีอีกมากมายหลายกลุ่มหลายเหล่า ไม่ใช่แค่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่ได้ เดินมาถึงกรุงเทพเพื่อมาเรียกร้องความเป็นธรรม ต้องกราบเรียนว่าวันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ มันคลอดมันเกิดมาจากกระแสกดดันทางการเมือง ไม่ได้เกิดจากความจริงใจในการแก้ไข ปัญหาเรื่องของสัญชาติของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกกลุ่มทุกเหล่าที่เขามีปัญหาอย่างที่ ได้เรียนมาให้ทราบ เพราะฉะนั้นมันก็คงจะเป็น พ.ร.บ. ที่ยังไม่สมบูรณ์นัก มีหลายประเด็น ที่เราจะต้องมาพิจารณา แล้วก็ต้องฝากเพื่อนกรรมาธิการไปดูเพื่อให้เกิดความครอบคลุม กับเพื่อนพี่น้องประชาชนที่ยังติดขัดในปัญหาเหล่านี้อยู่
ประเด็นที่ ๒ ก็คือไปแก้ไขในเรื่องของคํานิยามรวมถึงตัวบทบัญญัติ รายมาตราให้มันมีความสมบูรณ์กว่าที่เป็นอยู่ ผมเองจะยกประเด็นบางประเด็นขึ้นมา เพื่อที่จะเรียนให้ท่านประธานแล้วก็เพื่อนสมาชิกที่จะไปเป็นกรรมาธิการได้ทราบไว้ ผมนี้มีปัญหามากในเรื่องของมาตรา ๓ เพราะมาตรา ๓ เป็นเรื่องของคํานิยาม โดยเฉพาะ คํานิยามของคําว่า คนไทยพลัดถิ่น เราโยนไปเป็นเรื่องของรัฐมนตรี เป็นเรื่องของกฎกระทรวง ทั้งหมด ให้เขาไปนั่งคิด ให้เขาไปนั่งออกกฎกระทรวงออกมาว่าในที่สุดแล้วใครคือคนไทย พลัดถิ่น มันจะรวมถึงประเภทใดบ้าง ระยะเวลาใดบ้าง วันนี้เราปล่อยในเรื่องรายละเอียด ปลีกย่อยเหล่านี้ไปยังกระทรวงมหาดไทยทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องของคํานิยามไปเขียนถึง ผู้มีเชื้อสายไทย ปัญหานี้พอเจอคําแรกก็มีปัญหาแล้ว ท่านจะตีความอย่างไรว่าเชื้อสายไทย ถามว่าพี่น้องประชาชนคนไทยที่เขาอยู่บนเขา บนดอย สมมุติว่าเป็นกลุ่มอื่น เป็นไทลื้อ เป็นมูเซอ เป็นปะหล่อง เขาก็อยู่ในเมืองไทย หลายคนก็ยังไม่มีบัตรจะนับรวมได้หรือไม่ หรือจะเอาแค่คนไทยพลัดถิ่นที่เขาเรียกตัวเองแล้วเขามาเรียกร้องกันวันนั้น ถ้าแค่นั้นมันเป็น การมองปัญหาในระยะสั้น อ่านต่อไปก็บอกว่าวันนี้เป็นกลุ่มผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้อง กลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของ ราชอาณาจักรไทยในอดีต คําว่า ในอดีต นี้เป็นคําที่เราไม่รู้จะโยงย้อนกลับไปถึงไหน ถ้าโยงย้อนกลับไปไกล ๆ ดีไม่ดีไปถึงแถวจีน แถวสิบสองปันนาจะเอาอย่างนั้นหรือเปล่า หรือจะเอาทางประเทศมาเลเซีย จะเอาทางประเทศกัมพูชา จะเอาทางประเทศลาว เพราะว่า เขตแดนของประเทศไทยในอดีตมันมีการปรับเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยโบร่ําโบราณ เราจะ มองย้อนไปไกลแค่ไหน อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาที่เราจะต้องมาตีความหาความเข้าใจตรงกัน เราจะได้รู้ว่าพี่น้องประชาชนกลุ่มใดที่เขาจะมาเรียกร้องสิทธิได้บ้างนะครับ แล้วก็ไปเขียนต่อ ในเรื่องของคนไทยพลัดถิ่น คํานิยามบอกว่า ซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น วันนี้เราเขียนกฎหมายตัดสิทธิเขาหรือไม่ ทําไมการถือ ๒ สัญชาติมันมีปัญหาหรืออย่างไร วันนี้นายกรัฐมนตรีไทยก็มีทั้งสัญชาติอังกฤษแล้วก็สัญชาติไทยถูกต้องหรือไม่ แล้วเรายังต้อง ไปดูในมาตรา ๕ ครับท่านประธาน มองตามผมไปที่มาตรา ๕ มาตรา ๕ บอกว่า ให้ถือว่า คนไทยพลัดถิ่นที่ได้แปลงสัญชาติเป็นไทย หรือได้สัญชาติไทยแล้วก่อนวัน พ.ร.บ. นี้บังคับใช้ เป็นคนไทยพลัดถิ่นที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการ ทําไมมาตรา ๕ บอกว่าในอดีต ถ้าเกิดมีคนไหนได้รับการแปลงสัญชาติถือว่าเขาเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามกติกานี้ แล้วมาตรา ๓ ที่ไปเขียนคํานิยามบอกว่าคนไทยพลัดถิ่นปัจจุบันห้ามถือสัญชาติของประเทศอื่น อย่างนี้ แสดงว่าเรา ๒ มาตรฐานหรือเปล่า ทําไมคนที่ได้สัญชาติ แปลงสัญชาติก่อน พ.ร.บ. นี้ออก เขาสามารถที่จะอยู่ในเมืองไทยได้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นประชาชนคนไทย ปรากฏว่าคนที่ยังไม่ได้รับในอดีตก่อนหน้ามาถึงวันที่ พ.ร.บ. นี้ออก กลายเป็นไม่ได้แล้วครับ ตอนนี้เปลี่ยนสัญชาติไม่ได้แล้ว จะโอนสัญชาติมาเป็นคนไทยก็ไม่ได้ ทั้งที่เชื้อสาย ประเพณี วัฒนธรรมอะไรต่าง ๆ เขาเป็นคนไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มาตรา ๓ ในจุดนี้ก็จะเป็นปัญหานะครับ ต่อมาเขียนบอกว่าและได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิต เป็นคนไทย ผมไม่รู้ว่าจะตีความอย่างไร วิถีชีวิตเป็นคนไทยนี้ต้องรับประทานส้มตําไหม หรือว่าอะไร ผมไม่รู้ว่าประเพณี วัฒนธรรมของไทยนี้มันหลากหลายตั้งแต่เหนือจรดใต้ มันมี ความเป็นเอกเทศ มันมีความแตกต่าง เราจะไปสรุปเหมารวมว่าประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต แบบใดเป็นวิถีชีวิตแบบไทยปัจจุบันนี้ผมว่าแยกได้ยาก เราจะใช้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเกณฑ์วัด ผมมองว่ามันออกจะไม่ยุติธรรมกับพี่น้องประชาชนกับคนที่เขามีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ นี่ก็คือประเด็นของเรื่องเกี่ยวกับคํานิยาม ซึ่งผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ ว่ายังหละหลวมอยู่มากครับ ต้องฝากเพื่อนกรรมาธิการไปช่วยดูแล้วก็แก้ไขให้มันรัดกุมและ ถูกต้องนะครับ
ประเด็นที่ ๓ ก็คือในส่วนของมาตรา ๔ ที่อยากจะฝากเพื่อนกรรมาธิการไปดู เป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมการคนไทยพลัดถิ่น ๑. ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็น ประธานกรรมการ อันนี้ไม่มีปัญหาครับ ถ้าเกิดจะเอารัฐมนตรีสักท่านหนึ่งมานั่งเพื่อให้เกิด ความศักดิ์สิทธิ์ แล้วเกิดการสั่งการให้เกิดการปฏิบัติจริงก็จะเป็นการดี ๒. ผู้แทนหน่วยงาน ของรัฐ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นกรรมการ โดยตําแหน่ง ต้องฝากเรียนถามท่านประธานว่าท่านทราบหรือไม่ว่าหน่วยงานเหล่านี้ เกือบทั้งหมดเป็นหน่วยงานที่ทําให้ชีวิตของพี่น้องประชาชนกลุ่มนี้ที่ยังไม่ได้รับสัญชาตินี้ เดือดร้อนที่สุด จากการไปเบียดบัง จากการไปกดดัน จากการไปรีดไถต่าง ๆ นานา กลุ่มนี้ละครับ ท่านประธาน คนที่น่าจะใส่มาเช่นใคร กลุ่มบุคคลเช่นใคร กรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ ทําไมไม่เอามา กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ทําไมไม่บรรจุเข้ามา กลุ่มนี้ สิครับที่จะเป็นคนที่เข้าไปดูแลสิทธิ แล้วก็เข้าไปดูแลให้เกิดความเป็นธรรมให้มากขึ้น ผมอยากจะกราบเรียนเลยว่าถ้ามันจําเป็นต้องมีก็ไม่ว่ากัน แต่หน่วยงานที่จะทําให้เกิด ความเป็นธรรม เกิดสิทธิกับพี่น้องประชาชนอยากจะฝากทางกรรมาธิการให้ไปเพิ่มเติม ในหน่วยงานที่จะมีความเหมาะสม
ประเด็นสุดท้าย ผมอยากจะกราบเรียนถามความชัดเจนจากท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาเสนอ วันนี้เรามองแค่กลุ่มคนไทยพลัดถิ่นหรือไม่ กลุ่มอื่น ๆ ปะหล่อง ม้ง เย้า มูเซอ ผมไล่ไม่หมด เยอะไปหมด และที่ไล่นี่เฉพาะอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ นะครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ ภาคอื่น ๆ ภาคใต้ก็มี ภาคอีสานก็มี ภาคกลางก็มี มันเยอะไปหมดทั่วประเทศ โดยเฉพาะแถวตะเข็บชายแดน ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ แล้วกลุ่มคนเหล่านี้ ท่านละเอาไว้ เมื่อใดท่านจะแก้ไขให้มันเรียบร้อย เมื่อใดเขาจะได้รับ การบรรจุเข้ามาดูว่าเขามีสิทธิอันชอบธรรมที่จะได้รับความเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ ก็กราบฝากถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีให้ช่วยตอบ เราจะได้มีคําตอบให้ พี่น้องประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ ว่าวันหนึ่งสิทธิของท่านจะได้รับการเหลียวแลจากรัฐบาลครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปเชิญคุณจุมพฏ บุญใหญ่ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ ในฐานะผู้เสนอร่างของกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่ได้ใส่ใจหยิบยก ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งกรรมาธิการการพัฒนา การเมืองทุกท่านได้ร่วมกันยกร่างขึ้นมาร่วมกับพี่น้องไทยผลัดถิ่น ร่วมกับนักวิชาการ ด้านกฎหมายสัญชาติ กฎหมายระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และร่วมกับ ทางภาคความมั่นคง จึงเป็นร่างที่เสนอเข้ามาคาไว้เกือบ ๒ ปี ท่านประธานครับจนพี่น้องไทย พลัดถิ่นต้องใช้สิทธิแสดงตน เป็นการแสดงตนที่น่ารักครับ เป็นการชุมนุมเรียกร้องให้คนไทย ได้รู้ว่ามีคนไทยพลัดถิ่น มีพวกเขาอยู่ในประเทศไทยอยู่ในโลกนี้ เป็นการแสดงตนที่ไม่ต้องปิด ถนนก่อความเดือดร้อนวุ่นวายให้กับพี่น้องคนไทยอื่น ๆ เป็นการแสดงตนที่ชอบด้วย การชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ณ วันนี้ผมขอพูดแทนพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นทุกคน ซึ่งได้ร่วมทํางานยกร่างกฎหมายกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วม ของประชาชนของสภาผู้แทนราษฎร ผมขอกราบขอบคุณสมาชิกวุฒิสภา ท่านตวง อันทะไชย จากจังหวัดร้อยเอ็ด ที่ได้ร่วมลงไปผลักดันให้กําลังใจ ท่านประธานครับ คนเกิดมาเขาให้มี สัญชาติไม่รู้ใครตั้งครับ บางคนไม่มีสัญชาติ เช่น พี่น้องไทยพลัดถิ่นและพี่น้องหลาย ๆ คน เกิดมาไม่ได้รับการบันทึกไว้ว่าเป็นมนุษย์ แม้แต่จะตายก็ไม่สามารถจะไปแจ้งตายได้ว่า ถ้าเกิดมาในโลกมนุษย์นี้ แต่บางคนก็มี ๒ สัญชาติ ๓ สัญชาติ ผมจะไม่พาดพิงถึงใครนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ พี่น้องไทยเหล่านี้ ถ้าจะพูดจริง ๆ แล้วเขาอาจจะเป็นคนที่มี คุณประโยชน์ต่อประเทศไทย เพราะเขาคือคนที่ตกหล่นอยู่ในแผ่นดินมะริด ทวาย ตะนาวศรี ซึ่งสมัยนั้นเป็นอาณาเขตของประเทศไทย แต่เมื่อประเทศโลกเจริญขึ้นอาณาเขตได้ถูกกีดกั้น ไปว่ามะริด ทวาย ตะนาวศรี ไม่ใช่ราชอาณาจักรไทยอีกต่อไป แต่เป็นแผ่นดินพม่า เขาเหล่านั้นมีวัฒนธรรมไทย คือวิถีชีวิตไทยที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ได้อภิปรายว่าวิถีไทย คืออะไร วิถีไทยที่ร่วมกันที่สุดคือภาษาไทยครับ คือวัฒนธรรมของคนไทย พี่น้องไทยเหล่านี้ พูดภาษาไทยชัดเจนครับ ร ล ไม่มีตกหล่นครับ และสําเนียงพื้นก็คือสําเนียงปักษ์ใต้ ฟังแล้ว รู้เรื่องครับท่านประธาน นี่คือวิถีร่วมของคนไทยเราไม่สามารถปฏิเสธได้ รัฐบาลพม่า ไม่ยอมรับคนเหล่านี้ว่าเป็นคนพม่า คนเหล่านี้คือคนไร้สัญชาติที่ผมได้พูดไว้แล้วครับ แม้แต่ เกิดมาไม่มีใครรับว่าเป็นมนุษย์ แถมตายไม่รู้ว่าจะไปแจ้งตายที่ไหน เพราะไม่มีทะเบียนคน พระราชบัญญัติฉบับนี้จึงเป็นพระราชบัญญัติที่จะให้ศักดิ์ศรีคืนความเป็นมนุษย์ คืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้กับพี่น้องประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศอเมริกา มาทําสงครามที่เวียดนามตายแล้วเขายังตามเก็บกระดูกครับ เก็บกระดูกไม่ได้ตามเก็บเหรียญ แต่คนไทยเหล่านี้เป็นวิญญาณไทยแท้ ๆ แต่ประเทศไทยกลับละเลยเพิกเฉยเขาไว้เป็น ๑๐๐ ปี ฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ได้โปรดพิจารณาผ่านร่างและรับหลักการ หลักการให้สัญชาติของพี่น้องไทยตัวนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เมื่อผมได้เข้าร่วมประชุมกับพี่น้องไทยพลัดถิ่นเห็นน้ําตาเขาแล้ว บางครั้งก็อดจะหลั่งน้ําตาตามไม่ได้ เขาบอกว่าเขาเป็นคนไทยโดยการเกิด โดยจิตวิญญาณ เขาไม่สามารถจะไปขอเป็นสัญชาติพม่าได้ก่อนแล้วจึงแปลงมาเป็นสัญชาติไทย เขาเป็นคนไทย โดยจิตวิญญาณโดยสายเลือด เขาขอได้สัญชาติไทยโดยหลักการสืบสายโลหิตบรรพบุรุษไทย ท่านประธานครับ หลักการให้สัญชาติของกฎหมายสัญชาติในโลกนี้มีอยู่ ๒ หลัก หลักที่ ๑ คือหลักสืบสายโลหิต สายโลหิตไทยเกิดที่ใดในโลกนี้ต้องได้สัญชาติไทย หลักที่ ๒ คือ หลักดินแดน เช่น บางคนเกิดที่อังกฤษก็อาจจะได้สัญชาติอังกฤษถ้ากฎหมายประเทศนั้น เขียนไว้ให้ แต่พี่น้องไทยเหล่านี้ ท่านประธานที่เคารพ เกิดในแผ่นดินขณะนั้นบรรพบุรุษ ของเขาเกิดในแผ่นดินมะริด ทวาย ตะนาวศรี เป็นแผ่นดินไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แต่พอประเทศเจริญขึ้น โลกเจริญขึ้นมันแบ่งเขตแดนแล้ว มะริด ทวาย ตะนาวศรี ถิ่นพลัดไป คนไทยเหล่านี้จึงเป็นคนไทยถิ่นพลัด ท่านประธานครับ ไม่ใช่คนไทยพลัดถิ่นครับ คนไทย พลัดถิ่นคือคนที่ไม่อยู่ในแผ่นดินไทยครับ อยู่ได้แต่ไม่อยู่ แต่คนเหล่านี้ถิ่นพลัดไป ไทยเหล่านี้ จึงพลัดถิ่น ท่านประธานที่เคารพ ร่างพระราชบัญญัติของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ซึ่งมีอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เสนอนั้นมีวิญญาณอยู่ตัวเดียว มีหลักการอยู่ตัวเดียวครับ ต้องได้หลักสืบสายโลหิต ต้องได้สัญชาติไทยโดยการสืบสายโลหิต เมื่อผมได้พิจารณาร่าง ของผู้เสนอคนอื่น ๆ ก็ไม่มีร่างไหนที่บอกว่าจะให้หลักโดยการแปลงสัญชาตินะครับ ให้หลักโดยการสืบสายโลหิตเท่านั้น นี่คือหลักจริง ๆ ที่พี่น้องไทยผลัดถิ่นต้องการ ส่วนข้อปลีกย่อยอื่น ๆ กระผมจะไม่แสดงความคิดเห็น ถ้าเสียหลักตรงนี้แล้ว แม้จะมี กรรมาธิการกลั่นกรองสัญชาติ คณะกรรมการพิจารณาความเป็นคนไทยของคนไทยผลัดถิ่น ดีอย่างไรก็ตาม ถ้าไปบังคับหรือไปแก้ร่างให้เขาได้สัญชาติโดยการแปลงสัญชาติ ผมเชื่อว่า ก็คงจะขัดเจตนารมณ์ของการเสนอกฎหมายของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ฉะนั้นด้วยเหตุผลนี้กระผมในนามของคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง ซึ่งท่านอาจารย์ ไกรศักดิ์มอบหมาย ขอให้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้โปรดพิจารณารับหลักการของร่าง ที่เสนอโดยอาจารย์ไกรศักดิ์และคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง และฝากท่านที่จะเป็น คณะกรรมาธิการวิสามัญครับ ถ้าจะให้สัญชาติขอให้ได้สัญชาติโดยหลักสืบสายโลหิต ขอบพระคุณครับท่านประธาน
สภาผู้แทนราษฎรยินดีต้อนรับครูอาจารย์จากโรงเรียนอ้อมน้อยโสภณชนูปถัมภ์ จังหวัด สมุทรสาคร ประสานงานโดยท่าน ส.ส. นาวาตรี สุธรรม ระหงษ์ ท่านหลาน ๆ ครับ ขณะนี้ สภาผู้แทนราษฎรกําลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เสนอโดย คณะรัฐมนตรี และ ส.ส. อีก ๔ ฉบับ รวมกันเป็น ๕ ฉบับ ในวาระที่หนึ่ง รับหลักการนะครับ ท่านต่อไปจะตามนี้นะครับ จะเป็นคุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข คุณสุวโรช พะลัง คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย เชิญคุณเปล่งมณีก่อนนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งวันนี้ก็ถือว่าพวกเราจะช่วยเหลือคนไทยของเรา ซึ่งต้องผลัดถิ่นไปนานมาก ซึ่งคํานิยาม คําว่า คนไทยผลัดถิ่น นี้ก็เกิดมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นมา ๑๐๐ กว่าปีแล้ว ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ ๔ ซึ่งปัจจุบันไม่ว่าทวาย มะริด ตะนาวศรี ปัจจุบันก็เป็นของประเทศพม่า ไปแล้ว แต่ชาวไทยของเรานี้ก็ยังใช้วิถีชีวิตและรักษาวัฒนธรรมความเป็นคนไทยอยู่ แต่ด้วย มีการสู้รบในประเทศพม่า ก็หนีกลับมาอาศัยอยู่ชายขอบในประเทศไทย แล้วปัจจุบันนี้เขามา ขอสัญชาติไทยจากรัฐบาล โดยที่รัฐบาลไทยแต่เดิมก็ได้มีการออกบัตรประจําตัวผู้ผลัดถิ่น คือระหว่างรอทําเรื่องของสถานะการเป็นคนไทยอยู่ แต่ยังมีคนไทยพลัดถิ่นอีกจํานวนมาก ที่ตกสํารวจและยังไม่ได้บัตรประจําตัวผู้พลัดถิ่น ซึ่งตามเอกสารมาตรา ๙/๑ เกี่ยวกับเรื่อง คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งใน (๓) ผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนไม่เกิน ๗ คนนี้ จะต้องประกอบไปด้วยนักวิจัย นักวิชาการทางด้านกฎหมาย ทางด้านสัญชาติหรือสถานะ บุคคล ด้านสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยา ด้านประวัติศาสตร์และกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้แทน องค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนร่วมอยู่ด้วย ตรงนี้ดิฉันเห็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิจํานวน ไม่เกิน ๗ คนนี้น้อยไป มันน่าจะมีมากถึง ๑๐-๑๕ คน เพราะดูได้จากที่ดิฉันกล่าวมาเบื้องต้น นักวิชาการทางด้านกฎหมาย สัญชาติ สถานะบุคคล ด้านสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยา ทางด้านประวัติศาสตร์หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ดิฉันว่าในประเทศไทยเรานี้หาบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านนี้คงจะหาได้น้อยมาก มีเท่าไรน่าจะเอามาตั้งให้เยอะขึ้น ๑๐-๑๕ คน เพื่อที่จะแบ่งช่วยกันพิจารณาเร่งรัดโดยรัดกุม ในการที่จะพิสูจน์คนไทยพลัดถิ่นพวกนี้ และคําว่า สัญชาติ ต้องมีเชื้อชาติ สัญชาติไทย มีการพิสูจน์ เอาอะไรมาพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่อง เชื้อชาติ สัญชาติ เพราะฉะนั้นตรงนี้คือปัญหา เพราะฉะนั้น ๗ คนนี้น้อยไป
ส่วนมาตรา ๙/๒ เกี่ยวกับเรื่องวาระการดํารงตําแหน่งคราวละ ๒ ปี อันนี้ ก็น้อยไป เพราะว่าบุคคลเหล่านี้กว่าจะพิสูจน์ กว่าจะผ่านขั้นตอนอะไรทั้งหลายแหล่ใช้ระยะ เวลานานมาก เพราะฉะนั้น ๒ ปีเร็วมาก บางครั้งอาจจะอยู่ระหว่างการดําเนินงานยังไม่เสร็จสิ้น กระบวนความดี เพราะฉะนั้นน่าจะเป็น ๓ ปี ๔ ปี อย่างนี้ถึงจะเหมาะสม แต่ดิฉันเห็นดีด้วย กับต้องไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน ดิฉันเข้าใจผู้ที่ออกกฎหมายตรงนี้ เพราะกลัวว่าบุคคลพวกนี้ จะไปตบทรัพย์ หรือหาผลประโยชน์กับผู้ที่อยากจะได้สัญชาติไทย
ส่วนเกี่ยวกับเรื่องปัญหาต่าง ๆ ที่คนไทยพลัดถิ่น ที่ดิฉันได้ข้อมูลมาก็จะ มีปัญหาเกี่ยวกับไม่ว่าจะเรื่องการเกิดของเขาเกิดมา มาอยู่ประเทศไทยแล้วก็มีการอนุโลม ให้เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลมา พอจบปริญญาตรีก็ไม่มีเลขที่บัตรประชาชน จะได้รับปริญญา หรือไม่ ตรงนี้ก็คือปัญหาของเขาที่เขากังวล ที่เขามาเรียกร้องความเป็นคนไทยของเขา อีกส่วนหนึ่งก็เกี่ยวกับเรื่องการกู้ยืมเงินเรียนค่ะ บางครั้งเขาก็จะไม่มีสิทธิตรงนี้ เหตุผลก็คือ เขาไม่มีเลขบัตรประชาชนของเขา ถูกเพื่อนล้อเลียนมาตั้งแต่เด็กว่าเป็นคนม้ง คนแม้ว คนอะไรก็แล้วแต่ ตรงนี้ก็น่าสงสารเขา เกี่ยวกับเรื่องการแจ้งการเกิด การตาย นี่ก็คือปัญหา การทํานิติกรรมต่าง ๆ อย่างเช่น การซื้อรถ ซื้อที่ดิน หรือจะเอาลูกเข้าเรียน การรักษาพยาบาล เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันก็มีปัญหาอีกส่วนหนึ่งที่เขามีปัญหา บางครั้งเขาก็ ใช้ชีวิตประจําวันของเขาอยู่ปกติ ก็มีการผ่อนผันไป วันดีคืนดีก็โดนเจ้าหน้าที่จับกุม ก็เกิดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการตั้งข้อหาของเจ้าหน้าที่ หาว่าเขาทําผิดพระราชบัญญัติว่าด้วย คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๕๒ นี่คือปัญหาที่เขามีมาเป็นระยะเวลายาวนานนะคะ ส่วนที่ดิฉัน ต้องมาพูดเรื่องนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะว่าในพื้นที่ของดิฉันในจังหวัดเลยก็มีหมู่บ้าน ที่ดิฉันเคยเข้าไปพบปะพูดคุย ก็เป็นคนม้งอยู่บ้านตูบค้อกับอยู่บ้านหมันขาว ตําบลกกสะทอน อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย พวกนี้ก็คือคนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยมายาวนาน หากินปกติและร่ํารวยด้วยซ้ําไป เพราะว่าเขาขยันที่จะปีนภูเขาปลูกผัก ปลูกหญ้าของเขา
อีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันขอฝากกับคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก็เกี่ยวกับเรื่องขอฝากนะคะ เรื่องที่ ๑ จะรู้ได้อย่างไรว่าเขาไม่มีสัญชาติของประเทศอื่น ตรงนี้ต้องเข้มงวดนิดหนึ่งนะคะ เรื่องที่ ๒ วิธีพิสูจน์จะพิสูจน์อย่างไร เรื่องที่ ๓ จะขอดูทะเบียนราษฎรจากของประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเขายังไม่เป็นสัญชาติของประเทศอื่น วิธีการจะไปขอดูทะเบียนราษฎรของประเทศ เพื่อนบ้านได้อย่างไร เรื่องที่ ๔ เกี่ยวกับระบบการเก็บข้อมูลทะเบียนราษฎรของประเทศ เพื่อนบ้านที่เราจะไปขอข้อมูลน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด และระบบการเก็บข้อมูลของเขา จะมีคอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลที่จะทันสมัยเหมือนประเทศไทยหรือเปล่า ที่ดิฉันพูดตรงนี้ไม่ได้ ไปว่าอะไรประเทศเขานะคะ แต่ว่าดิฉันตั้งข้อสังเกตให้คณะกรรมาธิการนําส่วนที่ดิฉัน ตั้งข้อสังเกตนี้นําไปพิจารณา เพราะฉะนั้นดิฉันขอฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้ง จากนี้ไปนะคะ ที่จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอให้ช่วยกัน พิจารณาให้รอบคอบรัดกุม และเพื่อที่จะช่วยคนไทยของเราที่พลัดถิ่น ขอบพระคุณค่ะ
คุณสุวโรช พะลัง ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม สุวโรช พะลัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมถือโอกาสตรงนี้กราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลของ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเมื่อสักครู่นี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรี สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ได้กรุณาพูดถึงที่มาที่ไป ของร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมกราบเรียนต่อท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะลงเป็น ส.ส. บัญชีสัดส่วนนะครับ ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของจังหวัดชุมพร แล้วเคยเป็น ส.ส. ของจังหวัดชุมพรเขตเลือกตั้งที่ ๒ ซึ่งอยู่ในเขตอําเภอเมืองท่าแซะและอําเภอปะทิว โดยเฉพาะอย่างยิ่งของอําเภอท่าแซะ ส่วนหนึ่งก็เป็นพี่น้องของคนไทยเรา ซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่ ของตําบลสองพี่น้อง ซึ่งใช้คําพูดว่าเกือบแทบทั้งตําบลครับ ผมไม่อยากจะใช้คําพูดว่าเป็น คนไทยพลัดถิ่น แท้ที่จริงแล้วเขาเป็นคนไทยครับ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ พูดภาษาไทยได้ชัด แล้วก็มีลูก มีหลาน มีโหลน ที่สําคัญที่สุดก็คือโครงสร้างพื้นฐานแล้วก็ ปัจจัยที่มีความจําเป็นในการดํารงชีพ ไม่ว่ารัฐบาลจะช่วยเหลือ จะดูแล จะชดเชยอย่างไร คนเหล่านี้ได้แค่มองเท่านั้นเอง ดุจประหนึ่งว่าเขาไม่ใช่เป็นคนไทยหรืออย่างไร ช่วงที่ผ่านมา เราเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมได้รับเรื่องราวร้องเรียนในเรื่องดังกล่าวนี้ก็ช่วยเหลือดูแลเขา ทําได้อย่างดีก็มีบัตรประจําตัวของความเป็นคนพลัดถิ่น ซึ่งความจริงเขาเป็นคนไทย แต่เนื่องจากว่าประวัติศาสตร์ในอดีตเราต้องสูญเสียผืนแผ่นดินตรงนั้น กลายเป็นของประเทศ เพื่อนบ้านคือประเทศพม่าในปัจจุบัน แต่ว่าความเป็นคนไทยของเขา เขาไม่ได้มาแจ้งความเป็น คนไทยในระยะเวลาที่กฎหมายกําหนดก็เลยสูญเสียสัญชาติไทยทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนไทย แล้วก็ วันนี้เขาก็อยู่ของเขาแล้วก็ผสมผสานกลมกลืนกับพวกเราซึ่งเป็นคนไทยมีบัตรประชาชน แล้วบางคนมีลูกมีหลานแล้วเข้าศึกษาเล่าเรียนที่โรงเรียนท่าแซะรัชดาภิเษก ได้ที่ ๑ ด้วย ท่านประธานครับ เคยมาหาผมที่สํานักงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขตเลือกตั้ง ที่ ๒ ที่อําเภอท่าแซะ แล้วเขาจะมาเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย เราก็ช่วยกันในการให้เขาได้เรียนต่อ แต่เมื่อศึกษาสําเร็จแล้วปริญญาที่เขาได้รับก็แทบไม่มีค่าไม่มีความหมายอะไร เพราะจะไป ทํางานทําการที่ไหนก็ไม่ได้เนื่องจากสถานะของสัญชาติเขาไม่มี นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องอย่างอื่น อีกมากมายจิปาถะในชีวิตของความเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นหลายรัฐบาลก็มีความพยายาม ที่จะช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วก็ช่วยเพียงแค่ลมปากอันผิวเผินเท่านั้นเอง ตรงนี้ ผมต้องบอกว่าผมต้องกราบขอบพระคุณรัฐบาลชุดนี้อย่างไรครับ เพราะว่าเป็นรัฐบาล ที่มีความตั้งใจและเอาจริงเอาจังในเรื่องดังกล่าว ซึ่งกราบขอบพระคุณทางกรรมาธิการของ สภา ซึ่งเพื่อนสมาชิกก็ได้กราบเรียนไปแล้วว่าเราได้ช่วยกันทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและทั้งรัฐบาล ซึ่งทั้งหมดนี้ถ้ารัฐบาลไม่ตั้งใจ ไม่จริงใจในการที่จะผลักดันกฎหมายเข้ามาในสภาในวันนี้ ก็ยากครับที่กฎหมายฉบับนี้จะได้ออกดอกออกผลและมีผลสัมฤทธิ์ ที่อยู่ในมือผมทั้งหมดนี้ นี่เป็นส่วนหนึ่ง ๑๐๒ ครอบครัวของอําเภอท่าแซะ ตําบลสลุย แล้วคนเหล่านี้วันนี้ที่ดินทํากิน ของเขาก็มีปัญหา เพราะเขาไม่ได้เป็นคนสัญชาติไทย เขาทําได้เพียงแค่มีบัตรประจําตัวเท่านั้นเอง มีเลขบัตรประจําตัวของการถือครองสถานะของคนที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร ก็อยู่ภายใต้กรอบที่จํากัดเวลาจะไปไหนออกจากพื้นที่จังหวัดชุมพรต้องไปขออนุญาตทั้ง ๆ ที่ เขาเป็นคนไทย ถามว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดนี้เป็นการลิดรอนสิทธิศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ หรือไม่ ก็เป็นประเด็นที่ทางกรรมาธิการเองคงจะต้องไปศึกษากัน ผมเชื่อและเข้าใจว่าทาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรคการเมืองคงจะมีมติเห็นพ้องต้องกันในการรับหลักการ ในวาระที่หนึ่ง แต่ว่าประเด็นที่อยากจะกราบเรียนก็คือคําจํากัดความของ คําว่า สถานะ นิดเดียวเท่านั้นเองครับท่านประธานครับ ในเรื่องสถานะของคําว่า คนไทยพลัดถิ่น ในนิยามศัพท์ ตรงนี้ผมอ่านความหมายแล้วค่อนข้างที่จะเปิดช่องเปิดทางไว้พอสมควรทีเดียว อีกส่วนหนึ่ง ที่อยากจะกราบเรียนนิยามศัพท์ของคําว่า คนไทยพลัดถิ่น ก็คือในอีกมุมหนึ่งครับ ทางรัฐบาลเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางความมั่นคง กอ.รมน. คงจะต้องมีการสํารวจตรวจสอบ แล้วก็ติดตามพฤติกรรมของคนบางประเภทที่อาจจะแอบแฝงเข้ามาในพื้นที่รอยตะเข็บ ชายแดนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้มันก็เหมือนดาบสองคมในอีกส่วนหนึ่ง แต่ส่วนของคนไทย ที่บริสุทธิ์ ที่สุจริต ที่มีทะเบียน ซึ่งผมเข้าใจว่าในพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดตาก กระทรวงมหาดไทยได้ดําเนินการในการสํารวจ ตรวจสอบทะเบียนของบุคคลเหล่านี้ไว้ค่อนข้างจะครบถ้วน เพราะฉะนั้นในชั้นกรรมาธิการ หลังจากรับหลักการวาระที่หนึ่ง ผมว่าสิ่งหนึ่งที่จะต้องทําก็คือขอทะเบียนเหล่านี้ครับ ฝากทางกรรมาธิการขอทะเบียนของจังหวัดที่มีคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งผมก็ไม่อยากจะเรียกว่า คนไทยพลัดถิ่น เพราะวันนี้เท่ากับเป็นการคืนอํานาจให้กับเขา แต่คํานิยามศัพท์ของคําว่า คนไทยพลัดถิ่น ในชั้นกรรมาธิการคงจะต้องมีการถกถ้อยคําแถลงว่ามันเหมาะสมไหม ซึ่งความจริงเขาไม่ใช่เป็นคนไทยพลัดถิ่น ถ้าเป็นคําว่า ถิ่นพลัด ผมว่าก็น่าจะเหมาะสมกว่า เพราะว่าจริง ๆ แล้วเขาเป็นคนไทย ถิ่นของเขาคือคนไทย แต่มันพลัดไปนะครับ เราก็ใช้ คําว่า เป็นคนไทยถิ่นพลัด มันน่าจะเหมาะสมกว่าคําว่า คนไทยพลัดถิ่น ไหมครับ ซึ่งวันนี้ ความรู้สึกเขา เขาก็ยังถือว่าเขายังเป็นคนไทยอยู่ เพียงแต่ว่าถิ่นกําเนิดของเขาไม่ยอมรับ สถานะของเขา เขาสูญเสียไปตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ ซึ่งในขณะนั้นศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของความเป็นคนไทย วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ศาสนา ก็เป็นคนไทย ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ว่าได้ เพียงแต่ว่าเขาไม่มีบัตรประจําตัวประชาชนเหมือนกับพวกเรา เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จะเป็นกฎหมายที่ออกมารองรับ สอดคล้อง เพื่อรับรองสิทธิของความเป็นมนุษย์ในศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยให้กับพี่น้อง ประชาชนคนเหล่านี้ ผมคงมีประเด็นที่อยากจะฝากกราบเรียนไว้ในอีกมุมหนึ่งเกี่ยวกับ ความมั่นคงเท่านั้น โดยขอให้ทางกรรมาธิการที่จะได้รับการแต่งตั้งจากสภาชุดนี้ได้โปรด กรุณาให้ความสําคัญกับคนที่ทางฝ่ายราชการได้มีการสํารวจตรวจสอบสถานะของบุคคล เหล่านี้เอาไว้ค่อนข้างจะครบถ้วน ของจังหวัดชุมพร ๑,๐๐๒ ครอบครัวที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังไม่รวมถึงลูกเล็กเด็กแดงตัวเล็ก ๆ ที่คลอดอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเข้าใจว่าก็คงจะมีอยู่ ที่โรงพยาบาลต่าง ๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่ตัดไฟแต่ต้นลม เราไม่แก้ปัญหาตรงนี้ ผมก็เชื่อว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงนะครับ เพราะฉะนั้น ผมกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งที่ได้เอาใจใส่แล้วก็มีความ จริงจังจริงใจในการที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้บรรลุเป้าหมายสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ กราบขอบพระคุณครับ
คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ถือว่าเป็นโอกาสอันดี ของพี่น้องคนไทยซึ่งหลายท่านโดยเฉพาะในกฎหมายฉบับนี้บอกว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น แต่ผมว่าจริง ๆ แล้วแนวคิดที่ถูกต้องนั้นก็คือคนไทยนอกอาณาเขต เพราะไม่สามารถที่จะไป บอกว่าเขาพลัดถิ่นได้ เขาอยู่ของเขาอย่างนั้นอยู่ดี ๆ แต่ว่าอาณาเขตของเราเปลี่ยนแปลงไป เขาก็เลยกลายเป็นคนไทยนอกอาณาเขต ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางคณะรัฐมนตรีและเพื่อน ส.ส. ทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล นําเสนอเข้ามาอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่ทางรัฐสภาเองควรที่จะรีบดําเนินการเพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องคนไทยเหล่านั้นนะครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสภานี้สั้น ๆ อภิปราย ร่างพระราชบัญญัติซึ่งเสนอโดยเพื่อนสมาชิก ท่าน ส.ส. นพคุณ รัฐผไท จากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งโดยหลักการถ้าหากว่าเพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสอ่านลงไปในรายละเอียดจะพบว่าร่างของ ท่านนพคุณมีความแตกต่างกับร่างอื่น ๆ ที่เสนอโดยทางคณะ ครม. อยู่พอสมควร นั่นก็คือ ในหลักการในที่ (๔) เพิ่มเติมขึ้นมา เรื่องการเพิ่มอํานาจกลั่นกรองสัญชาติ สามารถที่จะ พิจารณาเรื่องของคนไทยพลัดถิ่นนี้ได้ นั่นก็คือเพิ่มเติมมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ท่านประธาน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับร่างของท่านนพคุณ เนื่องจากว่าคณะกรรมการชุดดังกล่าวนั้นเป็นผู้ที่ มีความรู้ความสามารถ และในอดีตที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นผู้พิสูจน์สัญชาติให้กับ คนไทยเชื้อสายต่าง ๆ ที่เกิดในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคนไทยที่อพยพมาจากประเทศ เวียดนาม ประเทศเขมร หรือแม้แต่ประเทศลาว ถ้าสามารถพิสูจน์สัญชาติได้ เขาเหล่านั้น ก็จะมีโอกาสออกแล้วก็ได้สัญชาติไปโดยคณะกรรมการชุดดังกล่าว นอกจากนั้นท่านประธาน ผมมีแนวความคิดว่าในเรื่องของเหตุผลที่กฎหมายทุกฉบับที่เสนอมาในวันนี้ มีเรื่องหนึ่งแล้วก็ เขียนไว้คล้ายกันมากครับ ผมขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน ในเรื่องของเวลา เขาบอกว่า บุคคลพลัดถิ่นดังกล่าวได้อพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิต เป็นคนไทย นี่คือหลักการและเหตุผลกว้าง ๆ ที่ทางผู้เสนอร่างกฎหมายนี้ได้เขียนไว้ในเหตุผล แล้วพอเปิดเข้าไปอ่านในเนื้อความของกฎหมายนะครับ อย่างมาตรา ๓ นิยามของ คําว่า คนไทยพลัดถิ่น ก็ไปก๊อบปี้ (Copy) หรือไปลอกหลักการและเหตุผลมาไว้ในนิยาม ของคําว่า คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งก็เขียนไว้คล้ายเคียงกันว่าอพยพเข้ามาให้ประเทศไทย เป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับหลักการตรงนี้เท่าที่ควร ท่านประธานครับ เนื่องจากว่าการออกกฎหมายฉบับนี้เรามีแรงจูงใจ หรือว่าเรามี กลุ่มเป้าหมาย นั่นก็คือคนไทยที่อาศัยอยู่นอกอาณาเขต และเขาเหล่านั้นเองก็อยากจะเข้ามา อยู่ในประเทศไทย อยากกลับมาถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเอง แต่เข้ามาไม่ได้ ก็เนื่องจากว่า ไม่มีเอกสารใด ๆ บางคนก็ทนไม่ไหวก็จึงอพยพเข้ามาแล้วก็เหมือนกับลักลอบเข้ามาอยู่ โดยที่ไปที่ทางการของประเทศไทยก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะว่ากฎหมายไม่ได้ครอบคลุม ไปถึง นั่นคือกลุ่มคนไทยกลุ่มแรกที่อยู่นอกอาณาเขตแล้วก็กลับเข้ามาอยู่ในประเทศของเรา ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งที่ผมเห็นว่าถ้าเขียนกฎหมายไว้แบบนี้ กลุ่มนั้นจะไม่ได้รับประโยชน์ก็คือ กลุ่มคนไทยที่อยู่นอกอาณาเขต แต่ยังไม่กล้าตัดสินใจเดินทางข้ามมา ท่านประธานครับ เดี๋ยวก็ยังจําทนกล้ํากลืนอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ในพม่า ไม่ว่าจะอยู่ในเขมร ไม่ว่าจะอยู่ในมาเลเซียหรือประเทศลาวก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นถ้าเขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ ในประเทศไทยระยะเวลาหนึ่ง ก็แสดงว่าถ้าคนเหล่านั้นอยากจะกลับมาอยู่ประเทศไทยก็ต้อง แอบเข้ามาหรือครับ แอบเข้ามาแล้วก็มาอยู่ให้ได้ครบตามกฎหมายกําหนดอย่างนั้นหรือ เขาถึงจะได้สัญชาติไทย เพราะฉะนั้นฝากท่านที่จะเป็นกรรมาธิการ ซึ่งจะตั้งต่อไปในวันนี้ หรือวันต่อไปก็ตามแต่ ช่วยพิจารณาหลักการตรงนี้ด้วย ถ้าเป็นคนไทยที่ไปอยู่นอกอาณาเขต เพราะว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตแล้ว แล้วเขาสามารถพิสูจน์โดยสายโลหิตว่าเขาเป็น คนไทยแท้ ๆ มีดีเอ็นเอ (DNA) อาจจะมีญาติหรือไม่มีญาติ แต่สามารถพิสูจน์ดีเอ็นเอว่าเขา เป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่จับพลัดจับผลูต้องไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านแล้วกลับมาไม่ได้ ฝั่งโน้น ก็ไม่ให้สัญชาติ กลับมาฝั่งนี้ก็ไม่ได้สัญชาติ ก็ต้องอยู่อย่างหวานอมขมกลืน แต่ถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ออกไป แล้วเปิดโอกาสให้คนไทยเหล่านั้นได้มาพิสูจน์หลักว่าเขาเป็นคนไทยจริง ๆ โดยสืบสายโลหิตมา เขาเหล่านั้นก็ควรจะชอบโดยกฎหมายที่จะได้สัญชาติไทยและมีความสุข ที่ได้อยู่ในประเทศไทย ท่านประธานครับ ผมคงจะขอฝากไว้เพียงเท่านั้น เพื่อให้กรรมาธิการ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาต่อไป ขอขอบพระคุณครับ
คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย ครับ
เรียนท่านประธานครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมขออนุญาตที่จะได้ร่วมอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเสนอเข้ามาในสภาในวันนี้ โดยผมจะขอยึดเอาร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักนะครับ ผมเห็นด้วยในเรื่องของหลักการและเหตุผลที่จะต้องมีร่างพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา เพื่อที่จะได้ รับรองความเป็นคนไทยให้กับคนไทยที่ตอนนี้ยังไม่มีสัญชาติที่จะรับรองเท่านั้นเอง ไม่ว่าเขา จะอยู่ ในแถบประเทศที่ติดกับทางประเทศพม่า อยู่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดตราด จังหวัดระนอง จังหวัดชุมพร และอีกหลาย ๆ จังหวัด รวมทั้งไปถึงคนที่อยู่ทางเกาะกง แล้วก็ต้องอพยพมาอยู่ทางจังหวัดตราด อย่างนี้เป็นต้น จํานวนนั้นเท่าที่ดูในรายงาน ก็มีจํานวนถึงเป็นหลักหมื่นทีเดียวที่รอคอยเรื่องนี้อยู่ ผมเพียงแต่จะขออนุญาตที่จะให้ ความคิดเห็นประมาณ ๒-๓ ประเด็นเท่านั้นเองในเรื่องของระยะเวลา ถ้าท่านประธานจะได้ดู ของ ครม. เป็นหลักนั้น ท่านจะเห็นว่ามาตรา ๒ บอกว่าพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อครบ กําหนด ๑๒๐ วัน นับตั้งแต่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เรื่อง ๑๒๐ วันนี้เขียนใน มาตรา ๖ อีกด้วยครับ มาตรา ๖ บอกว่าให้ดําเนินการออกกฎกระทรวง ตามมาตรา ๙/๕ มาตรา ๙/๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในพระราชบัญญัตินี้ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๒๐ วัน ตรงนี้เป็นหัวใจสําคัญครับ ท่านประธานครับ เพราะว่าเรื่องของกฎกติกาว่าใครละครับ ที่จะมาได้สัญชาติไทยก็ต้องมาออกเป็นกฎกระทรวงกัน ในเรื่องของการกําหนดระยะเวลา ๑๒๐ วัน ซึ่งเท่ากันทั้ง ๒ มาตรา ทําให้ผมต้องตั้งข้อสังเกตครับว่าผู้ที่จะมาร่างกฎกระทรวงนี้ ควรจะเป็นใคร ในมาตรา ๔ บอกว่าให้มีกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ซึ่งทางรัฐมนตรีนั้นตั้งขึ้นมา คณะกรรมการนี้ชื่อว่า คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น มีทั้งปลัดกระทรวง มหาดไทยเป็นประธานกรรมการ มีผู้แทนกระทรวงต่าง ๆ กระทรวงกลาโหม กระทรวง การต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสํานักงานข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทน สํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง มีผู้ทรงคุณวุฒิอีกจํานวนไม่เกิน ๗ คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมาอีกนะครับ ก็ต้องเป็นนักวิจัย นักวิชาการทางด้านกฎหมาย สัญชาติ หรือสถานะบุคคล ด้านสังคมวิทยาหรือมานุษยวิทยา ด้านประวัติศาสตร์หรือกลุ่มชาติพันธุ์ และผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชนรวมอยู่ด้วยเป็นกรรมการครับ ถ้าเราดู จากมาตรานี้และโยงไปอีกมาตราหนึ่งว่าเขามีหน้าที่อย่างไร ใน (๒) ในการที่จะไปแก้ไข มาตรา ๙/๓ นี้ (๒) บอกว่าให้เสนอแนะและให้ความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง หรือการดําเนินการใด ๆ ท่านประธานครับ จึงต้องตั้งข้อสังเกตนะครับว่าคนที่จะร่างกฎ กระทรวงนั้นคือกรรมการชุดนี้ แต่กรรมการชุดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรอให้เกิดหลัง ๑๒๐ วัน หลังจากที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการประชุมวิปรัฐบาลผมถามต่อ ผู้ที่เกี่ยวข้องครับ ถามว่าแล้วก่อน ๑๒๐ วันประชุมกรรมการชุดนี้ได้หรือไม่ คําตอบคือไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีผลเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาไปแล้ว ๑๒๐ วัน แต่กฎกระทรวงควรจะออกหรือว่าให้คําแนะนําโดยกรรมการชุดนี้ เห็นไหมครับ กรรมการ เกิดหลังจากที่กฎกระทรวงออกแล้ว ก็แสดงว่ารัฐมนตรีจะเป็นคนไปร่างกฎกระทรวงมา แล้วกรรมการชุดนี้ค่อยมารับรองทีหลัง หรือจะมาแก้ไขก็ต้องมาทีหลัง ตรงนี้ครับเป็นการ ลักลั่นในเรื่องของเวลาครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้ากรรมการชุดนี้เราให้ อํานาจเขา เพราะว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญนะครับ เป็นตัวแทนจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ก็ต้องฟังความคิดเห็นของเขา ดังนั้นผมคิดว่าเรื่องเวลาต้องเขียนไว้ ๒ ขยัก กรรมการชุดนี้ควรจะบอกให้ชัดเจนว่าเมื่อกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว กี่วันกรรมการชุดนี้ต้องจัดตั้งขึ้น แล้วให้กรรมการชุดนี้มาทําการประชุมกัน ร่างกฎกระทรวง ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญในการรับคนสัญชาติไทยที่ว่านี้แล้วให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องฝาก กรรมาธิการวิสามัญที่จะต้องไปช่วยระบุเวลาให้ชัดเจน ผมมีคําถามต่อไปซึ่งเป็นคําถามใหญ่ ก็คือว่าทําไมต้อง ๑๒๐ วัน ทําไมต้องรอประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน แล้ว ๑๒๐ วัน ค่อยมีผลบังคับใช้ ผมคิดว่าคนที่ไม่มีสัญชาติอยู่ในขณะนี้และเขาเป็นคนไทยเขารอคอยกัน มานานพอสมควรแล้ว เขาเดินทางจากบริเวณชายแดนนะครับ เข้ามาจนถึงหน้ารัฐสภา เพื่อเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ทําไมจังหวัดบึงกาฬทําได้ในวันประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยไม่ต้องรอเลยละครับ จังหวัดบึงกาฬ ผมยังไม่รู้มีออฟฟิศแล้วหรือยัง มีศาลาว่าการหรือยัง มีจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหรือยัง มีคณะกรรมการหรือยัง ทําไมจังหวัดบึงกาฬจึงทําได้ทันที แต่คนมีสัญชาติไทยทําไมทําไม่ได้ครับ ผมฝากกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าเร็วที่สุดเท่าที่ท่าน จะทําได้ อาจจะไม่ใช่มีผลบังคับใช้ทันที แต่เร็วที่สุด ทําไมต้องรอ ๑๒๐ วัน ตอบคําถามนี้ ให้ได้สิครับ กรรมการซึ่งเป็นลักษณะของตําแหน่งอยู่แล้วจํานวนหนึ่ง และกรรมการ ที่รัฐมนตรีจัดตั้งขึ้นเป็นผู้เชี่ยวชาญ ผมเชื่อว่าเพียงไม่กี่วันก็ต้องตั้งได้ ผมให้ ๓๐ วันเลยครับ ตั้งกรรมการชุดนี้ขึ้นมา อีกสัก ๓๐ วัน ๖๐ วันได้ไหมครับที่จะประกาศกฎกระทรวงขึ้นมา เพราะฉะนั้นรวมเวลาทั้งหมด เอาง่าย ๆ ก็ไม่ควรเกิน ๖๐ วัน ๙๐ วันนะครับ เอาง่าย ๆ เร็ว ๆ นะครับ แต่เอาหลักการมาจับกันก็แล้วกันว่าทํางานต้องทําอะไรบ้าง เนื้องานมีเท่าไร เร็วที่สุดที่กรรมการชุดนี้จะทําได้ตามพระราชบัญญัตินี้ทําได้เร็วที่สุดเท่าไร ๗ วันทําได้ ๑๕ วันทําได้ ท่านทําเลยครับ เพราะคนที่รอสัญชาติไทยนั้นเขารอกันอยู่ทุกวินาทีครับ ฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ผมจะอ่านรายชื่อเรียงตามลําดับไว้เลยนะครับ มีอีกเกือบ ๑๐ ท่านนะครับ ท่านแรก พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน นายแพทย์แวฮาดี แวดาโอะ คุณอิทธิเดช แก้วหลวง นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย คุณสถาพร มณีรัตน์ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว คุณสมคิด บาลไธสง ตอนนี้คุณนันทพรจะขอแซงคิว ท่านวิรุฬห์จะอนุญาตไหมครับ ถ้าไม่อนุญาตก็เชิญท่าน พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน นะครับ
เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม พลตํารวจเอก วิรุฬห์ พื้นแสน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย แบบสัดส่วน ร่าง พ.ร.บ. สัญชาติ ซึ่งเสนอมาทางคณะรัฐมนตรีและจาก ส.ส. หลายคณะ แต่สิ่งที่ผมมองพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีเร่งด่วนที่เหตุเกิดจากคนไทยที่เราเรียกว่า พลัดถิ่นนั้น เกิดจากในพื้นที่จังหวัดด้านทางภาคใต้แถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และเป็นคนไทย พลัดถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ทางด้านตะนาวศรี ทางมะริด ที่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงราชอาณาเขต เราจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตนั้น ผมพูดถึงเอาสมัยใกล้ ๆ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้น ไม่ใช่มีเฉพาะพื้นที่ของตะนาวศรีหรือมะริด มันรวมถึงพื้นที่ภาคใต้ของเราในตอนใต้ทั้งกลันตัน ตรังกานู ไทรบุรี ซึ่งมีคนไทยเราอยู่เป็นจํานวนมาก รวมถึงด้านตะวันออกแถวมณฑลบูรพา รวมทั้งด้านเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งประชาชนชาวไทยซึ่งอยู่แถวทุ่งไหหิน และขณะเดียวกันมีชาวไทยเราพลัดถิ่นอยู่ในพื้นที่ทางเหนือของประเทศไทยในสิบสองปันนา ในสิบสองจุไทซึ่งเป็นคนไทย และขณะเดียวกันนี้ปรากฏว่าคนไทยอีกส่วนหนึ่งที่อยู่ โดยเฉพาะด้านเหนือที่ติดชายแดนประเทศพม่านั้น มีคนไทยเป็นจํานวนมากที่อพยพเข้ามา อยู่ในพื้นที่ของประเทศไทย แล้วก็ได้ทํามาหากินอยู่มาเป็นเวลานาน แล้วขณะเดียวกันนั้น เป็นผู้อพยพอยู่ ขณะเดียวกันยังมีคนกลุ่มอื่นซึ่งในขณะที่เกิดในขณะที่อยู่ในรัชกาลที่ ๕ ก่อนเสียดินแดนนั้นพูดง่าย ๆ ว่า ไม่ใช่คนไทยโดยตรง แต่มีคนสัญชาติไทยที่เข้ามาอยู่ และขณะเดียวกันอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองไทยเรานี้ เช่นปัญหาที่จังหวัดลพบุรี ที่มีปัญหา ทางความมั่นคง ซึ่งความมั่นคงในจังหวัดลพบุรีนี้ทุกวันนี้ที่มีปัญหาอยู่เรายังแก้ปัญหาไม่ตก ถ้าหากว่ามีปัญหาอยู่ในด้านนี้แล้ว ถ้าหากว่าเราพิจารณาว่าถ้าหากว่าในเหตุการณ์เกิดขึ้น ขณะนั้น คําว่า เชื้อสายไทย เรานี้ มันหมายถึงว่าขณะนั้นเป็นคนสัญชาติไทยหรือเปล่า ให้พิจารณา ผมฝากคณะกรรมาธิการไปพิจารณาให้ดี คําว่า เชื้อสายไทย นั้น หมายความว่า เป็นสัญชาติไทยหรือเปล่า หรือหมายความว่าเชื้อสายไทยที่พูดเป็นคนไทย ทําวิถีชีวิต เป็นคนไทยอย่างที่ให้นิยามไว้อย่างนั้นใช่หรือไม่ ให้พิจารณาโดยรอบคอบ ขณะเดียวกัน ผมฝากไปก็คือว่า อย่างคนไทยเราแถวสิบสองปันนามีเผ่าไทลื้ออยู่เป็นจํานวนหนึ่ง มีพวกไทใหญ่เป็นส่วนหนึ่ง เข้ามาทางด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอนเข้ามาอยู่จังหวัดเชียงราย เข้ามาอยู่แถวกรุงเทพมหานครก็มี พวกนี้พลัดถิ่นนะครับ หมายความว่าอพยพพลัดถิ่น สัญชาติพม่ามีหรือไม่มีเราก็ไม่รู้ เพราะสถานการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้คณะกรรมาธิการพิจารณาโดยรอบคอบ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการพิจารณาว่า การจะออกกฎกระทรวงไปนั้นมันมีผลกระทบ พวกที่มีความเดือดร้อนจริง ๆ ใช่ ไม่มีที่อยู่ ไม่มีสัญชาติ ใช่ แต่จะพิสูจน์อย่างไร แล้วจะให้เฉพาะคนที่มีเชื้อสายไทยหรือไม่ หรือให้ คนในขณะนั้นเป็นคนมีสัญชาติไทย แล้วได้รับความเดือดร้อนที่จะต้องเข้ามาในขณะที่ ก่อนเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ก่อนเสียดินแดนไป ขอฝากให้ทางกรรมาธิการได้พิจารณา โดยรอบคอบ และคณะกรรมาธิการนี้ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะเพิ่มตรงผู้เชี่ยวชาญในด้าน ประวัติศาสตร์ เชี่ยวชาญในด้านวัฒนธรรม เรื่องชนเผ่าทั้งหลายอะไรต่าง ๆ นี้ขอให้พิจารณา โดยรอบคอบครับ ผมฝากคณะกรรมาธิการพิจารณาให้รอบคอบ บางส่วนมันจะกระทบต่อ ความมั่นคงของประเทศเหมือนกัน ให้ดูแลโดยรอบคอบด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคเพื่อแผ่นดินครับ ในมือผมเป็นเอกสารสัญญาต่าง ๆ ตอนที่แบ่งเขตแดนครับ มีตั้งแต่ กับประเทศพม่า ตะนาวศรี มีตั้งแต่ข้าหลวงใหญ่แห่งอินเดียกับอาณาจักรสยาม มีตั้งแต่ ระหว่างรัฐสยามกับเขตระหว่างพม่า เชียงตุง แต่ที่ผมอยากจะพูดถึงในวันนี้ที่เพื่อนสมาชิก ยังไม่ได้พูดถึงก็คือสัญญาเขตแดนระหว่างกรุงสยามกับอังกฤษในมลายูประเทศที่มีมาตั้งแต่ นานแล้วนะครับ ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองรามัน เมืองไทรบุรี เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู ซึ่งได้มีพูดถึง ในสัญญาอันนี้นะครับ ผลจากการที่มีการแบ่งเขตแดนใหม่ ก็มีความขัดแย้ง มันก็เป็นความ ขัดแย้งไม่เฉพาะในเรื่องสัญชาติ แต่มันเป็นความขัดแย้งในเรื่องความมั่นคงที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่หลาย ๆ ฝ่ายได้อ้างถึง แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงนะครับ ผมเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ ที่จะไปแก้ปัญหาของคนกลุ่มหนึ่ง แต่ผมไม่เห็นด้วยกับการที่เรามีความใจแคบในการที่จะ พิจารณาไม่ครอบคลุมคนที่มีปัญหาอีกมากมายนะครับ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องสัญชาติของ คนชายแดนครับ โดยเฉพาะชายแดนประเทศพม่า ชายแดนประเทศเขมร รวมไปถึงชายแดน ประเทศมาเลเซียด้วย สําหรับชายแดนประเทศมาเลเซียนั้นเรามีปัญหาหรือว่ามีคนที่อยู่ ในชายแดน ๓ ประเภทด้วยกัน ข้อที่ ๑ ก็คือเป็นคนที่มีสัญชาติใดสัญชาติหนึ่ง หมายความว่า ถ้าไม่ถือสัญชาติมาเลเซียก็คือสัญชาติไทยครับ กลุ่มที่ ๒ ก็คือมี ๒ สัญชาติเลยครับ เหมือนท่านนายกรัฐมนตรีนี่ละครับ เพราะว่าที่ถือสัญชาติ ๒ สัญชาตินี้ แม้ฝ่ายความมั่นคง จะมองในมิติความมั่นคงก็ตาม แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นสิทธิของประชาชน เพราะในการได้รับ สัญชาตินั้นมันเป็นเรื่องอาศัยสายเลือดก็ได้ หรืออาศัยดินแดนโดยการถือกําเนิดก็ได้นะครับ ๓. ก็คือบุคคลที่ไม่มีสัญชาติใดเลย ซึ่งในสภาแห่งนี้ได้อภิปรายมาหลายชั่วโมงนั้น ไม่ได้พูดถึง คนที่ไม่มีสัญชาติของคนที่อยู่ชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซีย ที่มีมากมายเช่นกันนะครับ กฎหมายฉบับนี้กําลังพูดถึงคนไม่มีสัญชาติ ทีนี้ในชายแดนไทย-มาเลเซียนั้น ผมอยากจะพูด อย่างนี้นะครับว่า
ข้อที่ ๑ คนไทยส่วนหนึ่งในตอนที่แบ่งประเทศใหม่ คนไทยส่วนหนึ่งก็ไปตก อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย โดยเฉพาะรัฐกลันตัน รัฐไทรบุรี รัฐเคดาห์ ข้อมูลที่เราได้รับนะครับ มีคนไทยพูดภาษาไทย วัฒนธรรมไทย นับถือพุทธศาสนาไม่ต่ํากว่า ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน อยู่ใน ๔ รัฐภาคเหนือของประเทศมาเลเซีย ถึงขนาดประเทศมาเลเซียได้กําหนดตัวแทน ส.ว. สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้กําหนดเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์ครับ เพราะฉะนั้นในรัฐสภา วุฒิสภา ของประเทศมาเลเซียจะมีตัวแทนของคนไทยที่เป็นคนไทยแท้ ๆ ครับ แต่เนื่องจาก แบ่งดินแดนแล้ว ปรากฏว่าเขตแดนไปตกในมาเลเซียเป็นตัวแทน โดยไม่ต้องผ่าน การเลือกตั้งแต่จะมีการสรรหาครับ ซึ่งข้อนี้ก็มีความแตกต่างกับประเทศไทยที่ชนเผ่าพันธุ์ มลายูที่อยู่ในชายแดนภาคใต้คงไม่มีสิทธิที่จะเป็นตัวแทน มีตัวแทนในเรื่องของเผ่าพันธุ์ หรือคนล้านนา หรือคนเขมร หรือคนภาคอีสานก็แล้วแต่ ในรัฐธรรมนูญไทยไม่มีกําหนดว่า จะต้องมีตัวแทนของเผ่าพันธุ์ที่มาอยู่ในรัฐสภาในนามของตัวแทนเผ่าพันธุ์ครับ
ข้อที่ ๒ ก็คือคนมาเลเซียที่มาตกหล่นอยู่ในประเทศไทย พ่อผมเองครับ มีคุณพ่อเป็นคนมาเลเซียแล้วก็ได้มาทํางานในเขตประเทศไทย เพราะว่าในสมัยนั้นเศรษฐกิจ ของประเทศไทยดีกว่าประเทศมาเลเซีย เพราะฉะนั้นคนมาเลเซียจะมากรีดยางในประเทศไทย เพราะฉะนั้นคนมาเลเซียส่วนหนึ่งในขณะนี้ก็เป็นสัญชาติไทยนะครับ จะมากน้อยขนาดไหน ผมคิดว่าฝ่ายความมั่นคงคงทราบดีนะครับ
ข้อที่ ๓ ที่มีปัญหาในขณะนี้ก็คือเป็นเด็กที่เกิดใหม่ที่ไม่มีสัญชาติครับ เนื่องจากว่าจะไปยึดสัญชาติโดยการเกิด ประเทศมาเลเซียก็ไม่ดําเนินการให้ครับ เหตุผล ที่ไม่ดําเนินการให้ เพราะว่าการไปตั้งถิ่นฐานที่ผิดกฎหมายครับ โดยเฉพาะแรงงานที่ไปอยู่ ในประเทศมาเลเซีย ๒๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านี้ยังไม่ถูกดูแลนะครับ ในขณะที่เรากําลังพูดถึง คนไทยที่มาจากประเทศพม่า มาจากประเทศเขมรและมาอยู่ในประเทศไทย เราพยายาม ที่จะให้สัญชาติ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลนี้ก็ยังไม่มีความพยายามที่จะไปดูแลคนไทยที่อยู่ ในประเทศมาเลเซียที่เป็นคนไทยเดิม ๆ อพยพไปอยู่ประเทศมาเลเซียอย่างผิดกฎหมาย ผมไม่ได้ว่าที่เข้าไปนี้ผิดกฎหมาย แต่ที่ผมกําลังพูดถึงก็คือเด็กเกิดใหม่ เพราะโดยดินแดนแล้ว แม้จะเกิดในประเทศมาเลเซีย เนื่องจากว่าไม่ได้แสดงสถานะของบุคคล ไม่ว่าพาสปอร์ต (Passport) ไม่ว่าอะไร ทําให้ประเทศมาเลเซียไม่ออกใบเกิดให้ เพราะฉะนั้นจะแจ้งเกิด ในประเทศ ในสถานทูต ในกงสุลก็ไม่ได้ เวลากลับมานะครับ เพราะอยู่ประเทศมาเลเซียนาน บางคนอยู่ ๑๖ ปี ๒๐ ปี อยู่ตามสวนต่าง ๆ หรืออยู่ตามร้านอาหาร ปรากฏว่ากลับมาจนถึง ขณะนี้โดยสํานักงานผมที่จังหวัดนราธิวาสได้รับการร้องเรียนมากมาย เพราะประชาชนที่อยู่ ในวัยเรียนไม่สามารถเข้าศึกษาได้ เพราะไม่มีใบเกิด ไม่มีสูติบัตร ไม่มีในทะเบียนราษฎร อันนี้ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ผมอยากจะให้พูดถึง หรือมิฉะนั้นเด็กกลุ่มนี้โดยสายเลือดเราก็ ไม่มีสิทธิที่จะมาแจ้งเกิด และโดยถิ่นฐานหรือโดยดินแดนที่กําเนิด มาเลเซียก็ไม่รับเช่นกัน
ข้อที่ ๔ ก็คือคนที่มี ๒ สัญชาติ เพราะเขาไปเกิดในประเทศมาเลเซีย ประเทศมาเลเซียใช้หลักดินแดน หมายความว่าถ้าเกิดที่ประเทศมาเลเซียเขามีสิทธิที่จะถือ สัญชาติมาเลเซีย ในขณะเดียวกันเวลาเขากลับมาฝั่งไทยเขาก็จะไปแจ้งการเกิด เพราะฉะนั้น ในการถือสัญชาติของฝั่งไทยนั้นเขาถือในลักษณะของสายเลือด เพราะฉะนั้นคนเหล่านี้ ก็มีการพูดถึงว่ามี ๒ สัญชาติ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงมีการพูดถึงบ่อย ๆ นะครับ ข้อเสนอแนะ สําหรับกรรมาธิการที่ต้องพิจารณา ก็คือว่าผมอยากจะเห็นโอกาสของคนไทยที่อยู่ ในประเทศมาเลเซียประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คนเท่าที่ผมไปสัมผัส บางคนเขาก็บอกว่า เขาก็อยากจะมาอยู่เมืองไทย ไม่น้อยนะครับเขาเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธ เขามี ความสบายใจที่จะมาอยู่ในประเทศไทยแม้เขามีสัญชาติมาเลเซียก็ตาม การไปกําหนดให้คน เหล่านี้ต้องมาตั้งถิ่นฐาน ๕ ปี ถึงจะยื่นได้ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะตีวงแคบเกินไป เพราะฉะนั้น คนเหล่านี้เดิมเขาเป็นคนไทยโดยกําเนิดเหมือนกับที่เรากําลังพูดถึงคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ ในประเทศพม่า ที่อยู่ในประเทศเขมร ที่อยู่ที่เกาะกง คนเหล่านี้ก็เช่นกันถ้าเขามีความจํานง มีความประสงค์ที่จะมาอยู่เป็นคนไทยใช้ชีวิตในประเทศไทย ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ต้อง เปิดโอกาสให้เขาเช่นกัน แม้จะไม่ยกเลิกสัญชาติมาเลเซียมันก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรในเรื่องของ ระหว่างประเทศ ถ้ามันมีปัญหาการถือ ๒ สัญชาติ ผมคิดว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็คง มีปัญหาแล้วในขณะนี้นะครับ ฝ่ายความมั่นคงชอบพูดถึงเรื่อง ๒ สัญชาติตลอดเลยครับ ผมไม่เข้าใจจริง ๆ นะครับ แล้วทุกครั้งที่เกิดเหตุความไม่สงบในภาคใต้ฝ่ายความมั่นคง รัฐบาลก็ชอบพูดถึง ๒ สัญชาติ ดูเสมือนคน ๒ สัญชาตินี้เป็นตัวปัญหา ผมไม่ถืออย่างนั้นครับ ถ้าคน ๒ สัญชาติที่เป็นปัญหานายกรัฐมนตรีก็น่าจะเป็นคนที่มีปัญหามากที่สุดในเรื่องของ ความมั่นคงนะครับ อันนั้นคือข้อที่อยากจะเสนอแนะ
ข้อที่ ๕ ก็คืออยากจะให้รัฐบาลจะใช้โดยกฎหมายนี้หรือโดยนโยบาย หรือโดยมาตรการก็แล้วแต่ครับ ช่วยไปดูแลเด็กที่เกิดจากคนไทยที่อพยพไปอยู่ในมาเลเซีย ๒๐๐,๐๐๐ คน คนเหล่านั้นเด็กที่เกิดใหม่เขาเป็นคนบริสุทธิ์ไม่มีความผิดใด ๆ แม้คนไทย ส่วนหนึ่งจะต้องไปอยู่ในประเทศมาเลเซียโดยผิดกฎหมาย โดยแรงงานผิดกฎหมายก็ตาม เวลาเขากลับมาต้องให้สิทธิกับเขา ในขณะนี้เด็กไม่ต่ํากว่า ๕,๐๐๐ คนที่อยู่ในสถานภาพนี้ คนเหล่านี้ไปอยู่ในมาเลเซียเขาไม่มีสิทธิเรื่องการศึกษา ไม่มีสิทธิเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ไม่มีสิทธิในการประกอบอาชีพ ไม่มีสิทธิในการจัดตั้งครอบครัว ไม่มีสิทธิในการเลือกถิ่นที่อยู่ และไม่มีสิทธิทางการเมือง เวลากลับมาเจ้าหน้าที่ที่ว่าการอําเภอหรือที่เทศบาลก็ไม่ยินดีที่จะ พิสูจน์ว่าคนเหล่านี้เป็นคนไทย ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้เรามีวิธีพิสูจน์โดยไม่ต้องใช้ตัวบุคคล ไม่ต้องใช้ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ต้องใช้นายก อบต. ไปรับรองก็ได้ครับ เพราะเรามีทางวิทยาศาสตร์ ที่ก้าวหน้า โดยเฉพาะดีเอ็นเอสามารถที่จะพิสูจน์คนเหล่านี้ได้ครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือ กฎหมายฉบับนี้ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะให้ครอบคลุมคนอีกหลาย ๆ กลุ่มที่อยู่ในชายแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซียที่มีปัญหาเช่นเดียวกับคนไทยที่มีปัญหาในชายแดน ประเทศพม่าและประเทศเขมรนะครับ
อีกข้อหนึ่งครับที่ผมไม่สบายใจดูในเอกสารคําอธิบายนะครับ เพราะเรากําลัง จะสร้างความแตกแยกในประเทศไทย เราพยายามที่จะบอกเน้นวิถีไทย ผมไม่เข้าใจครับว่า วิถีไทยคืออย่างไร ตกลงผมที่ทวดเป็นคนจีน แม่เป็นคนเชื้อสายมลายูนี้เป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเราบอกว่าจะต้องหน้าตาผิวพรรณคล้ายคนไทย ต้องพูดเข้าใจภาษาไทย ตกลงพ่อผม ที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยไม่ได้เป็นคนไทยหรืออย่างไร เพราะฉะนั้นในกฎหมายเหล่านี้ มันมีความสําคัญ เพราะเรากําลังจะบอกถึงลักษณะพิเศษของประเทศไทยที่ต้องมาจาก ความหลากหลาย เพราะฉะนั้นในธงไตรรงค์สีขาวนั้นคงไม่ใช่มีแถบเดียวครับ มี ๒ แถบ สีแดงก็มี ๒ แถบ สีน้ําเงินเท่านั้นที่มีแถบเดียว เพราะฉะนั้นในกติกาในหลักเกณฑ์ การพิจารณาตั้งถิ่นฐานหรือกําหนดพิจารณาสัญชาติไทยนั้น ผมอยากจะเอาเกี่ยวข้องกับ ในเรื่องของความเป็นเผ่าพันธุ์มาเกี่ยวข้อง ถ้าท่านกําหนดอย่างนี้แสดงว่าท่านไม่ยอมรับ คนจีน คนมลายูและคนที่เผ่าพันธุ์อื่น ๆ นั้นมาเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยใช่หรือไม่ครับ ผมก็อยากจะได้คําตอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
คุณอิทธิเดช แก้วหลวง ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายอิทธิเดช แก้วหลวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลได้เสนอเข้ามาในสภา ในวันนี้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ชายแดน และเป็นประธาน คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยนั้น ผมกับเป็นห่วงในเรื่องของการใช้กฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมได้เดินทางไปชายแดนเกือบจะทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่บ้านของ ผมเองนั้น จะพบว่ามีปัญหาเรื่องคนต่างด้าวจํานวนมาก เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ผมได้ลงพื้นที่ จังหวัดระนองเองก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องราษฎรซึ่งเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร เรื่องเกี่ยวกับการให้สัญชาติ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ เมื่อมาตรา ๓ นั้นได้เพิ่มคําบทนิยามว่า คนไทยพลัดถิ่น ระหว่าง บทนิยามคําว่า คนต่างด้าว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไปพลิกดูในแนวความคิดของรัฐบาลขณะนี้นั้น จากสภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย จัดให้คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย เป็นชนกลุ่มน้อยประเภทหนึ่งที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะ บุคคลอย่างชัดเจนในปัจจุบันมีอยู่ ๒ กลุ่มครับ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า เชื้อสายไทย กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผมมาอ่านดูรายละเอียดข้างในถึงการเท้าความรู้สึกแล้วนั้น ปรากฏว่ากลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ ในเขตเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี ซึ่งเคยเป็นดินแดนของประเทศไทย ต่อมา ราวพุทธศักราช ๒๔๑๑ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้แบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ทําให้บุคคลเหล่านี้นั้นตกไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็น พื้นที่ของประเทศไทย แล้วปรากฏว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง และมีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยในรัฐบาลทหารพม่า ทําให้บุคคลเหล่านี้อพยพเข้ามา ในประเทศไทยก่อนวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ แต่มีเฉพาะจังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง ซึ่งความจริงผมคิดว่าน่าจะตกหล่นนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงหนึ่งที่รัฐบาลของเราเองนั้นให้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับการให้สัญชาติไทยของพี่น้องราษฎร ชาวไทลื้อซึ่งอพยพมาจากสิบสองปันนา หรือเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ซึ่งการอพยพ ครั้งนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการหลบหนีภัยของคอมมิวนิสต์ (Communist) รัฐบาลไทยขณะนั้น ให้สถานะของบุคคลเหล่านั้นอย่างดี ปัจจุบันเกือบจะได้สัญชาติไทยเกือบหมด แต่มีบางส่วน ที่ยังไม่เข้ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็จะต้องเข้าสู่การเข้าสู่สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติก็ดีนั้น ก็เป็นเงื่อนไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย มีพี่น้องประชาชนที่มาจากรัฐชานสเตท ต้องเล่าให้ ท่านประธานฟังนิดหนึ่งครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผืนแผ่นดินในจังหวัดเชียงใหม่นั้น รกร้างว่างเปล่า พระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นได้ให้กองทัพไทยเราไปกวาดต้อนราษฎรจากเชียงตุง มาอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ นั่นก็แสดงว่าพื้นที่ในรัฐชานสเตทนั้นเคยเป็นดินแดน ของอาณาจักรสยามมาก่อน ซึ่งคําว่า ชานสเตท นี้ ผมก็เจาะลึกลงไปอีกปรากฏว่าคําว่า ชาน นี้ เป็นการใช้ภาษาที่สําเนียง เพี้ยนไป จริง ๆ ก็คือสยาม ท่านประธานครับ ดังนั้นราษฎรจํานวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนระหว่างจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และขณะนี้เองอาจจะมีการตกสํารวจจากกระทรวงมหาดไทย และทําให้เกิดปัญหามากมาย ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าแม้จะมีกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาก็คงจะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง แต่ผมคิดว่าวิธีการปฏิบัติเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดครับ วันนี้คนที่ได้สัญชาติไทยยังไม่มีถานะอยู่เมืองไทยก็มีบัตรประชาชนไทย แต่คนที่อยู่มาดั้งเดิม เราขาดตกสํารวจ สืบเนื่องมาจากการอาจจะทุจริตคอร์รัปชันในการดําเนินของเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็เป็นไปได้ ท่านประธานครับ มีส่วนหนึ่งที่มีการจําแนกกลุ่มผู้พลัดถิ่น สัญชาติพม่าเชื้อสายไทยไว้นะครับ มีมติ ครม. วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ได้มีการจําแนกคนที่เข้ามาก่อนเดือนมีนาคม ๒๕๑๙ จํานวนทั้งสิ้นประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ได้มีการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ แต่มีส่วนหนึ่งครับที่ได้เข้ามาทีหลังวันที่ ๙ มีนาคม ซึ่งต่อมามีมติ ครม. วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙ เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัด การกําหนดสถานะให้กับ ชนกลุ่มน้อย ซึ่งรวมถึงคนพลัดถิ่นกลุ่มนี้ด้วยนะครับ ผมอยากจะ ทราบว่ามีมติ ครม. มารองรับวิธีการหลักการและคุณสมบัติแล้วหรือยัง หรือไม่ อย่างไร เพราะหากว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านมา ๕ ปี ๖ ปี บุคคลเหล่านั้นจะอยู่กันอย่างไร อันนี้คือส่วนสําคัญส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ กลับมาดูวิธีการปฏิบัติในการที่จะจําแนก หรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าหากเราผ่านระบบจากพื้นที่ มาสู่ส่วนกลางมันผ่านมาหลายขั้นตอน สมมุติว่าพื้นที่ของบุคคลต่างด้าวอาศัยอยู่หรือว่า มีการลงทะเบียนไว้ในพื้นที่อําเภอ จากอําเภอต้องส่งเรื่องไปที่จังหวัด และจากจังหวัด ต้องกลับมาดองไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ต้องรอให้ สมช. พิจารณา อาจจะไม่ทันเหตุการณ์ ผมคิดว่าการปฏิบัติการทํางานของส่วนราชการต้องมีความคล่องตัวมากกว่านี้ครับ อย่างเช่น ขณะที่ผมเป็นคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร พี่น้องราษฎรในพื้นที่ของผม ในช่วงนั้น ปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ ปรากฏว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ทําให้เขาขาดการมีสัญชาติไทย คณะกรรมาธิการการปกครองของ สภาผู้แทนราษฎรก็ลงพื้นที่ไปสํารวจด้วยคณะกรรมาธิการเองแล้วก็นําเรื่องเข้ามาสู่ การพิจารณาในคณะกรรมาธิการ ภายหลังแล้วกระทรวงมหาดไทยก็มีมติ ครม. ให้บุคคล เหล่านั้นทั้งหมดกลับสู่สัญชาติไทย เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าในประเด็นที่ผมจะขออนุญาต กราบเรียนว่าวิธีการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่มีความสําคัญที่สุด วันนี้มีเรื่องซึ่งพี่น้องราษฎรในพื้นที่ ของผมเอง แล้วไม่ใช่เป็นบุคคลต่างด้าวที่เพิ่งอพยพมาใหม่ เป็นคนไทยเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขาดในการดูแล การเอาใจใส่ของส่วนราชการมายื่นคําร้องถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วนําเรื่องเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จํานวนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการคณะดังกล่าวก็เดินทางไปดูพื้นที่จริง ไปดูไปพบกับพี่น้อง ประชาชนด้วยคณะกรรมาธิการเอง ปรากฏว่าการเข้าสู่สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาตินี้ มีเงื่อนไขวิธีการปฏิบัติค่อนข้างที่จะยากมากครับ เพราะฉะนั้นแล้วกลุ่มคนเป็นกลุ่ม ๆ ที่เราจําแนกแล้ว ผมคิดว่าวิธีการปฏิบัติ วิธีการพิจารณา วิธีการในการดําเนินการให้เขา เข้าสู่สัญชาติไทยนั้นเป็นสิ่งสําคัญมากกว่าการตราพระราชบัญญัติขึ้นมาด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เองผมได้อภิปรายมาทั้งหมดก็อยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการ ซึ่งจะพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ได้ให้จําแนกในเรื่องของคนไทยพลัดถิ่นได้มีความคิดที่จะลงไป ดูพื้นที่จริงในการจําแนกประชาชนออกมาเป็นส่วน ๆ ไม่ใช่หมายความว่าคนไทยพลัดถิ่นนั้น ในความหมายที่ผมกราบเรียนเมื่อข้างต้น คือแค่ ๔ จังหวัด ก็คือมาจากจังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง แล้วคนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีปัญหาอยู่ละครับ อันนี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาลงพื้นที่จริง แล้วก็ไปดูว่า กระทรวงมหาดไทยนั้นเขาจําแนกพี่น้องประชาชนราษฎรต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไรหรือไม่ ในส่วนนี้ผมก็เห็นด้วยกับการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนะครับ ขอบคุณครับ
คุณทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ท่านประธานครับ ถึงผมไม่เป็น ส.ส. รัฐบาลนะครับ ผมก็มีความกังวลใจใน พ.ร.บ. สัญชาตินี้ ซึ่งนับวันจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นไปเรื่อย ๆ บ้านเมืองเรานับวันก็จะต้องมีปัญหา จริง ๆ ถ้าพูดได้นะครับท่านประธาน ผมอยากไม่ให้มี พ.ร.บ. สัญชาติเกิดขึ้นเลย เพราะว่า คนในโลกนี้โดยเฉพาะคนในเอเชียหรือคนที่แวดล้อมประเทศเรานี้ ก็สามารถเดินทาง ไปทํามาหากินอยู่ที่ไหน ๆ ในประเทศไหนก็ได้ทั้งนั้น ตามกฎหมายของแต่ละประเทศ ในปัจจุบันนี้ แต่ว่าจะให้เห็นด้วยก็เอาละจะยอมรับว่าเห็นด้วย แต่ผมอยากจะให้ดูโดยเฉพาะ มาตรา ๓ ในคํานิยามนะครับท่านประธาน ขออนุญาตอ่านอีกครั้งหนึ่งว่าคํานิยาม คําว่า คนไทยพลัดถิ่น นี้ คํานิยามว่าเป็นผู้มีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของคน ประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งในปัจจุบันนั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น ในคํานิยามนี้ขอฝากท่านคณะกรรมาธิการว่า ได้เขียนกันอย่างรอบคอบครอบคลุมหรือยัง ถ้าจะหากว่าคํานิยามนี้เพื่อประโยชน์ของคนที่ เราจะให้สัญชาติกับคนมะริด ทวาย ตะนาวศรีนั้น ผมก็เห็นด้วย แต่ว่าแวดล้อมประเทศไทย เดี๋ยวนี้ประเทศไทยเป็นอู่ข้าวอู่น้ําครับท่านประธาน มีคนอยากมาอยู่ในประเทศไทย เยอะแยะนะครับ เคยฟังเพลงไทยดํารําพันไหมครับ เพลงไทยดํารําพันนี้เพราะมากนะครับ เขาก็ร้องคร่ําครวญเนื่องจากพลัดที่พลัดถิ่น คนเหล่านั้นอาศัยอยู่ในประเทศอื่นก็อยากมาอยู่ ในประเทศไทย คนในประเทศลาว ในประเทศเขมร ประเทศมาเลเซีย ประเทศพม่า ต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งในที่อื่นอีก ผมก็คิดว่าเขาก็อยากมาอยู่ในประเทศไทย เพราะเป็น ประเทศอู่ข้าวอู่น้ํา เพราะฉะนั้นการมี พ.ร.บ. สัญชาติ บางทีมันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน เป็นอันตรายสําหรับประเทศไทยเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมขอกราบเรียนสั้น ๆ ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เมื่อผ่านสภาแล้ว มีผลบังคับใช้แล้ว ผมก็เกรงว่าเนื่องจากประเทศไทย เป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ําตามที่ผมกราบเรียนแล้ว ก็จะเป็นที่หมายปองของคนต่างชาติหรือคน ชาติอื่นที่จะแปลงสัญชาติหรือขอสัญชาติไทยมากยิ่งขึ้น ผมเป็นห่วงว่าข้าราชการเรา โดยเฉพาะผมรับราชการมาก่อน ผมไม่ได้กล่าวหาว่าข้าราชการทุจริตนะครับ แต่มีบางส่วน บางคนหรือบางฝ่ายที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย ก็จะเป็น ปัญหาการแย่งอู่ข้าวอู่น้ํา แย่งทรัพยากรต่าง ๆ อย่าลืมว่าแผ่นดินไทยนั้นเราควรจะรักษา หรือหวงแหนไว้ให้ลูกหลานเรา ลูกหลานโดยสายเลือดอยู่บ้างนะครับ แม้ว่าเราจะไม่ได้ รังเกียจคนชาติอื่นที่มาทํามาหากินในประเทศไทย ผมขอกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ แค่นี้ครับ
ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อไม่นานมานี้ เราก็เห็นพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นจํานวนหนึ่งได้มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ขอให้เร่งรัดเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา ซึ่งเราก็ทราบว่าคือพี่น้อง ที่มาจากจังหวัดระนอง แล้วหลาย ๆ ท่านที่มาจากซีกโน้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราเข้าใจว่าเป็น คนไทยพลัดถิ่น ก็คือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เขตนั้น ได้ตกเป็นของประเทศอื่นไป แล้วท่านเหล่านี้ก็ไม่ได้อพยพเข้ามาตั้งแต่ที่มีกฎหมายว่าด้วย สัญชาติฉบับแรกคือกฎหมาย ร.ศ. ๑๓๐ ใช้นะครับ ท่านเหล่านั้นนะครับถ้ามีการติดตามข่าว ก็คงจะทราบกันอยู่ว่าเขาก็เดือดร้อนมาก พม่าก็ไม่ถือว่าเป็นคนพม่า ไทยก็ไม่ถือว่าเป็น คนไทย ก็มีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน เขาก็ไปหาสถานทูตอังกฤษขอให้อังกฤษรับรองว่า พวกเขาเป็นคนอังกฤษบ้างในฐานะที่เป็นเจ้าอาณานิคมเก่า ก็ไม่ทราบว่าสําเร็จไปแค่ไหน วันนี้เขาขอให้มีการแก้ไขเรื่องนี้คืนความเป็นไทยให้กับพวกเขา ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะให้มีการแก้ไข อย่างไรก็ดีผมดูว่าเนื่องจากมีหลายท่านเสนอกันเข้ามาหลายฉบับนะครับ ผมคิดว่ามีร่างที่เสนอโดยท่านไกรศักดิ์ที่พูดไว้ชัดว่าคนไทยพลัดถิ่นที่ต้องการแก้ไข คือกลุ่มไหน ก็คือกลุ่มที่ยังตกค้างไม่ได้อพยพเข้ามานั่นเองนะครับ แต่ในส่วนของรัฐบาล ที่เสนอขึ้นมาก็พยายามจะให้ครอบคลุมไปหลาย ๆ กลุ่มอยู่ ซึ่งก็คงจะต้องมีการชี้แจงกัน ให้เข้าใจมากขึ้นว่าที่ต้องการแก้ไขคือกลุ่มไหนจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจจะเกิด ความสับสนขึ้นมาได้นะครับ
ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตนิดเดียว คือเรื่องคณะกรรมการกลั่นกรอง ตามที่เสนอขึ้นมา เฉพาะในเรื่องนี้เราเคยมีคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาเรื่องสัญชาติอยู่ โครงสร้างของคณะกรรมการกลั่นกรองคือภาครัฐกับภาคนักวิชาการและเอกชน ซึ่งก็เป็น ข้อสังเกตที่ดีที่มีการแก้ไข เพราะเมื่อก่อนนี้จะให้ใครได้หรือไม่ให้ได้สัญชาติไทยนี้ เป็นภาครัฐ พิจารณาหมดเลยนะครับ รัฐก็มักจะพิจารณาในแง่ของความมั่นคงเป็นหลัก แล้วก็ยากมาก ที่จะทําให้คนเหล่านี้ได้สัญชาติไทยนะครับ ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายก็มีการปรับปรุง เรื่ององค์คณะ คือเอาภาคบุคคลภายนอกเข้าไป ไปคล้าย ๆ กับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะไปช่วย ผลักดันให้มีการให้สัญชาติไทยได้มากขึ้นตามข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ อย่างไรก็ดีในแง่ของคณะกรรมการ ผมดูในมาตรา ๙/๑ ที่มีการแก้ไข (๒) ภาครัฐก็คือ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ตํารวจ เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการ ส่วนภาควิชาการคือผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน ๗ คน ซึ่งก็จะมีนักวิจัย นักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ สถานะบุคคล ด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย รวมทั้งภาคเอกชนนะครับ ๒ ส่วนนี้เท่าที่ผมมีประสบการณ์จะเห็นว่า ทั้ง ๒ ส่วนนี้ แนวคิดในการให้สัญชาติค่อนข้างจะไปคนละทาง ผมเคยไปร่วมที่คณะกรรมการ กฤษฎีกาจะขอแก้ไขกฎหมายสัญชาติ พอไปทีไรพอจะมีการแก้ไขกฎหมายสัญชาตินี้ ฝ่ายความมั่นคงยกพวกมา ยกพลมากันเต็มเลย จนกระทั่งทําให้การแก้ไขยากจริง ๆ นี่ก็คือ ทัศนคติของฝ่ายที่ยึดความมั่นคงเป็นหลัก กับฝ่ายที่ต้องการดูแลพี่น้องประชาชน โดยหลักสิทธิมนุษยชน โดยหลักสากลปัจจุบันมันยังขัดแย้งกันอยู่ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ว่าทําอย่างไรจะให้มีการปรับปรุง คือหมายความว่าให้มันดูอ่อนลงหน่อย หรือไม่ถ้าแก้ไม่ได้ จะทําอย่างไรให้คนที่มาจากภาครัฐ ได้เปลี่ยนทรรศนะในการมองเรื่องของความมั่นคง ออกไปบ้าง ถ้ามองในด้านของสิทธิมนุษยชนมากขึ้นก็คงจะทําให้การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ สะดวกขึ้น ผมมีข้อที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมอ่านแล้ว ก็ไม่ค่อยเข้าใจมาตรา ๙/๖ กับ มาตรา ๙/๗ ในกรณีของบุตรในมาตรา ๙/๖ บอกว่าบุคคล ซึ่งกรรมการรับรองแล้วเป็นคนไทยพลัดถิ่น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด บุตรของบุคคล ตามวรรคหนึ่งก็ให้ถือเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย ก็พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพ่อแม่ได้รับ การรับรองก็ให้ลูกได้ด้วยคือได้เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่พอมาตรา ๙/๗ บุตรของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งในมาตรา ๙/๖ วรรคหนึ่ง ก็คนเดิมนั่นละครับ ซึ่งเกิด ในราชอาณาจักรไทยและได้สัญชาติไทยโดยหลักเกณฑ์ที่กําหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้มี สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย คืออ่านเท่าไรก็ยังไม่เข้าใจว่าบุตรในมาตรา ๙/๖ วรรคสอง กับบุตรในมาตรา ๙/๗ มันต่างกันอย่างไร อันนี้เป็นข้อที่อยากจะขออนุญาตขอคําอธิบาย จากทางฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ ผมมีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
คุณอรรถพร พลบุตร ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสได้ร่วม อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ ในฐานะเป็นคนหนึ่ง ซึ่งได้ร่วมเสนอกฎหมายฉบับนี้ร่วมกับท่านอาจารย์ผุสดี ตามไท กฎหมายฉบับนี้ผมไม่อยาก ให้เราใช้คําว่า เรามอบสัญชาติให้กับคนไทยพลัดถิ่นจํานวนมากมายนับหมื่นคน แต่ว่า โดยความหมายอันแท้จริงเราคืนสัญชาติให้กับคนเหล่านี้หลังจากที่เขาได้รับความไม่เป็นธรรม ในเรื่องนี้มาเป็นเวลานานนับร้อยปี คนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ไม่ว่าจะที่ทวาย มะริด ตะนาวศรี หรือที่เกาะกง เขาไม่ได้มีความผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เขายืนของเขาอยู่ดี ๆ ในบ้านของเขา ยืนด้วยความสํานึกในความเป็นไทยทุกลมหายใจ แล้ววันดีคืนดีแผ่นดินที่เขายืนมันเปลี่ยนสภาพ มันเปลี่ยนอาณาเขต ซึ่งล้วนแล้วจะถูกกระทําย่ํายีโดยคนที่ตัวใหญ่กว่า ชาติที่มีอํานาจ มากกว่า คนเหล่านี้คือคนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อน ขาดสิทธิประโยชน์ ของความเป็นคนไทย และขณะเดียวกันก็ถูกเขาขับไล่ไสส่ง เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม แห่งชีวิต ความทุกข์ยากเดือดร้อนเหล่านี้ดําเนินมานานนับเป็นร้อยปีครับ พี่น้องฝั่งตะวันตก ทวาย มะริด ตะนาวศรี ก็ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ พี่น้องฝั่งตะวันออกที่เกาะกงก็ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๔๔๗ เขาต่อสู้ในเรื่องนี้มายาวนานครับ แล้วก็มีหลายกระบวนการที่เข้าไป ร่วมต่อสู้ให้กับพี่น้องประชาชนคนเหล่านี้ ในที่สุดวันหนึ่งเขาก็สู้ไม่ไหวเขาก็ตัดสินใจที่จะ เดินทางเข้ามาทวงถามความเป็นธรรมในชีวิตของเขา มาทวงสัญชาติของเขากลับคืน และนั่นก็คือการเดินเท้าด้วยระยะทางนับ ๖๐๐-๗๐๐ กิโลเมตร จากชายแดนมุ่งหน้ามายัง สถานที่ซึ่งเขาคิดว่าจะให้ความยุติธรรมกับเขาได้คือสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และขณะนี้เราก็ กําลังให้ความยุติธรรมกับบุคคลคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ ผมเห็นภาพท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เข้าไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนเหล่านี้ที่ชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภา ดูบรรยากาศ ดูการพูดคุย ดูการเจรจา ดูการนําเสนอประเด็นความทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทย พลัดถิ่นที่มาหลับนอนอยู่ตรงนั้นหลังจากที่เดินเท้ามาเป็นระยะเวลาหลายวัน เห็นข้อเสนอ เห็นความคิดของ ส.ว. ขององค์กรพัฒนาเอกชนและอีกหลายฝ่ายด้วยกัน ดูก็รู้ว่า เขามีความหวังว่าวันนี้เขาจะได้รับคําตอบที่ทําให้เขาสามารถมองธงชาติได้ด้วยความรู้สึก ของความเป็นเจ้าของ และวันนี้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลนี้กําลังจะให้คําตอบกับเขาครับ คําว่า ชาติ อาจจะมีความหมายที่แตกต่างหลากหลายออกไป สําหรับบางคนชาติก็อาจจะมี เอาไว้ขายครับ บางคนชาติก็อาจจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาค้ากําไร บางคนชาติก็อาจจะ เป็นหลุมหลบภัย และสําหรับบางคนชาติคือสิ่งซึ่งเอาชีวิตเข้าแลกได้ แต่สําหรับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ คําว่า ชาติ ในความหมายของเขาไกลจนจับต้องไม่ได้ครับ ผมจึงมีความรู้สึกยินดีเป็นพิเศษที่ได้มีส่วนร่วมและได้อภิปราย และลงมติกับสภาแห่งนี้ ที่จะทําให้การต่อสู้ทวงความเป็นชาติกลับมาสู่หัวใจ สู่ชีวิตของพี่น้องทวาย มะริด ตะนาวศรี และเกาะกงที่จะสําเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ หลายเรื่องหลายราวที่เราต่อสู้ กันมายาวนาน ผ่านมรสุม ผ่านปัญหา ผ่านอุปสรรค แล้วก็ไม่เคยทําสําเร็จ แล้วมาสําเร็จได้ ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเรื่องของสภาเกษตรกรต่อสู้กันมายาวนาน ๓๐ ปี ก็ปรากฏขึ้นได้ ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเรื่ององค์กรปฏิรูปกฎหมายต่อสู้มายาวนานตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่อยมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็สําเร็จได้ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะ เรื่องผลประโยชน์มหาศาลขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือ กสทช. ที่สู้กันมาแทบล้ม ประดาตายโดยมีธุรกิจแสนล้านเป็นเดิมพันสําเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้ เรื่องของกฎหมาย ป.ป.ช. แม้กระทั่งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพิทักษ์ รักษาสิทธิของผู้บริโภค เมื่อเช้ามีปัญหานิดหน่อยครับ แต่ว่าไม่เกิน ๒ สัปดาห์ กฎหมายนี้ ก็จะมีผลที่จะออกมาบังคับใช้ให้ความยุติธรรมกับผู้บริโภคทั้งประเทศ สิ่งเหล่านี้น่าภูมิใจ ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลนี้แต่เพียงลําพัง แต่เป็นผลงานของสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชน ทั้งประเทศและคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้จะนอนหลับคืนนี้ด้วยความสุขและมองธงชาติไทย ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ด้วยสายตาของคนที่เป็นเจ้าของ
ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการสั้น ๆ โดยใช้เวลาน้อยที่สุดที่จะกราบเรียนต่อ ท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการในการแปรญัตติตามวาระสองและวาระสาม ผมเห็นด้วยกับความคิดและการนําเสนอของท่านไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และท่านเชิดชัย วิเชียรวรรณ ซึ่งได้เสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ร่วมกับร่างของคณะรัฐมนตรีในประเด็นที่ พูดถึงคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งทั้ง ๒ ร่างของท่านไกรศักดิ์และ ท่านเชิดชัยได้ให้น้ําหนักมากขึ้นกับนักวิจัยหรือนักวิชาการทางด้านกฎหมายสัญชาติ หรือสถานะบุคคล รวมทั้งผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชน โดยกําหนดสัดส่วน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ผมเห็นด้วยกับแนวคิดตรงนี้ เพราะเมื่อมองไปที่คณะกรรมการอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นภาคราชการ เราเห็นปลัดกระทรวง มหาดไทยนั่งเด่นอยู่ตรงนั้น เราเห็นผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นงานด้านความมั่นคงทั้งสิ้น ทั้งที่โดยแท้จริงการให้สัญชาติ การคืนสัญชาติกับคนไทยเหล่านี้มันมีมิติมุมมองที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เราอาจจะเพิ่มเติมตัวแทน จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมเข้าไปด้วย ตัวแทนจาก คณะกรรมการซึ่งมาจากองค์กรภารเอกชน ซึ่งมีความรู้ มีความเข้าใจ รู้ถึงความเจ็บปวด รู้ถึงสถานะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของเขา มากกว่าที่เราจะมองเขาเรื่องของกฎหมาย ความมั่นคงเส้นแดนอย่างเดียว ซึ่งจะได้เสนอขอแปรญัตติในวาระที่สองต่อไป ผมขอให้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติ ที่จะต้องเปิดช่องให้มีใครกลุ่มหนึ่งมาใช้ประโยชน์จากความเหน็ดเหนื่อยของพี่น้องประชาชน และรัฐบาลและสภาแห่งนี้ไปแสวงหาค้าประโยชน์ ค้าประโยชน์จากความเป็นชาติ ค้าประโยชน์จากสัญชาติของคน ต้องมีกระบวนการที่รัดกุม และประการสุดท้ายที่ผม ต้องการความชัดเจน ไม่ว่าจากคณะรัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาแปรญัตติ ในวาระที่สอง วาระที่สาม ก็คือกรอบของเวลา ผมอยากให้มีความชัดเจนว่าเมื่อกระบวนการ เหล่านี้เดินไปแล้ว เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มีการออกกฎกระทรวง มันต้องมีกรอบ เวลาที่เหมาะสม มีกระบวนการปฏิบัติที่เหมาะสมที่ทําให้กลไกเหล่านี้รอมาตั้งแต่ปี ๒๔๑๑ ๑๐๐ กว่าปี เขาจะได้รู้ว่าปีนี้ปีหน้าเขาจะมีสิทธิได้ยืนบนแผ่นดินนี้และก้มหัวเคารพเพลงชาติ ด้วยความรู้สึกของความเป็นเจ้าของหรือไม่ กราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญคุณสถาพร มณีรัตน์ ผมอยากจะขอความกรุณาสรุปสั้น ๆ หน่อย เพราะว่าพรุ่งนี้งานใหญ่ครับ วันนี้ก็พอสมควร ก็สรุป ๆ หน่อยนะครับ เชิญคุณสถาพร มณีรัตน์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ก็ขอแสดงความคิดเห็นและอภิปรายประเด็นเรื่องของ พ.ร.บ. สัญชาติในมิติของประวัติศาสตร์ เพราะว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว แต่ยังขาดเรื่องมิติของประวัติศาสตร์ ท่านประธานที่เคารพ กฎหมายฉบับนี้นั้นคงไม่ควบคุมถึงคนไทยส่วนหนึ่งซึ่งเป็นดินแดน เขาเรียกว่า ดินแดนขุนเจียง ซึ่งดินแดนขุนเจียงนั้นจะประกอบไปด้วยอาณาจักรล้านนา ซึ่งมีเชียงรุ้ง เชียงตุง เชียงใหม่ เชียงคาน เชียงยอง ซึ่งอยู่ในประเทศพม่า ผลกระทบที่เขา ไม่ได้เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ถ้าตามกฎหมายฉบับนี้ก็คือว่าเราได้แยกดินแดนของเรา ตามสัญญาของสยามกับอังกฤษ ท่านประธานครับ แต่ปรากฏว่าก็มีพี่น้องคนลื้อ คนยอง คนลัวะ ได้กลับเข้ามาสู่ประเทศไทย วันนี้เขายังไม่ได้สัญชาติ เชื้อชาติ เขาอยู่บนเขาครับ ได้บัตรสีเขียว ผมก็อยากจะนําเรียนทางคณะกรรมาธิการว่าขอให้รวบรวมคนกลุ่มนี้ด้วย โดยฐานข้อมูลของคนกลุ่มนี้จะอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาเรียกว่าแผนกชาติพันธุ์ ซึ่งผมเองนั้นก็เป็นชาติพันธุ์ ตรวจดีเอ็นเอเรียบร้อยเป็นคนเผ่ายอง ซึ่งดีเอ็นเอผมไปตรงอยู่ กับโน่นครับ สิบสองปันนาประเทศจีนโน่นครับ มีทั้งลื้อ ทั้งยอง ทั้งลัวะ แต่เนื่องจากว่า เขาอพยพมา แต่ปรากฏว่าคนไทใหญ่ คนลื้อ คนยอง คนลัวะ ที่อยู่บนเขาไม่ได้สัญชาติ เชื้อชาติ มีแต่บัตรสีเขียวครับท่านประธาน ก็อยากจะให้ทางกรรมาธิการได้เอาข้อมูล จากนักวิชาการ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เข้ามาเทียบเคียงด้วย มิฉะนั้นการออกกฎหมาย ก็จะครอบคลุมเฉพาะเรื่องสัญญาตะนาวศรี มะริด หรือไม่ก็เกาะกง ก็จะได้ครอบคลุมเท่านั้น ตามเนื้อกฎหมาย ตามหลักที่มา แต่ปรากฏว่าทางภาคเหนือซึ่งยังตกค้างอยู่จํานวนมาก ไม่ได้มาครับ อันนี้ก็ฝากกรรมาธิการผ่านไปยังท่านประธานว่าชนทางภาคเหนือ ล้านนา นี่ยังตกค้างอีกเยอะครับ ขณะเดียวกันทางภาคอีสานของท่านประธาน ทางเขมรมาอยู่ทาง จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษเยอะแยะครับที่ไม่ได้เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย ก็อยากจะ ฝากทางกรรมาธิการช่วยดูให้ครอบคลุมด้วย อย่าไปดูเฉพาะในส่วนของ ๒-๓ เขตชายแดน ดูทางภาคเหนือ ภาคอีสานด้วย กราบขอบคุณครับท่านประธาน
คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานครครับ เมื่อสักครู่นี้ ผมได้อภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว ๑ ครั้ง แต่ว่ามีตกหล่นประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน ซึ่งผม คิดว่าเป็นประเด็นสําคัญและผมก็จะไม่ได้มีโอกาสไปเป็นกรรมาธิการวิสามัญ ผมขอเวลา นาทีเดียวครับท่านประธาน คือประเด็นเรื่องของระยะเวลาเราได้พูดคุยกันถึงเรื่องของการ ออกกฎกระทรวงซึ่งผมก็ได้ติงไปแล้วว่าน่าจะต้องออกกฎกระทรวง และการตั้งกรรมการนั้น โดยระยะเวลาให้เร็วที่สุด
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าแล้วเมื่อเขามาขอสัญชาติไทย ในกฎกระทรวงน่าจะ ระบุให้ชัดเจนนะครับ ว่าเมื่อมาขอแล้วมีคุณสมบัติครบถ้วนเขาจะได้สัญชาติไทยไปเมื่อไร ไม่ใช่ว่าเราทํางานกันหรือว่ามีระยะเวลาตรวจสอบกันเป็นปี ๒ ปี ๕ ปี คงเป็นไปไม่ได้ ขอติงไว้ว่าในกฎกระทรวงนั้นน่าจะต้องระบุระยะเวลาที่สั้นที่สุด ที่เหมาะสมที่สุดครับ แล้วก็ ถ้าหากว่าเขาเหมาะสมเขาครบถ้วนต้องให้เขาได้โดยทันที ขอบพระคุณครับท่านประธาน
รวบรัดอย่างนี้ก็ดีครับ ต่อไป ท่านชลน่าน ศรีแก้ว เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นในวาระรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกรวมกันทั้งหมด ๕ ฉบับ ท่านประธานครับ เรื่องแรกต้องกราบเรียนท่านประธานไว้เป็นหลักฐานที่จะบันทึก ในสภาแห่งนี้ว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๕ ฉบับมีความแตกต่างกันนะครับ ผมเข้าใจว่าสมาชิกสภาแห่งนี้คงจะยึดเอาร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา เพราะฉะนั้นประเด็นแรกสุดในการที่จะรับหลักการ ผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าในขั้นการรับหลักการนี้ ขออนุญาตให้รับไปทั้งหมดเพื่อที่จะใช้ประกอบ ในการพิจารณา มันจะได้มีปัญหาในเรื่องการแก้ไขหลักการ ขอให้รับทั้งหมดนะครับ เนื่องจากมีการเขียนหลักการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคณะกรรมการ ร่างของคณะรัฐมนตรีใช้คําว่า คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ร่างของ สมาชิกอย่างน้อย ๒ ฉบับ ไม่มีคณะกรรมการชุดนี้ แต่ไปใช้คณะกรรมการที่เขาเรียกว่า คณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมายเดิมเป็นผู้ทําหน้าที่แทน นี่เป็นประเด็นเรื่องของหลักการ ก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ถ้าสภาเรามีมติ รับหลักการรวมทุกฉบับด้วยกันก็น่าจะไปพิจารณารวมกันได้
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของหลักการที่เสนอมา ผมเองกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมยินดีให้การสนับสนุนครับ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติบ้านเมือง ยินดีรับหลักการ
ประเด็นถัดไป ที่จะฝากไปยังท่านคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาในวาระที่ สองครับ เรื่องคํานิยาม คํานิยามที่เขียนในร่างของคณะรัฐมนตรีกับร่างเพื่อนสมาชิกอาจจะมี ข้อแตกต่างกัน แต่ผมสรุปเป็น ๒ ประเด็นสั้น ๆ ครับ ประเด็นที่ ๑ นิยามคนที่จะได้สัญชาติ ไทยโดยการเกิดนะครับ ผมเน้นนะครับ กฎหมายฉบับนี้ ถ้าเป็นพระราชบัญญัติเรียบร้อย นะครับ หลังจากที่ทูลเกล้าฯ ตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านราชกิจจานุเบกษาแล้วคนที่อยู่ ในเครือข่ายที่เป็นคนไทยพลัดถิ่นจะได้รับรองการเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด นี่ถือว่ายิ่งใหญ่ มากท่านประธานครับ เดิมอาจจะใช้กฎกระทรวงตามกฎหมายเดิมแปลงสัญชาติมาเป็น สัญชาติไทย ไม่ใช่การเกิด แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าคุณได้รับการรับรองเป็นคนไทยพลัดถิ่นแล้ว คุณจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนปรารถนา นอกจากตัวเองจะได้รับ การรับรองเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดนะท่านประธานครับ ลูกของผู้ที่ได้รับการรับรอง แล้วได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว ลูกก็จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดอีก แม้กระทั่ง ลูกมีสัญชาติไทยโดยวิธีการอื่น เช่น การแปลงสัญชาติ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่าน พ่อแม่ตัวเอง ได้รับรองว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น มีสัญชาติไทยโดยการเกิด บุคคลคนนั้นจะได้สัญชาติไทย โดยการเกิด อันนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา แต่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานในนิยามครับ จะมีคนอยู่ ๒ กลุ่มที่ถูกพิสูจน์ และรับรอง กลุ่มแรกก็เป็นไปตามคํานิยาม จะต้องมีเชื้อสายไทย อันนี้ก็คงพิสูจน์กันได้ แต่เงื่อนไขที่เขียนต้องมีเชื้อสายไทย แล้วถูกอาณาเขตแบ่งกั้นให้ไปอยู่ในการปกครองหรืออยู่ ในบริเวณของประเทศอื่น แล้วมีการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เขียนเป็นอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ต้องอพยพมาอยู่ในประเทศไทยด้วย แล้วไม่ได้ถือสัญชาติอื่นอีกนะครับ การอพยพเข้ามาต้องมีวิถีไทย ซึ่งเพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดไปแล้วก็ฝากคณะกรรมาธิการว่า ตรงนั้นจําเป็นหรือไม่ คําว่า วิถีไทย นี่ เขียนไว้มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร ที่สําคัญ ที่ผมเน้นก็คือว่า ไม่มีสัญชาติอื่น นะครับ ถ้าได้รับสัญชาติอื่นแล้วนิยามตรงนี้ไม่ครอบคลุม ถือว่าคุณมีสัญชาติอื่นแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เงื่อนไขต่อไป ได้รับการขึ้นทะเบียนครับ เหมือน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่ามีคนที่มาจากพม่า มาจากเกาะกง ได้ขึ้นทะเบียน โดยกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายทะเบียนราษฎร์ ตรงนั้นถือว่ามีคุณสมบัติที่จะได้รับการ พิสูจน์รับรอง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ร่างของรัฐบาลค่อนข้างเปิดอีก นิดหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์กับคําอภิปรายของท่านสมาชิก ท่านสถาพร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายลักษณะนี้ ที่มาจากลาวก็ดี รัฐฉานก็ดี ฉานเสตท (Shan State) หรือจากสิบสองปันนา ถ้าคณะกรรมาธิการได้ใส่ใจสักนิดหนึ่งนะครับ ฝากเป็นประเด็นครับ ท่านอาศัยว่าท้ายของคํานิยามที่เขียนไว้ว่า หรือเป็นผู้ที่มีลักษณะทํานองเดียวกันตามที่ กําหนดในกฎกระทรวง เพื่อจะพิสูจน์ความเป็นคนที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ ขอให้ คณะกรรมาธิการช่วยเน้นประเด็นนี้เพื่อนําสู่การปฏิบัติเพราะมันจะไม่ต้องเป็นกฎกระทรวง ครับเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าด้วยความเป็นห่วงเรื่องกฎกระทรวงอยู่แล้ว ผมจะไม่ ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้นคํานิยามตรงนี้เพื่อให้ครอบคลุมนะครับ ประเด็นที่มีลักษณะ ทํานองเดียวกันตามที่กําหนดในกฎกระทรวงฝากเป็นประเด็นด้วยสําหรับคณะกรรมาธิการ
ประเด็นต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การให้สัญชาติโดยการเกิด มีความ ต่างกันในร่างของสมาชิกและร่างของรัฐบาล จุดสูงสุดกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วจะได้สัญชาติโดยการเกิด แต่ว่ามีร่างของเพื่อนสมาชิกบางร่างนะครับ ที่เขียนไว้ ใช้คําว่า เว้นแต่บุคคลนั้นถือสัญชาติเป็นอย่างอื่น ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับร่างของ รัฐบาล ร่างของคณะรัฐมนตรีนี่ ร่างของรัฐมนตรีเปิดกว้างเลย แม้แต่ถือสัญชาติไทยโดย วิธีการแปลงสัญชาติ เมื่อกฎหมายฉบับนี้พิสูจน์ว่าคนเป็นลูกของผู้มีสิทธิได้การรับรองการ เป็นคนไทยพลัดถิ่น แล้วได้สัญชาติไทยโดยการเกิด คุณก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แม้ว่า คุณจะถือว่าสัญชาติแบบอย่างอื่นอยู่ อันนี้เป็นข้อที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้
ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ ฝากให้คณะกรรมาธิการช่วยดูเรื่องของ คณะกรรมการจะมีข้อตกลงอย่างไรว่าจะใช้เป็นกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกัน โดยเฉพาะตําแหน่งที่เป็นข้าราชการประจํา เว้นแต่เรื่องผู้ทรงคุณวุฒิก็อาจจะมีที่มาคล้ายกันจากสาขาวิชา ผู้ทรงคุณวุฒิบุคคลอาจจะ แตกต่างกัน หรือจะใช้เป็นกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามร่างของ คณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ก็ฝากเป็นประเด็นให้คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาว่าจะใช้ชุดเดียวกัน หรือไม่ หรือจะแยกชุด แยกมีประโยชน์อย่างไร ไม่แยกมีประโยชน์อย่างไร ถ้าแยก คณะกรรมาธิการควรจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ท่านประธานครับ เหตุที่ผมยกตรงนี้มา เนื่องจากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา การพิสูจน์กลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติล่าช้ามาก ๑. ไม่สามารถตั้งผู้ทรงวุฒิได้ครับ ๒. กระบวนการการพิจารณาเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่ลงลึก มีการลักลั่นมีการขัดแย้ง เพราะฉะนั้นกระบวนการพิสูจน์นี่เป็น ๕ ปี ๑๐ ปี กว่าที่เขาจะได้สัญชาติ เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมาธิการชุดเดียวกัน คณะเดียวกันนี้ก็ยิ่งเพิ่ม ทวีคูณ แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทยที่เขาขาดโอกาส ก็อาจจะเป็นโทษเขา ๒ ทวีคูณ ท่านประธานที่เคารพครับ
อีกเรื่องหนึ่งหลักเกณฑ์การพิสูจน์ หลักเกณฑ์การพิสูจน์ซึ่งจะต้องกําหนด ในกฎกระทรวงก็ฝากเป็นประเด็น ตัวอย่างที่ท่านยกมาที่ให้รายละเอียดกับสมาชิกในหนังสือ ต้องขอบคุณทางทีมงานวิชาการของกลุ่มงานบริการวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรเราที่ให้ ข้อมูลโดยละเอียดนะครับ ยกตัวอย่างของวิธีการพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นมาจากพม่าหรือเกาะกง ที่จะให้สิทธิที่เป็นสัญชาติไทย ตรงนั้นเองก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่การกําหนดระยะเวลา การกําหนดรายละเอียดต่าง ๆ แม้กระทั่งภาษาพูดท่านก็กําหนดไว้ด้วยว่าจะต้องพูดภาษาไทย อย่างชัดเจน ร้องเพลงชาติได้อย่างนี้นี่มันจะเป็นประโยชน์หรือไม่อย่างไร ผมก็ฝากไว้
ประการสุดท้ายท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ เราอยากให้ เป็นประโยชน์กับภาพรวม จริงอยู่ครับหลายท่านหวงเรื่องความมั่นคง แต่ผมเชื่อว่าการที่เรา เอาเขาที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน และดูแลเขาด้วยกฎหมายกับชุมชน แล้วก็สังคม ผมคิดว่า สิ่งนั้นน่าจะดูแลได้ง่ายกว่า การที่กักขังเขาอยู่ใต้ดินน่าจะเป็นอันตรายมากกว่า ก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ประเด็นท้ายสุดครับ การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ มันไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยครับที่จะไปบอกว่าทําอย่างไร ที่จะทําให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริตไม่ได้ใช้อํานาจหน้าที่ ไปแสวงหาผลประโยชน์จากการที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องสัญชาติ เพราะมันมีข้อครหามาตลอด ผมเองไม่กล่าวหาข้าราชการครับ หลายท่านเป็นคนดี หลายกลุ่มเป็นคนดี แต่บางคน บางพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เห็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองกระทําเรื่องนี้ อยู่ ก็ฝากเป็นประเด็นสู่คณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมยินดีรับ หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๕ ฉบับรวมกันครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คุณวัชระ เพชรทอง เอาสัก ๒ นาทีก็พอกระมังฝ่ายรัฐบาล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านได้ร่วมกันเสนอ ซึ่งผมอยาก กราบเรียนท่านประธานว่าเดิมทีนั้นคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยท่านอาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เป็นประธาน ได้นํา เรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา และมอบหมายให้ท่านจุมพฏ บุญใหญ่ เป็นคนไปร่างกฎหมายฉบับนี้ ในที่ประชุมของคณะกรรมาธิการเพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในการออกเป็นกฎหมาย เพื่อที่จะให้กับบรรดาคนไทยพลัดถิ่นทั้งหลายได้กลับมามีสัญชาติเป็นคนไทยสมบูรณ์ เหมือนกับพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และผมถือว่าเป็นกฎหมายฉบับแรกที่คณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรได้ผลักดัน เป็นกฎหมาย และเป็นกฎหมายที่เริ่มจากคณะกรรมาธิการ โดยท่านอาจารย์ดอกเตอร์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ จริง ๆ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคณะกรรมาธิการนอกเหนือจะมี หน้าที่ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้กําหนดแล้วยังได้ออกกฎหมายพิเศษฉบับนี้ขึ้นมา และคณะรัฐมนตรีก็ได้ร่างกฎหมายเข้ามาเทียบกับคณะของกรรมาธิการ ท่านประธานครับ คนไทยพลัดถิ่นมีอยู่มากมายตามตะเข็บแนวชายแดน อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้กล่าว ไปแล้ว ตั้งแต่จังหวัดระนอง ของท่าน ส.ส. วิรัช ร่มเย็น จังหวัดชุมพร ของท่าน ส.ส. สุวโรช พะลัง หรือท่าน ส.ส. ธีระชาติ ปางวิรุฬห์รักษ์ หรือท่าน ส.ส. ชุมพล จุลใส รวมทั้งจังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ของหลายท่าน และรอบ ๆ อาณาเขตของประเทศเรา ท่านประธานครับ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานว่าในกฎหมายฉบับนี้นับว่าดีครับที่เปิดโอกาสให้คนเชื้อสายไทย คนเชื้อสายไทยได้กลับมาเป็นคนไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ ปรากฏว่ามีคนจีน คนไต้หวัน คนพม่า คนเขมร ปัจจุบันมีบัตรประชาชนคนไทยเป็นคนไทยสมบูรณ์แบบ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพากฎหมายฉบับนี้ และโดยที่เขาไม่ได้มีเชื้อชาติไทย แต่สามารถมี บัตรประชาชนได้ เนื่องจากอะไรครับ เนื่องจากการทุจริตของเจ้าหน้าที่ที่ออกบัตรประชาชน ในที่ว่าการอําเภอ เทศบาล หรือที่ว่าการเขตต่าง ๆ ท่านประธานครับ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าเมื่อมี การทุจริตต่อให้คนชาติไหนก็มาเป็นชาติไทยได้และทํามาแล้ว และปัจจุบันก็ยังดํารงอยู่ แต่เมื่อพี่น้องคนไทยแท้ ๆ ที่อยากมาเป็นคนไทย เราคนไทยทุกคนก็อ้าแขนรับ ท่านประธานครับ คนไทยพลัดถิ่นได้เดินขบวนมาจากภาคใต้ นําโดยท่านอาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ และมาชุมนุม ที่หน้ารัฐสภาเมื่อเดือนที่แล้ว ท่านอาจารย์เตือนใจ ดีเทศน์ ที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยท่าน ส.ส. รังสิมา รอดรัศมี ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ได้รวบรวมเงินของเพื่อน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ไปมอบให้กับคนไทยพลัดถิ่นหน้า รัฐสภา และคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองทั้งคณะครับท่านประธาน ได้เดินออกจาก สภาผู้แทนราษฎรไปต้อนรับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านั้น และได้ปราศรัยร่วมกับพี่น้องคนไทย พลัดถิ่น โดยยืนยันว่าพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้จะต้องได้สัญชาติไทยในอนาคต ท่านประธานครับ สิ่งที่น่ายินดีก็คือว่า ผมได้พบเห็นบรรดารุ่นพี่ บัณฑิตรามคําแหงหลายท่าน ซึ่งทํางานด้านสิทธิมนุษยชน และได้เป็นพี่เลี้ยงให้กับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ในการที่จะ ดําเนินการ ในการที่จะผลักดันให้ได้กฎหมายสัญชาติไทยออกมาใช้ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าคนเชื้อชาติไทย อยากเป็นคนไทย เพื่อที่จะพึ่งพระบรมโพธิสมภาร เพราะประเทศไทยมีลักษณะเด่นก็คือมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข บ้านเมือง อยู่ร่มเย็นเป็นสุขได้ถึงทุกวันนี้เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์ ท่านประธานครับ แต่คนไทย บางคนไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นซึ่งนั่นก็เป็นอันตรายต่อสถาบันของเรา และอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าคนไทยบางคนที่มีเชื้อชาติไทย สัญชาติไทย แต่กลับนิยมชาติอื่นก็มีเหมือนกัน และบางคนก็ไปใช้สัญชาติของต่างประเทศ ซึ่งท่านประธานก็คงทราบ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในกฎหมายฉบับนี้นั้นควรที่จะ เปิดโอกาสให้พี่น้องคนไทยซึ่งมีเชื้อสายไทย รวมทั้งพี่น้องที่อยู่ในรัฐฉานหรือเป็นชาวไทยใหญ่ คนเหล่านั้นก็เป็นคนไทยเหมือนกัน อยากมาเป็นประชาชนชาวไทยสมบูรณ์แบบ และหวังอย่างยิ่ง ว่าสภาผู้แทนราษฎรคงจะได้ออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับพี่น้องเชื้อสายไทย ที่อยู่รอบ ๆ ประเทศไทยทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้
ขอบคุณครับ ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีปัญหาเกี่ยวข้องกับ จังหวัดเชียงรายโดยตรงครับท่านประธาน เพราะว่าคนไทยไร้สัญชาติและชนกลุ่มน้อย ในจังหวัดเชียงรายนั้นมีถึง ๑๗ ชนเผ่า แต่คณะรัฐมนตรี ณ ปัจจุบันนี้ได้รับรองแค่ ๑๔ กลุ่ม ดังนั้นพี่น้องชาวจังหวัดเชียงรายซึ่งอยู่ตามภูเขา ตามแนวตะเข็บชายแดนหลายกลุ่มหลายชน เผ่ายังไม่ได้บัตรประชาชนและยังเป็นคนที่ไม่มีบัตรใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านประธานครับ พี่น้อง ๑๔ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดเชียงราย ก็คือพี่น้องจีนฮ่อและจีนคณะชาติ ซึ่งตอนนี้ก็ยังรอ ทางการไทยที่จะให้สัญชาติ แล้วก็กลุ่มที่ ๒ คือผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย คือสมัย สงครามโลก ครั้งที่ ๒ นั้นก็ไปรบที่พม่าที่เมืองเชียงตุง พอรบเสร็จก็ไม่ได้กลับบ้านก็ปักหลัก ปักฐานอยู่ที่นั่น แล้วตอนหลังยิ่งถูกต่างชาติจักรวรรดินิยมเข้ามายึดครองฝรั่งเศส แล้วก็ อังกฤษเข้ามายึดครอง ก็ทําให้เขาเหล่านั้นต้องทนอยู่กับจักรวรรดินิยม แล้วต่อมาก็ต้องทน อยู่กับชาติอื่นซึ่งทุกข์ยากลําบากมาก เข้ามาประเทศไทยก็ไม่มีศักดิ์ไม่มีศรี แต่พูดภาษาไทยได้ ท่านประธานครับที่แม่สายมีเพียงแม่น้ําแม่สายเท่านั้นที่กั้นไว้ แต่พี่น้องฝั่งโน้นก็ไม่สามารถ ที่จะมีสัญชาติไทยได้ ผมอยากจะให้ทางการอย่าได้กีดกันพี่น้องชาวไทยพลัดถิ่นเลยนะครับ มีพี่น้องชาวเขาเผ่าต่าง ๆ โดยเฉพาะที่อําเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย พี่น้องชาวเขา โดยเฉพาะพี่น้องชาวม้ง ซึ่งมีหลายหมื่นคน พี่น้องชาวขมุ เผ่าขมุ อันนี้ก็ยากลําบากเพราะว่า ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีบัตรใด ๆ ทั้งสิ้น พี่น้องกะเหรี่ยง พี่น้องชาวเย้า มูเซอ ก็ต้องขอ ความเห็นใจทางคณะรัฐบาลนะครับ เรื่องของบัตรประชาชนนั้น เรื่องสัญชาตินั้น ผมได้ไป ศึกษาดูงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ ปรากฏว่าพี่น้องคนไทยได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่ประเทศ นิวซีแลนด์เป็นประชาชนของนิวซีแลนด์อยู่หลายพันคน เพราะว่าที่ประเทศนิวซีแลนด์นั้น ถ้าเราเอาเงินไปฝากฟิก (Fix) ไว้ ๑๐ ล้านบาท เป็นเวลา ๒ ปี ก็สามารถเป็นประชาชนของ เขาได้ แล้วลูกก็สามารถเรียนหนังสือฟรีได้ ทํามาหากินเปิดร้านอาหารได้ นี่คือประเทศ ที่เจริญแล้วมองเห็นความสําคัญของมนุษย์ของคนที่มีคุณภาพและศักยภาพ ที่ประเทศ ออสเตรเลียคนไทยไปเรียนปริญญาตรี ปริญญาโทที่นั้น เสร็จแล้วก็ทํางานอยู่ที่นั่นแล้วก็ได้ สัญชาติออสเตรเลียไป ท่านประธานครับในประเทศไทยของเราการให้สัญชาตินั้นยากมาก เราน่าจะมีช่องทางและเปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่มีคุณภาพและมีศักยภาพเข้ามาใช้ชีวิต เหมือนคนไทยในประเทศไทย อย่าปิดกั้น เพราะว่าโลกมันไร้พรมแดนแล้ว ที่จังหวัดเชียงราย มีอุบัติเหตุเป็นอันดับหนึ่งทุกปี ช่วงเทศกาลปีใหม่ เทศกาลสงกรานต์ ปรากฏว่าอุบัติเหตุ ส่วนใหญ่มาจากการไม่ได้มีใบขับขี่ ไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีบัตรใด ๆ ทั้งนั้น แต่มีเงิน ซื้อมอเตอร์ไซค์ มีเงินซื้อรถปิ๊กอัพ ทําให้คนที่ไปเที่ยวจังหวัดเชียงรายนักท่องเที่ยวต้อง ประสบอุบัติเหตุ เพราะว่ามีพี่น้องหลายกลุ่มไม่มีใบขับขี่ ไม่ได้ฝึกอบรม ดังนั้นอยากจะให้ ทางรัฐบาลได้สนใจจังหวัดเชียงรายให้มากขึ้นนะครับ แล้วพี่น้องที่อยู่ในฝั่งประเทศลาว โดยเฉพาะฝั่งขวาของประเทศลาว ที่เราเสียดินแดนไปสมัยที่ฝรั่งเศสมายึดหลายจังหวัด พูดภาษาไทย อย่างไรแล้วก็ฝากเรื่องของสัญชาติเปิดโอกาสให้มากขึ้นกว่านี้ ไม่ใช่ ๒ กลุ่ม ที่เราระบุในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณครับ ร้อยตํารวจโท พงศ์พันธ์ สุนทรชัย เชิญครับเพิ่มให้หนึ่ง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณมากที่เพิ่มยศเลื่อนยศให้นะครับ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย ยังไม่ได้ขึ้นนะครับท่านประธาน ต้องกราบเรียนท่านประธานที่ได้ให้ โอกาสได้นําเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องของร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันหลายท่านนะครับ ซึ่งก็เป็นห่วงเป็นใย ในเรื่องของวิธีการ โดยเฉพาะในเรื่องของคณะกรรมการที่บอกว่าเป็นคณะกรรมการ กลั่นกรองหรือกรรมการรับรองก็ดี ตรงนี้เป็นเรื่องสําคัญ เพราะว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เรา จะให้สัญชาติใครสักคนหนึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมากว่า บุคคลนั้นจะมีผลกระทบตามมา อย่างไรหรือไม่ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากคณะกรรมาธิการวิสามัญได้ไปพิจารณากันให้ รอบคอบในเรื่องของการตั้งกรรมการในการพิจารณาเป็นกรรมการกลั่นกรองว่าควรจะมา จากใคร กลุ่มไหนที่พอที่จะมีคุณภาพในการรับรองสิทธิ
เรื่องที่ ๒ ที่เป็นห่วง ท่านประธานที่เคารพครับ การที่เรามีพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายกันหลายท่านว่าจะเป็นการกีดกันบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ บุคลากรที่มีคุณภาพที่มาอยู่ในประเทศไทยแล้วก็อยากจะมีสัญชาติไทย แต่ถ้า เรามีการพิสูจน์สัญชาติ มี พ.ร.บ. ฉบับนี้เกิดขึ้นก็จะเป็นการกีดกัน ซึ่งทําให้ประเทศไทย เราน่าอาจจะขาดโอกาสหรือพลาดโอกาสในการที่จะมีบุคลากรดี ๆ เป็นพลเมืองไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นห่วง เป็นผลกลับกัน ถ้ามีการพิจารณา แล้วก็รับรอง สิทธิกันมากและง่าย ประชากรไทยนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในอาณาบริเวณ ชายแดนของประเทศไทยนั้นมีประชากรที่ต้องการรอการพิสูจน์สัญชาติจํานวนหลายล้านคน โดยเฉพาะในพม่า รัฐฉาน ไทยใหญ่ ไทยน้อย ล้วนแล้วแต่เป็นคนไทยที่กําลังรอการพิสูจน์ สัญชาติ ถ้าการพิสูจน์สัญชาตินี้ประสบความสําเร็จ พ.ร.บ. นี้มีคณะกรรมการที่มากพอ กลั่นกรองได้รวดเร็ว ประชากรอาจจะเพิ่มขึ้นจาก ๖๓ ล้านคน เป็น ๗๓ ล้านคน เป็น ๘๐ ล้านคน ภายในไม่กี่ปี ท่านประธานที่เคารพ นี่ก็เป็นห่วง ผลตามมาในเรื่องของอาชีพ ในเรื่องของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจํากัด เราจะแบ่งปันทรัพยากรที่มีคุณภาพอย่างไร ก็เป็น เรื่องสําคัญ อาชีพสงวน อาชีพที่คนไทยกําลังทํากันอยู่นี้ถ้ามีคนที่เรามีการให้สัญชาติเข้ามา มาก ๆ ก็จะทําให้การเตรียมการของคนไทย ของฝ่ายบ้านเมืองนั้นเตรียมการไม่ดี แล้วทําให้ เกิดปัญหาตามมา ก็ฝากเรื่องที่เป็นประโยชน์ อย่างเช่นในเรื่องของกลุ่มบุคคลที่เราจะให้ สัญชาติ นอกเหนือจากบุคคลที่เป็นสัญชาติไทย แล้วไปอยู่ในต่างแดน แล้วได้มีโอกาสกลับมา ในประเทศไทย ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการได้ลองพิจารณาเพิ่มเติมไปอีกนิดหนึ่ง ได้ไหมว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคล อย่างเช่น คนไทยเชื้อสายเวียดนามที่มีบิดามารดามาจาก เวียดนาม เป็นคนต่างด้าว อันนี้ไม่มีบัตรประชาชน โดยเฉพาะจังหวัดหนองคายมีจํานวนมาก ถ้าเราจะครอบคลุมบุคคลเหล่านี้ซึ่งมาอยู่ในเมืองไทยนาน มีลูกมีหลานเต็มบ้านเต็มเมือง เรื่องบัตรประชาชนตรงนี้ถ้าเราได้มีโอกาส พ.ร.บ. ฉบับนี้ครอบคลุมไปถึงส่วนนั้นก็จะเป็น ประโยชน์ ส่วนหนึ่งก็คือคนไทยได้แต่งงานกับคนลาว โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน จังหวัดหนองคาย มีมากเหลือเกิน จังหวัดนครพนม จังหวัดสกลนคร มีการสัมพันธไมตรี การแต่งงานตรงนี้เกิดขึ้นโดยเป็นบ้านพี่เมืองน้อง แล้วมันไม่ได้มีการโอนสัญชาติ แล้วมา แต่งงานกัน ปรากฏว่าลูกเกิดมามีปัญหาครับท่านครับ การเข้าโรงเรียนมีปัญหา แล้วก็บิดา สัญชาติลาว แม่สัญชาติไทย ไม่สามารถออกทะเบียนบ้านให้ได้ ก็เกิดปัญหาสังคมตามมา ผมอยากจะฝาคณะกรรมาธิการชุดนี้ ไหน ๆ พ.ร.บ. สัญชาติก็จะออกกฎหมายฉบับนี้แล้ว ลองครอบคลุมไปถึงส่วนนี้ได้ไหม ฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับว่าโดยเฉพาะ ในเรื่องของที่ผมยกตัวอย่าง อย่างเช่น คนลาวกับคนไทยแต่งงานกันแล้วลูกเกิดมานี่ ไม่สามารถที่จะมีบัตรประชาชน ไม่มีทะเบียนบ้าน เข้าโรงเรียนไม่ได้ มีมาก เพราะฉะนั้น ตรวจสอบแล้วก็ดูแลส่วนนี้ให้ด้วยนะครับ กราบขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ
คุณบุญรื่น ศรีธเรศ อภิปรายไหมครับเห็นชื่ออยู่ ถ้าคุณบุญรื่นสละสิทธิ์ เชิญคุณสมคิด บาลไธสง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ผมขอร่วม แสดงความคิดเห็นร่างพระราชบัญญัติสัญชาติดังต่อไปนี้นะครับ หลายท่านได้อภิปรายไป ก็มีเหตุผลต่าง ๆ นานา ซึ่งผมก็จะร่วมอภิปรายเรื่อง พ.ร.บ. สัญชาติ โดยเฉพาะความหมาย เรื่องคนพลัดถิ่น ถ้าจะพูดพลัดถิ่นนี้เราจะพลัดถิ่นตั้งแต่ตอนไหน อยากให้คณะกรรมาธิการ ผู้ที่จะเป็นกรรมาธิการต่อไปนี้ ให้ชัดเจนเรื่องความหมายเรื่องพลัดถิ่น แต่ละท่านก็เขียนมา ต่าง ๆ นานา ผู้ที่ร่าง พ.ร.บ. นี้นะครับ คือถ้าพลัดถิ่นก็หมายถึงคนไทยที่ไม่อยู่ในประเทศ ถ้าพูดถึงพลัดถิ่นมันอยู่ทั่วโลก มันพลัดถิ่นมาตั้งแต่สมัยประวัติศาสตร์ถ้าเราเรียน ประวัติศาสตร์สมัยเรียนชั้นประถมเราก็รู้ คนไทยเรามาจากภูเขาอัลไตใช่ไหมครับ อาณาจักร ไทยมุง เพราะเดี๋ยวนี้อยู่ในประเทศจีนก็มีอยู่แถวนั้น ถ้าเกิดคนในประเทศจีน เชื้อสายไทย ในอดีตเขามาเรียกร้องเราจะทําอย่างไร ต้องคิดนะครับ คนที่ไปเขียนกฎหมายไปคิด คิดง่าย ๆ บางทีอยากให้แต่คนที่คนไทยข้ามภูเขาตะนาวศรีมาได้สัญชาติ เข้าใจผิดแล้ว แต่ว่าท่าน ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ที่ยาวนานในประเทศจีน เดี๋ยวนี้ถ้าคนเรียนประวัติศาสตร์นะครับ ช่วง ป. ๕ ป. ๖ ที่ประเทศออสเตรเลียเขาวิเคราะห์เขาวิจัยแล้วว่าคนไทยในประเทศจีน มีประมาณ ๒๒ ล้านคน ตั้งแต่ปี ๒๕๐๕ มี ๒๒ ล้านคน เดี๋ยวนี้มันเป็นกี่ร้อยล้านคนแล้ว ถ้าเราไม่ละเอียดต้องเอาประวัติศาสตร์มาพูดกันด้วย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้คนจีนขนาด ไม่มีสัญชาติเขายังดันเข้ามาประเทศไทยจํานวนมาก มันจะมีปัญหาไหมในอนาคต ถ้าเรามองแค่อยากให้สัญชาติ เพราะฉะนั้นคนที่เป็นกรรมการต้องพิจารณาให้รอบคอบ แล้วก็เป็นคนที่ซื่อสัตย์ยุติธรรมด้วย เพราะว่าเกิดเอาคนอย่างไรมาทําหน้าที่กรรมการในการ คัดเลือกพิสูจน์สัญชาติ ผมกลัวว่าการทุจริตคอร์รัปชันในเรื่องสัญชาติคงจะมาก ขนาดยัง ไม่มีกฎหมายตัวนี้ออกมาชัดขนาดนี้เขาก็ยังทํากันอยู่ ปลัดอําเภอ นายอําเภอถูกไล่ออกปีละ มาก ๆ นะครับในเรื่องนี้ ในเรื่องการทํานี้ เพราะฉะนั้นให้คิดดี ๆ เพราะฉะนั้นถ้าคนไหน ที่ได้เรียนประวัติศาสตร์ก็จะรู้ว่าคนไทยเราอาณาจักรไทยมุง อาณาจักรอ้ายลาว ถ้าพูดถึง คนไทยตามประวัติศาสตร์ประเทศลาวทั้งประเทศก็คือคนไทย ถ้าเขามาเรียกร้องสัญชาติไทย จะเป็นอย่างไร อาณาจักรอ้ายลาวแตกมาอาณาจักรน่านเจ้า อาณาจักรน่านเจ้าแตกแล้ว ถึงมาตั้งสุโขทัยเป็นราชธานี เพราะฉะนั้นคนไทยในประเทศจีนมีเยอะแยะ ถ้าใครไปเที่ยว ประเทศจีนไปถูกชุมชนคนไทยเขาก็คุยภาษาไทยกับเรา แต่เขาคุยในกลุ่มของเขาเขาก็พูด ภาษาจีนเป็นภาษากลาง อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการพิจารณาต้องรอบคอบนะครับ คนไทย อพยพ อาณาจักรน่านเจ้า แต่เข้ามาเป็นไทยน้อย ไทยใหญ่ ไปในประเทศพม่า ในประเทศพม่า เข้าไปในประเทศอินเดีย ไทยอาหม เดี๋ยวนี้เขากินปลาร้าเหมือนกับคนภาคอีสาน ถ้าคน ไปเที่ยวที่รัฐอัสสัม เพราะฉะนั้นต้องพิจารณา ผมว่าทุกคนต้องมาขอ แล้วปัญหาที่จะตามมา ก็คือการอพยพคนไทยจากต่างประเทศจะเข้ามา เพราะว่าท่านบอกว่าถ้าจะอพยพเข้ามา แล้วก็มาขอสัญชาติมันจะมาเหมือนโรฮิงญานะครับ อันนี้ให้พิจารณาดี ๆ ไม่ให้เขียน คิดอยากจะช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแล้วเขียนมาโดยไม่รอบคอบ แล้วประเทศไทยเราจะลําบาก ถ้าออกกฎหมายว่า ถ้าคุณอยากได้สัญชาติไทย คุณเป็นคนเชื้อสายไทยในประเทศจีนขอให้ คุณอยู่ประเทศจีนนะ แต่ให้รู้จักกันว่าพวกเราเป็นคนไทยให้สัญชาติไทย แต่อยู่ประเทศจีน อย่าให้เข้ามาอย่างนี้จะดีกว่า ถ้าจะบอกว่าให้สัญชาติไทยคนเข้ามาอยู่ให้ เพราะผมว่าปัญหาคนอพยพเข้ามาจํานวนมาก แล้วก็ประเทศไทยจะมีประชากรมาก ติดอันดับโลกเลย ถ้าในประเทศจีน ในประเทศพม่า แค่กดเข้าไปในอินเทอร์เน็ตก็รู้ว่าคนไทย ในรัฐฉานมี ๑๑ จังหวัด มี ๓๗ อําเภอ ถ้าเขามาขอ มัน ๑ ใน ๓ ของประเทศพม่าเลยนะ รัฐฉาน ถ้าคนไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ก็เขียนมารวก ๆ แบบนี้ เดี๋ยวเขามาเต็มประเทศนะครับ เอาละครับ เมื่อเราจะทํากฎหมายอันนี้ ผมก็อยากให้ผู้ที่เป็นคณะกรรมาธิการ ให้ค่อนข้างมี ความรู้ประวัติศาสตร์หน่อย ไม่ใช่จับใครมาเป็นก็ได้แล้วไปเกียงเพื่อจะให้คนจังหวัดตัวเอง ได้บัตรเพื่อจะมาลงคะแนนเสียงให้ตัวเอง ไม่ได้นะครับ ครึ่งประเทศเขมรถามท่านประธาน พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ แต่ก่อนเป็นของคนไทยใช่ไหม เพราะฉะนั้นพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ รวมทั้งประเทศลาว จําปาสัก เพิ่งมาเสียคืนไปตอนฝรั่งเศสมานี้ ใครเรียน ประวัติศาสตร์ก็รู้ เพราะฉะนั้นเกิดเขามาขอหมด ครึ่งประเทศเขมร ได้สัญชาติไทยหมด ที่เรารบกันจะไม่รบคนไทยด้วยกันหรือ ใช่ไหมครับ อยู่ชายแดน ฉะนั้นเราต้องคิดดี ๆ เพราะฉะนั้นผมก็ขอฝากไปยังผู้เป็นคณะกรรมาธิการควรจะมีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์บ้าง แล้วก็มีความเข้าใจเรื่องชายแดนบ้าง โดยเฉพาะจังหวัดที่ชายแดนน่าจะเป็นคณะกรรมาธิการ เรื่องนี้ อย่างประเทศมาเลเซียหลายท่านก็บอกว่ากลันตัน ตรังกานู ปะลิส ทางพม่าก็ทวาย ตะนาวศรี มะริด อันนี้ก็เป็นคนไทยทั้งนั้นถ้าทุกคนมา ปัญหาตามมาเราจะขัดแย้งกับ เพื่อนบ้านไหม เป็นการไปแย่งประชาชนเขาไหมเราคิดไหม เกิดเขาว่าพวกนี้เกิดมีความคิด ในการที่จะแย่งประชากรของเขานะครับ เราจะไม่ขัดแย้งกับต่างประเทศหรือเพื่อนบ้านเรา ประเทศพม่าเหมือนกัน เขาจะไม่หาว่าเราเอาคนประเทศเขาเป็นกันชนระหว่างประเทศ หรือพม่ามีเยอะนะครับ ที่เขาไม่ขึ้นทะเบียนพม่าเขาเกิดมาขึ้นเป็นคนไทย จะทําอย่างไร ตอนนี้ อันนี้ก็ฝากผู้เกี่ยวข้อง ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณครับ คุณสุนัย เชิญครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ของพรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมก็นั่งฟังการอภิปรายด้วยการให้ความสนใจต่อกฎหมายฉบับนี้ แม้จะเป็นการแก้ไขเพียงไม่กี่มาตรา น่าเสียดายมากครับที่เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลนั้น แทนที่จะมุ่งเน้นดูข้อบกพร่อง ข้อเสียหาย หรือข้อดีของกฎหมาย กลับใช้นิสัยเดิม ๆ ไปทิ่มไปแทงอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยอยากจะก้าวล่วง ซึ่งการเสียดสีกันอย่างนั้นผมคิดว่าระวังบาปจะตามมาถึงนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่กําลังจะเป็น อดีตในไม่กี่เดือนนี้ อาจจะอยู่ประเทศนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ด้วยเหตุผลอื่นหรอกครับ ด้วยเหตุผล สั่งฆ่าประชาชน ผมว่าเรามาตั้งต้นศักราชใหม่ดีกว่าท่านประธานครับ แม้จะซ้ําแล้วซ้ําเล่า เรามาถึงเนื้อความของกฎหมายฉบับนี้ว่ามีข้อบกพร่องอะไรบ้าง มีข้อดีอะไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมฟังจากท่านรัฐมนตรีได้นําเสนอเรื่องนี้ ก็ดูจะเป็นการอ่านตามข้อเหตุผลที่เขียนมา ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอันหนึ่งว่า ท่านได้คิดถึงประเด็นนี้หรือเปล่าครับ ท่านรัฐมนตรี ซึ่งกฎหมายนี้มีแนวโน้มผ่านแน่ ท่านคิดถึงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ ประเทศเพื่อนบ้านไหมครับ คนไทยพลัดถิ่นตามเงื่อนไขที่ท่านว่ามานี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่แถว ๆ นี้ ละครับ คงไม่ได้กระจายอยู่ที่ประเทศอเมริกา ประเทศอังกฤษ แต่คงจะกระจายอยู่ประเทศ เพื่อนบ้านในอาเซียนนี้เอง ในภาวะที่รัฐบาลนี้ได้บริหารประเทศจนกระทั่งทะเลาะกับ ชาวบ้านเขาได้ถึงขั้นทําสงครามกัน ท่านกําลังพูดถึงการให้สัญชาติของคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งอาจจะเป็นประเทศเขมร อาจจะเป็นประเทศลาว หรืออาจจะเป็นประเทศพม่าท่านครับ การแบ่งสัญชาติที่ท่านบอกว่ามีการพลัดถิ่นอันเป็นเงื่อนไขตามกฎหมายนี้ ว่ากันจริง ๆ แล้ว ถ้ากฎหมายนี้ผ่านขึ้นเมื่อไร คนไทยที่มีเชื้อสายผูกพันกันอย่างที่ผมกราบเรียนไปนี้ ผมว่า ไม่มากก็น้อย ส่วนหนึ่งอยากจะเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้นได้ทําให้กลายเป็นกลิ่นหอมจรุงใจที่จะทําให้คนในประเทศ เพื่อนบ้านที่ยังมีความเติบโตทางเศรษฐกิจต่ํากว่าอยากจะมาอยู่ทางนี้ อยากจะมาอยู่เมืองไทย ประเทศเพื่อนบ้านอาเซียน เขาจะแฮปปี้ (Happy) ไหมครับ เขาจะมีความสุขไหมครับ ถ้าท่านคิดไม่ออก ผมจะเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ให้ท่านเห็น การที่เราเปลี่ยนชื่อจากสยาม เป็นไทยว่าจริง ๆ ก็คือเป็นรัฐที่จะขยายอาณาเขต อิทธิพลของรัฐสยามในช่วงสมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาแล้ว เพลงปลุกใจต่าง ๆ ได้บ่งบอกให้เห็นว่าเราต้องการจะขยายอิทธิพลเข้าไปในครอบครองในแหลมทองนี้ ซึ่งมีคน เชื้อสายไทยอยู่ในทั้งประเทศเวียดนามใต้ อยู่ในทั้งประเทศเวียดนาม ในประเทศจีนตอนใต้ ในประเทศพม่า ในประเทศลาว ในประเทศกัมพูชา รวมตลอดทั้งประเทศมาเลเซีย ทําไม ต้องเปลี่ยนสยามเป็นไทยละครับ เพื่อจะให้ได้สัญญาณว่าชื่อไทยนี้มันไม่ได้อยู่ที่ประเทศนะ เชียงตุงนั่นก็ใช่นะครับ คนไทยอยู่ที่ไหนนี่เป็นอิทธิพลของเราทั้งนั้น นั่นอยู่ในศตวรรษที่ ๒๐ ต้น ๆ นะครับ ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดความกระทบกระทั่งกันในภาวะสงครามช่วงสงครามโลก ครั้งที่ ๒ หรือช่วงสงครามมหาเอเชียบูรพา ในภาวะสงครามอย่างนั้นอาจจะมีสถานะอย่างหนึ่ง แต่วันนี้โลกได้ยุติสงครามแล้ว และโลกกําลังพูดถึงสงครามเศรษฐกิจโดยพื้นฐาน เราเสนอ กฎหมายอย่างนี้ขึ้นมาถ้าเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยจอมพล ป. มันก็บอกได้ว่าจะเกิด ผลกระทบเรื่องของการที่จะไปดึงจูงใจผู้คนในรัฐต่าง ๆ ที่อยู่ประเทศเพื่อนบ้านเรามาเป็น คนไทย เราจะเข้าไปมีอิทธิพลในประเทศเขาหรือครับ ตรงนี้ท่านได้มองหรือไม่ นี่ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ ที่ผมเองไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการก็อยากจะ ฝากข้อคิดเห็นไว้ ผมมาดูพิจารณาจริง ๆ แล้วผมว่าผลเสียจะมากกว่าผลดีด้วยซ้ํา ปรากฏว่า ในเนื้อกฎหมายนี้ไม่ได้พูดถึงฐานะทางเศรษฐกิจของคนที่จะได้สัญชาติจากกฎหมายนี้เลย ท่านประธานครับ โลกสมัยใหม่ผมเองอยากจะให้รัฐบาลนี้เวลาออกกฎหมายนั้นคํานึงถึง ความเป็นรัฐสมัยใหม่ รัฐสมัยใหม่วันนี้ไม่ได้อยู่ด้วยเรื่องสัญชาติอย่างเดียว แต่อยู่ด้วย คุณภาพชีวิต คุณภาพชีวิตของคนที่อยู่ในรัฐนั้น ท่านประธานครับ ถ้าท่านจะออกกฎหมาย อีกฉบับหนึ่งให้มันกว้างกว่านี้ ให้มันมีหลักเกณฑ์ชัดเจน อย่าเปิดช่องทางให้การทุจริตได้ ผมกลับจะพอใจมากกว่า ในประเทศแคนาดา ในประเทศออสเตรเลีย ในประเทศนิวซีแลนด์ ไม่ต้องคํานึงเลยว่าเป็นชาติพันธุ์ประเทศแคนาดา ชาติพันธุ์ประเทศออสเตรเลีย ชาติพันธุ์ ที่พลัดถิ่นไปที่โน่นที่นี่ เขาเขียนกว้างเลยครับ ถ้าใครเข้าเงื่อนไข ๕ ข้อ ๗ ข้อนี้ไม่ต้อง ชาติไหนมาอยู่ได้เลยครับ ๑. อายุต้องไม่มากเกินไป ๒. การศึกษา ต้องเป็นคนการศึกษาดี ๓. มีเงินจํานวนหนึ่งที่โชว์และเอามาฟิกซ์ในรัฐของเขา เขาได้ออกกฎหมายหลายประเทศ แล้วเรื่องสัญชาติ ก้าวหน้ากว่ากฎหมายฉบับนี้มาก คือไม่ได้เน้นความเป็นประเทศแคนาดา ไม่ได้เน้นความเป็นประเทศออสเตรเลีย ไม่ได้เน้นความเป็นเชื้อชาติ แต่เน้นศักยภาพของ การดํารงอยู่แห่งคุณภาพชีวิต กรุณามีทุนมาด้วย ถ้าไม่มีสตางค์เข้ามาเลยชาติเดียวกับเขา เขาก็ไม่เอามา เพราะอะไรครับ เพราะโลกสมัยใหม่กําลังก้าวสู่โลกหรือรัฐที่เรียกว่า รัฐสวัสดิการ รัฐจึงมีต้นทุน ในประเทศที่เจริญแล้วเดี๋ยวนี้มีปัญหาคือจะต้องมีคนมาช่วยทําการผลิตมาก ๆ ถ้าคุณมีทุนมากเข้ามาขยายการลงทุนมาก ๆ แม้จะเป็นประเทศจีน เป็นประเทศฮ่องกง เขาก็ยินดีเปิดรับแม้จะหน้าตา ตาเล็ก ๆ แบบกระผม จมูกไม่โด่งเหมือนฝรั่ง เขาก็รับครับ เพราะว่าเขาต้องการเข้ามาสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพื่ออะไรครับเพื่อเป้าหมายคือ คุณภาพชีวิตของคน แต่รัฐไทยเรานี้เรากําลังจะไปรวมพวกเชื้อชาติกลับมา ก็รัฐบาลท่าน ไม่ใช่หรือครับ ท่านรัฐมนตรีฟังหรือเปล่าอย่าไปไชจมูกอยู่ตลอดเวลาท่านครับ ท่านกําลังพูด ไม่ใช่หรือว่าท่านกําลังจะสร้างรัฐสวัสดิการขึ้น รัฐสวัสดิการจําเป็นต้องเอาภาษีของประชาชน ในรัฐนั้นเข้ามาโอบอุ้มดูแลประชาชนแห่งรัฐเรา แล้วถ้าผู้คนที่เข้ามานั้นมาผ้าเตี่ยวผืนเดียว ยากจนอยู่ เข้ามาก็ต้องมากินประโยชน์จากแฟ็กซิลิตี้ (Facility) ทั้งหลาย จากถนนทั้งหลาย ที่เราลงทุนไป จากโครงการบริการดูแลต่าง ๆ ทั้งหมด กองทุนหมู่บ้าน เรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี เป็นภาระขึ้นทั้งหมดครับ ท่านประธานครับ ถ้าไม่กําหนดเงื่อนไขรายละเอียดในปรัชญา แห่งรัฐสมัยใหม่เข้าไปแล้ว ในที่สุดจะเกิดผลกระทบแก่คนที่อยู่ก่อน เราไม่ได้รังเกียจเชื้อชาติ ผมเองไม่ได้รังเกียจเชื้อชาติเลยครับ กว้างเสียด้วยท่านประธานครับ ขอประทานโทษเถอะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ถูกโจมตีหาว่าไม่ใช่มีเรื่อง ๒ สัญชาตินะครับ ก่อนหน้านี้ก็ถูกโจมตี ว่าอีกสัญชาติหนึ่ง แต่บังเอิญท่านครับ เรื่องอย่างนี้ผมไม่เคยพูดเลย แล้ววันนี้ก็ไม่พูด แต่ว่าจะเป็นเรื่องข้อกฎหมายจะต้องถูกฟ้อง ท่านนายกรัฐมนตรีพยายามปิดบังนี่อีกเรื่องหนึ่ง ส่วนท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไว้ว่านักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบเหนือกว่าประชาชน อันนี้อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ท่านไปรับผิดชอบคําพูดของท่านเองนะครับ แต่ว่าท่านจะเป็น สัญชาติอะไรใกล้ ๆ แถวนี้อีกสัญชาติหนึ่งนี่ผมไม่พูด เพราะอะไรครับ ท่านประธานครับ เพราะเรื่องสัญชาตินั้นมันเป็นเรื่องมนุษย์ชาติเราเป็นเพื่อนมนุษย์กันครับ ผมจึงคิดว่าถ้าเรา ออกกฎหมายให้กว้างขึ้นไปอีก โดยใส่ปรัชญาของรัฐสมัยใหม่ที่ต้องเน้นเรื่องคุณภาพชีวิต ของคนที่อยู่ในรัฐนี้ เน้นหยูกยาดี ๆ เน้นรักษาพยาบาลดี ๆ เน้นการศึกษาดี ๆ เน้นการบริการ ของรัฐดี ๆ ในลักษณะของรัฐสวัสดิการ ตรงนี้สิครับสําคัญที่สุด แต่ว่าอันนี้ไม่มีครับ ไม่มีเลย
ประการที่ ๓ ท่านครับเป็นปัญหาอีก ผลกระทบต่อระบบกฎหมายเดิม หลายกฎหมาย ท่านครับถ้าคนที่ได้สัญชาติเหล่านี้ถือเป็นคนไทยมายาวนานแล้วนะครับ เป็นคนไทยมาตั้งแต่ปู่ทวดแล้วถ้าตามกฎหมายที่ท่านเสนอเข้ามานี้ เข้ามาแล้วจะเกิด ความขัดแย้งกับคนไทยอย่างกระผมไหม จะเกิดความขัดแย้งกับคนไทยลูกครึ่งไหม ขัดแย้ง อย่างไรครับท่านประธาน ท่านประธานอาจจะไม่มีปัญหานี้แม้ท่านจะพูดภาษากัมพูชาได้ พูดภาษาเขมรได้ แต่กระผมเองได้รับผลกระทบ คนอย่างกระผมที่เรียกว่าลูกจีนหลานจีน ยังได้รับผลกระทบอยู่เลยครับ วันนี้ความเสมอภาคแห่งคนไทยไม่มีนะครับ ท่านประธานครับ กระผมเองนี้แม้จะรักชาติอย่างไร อยากจะไปเป็นทหารสมัครไม่ได้ครับ เป็นทหารขี้ข้าได้ครับ ที่เรียกว่าเป็นพลทหาร แต่จะไปสมัครสอบนายสิบ นายร้อย จปร. โรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้ครับ ลูกของผมที่เกิดที่นี่ก็ยังทําไม่ได้ เพราะอะไรครับ เพราะเรามีระบบกฎหมายที่ขีดคั่นไว้ ว่าใครจะเข้าสู่กระบวนการอํานาจรัฐทางการทหารนั้นจะต้องมีสัญชาติไทยถึง ๒ ชั่วคน แล้วคนเหล่านี้เข้ามาจะได้ไหมครับ ถ้าแปลงสัญชาติแล้วจะกระทบต่อกฎหมายอันนั้นไหม ผมว่าถ้าเรามองจริง ๆ วันนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ตระเวนหลายรัฐได้มีการพบปะพูดคุยกับผู้คนไทยเป็นจํานวนมาก ท่านครับใครจะว่า อเมริกาอย่างไรก็ตามที แต่ผมว่าโดยโครงสร้างกฎหมายของเขาน่าชื่นชมมาก คนไทย เป็นจํานวนมากครับ เพิ่งอพยพไปเจเนอเรชั่น (Generation) แรกครับ แต่ลูกของเขา ผมไปเจอคนหนึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ลูกเป็นทหารครับ เป็นทหารอเมริกัน ผมถามบอกว่า ที่เป็นทหารอเมริกันได้เกิดที่อเมริกาหรือเปล่าครับ ตัวดําปิ๊ดปี๋มาจากอีสานครับ จูงมือกันมา จากโคราชเลย แต่สมัครเป็นทหารได้ครับ แต่คนไทยวันนี้ ผมเกิดที่นี่ผมสมัครได้แค่ทหารขี้ข้าเท่านั้นนะครับ เข้าโรงเรียนเตรียมทหารไม่ได้ เข้าโรงเรียนนายร้อยไม่ได้ เพราะกฎหมายขีดคั่นไว้ ลูกผมก็ยัง ไม่ได้อีก ต้องหลานเหลนผมโน่น อย่างนี้เมื่อท่านร่างกฎหมายนี้มาแล้ว มันจะขัดแย้งกันไหม ท่านรัฐมนตรีครับ ผมฝากท่านไว้ ๓ ประเด็นใหญ่ ๆ นะครับที่ไม่ซ้ํากับใครเลย คือ ๑. ผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน เพราะว่าท่านก็เป็นรัฐบาลที่ได้ชื่อว่าบริหารได้ดีมากถึงกับขนาด รบกับประเทศเขมรได้นี่ ผมว่าสุดยอดที่สุดแล้ว แล้วประเทศบ้านเขาจะรู้สึกอย่างไรไหม ท่านกําลังจะสร้างอิทธิพลในประเทศเขาหรือเปล่า เพราะคนไทยอย่างนี้ยังอยู่ที่เสียมราฐ พระตะบองเต็มเลย ตกลงจะไปกลืนประเทศเขาหรือ ยังอยู่ตามชายแดนประเทศลาวเต็มไปหมด รวมตลอดทั้งคนที่อยู่เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่พอจะอ้างได้อิงได้ ๓ ชั่วคน ๔ ชั่วคน อาจจะ ขนกันมาอีกก็ได้ในจุดช่องว่างที่เรามีอยู่ อย่างที่ผมกราบเรียนท่านไป ๓ ข้อ และข้อที่ ๔ ก็เหมือนกับท่านสมคิด ท่านครับถ้าจะเขียนหลักเกณฑ์จริง ๆ กฎหมายนี้ผมว่าต้องไปดู หลักเกณฑ์อีกมากครับว่าทําอย่างไร จะไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันเรื่องสัญชาติ ซึ่งมีประวัติมายาวนานแล้วครับ ประวัติการทุจริตสัญชาติในประเทศไทยนี้ยาวนานมาก ทํากันอย่างดาษดื่น ยิ่งท่านเปิดช่องว่างอย่างนี้ บานเลยครับ มีหลายคนครับจะสมัครเป็น สัญชาติโน้นสัญชาตินี้ คนไทยนี้อยากจะไปอยู่ประเทศไหนที่เขาเปิดสัญชาติอยู่ตอนนี้ เขาไม่ใช่รับประเทศเดียวนะ เขารับทั่วโลกเลยนะครับ ประเทศอินเดียไปก็ได้ ประเทศจีน ก็ไปได้ครับ หลายประเทศที่ผมกล่าวแล้ว แต่เขามีตัวเลขรัน (Run) ไว้เลยครับ ด้วยระบบ คอมพิวเตอร์ครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ถ้าเข้าเกณฑ์นี้ค่อยเข้าสู่การพิจารณาให้สิทธิการวินิจฉัย ของเจ้าหน้าที่รัฐน้อยที่สุด การวินิจฉัยให้อํานาจการวินิจฉัยแก่เจ้าหน้าที่รัฐมากที่สุด นั่นคือสตางค์ครับท่านประธาน ผมฝากไว้ ๔ ประเด็น เพราะผมเองก็ไม่มีโอกาสที่จะไปเป็น คณะกรรมาธิการ แต่ขอฝากไว้ว่า ๔ ประเด็นนี้ให้ท่านพิจารณา แต่ว่าจะทันหรือไม่ เพราะผมเข้าใจว่าท่านอยู่อีกไม่เกิน ๓ เดือน ก็ไปแล้วรัฐบาลนี้ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ คนสุดท้าย ขอเป็นสุดท้ายนะครับ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอใช้คําว่า รัฐบาลชุดนี้ก็คิดแปลก ๆ คิดใหม่ ๆ ได้เหมือนกันนะครับ ซึ่งท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้เสนอกฎหมายฉบับนี้ในนามของรัฐบาล แต่สิ่งหนึ่งที่ตอนต้นท่านเสนอท่านดูเหมือนว่าจะบอกกล่าวว่า เรื่องนี้มันเกิดมานานแล้วก็มี ปัญหามา แล้วท่านก็บอกว่ามันเป็นช่วงเวลาที่นําเสนอกฎหมายนี้เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งจะดู เหมือนว่าจะบอกกล่าวว่ารัฐบาลที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ให้ความสนใจ แต่โดยความเป็นจริงแล้ว ทุกรัฐบาลพยายามที่จะแก้ไขเหมือนกันครับ ไม่อย่างนั้นมันก็คงจะไม่มีกฎหมายฉบับนี้ ที่เกิดขึ้นมาแล้วก็มีการแก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวเพิ่มเติมขึ้นมา ท่านประธานครับ ในขณะที่ เรากําลังดูพิจารณา ผมว่าเป็นการจุดประกายของผู้ที่ถูกเรียกว่า ผู้พลัดถิ่น หรือคนไทย ที่เคยอยู่อาศัยในส่วนของอาณัติของประเทศ แต่ถูกแบ่งพื้นที่หรือดินแดนการปกครอง ออกไปสู่ประเทศอื่นในปัจจุบัน แต่สิ่งหนึ่งนั้นบุคคลเหล่านี้ที่มาเรียกร้องเขาก็คือคนไทย ซึ่งมีถิ่นฐานอยู่ อาจจะอยู่ในอดีต ปัจจุบันก็ยังอยู่ในประเทศไทย ผมฟังตามข่าวว่ามีการ เรียกร้องมานานเพื่อที่จะรักษาสิทธิในเรื่องของลูก ในเรื่องของคนที่เขายังอยู่ แต่ก็อยู่ ในประเทศไทยนี่ละครับ แต่ปัญหาก็คือว่าตัวคนเหล่านี้ไม่ได้ใช้สิทธิอะไรเลย รัฐบาลออกสิทธิ ต่าง ๆ ในเรื่องของการรักษาสุขภาพก็ไม่ได้รับ รัฐบาลบอกว่าเรียนก็ไม่ได้รับสิทธิในการเรียน แม้กระทั่งสิทธิในการแจ้งเกิดหรือแจ้งในเรื่องของการทําอาชีพต่าง ๆ ที่จะเป็นเรื่องของงาน ที่จะให้เขาได้เกิดประโยชน์ ผมดูในเรื่องของหลักการก็คงเป็นเรื่องปกติครับเป็นการแก้ไข ปัญหาในเรื่องของสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งเป็นเชื้อสายไทยที่ต้องการเป็นคนในบังคับ ของประเทศอื่น เนื่องจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในราชอาณาจักร แต่ส่วนหนึ่งพอมาดู ในมาตรา ๓ คือในคํานิยามครับว่า คนไทยพลัดถิ่น หมายถึงผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้อง กลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต ของราชอาณาจักรไทยในอดีต ถามว่าตรงนี้ใครก็ทราบครับว่า ราชอาณาจักรไทยสมัยรัชกาล ที่ ๕ ก็มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แล้วก็เป็นเขตพื้นที่ในเรื่องของการปกครองในสมัย ล่าอาณานิคม สิ่งนี้พอใส่ลงไปแล้วเป็นคํานิยามซึ่งเขียนออกมา พอลงมา ซึ่งปัจจุบันผู้นั้น มิได้ถือสัญชาติไทย สัญชาติของประเทศอื่น แสดงว่าบุคคลที่กล่าวถึงยังไม่มีสัญชาติ แล้วจะสืบสัญชาติโดยการให้สัญชาติในกฎหมายฉบับนี้ใช่หรือเปล่าครับ ถ้าเขียนไว้อย่างนี้ และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง อันนี้ละครับ คือกลุ่มคน เหล่านี้ที่ท่านจะแก้ไขปัญหา ในความหมายของผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายคนอภิปรายว่า เกรงว่าจะไปมองว่าคนที่อยู่ในประเทศต่าง ๆ ที่เคยอยู่ในอาณัติของเรานี่นะครับ พูดง่าย ๆ ว่าเป็นพื้นที่เดิมของเรา แต่ตอนนี้พอไปเปลี่ยนปุ๊บก็ไปอยู่ในพื้นที่ของเขตประเทศอื่น จะใช้ สิทธิในการข้ามมานี่ แต่ถ้าเขียนในลักษณะอย่างนี้มันก็ย่อมแสดงให้เห็นว่าคนที่อยู่ ในประเทศไทย ณ ปัจจุบันเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย ก็ชัดเจนครับว่า คนกลุ่มเหล่านี้ขณะนี้อยู่ในประเทศ แต่มีความเดือดร้อนอยู่ในประเทศไทย ได้รับการสํารวจ จัดทําเบียนตามกฎหมาย ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แล้วก็ว่าด้วยกฎหมายทะเบียนราษฎร์ภายใต้ หลักเกณฑ์ เงื่อนไขของคณะรัฐมนตรีกําหนดไว้ หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทํานองเดียวกัน ตามที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวง ตรงนี้ละครับคือจุดเริ่มต้น ผมมองว่าผมรับได้ เพราะเข้า เงื่อนไขว่าอยู่ในประเทศ มีความเดือดร้อน มีความต้องการในเรื่องต่าง ๆ เพราะเข้ามาอาจจะ ตอนที่มีช่วงระยะเวลา ประเทศเขาเกิดภาวะสงครามหลังจากที่เราแบ่งพื้นที่ไปให้ปกครอง หรือมีความต้องการที่จะกลับมาสู่ภูมิลําเนาเดิมเพราะมีญาติพี่น้องอยู่ แต่พอมาอยู่แล้ว กลายเป็นว่ารัฐเองไม่ได้จัดขึ้นทะเบียนหรือสัญชาติให้ เพียงแต่ขึ้นว่ามีคนเข้ามาอยู่อาศัย กลายเป็นว่าบุคคลเหล่านี้ ไม่มีความชัดเจนในสัญชาติ ขณะนี้กฎหมายฉบับนี้พอจะออกปุ๊บ ผมยังสงสัยครับ ต้องเรียนถามท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรีว่า หรือเป็นผู้ซึ่งมี ลักษณะอื่นทํานองเดียวกันตามที่กําหนดไว้ในกฎกระทรวงอื่นตามที่กําหนดไว้ หมายถึงอะไร ตรงนี้นะครับ เพื่อนสมาชิกกําลังงงว่ากําหนดข้ามไปอยู่ในขณะนี้ซึ่งพูดใช้คําว่า หรือ แสดงว่า คนที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขในขณะนี้ คือไม่ได้มาอยู่ในประเทศและไม่ได้ขึ้นทะเบียนสามารถที่จะ เข้ามาได้หรือเปล่า ถ้าสามารถที่จะเข้ามาได้ เราเองก็เป็นห่วงวิตกครับว่าเรื่องกฎหมายฉบับนี้ ปี ๒๕๐๘ จะถือเอาจากคนที่เข้ามาอยู่ในขณะปี ๒๕๐๘ เป็นเกณฑ์หรือเปล่า หรือจะยาว ออกไปว่ากฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับย้อนไปในอดีตเกินกว่าหรือเปล่า เพราะส่วนท้ายที่เขียนไว้ ที่ผมได้นําอ่านไปในมาตรา ๓ มันมีผลกับเรื่องดังกล่าวที่จะต้องมีการเพิ่มประชากร โดยประชากรคนอื่นเข้ามาอยู่หรือเปล่า ท่านประธานครับ ทีนี้มันมีส่วนหนึ่งซึ่งผมเอง ยังติดใจว่าในมาตรา ๔ คนที่เป็นประธาน ใน (๙) ที่ได้เขียนเพิ่มเติมขึ้นมานี่ครับ ใน (๑) (๙/๑) ให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ประกอบไปด้วยปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทน กระทรวงยุติธรรม ผู้แทนสํานักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้แทนสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้แทนสํานักงานตํารวจแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตําแหน่ง อันนี้ชุดแรกครับ ในชุดที่อ่านมานี้ มีทั้งหมด ๓ วงเล็บ ซึ่งผมเรียนว่าคนที่จะทําในเรื่องดังกล่าวนี้ล้วนแล้วแต่มีตําแหน่งที่สูง ท่านกังวลไหมครับ ท่านกลัวไหมว่าคนเหล่านี้จะทําให้กฎหมายของท่านกับความเดือดร้อน ที่เกิดขึ้นนี้ล่าช้า ในการประชุม ในการเตรียมการต่าง ๆ เหล่านี้ และท่านมั่นใจไหมครับว่า คนเหล่านี้จะสามารถเข้ามาพิจารณาได้ จะส่งตัวแทนหรือเปล่า เพราะเห็นเขียนกฎหมาย แล้วพยายามที่จะเขียนคนโดยตําแหน่ง ไม่มีการใช้คําว่า ในส่วนของปลัดกระทรวง เป็นประธานกรรมการ แต่ส่วนของผู้แทนต่าง ๆ ผมเองไม่ได้กังวลเลย เพราะว่ามันสามารถ ทดแทนได้ แต่เป็นกังวลว่าคนที่ท่านใช้นี้มันสามารถทํางานได้จริงหรือเปล่า เพราะว่าส่วนหนึ่ง ที่อยู่ข้างล่างนี่ คนที่จะชี้พิสูจน์สิทธิต่าง ๆ เหล่านี้มันอยู่ตามอําเภอ ตามเขตภูมิลําเนา หรือตามจังหวัดมากกว่า ในส่วนของที่ท่านเขียนไว้คงจะต้องลงไปดูในรายละเอียดนะครับ เพราะฉะนั้นที่กังวลก็คือในส่วนของมาตรา ๙/๕ ที่เพิ่มในส่วนของมาตรา ๔ ที่เป็นอนุมาตรา ลงมานี้ ผู้ใดอ้างเป็นคนไทยพลัดถิ่นประสงค์จะได้รับรองการเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้ยื่นคําขอ ต่อพนักงาน แสดงว่าถ้ามีการอ้างก็ต้องมีการตรวจสอบ แต่การตรวจสอบในลักษณะดังกล่าวนี้ มันจะเกิดเป็นผลหรือเปล่า อย่างไร ผมว่ากฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ถ้าบอกว่า การทําเรื่องกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ประโยชน์หรือให้สิทธิกับคนนี้ ผมเห็นด้วย เพราะ ประเทศไทยอย่างท่านสุนัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านบอกไปแล้วว่าประเทศในซีกฝั่งตะวันตก หรือฝั่งตะวันออกของอีกซีกหนึ่งของประเทศเราของโลก เขาเปิดกว้างในเรื่องของการ ให้มนุษยชาติมีการเดินและอพยพในการย้ายถิ่นฐาน หลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เราจะให้สิทธินี้ ดูเหมือนว่าช่างยากเย็นเหลือเกิน แต่กฎหมายฉบับนี้เป็นการเปิดช่องและโอกาสให้กับคนที่ ด้อยสิทธิ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเรียนฝากแล้วก็ถามนะครับว่ามันเป็นประโยชน์ จริงหรือไม่ไม่ทราบ แต่ผมมองว่ากระบวนการในความรู้สึกของพวกผมเอง ในฐานะที่ พวกผมเองก็ยอมรับครับว่าเชื้อสายนี้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากประเทศจีน ท่านประธาน ก็คล้ายคลึงกัน คนที่ถือใบทะเบียนต่างด้าว ทุกวันนี้ก็ยังถืออยู่ครับ การไปต่อทะเบียนตั้งแต่ สมัยก่อนเป็นปัญหาอุปสรรค ต้องมีการเสียเงินใต้โต๊ะ ต้องมีการพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ จนสิทธิต่าง ๆ บางคนขาดในวันนี้นะครับ ในวันนี้ขาดเพราะต่อไม่ได้ กลายเป็นคนที่ไม่มี ภูมิลําเนาทั้ง ๆ ที่อพยพมาอยู่ในประเทศนานมันก็จะคล้ายคลึงกับอันนี้ ผมจะฝากครับ ท่านประธานว่าถ้าจะทํานี้ ฝากท่านรัฐมนตรีคงจะต้องไปดูและเพิ่มเติมในข้อต่าง ๆ ในกฎหมายแต่ละฉบับ กฎหมายฉบับนี้อาจจะแยกออกไป แต่กฎหมายของผู้ที่มาอยู่ ในกฎหมายต่างด้าวนั้นก็ต้องเพิ่มเติม รวมถึงวันนี้ท่านยังไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมาก คนที่อยู่ริมคลองในเขตผมก็แล้วกัน เขตมีนบุรีไม่น้อยกว่าเป็นหลักร้อยครับที่เกิดในพื้นที่ พ่อแม่ก็อยู่ในพื้นที่ แต่ไม่ได้ต่อสิทธิบัตรประชาชนไม่ได้ต่อ หรือทําบัตรประชาชนอายุเป็นสิบครับ บางคนจนมีลูกแล้วตัวเองยังไม่มีบัตรประชาชน มีลูกและมีหลานยังไม่มีบัตรประชาชน สํานักงานเขตในกรุงเทพมหานครไม่ใส่ใจ ไม่ลงไปดูทะเบียนราษฎร์ นี่ละครับเป็นปัญหา ที่สําคัญมากกว่า เพราะเป็นคนไทยและสืบได้ แต่ในขณะวันนี้บังเอิญการสืบต้องมีคนชี้ กรุงเทพมหานครไม่มีกํานันผู้ใหญ่บ้านแล้วครับ ท่านประธานคงทราบ เพราะเคยผ่านการเป็น กํานันมาก่อน สามารถใช้ตําแหน่งหน้าที่เจ้าพนักงานปกครองชี้ว่าบุคคลคนนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร และรับรองได้ ผมเองก็รับรองไม่ได้ครับท่านประธาน ส.ข. ก็รับรองไม่ได้ ส.ก. ก็รับรองไม่ได้ ชุมชุนก็รับรองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่เห็น ทั้ง ๆ ที่ทราบ แต่คนที่ทํานี่คือเจ้าหน้าที่ ต้องใช้เวลาสอบ แต่การสอบนี่นํามาซึ่งประโยชน์ของคนที่อยู่อาศัย วันนี้ไม่มีเลยครับ อาศัยบุกรุกริมคลอง อยู่ แล้วก็เป็นภาระ ไม่มีบ้านเลขที่ ไม่มีอะไรทั้งนั้น แล้วก็เป็นภาระครับ เรียนก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ กลายเป็นคนประเภทไหน ยิ่งกว่าคนที่เรากําลังจะออกกฎหมายฉบับนี้ให้ใช้ ฉะนั้นผมเรียนฝากท่านประธานเพิ่มเติมให้ว่าคนเหล่านี้ท่านรัฐมนตรีช่วยสั่งการไปรัฐบาลนี้ ต้องสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยและคนที่เกี่ยวข้องนี้ขึ้นทะเบียนให้เขาเถอะ ขึ้นทะเบียน ราษฎร์ เขาไม่มีเงินที่จะไปใช้ใต้โต๊ะ คนที่เข้ามานี่ถือทะเบียนสัญชาติปลอมเยอะมาก ในประเทศไทย แต่กฎหมายฉบับนี้กําลังทําให้เกิดประโยชน์ แต่ในทํานองเดียวกันก็ควรที่จะ ช่วยดูคนที่ด้อยประโยชน์และเป็นคนไทยแท้ ๆ ด้วยครับ ผมเห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้ แต่ขอให้กรรมาธิการดูให้เกิดความรอบคอบและขอคําตอบด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณครับ กระผม ขอปิดอภิปรายเพราะเราอภิปรายมานานพอสมควรแล้วก็ได้เนื้อหาสาระก็ถือว่าที่ประชุมนี้ ปิดอภิปรายนะครับ ต่อไปผู้เสนอมีสิทธิมีอภิปรายสรุปได้อีกครั้งหนึ่งตามข้อ ๖๗ เชิญท่านรัฐมนตรีสรุปครับ สั้น ๆ หน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับ ทั้งที่ร่วมกันเสนอพระราชบัญญัติสัญชาติฉบับนี้ ซึ่งมีเป้าหมายอันเดียวกัน นั่นก็คือการคืนสัญชาติให้กับพี่น้องคนไทย ซึ่งได้พลัดถิ่นไป แล้วก็กลับคืนมายังแผ่นดินแม่ของเขาให้ได้มีศักดิ์ศรีและฐานะความเป็นคนไทยอย่าง เท่าเทียมกัน กับทั้งขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ได้สอบถามให้ข้อคิดเห็นหลายประเด็น ซึ่งเป็น ประโยชน์ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ แต่ผมต้องเรียนกับท่านประธานเพื่อเป็นการ สรุปแล้วก็ตอบคําถามของเพื่อนสมาชิกในหลายประเด็นด้วยกันที่ได้มีการอภิปรายกันมา ตลอดระยะเวลานับเป็นชั่วโมงนะครับ ในประการแรกทีเดียวนั้นต้องกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าจุดมุ่งหมายของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือการให้สัญชาติไทยโดยการ เกิดให้กับคนไทย ซึ่งเป็นคนไทยพลัดถิ่น กรณีจึงมีความจําเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ความจริง ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไทยพลัดถิ่นจริงหรือไม่ เพราะมิฉะนั้นแล้วหากไม่ใช่คนไทยพลัดถิ่น เขาก็สามารถขอสัญชาติเป็นคนไทยได้ด้วยการใช้วิธีการแปลงสัญชาติตามพระราชบัญญัติ สัญชาติได้อยู่แล้ว ในการพิจารณาความเป็นคนไทยพลัดถิ่นนั้นก็ได้คํานึงถึงปัจจัยที่สําคัญ ก็คือเกณฑ์ในการพิจารณา ซึ่งเกณฑ์สําคัญอันหนึ่งซึ่งเขียนเอาไว้ในหลักการก็คือการมี วิถีชีวิตเป็นคนไทย แต่โดยที่พระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่อาจจะกําหนดรายละเอียดของคําว่า การมีวิถีชีวิตเป็นคนไทยได้ทั้งหมด เพราะว่าอาจจะเป็นการเขียนซึ่งมีรายละเอียด ซึ่งจะต้อง เขียนไว้ค่อนข้างมาก และกฎหมายก็อาจจะไม่ยืดหยุ่นเพียงพอที่จะนําไปสู่การปฏิบัติได้ จึงได้กําหนดรายละเอียดเรื่องการมีวิถีชีวิตเป็นคนไทยเอาไว้ ซึ่งจะต้องไปตราเอาไว้ ในกฎกระทรวง ในมาตรา ๙/๕ วรรคท้าย ก็ได้บัญญัติให้มีคณะกรรมการรับรองความเป็น คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นนักวิจัยหรือนักวิชาการด้านสังคมวิทยา หรือมานุษยวิทยาด้านประวัติศาสตร์หรือกลุ่มชาติพันธุ์ ประกอบกันกับฝ่ายของเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งท่านได้มีการสอบถามขึ้นมา แล้วท่านก็จะได้ช่วยกันพิจารณาเพื่อกําหนด ในกฎกระทรวงหรือในแนวการปฏิบัติกันต่อไป นอกจากนั้นโดยที่เกณฑ์คําว่า วิถีชีวิตเป็นคนไทย จะใช้กับกรณีของคนไทยพลัดถิ่นเท่านั้น จึงไม่มีผลกระทบกับกรณีอื่น ๆ และจะไม่ก่อให้เกิด ความขัดแย้งกับกรณีอื่น ๆ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตและมีการซักถามแต่ประการใด ส่วนข้อสงสัยหรือข้อสังเกตของเพื่อนสมาชิกที่บอกว่าคณะกรรมการเหล่านี้เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ในการทํางานนั้นหน่วยปฏิบัติเป็นหน่วยในต่างจังหวัดนั้น ก็ต้องกราบเรียนครับว่ากฎหมายฉบับนี้ยังให้อํานาจเอาไว้กับคณะกรรมการ ซึ่งเป็น คณะกรรมการตามกฎหมายฉบับนี้ที่ให้การรับรอง ซึ่งในกฎกระทรวงก็จะเขียนไว้ชัดเจน และกลุ่มเป้าหมายที่จะดําเนินการตามกฎหมายนี้ก็จะมีความชัดเจนด้วย ซึ่งเพื่อนสมาชิก สามารถที่จะอ่านได้จากหลักเกณฑ์ จากบันทึกของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งประกอบร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในคราวที่มีการพิจารณากัน และได้แนบไปกับเพื่อน สมาชิกแล้ว อย่างไรก็ตามได้มีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นอภิปรายในทํานองไม่เห็นด้วยกับหลัก แนวคิดของกฎหมายฉบับนี้ และท่านก็เสนอความคิดเป็นอย่างอื่น ซึ่งต้องกราบเรียนชี้แจง ให้เกิดความเข้าใจด้วยครับว่ากฎหมายฉบับนี้นั้นมีความมุ่งหมาย เป็นการบัญญัติให้เป็น การคืนสัญชาติไทยให้กับคนไทยที่เรียกว่าไทยพลัดถิ่น ซึ่งเคยอยู่ในราชอาณาจักรไทย แต่ต้องถูกบังคับให้เป็นคนในบังคับของชาติอื่น แต่คนเหล่านี้ประสงค์จะเป็นคนไทย เขาได้ เดินทางกลับมาอยู่ยังประเทศไทยและอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว ตรงนี้เพื่อตอบคําถาม เพื่อนสมาชิกว่าจะเป็นการกระทบเพื่อนบ้านในอาเซียน มีการไปบัญญัติให้คนซึ่งกระจาย กันอยู่ในต่างประเทศอาเซียน รอบ ๆ ประเทศไทยเป็นคนไทยหรือไม่ คําตอบก็คือ ไม่ใช่ กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์จากพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นเขาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแล้ว อย่างเช่น กรณีคนไทยพลัดถิ่นที่มาจากมะริด ทะวาย ตะนาวศรี หรือข้ามไปอยู่ที่เกาะกง บางส่วนยังไปอยู่ในบางจังหวัดอื่น ๆ อีก เขาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยนานแล้ว และในกฎหมาย ก็เขียนไว้ชัดว่าได้รับการสํารวจเอาไว้แล้วตามหลักเกณฑ์ของการทะเบียนราษฎร์ เพราะฉะนั้น ในความเข้าใจผิดตรงนี้จึงต้องทําความเข้าใจให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจที่ผิดพลาดว่า จะหมายถึงคนซึ่งกระจายกันอยู่ในต่างประเทศขณะนี้ หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่คนซึ่งได้จะต้อง กลับเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานาน รวมถึงมีวิถีชีวิตที่เป็นไทย ซึ่งจะต้องมีการรับรองเอาไว้โดยกฎกระทรวงอีกครั้งหนึ่ง ข้อสงสัยว่าจะผลกระทบต่อ เพื่อนบ้านเป็นความรู้สึกเป็นการสร้างอิทธิพล จึงเป็นข้อสังเกตหรือเป็นคําถามที่มิได้เป็น อย่างที่ท่านตั้งข้อสังเกต แต่กฎหมายฉบับนี้มุ่งเฉพาะคนที่มาอยู่ในประเทศไทยแล้ว จึงไม่มี ผลกระทบต่อเพื่อนบ้านหรือเป็นการสร้างอิทธิพลแต่ประการใด ส่วนผลกระทบต่อกฎหมาย ฉบับอื่นนั้นก็เป็นผลกระทบในเชิงที่จะต้องเมื่อเขาได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว ย่อมได้ ประโยชน์ตามที่กฎหมายอื่นได้มีการบัญญัติเอาไว้ด้วย ไม่มีผลกระทบในเชิงขัดหรือแย้งกับ ตัวกฎหมายฉบับอื่นแต่ประการใด กรณีท่านกังวลว่าจะเกิดการทุจริตในเรื่องสัญชาติก็เป็น ในทางปฏิบัติครับ ซึ่งในทางปฏิบัตินี้ก็มีข้อร้องเรียนเช่นนี้อยู่เนือง ๆ ก็ยังมีคณะกรรมการ ที่จะต้องไปดําเนินการในหลายชุดด้วยกัน เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ท. ซึ่งมีสํานักงาน ป.ป.ท. ที่สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งให้มติให้รัฐบาลถอนเรื่องไปเพื่อตั้งกรรมการ ป.ป.ท. ก็มีการ ดําเนินการในอําเภอหนึ่ง ในจังหวัดทางภาคเหนือครับ ที่มีการดําเนินการในลักษณะที่เป็น การทุจริต เรื่องของการให้บัตรประชาชนกับคนซึ่งไม่มีสิทธิที่จะได้ เช่นนี้เป็นต้น ก็เป็นแนวทาง ปฏิบัติไป แต่กระผมก็แปลกใจครับ ที่ท่านได้ยกแนวคิดเรื่องสัญชาติว่าท่านไม่เห็นด้วย กับแนวคิดการให้สัญชาติแบบนี้ คล้าย ๆ ท่านพูดถึงรัฐสมัยใหม่ ผมกราบเรียนว่าแนวคิด ที่ท่านเสนอก็คือว่าน่าจะให้ความสําคัญว่าเขาเอาเงินมาลงทุนแล้วให้สัญชาติใหม่ ความจริง แนวคิดอย่างนี้เคยพูดในประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการยอมรับครับ ผมก็พยายามจะถาม จากเจ้าหน้าที่ข้างหลังว่ามีประเทศใดบ้างที่ให้สัญชาติโดยนับว่าเอาเงินมาลงทุนและให้ สัญชาติไป เจ้าหน้าที่ข้างหลังได้ทําเรื่องกฎหมายนี้อยู่ก็ตอบผมว่าในรายละเอียดก็ไม่ทราบ เหมือนกัน ก็อาจจะเป็นในข่าวบางประเทศอย่างประเทศมอนเตเนโกร เมื่อเอาเงินไปลงทุน ก็ได้สัญชาติ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ในประเทศไทยนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับครับ เพราะเกรงเหมือนกัน ว่าอาจจะเกิดปัญหา อย่างเช่นในกรณีที่เขาเอาเงินมาลงทุนแล้ว แล้วได้สัญชาติไป เขามีสิทธิ จะซื้อที่ดินที่ทางหรือเปล่า ในเวลาที่ ๓๑๐ กว่าล้านไร่ของประเทศไทย ยังมีคนไทยซึ่งเกิด ในแผ่นดินไทยที่ยังไม่มีที่ดินทํากินมากกว่า ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้จะเป็น ประเด็นหรือไม่ ในขณะเดียวกันแล้วการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยเป็นการให้สิทธิ ประโยชน์ทางอื่น อย่างเช่นกรณีบีโอไอ (BOI) หรือกรณีสิทธิประโยชน์อื่นในแง่ของการลงทุน เป็นต้น เพราะฉะนั้นแนวคิดที่ท่านว่าก็เป็นแนวคิดซึ่งไม่ตรงกับรัฐบาลชุดนี้ เว้นไว้แต่ว่า ผู้เสนออาจจะเสนอเป็นแนวนโยบายของพรรคการเมืองของท่านหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ ท่านสามารถได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่เห็นด้วยกับแนวทางนั้น
ประเด็นถัดมา ก็คือมีข้อสงสัยกันว่าผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ จะกระจายกันอยู่ตรงไหนหรือไม่ อย่างไร ความจริงในบันทึกแนบท้ายของกฎหมายนี้เขียนไว้ชัด เช่นกรณีผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ที่ได้มีการสํารวจจัดทําทะเบียนประวัติและออก บัตรแสดงสถานะ โดยแยกเป็น ๒ กลุ่ม ตามห้วงเวลาในการห้ามบุคคลต่างด้าวสัญชาติพม่า เข้ามาในประเทศไทย คือวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ ได้แก่ ๑. กลุ่มที่เข้ามาก่อนวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ กลุ่มนี้จะมีอยู่จํานวน ๗,๘๙๔ คน และ ๒. กลุ่มที่เข้ามาภายหลังวันดังกล่าว จํานวนอีก ๑,๓๘๖ คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็มีมติอนุมัติให้มีการแปลงสัญชาติแก่ผู้ผลัดถิ่นวันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๐ และวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ไปแล้ว ๔,๐๐๑ คน บุตรผู้อพยพดังกล่าว ซึ่งเกิดในประเทศไทยก่อนวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๕ ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศของ คณะปฏิวัติเมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๕ และได้มีการยื่นคําขอลงสัญชาติตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ. สัญชาติ อีกประมาณ ๒,๐๐๐ คนเศษ อันนี้ก็เป็นจํานวนที่เขาจะได้รับประโยชน์ จากกฎหมายฉบับนี้ เขาบอกว่าผู้ผลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ทั้งที่เข้ามาอาศัยอยู่ ในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จะได้รับประโยชน์ และมีส่วนหนึ่ง ซึ่งเดินทางไปที่จังหวัดตากก็จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนั้น ก็มีกรณีผู้อพยพเชื้อสายไทยจากเกาะกง ซึ่งมีการสํารวจจัดทําประวัติและออกบัตรแสดง สถานะ กลุ่มนี้ก็ออกเป็น ๒ กลุ่มตามช่วงเวลา ก็คือกลุ่มที่เข้ามาก่อนวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ จํานวน ๘,๐๐๐ กว่าคน กลุ่มเข้ามาภายหลังวันดังกล่าวอีก จํานวน ๒,๗๗๘ คน ซึ่ง ครม. ก็มีมติอนุมัติให้มีการแปลงสัญชาติให้แก่ผู้อพยพเชื้อสายไทยจากเกาะกงหลายครั้ง เช่น ในปี ๒๕๒๖ ในปี ๒๕๓๔ ในปี ๒๕๔๗ หรือใน ปี ๒๕๕๓ ก็มีผู้ได้รับการแปลงสัญชาติ ไปแล้ว ๖,๓๙๕ คน เป็นต้น นอกจากนั้นปัจจุบันผู้ผลัดถิ่นสัญชาติพม่าเชื้อสายไทย ตามข้อ ๒.๑ ที่ผมได้พูดถึงไปในตอนต้น ที่ยังไม่มีสถานะอีกประมาณ ๒,๐๐๐ คน ผู้อพยพ เชื้อสายไทยจากเกาะกงที่ยังไม่มีสถานะเป็นสัญชาติไทยอีกประมาณ ๔,๐๐๐ คน รวมลูก ของเขาอีกประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นโดยรวม ๆ แล้วคนได้รับประโยชน์จาก กฎหมายฉบับนี้น่าจะมีอยู่ประมาณ ๒๐,๐๐๐ คน อันนี้ก็คือเป็นประเด็นที่อยากจะชี้แจง ให้กับท่านประธานได้รับทราบ ส่วนประเด็นของกลุ่มอื่น ๆ ที่ท่านได้มีการพูดถึงกลุ่มต่าง ๆ ในภาคอื่นนั้น ก็จะมีมติ ครม. ซึ่งรองรับแล้วก็ดูแลกลุ่มอื่นซึ่งมิได้มีเชื้อสายไทย ซึ่งเป็นกลุ่ม ชาติพันธุ์อื่น ๆ รวมแล้ว ๑๙ กลุ่ม ซึ่งมีรายละเอียดอย่างที่มีการดําเนินการอยู่ใน สมช. แล้ว ในขณะนี้ อันนี้ก็เป็นประเด็นซึ่งอาจจะกราบเรียนท่านประธาน
ประเด็นสุดท้าย ก็คือเรื่องของกฎกระทรวง เรื่อง ๑๒๐ วัน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกต เอาไว้ก็จะรับไว้แล้วก็ไปพิจารณากันในคณะกรรมาธิการต่อไปครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุม นะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
(นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีสัญญาณให้สมาชิกที่มา ประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมจะครบหรือไม่ครบ ช่วยกรุณา เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับท่านสมาชิกที่เคารพ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมนะครับ เชิญเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ เมื่อท่านนั่งลงแล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อท่านเสียบบัตรแสดงตน เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับทุกท่าน เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ ไม่มีนะครับ ถือว่าทุกคนเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ขอขอบคุณมากครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๕๙ ท่าน ครบองค์ประชุม
(นายสุทัศน์ เงินหมื่น ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรครับ ปิดการอภิปราย แล้วครับ ๑ เสียงใช่ไหมครับ คุณสุทัศน์ หาที่ใหม่ให้คุณสุทัศน์นั่งด้วย เพราะว่าท่าน เสียบแล้วมันไม่ติด เพราะแก่แล้วมันไม่ติดหรอกครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับ คือ มีฉบับของคณะรัฐมนตรี ฉบับของ คุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ กับคณะ
ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่กดแสดงตน ยังไม่ได้แจ้งองค์ประชุม จะข้ามขั้นตอนนะครับ
อะไรนะครับ ท่านว่าอย่างไร นะครับ
ข้างบนจอไม่ได้แจ้งองค์ประชุมไว้ครับ
เมื่อสักครู่ท่านไม่ได้ฟังผม ผมก็แจ้งไปเรียบร้อยแล้วครับ เสียงผมไม่ใช่ว่าไม่ชัดนะครับ อักษร ร ชัดเลยครับ และร่างของ คุณเชิดชัย วิเชียรวรรณ กับคณะ ร่างของคุณผุสดี ตามไทกับคณะ ร่างของคุณนพคุณ รัฐผไท กับคณะ รวม ๕ ฉบับด้วยกัน ถ้าท่านเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อย แล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ มีไหมครับ ไม่มีนะครับ ผมงดการใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุมที่จะลงมติ ๓๐๐ ท่านนะครับ เห็นด้วย ๒๙๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๐ คือไม่มีนะครับ ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้ง ๕ ฉบับนะครับ
ต่อไปผมจะถามก่อนว่าจะรวมทั้ง ๕ ฉบับเลยหรืออย่างไรครับ เพื่อพิจารณา เพราะว่าหลักการ เหตุผลอะไรตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายนี้ ผมว่าไปรวมกันดีกว่าที่เรา จะต้องยกไปยกมา ลําบากนะครับ เชิญครับ
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก เนื่องจากหลักการ เหตุผลของทั้ง ๕ ฉบับ คล้ายกันก็ขอให้รวมทั้ง ๕ ฉบับครับ โดยใช้ร่างของรัฐบาลเป็นหลัก ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญเสนอ คณะกรรมาธิการครับ เต็มสภาหรือว่ากี่ท่านครับ
ท่านประธานครับ เนื่องจากขอเสนอ คณะกรรมาธิการทั้งหมด ๓๖ คนครับ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ก็แบ่งสัดส่วนดังนี้นะครับ คณะรัฐมนตรี ๕ ท่าน พรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน พรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่าน พรรคภูมิใจไทย ๒ ท่าน พรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ ท่าน พรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่าน พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม พรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช ๑ ท่าน เชิญเสนอชื่อ เลยครับ
ท่านประธานครับ คณะรัฐมนตรีขอเสนอ ๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒. นายนิพนธ์ ฮะกีมี ๓. รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร ๔. นายวีนัส ศรีสุข และ ๕. นายฉัตรไชย บางชวด
ต่อไปพรรคเพื่อไทย ๑๒ ท่าน เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... และสัดส่วนของพรรคเพื่อไทยมีรายนามดังนี้ค่ะ ๑. นายธีระ ไตรสรณกุล ๒. นางเปล่งมณี เร่งสบูรณ์สุข ๓. นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ๔. นายสุรจิตต์ ยนต์ตระกูล ๕. นายชัยวัฒน์ กุลศักดิ์วิมล ๖. นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ ๗. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๘. นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ๙. นายสมโภช สายเทพ ๑๐. พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ๑๑. นางอนุสรา ยังตรง ๑๒. นายกวี ณ ลําปาง ขอผู้รับรองค่ะ
ขอผู้รับรองด้วยครับ ช่วยยกสนับสนุนหน่อยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายองอาจ วงษ์ประยูร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสระบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ๑๑ ท่านดังนี้ครับ ๑. นายวิรัช ร่มเย็น ๒. นายธีระ สลักเพชร ๓. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ๔. นายสุวโรช พะลัง ๕. นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ๖. นายธนิตพล ไชยนันทน์ ๗. ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ๘. นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ๙. นางนิภา พริ้งศุลกะ ๑๐. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๑๑. นายภัครวิน แสงคง ขอผู้รับรองด้วยครับ
มีรับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคภูมิใจ ๒ ท่านครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายยรรยง ร่วมพัฒนา ขอเสนอรายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทยจํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ๒. นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ขอผู้รับรองด้วยครับ
ขอผู้รับรองด้วยครับ มีผู้รับรอง ถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคเพื่อแผ่นดิน ๒ ท่าน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม นายปุระพัฒน์ วิเศษจินดาวัฒนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน ขอเสนอ คณะกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ๑. นายอุดร ทองประเสริฐ ๒. แพทย์หญิงอรทัย นิคําหาญ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ต่อไปพรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ภราดร ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง พรรคชาติไทยพัฒนา ขอเสนอ รายชื่อคณะกรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนา ๒ ท่าน ๑. คุณพัชรี โพธสุธน และ ๒. คุณอภิวัฒน์ บัวพันธ์ ขอผู้รับรองครับ
ขอผู้รับรองด้วยครับ พรรคชาติไทยพัฒนา มีอยู่ ๒ ท่าน มีผู้รับรอง ๒๐ กว่าท่าน ถูกต้องครับ ต่อไปพรรครวมชาติ พัฒนากับพรรคกิจสังคม ๑ ท่านครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน วรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ขอเสนอรายชื่อของคณะกรรมาธิการของร่างพระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ในสัดส่วนของพรรคกิจสังคมและพรรครวมชาติพัฒนาคือ ท่าน ส.ส. ไกร ดาบธรรม ค่ะ
ขอผู้รับรองมีอยู่ ๑ ท่าน แต่เขารับรองกัน ๒๐ กว่าท่าน ต่อไปพรรคมาตุภูมิ พรรคประชาราช ๑ ท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสมชัย เจริญชัยฤทฺธิ์ สมาชิกพรรคประชาราช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ ขอเสนอรายชื่อกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑ ท่านครับ นายมูฮาหมัด หะยีสาแม ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้อง เชิญทบทวนครับท่านเลขาธิการ
รายนามคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ สัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๑. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ๒. นายนิพนธ์ ฮะกีมี ๓. รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนจิตรา สายสุนทร ๔. นายวีนัส ศรีสุข ๕. นายฉัตรชัย บางชวด ๖. นายธีระ ไตรสรณกุล ๗. นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ๘. นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ๙. นายสุรจิตร ยนต์ตระกูล ๑๐. นายชัยวัฒน์ กุลศักดิ์วิมล ๑๑. นายเชิดพงษ์ ราชป้องขันธ์ ๑๒. นางสาวละออง ติยะไพรัช ๑๓. นายประสิทธิ์ วุฒินันชัย ๑๔. นายสมโภช สายเทพ ๑๕. พลเอก สมชาย วิษณุวงศ์ ๑๖. นางอนุสรา ยังตรง ๑๗. นายกวี ณ ลําปาง ๑๘. นายวิรัช ร่มเย็น ๑๙. นายธีระ สลักเพชร ๒๐. นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ๒๑. นายสุวโรช พะลัง ๒๒. นายมนตรี ปาน้อยนนท์ ๒๓. นายธนิตพล ไชยนันทน์ ๒๔. ดอกเตอร์รัชดา ธนาดิเรก ๒๕. นางกันตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ๒๖. นางนิภา พริ้งศุลกะ ๒๗. นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ๒๘. นายภควิน แสงคง ๒๙. นายเชิดชัย วิเชียรวรรณ ๓๐. นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ ๓๑. นายอุดร ทองประเสริฐ ๓๒. แพทย์หญิงอรทัย นิดคําหาญ ๓๓. นางสาวพัชรี โพธสุธน ๓๔. นายอภิวัฒน์ บัวพันธ์ ๓๕. นายไกร ดาบธรรม และ ๓๖. นายมูฮะมัดปายี หะยีสาแม
มีท่านพรรคใดท่านจะแก้ไข มีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)
ไม่มี ถือว่าที่ประชุม เอาตามนี้นะครับ แปรญัตติภายในกี่วันครับ เชิญ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ธนิตพล ไชยนันทน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดตาก เสนอการแปรญัตติ ๗ วันตามข้อบังคับครับ ขอผู้รับรองครับ
มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ทางรัฐมนตรีสาทิตย์ท่านให้ผมประกาศให้ทราบว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ทั้ง ๓๖ ท่าน ให้เข้าไปประชุมที่ห้องคณะกรรมาธิการงบประมาณ วันที่ ๑๐ เดือนนี้ บ่ายหนึ่งโมง แจ้งให้ท่านทราบ ขอขอบคุณท่านสมาชิกวันนี้ เพราะว่าท่านเหนื่อย พรุ่งนี้จะต้องเหนื่อยต่อ ฉะนั้นขอให้ท่านมาแต่เช้านะครับ ขอขอบคุณ ขอปิดการประชุมวันนี้ครับ