อรรถพร พลบุตร พูดถึงเรื่องสัญชาติคนไทยพลัดถิ่น และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา โดยหารือเรื่องการแปรญัตติเกี่ยวกับพระราชบัญญัติคนไทยพลัดถิ่น และเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเรื่องกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติและกรอบเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขอบพระคุณท่านประธานที่กรุณาให้โอกาสได้ร่วม อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ ในฐานะเป็นคนหนึ่ง ซึ่งได้ร่วมเสนอกฎหมายฉบับนี้ร่วมกับท่านอาจารย์ผุสดี ตามไท กฎหมายฉบับนี้ผมไม่อยาก ให้เราใช้คําว่า เรามอบสัญชาติให้กับคนไทยพลัดถิ่นจํานวนมากมายนับหมื่นคน แต่ว่า โดยความหมายอันแท้จริงเราคืนสัญชาติให้กับคนเหล่านี้หลังจากที่เขาได้รับความไม่เป็นธรรม ในเรื่องนี้มาเป็นเวลานานนับร้อยปี คนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ไม่ว่าจะที่ทวาย มะริด ตะนาวศรี หรือที่เกาะกง เขาไม่ได้มีความผิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เขายืนของเขาอยู่ดี ๆ ในบ้านของเขา ยืนด้วยความสํานึกในความเป็นไทยทุกลมหายใจ แล้ววันดีคืนดีแผ่นดินที่เขายืนมันเปลี่ยนสภาพ มันเปลี่ยนอาณาเขต ซึ่งล้วนแล้วจะถูกกระทําย่ํายีโดยคนที่ตัวใหญ่กว่า ชาติที่มีอํานาจ มากกว่า คนเหล่านี้คือคนที่ได้รับผลกระทบ ได้รับความเดือดร้อน ขาดสิทธิประโยชน์ ของความเป็นคนไทย และขณะเดียวกันก็ถูกเขาขับไล่ไสส่ง เต็มไปด้วยโศกนาฏกรรม แห่งชีวิต ความทุกข์ยากเดือดร้อนเหล่านี้ดําเนินมานานนับเป็นร้อยปีครับ พี่น้องฝั่งตะวันตก ทวาย มะริด ตะนาวศรี ก็ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ พี่น้องฝั่งตะวันออกที่เกาะกงก็ตั้งแต่ ปีพุทธศักราช ๒๔๔๗ เขาต่อสู้ในเรื่องนี้มายาวนานครับ แล้วก็มีหลายกระบวนการที่เข้าไป ร่วมต่อสู้ให้กับพี่น้องประชาชนคนเหล่านี้ ในที่สุดวันหนึ่งเขาก็สู้ไม่ไหวเขาก็ตัดสินใจที่จะ เดินทางเข้ามาทวงถามความเป็นธรรมในชีวิตของเขา มาทวงสัญชาติของเขากลับคืน และนั่นก็คือการเดินเท้าด้วยระยะทางนับ ๖๐๐-๗๐๐ กิโลเมตร จากชายแดนมุ่งหน้ามายัง สถานที่ซึ่งเขาคิดว่าจะให้ความยุติธรรมกับเขาได้คือสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ และขณะนี้เราก็ กําลังให้ความยุติธรรมกับบุคคลคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ ผมเห็นภาพท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เข้าไปพูดคุยกับพี่น้องประชาชนเหล่านี้ที่ชุมนุมอยู่ที่หน้ารัฐสภา ดูบรรยากาศ ดูการพูดคุย ดูการเจรจา ดูการนําเสนอประเด็นความทุกข์ยาก ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนไทย พลัดถิ่นที่มาหลับนอนอยู่ตรงนั้นหลังจากที่เดินเท้ามาเป็นระยะเวลาหลายวัน เห็นข้อเสนอ เห็นความคิดของ ส.ว. ขององค์กรพัฒนาเอกชนและอีกหลายฝ่ายด้วยกัน ดูก็รู้ว่า เขามีความหวังว่าวันนี้เขาจะได้รับคําตอบที่ทําให้เขาสามารถมองธงชาติได้ด้วยความรู้สึก ของความเป็นเจ้าของ และวันนี้สภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลนี้กําลังจะให้คําตอบกับเขาครับ คําว่า ชาติ อาจจะมีความหมายที่แตกต่างหลากหลายออกไป สําหรับบางคนชาติก็อาจจะมี เอาไว้ขายครับ บางคนชาติก็อาจจะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาค้ากําไร บางคนชาติก็อาจจะ เป็นหลุมหลบภัย และสําหรับบางคนชาติคือสิ่งซึ่งเอาชีวิตเข้าแลกได้ แต่สําหรับคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้ คําว่า ชาติ ในความหมายของเขาไกลจนจับต้องไม่ได้ครับ ผมจึงมีความรู้สึกยินดีเป็นพิเศษที่ได้มีส่วนร่วมและได้อภิปราย และลงมติกับสภาแห่งนี้ ที่จะทําให้การต่อสู้ทวงความเป็นชาติกลับมาสู่หัวใจ สู่ชีวิตของพี่น้องทวาย มะริด ตะนาวศรี และเกาะกงที่จะสําเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจ หลายเรื่องหลายราวที่เราต่อสู้ กันมายาวนาน ผ่านมรสุม ผ่านปัญหา ผ่านอุปสรรค แล้วก็ไม่เคยทําสําเร็จ แล้วมาสําเร็จได้ ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเรื่องของสภาเกษตรกรต่อสู้กันมายาวนาน ๓๐ ปี ก็ปรากฏขึ้นได้ ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะเรื่ององค์กรปฏิรูปกฎหมายต่อสู้มายาวนานตามบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรื่อยมาถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็สําเร็จได้ในรัฐบาลนี้ ไม่ว่าจะ เรื่องผลประโยชน์มหาศาลขององค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ หรือ กสทช. ที่สู้กันมาแทบล้ม ประดาตายโดยมีธุรกิจแสนล้านเป็นเดิมพันสําเร็จเสร็จสิ้นในรัฐบาลนี้ เรื่องของกฎหมาย ป.ป.ช. แม้กระทั่งองค์กรอิสระเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งจะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพิทักษ์ รักษาสิทธิของผู้บริโภค เมื่อเช้ามีปัญหานิดหน่อยครับ แต่ว่าไม่เกิน ๒ สัปดาห์ กฎหมายนี้ ก็จะมีผลที่จะออกมาบังคับใช้ให้ความยุติธรรมกับผู้บริโภคทั้งประเทศ สิ่งเหล่านี้น่าภูมิใจ ไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลนี้แต่เพียงลําพัง แต่เป็นผลงานของสภาแห่งนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าประชาชน ทั้งประเทศและคนไทยพลัดถิ่นเหล่านี้จะนอนหลับคืนนี้ด้วยความสุขและมองธงชาติไทย ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ด้วยสายตาของคนที่เป็นเจ้าของ
ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการสั้น ๆ โดยใช้เวลาน้อยที่สุดที่จะกราบเรียนต่อ ท่านประธานสภาไปยังคณะกรรมาธิการในการแปรญัตติตามวาระสองและวาระสาม ผมเห็นด้วยกับความคิดและการนําเสนอของท่านไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ และท่านเชิดชัย วิเชียรวรรณ ซึ่งได้เสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้ร่วมกับร่างของคณะรัฐมนตรีในประเด็นที่ พูดถึงคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ซึ่งทั้ง ๒ ร่างของท่านไกรศักดิ์และ ท่านเชิดชัยได้ให้น้ําหนักมากขึ้นกับนักวิจัยหรือนักวิชาการทางด้านกฎหมายสัญชาติ หรือสถานะบุคคล รวมทั้งผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาชน โดยกําหนดสัดส่วน ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง ผมเห็นด้วยกับแนวคิดตรงนี้ เพราะเมื่อมองไปที่คณะกรรมการอีกฝั่งหนึ่งซึ่งเป็นภาคราชการ เราเห็นปลัดกระทรวง มหาดไทยนั่งเด่นอยู่ตรงนั้น เราเห็นผู้แทนกระทรวงกลาโหม ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ และสํานักงานตํารวจแห่งชาติ เป็นงานด้านความมั่นคงทั้งสิ้น ทั้งที่โดยแท้จริงการให้สัญชาติ การคืนสัญชาติกับคนไทยเหล่านี้มันมีมิติมุมมองที่ลึกซึ้งไปกว่านั้น เราอาจจะเพิ่มเติมตัวแทน จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมเข้าไปด้วย ตัวแทนจาก คณะกรรมการซึ่งมาจากองค์กรภารเอกชน ซึ่งมีความรู้ มีความเข้าใจ รู้ถึงความเจ็บปวด รู้ถึงสถานะความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของเขา มากกว่าที่เราจะมองเขาเรื่องของกฎหมาย ความมั่นคงเส้นแดนอย่างเดียว ซึ่งจะได้เสนอขอแปรญัตติในวาระที่สองต่อไป ผมขอให้ คณะกรรมาธิการได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในเรื่องของกระบวนการการพิสูจน์สัญชาติ ที่จะต้องเปิดช่องให้มีใครกลุ่มหนึ่งมาใช้ประโยชน์จากความเหน็ดเหนื่อยของพี่น้องประชาชน และรัฐบาลและสภาแห่งนี้ไปแสวงหาค้าประโยชน์ ค้าประโยชน์จากความเป็นชาติ ค้าประโยชน์จากสัญชาติของคน ต้องมีกระบวนการที่รัดกุม และประการสุดท้ายที่ผม ต้องการความชัดเจน ไม่ว่าจากคณะรัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาแปรญัตติ ในวาระที่สอง วาระที่สาม ก็คือกรอบของเวลา ผมอยากให้มีความชัดเจนว่าเมื่อกระบวนการ เหล่านี้เดินไปแล้ว เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้มีการออกกฎกระทรวง มันต้องมีกรอบ เวลาที่เหมาะสม มีกระบวนการปฏิบัติที่เหมาะสมที่ทําให้กลไกเหล่านี้รอมาตั้งแต่ปี ๒๔๑๑ ๑๐๐ กว่าปี เขาจะได้รู้ว่าปีนี้ปีหน้าเขาจะมีสิทธิได้ยืนบนแผ่นดินนี้และก้มหัวเคารพเพลงชาติ ด้วยความรู้สึกของความเป็นเจ้าของหรือไม่ กราบขอบคุณท่านประธานครับ