สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒ มีนาคม ๒๕๕๔

ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ..... และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับที่ 5 ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำว่าผู้ที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดและลูกของพวกเขาจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับการรับรองเป็นคนไทยพลัดถิ่น และมีลักษณะเดียวกันกับคนไทย เช่น มีเชื้อสายไทยหรืออพยพมาอยู่ในประเทศไทยด้วย ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องการให้สัญชาติโดยการเกิด โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่มีความแตกต่างระหว่างร่างของสมาชิกสภาและร่างของรัฐบาล และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาว่าจะใช้ชุดเกณฑ์เดียวกันหรือไม่ และจะแยกชุดเกณฑ์หรือไม่ และมีข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์สัญชาติที่ล่าช้ามากและอาจเป็นอุปสรรคต่อการได้สัญชาติของบุคคลที่มีสิทธิ์

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานที่จะอภิปราย แสดงความคิดเห็นในวาระรับหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเสนอโดยคณะรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกรวมกันทั้งหมด ๕ ฉบับ ท่านประธานครับ เรื่องแรกต้องกราบเรียนท่านประธานไว้เป็นหลักฐานที่จะบันทึก ในสภาแห่งนี้ว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๕ ฉบับมีความแตกต่างกันนะครับ ผมเข้าใจว่าสมาชิกสภาแห่งนี้คงจะยึดเอาร่างของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา เพราะฉะนั้นประเด็นแรกสุดในการที่จะรับหลักการ ผมนําเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกว่าในขั้นการรับหลักการนี้ ขออนุญาตให้รับไปทั้งหมดเพื่อที่จะใช้ประกอบ ในการพิจารณา มันจะได้มีปัญหาในเรื่องการแก้ไขหลักการ ขอให้รับทั้งหมดนะครับ เนื่องจากมีการเขียนหลักการที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของคณะกรรมการ ร่างของคณะรัฐมนตรีใช้คําว่า คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น ร่างของ สมาชิกอย่างน้อย ๒ ฉบับ ไม่มีคณะกรรมการชุดนี้ แต่ไปใช้คณะกรรมการที่เขาเรียกว่า คณะกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ซึ่งมีอยู่ในกฎหมายเดิมเป็นผู้ทําหน้าที่แทน นี่เป็นประเด็นเรื่องของหลักการ ก็เรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ถ้าสภาเรามีมติ รับหลักการรวมทุกฉบับด้วยกันก็น่าจะไปพิจารณารวมกันได้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของหลักการที่เสนอมา ผมเองกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพ ผมยินดีให้การสนับสนุนครับ ถือเป็นเรื่องที่ดีที่จะเป็นประโยชน์กับ ประเทศชาติบ้านเมือง ยินดีรับหลักการ

ประเด็นถัดไป ที่จะฝากไปยังท่านคณะกรรมาธิการที่จะพิจารณาในวาระที่ สองครับ เรื่องคํานิยาม คํานิยามที่เขียนในร่างของคณะรัฐมนตรีกับร่างเพื่อนสมาชิกอาจจะมี ข้อแตกต่างกัน แต่ผมสรุปเป็น ๒ ประเด็นสั้น ๆ ครับ ประเด็นที่ ๑ นิยามคนที่จะได้สัญชาติ ไทยโดยการเกิดนะครับ ผมเน้นนะครับ กฎหมายฉบับนี้ ถ้าเป็นพระราชบัญญัติเรียบร้อย นะครับ หลังจากที่ทูลเกล้าฯ ตราเป็นพระราชบัญญัติผ่านราชกิจจานุเบกษาแล้วคนที่อยู่ ในเครือข่ายที่เป็นคนไทยพลัดถิ่นจะได้รับรองการเป็นสัญชาติไทยโดยการเกิด นี่ถือว่ายิ่งใหญ่ มากท่านประธานครับ เดิมอาจจะใช้กฎกระทรวงตามกฎหมายเดิมแปลงสัญชาติมาเป็น สัญชาติไทย ไม่ใช่การเกิด แต่กฎหมายฉบับนี้ถ้าคุณได้รับการรับรองเป็นคนไทยพลัดถิ่นแล้ว คุณจะได้สัญชาติไทยโดยการเกิด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนปรารถนา นอกจากตัวเองจะได้รับ การรับรองเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดนะท่านประธานครับ ลูกของผู้ที่ได้รับการรับรอง แล้วได้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว ลูกก็จะได้สัญชาติไทยโดยการเกิดอีก แม้กระทั่ง ลูกมีสัญชาติไทยโดยวิธีการอื่น เช่น การแปลงสัญชาติ เมื่อกฎหมายฉบับนี้ผ่าน พ่อแม่ตัวเอง ได้รับรองว่าเป็นคนไทยพลัดถิ่น มีสัญชาติไทยโดยการเกิด บุคคลคนนั้นจะได้สัญชาติไทย โดยการเกิด อันนี้คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากกฎหมายฉบับนี้ได้ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา แต่ประเด็นที่ผมกราบเรียนท่านประธานในนิยามครับ จะมีคนอยู่ ๒ กลุ่มที่ถูกพิสูจน์ และรับรอง กลุ่มแรกก็เป็นไปตามคํานิยาม จะต้องมีเชื้อสายไทย อันนี้ก็คงพิสูจน์กันได้ แต่เงื่อนไขที่เขียนต้องมีเชื้อสายไทย แล้วถูกอาณาเขตแบ่งกั้นให้ไปอยู่ในการปกครองหรืออยู่ ในบริเวณของประเทศอื่น แล้วมีการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เขียนเป็นอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ต้องอพยพมาอยู่ในประเทศไทยด้วย แล้วไม่ได้ถือสัญชาติอื่นอีกนะครับ การอพยพเข้ามาต้องมีวิถีไทย ซึ่งเพื่อนสมาชิกบางคนได้พูดไปแล้วก็ฝากคณะกรรมาธิการว่า ตรงนั้นจําเป็นหรือไม่ คําว่า วิถีไทย นี่ เขียนไว้มีประโยชน์หรือมีโทษอย่างไร ที่สําคัญ ที่ผมเน้นก็คือว่า ไม่มีสัญชาติอื่น นะครับ ถ้าได้รับสัญชาติอื่นแล้วนิยามตรงนี้ไม่ครอบคลุม ถือว่าคุณมีสัญชาติอื่นแล้ว ไม่ได้สัญชาติไทย เงื่อนไขต่อไป ได้รับการขึ้นทะเบียนครับ เหมือน เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้วว่ามีคนที่มาจากพม่า มาจากเกาะกง ได้ขึ้นทะเบียน โดยกระทรวงมหาดไทยตามกฎหมายทะเบียนราษฎร์ ตรงนั้นถือว่ามีคุณสมบัติที่จะได้รับการ พิสูจน์รับรอง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานครับ ร่างของรัฐบาลค่อนข้างเปิดอีก นิดหนึ่งที่จะเป็นประโยชน์กับคําอภิปรายของท่านสมาชิก ท่านสถาพร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คนกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายลักษณะนี้ ที่มาจากลาวก็ดี รัฐฉานก็ดี ฉานเสตท (Shan State) หรือจากสิบสองปันนา ถ้าคณะกรรมาธิการได้ใส่ใจสักนิดหนึ่งนะครับ ฝากเป็นประเด็นครับ ท่านอาศัยว่าท้ายของคํานิยามที่เขียนไว้ว่า หรือเป็นผู้ที่มีลักษณะทํานองเดียวกันตามที่ กําหนดในกฎกระทรวง เพื่อจะพิสูจน์ความเป็นคนที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ ขอให้ คณะกรรมาธิการช่วยเน้นประเด็นนี้เพื่อนําสู่การปฏิบัติเพราะมันจะไม่ต้องเป็นกฎกระทรวง ครับเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายว่าด้วยความเป็นห่วงเรื่องกฎกระทรวงอยู่แล้ว ผมจะไม่ ลงรายละเอียด เพราะฉะนั้นคํานิยามตรงนี้เพื่อให้ครอบคลุมนะครับ ประเด็นที่มีลักษณะ ทํานองเดียวกันตามที่กําหนดในกฎกระทรวงฝากเป็นประเด็นด้วยสําหรับคณะกรรมาธิการ

ประเด็นต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ การให้สัญชาติโดยการเกิด มีความ ต่างกันในร่างของสมาชิกและร่างของรัฐบาล จุดสูงสุดกฎหมายฉบับนี้ผ่าน ผมกราบเรียน ท่านประธานแล้วจะได้สัญชาติโดยการเกิด แต่ว่ามีร่างของเพื่อนสมาชิกบางร่างนะครับ ที่เขียนไว้ ใช้คําว่า เว้นแต่บุคคลนั้นถือสัญชาติเป็นอย่างอื่น ซึ่งถ้าเทียบเคียงกับร่างของ รัฐบาล ร่างของคณะรัฐมนตรีนี่ ร่างของรัฐมนตรีเปิดกว้างเลย แม้แต่ถือสัญชาติไทยโดย วิธีการแปลงสัญชาติ เมื่อกฎหมายฉบับนี้พิสูจน์ว่าคนเป็นลูกของผู้มีสิทธิได้การรับรองการ เป็นคนไทยพลัดถิ่น แล้วได้สัญชาติไทยโดยการเกิด คุณก็ได้สัญชาติไทยโดยการเกิด แม้ว่า คุณจะถือว่าสัญชาติแบบอย่างอื่นอยู่ อันนี้เป็นข้อที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้

ประเด็นต่อไปท่านประธานครับ ฝากให้คณะกรรมาธิการช่วยดูเรื่องของ คณะกรรมการจะมีข้อตกลงอย่างไรว่าจะใช้เป็นกรรมการกลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติ ตามกฎหมายเดิม ซึ่งมีองค์ประกอบคล้ายกัน โดยเฉพาะตําแหน่งที่เป็นข้าราชการประจํา เว้นแต่เรื่องผู้ทรงคุณวุฒิก็อาจจะมีที่มาคล้ายกันจากสาขาวิชา ผู้ทรงคุณวุฒิบุคคลอาจจะ แตกต่างกัน หรือจะใช้เป็นกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามร่างของ คณะรัฐมนตรี เรื่องนี้ก็ฝากเป็นประเด็นให้คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาว่าจะใช้ชุดเดียวกัน หรือไม่ หรือจะแยกชุด แยกมีประโยชน์อย่างไร ไม่แยกมีประโยชน์อย่างไร ถ้าแยก คณะกรรมาธิการควรจะเป็นคนกลุ่มเดียวกันหรือไม่ ท่านประธานครับ เหตุที่ผมยกตรงนี้มา เนื่องจากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตที่ผ่านมา การพิสูจน์กลั่นกรองเกี่ยวกับสัญชาติล่าช้ามาก ๑. ไม่สามารถตั้งผู้ทรงวุฒิได้ครับ ๒. กระบวนการการพิจารณาเพื่อนสมาชิกอภิปรายไปแล้ว ผมจะไม่ลงลึก มีการลักลั่นมีการขัดแย้ง เพราะฉะนั้นกระบวนการพิสูจน์นี่เป็น ๕ ปี ๑๐ ปี กว่าที่เขาจะได้สัญชาติ เพราะฉะนั้นถ้าคณะกรรมาธิการชุดเดียวกัน คณะเดียวกันนี้ก็ยิ่งเพิ่ม ทวีคูณ แทนที่กฎหมายฉบับนี้จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนคนไทยที่เขาขาดโอกาส ก็อาจจะเป็นโทษเขา ๒ ทวีคูณ ท่านประธานที่เคารพครับ

อีกเรื่องหนึ่งหลักเกณฑ์การพิสูจน์ หลักเกณฑ์การพิสูจน์ซึ่งจะต้องกําหนด ในกฎกระทรวงก็ฝากเป็นประเด็น ตัวอย่างที่ท่านยกมาที่ให้รายละเอียดกับสมาชิกในหนังสือ ต้องขอบคุณทางทีมงานวิชาการของกลุ่มงานบริการวิชาการของสภาผู้แทนราษฎรเราที่ให้ ข้อมูลโดยละเอียดนะครับ ยกตัวอย่างของวิธีการพิสูจน์ ไม่ว่าจะเป็นมาจากพม่าหรือเกาะกง ที่จะให้สิทธิที่เป็นสัญชาติไทย ตรงนั้นเองก็เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่การกําหนดระยะเวลา การกําหนดรายละเอียดต่าง ๆ แม้กระทั่งภาษาพูดท่านก็กําหนดไว้ด้วยว่าจะต้องพูดภาษาไทย อย่างชัดเจน ร้องเพลงชาติได้อย่างนี้นี่มันจะเป็นประโยชน์หรือไม่อย่างไร ผมก็ฝากไว้

ประการสุดท้ายท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในกฎหมายฉบับนี้ เราอยากให้ เป็นประโยชน์กับภาพรวม จริงอยู่ครับหลายท่านหวงเรื่องความมั่นคง แต่ผมเชื่อว่าการที่เรา เอาเขาที่อยู่ใต้ดินขึ้นมาบนดิน และดูแลเขาด้วยกฎหมายกับชุมชน แล้วก็สังคม ผมคิดว่า สิ่งนั้นน่าจะดูแลได้ง่ายกว่า การที่กักขังเขาอยู่ใต้ดินน่าจะเป็นอันตรายมากกว่า ก็กราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพครับ

ประเด็นท้ายสุดครับ การปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้ มันไม่มีหลักประกันใด ๆ เลยครับที่จะไปบอกว่าทําอย่างไร ที่จะทําให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่สุจริตไม่ได้ใช้อํานาจหน้าที่ ไปแสวงหาผลประโยชน์จากการที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องสัญชาติ เพราะมันมีข้อครหามาตลอด ผมเองไม่กล่าวหาข้าราชการครับ หลายท่านเป็นคนดี หลายกลุ่มเป็นคนดี แต่บางคน บางพวกที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ไม่เห็นประโยชน์ของประเทศชาติบ้านเมืองกระทําเรื่องนี้ อยู่ ก็ฝากเป็นประเด็นสู่คณะกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมยินดีรับ หลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้ง ๕ ฉบับรวมกันครับ ขอบพระคุณครับ