พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่ได้อพยพเข้ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2433 และเรียกร้องการแก้ไขให้คืนความเป็นไทยให้กับพวกเขา โดยเฉพาะเรื่องการให้สัญชาติไทยแก่บุคคลที่มีสิทธิ์
ท่านประธานที่เคารพ ผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ เมื่อไม่นานมานี้ เราก็เห็นพี่น้องคนไทยพลัดถิ่นจํานวนหนึ่งได้มายื่นหนังสือร้องเรียนต่อท่านสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหลายท่าน ขอให้เร่งรัดเพื่อแก้ปัญหาให้พวกเขา ซึ่งเราก็ทราบว่าคือพี่น้อง ที่มาจากจังหวัดระนอง แล้วหลาย ๆ ท่านที่มาจากซีกโน้น ซึ่งส่วนใหญ่ที่เราเข้าใจว่าเป็น คนไทยพลัดถิ่น ก็คือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตเมืองทวาย มะริด ตะนาวศรี เขตนั้น ได้ตกเป็นของประเทศอื่นไป แล้วท่านเหล่านี้ก็ไม่ได้อพยพเข้ามาตั้งแต่ที่มีกฎหมายว่าด้วย สัญชาติฉบับแรกคือกฎหมาย ร.ศ. ๑๓๐ ใช้นะครับ ท่านเหล่านั้นนะครับถ้ามีการติดตามข่าว ก็คงจะทราบกันอยู่ว่าเขาก็เดือดร้อนมาก พม่าก็ไม่ถือว่าเป็นคนพม่า ไทยก็ไม่ถือว่าเป็น คนไทย ก็มีอยู่ประมาณ ๓,๐๐๐ คน เขาก็ไปหาสถานทูตอังกฤษขอให้อังกฤษรับรองว่า พวกเขาเป็นคนอังกฤษบ้างในฐานะที่เป็นเจ้าอาณานิคมเก่า ก็ไม่ทราบว่าสําเร็จไปแค่ไหน วันนี้เขาขอให้มีการแก้ไขเรื่องนี้คืนความเป็นไทยให้กับพวกเขา ซึ่งผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะให้มีการแก้ไข อย่างไรก็ดีผมดูว่าเนื่องจากมีหลายท่านเสนอกันเข้ามาหลายฉบับนะครับ ผมคิดว่ามีร่างที่เสนอโดยท่านไกรศักดิ์ที่พูดไว้ชัดว่าคนไทยพลัดถิ่นที่ต้องการแก้ไข คือกลุ่มไหน ก็คือกลุ่มที่ยังตกค้างไม่ได้อพยพเข้ามานั่นเองนะครับ แต่ในส่วนของรัฐบาล ที่เสนอขึ้นมาก็พยายามจะให้ครอบคลุมไปหลาย ๆ กลุ่มอยู่ ซึ่งก็คงจะต้องมีการชี้แจงกัน ให้เข้าใจมากขึ้นว่าที่ต้องการแก้ไขคือกลุ่มไหนจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วก็อาจจะเกิด ความสับสนขึ้นมาได้นะครับ
ท่านประธานครับ ผมมีข้อสังเกตนิดเดียว คือเรื่องคณะกรรมการกลั่นกรอง ตามที่เสนอขึ้นมา เฉพาะในเรื่องนี้เราเคยมีคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาเรื่องสัญชาติอยู่ โครงสร้างของคณะกรรมการกลั่นกรองคือภาครัฐกับภาคนักวิชาการและเอกชน ซึ่งก็เป็น ข้อสังเกตที่ดีที่มีการแก้ไข เพราะเมื่อก่อนนี้จะให้ใครได้หรือไม่ให้ได้สัญชาติไทยนี้ เป็นภาครัฐ พิจารณาหมดเลยนะครับ รัฐก็มักจะพิจารณาในแง่ของความมั่นคงเป็นหลัก แล้วก็ยากมาก ที่จะทําให้คนเหล่านี้ได้สัญชาติไทยนะครับ ต่อมาเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายก็มีการปรับปรุง เรื่ององค์คณะ คือเอาภาคบุคคลภายนอกเข้าไป ไปคล้าย ๆ กับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะไปช่วย ผลักดันให้มีการให้สัญชาติไทยได้มากขึ้นตามข้อเท็จจริงในเชิงประวัติศาสตร์นะครับ อย่างไรก็ดีในแง่ของคณะกรรมการ ผมดูในมาตรา ๙/๑ ที่มีการแก้ไข (๒) ภาครัฐก็คือ ผู้แทนกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม สํานักข่าวกรองแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ ตํารวจ เป็นกรรมการโดยตําแหน่ง มีปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมการปกครองเป็นกรรมการ ส่วนภาควิชาการคือผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน ๗ คน ซึ่งก็จะมีนักวิจัย นักวิชาการด้านกฎหมายสัญชาติ สถานะบุคคล ด้านอื่น ๆ ประกอบด้วย รวมทั้งภาคเอกชนนะครับ ๒ ส่วนนี้เท่าที่ผมมีประสบการณ์จะเห็นว่า ทั้ง ๒ ส่วนนี้ แนวคิดในการให้สัญชาติค่อนข้างจะไปคนละทาง ผมเคยไปร่วมที่คณะกรรมการ กฤษฎีกาจะขอแก้ไขกฎหมายสัญชาติ พอไปทีไรพอจะมีการแก้ไขกฎหมายสัญชาตินี้ ฝ่ายความมั่นคงยกพวกมา ยกพลมากันเต็มเลย จนกระทั่งทําให้การแก้ไขยากจริง ๆ นี่ก็คือ ทัศนคติของฝ่ายที่ยึดความมั่นคงเป็นหลัก กับฝ่ายที่ต้องการดูแลพี่น้องประชาชน โดยหลักสิทธิมนุษยชน โดยหลักสากลปัจจุบันมันยังขัดแย้งกันอยู่ ก็ฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ว่าทําอย่างไรจะให้มีการปรับปรุง คือหมายความว่าให้มันดูอ่อนลงหน่อย หรือไม่ถ้าแก้ไม่ได้ จะทําอย่างไรให้คนที่มาจากภาครัฐ ได้เปลี่ยนทรรศนะในการมองเรื่องของความมั่นคง ออกไปบ้าง ถ้ามองในด้านของสิทธิมนุษยชนมากขึ้นก็คงจะทําให้การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ สะดวกขึ้น ผมมีข้อที่อยากจะขออนุญาตท่านประธานฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมอ่านแล้ว ก็ไม่ค่อยเข้าใจมาตรา ๙/๖ กับ มาตรา ๙/๗ ในกรณีของบุตรในมาตรา ๙/๖ บอกว่าบุคคล ซึ่งกรรมการรับรองแล้วเป็นคนไทยพลัดถิ่น เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด บุตรของบุคคล ตามวรรคหนึ่งก็ให้ถือเป็นบุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย ก็พูดง่าย ๆ ว่าถ้าพ่อแม่ได้รับ การรับรองก็ให้ลูกได้ด้วยคือได้เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่พอมาตรา ๙/๗ บุตรของคนไทยพลัดถิ่นซึ่งในมาตรา ๙/๖ วรรคหนึ่ง ก็คนเดิมนั่นละครับ ซึ่งเกิด ในราชอาณาจักรไทยและได้สัญชาติไทยโดยหลักเกณฑ์ที่กําหนดแล้ว ให้ถือว่าเป็นผู้มี สัญชาติไทยโดยการเกิดด้วย คืออ่านเท่าไรก็ยังไม่เข้าใจว่าบุตรในมาตรา ๙/๖ วรรคสอง กับบุตรในมาตรา ๙/๗ มันต่างกันอย่างไร อันนี้เป็นข้อที่อยากจะขออนุญาตขอคําอธิบาย จากทางฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ ผมมีข้อสังเกตเพียงแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ