อิทธิเดช แก้วหลวง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการให้สัญชาติไทย และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู่คนพลัดถิ่น เชื้อสายไทยที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่อพยพมาจากพม่าและจังหวัดเกาะกง และเรียกร้องให้รัฐบาลมีมติ ครม. รองรับวิธีการหลักการและคุณสมบัติในการจัดหมวดหมู่คนพลัดถิ่น
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม นายอิทธิเดช แก้วหลวง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลได้เสนอเข้ามาในสภา ในวันนี้ แต่ในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ชายแดน และเป็นประธาน คณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทยนั้น ผมกับเป็นห่วงในเรื่องของการใช้กฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ผมได้เดินทางไปชายแดนเกือบจะทั่วประเทศ รวมทั้งในพื้นที่บ้านของ ผมเองนั้น จะพบว่ามีปัญหาเรื่องคนต่างด้าวจํานวนมาก เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ผมได้ลงพื้นที่ จังหวัดระนองเองก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องราษฎรซึ่งเดินทางมายังกรุงเทพมหานคร เรื่องเกี่ยวกับการให้สัญชาติ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมเป็นห่วงอย่างยิ่งครับ เมื่อมาตรา ๓ นั้นได้เพิ่มคําบทนิยามว่า คนไทยพลัดถิ่น ระหว่าง บทนิยามคําว่า คนต่างด้าว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ผมไปพลิกดูในแนวความคิดของรัฐบาลขณะนี้นั้น จากสภาความมั่นคงแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย จัดให้คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทย เป็นชนกลุ่มน้อยประเภทหนึ่งที่เข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยกลุ่มที่มีปัญหาสถานะ บุคคลอย่างชัดเจนในปัจจุบันมีอยู่ ๒ กลุ่มครับ กลุ่มที่ ๑ คือกลุ่มผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่า เชื้อสายไทย กลุ่มที่ ๒ คือกลุ่มผู้อพยพเชื้อสายไทยจากจังหวัดเกาะกง ประเทศกัมพูชา ผมมาอ่านดูรายละเอียดข้างในถึงการเท้าความรู้สึกแล้วนั้น ปรากฏว่ากลุ่มคนไทยที่อาศัยอยู่ ในเขตเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี ซึ่งเคยเป็นดินแดนของประเทศไทย ต่อมา ราวพุทธศักราช ๒๔๑๑ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้แบ่งเขตแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ ทําให้บุคคลเหล่านี้นั้นตกไปอยู่ในพื้นที่ ซึ่งไม่ได้เป็น พื้นที่ของประเทศไทย แล้วปรากฏว่าคนไทยกลุ่มหนึ่งนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง และมีการปราบปรามชนกลุ่มน้อยในรัฐบาลทหารพม่า ทําให้บุคคลเหล่านี้อพยพเข้ามา ในประเทศไทยก่อนวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๑๙ แต่มีเฉพาะจังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง ซึ่งความจริงผมคิดว่าน่าจะตกหล่นนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงหนึ่งที่รัฐบาลของเราเองนั้นให้สิทธิพิเศษเกี่ยวกับการให้สัญชาติไทยของพี่น้องราษฎร ชาวไทลื้อซึ่งอพยพมาจากสิบสองปันนา หรือเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา ซึ่งการอพยพ ครั้งนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการหลบหนีภัยของคอมมิวนิสต์ (Communist) รัฐบาลไทยขณะนั้น ให้สถานะของบุคคลเหล่านั้นอย่างดี ปัจจุบันเกือบจะได้สัญชาติไทยเกือบหมด แต่มีบางส่วน ที่ยังไม่เข้ากฎเกณฑ์ต่าง ๆ ก็จะต้องเข้าสู่การเข้าสู่สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติก็ดีนั้น ก็เป็นเงื่อนไขปัญหาที่เกิดขึ้น แต่สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าราษฎรในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงราย มีพี่น้องประชาชนที่มาจากรัฐชานสเตท ต้องเล่าให้ ท่านประธานฟังนิดหนึ่งครับ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ผืนแผ่นดินในจังหวัดเชียงใหม่นั้น รกร้างว่างเปล่า พระเจ้าอยู่หัวในสมัยนั้นได้ให้กองทัพไทยเราไปกวาดต้อนราษฎรจากเชียงตุง มาอยู่อาศัยในจังหวัดเชียงใหม่ นั่นก็แสดงว่าพื้นที่ในรัฐชานสเตทนั้นเคยเป็นดินแดน ของอาณาจักรสยามมาก่อน ซึ่งคําว่า ชานสเตท นี้ ผมก็เจาะลึกลงไปอีกปรากฏว่าคําว่า ชาน นี้ เป็นการใช้ภาษาที่สําเนียง เพี้ยนไป จริง ๆ ก็คือสยาม ท่านประธานครับ ดังนั้นราษฎรจํานวนมากที่อพยพเข้ามาอยู่ ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนระหว่างจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และขณะนี้เองอาจจะมีการตกสํารวจจากกระทรวงมหาดไทย และทําให้เกิดปัญหามากมาย ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าแม้จะมีกฎหมายหรือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมาก็คงจะ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง แต่ผมคิดว่าวิธีการปฏิบัติเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดครับ วันนี้คนที่ได้สัญชาติไทยยังไม่มีถานะอยู่เมืองไทยก็มีบัตรประชาชนไทย แต่คนที่อยู่มาดั้งเดิม เราขาดตกสํารวจ สืบเนื่องมาจากการอาจจะทุจริตคอร์รัปชันในการดําเนินของเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็เป็นไปได้ ท่านประธานครับ มีส่วนหนึ่งที่มีการจําแนกกลุ่มผู้พลัดถิ่น สัญชาติพม่าเชื้อสายไทยไว้นะครับ มีมติ ครม. วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ได้มีการจําแนกคนที่เข้ามาก่อนเดือนมีนาคม ๒๕๑๙ จํานวนทั้งสิ้นประมาณ ๗,๐๐๐ กว่าราย แล้วก็ได้มีการแปลงสัญชาติเป็นกรณีพิเศษ แต่มีส่วนหนึ่งครับที่ได้เข้ามาทีหลังวันที่ ๙ มีนาคม ซึ่งต่อมามีมติ ครม. วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๔๙ เห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัด การกําหนดสถานะให้กับ ชนกลุ่มน้อย ซึ่งรวมถึงคนพลัดถิ่นกลุ่มนี้ด้วยนะครับ ผมอยากจะ ทราบว่ามีมติ ครม. มารองรับวิธีการหลักการและคุณสมบัติแล้วหรือยัง หรือไม่ อย่างไร เพราะหากว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านมา ๕ ปี ๖ ปี บุคคลเหล่านั้นจะอยู่กันอย่างไร อันนี้คือส่วนสําคัญส่วนหนึ่ง ท่านประธานครับ กลับมาดูวิธีการปฏิบัติในการที่จะจําแนก หรือนโยบายในการแก้ไขปัญหาในช่วงที่ผ่านมา ผมคิดว่าถ้าหากเราผ่านระบบจากพื้นที่ มาสู่ส่วนกลางมันผ่านมาหลายขั้นตอน สมมุติว่าพื้นที่ของบุคคลต่างด้าวอาศัยอยู่หรือว่า มีการลงทะเบียนไว้ในพื้นที่อําเภอ จากอําเภอต้องส่งเรื่องไปที่จังหวัด และจากจังหวัด ต้องกลับมาดองไว้ที่กระทรวงมหาดไทย ต้องรอให้ สมช. พิจารณา อาจจะไม่ทันเหตุการณ์ ผมคิดว่าการปฏิบัติการทํางานของส่วนราชการต้องมีความคล่องตัวมากกว่านี้ครับ อย่างเช่น ขณะที่ผมเป็นคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร พี่น้องราษฎรในพื้นที่ของผม ในช่วงนั้น ปี ๒๕๔๔ ถึงปี ๒๕๔๘ ปรากฏว่าเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ทําให้เขาขาดการมีสัญชาติไทย คณะกรรมาธิการการปกครองของ สภาผู้แทนราษฎรก็ลงพื้นที่ไปสํารวจด้วยคณะกรรมาธิการเองแล้วก็นําเรื่องเข้ามาสู่ การพิจารณาในคณะกรรมาธิการ ภายหลังแล้วกระทรวงมหาดไทยก็มีมติ ครม. ให้บุคคล เหล่านั้นทั้งหมดกลับสู่สัญชาติไทย เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าในประเด็นที่ผมจะขออนุญาต กราบเรียนว่าวิธีการปฏิบัตินั้นเป็นสิ่งที่มีความสําคัญที่สุด วันนี้มีเรื่องซึ่งพี่น้องราษฎรในพื้นที่ ของผมเอง แล้วไม่ใช่เป็นบุคคลต่างด้าวที่เพิ่งอพยพมาใหม่ เป็นคนไทยเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขาดในการดูแล การเอาใจใส่ของส่วนราชการมายื่นคําร้องถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แล้วนําเรื่องเข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร จํานวนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมาธิการคณะดังกล่าวก็เดินทางไปดูพื้นที่จริง ไปดูไปพบกับพี่น้อง ประชาชนด้วยคณะกรรมาธิการเอง ปรากฏว่าการเข้าสู่สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาตินี้ มีเงื่อนไขวิธีการปฏิบัติค่อนข้างที่จะยากมากครับ เพราะฉะนั้นแล้วกลุ่มคนเป็นกลุ่ม ๆ ที่เราจําแนกแล้ว ผมคิดว่าวิธีการปฏิบัติ วิธีการพิจารณา วิธีการในการดําเนินการให้เขา เข้าสู่สัญชาติไทยนั้นเป็นสิ่งสําคัญมากกว่าการตราพระราชบัญญัติขึ้นมาด้วยซ้ําไป ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เองผมได้อภิปรายมาทั้งหมดก็อยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการ ซึ่งจะพิจารณาในวาระที่หนึ่ง ได้ให้จําแนกในเรื่องของคนไทยพลัดถิ่นได้มีความคิดที่จะลงไป ดูพื้นที่จริงในการจําแนกประชาชนออกมาเป็นส่วน ๆ ไม่ใช่หมายความว่าคนไทยพลัดถิ่นนั้น ในความหมายที่ผมกราบเรียนเมื่อข้างต้น คือแค่ ๔ จังหวัด ก็คือมาจากจังหวัดตาก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง แล้วคนไทยพลัดถิ่นที่อยู่ในพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีปัญหาอยู่ละครับ อันนี้ก็ฝากคณะกรรมาธิการช่วยกรุณาลงพื้นที่จริง แล้วก็ไปดูว่า กระทรวงมหาดไทยนั้นเขาจําแนกพี่น้องประชาชนราษฎรต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างไรหรือไม่ ในส่วนนี้ผมก็เห็นด้วยกับการร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนะครับ ขอบคุณครับ