ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้พิจารณาใช้แนวทางที่จะกระทําในครั้งต่อไป โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายแย้งกับรัฐธรรมนูญ และไม่ควรใช้อำนาจในการยับยั้งกฎหมายที่ตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระนี้เข้าสู่ที่ประชุม ของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาในวาระการเสนอขอพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ของร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามมาตรา ๑๔๑ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ถือเป็น เรื่องใหม่ที่สภาเราเองต้องยอมรับว่ายังไม่เคยมีการพิจารณาระเบียบวาระในลักษณะเช่นนี้ มาก่อนเลย ถือว่าเป็นครั้งแรกนะครับ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตท่านประธานสักนิดหนึ่ง เพื่อที่จะได้ใช้เวลา เพราะว่าแนวทางการพิจารณาในครั้งนี้ก็จะเป็นแนวทางที่เรากระทําสืบเนื่อง ต่อไปถ้ามีโอกาสในครั้งต่อไป เพราะกฎหมายโดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญนี้ รัฐธรรมนูญบังคับว่าเมื่อผ่านรัฐสภาแล้วต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยด้วยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ก่อน ก่อนที่จะนําทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของวิธีการพิจารณาในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง ข้อความชัดอยู่แล้ว แต่วรรคสามเขียนไว้เป็นเหตุให้สภาแห่งนี้จะต้องมาดําเนินการ พิจารณาในวันนี้ก็คือว่า กรณีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําให้ข้อความที่ขัดหรือแย้ง ต่อรัฐธรรมนูญเป็นอันตกไปตามวรรคสอง สภาแห่งนี้จะต้องมาดําเนินการพิจารณาในวันนี้ ก็คือว่ากรณีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลทําให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอันตกไปตามวรรคสอง ขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ ให้ส่งร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นกลับคืนสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อพิจารณาตามลําดับ ผมขีดเส้นใต้นะครับท่านประธาน ตามลําดับเสมือนพิจารณาร่างกฎหมายโดยทั่วไป ก็คือ ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎรก่อนถึงจะไปถึงวุฒิสภา ผมก็ไม่แน่ใจว่าเจตนารมณ์ของการบัญญัติ ไว้อย่างนี้มีวัตถุประสงค์ใด จะเกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาหรือไม่ เช่นกรณีถ้าสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาประการใดส่งไปวุฒิสภาแล้ววุฒิสภาพิจารณามีความเห็นที่ไม่เห็นด้วย หรือมีการ แก้ไขเพิ่มเติมจะต้องทําอย่างไรต่อ สิ่งนั้นก็เป็นเรื่องที่สภาเราเองไม่เคยมีวิธีการปฏิบัติมาก่อน ตลอดจนข้อบังคับที่รองรับเราก็ไม่มี ครั้นจะไปอนุโลมวิธีตราพระราชบัญญัติกรณีเช่นวุฒิสภา เขามีการแก้ไขแล้วส่งกลับมาผู้แทนอีกหรือไม่ ผมเองก็ไม่แน่ใจ ก็ฝากเป็นประเด็นในสภาแห่งนี้ เพื่อจะได้ช่วยกันนะครับ จะได้พิจารณา ในการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรใช้คําว่า พิจารณา รัฐธรรมนูญบัญญัติอย่างนี้ครับ ในกรณีเช่นว่านี้ให้สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญได้ โดยมีมติในการ แก้ไขเพิ่มเติมหรือมติที่แก้ไขเพิ่มเติมต้องให้ใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของเราขณะนี้ ๔๗๕ เสียง อย่างน้อยต้อง ๒๓๘ เสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภา แล้วก็ นําเสนอดําเนินตามมาตรา ๙๐หรือมาตรา ๒๑๕๐ มาตรา ๑๕๑ ต่อไป ท่านประธานครับ วิธีการพิจารณาอย่างนี้ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือ ประเด็นที่ ๑ ผลของวรรคสอง ถ้อยคํานั้นตกไปแล้ว ถ้อยคํานั้นตกไปเรียบร้อยแล้ว ใช้ไม่ได้แล้ว ถ้อยคํา ข้อความตรงนั้น สาระตรงนั้นตกไปแล้ว เช่นร่างพระราชบัญญัตินี้ก็คือมาตรา ๖๔ ที่ท่านแก้ไขเพิ่มเติมนั้น ตกไปแล้ว ถ้อยคําที่แก้ไขตกไปแล้ว ท่านบอกท่านขอยกเลิกมาตราที่ว่าด้วยการแก้ไขนั้น ตัดออก ก็กลับไปใช้ร่างเดิมที่มีอยู่คือกฎหมายเดิม กฎหมาย ป.ป.ช. เดิม แล้วก็ไปแก้ไข ถ้อยคําที่มีผลสืบเนื่องก็คือมาตรา ๑๑ให้สอดรับกัน อันนี้คือกระบวนการที่จะนําสู่ให้สภาแห่งนี้ พิจารณาในวันนี้ ประเด็นเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ ถ้ากฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายใหม่ ถ้าเป็นกฎหมายใหม่นะครับ นี่ดีว่าเป็นกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ถ้าเป็นกฎหมายใหม่สมมุติว่ามาตรา ๖๔ ตกไปด้วยคําวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้ง รัฐธรรมนูญ เกิดความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นในองค์กรก็ตกไป ถ้าเป็นกฎหมายใหม่สิ่งที่เราจะต้อง พิจารณาคืออะไร นั่นก็คือการร่างใหม่เป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมที่สอดรับ ไม่ขัดหรือแย้งกับ รัฐธรรมนูญ ความหมายผมนะครับ ทางเลือกของ ป.ป.ช. สามารถที่จะเขียนมาใหม่ได้ใน มาตรา ๖๔ ใหม่ โดยที่ไม่ให้ขัดหรือแย้งกับคําวินิจฉัยของรัฐธรรมนูญและขัดแย้งกับ รัฐธรรมนูญ อันนั้นคือทางเลือกอันที่ ๑ แล้วก็ไปแก้ไขมาตราที่เกี่ยวเนื่องให้สอดรับไป หรืออาจจะไม่ต้องแก้ไขก็ได้เพราะมาตราที่เขียนไว้ เช่น มาตรา ๔๑ ก็สอดรับกับมาตรา ๖๔ อันนั้นคือทางเลือก ท่านจะทําอย่างนั้นหรือไม่ แต่ว่าขณะนี้ทราบว่าท่านไม่ทํา ท่านเลือกที่จะ ตัดออกนะครับ ตัดมาตรา ๖๔ ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมออกใหม่ออกทั้งหมดแล้วก็กลับไปใช้ร่างเดิม ไม่ใช่ร่างเดิม ใช้กฎหมายเดิมครับ กฎหมายเดิมที่มีอยู่ ผมก็ฝากเป็นประเด็นว่าสภาแห่งนี้ จะพิจารณาอย่างไร เพราะว่าใช้คําว่า พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมได้ เพื่อไม่ให้ขัดหรือแย้ง นั่นประเด็นที่ ๑ ครับ
ประเด็นที่ ๒ วิธีการพิจารณาเมื่อทางผู้เสนอกฎหมายเสนอมาแล้วสภาจะมี กระบวนการการพิจารณาอย่างไร จะพิจารณาในสภาแห่งนี้อย่างเดียวหรือว่าจะมีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นไปพิจารณาในรายละเอียด อันนี้ผมก็ฝากเป็นความเห็น เผื่อว่าสมาชิก หลายท่านอาจจะมีความเห็นที่สอดรับกัน จําเป็นหรือไม่ครับที่จะต้องตั้งกรรมาธิการเข้าไปดู ในรายละเอียด เพราะว่าการพิจารณาตรงนี้นี่ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ อนุโลมโดยการเขียนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญว่าพิจารณาตามลําดับก็คือเหมือนกับกฎหมาย โดยทั่วไปเช่นกัน นั่นคือประเด็นที่ ๑ คือภาพรวมที่ผมนําเสนอท่านประธานในกรณีวรรคสาม ผมกลับมานิดเดียวครับท่านประธาน ต้องกราบขอบคุณท่านศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยว่าสาระ ตรงนี้ไม่ใช่สาระสําคัญ ทําให้มีกฎหมายฉบับนี้นํามาพิจารณาเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยน ให้มันสอดรับก็สามารถที่จะนําทูลเกล้าฯ ได้ กรณีผ่านวุฒิสภาไป แต่วรรคสองนี่หนักครับท่านประธาน กรณีเป็นสาระสําคัญตกทั้งฉบับ นั่นหมายความว่าอํานาจในการตราพระราชบัญญัติที่เป็น ของฝ่ายนิติบัญญัติ จริง ๆ ไม่ใช่ครับ โดยเฉพาะกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น ที่จะเสนอโดยมาตรา ๑๕๔ นี้ กรณีขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับผมเพียงแต่ ฝากท่านประธานบันทึกมายังสภาแห่งนี้ แล้วฝากไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าคําวินิจฉัยของท่าน นั่นละครับจะมีผลว่าท่านใช้อํานาจในการที่จะยับยั้งกฎหมายที่ตราโดยฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่ ถ้าท่านเห็นว่าสาระนี้น่าจะส่งกลับไปให้สภาได้ช่วยกันพิจารณา ให้รัฐสภาช่วยกันพิจารณา ไปปรับแก้ ไปปรับเปลี่ยนให้มันสอดรับกับรัฐธรรมนูญก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า นั่นคือ เคารพกระบวนการที่ฝ่ายนิติบัญญัติในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนเป็น ผู้ตรากฎหมาย ผมว่าตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องดีนะครับ จริง ๆ อยากแก้รัฐธรรมนูญมาตรานี้ด้วย ครับ ไม่ว่าจะเป็นสาระสําคัญ ไม่สาระสําคัญควรมาส่งมาให้สภาได้พิจารณานะครับ เพราะว่า อํานาจในการตราพระราชบัญญัติเป็นของฝ่ายนิติบัญญัติ ดุลอํานาจมันมีกันอยู่แล้วครับ ฝ่ายนิติบัญญัติตราพระราชบัญญัติให้ฝ่ายบริหารนําไปใช้ในการบริหารจัดการ ในการดูแลพี่ น้องประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญควรเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นเองที่จะมาช่วยดูในฐานะเป็น ฝ่ายตรวจสอบ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การไปให้อํานาจที่จะยับยั้งกฎหมาย ผมถือว่าไม่น่าจะชอบ เพราะว่า ฐานอํานาจอยู่ตรงนี้ อันนี้เป็นประเด็นนอกประเด็นนะครับ แต่ว่าฝากท่านประธานเผื่อว่าจะได้สะท้อนไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้ท่านได้ช่วยใช้ดุลยพินิจครับ ถึงแม้รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้ท่านก็ใช้ดุลยพินิจได้ว่าประเด็นที่ท่านวินิจฉัยมันไม่ใช่ สาระสําคัญที่จะต้องทําให้กฎหมายตกทั้งฉบับ ก็ฝากไว้อย่างนั้น ยกเว้นเป็นกระบวนการเช่น องค์ประชุมไม่ครบ อันนี้ก็สุดแล้วแต่ที่จะอธิบายครับ เพราะว่ากระบวนการมันไม่ชอบ อย่างไรมันก็ต้องตกอยู่แล้ว กราบขอบคุณท่านประธานครับ