รายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓
ครั้งที่ ๒๓ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันพุธที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๓
ณ ตึกรัฐสภา
ก็ยังไม่ครบองค์ประชุม แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาผมถือว่าเราเปิดปรึกษาหารือกันโดยยังไม่บันทึกอะไรนะครับ เพราะยังไม่ครบองค์ประชุม
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๔๕๒ คน
ผมขอเปิ ดประชุม ตามระเบียบวาระการประชุม
ระเบียบวาระที่ ๑ กระทู้ถาม ไม่มีนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๒ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
๒.๑ รับทราบพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระการประชุมนะครับ
ด้วยได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งประธาน ผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน จึงขอเชิญท่านสมาชิกโปรดยืนขึ้นเพื่อรับฟัง พระบรมราชโองการ เชิญเลขาธิการอ่านพระบรมราชโองการ
“พระบรมราชโองการ
ประกาศ
แต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน
________________
(พระปรมาภิไธย) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามประกาศลงวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้วนั้น บัดนี้ พลเอก ธีรเดช มีเพียร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา ๒๔๒ วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และที่ประชุมวุฒิสภาได้ลงมติเมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ให้ความเห็นชอบนายศรีราชา เจริญพานิช เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน และต่อมาผู้ตรวจการแผ่นดินจํานวน ๒ คน และผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว อาศัยอํานาจตามความ ในมาตรา ๒๔๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินตามคําแนะนําของวุฒิสภา ดังต่อไปนี้
๑. นายปราโมทย์ โชติมงคล เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน
๒. นายศรีราชา เจริญพานิช เป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศ ณ วันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๓ เป็นปีที่ ๖๕ ในรัชกาล ปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา”
เชิญนั่งครับ
๒.๒ รับทราบผลการดําเนินการตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
ตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้ส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพื่อให้ คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการนั้น บัดนี้ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือ แจ้งว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติรับทราบข้อสังเกตดังกล่าว และให้นําเหตุผลของ ร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขเป็นเหตุผลของร่างพระราชบัญญัติ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
คุณสุรพงษ์มีอะไร เซ็นชื่อ หรือยังครับ
เซ็นเรียบร้อยครับ เซ็นตั้งนาน แล้วครับ
เซ็นแล้วหรือครับ แน่นะครับ ไม่โกหกผมนะครับ
ไม่โกหกครับ
เพราะว่ารายชื่อนี้มันมี ผู้เซ็นชื่อของพรรคเพื่อไทยอยู่ ๑๐ คนเท่านั้นครับ
ท่านประธานไปขอปรินท์เอาท์ (Printout) ใหม่ ผมเซ็นเรียบร้อยแล้วครับ
คุณไม่โกหก ผมก็ขอบคุณครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมกําลังจะเสนอญัตติด่วนนี้เป็นเรื่อง ความเดือดร้อนของประชาชน ผมจะอาศัยข้อบังคับ ข้อ ๔๖
เดี๋ยวครับ ขอความกรุณา คือนึกว่าเอา ๒.๒ ขอให้ผมแจ้งให้ที่ประชุมทราบให้หมดก่อนครับ
ได้ครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๒ จํานวน ๔ ครั้ง คือ
ครั้งที่ ๙ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๙ กันยายน ๒๕๕๒
ครั้งที่ ๑๐ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒
ครั้งที่ ๑๑ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพุธที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๒ และ
ครั้งที่ ๑๒ (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วก่อนที่จะเสนอให้สภารับรอง มีท่านผู้ใดจะแก้ไขเพิ่มเติมมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมนี้ รับรองรายงานการประชุมทั้ง ๔ ครั้งคือ ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๑๐ ครั้งที่ ๑๑ ครั้งที่ ๑๒ ไม่มีการแก้ไขนะครับ เชิญครับคุณสุรพงษ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมจะอาศัยข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ ๔๖ (๑) และข้อ ๔๒ ขอเสนอญัตติที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ตลอดจนประเทศชาติ สืบเนื่องจากการชุมนุมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาได้สร้างความเสียหายให้กับชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็แล้วแต่นะครับ วันนี้ผมคิดว่าสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเรามาจากการเลือกตั้ง เราน่าจะนําสิ่งเหล่านี้เข้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล หาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะว่าสิ่งที่วันนี้วุฒิสภาได้นําเสนอนั้น ผมยังเข้าใจว่ารัฐบาลจะเปิดวุฒิสภาให้มี การชี้แจงกัน แล้วมีการนําเรื่องนี้เข้ามาสู่การประชุมของวุฒิสภา ผมยังมองว่าวุฒิสภานั้น ยังแบ่งฝักแบ่งฝ่ำยชัดเจนยิ่งกว่าพวกเรา เราในฐานะที่เป็ น ส.ส. เป็นผู้ใหญ่กว่า ท่านประธานครับ ผมจึงขอที่จะเรียกร้องเพื่อนสมาชิกทั้งซีกรัฐบาล ทั้งฝ่ายค้าน วันนี้ต้อง เปิดใจกว้าง ทําใจให้เป็นกลางและมาหาแนวทางร่วมกัน ผมคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ ที่จะให้พี่น้องประชาชนที่อาจจะติดตามการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้รับรู้ว่า สภาผู้แทนราษฎรนั้นยังเป็นที่พึ่งพาของพี่น้องประชาชนได้ แล้วเราก็มาจากการเลือกตั้ง วันนี้ประชาชนได้เสียชีวิตไปเป็นจํานวนมากแล้ว ผมอยากจะขอเสนอญัตติอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ญัตติของผมนั้นแตกต่างจากที่ผ่านมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่ได้มีการแต่งตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญแต่ประการใด ญัตติของผมนั้นชื่อเรื่องว่าพิจารณาหาแนวทาง แก้ปัญหาไม่ให้ประชาชนล้มตายเพิ่มเติมเนื่องจากการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ สั้น ๆ อย่างนี้นะครับท่านประธาน อยากจะขอผู้รับรองเพื่อผมจะได้อภิปรายต่อไปครับ
ผู้รับรองเซ็นชื่อเข้าประชุมกัน ครบไหมครับ คือผมถามก่อนครับเพราะกลัวมันจะโมฆะ กระผมไม่ได้ว่าอะไร อย่างคุณหมอประสิทธิ์นี่ผมก็ให้พูดไป ท่านยังไม่เซ็นเลยตอนพูด ผมก็ยังให้เกียรติครับ เพราะถือว่าศักดิ์ศรีของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นใหญ่กว่าอะไรครับ มีผู้รับรองครบ ๒๐ ท่านครับ มีผู้รับรองถูกต้องก็นั่งลงก่อนครับ เชิญคุณผ่องศรีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ สืบเนื่องจากมีร่างพระราชบัญญัติสําคัญที่พี่น้องประชาชนแล้วก็บุคลากรทางการศึกษา รอคอยอยู่ในระเบียบวาระการประชุม ดิฉันขอเสนอให้พิจารณาไปตามระเบียบวาระการประชุม ขอผู้รับรองค่ะ
ก็มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ เมื่อมีผู้รับรองถูกต้องผมก็จะถามที่ประชุมนะครับ มีอะไรอีกคุณไพจิต
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย เมื่อมีผู้เสนอญัตติ ๒ เรื่องที่แนวทางแตกต่างกัน ผมใคร่ที่จะขอกราบเรียนท่านประธานว่าโดยธรรมเนียม การประชุมก็ควรที่จะให้ผู้เสนอญัตติได้แสดงเหตุและผลในการที่เสนอญัตติและผู้ขอเสนอ ญัตติให้ดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมได้แสดงเหตุและผลเพื่อประกอบ การวินิจฉัยอีกครั้งหนึ่งครับท่านประธาน เดิมท่านประธานเคยให้ฝ่ายละ ๒ คนครับ ผมเตือนความจําอีกเผื่อท่านประธานจะยังจําได้นะครับ ถ้าจะกรุณาก็ขอให้เป็นเหตุเป็นผล กราบเรียนท่านประธานว่าเราต้องการให้สภาได้พูดในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ เป็นความจริง ในการแก้ไขปัญหาชาติตามอุดมการณ์ที่ท่านได้เป็นแบบอย่างอยู่แล้วครับท่านประธานครับ ขอได้โปรดพิจารณาครับ
คือผมอยากจะปรึกษา อย่างนี้ได้ไหมครับ คือตอนนี้ญัตติ ๒ ญัตตินี้ก็เกิดขึ้นแล้ว ถ้าผมจะขอความกรุณา ทางฝ่ายรัฐบาลสักนิดได้ไหมครับ และทางฝ่ายค้านด้วย ถ้ามันจบร่างพระราชบัญญัติ ของการศึกษาแล้วเรามาร่วมกันปรึกษาหารือดีไหมครับ อยากจะขอความกรุณาให้วิป (Whip) ทั้ง ๒ ฝ่ายปรึกษาหารือกันหน่อยได้ไหมครับ ท่านวิทยาทั้งสองนี่ได้ไหมครับ คุณสุรพงษ์มีอะไรครับ คือผมกําลังจะหาทาง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สิ่งที่ท่านประธาน เสนอนั้นผมเห็นด้วยครับ ถ้าคิดว่ากฎหมายการศึกษานี้สําคัญเอาจบก่อนแล้วเรามาหารือกัน เพราะผมอยากให้เรื่องนี้เข้าสู่สภา เราแก้ปัญหาทางการเมืองได้ครับท่านประธาน
ครับ ผมก็เห็นด้วยนะครับ ส่วนตัวผมนะครับผมก็พยายามเป็นกลาง แต่อยากจะขอความกรุณานะครับ คือเราจะ ไม่มีปัญหาเรื่องกระแนะกระแหนอะไรกัน เราจะพูดว่าเราจะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในปัจจุบันอย่างไรนะครับ ผมอยากจะขอความกรุณาอย่างนี้ คุณไพจิตกับคุณวิทยา ช่วยไปเจรจากันหน่อยได้ไหมครับ คือให้ค้างญัตตินี้ไว้หน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมก็ได้ขอความกรุณาท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาล ท่านก็บอกว่าจะเปิดมาตรา ๑๗๙ ก็คอยนะครับ เพราะจะใช้เวทีสภาเพื่อแก้ปัญหา แต่วันนี้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเปิดให้เฉพาะวุฒิสภา มาตรา ๑๖๑ ขอความชัดเจนนะครับ แล้วถ้าจะเลื่อนไปพิจารณาหลังร่าง พ.ร.บ. การศึกษา ขอความชัดเจนกันเสียก่อนที่จะให้ คุณสุรพงษ์ถอนญัตตินะครับ ขอให้เป็นความเห็นของสภาในการที่จะให้ถอนทั้ง ๒ ฝ่าย ผมก็อยากให้บรรยากาศของการประชุมสภาได้แก้ไขปัญหาชาติ มีส่วนร่วมในการคิด แก้ปัญหาประชาชนดีเสียกว่าฝ่ำยรัฐบาลฝ่ำยเดียวซึ่งโอกาสที่จะสุ่มเสี่ยงทําให้ เกิดความเสียหายต่อพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอความกรุณาเถอะครับ ฝ่ำยรัฐบาลช่วยชัดเจนหน่อยเรื่องมาตรา ๑๗๙ ก็ดี หรือถ้าหากจะเลื่อนก็ขอให้ เป็นความเห็นของสภาครับ
ขอความกรุณาอย่างนี้ ได้ไหมครับทั้ง ๒ ฝ่ายให้จบกระบวนการของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาให้มันจบ เสร็จแล้วเราก็มาหารือเรื่องญัตติของเราที่เสนอนี้ มันเรื่องของกฎหมายที่ครูบาอาจารย์ เขาต้องการมานานแล้วนะครับ อยากจะให้ผ่านไปวุฒิสภานะครับ แล้วพอผ่าน ๓ ฉบับนี้เสร็จ เราก็มาหารือกันก็ช่วยกัน ไม่อภิปรายก็แล้วกันให้มันเสร็จ ๆ เร็ว ๆ เพราะว่ากรรมาธิการ ก็ได้ตั้งให้มาพิจารณากันพอสมควรแล้ว ผมจะให้โอกาสนะครับ มีอะไรคุณชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในประเด็นข้อหารือของท่านประธานเองถ้าที่ประชุม ไม่ติดขัดผมถือว่าเป็นทางออกที่ดีครับท่านประธาน โดยข้อเท็จจริงแล้วกระบวนการ การเสนอญัตติของท่านสมาชิกท่านดอกเตอร์สุรพงษ์
คือคุณสุรพงษ์ก็ยอมแล้ว คุณชลน่าน
ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านประธานครับ อยู่ในขั้นตอนที่เพิ่งเสนอนะครับ ข้อหารือของท่านประธานเองก็เป็นเพียง ข้อปรึกษาที่ยังไม่เข้าสู่เรื่องการพิจารณาของสภา ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการที่จะยอมรับกันได้ โดยที่ไม่ขัดกับข้อบังคับนะครับ ถ้าท่านประธานเองปรึกษาหารือขึ้นมาถ้าสภามีมติ เห็นชอบกับท่านประธานก็เกรงว่าญัตตินี้ตกทันที เพราะฉะนั้นผมต้องขอตรงนี้ก่อนว่า ญัตตินี้ยังไม่ตกเพราะเพิ่งจะเข้าการรับรู้แบบการเสนอสภายังไม่มีมติที่จะรับหรือไม่รับ เท่านั้นเอง นั่นประการที่ ๑ ครับ
ประการที่ ๒ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าผมอยากให้สภาแห่งนี้ ช่วยกันเป็นเวทีแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นหลังจากที่เราพิจารณากฎหมายการศึกษาจบทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งผมดูแล้วไม่ยากเลยมีการแก้ไขเพียงมาตราเดียว ๒ ฉบับเท่านั้นเอง ก็เป็นแนวทาง ที่กรรมาธิการเสนอแล้วเพื่อนสมาชิกสงวนคําแปรญัตติไว้เท่านั้นเอง ก็น่าจะมาพูดคุยกัน ผมกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับว่าอยากฝากท่านประธานไปยัง เพื่อนสมาชิกเสียงข้างมากว่าถ้าจะกรุณาก็มาช่วยกันพิจารณาญัตติหลังจากนั้น แต่ผม เกรงว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือผมไม่อยากให้มันเหมือนเดิมทุกครั้งที่ผ่านมานะครับท่าน เพื่อนสมาชิกอาจจะใช้กระบวนการหลาย ๆ อย่างที่สามารถจะทําให้ญัตตินี้ไม่ถูกพิจารณาได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงคะแนนไม่รับ หรือแม้กระทั่งที่จะไม่เป็นองค์ประชุมซึ่งเราโดนมาบ่อยมาก ไม่เป็นองค์ประชุมหมายความว่าอย่างไรครับท่านประธาน พอจะมีการเสนอญัตติ ตรวจสอบองค์ประชุม องค์ประชุมไม่ครบก็เป็นสิ่งที่ท่านประธานปฏิเสธไม่ได้ก็คือต้องการ ปิดการประชุมไป ดังนั้นผมขอ ๒ เรื่องนี้เองก็น่าจะไปด้วยกันได้ดี
ผมพยายามขอความกรุณา เป็นการปรึกษาหารือกันทั้งสภาในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองนะครับ ผมคิดว่ามันเป็น เรื่องที่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศกําลังพิจารณาอยู่ ผมว่าไม่ให้เสียเวลาเพราะว่า คุณสุรพงษ์ก็ยอมแล้ว เราเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมของพระราชบัญญัติไปเลย ได้ไหมครับ คุณประยุทธ์จะมีอะไรเพิ่มเติมหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดมหาสารคาม ผมใคร่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่า
ประการที่ ๑ เหตุการณ์ที่ปรากฏในปัจจุบันนั้นทุกคนเห็นและทุกคน ผมเข้าใจว่าไม่อยากจะให้มันเป็น
ประการที่ ๒ โดยบุคลิกภาพ โดยเอกลักษณ์ของท่านประธานซึ่งเป็น ประมุขของสภาแห่งนี้เป็ นสิ่งที่กระผมพูดต่อหน้าหรือลับหลังผมกล้าพูดว่า ท่านประนีประนอม ท่านเป็นคนดี ท่านอยากจะให้สภาแห่งนี้ได้พูดกันแบบพี่เอยน้องเอย ท่านมีการประสานงานมาอยู่เรื่อย ๆ แล้วหลายครั้งรวมทั้งวันพฤหัสบดีที่แล้วท่านก็พูด แล้วท่านนายกรัฐมนตรีก็รับปากว่า จะเปิดรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๙ แต่ปรากฏว่าเมื่อวานนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ปรากฏ เป็นข่าวว่าไม่เอาแล้ว จะเอามาตรา ๑๖๑ กระผมก็ไม่ขัดข้องเพราะว่าต่างมุมต่างมอง ต่างความคิดมันย่อมมีความแตกต่างกันได้ ท่านประธานเอาอย่างนี้ไหมครับ เพื่อให้ง่ายเข้า กระผมขออาศัยอ้างข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๒๕ เป็นอํานาจหน้าที่ของท่านประธาน จะยกเรื่องใด ๆ ขึ้นปรึกษาหารือก็ย่อมได้ เป็ นอํานาจของท่านประธานโดยแท้ ท่านประธานลองเปลี่ยนเอกลักษณ์เพื่อความเด็ดขาด เพื่อความอยู่รอดของชาติ ของบ้านของเมืองซึ่งเป็นอํานาจหน้าที่ของท่านอยู่แล้วได้ไหมครับ
ผมจะใช้วิธีการไม่เอา ญัตติหรอกครับ จะใช้อํานาจของผมนี่ปรึกษาหารือทั้งสภา แต่ถ้ามันรุนแรงผมก็จะปิด เอากันอย่างนี้นะครับ ต่อไปเชิญท่านรัฐมนตรีครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ต่อข้อหารือของท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ผมก็คิดว่าแนวทางของท่านประธานที่จะ ดําเนินการโดยให้มีการอภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้ง ๓ ฉบับก็น่าจะเป็นแนวคิดโดยชอบแล้ว ส่วนหลังจากนั้นถ้าหากว่าท่านประธาน จะดําเนินการให้มีการหารืออย่างไรก็คงจะขึ้นอยู่กับสภาและท่านประธานที่จะดําเนินการ เพียงแต่เพื่อความสบายใจของท่านประธานและทุกฝ่ำยนะครับ ผมก็ถือโอกาสนี้ เรียนยืนยันแนวทางของรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งในเรื่องของการใช้เวทีของสภาหรือรัฐสภา เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองครับ ผมเรียนอย่างนี้สั้น ๆ นะครับว่าเมื่อวานนี้ ทางคณะรัฐมนตรีก็ได้มีมติชัดเจนใน ๒ เรื่องด้วยกัน
เรื่องที่ ๑ ก็คือกรณีที่วุฒิสภาขอให้ทางรัฐบาลไปชี้แจงกับวุฒิสภา ในกรณีเกี่ยวข้องกับเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองก็มีแนวทางที่จะเปิดเผย โปร่งใสและให้สภาได้ตรวจสอบอยู่แล้ว ความจริงทางวุฒิสภานี่เราก็ตอบตกลงไป และขอเลื่อนมาเป็นวันที่ ๒๓ เมษายน แต่เนื่องจากในขณะนั้นก็ยังมีปัญหาสถานการณ์ ที่ต่อเนื่องก็ขอเลื่อนไป เมื่อวานนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็มีมติว่าให้ประสานกับทางวุฒิสภาว่า จะขอเป็นไปชี้แจงในวันจันทร์ที่ ๓ พฤษภาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งวันนี้ทางคณะรัฐมนตรีก็จะมี หนังสือไปยังวุฒิสภา ส่วนวุฒิสภาจะบรรจุระเบียบวาระการประชุมอย่างไรก็เป็นเรื่อง ที่วุฒิสภาเขาจะมีการแจ้งอีกครั้งหนึ่ง
เรื่องที่ ๒ คือกรณีมาตรา ๑๗๙ เมื่อวานนี้คณะรัฐมนตรีก็มีมติชัดเจนว่า ทางคณะรัฐมนตรีเองก็จะมีแนวทางที่จะขอใช้มาตรา ๑๗๙ เพื่อขอให้มีการเปิดรัฐสภา ให้สมาชิกได้มีการอภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ส่วนจะยื่นเมื่อใดนั้นก็คงจะ ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด ถ้าหากว่ามีการคลี่คลายไปในทิศทาง ที่ดีที่เหมาะสมแล้วรัฐบาลก็จะยื่นตามมาตรา ๑๗๙ ทันที
อันนี้ก็คือเป็นแนวทางที่ทางคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวานนี้ ซึ่งแนวทางนี้ ก็เพื่อจะชี้แจงยืนยันกับสภากับท่านประธานว่ารัฐบาลก็ยินดีนะครับที่จะใช้เวทีของรัฐสภา ในการเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย อย่างเช่นในกรณีหลังเหตุการณ์วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ วันที่ ๑๒ เมษายนเมื่อปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นอันนี้ให้ได้สบายใจว่าเราก็ยังเคารพเวที ของรัฐสภาอยู่ เพียงแต่ว่าที่เรากังวลก็คือว่าถ้าหากมีการเปิดในช่วงระยะเวลาบางตอนนั้น เหตุการณ์บางเรื่องที่ยังไม่จบลงนี่การชี้แจงก็อาจจะทําได้ไม่เต็มที่นัก อันนี้ก็ขอความกรุณา ท่านประธานได้เข้าใจจุดยืนและแนวทางของรัฐบาลด้วยครับ
ก็เข้าใจครับ ไม่ต้องหรอก ท่านไพจิตครับ เดี๋ยวพอจบกระทรวงศึกษาธิการ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษานี้เสร็จ ผมก็จะใช้ข้อบังคับในอํานาจของผมปรึกษาหารือทั้งสภา และผมก็เรียนที่ประชุม เมื่อสักครู่แล้วนะครับ
ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมทราบว่าท่านประธานจะใช้อํานาจเพื่อปรึกษาเรื่องที่ เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง แต่สิ่งที่ฟังจากท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ได้กราบเรียนต่อสภาเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ฟังแล้วมันไม่มีความชัดเจนว่าจะให้ มาตรา ๑๗๙ เมื่อไร เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย เมื่อสถานการณ์ที่ยังไม่สงบ วันนี้มีการปิดสื่อ ปิดอะไรทั้งหลาย และท้ายสุดก็กล่าวหาใส่ร้ายกันไปหมดว่าเป็นผู้ก่อการร้ายในสภา
ก็พอทราบนะครับ
ท่านประธานครับ วันนี้หัวหน้ารัฐบาล เป็นผู้ก่อการที่สําคัญที่จะยุติปัญหาทั้งหลาย ผมอยากฟังจากปากท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นสัปดาห์ที่ ๒ ที่ท่านจะพูดเรื่องนี้ครับ ตรงไปตรงมาเถอะครับ ยังไม่เปิดก็คือไม่เปิด
ใจเย็น ๆ เสียหน่อยครับ คุณไพจิต
ผมอยากขอความกรุณาท่านประธาน เพื่อให้บรรยากาศแห่งสภานี้ได้คลี่คลาย
คือเอาบรรยากาศของ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษานี่ให้ผ่านก่อนนะครับ ผมไม่ลืมคําพูดของผม
ท่านประธานครับ พี่น้องครูบาอาจารย์ เข้าใจว่าอะไรมาก่อนอะไรมาหลัง วันนี้ความเป็นความตายของพี่น้องครูบาอาจารย์ก็มี ความสํานึกไม่ต่างจากพวกเราหรอก
คือเราใช้เวลาของเรา
ผมอยากฟังจากหัวใจท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อก่อนบอกเคารพสภา มีอะไรบอกตรงไปตรงมา ผมเคารพท่านนะครับ วันก่อนท่านบอกว่ามาตรา ๑๗๙ จะเปิด
ถ้าท่านยังดื้ออยู่ผมก็จะ ถอนคําพูดนะครับ ถ้าท่านเชื่อผมก็นั่งลง
ผมไม่ดื้อหรอกครับ ผมอยากให้ ท่านประธานยืนยันคําพูดที่ท่านประธานบอก แล้วขอฟังจากท่านนายกรัฐมนตรีหน่อยนะครับ
ผมยืนยันครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีท่านมีภาระเยอะ เดี๋ยวท่านก็บอกว่าผมจําเป็นต้องไปอย่างโน้นอย่างนี้แล้วก็ไม่อยู่
ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะบันทึกไว้ เป็นหลักฐานครับ เอาร่างพระราชบัญญัตินี้ให้มันเสร็จก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีก็ใจเย็น ๆ สักหน่อยครับ เดี๋ยวให้จบร่างพระราชบัญญัติการศึกษานี้
(นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ยาวอีกแล้ว ก็อย่ามากความ ก็แล้วกันครับ เชิญครับ
ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตนะครับท่านประธานที่ต้องลุกขึ้นมาเพื่อที่จะพูดในส่วนของรายละเอียด เพราะว่าเห็นท่านนายกรัฐมนตรีเดินเข้ามา ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พวกกระผมเองนั้นได้ยื่นญัตติหลายญัตติที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของพี่น้องประชาชน แล้วก็ได้รับคําตอบว่าท่านนายกรัฐมนตรีเองนั้นจะเปิดให้มีการพูดคุยในส่วนของรัฐสภา แต่ปรากฏข่าวมันออกมาว่าจะเปิดให้ในเฉพาะส่วนของวุฒิสภา แล้วสุดท้ายก็มาพูด เพิ่มเติมว่าอาจจะเปิดให้มีการพูดคุย แต่ถึงวันนี้อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น มันเร็วมากครับท่านประธาน ผมอยากจะได้ยินจากท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะมีการสั่งการ สลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธหรือไม่ อย่างไร ประการแรกนะครับ ประการที่สอง คือขณะนี้ มีคนที่พบเห็นว่าทหารหรือเจ้าหน้าที่ใช้กําลัง
คุณวิชาญครับ เอาไว้ ในรายละเอียดตอนอภิปรายจะดีกว่า
ท่านประธานครับ ตกลง เมื่อกี้เราพูดกันจะบรรจุไว้หรือเปล่า
คือเอาอย่างนี้ เอา ๒ อย่างนะครับท่านวิชาญ คือหมายความว่า ๑. ท่านจะเอาอย่างที่ผมพูดไหม หมายความว่าจบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาเสร็จแล้วเราก็จะเปิดโอกาสคุยปรึกษา หารือกัน ๒. ไม่ปรึกษาหารือ จะให้ท่านนายกรัฐมนตรีเปิดมาตรา ๑๗๙ ๒ อย่างนะครับ ท่านเลือกเอา
ท่านประธานครับ ผมว่าวันนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ที่นี่
นั่นละครับ ผมจะได้เรียน ขอร้องท่านเลย
ก็สอบถามท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะเอาแบบไหน แต่วันนี้ถ้าหลังจากที่จบร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแล้ว จะต่อได้หรือเปล่า ลองถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะว่าเหตุการณ์มันหมุนเวียนกัน รวดเร็วมากครับ
มีอะไรคุณธนา ประท้วง ใช่ไหมครับ
ครับท่านประธาน
ไม่ใช่ คุณประท้วงใช่ไหม
ประท้วงครับท่านประธาน
ประท้วงผมเรื่องอะไร ท่านว่ามา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเรียนท่านประธานว่าท่านประธานได้ใช้อํานาจตามข้อบังคับ ข้อ ๘ แล้ว ท่านสมาชิกที่เสนอญัตติก็เห็นด้วยว่าจะให้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาผ่านไปก่อนแล้วเดี๋ยวจะ พูดจากัน แต่ว่าท่านสมาชิกเองก็ยังตอบโต้อยู่ ซึ่งผมอยากให้ท่านประธานช่วยเด็ดขาด สักนิดเถอะครับ เพราะว่าเป็นอํานาจท่านประธานที่จะดําเนินการได้อยู่แล้ว
ผมก็กําลังจะทําอย่างที่ ท่านว่านะครับ คุณวิชาญพอแล้วครับ ให้มันจบเร็วขึ้น
เมื่อกี้ท่านอนุญาตผม ผมกําลังจะจบ ขอนิดเดียวครับท่านประธาน เพียงแต่ผมสอบถามท่านนายกรัฐมนตรีครับ เพราะท่านนั่งอยู่ตรงนี้ ผ่านท่านประธานไปว่า
ผมบอกท่านแล้ว ให้ท่านรอ
นิดหนึ่งครับท่านประธาน ให้ผมพูดให้จบก่อน
ไม่ใช่ มันเสียเวลา เดี๋ยวฝ่ายนี้กลับใจเข้าแล้วก็ไม่ได้เรื่องกันเลยและผลสุดท้ายงานก็จะเละครับ
งานจะจบแล้วครับ
เชื่อผมดีกว่าครับ
ขออนุญาตท่านประธานครับ ท่านประธานกําลังใช้อํานาจของท่านประธานในการที่จะเปิดอภิปรายในเรื่องดังกล่าว ก็เป็นประโยชน์ต่อสภา ทีนี้ท่านนายกรัฐมนตรีอยู่ตรงนี้ สอบถามท่านนายกรัฐมนตรีครับว่า ท่านเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าท่านเห็นด้วยเดี๋ยวกฎหมายในส่วนของร่าง พ.ร.บ. การศึกษาผ่าน เราก็มาพูดคุยกันเรื่องนี้ ขออนุญาตท่านประธานครับ
เชิญคุณสุรพงษ์เจ้าของ เจ้าของก็ยอมรับตั้งแต่ต้นแล้วครับ ผมก็เอาตาม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมเข้าใจครับสิ่งที่ท่านประธานกําลังจะหาทางออกโดยใช้อํานาจ ของประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๘ และข้อ ๒๕ ที่ท่านประยุทธ์ได้เสนอ ผมเห็นด้วยครับ และผมเองก็เห็นว่าร่าง พ.ร.บ. การศึกษาก็มีความสําคัญ การที่ประชาชนจะต้องมาตีกัน จนถึงแก่ชีวิตก็มีความสําคัญ ผมยอมท่านประธานเอาร่าง พ.ร.บ. การศึกษาให้จบก่อน
ขอบคุณครับ
หลังจากนั้นก็ทําตาม ท่านประธาน ผมขออนุญาตถอนญัตติของผมครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านนายกรัฐมนตรีจะพูดหรือครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง เพื่อนสมาชิกที่บอกว่ามีข่าวว่าคณะรัฐมนตรีได้มีมติที่จะไม่ดําเนินการตามมาตรา ๑๗๙ เป็นข่าวที่คลาดเคลื่อนนะครับ มติเมื่อวานนี้ก็คือว่ารัฐบาลจะดําเนินการตามมาตรา ๑๗๙ เพียงแต่ว่าทางวุฒิสภาได้ทําหนังสือถึงรัฐบาล ขอว่าเนื่องจากว่าทางสมาชิกวุฒิสภา ได้ยื่นญัตติเอาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์แล้วและมีการเลื่อนการชี้แจงมา ทางวุฒิสภาขอให้รัฐบาลไปชี้แจงต่อวุฒิสภาก่อนตามมาตรา ๑๗๙ ซึ่งขณะนี้กําลัง ประสานไปยังวุฒิสภาเพื่อที่จะได้ดําเนินการในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ส่วนในส่วนของ สภาผู้แทนราษฎรนั้นผมคิดว่าก็ให้ทางวิป ๒ ฝ่ำยไปหารือว่าอยากจะดําเนินการ ในสภาผู้แทนราษฎรหรือจะดําเนินการตามมาตรา ๑๗๙ ครับ
ก็พอแล้ว พอเข้าใจแล้วครับ
คือของผม ท่านนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้ตอบว่าท่านจะอยู่ในเรื่องใด
ตอบแล้ว ฟังให้ชัด
ท่านไปพูดถึงมาตรา ๑๗๙ แต่วันนี้ถ้าเป็นไปได้พวกเราจะได้หารือเบื้องต้นกันก่อนครับท่านประธาน
ผมพูดกับท่านแล้ว ท่านก็ไม่ฟังผม ท่านสุรพงษ์ก็ถอนญัตติไปแล้ว
ผมฟังอยู่ด้วยกัน แต่ท่านประธาน
ทําไมพูดกันไม่เข้าใจก็ไม่รู้
ขออนุญาตฟังท่านนายกรัฐมนตรี อีกนิดหนึ่งนะครับ แล้วพรุ่งนี้มีกระทู้จะถาม
พอแล้วครับ
ท่านนายกรัฐมนตรีจะตอบ หรือเปล่าครับ
ทุกท่านเขาเข้าใจ มีท่านอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการท่านไม่เข้าใจคนเดียว เขาเข้าใจกันหมดครับ ขอความกรุณาครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๔.๑ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
เชิญคณะกรรมาธิการครับ ท่านสมาชิกอย่าไปไกลนะครับเพราะว่าเดี๋ยวเราจะโหวตกันแล้วนะครับ เชิญท่านประธาน แถลงครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรดังนี้นะครับ
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ได้ลงมติรับหลักการแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอํานวย คลังผา กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๑๒,๖๐๒ คน เป็นผู้เสนอ) โดยใช้ร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ในการพิจารณา คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้งหมดจํานวน ๖ ครั้ง
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และได้รายงานการพิจารณา ของคณะกรรมาธิการมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
เชิญท่านเลขาธิการ
ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๓๗ มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เชิญกรรมาธิการ ที่สงวนความเห็น เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ขอกราบเรียนท่านประธานว่า ในมาตรา ๓๗ การบริหาร และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคํานึงถึงระดับ ของการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวนสถานศึกษา จํานวนประชากร วัฒนธรรมและความเหมาะสม ด้านอื่นด้วย เว้นแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา ในวรรคนี้ผมขอให้ตัดคําว่า ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออก เพราะตามมาตรา ๓๗ เดิม ไม่มีข้อความนี้ การเพิ่มข้อความนี้เข้าไปทําให้เกิดปัญหาในการที่จะไปแบ่งเขตพื้นที่ เพราะคําว่า ระดับการศึกษา ถ้าดูตามกฎหมายการศึกษาแห่งชาติฉบับเดิมที่ยังไม่แก้ไข มันหมายถึงระดับก่อนอุดมศึกษาและระดับอุดมศึกษา แต่คําว่า ระดับ นี้เมื่อถามฝ่ายร่างแล้ว ก็บอกว่าไปเอาตามกฎกระทรวง ซึ่งกฎกระทรวงออกมาให้มีระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทีนี้ถ้าท่านเขียนข้อความนี้ ถ้าตีข้อความโดยชัดเจนมันจะจําแนกแบ่งเขตพื้นที่ตามระดับการศึกษาไม่ได้ ทําไมถึงเป็น อย่างนั้นครับ เพราะขณะนี้เจตนากฎหมายฉบับนี้เสนอเข้ามาคือต้องการแบ่งเขตพื้นที่ เอาง่าย ๆ ว่าที่เคยสังกัดประถมศึกษาเดิมก็ให้เป็นเขตพื้นที่ แล้วสังกัดมัธยมศึกษาเดิม ก็กลับมาแยกออกเป็ นเขตพื้นที่กัน ท่านประธานครับ แต่ในกฎกระทรวงนั้น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ทั้งโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งเปิดขยายโอกาส เขาก็คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ถ้าจะแยกมัธยมศึกษาออกมาอยู่สังกัดมัธยมศึกษา ก็มีระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มันซํ้ากันครับ ถ้าท่านบอกว่าท่านจะแยกโดยคํานึงถึง ระดับการศึกษาก็แยกไม่ได้เพราะเป็นระดับเดียวกัน ท่านมีเจตนาจะแยกประถมศึกษาเดิม ออกไป แยกมัธยมศึกษาเดิมออกไป ถ้าตีความโดยเคร่งครัดจะต้องตัดข้อความนี้ออก จึงจะสามารถทําได้ อันนี้ประการที่ ๑ วรรคหนึ่ง วรรคสอง มาตรา ๓๗ ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของสภาการศึกษาแห่งชาติมีอํานาจ ประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อการบริหารและการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐาน แบ่งเขตพื้นที่การศึกษาเดิมเป็นประถมศึกษา ผมแปรญัตติขอแก้ เป็ นเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับและเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เตรียมอุดมศึกษา เหตุผลที่ผมบอกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมได้รับหนังสือจากเครือข่ายองค์กรครูทั่วประเทศที่เขาให้ความเห็นมา แล้วก็สภาครู สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย สหภาพครูแห่งชาติและเครือข่ายครู แห่งประเทศไทย เขาให้ความเห็นว่าในขณะที่เขาจัดทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษานี่ มีประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน แล้วก็ ๙,๐๐๐ โรงเรียนจากมัธยมศึกษา ครอบคลุมพื้นที่ ทั่วทั้งประเทศ เขามีความเห็นว่าถ้าจะแก้ไขกฎหมายแยกเขตพื้นที่การศึกษา ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็ควรจะถือโอกาสนี้ทําให้การศึกษาของชาติ ได้มีมาตรฐานสอดคล้องกับกฎหมายฉบับอื่น พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ ขณะนี้รัฐบังคับประชาชนให้ต้องส่งลูกหลานมาเรียน ๙ ปี ๙ ปีหมายถึง ป. ๑ ถึง ป. ๖ แล้วก็ ม. ๑ ถึง ม. ๓ อันนี้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบังคับประชาชน แต่ว่าประชาชน บังคับรัฐอยู่ในรัฐธรรมนูญให้จัดฟรี ๑๒ ปี ท่านประธานครับ ครูในส่วนของประถมศึกษา ทั้งหมดที่ผ่านองค์กรเครือข่าย ๓ องค์กรนี้ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการ ถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ถึงผมด้วย ถึงทุกส่วน เขาบอกว่าถ้าจะเปลี่ยนแปลงจริง ๆ เอาให้มันมีมาตรฐานหน่อย การศึกษาภาคบังคับไหนรัฐจะบังคับประชาชนแล้วก็ให้ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับรับผิดชอบไป ส่วนทางด้านมัธยมศึกษา เขาก็เสนอ เขาเห็นด้วยในหลักการต้องแยกออกมาในเมื่อท่านที่อยู่มัธยมศึกษาอยากแยก แต่เพื่อให้มันเกิดความก้าวหน้าหน่อยไม่กลับไปรอยเดิมเหมือนว่ากลับไปที่เดิม กลับไปทางเกวียนสายเก่าให้มันพัฒนาหน่อย เขาก็บอกว่าให้เป็นเขตพื้นที่เตรียมอุดมศึกษา ทําเรื่องอุดมศึกษาเน้นหนัก ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ ส่วน ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ จะมีก็ทําไป แต่เน้นหนัก เสียว่าคนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยเดิมเคยบอกว่าไม่มีคุณภาพ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อย่าให้มีต่อไปอีก จะเป็ นความรับผิดชอบของเขตมัธยมศึกษาเดิมนี่ที่ใช้คําว่า นี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของครูส่วนใหญ่ในวงการศึกษา ผมจึงขอแปรญัตติ บอกว่าให้ใช้คําว่า เขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ หมายถึงประถมศึกษาเดิม ถึง ม. ๓ แล้วเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานเตรียมอุดมศึกษาหมายถึงเน้นหนัก ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ แต่จะมี ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ อยู่ด้วยก็ได้ นั่นคือสิ่งที่ผมแปรญัตติ
แล้วก็ในวรรคสุดท้ายในมาตรานี้เดิมท่านบอกว่าการเปิดตั้งแต่ระดับ ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาไม่เกินมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ ให้ไปอยู่ประถมศึกษา ผมขอ แปรญัตติเป็ นว่า ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานภาคบังคับ เพื่อที่จะเป็น การบริการประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้รัฐบาลนี้พูดถึงการศึกษาฟรี ๑๕ ปี แต่เป็นเรื่องประหลาดว่าการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปียังทําไม่ได้สมบูรณ์ โรงเรียนหลายหมื่น ใช้คําว่าหมื่น เป็นหมื่น ๆ โรงเรียนต้องการเปิดการศึกษาภาคบังคับที่หมู่บ้านเขาที่มี โรงเรียนอยู่ เขามีคนที่จะเรียนไม่ถึง ๔๐ คนกฎกระทรวงไม่ให้เปิด ทั้ง ๆ ที่บังคับชาวบ้าน ส่งลูกหลานเรียน มันเป็นเรื่องประหลาดว่า ๙ ปีก็ยังไม่สามารถทําได้ครอบคลุมทั้งหมด ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ โรงเรียน แต่ว่าวันนี้ท่านกําลังจะพูดถึงการศึกษาที่มีความซํ้าซ้อนมาก ไหน ๆ จะเอาตามความต้องการของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เสนอมา ผมก็ไม่ขัดข้องครับ แต่ว่าขอโอกาสนี้ได้พัฒนามาตรฐานให้มันสูงขึ้นได้ไหม การศึกษาภาคบังคับให้เขตพื้นที่ การศึกษาภาคบังคับ ให้เขตพื้นที่ขั้นพื้นฐานภาคบังคับไป การศึกษาเตรียมอุดมศึกษา ที่จะเข้าต่อมหาวิทยาลัย ให้มัธยมศึกษาได้แสดงฝีมือเต็มที่ ไม่ต้องกล่าวหาใคร ระดับไหน ต่อไปอีกแล้ว ด้วยเหตุผลนี้ผมจึงขอแปรญัตติตามที่เสนอมา ขอบคุณครับ
เชิญคุณชัยวัฒน์ ผู้แปรญัตติไม่อยู่นะครับ เชิญคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ไม่อยู่นะครับ เชิญคุณศุภชัย ศรีหล้า
เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ สภาผู้แทนราษฎรได้มอบหมายให้กระผมไปทําหน้าที่ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในขณะที่ปฏิบัติหน้าที่กระผมก็มีความเห็นซึ่งแตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ แม้จะมีความเห็นแตกต่างก็จําเป็นที่จะต้องนําเรียนที่ประชุมแห่งนี้เพื่อให้ ได้บันทึกไว้ ท่านประธานที่เคารพครับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เรากําลังพิจารณากันอยู่ในขณะนี้เป็นความหวังของพี่น้องครูทั่วทั้งประเทศ ในขณะที่เป็นความหวัง พวกเราได้มีโอกาสลงพื้นที่พบปะพี่น้องข้าราชการครูเหล่านั้น ทุกครั้งที่พวกเราได้พบปะก็มีข้อคําถามฝากมาถึงสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าเมื่อไร จะหยิบยกกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณา พรรคประชาธิปัตย์ได้หยิบยกกฎหมายฉบับนี้ ขึ้นมาพิจารณาและผ่านขั้นคณะกรรมาธิการแล้ว พี่น้องข้าราชการครูก็ยังซักถามต่อไปอีกว่า เมื่อใดจะนําเข้ามาสู่การพิจารณาในวาระที่สองและวาระที่สาม วันนี้จึงเป็นโอกาสสําคัญ ที่พวกเราจะได้หยิบยกรายละเอียดขึ้นมาพูดคุยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ สาระสําคัญ ที่มีการแก้ไขในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้คือความในมาตรา ๓๗ ในขณะที่แก้ไขความในมาตรา ๓๗ ความในมาตรานี้มีหัวใจสําคัญก็คือการมุ่งที่จะจําแนก หรือหาวิธีการในการจําแนก สถานศึกษาระดับประถมศึกษาออกจากระดับมัธยมศึกษา หรือแบ่ง ๒ ส่วนออกจากกัน ท่านประธานคงจะจําได้ว่าในการปฏิรูปการศึกษาในระยะที่ ๑ ที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มต้นในสมัย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ การปฏิรูปการศึกษาในระยะนั้นมุ่งเน้นการขยายโอกาส ทางการศึกษา ในขณะที่เราขยายโอกาสทางการศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาเดิมหลายแห่ง ได้จัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ปีที่ ๒ และปีที่ ๓ ในขณะที่เรามีการจัดการศึกษาในระดับ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ในโรงเรียน ประถมศึกษา ห้วงระยะเวลาต่อมาจึงเกิดแนวคิดที่อยากจะให้การจัดการศึกษา ระดับประถมศึกษากับระดับมัธยมศึกษาแยกออกจากกัน ในขณะที่อยากให้แยกออกจากกัน วันนี้ความในมาตรา ๓๗ จึงจําเป็นจะต้องระบุสาระสําคัญนี้ ในขณะที่จําเป็นจะต้องระบุ สาระสําคัญ ความเห็นของกระผมที่แตกต่างไปจากคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็คือ ผมมีความเห็นว่าในขณะที่เราต้องการให้แยกประถมศึกษาออกจากมัธยมศึกษา และที่มาของประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็มีที่มาที่แตกต่างกันชัดเจนอยู่แล้วตั้งแต่ต้น เพราะฉะนั้นถ้าเราจะบรรจุความในวรรคสามของมาตรา ๓๗ ซึ่งความเห็นของกระผม ที่อยากนําเรียนต่อที่ประชุมแห่งนี้เพื่อให้บันทึกไว้ก็คือว่าความเห็นของกระผมในวรรคสาม หรือวรรคสุดท้าย ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ผมให้ตัดข้อความเดิมในกฎหมายก็คือว่า แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ข้อความนี้ผมให้ตัดออก และให้เพิ่มเติม การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาระดับประถมศึกษา ให้ตัดออก ให้ยึดระดับการศึกษาเดิมของสถานศึกษานั้น เป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน เพราะฉะนั้นสาระสําคัญที่ผมต้องการให้บรรจุซึ่งแตกต่างออกไป ก็คือว่าในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับ มัธยมศึกษา การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ยึดระดับ การศึกษาเดิมของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด โดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องการก็คือว่าถ้าใส่คําว่า เดิม ลงไป การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ การปฏิบัติของส่วนราชการในการจําแนกส่วนราชการที่จะ เกิดขึ้นใหม่นับจากนี้ไปคือแยกประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็จะทําได้โดยสะดวก นี่คือสิ่งที่ผมต้องการให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้บันทึกไว้ในความเห็นของกระผม ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ผมว่าก็คงพอกระมัง คุณชลน่านยังติดใจอะไรครับ เดี๋ยวให้ทางกรรมาธิการชี้แจงดีไหม เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กรรมาธิการได้รับร่างของสภาผู้แทนราษฎรไปในชั้นรับหลักการ ท่านประธานครับ ผมเองต้องขอใช้สิทธิของสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ในกรณีที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไข เพิ่มเติมถ้อยคําในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๓๗ นะครับ ท่านประธานครับ ผมมีคําถาม และมีคําอภิปรายที่จะฝากท่านประธานไปยังทางกรรมาธิการในมาตรานี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างเดิมที่เป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎรที่กรรมาธิการรับไปนี้ ในวรรคสาม ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่สาม นี่คือร่างเดิมนะครับ ให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา กรรมาธิการรับไปแล้วไปปรับปรุงแก้ไข ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานนะครับ แก้ไขเป็น ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ตัดข้อความเดิมออกครับ และเพิ่มเติม การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ยึดระดับการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด โดยคําแนะนํา ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนัยอยู่ ๒ นัยครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ เปิดกว้างขึ้นในการที่จะให้ฝ่ายบริหารไปกําหนดเขตพื้นที่ การศึกษา จะกําหนดเป็นประถมศึกษาหรือเขตมัธยมศึกษาก็ได้ โดยยึดระดับการศึกษา เป็นสําคัญ คําว่า ระดับการศึกษา ผมฟังกรรมาธิการหลายท่านอภิปรายให้ความเห็น ความหมายตรงนี้ก็ไม่ชัดเจนในเรื่องคํานิยาม เพราะฉะนั้นการที่จะยึดระดับการศึกษา เป็นสําคัญนั้น ท่านจะใช้กระบวนการ วิธีการ หรือระเบียบ ข้อบังคับใด หรือจะใช้ ไปตามอําเภอใจหรือไม่ มีหลักประการใดที่จะให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจว่ามันควรจะ เป็นไปตามกลไกและกฎเกณฑ์อย่างที่มันเป็นอยู่ เพราะมันไม่มีคํานิยามครับท่านประธาน ในประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมต้องขออนุญาตสอบถาม ท่านประธานครับ การกําหนด อย่างนี้เป็นการให้อํานาจฝ่ายบริหารไปดําเนินการเอง หลายเรื่องนะครับ เราเองในฐานะ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเราเคารพเรื่องของสิทธิและอํานาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายตุลาการ เราถ่วงดุล เราตรวจสอบอํานาจ ซึ่งกันและกัน แต่บางครั้งการให้อํานาจไปกําหนดได้เอง โดยที่มันมีข้อผูกพันเกี่ยวเนื่องกับ สิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดิน สภาแห่งนี้เขาก็มีความลําบากใจ ท่านประธานครับ การกําหนดเขตพื้นที่การศึกษานั้นถึงแม้ในชั้นของการรับหลักการ ทางคณะรัฐมนตรีหรือผู้ที่มาชี้แจงบอกว่าจะไม่เพิ่มงบประมาณเลย ในคําอภิปราย ของสมาชิกหลายท่านชี้แจงชัดเจนครับ เมื่อท่านเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามานี่หลายท่าน บอกว่าอย่าได้หลอกตัวเองเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ไม่ใช้งบประมาณ ปีแรกอาจจะ หลอกตัวเองได้แต่ปี ต่อ ๆ ไปมันหลอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นความจําเป็ นตรงนี้ ก็มีความจําเป็นอยู่ ท่านต้องตอบให้ได้นะครับว่าเราให้อํานาจไปนี่ท่านไปกําหนดพื้นที่ มันมีผูกพันกับงบประมาณนี่ กระบวนการเหล่านั้นจะผูกพันกับรัฐสภาอย่างไร ผูกพันกับ สภาผู้แทนราษฎรอย่างไร
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ สิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขถ้าผมขอตั้ง สมมุติฐานว่า ท่านเขียนกฎหมายเพื่อมารองรับในสิ่งที่เป็นข้อยกเว้นในการศึกษา ในปัจจุบันหรือไม่ ความหมายของผมก็คือว่ามีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาที่เป็ น ประถมศึกษาด้วย มัธยมศึกษาด้วย ถ้าถึงระดับ ม. ๓ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการให้ตัวเลขมา คือ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาส แต่โรงเรียนที่จัดการศึกษาที่เป็น ประถมศึกษาด้วย มัธยมศึกษาด้วยถึง ม. ๖ ถามว่ามีสักกี่โรงเรียนในประเทศไทย ผมเอง ไม่มีตัวเลข แต่เข้าใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการกําลังเขียนเพื่อจะไปแก้ปัญหาตรงนั้นซึ่งมันเป็น ส่วนน้อยซึ่งเป็นติ่งขึ้นมา ถ้าท่านเขียนกฎหมายฉบับนี้กระบวนการของการจัดการศึกษา มันก็มีความอีหลักอีเหลื่ออยู่ในตัวมันตลอด แต่ถ้ากฎหมายวางแนวทางชัดเจน ถ้าท่านต้องการแบ่งเขตการศึกษาเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าเขียนไว้อย่างนี้ ตรงกลางก็ยังจะเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าตรงกลางมันสามารถที่จะไป ดําเนินการในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์หรือผลลัพธ์ที่ดูดีมากกว่าก็จะเพิ่มตรงนี้ขึ้นเรื่อย ๆ และที่สําคัญ ท่านประธานครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ในการที่จะให้ลูกหลานเยาวชนคนไทยได้มีการศึกษา กระบวนการการกล่อมเกลา ในสังคมถือเป็นเรื่องสําคัญ ผมเห็นด้วยว่าในระดับมัธยมศึกษาที่วางไว้เดิมที่กล่อมเกลา มานาน เอาเด็กตั้งแต่ ม. ๑ อายุ ๑๔-๑๕ ปีเข้าไป ไปอยู่กับพี่ ม. ๖ อายุ ๑๗-๑๘ ปี ถือว่า เป็นกระบวนการการกล่อมเกลาของสังคมอย่างหนึ่ง ท่านอย่าลืมนะครับว่าสังคมเอง ต้องมีกระบวนการการกล่อมเกลา ผมใช้ภาษาไทยอย่างนี้ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็น ที่รับรู้รับทราบกันหรือไม่ ถ้าสมมุติเอาเด็กที่แยกประเภทไปอยู่กับเด็กแยกประเภท กระบวนการการกล่อมเกลาในสังคม แบบอย่าง ตัวแบบที่ชัดเจนจะไม่เกิดขึ้น ก็ฝากกรรมาธิการลองคิดดูว่าสิ่งที่ท่านทําท่านช่วยชี้แจงกับสภาสักนิดหนึ่งถ้าเห็นว่า เป็ นประโยชน์พวกเราก็รับได้ ถ้าไม่เป็ นประโยชน์ผมคิดว่าท่านน่าจะแก้ไขได้ กราบขอบพระคุณครับ
สลับกันหน่อยครับ คุณทศพล เพ็งส้ม เชิญ เดี๋ยวครับผมลืมไป สภายินดีต้อนรับผู้บริหาร รองผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศด้วยความยินดีนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องการสอบถามทางกรรมาธิการในส่วนที่มีการแก้ไข ของมาตรา ๓๗ ตอนนี้เราต้องยอมรับว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เจตจํานงหรือความต้องการก็คือแยก ประถมศึกษาออกจากมัธยมศึกษา เดิมทีเดียวนั้นมีเป็นเขตการศึกษา ตอนนี้ก็มีการแยก ประถมศึกษากับมัธยมศึกษา ปัญหาที่อยากจะสอบถามทางกรรมาธิการเรื่องเล็ก ๆ ก็คือว่าผมก็คงเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่ขอแปรญัตติไว้ก็คือท่านศุภชัย ศรีหล้า ก็คือว่า ปัญหาที่แยกกันไม่ออกระหว่างประถมศึกษากับมัธยมศึกษาในการบริหารในแต่ละ โรงเรียนนั้น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า เดิมทีเดียวมีแค่ประถมศึกษาปีที่ ๖ มีการขยายโอกาส ไปถึงมัธยมศึกษา อาจจะ ม. ๓ อะไรก็แล้วแต่ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่มีการขยายโอกาส เด็กน้อยลง อันนี้เดิมทีเดียวท่านบอกว่ามีการแก้ไขโดยให้ยึดหลักการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ หลักนี้หลักที่ทําให้ผู้บริหารปวดหัว โดยเฉพาะที่ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันก็จะเป็นปัญหาทันทีครับท่านประธาน กล่าวคือจํานวนนักเรียน จํานวนนักเรียนนั้น มันค่อนข้างไม่แน่นอน อย่างในพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีบางโรงเรียนขยายโอกาส เปิดมัธยมศึกษาก็ดี เปิดไป ๒-๓ ปี ตอนแรกก็มีคนไปเรียน พอตอนหลังล่ะครับ ระยะหลังขึ้นมานั้นจํานวนนักเรียนน้อยลง ทีนี้ละครับท่านจะ กําหนดให้โรงเรียนแห่งนั้นเป็ นประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาต้องให้ชัดเจน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วมันจะมีปัญหาทางด้านการบริหารทันที ท่านอย่าลืมนะครับ เดิมทีเดียวระดับประถมศึกษาบุคลากรทางการศึกษานั้นอาจจะสนใจเด็กมากขึ้น ในระดับประถมศึกษา พอขึ้นมัธยมศึกษาบุคลากรมีการเปลี่ยนแปลงแนวความคิด วิธีปฏิบัติที่จะสร้างลูกหลานเราในการพัฒนาสังคมต่อไปนั้น ช่วงที่ระดับมัธยมศึกษาที่มี การเกิดขึ้นใหม่มีการขยายโอกาส แต่เด็กนั้นไม่อยู่ในข่ายพอที่จะเพิ่มงบประมาณได้ หรือแม้กระทั่งเพิ่มบุคลากรที่ไปพัฒนาเด็กของเราได้นั้นจะทําอย่างไร เราต้องชั่งใจครับ ปีแรกบอกว่าเป็นระดับมัธยมศึกษาได้แต่หลังจากนั้นเด็กน้อยลงล่ะครับจะกลับมาเป็น ประถมศึกษาหรือครับ ท่านต้องวางหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนเกี่ยวกับจํานวนเด็ก เพราะอย่าลืมนะครับบางพื้นที่นั้นหลาย ๆ คนบอกว่าเด็กจํานวนน้อย ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ แถวทวีวัฒนาในอําเภอไทรน้อย โรงเรียนเล็ก ๆ แต่ปรากฏว่าเด็กนักเรียนนั้น อาจจะน้อยมีแนวความคิดว่าจะยุบ ผมถามว่าแล้วครอบครัวเขาจะมีปัญญาให้เด็กนั้น ต้องเดินทาง ท่านต้องคํานึงถึงเรื่องการเดินทางของเด็กเป็นสําคัญเช่นเดียวกัน เด็กนั้น มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง บางทีผู้บริหารการศึกษาคิดว่าเมื่อจํานวนนักเรียนน้อยลง ควรจะยุบเป็นโรงเรียนเดียวกันหรือยุบให้ใกล้ ผมถามครับว่าในเมื่อชุมชนที่ใกล้ชิดกับ ชาวบ้านเขาสามารถเรียนได้สอนได้ เด็กไม่จําเป็นที่จะต้องเดินทาง ตรงนี้ละครับที่เราต้อง ให้ความสําคัญกับการเดินทางเช่นเดียวกัน ไม่ใช่คิดแต่จะยุบ ในทางตรงกันข้ามเราก็ เพิ่มภาระให้กับครอบครัวของเด็ก จริงอยู่ครับรัฐบาลมีโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ค่าหนังสือก็ดี ค่าเล่าเรียนก็ดี ไม่ต้องเสีย แต่อย่าลืมนะครับเรายังไม่เคยคิดถึงค่าเดินทาง ค่าที่เด็ก จะต้องเดินทางจากบ้านมาโรงเรียน จากโรงเรียนกลับบ้านนั้นยังไม่คํานึงถึง ผมถึงบอก คํานึงถึงระดับการศึกษาไม่ว่าระดับประถมศึกษาหรือระดับมัธยมศึกษานั้น จํานวนนักเรียนที่จะเพิ่มหรือลดน้อยต่อไปในอนาคต จําเป็นครับที่ทางรัฐมนตรีจะต้อง คํานึงถึงจํานวนเป็นสําคัญ สําหรับวันนี้ก็ขอขอบคุณนะครับ สวัสดีครับ
ผมว่ารักษาเวลาหน่อย เพราะว่าเดี๋ยวเราจะไม่ได้อภิปรายอะไรนะครับ คือผมเรียนให้ทราบเพราะว่าต่อไปก็มี คุณชัยวัฒน์ คุณวรงค์ และคุณสุนัย สลับกันไปอย่างนี้ เชิญคุณชัยวัฒน์ในฐานะเขาเป็น กรรมาธิการขอสงวนไว้
กราบสวัสดีท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิก แล้วก็กรรมาธิการ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้ขอสงวนความเห็นในครั้งนี้ไว้ในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... การพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งนี้ สืบเนื่องจากว่าการแก้ปัญหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่มาที่ไปก็คือ ปัญหาสืบเนื่องจากว่าเดิมนั้นเรามีการศึกษาในระดับของประเทศไทยแบ่งเป็ น ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา แต่ในเรื่องของอุดมศึกษาในฉบับดังกล่าว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วนเกี่ยวข้องก็คือประถมศึกษากับมัธยมศึกษานั้น สืบเนื่องจาก เรามีพระราชบัญญัติการศึกษาไปรวมมัธยมศึกษากับประถมศึกษาในการบริหาร การจัดการร่วมกันในปัญหาและการบริหารการจัดการ แต่เนื่องจากเราใช้มาระยะหนึ่ง บุคลากรก็ดี สภาผู้แทนราษฎรก็ตามแต่ เพื่อนสมาชิก ทั้งหลาย รัฐบาลนี้ เห็นว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาก็จะนําพามาในเรื่องการแก้ปัญหา ดังกล่าว ผมขออนุญาตกราบเรียนอย่างนั้น แล้วก็ได้ดําเนินการมาในเรื่องของการแก้ไขปัญหา โดยการที่จะแยกประถมศึกษา มัธยมศึกษา สรุปรวมก็คือต่อไปนี้มัธยมศึกษาก็จะไป บริหารจัดการทางด้านมัธยมศึกษา ประถมศึกษาก็จะไปบริหารจัดการในด้านการศึกษา เรื่องประถมศึกษาให้กับบุตรหลานหรือเยาวชนทั้งหลาย ขออนุญาตกราบเรียนครับ ผมเองมีความเห็นว่าการแก้ปัญหานั้นเป็นการแก้ปัญหาในระดับหนึ่งครับท่านประธาน แต่ว่ายังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้เสร็จสิ้น การแก้ปัญหาระดับหนึ่งนั้นได้ยกปัญหา ในการแก้ไขไม่เสร็จสิ้นในสภา ในกฎหมายให้ไปกับรัฐมนตรี แล้วก็ผู้มีอํานาจอีกคณะหนึ่ง ก็คือสภาการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สภาน่าจะเห็นปัญหา แล้วก็ต้องแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้น เมื่อเราเห็นปัญหาแล้วเหตุไฉนถึงแก้ปัญหาไม่เสร็จสิ้น จึงเป็นที่มาของการยกปัญหากลับไป ให้ไปเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ไปเป็นหน้าที่ของ สภาการศึกษาแห่งชาติในพระราชบัญญัติดังกล่าว ผมจึงขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับว่าขอแปรญัตติเลย ในเรื่องดังกล่าวก็คือเนื่องจากว่าในเรื่องของ ประถมศึกษามีความกังวลเป็นอย่างยิ่งสําหรับพี่น้องประชาชน ในส่วนข้าราชการ ผู้บริหารในประถมศึกษาว่าต่อไปนี้ถ้ามัธยมศึกษาย้ายไปแล้ว ออกไปแล้วนี่ประถมศึกษา จะลดจํานวนเขตลง รัฐบาลจะไปแก้ไขสภาการศึกษาแห่งชาติ รัฐมนตรีไปแก้ไขปัญหา ก็คือลดจํานวนเขตลง ผู้บริหารที่มีอยู่ก็จะมีปัญหาหนักเข้าไปใหญ่ในเรื่องของผลกระทบ ที่จะตามมากับการศึกษาของลูกหลาน จริงอยู่การแก้ไขปัญหาโดยวิธีการอย่างนั้นจะมี ผลกระทบต่อลูกหลานแน่นอน เพราะว่าผู้บริหารในระดับหนึ่งเราต้องพูดกันโดยสรุปก็คือ เกิดการวิ่งเต้นในการที่จะรักษาดํารงตําแหน่งของตนเองอย่างแน่นอน เชื่อว่าอย่างนั้น นั่นคือสังคมไทย อีกเช่นเดียวกันในเรื่องของปัญหาก็คือว่าในมัธยมศึกษาในขณะนี้ ที่แก้ปัญหาที่บอกว่ายังไม่เสร็จสิ้นในมัธยมศึกษา เมื่อสักครู่ซีกประถมศึกษานะครับ มัธยมศึกษาก็จะมีการตั้งเขตการศึกษาขึ้นมา แต่เนื่องจากว่าเขตการศึกษาที่ตั้งมานี่ โดยที่เป็นข่าว แล้วก็เท่าที่พูดคุยกันในระดับหนึ่งนั้นก็ปรากฏว่าจํานวนไม่ครบ ๗๖ เขต ของการบริหารเขตการศึกษา ที่ถามว่าทําไมไม่ครบ ๗๖ เขต หรือทําไมไม่เป็น ๗๖ เขต ก็เพราะว่าสืบเนื่องจากประเทศไทยของเรามีทั้งหมด ๗๖ จังหวัด เพราะฉะนั้น ในความเห็นในฐานะเป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในฐานะที่ทําหน้าที่ตรงนี้ก็เห็นว่า ควรจะมี ๗๖ เขตการศึกษา เพื่อให้มันสอดคล้อง สอดรับกับการแบ่งการปกครองประเทศ ของประเทศไทยเราให้เป็ นจังหวัด สาเหตุที่เป็ นจังหวัด ๆ เพราะว่าอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ เนื่องจากแต่ละจังหวัด ๆ ก็มีวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี มีวิถีชีวิตหรือความเป็นอยู่ ตลอดจนภูมิประเทศนั้นแตกต่างกัน แน่นอนที่สุดครับ ท่านประธาน บางจังหวัดนั้นกว้างใหญ่ไพศาลอยู่แล้ว เขตการศึกษามัธยมศึกษาที่จะทํามานี่ ในขณะนี้ที่กําหนดกันก็ประมาณ ๓๔ เขต บางจังหวัดนั้นที่เป็นจังหวัดที่บอกว่าจังหวัดเล็ก แต่จังหวัดมันไม่เล็กนะท่านประธาน จังหวัดไม่เล็กนะครับ แต่ประชากรมันน้อย พื้นที่ การเดินทางมันลําบาก ผมยกตัวอย่าง เช่น จังหวัดอุทัยธานี จังหวัดชัยนาท อย่างนี้เป็นต้น พื้นที่ไม่เล็กนะครับ พื้นที่ใหญ่มาก ภูเขาเยอะแยะไปหมด ถนนก็ไม่ดี ถนนก็ยังเป็นลูกรัง ยังเป็นฝุ่น แล้วจะเอาจังหวัดเหล่านี้มารวมกันนี่ ถามว่าคนที่ไปบริหารจะทําอย่างไร เอาเวลาที่ไหนวิ่งไป จริงอยู่ท่านคิดว่าจํานวนสถานศึกษามีไม่มาก แต่ถามคําถามว่าท่านจะไปเยี่ยมไหม ท่านจะไปดูไหม ท่านจะเข้าไปแก้ปัญหาไหม ท่านจะแก้ปัญหาโดยใช้ห้องแอร์ (Air) นั่งแล้วก็ไหน ๆ ไม่ได้ไปก็ไม่ต้องไปละ อยู่ในห้องแอร์ดูรายงานอย่างเดียว ดูกระดาษรายงาน อย่างเดียว ท้ายที่สุดเด็กกับผู้ปกครองจะไม่ได้อะไร เพราะฉะนั้น ๗๖ เขตการศึกษาทุกจังหวัด เขาก็จะมาว่ากันเองว่าจะมาแข่งขันในระดับจังหวัดในการบริหารในระดับจังหวัดของตนเองว่า ท้ายที่สุดมีความเหมาะสมอย่างไร ผมบอกว่าท่านรัฐมนตรีก็อาจจะบอกว่าในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ปัญหาเรื่องนี้ ในร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็อาจจะ ตอบคําถามบอกสภาการศึกษาแห่งชาติกับรัฐมนตรีจะนําไปดําเนินการพิจารณา ท่าน ส.ส. ชัยวัฒน์พิจารณามา ๗๖ เขต เห็นด้วย สมมุติอย่างนั้น แล้วท่านก็บอกว่าท่านจะไปทํา แต่คําถามว่าแล้วทําไมไม่ทําให้เสร็จสิ้นสะเด็ดนํ้าในสภาแห่งนี้ ทําไมต้องดึงอํานาจหรือดึง วิถีการทํางานที่เป็นปัญหาจนรู้แล้วมันเกิดขึ้นเอาไปให้มันเป็นปัญหาอีกในระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยนะครับท่านประธานครับ วันนี้ผมเองจึงแปรญัตติว่าต้องมี ๗๖ เขตการศึกษา โดยเฉพาะจังหวัดที่มันเล็ก ๆ เพราะมันกว้างใหญ่ไพศาล แล้วมัน ทุรกันดาร ผมเองอยากจะกราบเรียนจังหวัดบางจังหวัด เช่นจังหวัดตากอย่างนี้เป็นต้น ผมไม่แน่ใจจังหวัดตากอาจจะมีเขตการศึกษาเดียวก็ได้ถ้าพิจารณา จังหวัดใหญ่มากครับ ลงมาถึงจังหวัดกาญจนบุรีขึ้นไปโน่นถึงจังหวัดลําปางโน่น ท่านลองคิดดูมันกว้างใหญ่ไพศาล ขนาดไหน ท่านประธานไม่เคยไป ท่านประธานยังไม่รู้ว่ามันเหาะเหินเดินอากาศขนาดไหน เวลาฝนตกหรือฝุ่นมาในฤดูแล้งรถมันวิ่งไม่ได้นะ ถนนก็ลื่น ถนนก็เล็กก็แคบ สิ่งเหล่านี้ ขออนุญาตกราบเรียนว่าผมไม่อยากให้การศึกษาของประเทศไทยเป็นเช่นนั้น ผมอยากเห็น ผู้บริหารการศึกษา หรือผู้บริหารเข้าไปแก้ปัญหากับผู้บริหารในระดับล่าง หรือข้าราชการ ในระดับล่าง หรือพี่น้องประชาชนร่วมกันคิด ร่วมกันทํา ร่วมกันในการแก้ปัญหา การมี ส่วนร่วมเท่านั้นถึงจะแก้ปัญหาได้ถูกต้อง ถ้าการแก้ปัญหายังไม่มีส่วนร่วมนั้นบอกได้เลยว่า ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการคือท่านรัฐมนตรีแล้วก็คณะกรรมาธิการทุกท่านว่า ขอเถอะครับ ๗๖ เขตการศึกษา สําหรับมัธยมศึกษาทุกจังหวัดทั้งประเทศไทย แล้วก็ ประถมศึกษาจํานวน ๒๐๐ เขต ไม่ลดและเพิ่มครับ สาเหตุที่เป็นอย่างนั้นเพราะว่าปัญหา ของการเข้าถึงการแก้ปัญหาในระดับประถมศึกษายังทําไม่ได้ทั่วถึง เพราะมันกว้างไปครับ บางพื้นที่เราเอาจํานวนโรงเรียนมากเกินไป เราคิดเป็นอย่างนั้นแต่พื้นที่มันกว้างครับ แล้วปรากฏว่าอย่างไร คนที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาปรากฏว่าอย่างไร คนที่มีระดับมันสมอง ที่ดี ๆ หรือเยี่ยม ๆ ก็ไม่ค่อยเอาไป อาจจะเอาไป ยกเว้นไม่มีพวก ถ้ามีพวกแล้วก็ปรากฏ ไปอยู่อีกที่หนึ่ง การแก้ปัญหาก็เลยไม่แก้ ไม่อยากจะทํา เพราะฉะนั้นขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าอย่างไรก็ตามแต่ขอยืนยันครับ ๒๐๐ เขตสําหรับโรงเรียน ในระดับประถมศึกษา แล้วก็ ๗๖ เขตในระดับมัธยมศึกษาครับ ขออนุญาตกราบขอบคุณ ครับท่านประธาน
เชิญคุณหมอวรงค์
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมมีเรื่อง ที่จะเรียนกับทางท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการว่าโดยหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นั้นเป็นหลักการที่ดี ที่พวกเราเห็นด้วย เพราะอย่างน้อยวันนี้ท่านคณะครูและอาจารย์ที่มามีส่วนร่วม ในการสังเกตการณ์ในวันนี้จะสบายใจว่าทั้งรัฐบาลและ ส.ส. เราส่วนใหญ่เห็นด้วย ในหลักการอยู่แล้วว่าจะต้องมีการแยกเขตพื้นที่การศึกษาเป็นประถมศึกษาและเป็น มัธยมศึกษา เหตุผลที่เห็นด้วยก็คือเนื่องจากว่าภารกิจของประถมศึกษากับมัธยมศึกษา ก็แตกต่างกันอยู่แล้ว วัฒนธรรมของคณะครู อาจารย์ ตลอดจนนักเรียนก็แตกต่างกันอยู่แล้ว ดังนั้นผมเชื่อว่าวันนี้ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี แต่ก็จะมีข้อสังเกตที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี อย่างน้อยผมอยากจะฝากนิดหนึ่งว่าเรื่องชื่อผมเห็นว่า ไม่ต้องไปเปลี่ยน เนื่องจากว่าชื่อเขตประถมศึกษากับชื่อเขตมัธยมศึกษาเป็นชื่อที่ชัดเจน มันเป็ นวิถีของคณะครู อาจารย์ นักเรียน และพี่น้องประชาชน เราพูดถึงว่า ชื่อเขตประถมศึกษาทุกคนรับรู้ เราพูดถึงชื่อเขตมัธยมศึกษาทุกคนรับรู้ ดังนั้นผมเห็นด้วย ตรงนี้ครับ แต่ผมมีข้อสังเกตในข้อเปลี่ยนแปลงที่ทางคณะกรรมาธิการเปลี่ยนแปลงครับ เพราะคําว่า ชื่อประถมศึกษา เราอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ใน เขตพื้นที่มัธยมศึกษา ปัญหาอยู่ตรงที่ว่าโรงเรียนที่มีการสอนระดับประถมศึกษาร่วมกับ มัธยมศึกษาซึ่งในร่างได้กําหนดไว้ชัดเจนว่าโรงเรียนที่มีสอนชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษากําหนดไว้ชัดเจนว่าให้อยู่ในเขตพื้นที่ประถมศึกษา ถ้านอกจากนั้นก็คือ อยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ผมก็แปลกใจว่าทําไมคณะกรรมาธิการจะต้องเปลี่ยน รายละเอียดตรงนี้ เพราะว่าในร่างเดิมมันเขียนไว้ชัดเจน แล้วก็อ่านดูแล้วมันเข้าใจ แต่ปรากฏว่าในคณะกรรมาธิการได้บอกว่าให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้น เป็นสําคัญ โดยที่ให้รัฐมนตรีมาประกาศอีกครั้งหนึ่ง ผมคิดว่าการที่มีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มันยิ่งสับสนไปกันใหญ่ ลําพังประกาศของท่านรัฐมนตรีมีเยอะอยู่แล้ว โดยเฉพาะ ในมาตรา ๔ วรรคสอง ก็ต้องมีประกาศของท่านรัฐมนตรีในการกําหนดพื้นที่ขึ้นมาอีก ดังนั้นใจผมนะครับผมคิดว่าการยึดร่างเดิมนี่มันเป็นร่างที่ทุกคนเข้าใจ อ่านปุ๊ บเข้าใจ คนไม่มีความรู้เรื่องการศึกษาเลยอ่านแล้วก็เข้าใจว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ใน เขตมัธยมศึกษา โรงเรียนประถมศึกษาอยู่ในเขตประถมศึกษา ถ้าโรงเรียนที่มี ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่เกินชั้น ม. ๓ อยู่ในเขตประถมศึกษาชัดเจนครับ ก็เลยอยากให้ทางท่านคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงตรงนี้ออกมา แต่ถ้าชี้แจงไม่ชัดเจน ผมว่ากลับไปร่างเดิมชัดเจนอยู่แล้ว
และสุดท้าย ผมมีข้อสังเกตที่จะเรียนไปยังท่านรัฐมนตรีครับว่าผมเห็นใจ โรงเรียนที่มีทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาก็คือโรงเรียนที่เรียกว่าโรงเรียนขยายโอกาส ทางการศึกษา ลําพังโรงเรียนประถมศึกษาเฉย ๆ ไม่เป็นไรนะครับ ผมเชื่อว่าทางผู้บริหาร มีสติ สมาธิ ในการที่จะพัฒนาตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้น ป. ๖ โรงเรียนมัธยมศึกษา ก็ชัดเจนในการทุ่มทรัพยากร ในการที่ดูแลชั้น ม. ๑ ถึงชั้น ม. ๖ แต่ในโรงเรียนที่เป็น คาบลูกคาบดอกคล้าย ๆ เป็ดครับท่านประธานครับ ผมเห็นใจท่านผู้บริหารในการที่จะ พัฒนา ในการที่จะดูแลศักยภาพของนักเรียนของครูทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดังนั้นโอกาสข้างหน้าถ้ากระทรวงศึกษาธิการจะสร้างโรงเรียนก็ให้ชัดเจนไปเลยครับว่า โรงเรียนนี้คือโรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนนี้คือโรงเรียนประถมศึกษา สําหรับโรงเรียน ที่ขยายไปถึงชั้น ม. ๓ โรงเรียนเหล่านี้อยากจะให้รัฐมนตรีต้องดูแลเขาเป็นพิเศษครับ เพื่อให้เขามีศักยภาพในการดูแลนักเรียนทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาครับ เป็นข้อสังเกตที่ฝากไว้ ขอบคุณครับ
เชิญท่านสุนัย
ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม สุนัย จุลพงศธร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จังหวัดนครสวรรค์ ของพรรคเพื่อไทย จากการอภิปรายกันนี้ ผมได้รับการสอบถามจากเพื่อนสมาชิกว่า การแก้ไขมาตรา ๓๗ วรรคสาม คืออ่านแล้วไม่รู้เรื่อง ผมเองจึงอยากจะขอตั้งคําถาม เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงต่อเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้ทําความเข้าใจให้ชัดเจน แต่เพื่อความเข้าใจส่วนหนึ่งผมจะได้ขอนําข้อคิดเห็น ประสบการณ์ ของผมนํามา ทําความเข้าใจถึงพื้นฐานของปัญหา แปลกนะครับท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้มาตราเดียว มาตรา ๓๗ นี่มันจะไป ทะลุทะลวงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ หรือที่เราเรียกตามภาษา การศึกษาเข้าใจกันว่าพระราชบัญญัติการปฏิรูปการศึกษาซึ่งเป็นแม่บทใหญ่ ทะลุทะลวง พังไปเลยครับ ต้องยอมรับความเป็นจริงก่อนว่าที่มาของร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ฉบับนี้นั้นเป็นบทแสดงความล้มเหลวของการปฏิรูป การศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ ครับ เจตนารมณ์หลัก ของนักการศึกษาที่ทําการปฏิรูปนั้น ในเรื่องของโครงสร้างต้องการจะเปลี่ยนจาก ๑๔ อธิบดี จาก ๑๔ กรม ให้มาเหลือ ๕ แท่ง แต่วันนี้พอเปลี่ยนเข้าจริง ๆ กลายเป็นว่า กระทรวงศึกษาธิการ ๕ แท่ง และมี ๑๘๕ อธิบดีแล้ววันนี้ ดังนั้นแทนที่จะลดเงินเดือน ลดค่าใช้จ่ายของรัฐก็ยิ่งกลายเป็นขยายตัว ท่านประธานครับ
ท่านสุนัยครับ นี่วาระที่สอง แล้วครับ
มิใช่ครับ ก่อนจะถึงตรงนี้จะอธิบาย ให้ทราบก่อน
ใช่ครับ นั่นเป็นวาระที่หนึ่ง ขอความกรุณาหน่อยครับ
เข้าใจครับท่านประธานครับ ดังนั้น จุดตรงนี้เองครับ แทนที่เราจะปฏิรูปแล้วนี่ให้เม็ดเงินมันลดลง ประสิทธิภาพสูงขึ้น ประชาชนจะได้รับภาระน้อยลง แต่ปรากฏว่าการจัดการนั้นได้เกิดปัญหาขึ้นและขณะนี้กําลังเข้ามาสู่มาตรา ๓๗ ก็คือว่า ได้ไปจับเอา ๒ หน่วยงานคือประถมศึกษากับมัธยมศึกษามารวมกันทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรม คนละเรื่องเป็น ๑ แท่ง ถ้าพูดกันให้ตรงไปตรงมาการแก้มาตรา ๓๗ นี้ก็คือเจตนา ในอนาคตต้องการตั้งอีกแท่งหนึ่งนั่นเอง ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้น ท่านประธานอย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ผมกําลังปูพื้นฐานให้เห็นว่าวันนี้ปัญหามันจึง คาราคาซังอยู่ในมาตรา ๓๗ วรรคสามนี้ เนื้อหาลึก ๆ ก็คือว่าจากร่างเดิมที่กระทรวง ทํามานั้นมันชัดเจนอยู่แล้วว่าถ้าโรงเรียนไหนมีระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หรือนัยหนึ่งก็คือ มัธยมศึกษาตอนต้นให้อยู่เขตพื้นที่การศึกษาเดิม ถ้าเลยจากนั้นไปว่าใหม่ ชัดเจนดี ถ้าเปรียบให้ชัดเจนก็คือว่าปัญหาประถมศึกษากับมัธยมศึกษานี่ครับ ประถมศึกษา มันเหมือนเนื้อครับ มัธยมศึกษานี่เหมือนเลือด มันแยกกันแต่มันมีส่วนที่แยกกันไม่ออกคือ ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้นมันแยกไม่ออก เนื้อกับเลือดมันติดกัน เวลาเรา บริจาคเลือดนี่เห็นชัดนะครับว่าเป็นเลือดนี่มัธยมศึกษาเลย ท่านประธานรู้ใช่ไหม เวลาบริจาคเลือดที่เขาไปเทกัน แต่วันนี้ปัญหาใหญ่คือตามร่างเดิมนั้นถ้าเลือดติดเนื้อ อยู่ประถมศึกษาอยู่เขตพื้นที่การศึกษา แต่ถ้าเป็นเลือดอย่างเดียวมัธยมศึกษาตอนปลาย ไปเลย เพื่อนสมาชิกครับ มันอยู่ตรงนี้เท่านั้นเองว่าถ้าตามร่างเดิมก็หมายความว่า ชัดเจน ขีดเส้นแบ่งเลย ถ้ามัธยมศึกษาตอนปลายไปอีกทางหนึ่ง มัธยมศึกษาตอนต้น อยู่กับเขตพื้นที่การศึกษา แต่ถ้าท่านแก้อย่างนี้ผมเองไม่เทค ไซด์ส (Take sides) ทั้งเดิม และใหม่ แต่อยากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แนะนําให้เพื่อนสมาชิกได้ชัดเจนว่า ท่านจะเอาแบบไหน ถ้าเอาแบบเก่าชัดเจนแบบนี้เลย ไม่ต้องมาบอกว่า เอ๊ะ แล้วโรงเรียนนี้ มีมัธยมศึกษาตอนต้น มีโรงเรียนขยายโอกาส จะไปอยู่ที่ไหนไม่ต้องเลยครับ แต่ถ้าเอา ตามที่ท่านแก้ไขนี้ สิ่งแรกผมเป็นห่วงว่าท่านรัฐมนตรีของผมจะปวดหัวจะมีคนวิ่งเต้นท่าน ท่านครับ ช่วยประกาศเรื่องนี้ด้วยสิครับ ก็ไปวิ่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขออันนี้ด้วยสิครับ โรงเรียนนี้ไปด้วยสิครับอยู่อย่างนี้ละครับ เพราะเรานั่งบริหารมาแล้ว เห็นภาวการณ์ว่าจุก ๆ จิก ๆ จะเกิดขึ้นตลอดเวลา รัฐมนตรีก็จะต้องเอาคะแนน เอออันนี้ เขตเลือกตั้งผม เอออันนี้เขาขอแล้วนะเอาหน่อยเขตเลือกตั้ง ส.ส. ก็ต้องมาหาเพราะว่าครู เขาจะวิ่งมาหา ส.ส. ท่าน ส.ส. ครับช่วยวิ่งรัฐมนตรีหน่อย เอาโรงเรียนผมไปอยู่ใน เขตมัธยมศึกษาด้วยครับ ก็ไม่เป็นไรครับเกิดขึ้นแน่ ๆ ครับ อันที่ ๒ พอพัฒนาไปสักพักหนึ่ง การปฏิรูปการศึกษา ปี ๒๕๔๒ ก็เจ๊งครับจะต้องตั้งอีกแท่งหนึ่งแน่นอนเพราะมันไปเรื่อยแล้ว ส่วนงานที่ไปอยู่ในสังกัดมัธยมศึกษาก็จะขยายพื้นที่ไปเรื่อย ขยายโรงเรียนไปเรื่อย ในที่สุดผมว่าไม่เกินสมัยหน้าถ้ามีเลือกตั้งนะครับแต่อาจจะไม่มีก็ได้ มีแนวโน้มจะต้องตั้ง อีกแท่งหนึ่งแน่นอน ต้องเปิดอีกแท่งหนึ่งเป็นแท่งมัธยมศึกษา นั่นก็คือจะต้องเพิ่มอัตรา เจ้าหน้าที่ขึ้นอีกเยอะเลยแล้วประชาชนข้างล่างก็เสียภาษีเข้าไป ท่านครับ จะเอาแบบไหน ได้ทั้ง ๒ อย่างครับ
มันจะเป็นการอภิปราย วาระที่หนึ่งมากเกินไปครับ
ไม่ใช่ครับท่าน จะโหวตเอาแบบเก่า หรือแบบใหม่มันต้องรู้รากฐานตรงนี้
เพราะท่านไม่ได้แปรญัตติ ด้วยครับ ถ้ามีการแก้ไขท่านก็มีสิทธิ
ท่านประธานครับ ตกลงไม่แปรญัตติ นี่เขาแก้ไขผมไม่มีสิทธิพูดหรือ หรือว่าชื่อสุนัยให้พูดได้น้อย
ก็เชิญตามอัธยาศัย
ท่านประธานเป็น ส.ส. มายาวนาน อยู่กระทรวงศึกษาธิการ ท่านดูแลท่านได้รู้แต่ว่านี่เรื่องจริงครับ มีเพื่อน ส.ส. หลายคน มาถามบอกว่าท่านแล้วมันแปลว่าอะไร ดังนั้นเพื่อน ส.ส. เราจะได้มองว่าเราจะยืน ตรงไหน เราจะเห็นอย่างไรถ้าเอาแบบเดิมจบขีดเส้นง่าย ถ้าเอาแบบที่แก้ไขรัฐมนตรีก็คง ยุ่งหน่อยนะครับ เท่านั้นเองครับท่านประธาน แต่นี่คือการอธิบายเพื่อจะให้เพื่อนเราเข้าใจ ทั้งหมด และเวลาลงมติจะได้ชัดเจน ขอท่านประธานได้มีเจตนาดีในการมองผมด้วย ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ เพราะผม เป็นอดีตประธานคณะกรรมาธิการการศึกษามาก่อน พอเข้าใจนิดหน่อย เหมือนกับ ท่านเคยเป็นเลขานุการ พอ ๆ กันนะครับ ต่อไปท่านอรรถวิชช์ขอรวบรัดหน่อยครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ต้องเรียนตามตรงครับ มาตรา ๓๗ วรรคสาม อ่านไม่รู้เรื่องครับ แล้วก็ขออนุญาตอย่างนี้ เพื่อความชัดเจน ผมเข้าใจอย่างนี้ว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่แก้ไขกันนี่ เนื่องจากว่า ต้องการที่จะทําให้สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาเดิมนี่แยกชัดเจนเป็นประถมศึกษา กับมัธยมศึกษา คราวนี้มาตรา ๓๗ นี่ละครับ เขียนแบบนี้มันเลยโอละพ่อมาสักนิดหนึ่งครับ ตรงที่ว่าวรรคสามเขาบอกอย่างนี้ครับว่า สถานศึกษาเขาแบ่งเป็ นประถมศึกษา กับมัธยมศึกษา ทีนี้ปัญหาก็คือว่าที่มันกึ่ง ๆ ก็คือว่าเป็นโรงเรียนประถมศึกษา เช่น มี ป. ๑ ถึง ป. ๖ แล้วก็มี ม. ๑ ถึง ม. ๓ แบบนี้แหละจะไปอยู่ฝั่งไหน ถ้าอ่านแบบนี้ก็เข้าใจว่า ต้องใช้คํานี้ครับ ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ มันมี ๒ มาตรฐาน เกิดขึ้น เพราะถ้าเด็ก ป. ๑ ถึง ป. ๖ มีจํานวนคนน้อยกว่าเด็ก ม. ๑ ถึง ม. ๓ ยึดแบบไหน ถ้าบอกว่าจะยึดระดับของการศึกษานั้นเป็นสําคัญ มี ป. ๑ ถึง ป. ๖ มีจํานวน ป. มากกว่า แต่จํานวนคนน้อยกว่ามัธยมศึกษาปี ที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ ใครตัดสินใจครับ ก็ดูเหมือนกับว่าในนี้จะให้อํานาจรัฐมนตรีกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นคนตัดสินใจ อย่างนี้ผมเรียนท่านนะครับ งงละครับ ในอนาคต ถ้าจะไปแบบไหนฟันธงให้ชัดเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมยกตัวอย่างอีกครับ ท่านมีทั้ง ป. ๑ ถึง ป. ๖ แล้วก็มีตลอดไปจนกระทั่งจบ ม. ๖ เลยนะครับ มีทั้งหมด ๙ โรงเรียนลักษณะ แบบนี้ อย่างนี้มันก็เลือกจิ้มได้สิครับ เพราะว่าไม่รู้ว่าเอาอะไรเป็นมาตรฐาน เพราะว่า ถ้าคงคําว่า ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ข้อความนี้ผมคิดว่า ท่านกรรมาธิการน่าจะตีโจทย์ให้แตกในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าท่านหมายถึงอะไร แค่ไหน เพียงใด เอาจํานวนชั้นเรียนเป็นตัววัด หรือเอาจํานวนคนเป็นตัววัด คําถามอย่างนี้ ต้องตอบครับ
คําถามที่ ๒ แล้วเมื่อทําแบบนี้ประชาชนได้อะไรครับ แยกให้ชัดเจน มัธยมศึกษาเป็นอย่างไร แยกประถมศึกษาเป็นอย่างไร ประชาชนได้อะไรครับ หรือว่า ทําให้ครูได้ขั้นมากขึ้น ได้มีโอกาสเจริญเติบโตในหน้าที่มากขึ้น ต้องย้อนถามว่า แล้วการศึกษาไทยประชาชนได้อะไรครับ ผมทิ้งไว้ ๒ คําถามเพียงเท่านี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
รักษาเวลาหน่อย จะเป็น พระคุณครับ เชิญคุณไพจิต ศรีวรขาน เพราะเดี๋ยวจะมีเวลาน้อยในเรื่องข้อบังคับที่ผมจะ ใช้ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าการแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ การปฏิรูปการศึกษาของชาติฉบับนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง เผอิญได้เข้ามาในช่วงที่เรา พิจารณากัน ความจริงในชั้นการพิจารณาเมื่อปี ๒๕๔๒ ใช้เวลาประมาณ ๘ ชั่วโมง คราวนี้จะมีการปรับยกทั้งหมด ตอนวาระที่หนึ่งนี่มีเวลาจํากัดมาก ท่านประธาน ก็คงทราบสถานการณ์ว่าต้องเร่งรัดพิจารณา พรรคนั้นเท่านั้นคนเท่านี้คน ผมต้อง กราบเรียนว่าได้มอบความไว้วางใจไปให้คณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่คราวนี้ก็แปลก อีกละครับ มีตัวแทนของฝ่ายครูประถมศึกษา ครูมัธยมศึกษาเข้ามาเกือบครึ่ง ก็คงจะ นําโพยเข้ามา ตัวคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคการเมืองที่มีท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นครูเป็นผู้อยู่ในแนวทางนี้มาโดยตลอดเป็นประธานนะครับ ผมสงสัยเวลาเขียนแก้ไขมาตรา ๓ เขียนแบบนี้ได้อย่างไร ก็อภิปรายกันมาฟังแล้ว มันดูจะสับสน ท่านประธานครับ วันนี้จะแบ่งให้มัธยมศึกษาเขามีเขตการศึกษาของเขา แยกออกจากเขตการศึกษาพื้นฐานของประถมศึกษา ซึ่งเดิมเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานนี่ มันมีทั้งประถมศึกษา มีทั้งมัธยมศึกษา ประถมศึกษา ๒๙,๐๐๐ กว่าโรงเรียนที่มีนี่ มัธยมศึกษา ๒,๓๐๐ กว่าโรงเรียน คราวนี้จะแยกให้เขาเป็นเขตการศึกษาพิเศษ แล้วมาเขียนบอกว่าจะต้องใช้ระดับการศึกษา เป็นสําคัญ ผมยังเห็นด้วยเลยใช้ภาษาง่าย ๆ ที่ท่านบอก ประถมศึกษาก็อยู่เขตการศึกษา ขั้นพื้นฐานอันเก่านั่นแหละ แล้วจะไปบอกอันใหม่ก็เขตมัธยมศึกษา ทีนี้จะเอากี่โรงเรียนนี่ คณะกรรมาธิการไปแก้ไขว่าให้อยู่ในประกาศของรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีทั้งประถมศึกษา มีทั้งมัธยมศึกษา มีทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ มีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานคณะบอร์ด (Board) ใหญ่ เมื่อพิจารณากันแล้ว ท่านประธานครับ ผมสงสัยเดี๋ยวนี้เท่าที่ทราบนี่ว่าจะต้องมี การประกาศกระทรวงศึกษาธิการในราชกิจจานุเบกษา คนเห็นชอบก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการนั่นแหละส่งเข้าประกาศ ได้เตรียมร่างไว้แล้วใช่ไหมครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ ว่าที่คิดกันเดี๋ยวจะประกาศเป็นกี่เขตกันแน่ มีท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่เป็นกรรมาธิการ พรรคผมนี่เขาบอกเขียนไว้ชัดเลย เอาเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน ๒๐๐ เขต เอาเขตมัธยมศึกษา ๖๐ เขต หรือ ๗๐ เขตนี่จําไม่ได้เมื่อกี้นะครับ ต้องการให้มีจังหวัดละ ๑ คน ผมคิดว่าต้องมีเหตุผลแล้ว วันนี้ร่างไว้อย่างไรนี่ผมอยากให้มันตอบสะท้อนถึงเรื่อง ของการบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการ เหมือนท่านสุนัยที่ได้ชี้ให้เห็นนะครับว่า เมื่อก่อนมันแยกย้ายกันอยู่เป็นแต่ละกรม ๆ ไม่เป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา ถ้าท่าน จะแบ่งเขตมัธยมศึกษา ซึ่งเดิม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ นี่เขาทําไว้ดีแล้ว ผมเห็นท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย เห็นชอบกับการแบ่งแบบนี้ด้วยใช่ไหม ตอนเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี่ได้ทําเรื่องนี้ไว้ไหมในการแบ่ง เขตมัธยมศึกษา เขตอะไร ทั้ง ๆ ที่ผู้ที่ทําเรื่องนี้ผมไว้วางใจว่ามันต้องเป็ นเอกภาพ หลอมรวมคน หลอมรวมงบประมาณมาสู่พลังในการขับเคลื่อนงานการศึกษา วันนี้ งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ ๓๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบจะเป็นแชมป์ (Champ) แชมเปี้ยน (Champion) งบประมาณมากที่สุด วันนี้ถ้าตั้งขึ้นอีกกี่เขต ผมฟัง กระซิบหูเข้ามาว่า ๓๔ เขต ๓๔ เขตมัธยมศึกษา แปลว่าจังหวัดใหญ่ ๑ เขต จังหวัดเล็ก ๒ จังหวัดต่อ ๑ เขตใช่ไหม มีกี่เขตแน่ ได้ดูเหตุ ดูความเหมาะสมอันนี้ไว้แค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นผมไม่เห็นด้วยที่จะปล่อยให้เป็นอํานาจลอยแบบเปิดปลายไว้แบบนี้ แล้วจะ มาตอบว่าก็เขียนตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี ๒๕๔๒ เดิม อะไรที่มันมีปัญหา ควรจะเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเสียในสภา เดี๋ยวก็ต้องไปวิ่งท่านรัฐมนตรีอีก ใครเป็นก็ขยายเขต ๆ ไปวิ่งคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ขยายเขต ๆ ปี ๒๕๔๙ เต็มบ้านเต็มเมืองนะครับ วันนี้เขตการศึกษาเพิ่มนี่ผู้อํานวยการเขตมีสายสะพายทันที เทียบเคียงกับ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยนะครับ เผลอ ๆ ได้ซี ๑๐ ทําซี ๑๐ ได้อีกก็เพิ่มเงิน นี่ตัวเลขที่เขาบอกผมมาว่าจะต้องใช้เงินสําหรับตําแหน่งพวกเหล่านี้เท่าไร ท่านได้คิดถึง เรื่องเหล่านี้ไหม คณะกรรมาธิการได้ดูไหมว่าจะต้องใช้เงิน ใช้งบประมาณ ใช้คน อีกสักเท่าไร มีผู้อํานวยการเขตเพิ่มเติม ๓๔ เขต แปลว่าถ้าท่านจะแบ่งเขตมัธยมศึกษา ๓๔ เขต มีผู้อํานวยการเขต มีโรงเรียนในเขตนี่ประมาณ ๑ ส่วน ๔ ของเขตเดิม เขางานน้อยลงนะครับ แต่ว่าตําแหน่งจะเท่ากับผู้อํานวยการเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานไหม ซีเท่ากันไหมท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ ซีเดียวกันไหมพอเขตมัธยมศึกษาไป หรือว่าโรงเรียนน้อย คนน้อย เอาซีน้อยลง เอาตําแหน่งเก่า ซึ่งวิธีการบริหารเหล่านี้ จะขัดแย้งกับการปฏิรูประบบราชการโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นถ้าจะไปเขียนควรที่จะมี ความชัดเจนว่าจะแบ่งสักเท่าไรให้เหมาะสม ๓๔ เขตอาจจะมากไป อาจจะลดลงมา เหลือสัก ๒๐ เขตจะได้ไหม ทําให้ชัดแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดูก่อนเซ็นก่อนอะไร เรื่องเหล่านี้เป็นเจตนารมณ์การปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ที่ได้เขียนไว้ แล้วเราก็อนุวัตกันมาเป็น ๒๐ ปีกว่าจะถึงวันนี้ ท่านจะต้องดูให้รอบคอบ ผมจะต้องถามว่า เหตุเหล่านี้ได้มีการศึกษา มีการเตรียมถ้อยคําแบบนี้ออกไปประกาศแล้ว มันจะออกเป็น ๓๔ เขต จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร ๑ เขตการศึกษามัธยมศึกษาใช่ไหมครับ จังหวัดยโสธร จังหวัดอํานาจเจริญเป็นจังหวัดเล็ก ๑ เขตการศึกษา จังหวัดอุบลราชธานี ๑ เขตการศึกษา โพยเหล่านี้อยู่ในมือของคณะกรรมาธิการหรือยัง ร่างประกาศราชกิจจานุเบกษา ของกระทรวงศึกษาธิการได้ดูหรือยังครับ เรื่องเหล่านี้จะต้องมาขอให้สภาทราบทั้งหมดเลย ในการพิจารณา คณะกรรมาธิการเองไม่ต้องเร่งรัดนะครับ ทําให้เกิดความรอบคอบ และให้จบ เหล่านี้คือหัวใจที่จะทําให้การขับเคลื่อนงานของการจัดการศึกษา ความจริง เขาหลอมรวมกันนี่มันเป็นพลังแล้วครับท่านประธาน ผมอยู่กับครูบาอาจารย์เคยเป็น ทั้งครูประถมศึกษา เคยเป็นทั้งครูมัธยมศึกษา ผมเห็นพลังที่เขาขับเคลื่อน ต้องชมเชย ครูมัธยมศึกษานะครับ ท่านผู้บริหารที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ก็ส่งคนมาลอบบี้ (Lobby) ผมนะครับ บอกว่าเห็นชอบ ๆ ไปจะได้สายสะพายกันหรูหรา แต่ว่าสิ่งที่ผมต้องการให้เกิดคือ ประชาชนได้อะไร การจัดการศึกษาทั้งหมดสามารถที่จะขับเคลื่อนงาน ทรัพยากร งบประมาณทั้งหมดที่มีอยู่ ๓๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้นะครับอย่าให้มันสิ้นเปลือง ต่อการจัดองค์กรเหล่านี้เกินความจําเป็น ขอให้ไปสู่งานขับเคลื่อนการบริหารการศึกษา ท่านเขียนไว้ตรงนี้ถ้ามันเลอะมากก็กลับไปสู่อันเดิมครับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ทําแล้วก็ให้ชัดเสียว่าจะแบ่งเป็นกี่เขตวันนี้ บันทึกไว้ในรายงานการประชุมในการพิจารณา ในวาระที่สอง ท่านดูอยู่แล้วนี่ครับ ถ้าใครไปใส่สีตีไข่อย่างไร อะไรที่ปรับออกก็ปรับ ผมยังมีความเห็นว่าถ้าในชั้นการพิจารณาถ้ามันปรับลดได้ก็เขียนไปเลย เขตมัธยมศึกษา ไปทําสายมัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษาเหมือนท่านขจิตรเขียนไว้ ไปทําเฉพาะ มัธยมศึกษาตอนปลาย อาคารก็ดี งบประมาณก็มี สื่อการเรียนการสอนพร้อมหมดนะครับ แต่ดูพื้นฐานนี่มันคนยากคนจน โรงเรียนเล็กโรงเรียนน้อยมันต้องจุนเจือ สิ่งเหล่านี้มาตาม แนวทางเดิมดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอย่างไรก็แยกกันแล้วละ ไปอยู่ด้วยกันมันลําบากก็แยกไปเถอะ แต่ถ้าแยกเท่าที่จําเป็น ขอให้ดูมาตรฐานของเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ๑๘๕ เขตที่เขามีอยู่ วันนี้ เขามี ๑ โรงเรียน ประมาณสักเกือบ ๒๐๐ โรงเรียน มีผู้บริหารอยู่ในเครือข่าย วิ่งไกลกัน สักเท่าไร พอเป็นเขตมัธยมศึกษามันจะเหลือ ๔๐ โรงเรียน ๕๐ โรงเรียน ต่อ ๑ เขตการศึกษา มีผู้บริหารซี ๑๐ อยู่ ๑ คน มีรองผู้อํานวยการซี ๙ อีกกี่คน มี ผอ. กองแผน ผอ. งบประมาณ ทั้งหมดเพิ่มหมดครับ ผมว่าในชั้นนี้ต้องเกิดความรอบคอบ ผมคิดว่าถ้อยคําเขตต่าง ๆ ผมขอความชัดเจนจากท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าได้ดูหรือยัง แล้วจะ ประกาศเขตให้พวกมัธยมศึกษาเมื่อไร ตามร่างที่มีการเตรียมกันมาทั้งหมด ผมยังเชื่อว่า ในชั้นการแก้ไขในคราวนี้คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นรัฐมนตรีพรรคเดียวกันกับเมื่อทํากฎหมายปฏิรูปการศึกษา อภิปรายกันตีสาม ตีสี่ ผมก็อยู่ในสภาด้วยความรอบคอบ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ต่อไปคุณบุญยอด เสร็จแล้วก็คุณวิเชียรสลับกันครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะได้อภิปรายในวาระที่สองของร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นรัฐมนตรีนั้น ท่านก็เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการศึกษา แต่ว่าก็จะมีข้อคําถามอยู่เล็กน้อยว่าในการที่เปลี่ยนแปลงตัวของเนื้อหาสาระมามันจะ ช่วยอะไรกับการศึกษาของเด็ก ๆ ของเราอย่างไรได้บ้าง คําถามผมมี ๒-๓ คําถามครับ ท่านประธาน คําถามแรกก็คือว่าถ้าจุดประสงค์หลักของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กําลังจะทําให้มัธยมศึกษาและประถมศึกษานั้นแยกออกจากกันเพื่อให้กระบวนการ ของการบริหารจัดการนั้นดีขึ้น ผมเห็นด้วยกับหลักการนี้นะครับ ปัญหามันจึงตามมา ในประโยคต่อมาที่บอกว่าโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประถมศึกษาแล้วมีมัธยมศึกษาอยู่ด้วย ม. ๑ ถึง ม. ๓ นั้นจะต้องจัดการอย่างไร ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ผมคิดว่ามันเป็นวิวัฒนาการ ของการจัดโรงเรียนของเราที่ผ่านมา สมัยก่อนเรามีการศึกษาขั้นพื้นฐานเพียงแค่ ประถมศึกษาปีที่ ๗ หรือประถมศึกษาปีที่ ๖ ก่อน หลังจากนั้นมาเราก็บอกว่าให้มี การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๙ ปี มันจึงเกิดการศึกษาแบบขยายโอกาสถูกไหมครับ จากประถมศึกษาก็เลยมีมัธยมศึกษาตามมาอีก ๓ ปี แต่ถ้าเรามามองกันว่าจนถึงขณะนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นระบุในมาตรา ๔๙ อย่างชัดเจนนะครับ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมจึงมีคําถามต่อกรรมาธิการว่าในการที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือว่า มีข้อกําหนดตรงนี้มันสะท้อนหรือว่าสอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญที่ให้โอกาสเด็กได้ศึกษา ถึง ๑๒ ปีหรือไม่ ผมเห็นอย่างนี้ครับว่าทางกระทรวงศึกษาธิการคงจะต้องทําให้ชัดเจนนะครับว่าท่านจะ บริหารจัดการอย่างไรกับโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งสอนมัธยมศึกษาด้วยอีก ๓ ปี แต่ท่าน จะทําอย่างไรล่ะครับ ใจผมผมมองว่าน่าจะมองในแง่ความเข้าใจของประชาชนนะครับ ท่านประธาน ประถมศึกษาก็ประถมศึกษา มัธยมศึกษาก็มัธยมศึกษา เพราะเด็กได้รับ การศึกษา ๑๒ ปีอยู่แล้วก็แยกกันให้ชัดเจนครับ การบริหารจัดการของบรรดาคณาจารย์ อุปกรณ์การเรียน วิธีให้ความรู้ต่าง ๆ จะได้ชัดว่าประถมศึกษาอยู่ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปอยู่มัธยมศึกษา
คําถามต่อมาจึงอยากจะถามต่อกับกระทรวงศึกษาธิการว่าสมัยก่อน เราก็ได้ยินครับ เด็กเรียนประถมศึกษาแล้วเด็กอาจจะไม่มีโอกาสได้ต่อมัธยมศึกษา ตัวเลขปัจจุบันจนถึงขณะนี้เด็กจบจากประถมศึกษาทุกคนได้เรียนมัธยมศึกษาต่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถูกไหมครับ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเราบอกว่าต้องจัดให้อยู่แล้ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเป้ำประสงค์ของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องไป บริหารจัดการนั้น เด็กทุกคนไม่ว่าจะเรียนอยู่ที่หมู่บ้านใด ตําบลใด ซึ่งมีโรงเรียน ประถมศึกษานั้นต้องได้เรียนมัธยมศึกษาต่อจนถึงจบ ม. ๖ สิครับ ตัวเลขที่เราประจักษ์ชัด อยู่ในข้อมูลก็คือว่าเรามีโรงเรียนประถมศึกษามากกว่ามัธยมศึกษา มันเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะครับ ถ้าในปัจจุบันนี้ หรือท่านจะมีนโยบายในการปรับเปลี่ยนอย่างไร ทําไมโรงเรียน ประถมศึกษากับโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่เท่ากันล่ะครับ หรือรับจํานวนเด็กนักเรียนให้ได้ เท่ากันเป็นอย่างน้อยถูกไหมครับ เพราะเด็ก ๑ คนไม่ว่าจะเรียนประถมศึกษาปี นี้ อีก ๖ ปีข้างหน้า ๗ ปีข้างหน้าก็ต้องไปเรียนมัธยมศึกษาครับ แล้วเรียนไปจนถึงขั้นจบ ม. ๖ ได้ไม่ใช่หรือครับ หรือจะไปอยู่ในอาชีวศึกษา ตอบให้ชัดหน่อยว่าสิ่งที่ท่านเขียน ต่าง ๆ เหล่านี้ แก้ไขต่าง ๆ เหล่านี้ มันได้รองรับตัวเด็กนักเรียนทั้งหมดให้ได้รับการศึกษา อย่างที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือไม่ หรือถ้าเรามามองในมุมของข้าราชการ ผมก็คิดตาม ความเข้าใจของผมนะครับ ผมอาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องของการศึกษา ถ้าเป็น ข้าราชการที่สังกัดประถมศึกษาเขาอาจจะไม่มีโอกาสเติบโตเขาจึงอยากจะไปอยู่กับ มัธยมศึกษา ทําไมท่านจึงไม่จัดการให้ประถมศึกษาสามารถเป็นดอกเตอร์แต่สอน ประถมศึกษาก็ได้ เขามีการเติบโตทางอาชีพการงานของเขา มีศักดิ์ศรีอย่างที่ข้าราชการ คนหนึ่งควรจะเป็น มีความเป็นมืออาชีพทางการศึกษาสามารถเติบโตได้โดยไม่จําเป็น ต้องย้ายข้ามจากประถมศึกษาไปอยู่มัธยมศึกษาอย่างนี้ได้หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ผมเชื่อว่าการถกเถียงกันเรื่องโรงเรียนหนึ่งควรจะอยู่กับประถมศึกษาหรือควรจะอยู่กับ เขตการศึกษามัธยมศึกษาก็จะลดน้อยลง ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้ช่วยตอบคําถามด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปวิเชียร เสร็จแล้วก็ ทวีวัฒน์ เสร็จแล้วก็สมคิด เสร็จแล้วจุมพฏ เสร็จแล้วก็ปวีณ ไปตามลําดับครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิเชียร ขาวขํา พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี จริง ๆ แล้วผมมองเห็นคณะกรรมาธิการ ที่นั่งอยู่ข้างบนล้วนแล้วแต่มีความรู้ความสามารถ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น แต่ไม่ทราบว่า ไม่กล้าพูดความจริงกันหรือเปล่า ทําไมเขียนแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ วรรคสาม ให้มันยุ่งเหยิง ยุ่งยากอย่างนี้ ผมมองไปผมเห็นนักการศึกษาอย่างท่าน ผอ. วัชรินทร์ ศรีบุรินทร์ ที่นั่งอยู่ ข้างล่างใส่แว่นตา นี่ก็เป็นอุปนายกสมาคม ท่าน ผอ. วิทธยาก็เป็นนายกสมาคมผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทยด้วย ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ก็รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการเหมือนกัน จริง ๆ แล้วเจตนารมณ์ของการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คือว่าวัฒนธรรมองค์กรของมัธยมศึกษากับประถมศึกษาแตกต่างกันมาตั้งแต่เดิมแล้ว เมื่อเรามาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ให้ ๒ องค์กรนี้รวมกัน ความรู้ความชํานาญของผู้บริหารและบุคลากรนั้นก็แตกต่างกัน ท่านผู้บริหารและบุคลากร ในโรงเรียนที่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเด็กตั้งแต่ก่อนวัยเรียนถึงระดับอย่างมาก ก็มัธยมศึกษาตอนต้นก็มีความรู้ความสามารถในด้านนั้นอยู่แล้ว บุคลากรที่สามารถ บริหารการศึกษาและจัดการเรียนการสอนระดับตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไปถึงปีที่ ๖ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็มีความรู้ความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมเหล่านี้ จึงเป็นแรงผลักดันให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศต้องการ ออกจากเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกับระดับประถมศึกษา พออย่างนั้นแล้วกฎหมายฉบับนี้ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๗ วรรคสาม ไม่ควรจะเขียนอย่างนี้ด้วยซํ้าไป ต้องยอมรับว่าวันนี้ โรงเรียนประถมศึกษาที่มีชั้นในการขยายโอกาสการศึกษานี่มันไม่ใช่อยู่เพียงแค่ ตั้งแต่อนุบาล ป. ๑ ถึง ป. ๖ เท่านั้นถึง ม. ๓ และบางโรงเรียนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว ยกตัวอย่างอย่างโรงเรียนบ้านหมากแข้ง จังหวัดอุดรธานีจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึง ม. ๖ แล้ว เพราะฉะนั้นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓๗ วรรคสามนั้นตัดคําว่า ในกรณีที่สถานศึกษาใด จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษาแต่ไม่เกิน มัธยมศึกษาปีที่สาม ออก ตัดคําว่า แต่ไม่เกินระดับมัธยมศึกษาปีที่สาม ออกถูกต้อง เพราะโรงเรียนประถมศึกษาบางโรงเรียนได้จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้วมีทุกจังหวัด ถ้าสมมุติว่าไม่ตัดข้อความนี้ออก โรงเรียนที่จัด การศึกษาระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จะไม่อยู่ในกฎหมายใดเลย กฎหมาย ประถมศึกษาก็ไม่อยู่ กฎหมายมัธยมศึกษาก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นการตัดข้อความนี้ออก ถูกต้อง แต่ว่าการเขียนใหม่นี่มันสลับซับซ้อน ต้องยอมรับว่าวันนี้โรงเรียนมัธยมศึกษา คือโรงเรียนอะไร แล้วพูดอย่าพูดแต่ขั้นสูง โรงเรียนมัธยมศึกษาคือโรงเรียนที่จัดการศึกษา ตั้งแต่มัธยมศึกษาปี ที่ ๑ จนกระทั่งถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ บางโรงเรียนที่ตั้งใหม่ บางโรงเรียนยัง ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ม. ๔ หรือ ม. ๕ แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อยู่แล้ว โรงเรียนประถมศึกษาคืออะไร โรงเรียนประถมศึกษาคือโรงเรียนที่จัดการศึกษาตั้งแต่ ระดับก่อนประถมศึกษาหรือประถมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไป ถ้าเป็นโรงเรียนขยายโอกาส วันนี้บางโรงเรียนส่วนใหญ่ก็ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่มีบางโรงเรียนที่จัดการศึกษา เลยถึงขั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว เพราะฉะนั้นความเหมือนความต่างนี่เราจะไปบอกว่า เอา ม. ๓ ม. ๖ คงไม่ได้ การแยกประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเราต้องแยกการศึกษาขั้นตํ่า ของสถานศึกษานั้น ๆ นั่นคือองค์กรเดิมที่มีอยู่และเจตนารมณ์ของผู้บริหารโรงเรียน และบุคลากรของมัธยมศึกษา เราเขียนเสียเลยไม่ต้องมาเขียนสลับซับซ้อนอย่างวรรคสาม ที่แก้ไขเพิ่มเติมอย่างนี้ เราเขียนใหม่ว่าสถานศึกษาใดที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไปแต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ให้อยู่ในเขตมัธยมศึกษา แค่นี้มันก็ ตอบคําถามได้หมดแล้ว โรงเรียนไหนที่จัดตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ๖ นั่นก็ยังอยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาของประถมศึกษา อย่างนี้มันจะได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานว่า บางท่านบอกว่าให้คงคําว่า แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ไว้ ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ ที่ตัดออก แต่ไม่เห็นด้วยกับข้อความที่เพิ่มเติม เห็นด้วยกับการที่ตัดออก ยํ้าอีกทีว่า โรงเรียนประถมศึกษาเดี๋ยวนี้ส่วนหนึ่งจัดการศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้ว เช่น โรงเรียนบ้านหมากแข้ง โรงเรียนท่าบ่อ โรงเรียนอื่น ๆ ทุกจังหวัดมีหมดแล้ว ถ้าเราไม่ตัด คําว่า มัธยมศึกษาปีที่ ๓ นี้ออก โรงเรียนเหล่านั้นจะหลุดออกจากกฎหมายทุกฉบับ ไม่มีอยู่ในกฎหมายฉบับใดเลย ฉะนั้นจึงกราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ขอให้ท่านประธาน และคณะกรรมาธิการเขียนใหม่เสีย เอาคําว่า มัธยมศึกษาปีที่ ๑ เป็นตัวตั้ง โรงเรียนไหน จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับประถมศึกษาก็อยู่ในเขตประถมศึกษา โรงเรียนไหนจัดระดับ มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไป นั่นก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาเราก็ให้อยู่ในเขต มัธยมศึกษาเสีย ต่อไปถ้าการศึกษาของประเทศไทยเปลี่ยนว่ามีมัธยมศึกษาปีที่ ๘ ปีที่ ๙ เราก็มาแก้กฎหมาย แต่ว่าตัวร่างนี้ล็อกไว้ ล็อกว่าโรงเรียนใดที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับ มัธยมศึกษาปี ที่ ๑ ขึ้นไปแต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ ให้อยู่ในเขตมัธยมศึกษา แค่นี้ก็จบแล้วครับ ตรงอื่นไม่ต้องไปแก้เลยครับ ขอบคุณครับ
เชิญคุณทวีวัฒน์
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดสกลนคร ท่านประธานครับ ผมเป็นคนเสนอร่างกฎหมายนี้ด้วยในนามของพรรคภูมิใจไทย แต่ว่า ไม่ได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมาธิการ ผมย้อนนึกถึงสมัยที่ผมเคยเป็นกรรมาธิการการศึกษา ในสมัยท่านประธานชัย ชิดชอบ เป็นประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ ให้ใช้ความต่อไปนี้แทน มาตรา ๓๗ นะครับ กระผมขออภิปราย เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง โดยเฉพาะที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนั้น ผมว่าไม่มีทางอื่นใดที่จะ ทําได้ในขณะนี้นอกจากให้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ที่ได้แก้ไขคือในกรณี ที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ยึดระดับการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยคําแนะนํา ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้อาจจะต้องมีคําแนะนํา จะต้องมีประกาศของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในโอกาสต่อไปเพื่อแก้ไข สมมุติว่าเราให้ประถมศึกษา แล้วมีตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ แต่ในโอกาสต่อไปคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานอาจจะลด ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ลงก็ได้ แล้วก็ให้มีประถมศึกษาปี ที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปี ที่ ๖ อย่างเดิม แล้วมัธยมศึกษา ก็จัดการศึกษามัธยมศึกษาไป อันนี้ผมคิดว่าคงจะแก้ไขได้ในโอกาสต่อไป ขอบคุณครับ
คุณสมคิด
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทย จังหวัดหนองคาย ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาตรา ๓ ซึ่งแก้ไขมาตรา ๓๗ ในฐานะเป็ นครูเก่ามาก่อนอยากพูดให้ชัดเจน เอาวรรคสามเลย วรรคหนึ่ง วรรคสอง ไม่มีปัญหา ก็ต้องการจะขยายเขตการศึกษาเป็นเขตมัธยมศึกษาเพิ่มเท่านั้น วรรคสอง สําหรับวรรคสามมันมีปัญหาตรงข้อความที่ว่า ในกรณีที่สถานศึกษาใด จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ผมว่าตกไป ทั้งระดับ ก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา อันนี้ถึงจะได้ความครับ เพราะหลายโรงเรียนเกือบทุกโรงเรียนที่มีก่อนประถมศึกษาอยู่ด้วย เพราะฉะนั้นอันนี้ มันตกไป ทําอย่างไรมันถึงจะสมบูรณ์ ท่านเข้าใจคิดว่ามีโรงเรียนอนุบาล ไม่ใช่ครับ มันเรียนอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษาเกือบทั้งนั้น ก่อนประถมศึกษา เพราะฉะนั้น ก่อนประถมศึกษามันตกไป ก็ขอฝากตรงนี้เพื่อให้สมบูรณ์ สําหรับท่านผู้มีเกียรติที่อภิปราย ไปแล้วถูกต้องนะครับ ท่านวิเชียร ขอเอ่ยนามนะครับ ที่บอกว่ามีโรงเรียนประถมศึกษา เปิดจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อย่างที่จังหวัดหนองคายของผมก็มีเหมือนกัน โรงเรียน ราชประชานุเคราะห์แห่งนี้มีถึง ม. ๖ นักเรียนเป็นพันคน เพราะฉะนั้นอันนี้ถ้าเราไม่ใส่ ตรงว่า แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ถูกต้องแล้วนะครับ แต่ถ้าจะชัดเจนลงไปอีกก็อาจจะว่า จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายเดิม คือมาอย่างไรไปอย่างนั้น คือมาจากโรงเรียนประถมศึกษา จะถึง ม. ๑๒ ก็อยู่เดิม ให้เข้าใจอย่างนี้ กําหนดให้สถานศึกษาสําหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา กรมสามัญศึกษาเดิม เอาแค่นี้ครับ กรมสามัญศึกษาเดิมกับสํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติเดิมแค่นี้ชัดเจนเลย เพราะทุกคนเดี๋ยวนี้ผู้มารอฟังก็คือทางมัธยมศึกษาก็อยากเป็นเขต เพราะว่าผมเป็นครู อยู่สังกัดเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน มันไปด้วยกันไม่ได้โดยธรรมชาติวัฒนธรรมองค์กร มันไม่เหมือนกัน คนหนึ่งสอนเด็กอนุบาล ประถมศึกษา คนหนึ่งสอนมัธยมศึกษา คนหนุ่มสาว ความคิดต่างกัน ครูบาอาจารย์ก็ความคิดต่างกัน ก็ขอให้สภานี้ได้สนับสนุนเถอะครับ ให้ผ่านไป สําหรับที่มีท่านผู้มีเกียรติพูดถึงเรื่องปัญหางบประมาณ ผมว่าไม่มีปัญหา เพราะงบประมาณตัวเดียวกัน เดี๋ยวนี้ก็เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเงิน ๑๐๐ บาท มัธยมศึกษาเท่าไร คุณจะให้เขา ๒๐ บาทก็ให้ไปตามสัดส่วนเขา จะให้ ๘๐ บาท ของประถมศึกษาก็ให้ไปตามสัดส่วนโรงเรียนประถมศึกษา เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา เรื่องงบประมาณ เพราะเงินมันมีอยู่ก้อนเดียวกัน เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา ปีต่อไปก็จัดไป ตามสัดส่วนนี้แหละ อันนี้ผมว่าไม่มีปัญหา สําหรับที่ทําไมต้องมีประถมศึกษา มีอนุบาล มีโรงเรียนขยายโอกาส เพราะจริง ๆ แล้วเขาไม่มีหรอกตอนแรก แต่ว่าเด็กนักเรียน ปัญหาสถิติของประเทศไทยเรามันตกตํ่าในการจัดการศึกษา ทําไมเด็กจบ ป. ๖ ถึงจะได้เรียน ก็เลยมาเปิดมัธยมศึกษาก็เรียกว่าขยายโอกาส ขยายโอกาสให้คนยากคนจนที่ไม่มีสิทธิ เข้าไปเรียนในเมืองหรือโรงเรียนใหญ่ ๆ เท่านั้น มันถึงได้เพิ่มสถิติให้คนได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น ถ้าบ้านเมืองเจริญขึ้น มีเงินขึ้น ก็ไปขยายโรงเรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนขยายโอกาสสิ บ้านนั้นตําบลนั้นที่มันใหญ่ เพราะฉะนั้นต่อไปก็เป็นภาระของกระทรวงศึกษาธิการว่า ต่อไปนี้ต้องขยายมัธยมศึกษา สําหรับโรงเรียนขยายโอกาสนั้นให้ลดลงเสีย จบ ป. สุดท้าย ถึง ม. ๓ ก็ให้แล้วไปไม่เปิดต่อก็ว่าไปอย่างนี้ ไปเปิดมัธยมศึกษารองรับเขาไว้มันก็ไม่มีปัญหา ถ้าผู้จัดการการศึกษาระดับกระทรวงมีวิสัยทัศน์ที่จะแก้ไขเพื่อให้มันเป็นประถมศึกษา มัธยมศึกษาเด็ดขาดในอนาคต โรงเรียนบ้านหมากแข้งหรือโรงเรียนใดก็ตามที่ถึง ม. ๖ อย่างนี้ จะเห็นว่านักเรียนประถมศึกษามีมากอยู่แล้วเราก็ค่อยลด ม. ปลายลงสิครับ ที่เปิดถึง ม. ปลาย ก็ให้เขาออกไปทางมัธยมศึกษาให้ไปตามช่องทางของมันแล้วมันจะ ไม่มีปัญหา เราจะได้จัดการศึกษาอย่างเต็มที่ อันนี้ก็ขอฝากไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็ขอความเห็นใจจากสภานี้ให้ผ่านกฎหมายนี้เถอะครับ ถึงปล่อยไปอย่างไร มันก็ขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้เหมือนนํ้ากับนํ้ามัน ผมว่าครูมัธยมศึกษากับประถมศึกษา ไปด้วยกันไม่ได้ครับ ขอบคุณมากครับ
คุณจุมพฏ บุญใหญ่ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร เขตเลือกตั้งที่ ๒ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานผมขอใช้สิทธิในฐานะที่กรรมาธิการได้แก้ไขร่างกฎหมายเดิม โดยผมขอเรียนถามกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีขึ้นมาแล้วนะครับ ที่แก้ไขจากร่างเดิม ร่างเดิมถ้าไม่มีการแก้ไขเลยกฎหมายจะบังคับอย่างนี้นะครับ โรงเรียนใดที่มีประถมศึกษา และมัธยมศึกษาไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก็จะอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แต่พอท่านแก้ปั๊บ ร่างใหม่มันมีปัญหาครับ ปัญหาก็คือว่าโรงเรียนเดิมที่มีประถมศึกษา และมัธยมศึกษาไม่ได้จํากัดว่าไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ หมายถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ด้วย ถ้าจะอยู่ในเขตมัธยมศึกษาหรือจะอยู่ในเขตประถมศึกษาให้คณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานเป็นผู้เสนอแนะหรือให้คําแนะนําต่อรัฐมนตรีเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา กําหนดให้โรงเรียนนั้นว่าอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ท่านประธานครับ ผมขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญว่าท่านใช้หลักเกณฑ์ใดที่จะวินิจฉัยว่าโรงเรียนใด ควรอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา โรงเรียนใดควรอยู่ในระดับ มัธยมศึกษา ท่านใช้หลักฐานของการเป็นโรงเรียนประถมศึกษาเดิม โรงเรียนมัธยมศึกษาเดิม หรือท่านใช้หลักฐานของการที่จะวินิจฉัยจากจํานวนนักเรียนที่อยู่ในระดับประถมศึกษา กับจํานวนนักเรียนที่อยู่ในระดับมัธยมศึกษามาเทียบเคียงกัน หรือท่านจะใช้มาตรฐานอื่นใด ผมดูแล้วอ่านแล้วมันไม่ชัด เพราะท่านบอกว่าให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้น เป็นสําคัญนั้นมันคืออันไหนครับ มันมีอะไร มันต้องมีอะไรก่อนแล้วมันถึงนั้น ในภาษาไทยนี่ ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้น ก็สถานศึกษามันมีอยู่ ๒ ระดับ คือประถมศึกษา กับมัธยมศึกษา นั่นคือมัธยมศึกษาหรือประถมศึกษาล่ะครับ อันนี้ท่านรัฐมนตรีตอบ ทีนี้ ผมขอเรียนถามอีกว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมก่อนที่จะมาเป็นเขตการศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อเป็นเขตการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วมาจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาในประเทศไทย มีหรือไม่ ผมไม่มีข้อมูล แต่ว่าท่านรัฐมนตรีจะต้องมีข้อมูลแน่นอน มีจํานวนกี่โรงเรียน โรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมที่แต่ก่อนสอน ม. ๑ ถึง ม. ๖ แล้วมาจัดประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงประถมศึกษาปีที่ ๖ มีไหมครับ แล้วโรงเรียนประถมศึกษาเดิมที่ถึง ป. ๖ มาจัด มัธยมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มีจํานวนกี่โรงเรียน มาจัดมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มีจํานวน กี่โรงเรียน ท่านประธานครับ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่ผมจะใช้ตัดสินใจว่าผมจะให้ ร่างนี้ผ่านโดยเอาตามที่คณะกรรมาธิการแก้ไขหรือผมจะให้กลับไปอยู่ในร่างเดิม ท่านประธานครับ ผมไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่แก้ไขนี้จะให้อํานาจกับคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานในการที่จะเป็นผู้ชี้ขาด ผมเชื่อว่าไม่ใช่รัฐมนตรีชี้ขาดหรอกครับ เพราะคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานชงเรื่องขึ้นมาอย่างไร เชื่อแน่ว่ารัฐมนตรี น่าจะเซ็นไปตามนั้น ถ้าเซ็นไปตามนั้น ท่านประธานที่เคารพ ถ้าโรงเรียนที่สอน ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาอยากจะอยู่ในเขตมัธยมศึกษาหรืออยากจะอยู่ในเขต ประถมศึกษา ตรงนี้เองเป็นช่องทางที่กฎหมายตรงนี้เขียนไว้ให้เกิดช่องทางในการวิ่งเต้น เข้าเขตมัธยมศึกษาหรือเข้าเขตประถมศึกษา ผมเชื่อว่ามีการวิ่งเต้นครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ คําว่าวิ่งเต้นมันต้องดิ้นรนวิ่งเต้น การวิ่งเต้นมันใช้อะไรครับท่านประธาน ใช้สินบนหรือเปล่า น่าจะมีการใช้สินบน อันนี้ผมขอเรียนถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านมีแนวทาง มาตรฐานใดที่จะป้ องกันไม่ให้มีการวิ่งเต้นหรือทําให้มันโปร่งใส ถ้าจะโปร่งใสท่านต้อง กําหนดตรงนี้ พูดให้บันทึกไว้ในสภาว่าท่านใช้หลักฐานพิจารณาว่าอยู่ประถมศึกษา หรือมัธยมศึกษา เอาให้ชัดเจนที่สภานี้ครับ ถ้าต่อไปเมื่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แนะนํารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้วไปประกาศไม่ตรงตามที่ท่านพูดไว้ในสภา นั่นแหละครับคือหลักฐานการวิ่งเต้น ผมไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ นอกเสียจากท่านจะตอบคําถามนี้ให้ชัดเจน ผมขอให้คงไว้ตามร่างเดิมครับท่านประธาน ขอบคุณครับ
เชิญท่านปวีณ แซ่จึง ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ปวีณ แซ่จึง พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งที่ ๑ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนอื่นต้องดูที่เจตนารมณ์ของผู้ที่เสนอ แก้ไขร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ขึ้นมา เจตนารมณ์ สั้น ๆ ก็คือต้องการแบ่งเขตมัธยมศึกษา ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมนั้นได้แยกตัวออก กลับไปบริหารเหมือนกับครั้งที่เขาอยู่กับกรมสามัญศึกษา ประเด็นสั้นนิดเดียว แต่ทําไม การเขียนถึงเขียนยากนัก ถ้าจะเขียนเพียงเพื่อให้เข้าใจว่าให้โรงเรียนที่สังกัด โรงเรียน ที่เคยจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเดิมก็คือมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ เดิมนั้นให้แยกไปอยู่กับคณะกรรมการมัธยมศึกษา ประเด็นนี้สั้นนิดเดียว ทีนี้ข้อความ ที่ท่านเขียนนี่ท่านเขียนถูกแล้ว ในกรณีที่เหตุการณ์นี้เปลี่ยนไป การจัดการศึกษาของ โรงเรียนระดับประถมศึกษาซึ่งตอนนี้เรียกว่าการศึกษาขั้นพื้นฐาน เดิมนั้นเปิดถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ในโรงเรียนที่ขยายโอกาสทางการศึกษา แล้วปัจจุบันมีการเปิดเพิ่ม ไปสอนจนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ในวรรคสาม ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา เดิมเขียนไว้ว่า ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ท่านขีดออกถูกต้องแล้วครับ ก็จะเน้นถึง การจัดการศึกษาเดิมของเขา ถ้าเขาจัดตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ก็ให้เขาอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐานเหมือนเดิม ก็คือของเก่าที่จัดอยู่เดี๋ยวนี้ ส่วนโรงเรียนที่แยกออก ที่เข้ามารวมให้เขาแยกกลับคืน ประเด็นมีสั้นนิดเดียว แต่ถ้าจะใช้ ข้อความอย่างนี้ครับ ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับ ประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาใดให้ยึดระดับการศึกษาเดิม ใช้คําว่า เดิม เข้าไป เดิมของสถานศึกษาแห่งนั้น เป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมว่าท่านกรรมาธิการคิดมากไปเอง ยิ่งเขียนยิ่งมากความ ผมเคยเป็นกรรมาธิการบางคณะ ข้อความเดียวเราประชุมกันถึง ๒ ชั่วโมงไม่จบ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ใช้คําว่า เดิม เข้าไป แล้วท่านก็แยกได้เลย ผมมีข้อสังเกต อยู่อย่างหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยก็คือทําไมท่านไม่เขียนลงไปล่ะครับว่ามัธยมศึกษา ท่านจะแบ่งเป็นกี่เขต จริง ๆ แล้วผมเคยอภิปรายในที่ประชุมสภาแห่งนี้ อยากจะให้ จัดการเขตพื้นที่การศึกษาของมัธยมศึกษาเป็นจังหวัดละเขตพื้นที่การศึกษา เพราะเขาจะ ได้อยู่รวมกับการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิมอยู่ ต้องอยู่ด้วยกันอยู่แล้ว เป็นจังหวัดอยู่แล้ว ผมเคยพูดว่าจังหวัดศรีสะเกษท่านทดลองแบ่งไปควบกับจังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ มีกี่โรงเรียน จังหวัดยโสธรมีโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมกี่โรงเรียน แล้ วจะต้องให้เขา วิ่งไปวิ่งมา มัธยมศึกษาถ้าจะเอาเขตพื้นที่อยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดยโสธรมารวมกับ พวกผม ผู้บริหารสถานศึกษาจากจังหวัดยโสธรต้องมาประชุมที่จังหวัดศรีสะเกษใช่ไหม อย่ามองว่าแค่ตําแหน่งเพิ่มอีกไม่กี่ตําแหน่งจะเป็นเงินมากมาย ใช้สถานที่แห่งใดก่อนก็ได้ เป็นสถานที่ที่จะบริหารจัดการ คนก็อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษารองผู้อํานวยการเยอะแยะ ก็คนเหล่านั้นละครับจะออกมาบริหาร เงินเดือนเพิ่มไม่เท่าไร ผมไม่เห็นด้วยนะครับ การศึกษาจะไปตีเป็นเงิน อย่าไปตีเป็นเรื่องลงทุน โรงเรียนเล็ก ๆ ตอนนี้มีเด็กอยู่ ๔๐ คน มีครู ๕ คน ยุบได้ไหม ให้สอนคนเดียวได้ไหม มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการลงทุน เรื่องการศึกษาเราต้องคํานึงถึงคุณภาพและการได้รับความเท่าเทียมในการศึกษาของประชากร ในพื้นที่ ควรจะกําหนดไปเลยครับว่าต้องแบ่งเป็ น ๗๖ เขตพื้นที่การศึกษา ของมัธยมศึกษา ไม่จําเป็นต้องให้คณะกรรมการชุดใดเป็นผู้กําหนด สภาแห่งนี้เป็นผู้ออก กฎหมายเขียนไปเลย ถึงแม้ว่าจังหวัดใดจะเหลือเพียง ๒๐-๓๐ ให้ลองดูครับ จะได้มี คุณภาพขึ้นมา เดี๋ยวนี้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๘๕ เขต กับโรงเรียน ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ท่านรู้ไหมอะไรเกิดขึ้น ท่านยกเลิกการศึกษาประถมศึกษา ท่านมาเปลี่ยนเป็นการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ยุบหน่วยงานเขามา สํานักงานการประถมศึกษา อําเภอนี่เขาดูแลโรงเรียน ๑๐-๒๐ โรงเรียน กําลังพอดี ๓๐-๔๐ โรงเรียนกําลังพอดี การศึกษาในขณะนั้น เกิดความคล่องตัว แต่ตอนนี้เขตการศึกษาหนึ่ง ๒๐๐ โรงเรียน ท่านไปดูครับตอนนี้มีอะไร เกิดขึ้น ดูแลก็ไม่ทั่วถึงเพราะไม่มีสํานักงานควบคุมย่อยเกิดขึ้น เมื่อก่อนมีทุกอําเภอ เดี๋ยวนี้เขตการศึกษาหนึ่งมีอยู่ ๖-๗ อําเภอ อย่างเขตผมมีอยู่ ๕-๖ อําเภอ ดูแลไม่ทั่วถึง เพราะไม่มีสํานักงานอําเภอ ไม่มีหัวหน้าการประถมศึกษาอําเภอดูแล ควรจะเขียน อย่างนี้ด้วยเข้าไปถึงจะถูกต้อง ก็คือการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องแบ่งเป็น ๔๐๐ เขต หารแล้วจะได้เพียง ๒๙,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ๔๐๐ เขตจะได้เท่าไร ท่านให้ดูแล ๒๐๐ โรงเรียนไม่ได้หรอกครับ การศึกษาเดี๋ยวนี้มีปัญหามากมาย ควรจะเขียนลงไปด้วยเลย ผมเห็นอย่างนั้น เพราะจะได้ทําให้การแก้ไขกฎหมายนี้ครั้งเดียวจบ แล้วก็เกิดประโยชน์ อย่างแท้จริง ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะได้เพิ่มเงินหรือไม่ ไม่จําเป็นหรอกครับ มันเพิ่มไม่เท่าไรหรอก สํานักงานการประถมศึกษาเดิมบางแห่งไม่ได้ใช้เลย ให้หน่วยงานอื่นใช้ แล้วถ้าแบ่งเป็น มัธยมศึกษา สํานักงานการประถมศึกษาเดิมเขานี่บางแห่งไม่ได้ใช้เลยให้หน่วยงานอื่นใช้ แล้วถ้าแบ่งเป็น มัธยมศึกษาเขาก็มีอาคารสามัญศึกษาจังหวัดเดิมเขาอยู่แล้วเขาก็กลับไปใช้ได้ อย่าลืมนะครับทุกคนที่นี่ยอมรับว่าการบริหารการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานของเราตอนนี้ ค่อนข้างที่จะมีปัญหาในเรื่องของผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการบริหารจัดการ และเรื่องของงานบุคคลเป็ นเรื่องใหญ่ที่สุด สร้างความแตกแยกในวงการศึกษา เพราะกฎหมายปฏิรูปการศึกษานี่ผมเคยพูดว่าไม่ยอมให้ผู้ที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องมามีส่วน ยกร่าง ก่อนจะออกกฎหมายปฏิรูปการศึกษาทําไมไม่เชิญครูประถมศึกษา ครูมัธยมศึกษา ผู้สอน ผู้บริหาร สมาคม เขามายกร่างด้วย ไม่ใช่เอาเฉพาะนักวิชาการที่คิดว่าตัวเองรู้ ทุกอย่าง รู้ทุกอย่างจนไม่รู้อะไรเลย เขียนออกมาแล้วทําไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้เกิดปัญหาตลอด ต้องฟังนะครับนี่ผมพูดในฐานะนักการเมืองว่าปัญหาเกิดขึ้นเพราะนักวิชาการคิดว่า ตัวเองรู้ทุกอย่าง แต่อย่าลืมนะครับบางประเด็นบางปัญหาที่จะต้องเอามาเป็ น ส่วนประกอบของการออกกฎหมายนั้นมันเป็นเรื่องของแนวทางปฏิบัติ มันเป็นเรื่องวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ประเพณีและวัฒนธรรม ผมเคยพูดว่าท่านทดลองแบ่งเอาจังหวัดศรีสะเกษ กับจังหวัดยโสธรมาควบกัน ท่านเอาจังหวัดอุบลราชธานีกับจังหวัดอํานาจเจริญมาควบกัน จังหวัดอุบลราชธานีเขามีกี่อําเภอ เขามีโรงเรียนมัธยมศึกษากี่โรงเรียน ท่านเอาจังหวัด อํานาจเจริญมาควบได้อย่างไร ไม่คุ้ม ถ้าจะทําอย่างนี้อย่าทําเลย ผมแนะนําว่าอย่าผ่านเลย กฎหมายฉบับนี้ ถ้าจะผ่านท่านก็บอกว่าท่านจะเอาให้มัน ๗๖ จังหวัดไปเลย เล็กน้อย ไม่สําคัญให้เขาบริหารการศึกษาให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด คนที่ได้รับประโยชน์ก็คือ ประชาชน ผมเห็นด้วย ผมพร้อมที่จะผ่านกฎหมายฉบับนี้ แต่จะต้องแก้อย่างนี้ แล้วเสนอแนะว่าไม่ควรบอกว่าเป็นอํานาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้คําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกกฎหมายไปเลยระบุว่า ต้องทําอย่างนี้ให้ชัดเจนไปเลย ผมว่ามันน่าจะดีและเกิดประโยชน์ แล้วจะเป็นความพึงพอใจ ของคนทุกคน ในอนาคตอีก ๑๐ ปีไม่ต้องมาแก้ ผมคงจะใช้เวลาของสภาเท่านี้ครับ
เชิญท่านนิยม เวชกามา
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะเรียนถามท่านประธานคณะกรรมาธิการ ซึ่งตอนนี้เป็นความโชคดี ท่านเป็นรัฐมนตรีว่าการด้วย คือผมได้อ่านผมใช้สิทธิ มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๓๗ ดูในมาตรานี้แล้วปัญหามันก็มีไม่มาก แต่มันเป็นปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีคือท่านประธาน คณะกรรมาธิการต้องสอบถามว่า ผมมีความสงสัยเหมือนหลายท่านเพราะว่าในลักษณะ ของโรงเรียนประถมศึกษากับโรงเรียนมัธยมศึกษาเองวันนี้ซึ่งมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นหนึ่งเดียว ยังเป็นแยกสัดส่วนกันอยู่ วันนี้โดยเจตนารมณ์ของการแก้กฎหมาย ฉบับนี้จริง ๆ แล้วคือต้องการแยกโรงเรียนมัธยมศึกษากลับไปโรงเรียนมัธยมศึกษา เหมือนเดิม อันนี้คือเจตนารมณ์ ผมอ่านดูในข้อกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างชัดเจน เพราะมา รวมกันแล้วมันก็ไปกันไม่ได้เหมือนนํ้ากับนํ้ามัน แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าพอมารวมกัน โรงเรียนประถมศึกษาวันนี้เป็นโรงเรียนขยายโอกาส ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการได้ขีด ในส่วนของมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ออก มันก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งในส่วนของโรงเรียนมัธยมศึกษา ที่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาที่ใหญ่จริง ๆ ที่ประจําจังหวัด ซึ่งบ้านผมก็มีหลายโรงเรียนที่อยู่ ในตัวจังหวัด อันนั้นเป็นโรงเรียนที่แย่งกันเข้า ผมจึงยังไม่เห็นด้วยในคณะกรรมาธิการที่ขีด ออกตรงนี้ เพราะว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนหนึ่งคืออยู่ในหมู่บ้าน ในตําบล โดยสภาพ เป็นจริงแล้วโรงเรียนขยายโอกาสวันนี้ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ บางโรงก็มีถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แต่ว่าจริง ๆ แล้วผมยังคิดว่าปัญหาตรงนี้ถ้ายังคงสภาพอยู่ของการแก้ไขตรงนี้ บอกให้ มัธยมศึกษาปีที่ ๓ ก็คือเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ให้โรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมไปดูแล การจัดการในส่วนมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะที่บ้านผมจริง ๆ มันอยู่ใกล้ ๆ กัน โรงเรียนขยายโอกาสกับโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมอยู่ติด ๆ กัน ปัญหาตรงนี้ข้อเท็จจริงคือ แย่งนักเรียนกันครับ ครูต้องไปบอก ต้องไปหาผู้ปกครองว่าต้องเรียนโรงเรียนผม เพราะสภาพโรงเรียน ทั้ง ๒ หลัง มีโรงเรียนบางแห่งที่อยู่หมู่บ้านเดียวกันด้วยซํ้าไประหว่างโรงเรียนขยายโอกาส กับโรงเรียนมัธยมศึกษา ปรากฏว่าโรงเรียน ๒ ที่ต้องแย่งนักเรียนกัน เพราะว่าใครก็อยากได้ นักเรียน นักเรียนไม่พอชั้น อันนี้คือเป็นประเด็นครับ ผมจึงฝากว่าในการจัดการวันนี้ การศึกษาก็ล้มเหลว ท่านรัฐมนตรีครับ เป็นเรื่องจริงต้องยอมรับกันจากสถิติหลายอย่าง เพราะฉะนั้นถ้ามัธยมศึกษาจริง ๆ แล้วคือมัธยมศึกษาจริง ๆ นี่ละก็ไปดูแลเรื่อง มัธยมศึกษาตอนปลายไป ผมอยากเห็นลักษณะแบบนั้นอยู่ครับ ส่วนโรงเรียนขยายโอกาส วันนี้มันเต็มบ้านเต็มเมืองจะไปตัดออกอะไรคงไม่ได้แล้วละ โรงเรียนขยายโอกาสเอง ก็ต้องยอมรับสภาพว่าทําไม่ได้ดี ในส่วนของมัธยมศึกษาตอนปลายทําไม่ได้ดี เพราะคุณภาพของครูก็อยู่ในระดับประถมศึกษาเดิม อันนี้ถึงเป็นเงื่อนไข ผมอยากจะ เรียนถามประธานคณะกรรมาธิการวันนี้ว่าคิดอย่างไรในจุดนี้ เพราะโดยเนื้อหาของ ร่างพระราชบัญญัติที่แก้ไขจริง ๆ ก็คือต้องการให้ครูมัธยมศึกษาไปอยู่อีกแท่งหนึ่ง เท่านั้นเอง อันนี้เจตนารมณ์ผมเข้าใจแบบนั้นนะครับ ส่วนการศึกษาวันนี้ประชาชนไม่ได้ อะไรมากมาย เพราะฉะนั้นจึงฝากเป็นความหวังว่าครูโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาก็ให้ดู มัธยมศึกษาตอนปลายไป ผมจึงไม่เห็นในลักษณะการแก้ไข ไปขีดออกของท่านบอก แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ มันจะไปซํ้าซ้อนกันอยู่ถ้าปล่อย เมื่อไรยังปล่อยให้โรงเรียน ขยายโอกาสเขามารับนักเรียนถึงขนาดไม่แยกชัดเจนแบบนี้แล้วปัญหามันจะตามมาคือ การแย่งนักเรียนประเด็นหนึ่งแล้วการศึกษาไม่ดีขึ้นครับ เพราะโรงเรียนมัธยมศึกษาก็ยัง ไปดูแลระดับ ม. ๑ เหมือนเดิมอยู่ นี่หมายถึงในระดับโรงเรียนอยู่ตามหมู่บ้าน ตามตําบล ส่วนโรงเรียนใหญ่ ๆ ในจังหวัดไม่ใช่ปัญหา เพราะโรงเรียนพวกนั้นนักเรียนเข้ามาจนเกิน อยู่แล้วต้องคัดออก ผู้ปกครองต้องมาจ่ายอะไรเยอะแยะเลยปี ละ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท ที่บ้านผมปี หนึ่ง จะปฏิเสธไม่ได้คนจ่ายเงินมันรู้ใจอยู่ว่าต้องจ่าย ต้องบริจาค แต่มันไม่ผิดกฎหมายหรอกครับพวกบริจาคตอนนี้ทุกคนหาทางออกให้ โรงเรียนอยู่แล้ว ผู้ปกครองต้องบริจาคสมาคม แต่นั่นคือการจ่ายเงิน เป็นการจ่ายเงิน โดยแท้จริงคนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ๓๐,๐๐๐ บาท เรื่องจริงมันเป็นอย่างนั้นปฏิเสธไม่ได้จุดนี้ เพียงแต่ว่าเมื่อไหน ๆ ก็จะแยก ผมไม่ได้คัดค้านการแยก ไหน ๆ ก็จะแยกเป็นมัธยมศึกษา ประถมศึกษาอยู่แล้ว ผมฝากท่านประธานคณะกรรมาธิการว่าลองกลับไปทบทวนเลยว่า จะทําอย่างไรให้มันชัดเจน อย่ามาแย่งนักเรียนกัน แล้วผมมีความหวังอย่างหนึ่งว่า อยากให้คุณภาพการศึกษาประชาชนได้ประโยชน์ในกฎหมายฉบับนี้บ้าง ไม่ใช่เอา ประโยชน์เฉพาะผู้บริหาร ครูได้ซีใหญ่ สายสะพายเราไม่ว่ามันเป็นเรื่องของคน แต่ว่า คุณภาพการศึกษาอยากให้มันมีส่วนด้วย ไม่ใช่ได้แต่ผู้บริหารแต่โรงเรียนยังเหมือนเดิม ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านนายแพทย์ประสิทธิ์นะครับ ต่อจากนายแพทย์ประสิทธิ์ผมจะให้ท่านกรรมาธิการ ได้ชี้แจงแล้วนะครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ท่านประธานครับ ในมาตรา ๓ ซึ่งมีการแก้ไขในมาตรา ๓๗ ผมมีความเห็นพูดสั้น ๆ ว่า ความจริงข้อความเก่าผมว่าเหมาะสมแล้ว แต่ไปเปลี่ยนแปลงข้อความใหม่ซึ่งถ้าอ่าน จริง ๆ มันจะเกิดปัญหามีช่องโหว่ทําให้สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงในทางหนึ่งทางใด โดยผู้บริหารได้ ซึ่งผมอยากฝากให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ผมว่ากลับร่างเก่า ผมว่าเหมาะสมแล้ว แล้วอีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากพูด เพราะว่าไม่มีใครพูดถกกันเลยนั่นคือ ปัญหาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของรัฐบาลเสนอได้ครับ แต่ว่าของ ส.ส. ที่เอาไปเสนอ ด้วยกันยังไม่มีการรับรองเรื่องว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ไม่ทราบว่าได้ถกกัน ถึงไหน เพราะว่ามันฉุกละหุก มันมีเหตุการณ์วุ่นวายแล้วเอาเข้ามาผมไม่รู้มันจะผิด เรื่องการพิจารณาหรือเปล่า ผมเป็นประธานคณะกรรมาธิการไม่ได้รับเรื่องเลย เรื่องนี้ มันต้องผ่านประธานคณะกรรมาธิการ ปรากฏว่าไม่มีการพูด ไม่มีการถกกันเลย ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ของรัฐบาลไม่เป็นไร แต่ของเพื่อนสมาชิกกับของชาวบ้านที่เสนอมา ๑๒,๖๐๒ รายชื่อ ผมว่าจะเกิดปัญหาในอนาคต ผมว่ากฎหมายฉบับนี้แทนที่จะเร็ว ผมว่าจะช้า เพราะว่าท่านทําไปทํามาผมเชื่อถ้าเกิดมีคนส่งตีความวุ่นวายแน่ ขอบคุณครับ
เชิญท่านกรรมาธิการผ่องศรีครับ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ ก่อนที่จะได้กราบเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ตอบข้อซักถามและข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒินะคะ ดิฉัน ขออนุญาตนําเรียนกระบวนการพิจารณาเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ข้อมูล บางอย่างเพื่อทราบโดยสังเขปนะคะ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้ง ๑๗ ท่าน รวมทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ให้ข้อสังเกต แล้วก็ ได้ซักถามในข้อความที่ตรงกันนะคะ เพราะว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ที่ประชุมก็ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบนะคะ แล้วก็ประเด็นที่ท่านตั้งข้อสังเกตนั้น ในที่ประชุมก็ได้พิจารณาถกเถียงกันอย่างมากจนได้ข้อยุติ ซึ่งคิดว่าเป็นทางออกที่จะ ทําให้กฎหมายฉบับนี้ได้แก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้วก็สามารถ บังคับใช้ได้โดยไม่มีผลในทางปฏิบัตินะคะ
ประการแรก ในคําสงวนคําแปรญัตติของท่านขจิตรในวรรคแรก ของมาตรา ๓๗ ที่ขอให้ตัดคําว่า โดยคํานึงถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นี่นะคะ ตรงนี้ ในส่วนของคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาว่าคําว่า โดยคํานึงถึง นั้นก็ไม่ได้เป็นข้อบังคับ ว่าจะต้องดําเนินการ เพราะจริง ๆ แล้วต้องคํานึงถึงอีกหลายเรื่องแม้ว่าจะไม่ได้บัญญัติไว้ ในกฎหมาย แต่ถ้าหากตัดคําว่า ระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกก็จะมีนัยสําคัญ เพราะว่ามันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับนะคะ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับก็จะหมายถึงตั้งแต่ประถมศึกษาปี ที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่ถ้าเราพูดถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะหมายถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ปลาย คือ ม. ๖ เลยนะคะ ซึ่งก็จะมีระดับการศึกษาแบ่งออกเป็ น ๔ ระดับ ซึ่งจะมีอยู่ ในกฎกระทรวง นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของในวรรคสามของมาตรา ๓๗ ที่แก้ไขนี่นะคะ ที่มีหลายท่านได้อภิปรายกันมากว่าทําไมคณะกรรมาธิการถึงได้ไปแก้ไขโดยไปตัด ข้อความว่า แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ออก อันนี้ที่ประชุมก็ได้อภิปรายเหมือนหลาย ๆ ท่านที่ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอย่างไร ต่อข้อสังเกตของคุณหมอชลน่าน แล้วก็ถามว่ามี กี่โรงเรียนนะคะที่มีการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดิฉันกราบเรียนว่า ข้อมูลก็คือโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมดทั้งประเทศมีอยู่ ประมาณ ๓๑,๕๖๒ โรงเรียนนะคะ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสํานักงานการประถมศึกษา แห่งชาติเดิมก็คือประมาณ ๒๙,๐๐๐ โรงเรียน แล้วก็เป็ นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัด กรมสามัญศึกษาเดิม ๒,๓๖๐ โรงเรียน แล้วก็เป็นโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ๕๐ โรงเรียน แล้วก็มีโรงเรียนศึกษาพิเศษ ๔๓ โรงเรียน ทั้งหมดนี้ถ้าลงไปดูในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษานี่ โรงเรียนในสังกัด สปช. เดิมแม้จะชื่อว่าประถมศึกษา แต่ว่าการจัดการศึกษานั้นมีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แม้ว่าโรงเรียน ประถมศึกษาเดิมจะชื่อประถมศึกษาแต่ว่าถึง ม. ๖ นี่นะคะ แล้วก็เฉพาะโรงเรียน ประถมศึกษาที่จัดการศึกษาอนุบาลถึง ม. ๖ มีอยู่ ๙๕ โรงเรียนที่เป็นประถมศึกษา แล้วก็สอนถึง ม. ๖ นะคะ อันนี้เป็นประเด็น เพราะว่าเราจะบอกถ้าเราไปเขียนล็อกไว้ ที่เดิมว่าถึง ม. ๓ มันก็จะมีผลกระทบกับโรงเรียนเหล่านี้ ส่วนโรงเรียนสามัญศึกษาเดิม ซึ่งเปิดสอนเฉพาะมัธยมศึกษา แต่ความเป็นจริงก็คือมีการศึกษาลงไปถึงระดับอนุบาล ด้วยเช่นกัน มีทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อนุบาล แล้วถึง ม. ๖ จากตัวเลขก็คือโรงเรียน ที่จัดการศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิมแล้วเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น ป. ๑ ถึง ม. ๖ มีอยู่ ๔๑ โรงเรียน ดังนั้นถ้าเกิดว่าในวรรคสามถ้าไม่มีการแก้ไขแล้วคงไว้ก็จะเป็นปัญหาที่จะ ไปล็อกโรงเรียน แล้วก็ทําให้เกิดการไม่ยืดหยุ่น จริง ๆ เจตนารมณ์ของกรรมาธิการ แล้วพวกเราทุกคนก็คืออยากจะให้โรงเรียน สปช. เดิม อยู่ที่เขตประถมศึกษาใช่ไหมคะ แต่ว่าในอนาคตเนื่องจากการศึกษามีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็พัฒนาไปตามสถานการณ์ อนาคตไม่แน่ว่าโรงเรียนประถมศึกษาที่เขาพัฒนาไป กระทั่งเปิดมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วก็มัธยมศึกษาตอนปลายแล้วนี่เขาก็อาจจะจัด การศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ เขาก็อาจจะได้ไปอยู่เขตอื่นก็ได้ เราได้พูดกันมากถึง ในข้อความที่เพิ่มเติมว่าให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ เดิมทีก็ได้มี การอภิปรายกันว่าควรจะระบุไปเลยไหมคะว่าให้ยึดระดับการศึกษาเดิมเพื่อจะให้เกิด ความชัดเจนตามที่หลายท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ แต่คําว่า ระดับการศึกษาเดิม ก็ไม่สามารถ อธิบายได้ว่าเดิมมันเดิมตั้งแต่สมัยใดเพราะว่ากฎหมายก็เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย แล้วก็มีความเป็นพลวัตก็คือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าเราเขียนว่าระดับ การศึกษาเดิมก็จะมีผลในการตีความด้วย และมีคนเสนอให้ระบุว่าให้ยึดระดับการศึกษาหลัก เหมือนกับหลายท่านได้อภิปรายว่าถ้าโรงเรียนไหนมีประถมศึกษามากกว่า มีเด็กมากกว่า หรือเปิดชั้นเรียนมากกว่า ก็ให้ยึดอันนั้นเป็นหลัก แต่ว่าในข้อปฏิบัติก็คือถ้าหากได้เขียน ลงไปก็ไม่มีคําที่มีคํานิยามชัดเจนนะคะ ดังนั้นกรรมาธิการจึงเห็นว่าการเขียนแบบนี้ แล้วก็ เป็นเจตนารมณ์จริง ๆ ก็คงให้ยึดการศึกษาที่เป็นจริงของโรงเรียนนั้นเป็นหลัก แล้วการที่จะ กําหนดให้อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใดนั้นก็อยู่โดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งท่านคณะกรรมการคงจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมนะคะ
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเรื่องที่ท่านขจิตร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงว่า ทําไมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงได้มีตัวแทนของครูมัธยมศึกษาขึ้นมาเป็นกรรมาธิการ อย่างมาก ดิฉันก็กราบเรียนว่าก็คงจะเป็นที่รับทราบว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่แก้ไขนี้นอกจากจะมีร่างของคณะรัฐมนตรี ร่างของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ยังมีร่างของภาคประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งน่าจะเป็น ครูมัธยมศึกษา ๑๒,๖๐๒ คน ได้เสนอโดยท่านวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ดังนั้นสัดส่วน กรรมาธิการก็มาจากสัดส่วนตัวแทนของภาคประชาชนซึ่งมีอยู่ ๑๘ ท่าน ซึ่งที่มาของ กรรมาธิการภาคประชาชนนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงไม่ได้ไปก้าวล่วง เพราะว่า ท่านได้คัดเลือกกันเอง
นอกจากนั้นแล้วประเด็นที่อยากจะกราบเรียนในส่วนของที่ท่านท้วงติง เรื่องว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ อันนี้ทางที่ประชุมได้พิจารณาชัดเจนแล้วว่า เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยมีข้อ วินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ได้เป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน แล้วอย่างไรก็ตามยังมีร่างของ คณะรัฐมนตรีที่เสนอได้ และจากการที่ได้พิจารณามาตลอดก็ไม่ได้มีข้อความใดที่ไปได้ แก้ไขแล้วจะมีผลกระทบเรื่องของการเงินนะคะ ประเด็นนี้ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นข้อปัญหา
สุดท้ายดิฉันขอกราบเรียนว่าในส่วนที่หลายคนได้เสนอให้มีการล็อก ไปเลย ระบุไปเลยว่าจะต้องมีกี่เขตนะคะ ตรงนี้ในการเขียนกฎหมายคณะกรรมาธิการ เห็นว่าควรจะมีการยืดหยุ่นได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จํานวนประชากร แล้วก็สภาพความเหมาะสม ถ้าเราไปล็อกจํานวนไว้ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ ซึ่งในรายละเอียดดิฉันขออนุญาตท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญและท่านเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะได้ชี้แจงเพิ่มเติม ขอกราบเรียนในเบื้องต้นค่ะ
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนอื่นผมต้อง ขอขอบพระคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ ร่วมกันแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างกว้างขวาง และที่สําคัญที่สุด มีหลายท่านได้ให้ข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ในการที่จะนําไปบริหารการจัดการเขตพื้นที่ การศึกษาในอนาคตต่อไปด้วย ผมขออนุญาตกราบเรียนว่ามีประเด็นที่ผมจะขออนุญาต ตอบอยู่ ๓ ประเด็นเท่านั้นเองที่รวบรวมจากความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกที่ได้มี การซักถามคณะกรรมาธิการ
ประเด็นแรก ก็คือหลักการในการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งผมคิดว่า เกือบทุกท่านก็ได้พูดถึงเรื่องนี้ และแน่นอนที่สุดมีหลายท่านได้ตอกยํ้าว่าการแบ่งเขตพื้นที่ การศึกษาดังกล่าวนี้จะเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนอย่างไร จะเกิดประโยชน์ ต่อนักเรียนอย่างไร ผมกราบเรียนว่าเราร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๒ หลังจากที่เรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราต้องการจะปฏิรูปการศึกษา เพื่อให้การจัดการศึกษานั้นมีเอกภาพ เพื่อให้การจัดการศึกษานั้นนําไปสู่คุณภาพ ทางการศึกษาที่สูงขึ้น และแน่นอนที่สุดในช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็มีทั้งส่วนที่ ประสบความสําเร็จ และมีทั้งส่วนที่ไม่ประสบความสําเร็จ ส่วนที่ประสบความสําเร็จ เราก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่ารัฐบาลช่วงหลังต่อมาก็ให้ความสําคัญในการจัดการศึกษา หรือเรียกว่ายกระดับในเรื่องของการพัฒนาการศึกษาขึ้นมาเป็ นวาระแห่งชาติ เป็นระดับชาติขึ้นมา การบริหารจัดการในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ได้พัฒนาคุณภาพ ทางการศึกษาได้ก้าวหน้าขึ้นมาตามลําดับ และเรายังมีองค์กรที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ในระบบการศึกษาไทยคือองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชนที่เข้ามาดูแลในการทดสอบ คุณภาพทางการศึกษา วัดมาตรฐานและรับรองมาตรฐานทางการศึกษา เราได้มี การขยายโอกาสทางการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสูงขึ้น และเราก็ได้มีการจัด การศึกษาที่เรียกว่าเรียนฟรีขึ้นมาจาก ๙ ปี มาจนเป็ น ๑๒ ปี ปัจจุบันนี้รัฐบาลนี้ ก็กลายเป็น ๑๕ ปี แต่ภายใต้ในการบริหารจัดการดังกล่าวก็ยังมีอุปสรรคและปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า มีปัญหา
ประการที่ ๑ ที่หลายคนเป็ นห่วงตรงกันก็คือว่าถ้าหากว่าปล่อยให้ การบริหารจัดการในเขตพื้นที่การศึกษาที่รวมทั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาและโรงเรียน ประถมศึกษาเข้าด้วยกันนั้น อาจจะมีผลโดยตรงที่จะไปกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ของนักเรียน
ประการที่ ๒ ที่มีพูดกันมากก็คือว่าทางฝ่ำยของครูมัธยมศึกษาซึ่งมี วัฒนธรรมในการบริหารจัดการศึกษาแตกต่างจากครูประถมศึกษา ก็เห็นว่าในการบริหาร จัดการที่แยกส่วนกันแล้วร่วมมือกันแบบโรงเรียนพี่โรงเรียนน้องแบบเดิมโดยไม่ได้เข้ามา อยู่รวมกัน พอเข้ามาอยู่รวมกันก็มีการแข่งขันในเรื่องของการเลือกตั้งองค์คณะบุคคลต่าง ๆ พอมีการแข่งขันในการเลือกตั้งองค์คณะบุคคลต่าง ๆ ก็แน่นอนที่สุดครับ ถ้ายังไปยึดมั่น และยึดติดในส่วนของความเป็นมาของแต่ละส่วนก่อนที่เราจะรวมเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน อันนั้นถ้าจะพูดแล้วก็เป็นความบกพร่องในการบริหารจัดการที่ผ่านมา จึงทําให้ความรู้สึก เกิดขึ้นว่าไม่มีความเป็นธรรม
ประการที่ ๓ ก็คือในส่วนของการที่จะต้องดําเนินการในอนาคตนะครับ ผมมีความคิดเห็นส่วนตัวมาตั้งแต่เบื้องต้นว่าผมคิดว่าถ้าเราจะข้ามให้พ้นในการที่จะ พัฒนาคุณภาพทางการศึกษา เราต้องกระจายอํานาจทางการศึกษานี้ลงไปให้กับ สถานศึกษา เพราะฉะนั้นการแบ่งเขตพื้นที่มัธยมศึกษาในคราวนี้จึงอยู่บนหลักการ ที่สําคัญก็คือว่าเราจะทําอย่างไรให้โรงเรียนที่มีความพร้อมนั้นได้ไปสู่ความเป็นโรงเรียน ที่เป็นนิติบุคคล เป็นโรงเรียนที่มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ เป็นการแบ่งเขตมัธยมศึกษาเพื่อไปสร้างเขตพื้นที่ที่ซํ้าซ้อนหรือไปสร้างองค์ชายน้อยขึ้นมา เหมือนที่บางท่านบอกว่าปฏิรูปจาก ๑๔ องค์ชายมาเป็น ๕ แท่ง ในท้ายที่สุดก็กลับมาสู่ การที่จะนําไปสู่แท่งมัธยมศึกษา ผมคิดว่าถ้าคิดอย่างนั้นก็คิดสวนทางกลับไป แต่วันนี้ ผมคิดว่าภายใต้การเรียกร้องของเพื่อนครูจากมัธยมศึกษาก็ดี จากการพัฒนาการในการที่ เราได้ร่วมกันในการดําเนินการในการร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ดี ก็ทําให้ทุกคนมีความคิดเห็น ตรงกันว่าเราต้องการจะแบ่งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา นอกจากสนองตอบ โดยหลักการที่ผมพูดไปแล้วคือเรื่องคุณภาพ เรื่องวัฒนธรรม การบริหารจัดการ เรื่องการบริหารงานบุคคลแล้ว สิ่งที่สําคัญที่สุดเราต้องการที่จะเห็นโรงเรียนมัธยมศึกษานั้นได้มีโอกาสที่จะเป็นอิสระ ในการบริหารจัดการจนไปถึงขั้นที่โรงเรียนเป็นนิติบุคคลต่อไป นี่คือสิ่งที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นเช่นนี้หลักการในการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษานั้นได้ถูกกําหนดเอาไว้ โดยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยให้สภาการศึกษาแห่งชาติเป็นคนให้คําแนะนํา ในการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา โดยคํานึงถึงจํานวนโรงเรียน จํานวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่น ๆ ด้วย อย่างนี้ถามกลับไปว่าทําไมจึงไปให้สภาการศึกษาแห่งชาติ โดยให้รัฐมนตรีนั้นเป็นเพียงผู้ประกาศเท่านั้นเอง ประกาศโดยคําแนะนําของสภาการศึกษา แห่งชาติ ผมอยากนํากราบเรียนเพื่อนสมาชิกว่าความจริงเรามีความคิดตรงกันว่า การบริหารจัดการการศึกษานั้นแตกต่างจากการบริหารจัดการในรูปแบบอื่น การบริหาร จัดการศึกษานั้นเราบริหารจัดการโดยองค์คณะบุคคล ร่มใหญ่ที่สุดคือสภาการศึกษา แห่งชาติที่เป็นองค์กรที่จะต้องกําหนดนโยบาย กําหนดมาตรฐานในการที่จะบริหาร จัดการศึกษา กําหนดกรอบทิศทางในการบริหารจัดการศึกษา ในระดับการบริหาร เรามีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งในนั้นก็จะมี คณะกรรมการทั้งหมด ๕ แท่งในยุคปัจจุบันนี้ ในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐานเราก็มี คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผมคิดว่าหลักคิดตรงนี้เราต้องให้ความเข้าใจตรงกันก่อน ถ้าไม่เข้าใจตรงกันหลายคนก็บอกว่าทําไมไม่เขียนกฎหมายให้ชัดเจนไปเลยว่าต้องแบ่งเขต อย่างนั้นอย่างนี้ ผมคิดว่าถ้าเราไปเขียนอย่างนั้นเท่ากับว่าเราไม่ยอมรับกระบวนการที่เรา ได้เห็นชอบตั้งแต่เบื้องต้นตอนที่เราร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับนี้ว่าการศึกษา ต้องบริหารด้วยองค์คณะบุคคล ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนว่าหลักการแบ่งเขตพื้นที่ การศึกษาในมาตรา ๓๗ นั้นเราก็มีการเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ว่าให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนํา ของสภาการศึกษาแห่งชาติมีอํานาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากําหนดเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อบริหาร และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานแบ่งเป็นเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ตรงนี้ผมคิดว่าตรงกันนะครับ ทีนี้ในส่วนที่ ๒ ที่ผมคิดว่า เป็นข้อที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงกันมากก็คือว่าผลกระทบจากการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษา เช่น ท่านอรรถวิชช์ ท่านสุนัย ท่านจุมพฏ ท่านไพจิต ศรีวรขาน และหลายคน ที่ได้เสนอความคิด ที่ดีมากว่าจริง ๆ ที่เราต้องการจะแบ่งเขตพื้นที่การศึกษานั้นเพื่อต้องการที่จะให้มีการใช้ ทรัพยากรในส่วนของโรงเรียนที่มีความพร้อมในแต่ละฝ่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ว่า เรื่องบุคคล ไม่ว่าเรื่องงบประมาณ ไม่ว่าเรื่องเกี่ยวกับศึกษานิเทศก์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการบริหารจัดการในเรื่องการจัดการศึกษา เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่า การแบ่งเขตดังกล่าวนี้ก็หวังว่าในอนาคตนั้นต้องเกิดผลกระทบอย่างน้อย ๓ เรื่องครับ และผมได้เรียนไปกับตัวแทนของเพื่อนครูที่ได้เสนอร่างกฎหมายนี้มาด้วยว่าสิ่งที่ท้าทาย ที่สุดที่ทางเขตพื้นที่มัธยมศึกษาจะต้องตอบให้ได้ก็คือว่าคุณภาพทางการศึกษาจะต้อง สูงขึ้นนะครับ
ประการที่ ๒ ผลกระทบที่จะต้องเกิดขึ้นแน่นอนก็คือว่าการบริหารจัดการ องค์กรที่จะต้องสร้างวัฒนธรรมใหม่จากการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษานี้ออกไป วัฒนธรรม องค์กรของเขตพื้นที่มัธยมศึกษาไม่ใช่แยกออกไปแล้วก็ไปทะเลาะกันเองในเขตพื้นที่ มัธยมศึกษา ไม่ใช่แยกออกไปแล้วเพื่อที่จะขอให้ตัวเองเป็ นแท่งต่อไป ผมคิดว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ผมจะพูดไว้ในที่ประชุมนี้เพื่อให้เป็นเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าเราแบ่งเขตพื้นที่ มัธยมศึกษาเพื่อสนองตอบต่อวัฒนธรรมองค์กรของโรงเรียนมัธยมศึกษา และเพื่อที่จะนํา โรงเรียนมัธยมศึกษาไปสู่ความเป็นนิติบุคคล อันนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน
ประการที่ ๓ ผมคิดว่าการแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาที่กฎหมายเข้ามาในวันนี้ ก็จะมีส่วนสําคัญที่สุดในการที่เราจะให้การบริหารงานบุคคลของเขตมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ จะมีความคล่องตัวขึ้นมา เพราะในช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อเรียกร้องและเกิดขึ้นจริงก็คือว่า เมื่อองค์กรบริหารบุคคลเป็นองค์กรรวมระหว่างประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเวลามี การโยกย้ายข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารหรือเป็นครูก็ดี บางทีก็จะมีการโยกย้ายไป ในสถานศึกษาที่อยู่ต่างวัฒนธรรมกัน หรือโยกย้ายไม่ตรงกับความต้องการหรือความสามารถ ของคนที่จะไปเป็นผู้บริหารโรงเรียน อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้เกิดมีคุณภาพเพิ่มสูงขึ้น ในส่วนที่เป็นผลกระทบ
ผมคิดว่าเมื่อการแบ่งเขตดังกล่าวนี้อยู่ภายใต้กรอบที่ว่าไม่ได้มีการเพิ่ม งบประมาณ ไม่ได้มีการเพิ่มทรัพยากร เพียงแต่ว่าดําเนินการให้ มีความคล่องตัว ในการบริหารจัดการและยังอยู่ภายใต้แท่งสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เหมือนเดิม ผมคิดว่าหลักการนี้ที่ประชุมนี้ก็เห็นด้วยแล้ว วันนี้ก็เพียงแต่ว่ายํ้าหลักการนี้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจชัดเจน ส่วนประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่ได้มีการอภิปรายกันมากที่สุด ในประเด็นนี้คือประเด็นในเรื่องของการจัดประเภทสถานศึกษาอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษา อันนี้เข้าไปอยู่ในมาตรา ๓๗ วรรคสาม เนื่องจากว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีการแก้ไข ก็เป็นสิทธิของเพื่อนสมาชิกในสภานี้ที่จะได้แสดงความคิดเห็น แต่ประเด็นมันอยู่ตรงนี้ นิดเดียวที่อยากจะเรียนทําความเข้าใจ ประเด็นก็คือตรงกันกับทุกท่านที่อภิปรายว่า เมื่อเราแบ่งเขตพื้นที่มัธยมศึกษา เจตนารมณ์เดิมก็คือต้องการเอาโรงเรียนที่มาจาก มัธยมศึกษาเดิมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด ๒,๓๖๐ โรงเรียนอยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา โรงเรียน ที่มาจากเขตพื้นที่หรือโรงเรียนประถมศึกษาเดิมก็ให้อยู่ในเขตพื้นที่ประถมศึกษา นั่นเจตนารมณ์เดิม แต่ว่าคณะกรรมาธิการได้ไปดูพลวัต ได้ไปดูความเป็นจริงก็พบว่า ในขณะที่เรามีเขตพื้นที่มัธยมศึกษาเดิมอยู่ ๒,๓๖๐ โรงเรียน มีมัธยมศึกษาหลายแห่ง เดี๋ยวนี้นักเรียนน้อยเพราะเป็ นมัธยมศึกษาในระดับตําบล นักเรียนน้อยนะครับ เหลือ ๑๐๐ กว่าคน ๓๐๐ คนลงมาก็มีครับ ในขณะเดียวกันโรงเรียนประถมศึกษา ที่ขยายโอกาสทางการศึกษาประมาณอีก ๗,๐๙๗ โรงเรียนก็ได้มีการขยายตัวของจํานวน นักเรียนเพิ่มขึ้น มีการไปเปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ อีก ๗,๐๐๒ แห่ง มีการเปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ อีก ๙๕ แห่ง เราพบความเป็นจริง อย่างนี้ เมื่อพบความเป็นจริงอย่างนี้ถ้าเรายังเขียนไว้ตามร่างเดิมเราไม่สามารถที่จะ ดําเนินการในการที่จะเปลี่ยนแปลงโรงเรียนให้เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของฐานประชากร ของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจของพื้นที่นั้นที่เปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างให้เห็น ภาพพจน์ก็คือว่าในกรณีที่มีโรงเรียนบางโรงเรียนไปอยู่ในตําบลที่มีความเจริญเติบโต และเปิดขยายสอนจนถึงระดับมัธยมศึกษา เขาต้องการที่จะไปอยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา ถ้าเราไปเขียนไว้เลยว่าให้ตั้งแต่ ม. ๓ เท่านั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาขั้นพื้นฐาน เขาไม่สามารถที่จะยืดหยุ่นเพื่อที่จะให้มีการประกาศไปอยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษาได้เลย ถ้าจะประกาศก็ต้องมาแก้ไขกฎหมายในสภา ถ้ามาแก้ไขกฎหมายในสภาโดยเปลี่ยนโรงเรียน โรงเรียนเดียวนี้ ผมคิดว่าก็คงไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ท่านเห็นไหมครับกฎหมาย ลักษณะแบบนี้มีอยู่จริงเช่นพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินวิทยฐานะของเพื่อนข้าราชการครู ข้าราชการอื่นได้มีการปรับเพิ่มไป ๒ ครั้ง แต่ข้าราชการครูไม่สามารถจะปรับเพิ่มได้ เพราะบัญชีเงินเดือนของเราไปอยู่แนบท้ายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ผมเข้ามาก็เร่งรัดที่จะเสนอว่าจะหาทางออกอย่างไรให้มี การปรับเงินเดือนเพื่อนข้าราชครูให้เสมอภาคเท่ากับข้าราชการอื่นแต่ทําไม่ได้ ทําได้ อย่างเดียวคือต้องมาเสนอแก้ไขกฎหมาย เพราะฉะนั้นการเขียนตามวรรคสามก็คือ การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใดให้ยึดระดับการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ผมคิดว่าจะเป็นทางออกที่ยืดหยุ่นในอนาคต และที่สําคัญที่สุด ก็คือว่าต้องภายใต้ตามประกาศของรัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ซึ่งหลักการนี้ก็เป็นหลักการเดิมที่เป็นอํานาจขององค์คณะบุคคลอยู่แล้ว ทั้ง ๓ ประการนี้ผมอยากจะกราบเรียนเพื่อที่จะขอความร่วมมือจากเพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ในการที่จะได้ผ่านกฎหมายฉบับนี้เพื่อที่จะได้ดําเนินการในการประกาศใช้ต่อไปในอนาคต ขอขอบคุณครับ
มีกรรมาธิการท่านใดจะชี้แจงเพิ่มเติม ไม่มีนะครับ ไม่มีก็จะได้เปิดโอกาสให้ท่านสมาชิก ได้แสดงความคิดเห็นหรือซักถาม เชิญท่านอรรถวิชช์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องบอกว่าหลักการที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดมานั้นกระผมเองก็เห็นด้วยในหลักการ ทุกรูปแบบเลยครับ แต่ประเด็นนิดเดียวครับในเรื่องของมาตรา ๓๗ วรรคสาม ที่ผมได้ มีการให้ความเห็นเอาไว้ ปัญหามันคืออย่างนี้ครับท่านรัฐมนตรี สถานศึกษาบางแห่ง มีทั้งมัธยมศึกษาและมีทั้งประถมศึกษา มีทั้งคู่นะครับ ทีนี้ในนี้ท่านเขียนเพียงแต่ว่าให้ยึด ระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ซึ่งผมก็ได้อภิปรายในตอนต้นไปแล้วว่า เป็นเรื่องของการใช้ดุลยพินิจของท่าน ซึ่งต้องเรียนนะครับ คนไม่ได้เป็นรัฐมนตรี คนไม่ได้ เป็นแบบท่านทุกคนครับ ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการชื่อชินวรณ์ บุณยเกียรติ ไปโดยตลอดคงจะดี แต่ปัญหาคือไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้นอํานาจในการใช้ดุลยพินิจ ของท่านรัฐมนตรีเองโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะมีอยู่ เกินขอบเขตนะครับ ผมยกตัวอย่าง ถ้าโรงเรียน ก ได้ ทําไมโรงเรียน ข จะไม่ได้ อีกหน่อย จะเป็นบรรทัดฐานซึ่งจะนําไปสู่การวิ่งเต้นกันอีกมากมายเลยครับ แต่ผมมีทางออกครับ ที่ขึ้นมาพูดรอบสองผมอยากจะได้คํายืนยันจากท่านรัฐมนตรีครับว่าสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีพูด เมื่อสักครู่นี้ผ่านประธานไปก็คือว่าตรงนั้นท่านทําเป็ นหลักเกณฑ์ได้ไหมครับ เช่นท่านรัฐมนตรีออกประกาศกระทรวงของท่านโดยคําแนะนําของคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ชี้ให้เห็นเป็นกฎเกณฑ์ครับว่าถ้าเข้ากฎเกณฑ์อย่างนี้แล้วโรงเรียนประเภทนี้ จะเข้าไปอยู่ในหมวดไหน แบบนี้ผมว่าเป็นการสร้างนิติรัฐ เป็นการสร้างกฎหมาย ที่เป็นตัวหลักได้ครับ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการร้องขอทีละโรงเรียนไป แล้วเป็นดุลยพินิจ ของรัฐมนตรี แบบนี้ผมคิดว่ามีปัญหาครับ เพราะฉะนั้นก็เสนอทางออก อยากเห็น ท่านรัฐมนตรีลองใช้ดุลยพินิจของท่านอีกสักครั้งว่าถ้าท่านสามารถที่จะออกกฎเกณฑ์ ในระดับประกาศกระทรวงได้ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ
เชิญนายแพทย์ชลน่านครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมฟังคําชี้แจงของกรรมาธิการ ก็มีความจําเป็นที่จะต้อง กราบเรียนสอบถามเพิ่มเติม ประเด็นสําคัญเรื่องการกําหนดหลักเกณฑ์ก็เหมือน เพื่อนสมาชิกพูดควรจะต้องให้ชัดเจน มีคําชี้แจงว่าจะเขียนระดับการศึกษาเดิม ท่านก็เกรงว่ามีพลวัตของการศึกษาเกิดขึ้น ผมเองก็ไม่เข้าใจครับ คําว่าพลวัตคืออะไร แต่คําชี้แจงของท่านรัฐมนตรีเองบ่งชัดว่าจะยึดแนวนั้นเป็นแนวในการจะกําหนด สถานศึกษานั้นว่าจะเข้าสู่เขตพื้นที่การศึกษาใด นั่นคือคําชี้แจงของท่านนะครับ ถ้าปรับเปลี่ยนให้ชัดเจนได้ผมคิดว่าสมาชิกคงจะคลายกังวล เพราะเป็นการให้อํานาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติให้กับฝ่ายบริหารไป ก็ต้องมีหลักประกันนะครับ เรื่องที่ ๒ ที่เป็นเรื่องใหญ่ จริง ๆ แล้วผมเองตอนลุกขึ้นอภิปรายครั้งแรกไม่ได้สอบถามเรื่องนี้ เผอิญผู้ที่ได้อภิปราย ในวาระรับหลักการ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน คือท่านนายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดชัยภูมิ ท่านได้อภิปรายและได้สอบถามความเห็น เอาไว้ และสภาแห่งนี้ก็มีข้อสรุปในมุมที่ค่อนข้างที่จะมอบให้กรรมาธิการไปพิจารณาด้วย นั่นคือมีข้อสงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๓ ฉบับจะเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ สักครู่นะครับ ท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านผ่องศรีได้ตอบกับสภา แห่งนี้ว่าคณะกรรมาธิการได้พิจารณาแล้วว่าไม่เป็นเรื่องเกี่ยวด้วยการเงิน ผมเองต้อง กราบเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานคณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการ อํานาจในการวินิจฉัยของคณะกรรมาธิการ โดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ดี โดยข้อบังคับก็ดี คณะกรรมาธิการไม่มีอํานาจจะไปวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่เกี่ยวด้วยการเงิน ในกรณีมีข้อสงสัยนะครับ เพราะฉะนั้นคําตอบของท่านเองผมเชื่อว่าจะทําให้สภาแห่งนี้สับสน แล้วก็อาจจะมีกระบวนการที่จะมีการตรวจสอบกฎหมายฉบับนี้ ถึงสภาผู้แทนราษฎร ไม่ตรวจสอบ เชื่อว่าวุฒิสภาตรวจสอบแน่นอน ท่านประธานครับ ความเกี่ยวเนื่องกับ การจัดตั้งองค์กรซึ่งผมได้อภิปรายไปในวาระแรก คุณหมอประสิทธิ์ได้อภิปรายวาระแรก เลยครับว่าเพียงแต่ท่านประธานเองวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินก็ส่งให้ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีรับรองก็จบไปแค่นั้น หรือแม้แต่ว่าท่านไม่ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ วรรคสอง ท่านไม่ใช้เลย เพราะสงสัยเลยไม่ดําเนินการเข้าสู่กระบวนการการพิจารณา ท่านไปปรับเปลี่ยนแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องของในวรรคสามก็พอจะอนุโลมได้ว่า เมื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขแล้วทําให้อํานาจของฝ่ายบริหารมีมากขึ้นในการที่จะไปจัดตั้งองค์กร การนําองค์กรเข้าสู่องค์กรก็น่าจะแปลความว่าเกี่ยวด้วยการเงิน แทนที่จะเข้าสู่ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๖ ท่านประธานครับ ข้อ ๑๒๖ เขียนไว้ชัดเจนครับ ถ้าตรวจพบว่าเกี่ยวด้วยการเงิน ท่านประธานต้องระงับการลงมติไว้ก่อน แล้วเข้าสู่กระบวนการ แล้วกลับมารับรอง ผมเชื่อว่า ตรงนั้นน่าจะทําให้กฎหมายนี่มันสมบูรณ์ กรณีถ้าถูกร้องคัดค้านว่ากฎหมายฉบับนี้ตราขึ้นไม่ชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้วนี่ ช้าครับ ไม่ได้เร็วเลยนะครับท่านประธานครับ โดยเฉพาะถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไป ถ้ามีสมาชิกหรือใครที่เขามีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ เขายื่นตีความผมคิดว่ายิ่งช้าใหญ่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ถ้าจะ มีโอกาสแก้ไขได้ผมคิดว่าน่าจะแก้ไข วินิจฉัยเถอะครับว่าเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน หรือไม่ ผมอภิปรายไว้ในวาระแรกว่าอย่างนี้ ท่านก็ชี้แจงว่าไม่ได้ใช้งบประมาณเพิ่มเติมเลย ไม่เกี่ยวด้วยการเงิน เนื่องจากว่าผ่านขั้นตอนของ สพฐ. สพฐ. เป็นผู้ของบประมาณลงมา แล้วก็กระจายลงไปเหมือนเดิมไม่ได้เพิ่มงบประมาณเลยไม่เกี่ยวด้วยการเงิน แล้วเจียดเงิน ที่มีอยู่เดิมไปแบ่งให้หน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่คือสํานักงาน อาจจะไม่เรียกสํานักงาน ก็คือเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ท่านประธานครับ ถ้าไปดูกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องก็คือ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านก็เขียนรองรับเรื่องของ อ.ก.ค.ศ. คืออนุกรรมการที่ดูแลเรื่องของเขตพื้นที่การศึกษา ที่เป็น อ.ก.ค.ศ. เขตมัธยมศึกษาขึ้นมา ท่านต้องไปเลือกตั้งกันใหม่ ไปว่ากันใหม่ทั้งหมด แล้วก็เป็นองค์กรขึ้นมาใหม่ ถามว่าคนกลุ่มนี้มีความผูกพันที่ใช้งบประมาณกับรัฐหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าการดําเนินการใดมีผลที่ผูกพันกับทรัพย์สินของรัฐ หรืองบประมาณของรัฐ มีการจัดสรร มีการรับ การรักษา การจ่ายเงินของแผ่นดิน ก็ตีเข้า มาตรา ๑๔๓ เท่านั้นละครับ ผมเองกราบเรียนท่านประธานด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อท่าน จะมีองค์กรมารองรับ ผมใช้คําว่าบอนไซ (Bonsai) ท่านไปบอนไซไม่ให้เขาโตเลยนี่เขาจะ พัฒนาได้อย่างไร รับไปแล้วกฎหมายฉบับนี้ออก ผมเชื่อถ้ามีสภาชุดนี้อยู่หรือสภาชุดต่อไป เข้ามากลับมาแก้แน่นอน โดยเฉพาะระเบียบบริหารการศึกษา ระเบียบบริหารราชการการศึกษา เพราะองค์กรรองรับนี่ตําแหน่งที่รองรับคืออะไรครับ ขณะนี้ผู้อํานวยการเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเบอร์หนึ่งอยู่ที่เขตพื้นที่การศึกษา ถ้ามีเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขึ้นมานี่ ตําแหน่งคืออะไรครับ จะแยก ๒ ตําแหน่งไหม หรือตําแหน่งเดิม คุมทั้ง ๒ อันไม่เขียนรายละเอียดไว้อย่างนี้ ผมได้กราบเรียนท่านประธาน ผมเป็นห่วงนะครับ ไม่ได้ไปจะทําให้กรรมาธิการไขว้เขวหรืออะไร แต่ผมอยากให้พิจารณาโดยเฉพาะอํานาจหน้าที่ ในการวินิจฉัยว่าเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ เป็นอํานาจของท่านประธานและประธาน คณะกรรมาธิการ ๓๕ คณะนะครับ ท่านก็ไม่ทําตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ (๒) ก็ไม่ทํา มาตรา ๑๔๔ ท่านก็ไม่ทํา ข้อบังคับ ข้อ ๑๒๖ ก็ไม่ทํา ถ้ามีคนทักท้วงมาผมคิดว่าจะทําให้ กฎหมายเหล่านี้มีปัญหา ฝากท่านประธานช่วยพิจารณา ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิเชียรแล้วต่อด้วยท่านปวีณ
ท่านประธานที่เคารพ ผม วิเชียร ขาวขํา พรรคเพื่อไทย จังหวัดอุดรธานี ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า เราลืมคํานิยามของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไป คําว่า เขตการศึกษาประถมศึกษา กับ เขตการศึกษา มัธยมศึกษา จริง ๆ ถ้าเราไม่ลืมคํานิยามคํานี้มันจะแยกออกจากกันง่าย แต่ว่าเราก็เห็นใจ ว่าหลังจากที่มีการรวมมัธยมศึกษาและประถมศึกษาเป็นเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกันนั้น การพัฒนาหรือวิวัฒนาการของโรงเรียนบางโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษา อยู่ก่อนนั้นก็มีการแบ่งการศึกษาถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แล้วก็มี และมีโรงเรียนที่จัด เพราะฉะนั้นผมเดาใจของทางสมาคมครูมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย โดยท่านนายก สมาคม ท่านอุปนายกก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วย ท่านคงจะคํานึงถึงความรู้สึกและความเปลี่ยนแปลง ของโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาอยู่ก่อน แล้วมาจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา เพิ่มขึ้น ท่านเป็นห่วงตรงนี้เท่านั้นเอง ถ้าไม่เป็นห่วงตรงนี้คํานิยามบอกอยู่แล้วว่า เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา บอกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นมันก็เป็นความหมายที่แยกเฉพาะตัวออกไปได้แล้วว่าเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาจะต้องเป็นโรงเรียนที่จัดการศึกษามัธยมศึกษา มีคนเขาถามต่อไปว่า แล้วโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาด้วยนั้นจะอยู่เขตไหน มันก็บอกอยู่แล้วว่าโรงเรียนที่จัดการศึกษาระดับประถมศึกษาก็ต้องอยู่ในประถมศึกษา โรงเรียนนะครับ ไม่ใช่ช่วงชั้น คําว่า โรงเรียน นะครับ โรงเรียนที่จัดการศึกษาตั้งแต่ ประถมศึกษาหรือก่อนประถมศึกษาขึ้นไป จะถึงช่วงชั้นที่เท่าไร ม. ไหนก็ตาม โรงเรียน เหล่านี้จะต้องอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ความหมายง่าย ๆ เลยก็คือว่า เดิมทีเดียว แต่ในคณะกรรมาธิการไม่อยากเขียนคําว่า เดิม นี่ไม่อยากเขียน เดิมทีเดียว ก็คือว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาคือโรงเรียนที่จัดการศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไปถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๖ นี่คือโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม วันนี้วัฒนธรรมองค์กร ของมัธยมศึกษาต้องการกลับมาอยู่เฉพาะมัธยมศึกษา ซึ่งผู้บริหารและบุคลากรมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการจัดการศึกษาเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนที่มีคนที่เคยชํานาญ เรื่องการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา เพราะฉะนั้นปัญหาที่คณะกรรมาธิการเขียน วันนี้มันไม่เกี่ยวกับตัวอื่นเลย มันเกี่ยวกับตัวที่ว่าโรงเรียนที่จัดการศึกษามัธยมศึกษา ม. ๑ ขึ้นไปอยู่เดิมนี่ เดี๋ยวนี้กลับมาจัดการศึกษาประถมศึกษาเริ่มขึ้นจะทําอย่างไร ถ้ากฎหมาย ฉบับนี้ออกไปเขียนชัด ๆ ว่าเขตมัธยมศึกษาคือโรงเรียนหรือสถานศึกษาที่จัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไปจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ มันก็จะมีปัญหากับโรงเรียน มัธยมศึกษาเดิมที่มาจัดการศึกษาประถมศึกษาเพิ่มขึ้นเท่านั้น ปัญหามีตัวเดียวเท่านี้ แต่ความหมายคําว่า สถานศึกษาใดที่จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย เดี๋ยวนี้มีก็ให้อยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาของประถมศึกษาต่อไป และโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมที่จัดการศึกษา ประถมศึกษาด้วยจะทําอย่างไร เราก็เอาประถมศึกษาที่จัดการศึกษาโอนไปให้โรงเรียน ใกล้กันหรืออยู่บ้านเดียวกันในนั้นจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา ก็ให้หมายความว่าสถานศึกษาที่จัดการศึกษาตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ ๑ ขึ้นไปแต่ไม่เกิน มัธยมศึกษาปีที่ ๖ เท่านั้น เมื่อท่านเขียนอย่างที่คณะกรรมาธิการเขียนมานี่ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนี่ ผมว่าเมื่อเราสามารถเขียน กฎหมายให้ชัดเจนลงได้อย่าโยนอํานาจเข้าไปอยู่ในสภาการศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการ หรือจะเป็นอํานาจของรัฐมนตรีก็ตาม เมื่อเราเขียนได้ง่าย ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น ผมอยากฝากว่าผมเข้าใจท่านนายกสมาคมที่ท่านนั่งอยู่ตรงนี้ท่านคิดเหมือนที่ผมพูด นี่แหละเพราะเคยคุยกัน ท่านอุปนายก ท่าน ผอ. วัชรินทร์ที่นั่งอยู่ข้างล่างใส่แว่นตา คิดเหมือนกันนะครับ แต่เวลาเข้าอยู่ในคณะกรรมาธิการ ๒ ท่านนี้ และ ๓-๔ ท่าน แม้กระทั่งท่านเลขาธิการด้วย ไม่ค่อยอยากโต้แย้งอะไร ถ่อมเนื้อถ่อมตัวกลัวฝ่ายการเมือง ผมว่าพูดความจริงให้สภาได้เห็นว่าที่พวกท่านดิ้นรนต่อสู้มาเพื่อแยกเขตมัธยมศึกษา ออกมานี่พวกท่านต้องการอะไร อย่างไร วัฒนธรรมองค์กรของท่านเป็นอย่างไรบ้าง พูดความจริงแล้วสภาแห่งนี้ก็จะดูว่าความเห็นของพวกท่านนี่มันสอดคล้องกับกฎหมาย ฉบับนี้หรือไม่ ขอบคุณครับ
เชิญท่านปวีณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปวีณ แซ่จึง ที่ผมเรียนตั้งแต่เบื้องต้นตอนที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้กรุณาชี้แจง ผมได้ขอเรียน ท่านว่าเพียงแต่วรรคสามนี่ข้อความที่ผมขอให้ท่านเติมลงไปก็คือให้ยึดระดับการศึกษาเดิม ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ท่านก็กลัวว่าจะเกิดปัญหาในการพิจารณา ที่ท่านเขียนนี้ ท่านไม่ได้กําหนดลงไปตายตัวว่าโดยให้ยึดระดับการศึกษาเดิมเท่านั้น ท่านใช้คําว่า เป็นสําคัญ แล้วยังมีข้อความต่อไปอีกว่า ทั้งนี้ ต้องตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด โดยคําแนะนํา ถ้าท่านเห็นว่าควรจะเพิ่มเติมโรงเรียนใดนอกจากโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิม ท่านก็สามารถพิจารณาเพิ่มเติมได้โดยเป็นประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ทําไมจะ ประกาศไม่ได้ ตอนที่จะถ่ายโอนโรงเรียนต่าง ๆ ให้กับ อปท. หรือท้องถิ่นนั้น ทําไมท่าน ทําได้ ให้คณะกรรมการสถานศึกษา ให้คณะครูเขาพิจารณาของเขาเองว่าเขาจะไป หรือเขาจะอยู่ ในกรณีที่เขาจัดการศึกษาตั้งแต่ ป. ๑ หรือระดับอนุบาลขึ้นไปจนถึง มัธยมศึกษาปีที่ ๖ ถ้าเขาอยากจะไปก็ประกาศออกมาสิครับ โรงเรียนใดที่เขาอยากจะไป ให้เขาได้มีการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนแห่งนั้น สถานศึกษาแห่งนั้นร่วมกับคณะครู ทางออกท่านเขียนไว้ชัดเจนแต่ท่านไม่ได้พิจารณา ข้อความที่ท่านเขียน ท่านไปติดตรงไหน ผมอยากจะถามว่าท่านติดตรงไหนครับท่านประธาน มันเปิดกว้างอยู่แล้ว ทั้งนี้ ต้องตามประกาศนะครับ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด ท่านก็ กําหนดเพิ่มเติมในรายละเอียดได้ แต่จะต้องเอาโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมทั้งหมดไปตั้งก่อน ให้เขาไปก่อน เพราะเจตนารมณ์ของผู้ยื่นนี่ยื่นตรงนี้ ส่วนที่บอกว่ากฎหมายนี้จะเกี่ยวด้วย การเงินหรือไม่ ท่านดูครับว่าใครเป็นคนเสนอบ้าง คณะรัฐมนตรีเสนออยู่แล้ว ผมว่าเรื่องนี้ ลองพิจารณาดูดี ๆ ครับ อย่าให้ที่ประชุมแห่งนี้ต้องเสียเวลา คณะรัฐมนตรีคือใคร จริงอยู่ ผมเป็นฝ่ายค้าน แต่เราต้องพูดกันตรง ๆ รัฐบาลเสนออยู่แล้ว ไม่เป็นประเด็นครับ ประเด็นนี้ ผมมีความเห็นว่าไม่เป็นประเด็น ประเด็นอยู่ที่ว่าร่างกฎหมายออกไปแล้วผลของ การบังคับใช้สามารถเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เรายื่นแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แล้วประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นมันบังเกิดและเกิดขึ้นต่อใครบ้าง เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง หรือไม่ ประชาชนที่จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงหรือไม่ ประเด็น อยู่แค่นี้ครับ แล้วผมยังเห็นว่าควรจะเพิ่มคําว่า เดิม เท่านั้นเข้าไปแล้วทุกอย่างก็เหมือนเดิม แล้วข้อความที่ท่านตัดออกไปก็คือมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ถูกต้องแล้ว ท่านตัดออก เพราะมัน จะไปผูกมัดกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในขณะนี้จะไม่ตรงกับเจตนารมณ์ที่ผู้ที่ยื่น กฎหมายฉบับนี้เข้ามาครับ
ท่านสมาชิกครับ เดี๋ยวผมจะเปิดโอกาสให้อีกสัก ๒-๓ ท่าน เราก็อภิปรายกันกว้างขวาง ประเด็นก็เริ่มวนแล้ว จะให้ท่านกรรมาธิการท่านได้ชี้แจงอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ให้ท่านถ้าจะ ยืนยันตามร่างกรรมาธิการ เดี๋ยวเราก็จะได้ใช้เสียงของสภาเป็นผู้ตัดสิน ความเห็นอาจจะ แตกต่างก็ต้องอาศัยเสียงข้างมาก เชิญท่านชัยวัฒน์ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ก็ขออนุญาต กราบเรียน แต่ขณะนี้ก็ขอทําหน้าที่ใน ๒ ส่วนก็คือในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคเพื่อไทยด้วย ขออนุญาตกราบเรียนเมื่อเช้านี้ผมได้มีโอกาสในการชี้แจงว่า ทําไมถึงแปรญัตติเช่นนั้น ในความคิดความเห็นเป็นอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอุปสรรค แต่ผมเองก็ฟังท่านรัฐมนตรีท่านตอบ ท่านก็บอกว่าเพื่อที่จะได้ไปเป็นข้อในการที่จะไป พิจารณาดําเนินการ ท่านก็บอกว่าเป็ นเรื่องที่จะไปพิจารณาดําเนินการในเรื่อง ของการที่จะไปกําหนดเขตพื้นที่ แล้วก็พูดต่อบอกว่าเพื่อไม่ให้มีปัญหาอุปสรรค ผมไม่แน่ใจว่าท่านคิดว่า ๒๐๐ เขตที่ผมขออนุญาตกราบเรียน เขตการศึกษาประถมศึกษา เพิ่มเป็น ๒๐๐ เขต ตัวเลขกลม ๆ จาก ๑๘๐ เขตเศษมาเป็น ๒๐๐ เขต แล้วก็จาก ๓๐ กว่าเขต ๓๔ เขตในข้อกําหนดในใจหรือที่เรารู้กันโดยทั่วไปเป็น ๗๖ เขต ท่านรับปาก ได้ไหมว่าจะเป็นอย่างนี้ มัธยมศึกษา ๗๖ เขตได้ไหม ถ้ามัธยมศึกษา ๗๖ เขตไม่ได้ ในอนาคตมันก็ต้องเป็น ๗๖ เขตแน่ วันนี้เรารู้แล้วมันต้องเป็น ๗๖ เขต ทําไมไม่ทํา ๗๖ เขตเลย ผมอยากกราบเรียนว่ามันต้อง ๗๖ เขตแน่นอน ข้อสําคัญก็คือหลักประกัน อีกเรื่องหนึ่งก็คือทําไมผมถึงต้องแปรญัตติ เมื่อเช้านี้ก็บอกแล้วที่ต้องเป็น ๒๐๐ เขต เพราะว่าข้อสําคัญเพิ่มเติมก็คือแสดงให้เห็นว่าเรานี่ไม่ได้ลบจํานวน ไม่ใช่ว่าพอมาสร้าง เขตมัธยมศึกษาการศึกษาเพิ่มขึ้นแล้วก็ไปลดเขตประถมศึกษาการศึกษาเขาลดลง ๑๘๓ เขตเหลือสัก ๑๕๐ เขต อย่างนี้เดี๋ยวก็ตีกันตาย ๑๕๐ เขต ไปเหลือ ๑๒๐ เขตอย่างนี้ ผมบอกได้เลยว่าตีกันตาย ไม่ลด แล้วหลักประกันในที่นี้สภาเป็นผู้กําหนดไปเลยเพื่อไม่ให้ มีปัญหา สภาก็รู้อยู่แล้ว กรรมาธิการรู้อยู่แล้วว่าถ้าไม่ไปทําตามแบบนี้ถ้าเกิดมีใครไปคิด ลดจํานวนขึ้นมาด้วยเหตุใดก็ตามแต่ ปัญหามันก็จะเกิดระหว่างมัธยมศึกษากับประถมศึกษา ซึ่งมัธยมศึกษากับประถมศึกษาก็เป็นข้าราชการครูด้วยกัน ผู้บริหารด้วยกัน ต้องทํางาน ร่วมกัน โดยเฉพาะอยู่ในเขตพื้นที่ด้วย แต่เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ความขุ่นข้องหมองใจ ไม่ดีต่อกันนั้นจะแก้ไขด้วยอะไร แม้ไม่ลดก็ตามแต่ ในอนาคตท่านก็ต้องลด ท่านยืนยันไหม ท่านรัฐมนตรีว่าไม่ลด ๑๘๓ เขตประถมศึกษา ท่านยืนยันไหมว่าไม่ลด ท่านยืนยันได้ ก็แค่ไม่กี่ปี ในอนาคตมันก็จะเหลือ ๑๕๐ เขต ในอนาคตมันอาจจะเหลือ ๑๒๐ เขตขึ้นมา แล้วท่านจะทําอย่างไร วันนั้นถามว่าครูมัธยมศึกษากับครูประถมศึกษาไม่ตีกันหรือ มันไม่ใช่ แก้ไขปัญหาบ้านเมือง แก้ไขเชิงบริหารต้องแก้ไขให้หมดนํ้า ไม่ให้เหลือแม้แต่สิ่งเดียวที่จะ เกิดขึ้น นั่นคือยืนยันเจตนารมณ์ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนท่านรัฐมนตรี ที่ผมยืนยันว่า ๒๐๐ เขต เพราะเป็นหลักประกันว่าเราไม่ได้มีข้ออคติต่อการบริหารของ เขตการศึกษาประถมศึกษาเลย ไม่มีเลยแม้แต่น้อย แต่เห็นว่าการเรียกร้องของฝ่ายบริหาร มัธยมศึกษาเขาก็อยากจะทําเพื่อเป็นอิสระ เราก็อยากจะเห็นด้วย แล้วก็ช่วยสนับสนุน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศมันอาจจะเปลืองงบประมาณไปบ้าง แต่ทุกคนต้องร่วมกันในการทํา คุณภาพการศึกษาให้ลูกหลานมันดียิ่งขึ้น แม้เม็ดเงินจะต้องจ่ายไปอีกสัก ๑๐๐ ล้านบาท ๒๐๐ ล้านบาท ๕๐๐ ล้านบาท เราจ่ายไปปีหนึ่งตั้งเกือบแสนล้านบาท เราทําไมถึงจ่ายได้ นับประสาอะไรกับแค่ ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทแล้วทําให้การศึกษาลูกหลานมันดีขึ้นอีกเป็นกอง นี่ทําไมไม่ทํากัน เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ เหนียวหรือตืดนี่ ไม่เข้าเรื่องครับท่านประธาน อย่าไปเหนียวเลยครับ อีกเล็กน้อยครับ อย่าไปเหนียวเลย ให้ไปเถอะ ใช้ผิดพลาดมันเยอะแยะ ผมก็พูดแล้วบอกว่าแก้ปัญหาเรื่องข้าวอย่าทําอย่างนั้น อย่าไปใช้ระบบการประกันรายได้ที่ทําอยู่ ถ้าทําแล้วมันจะเสียหายนับเป็นหมื่นล้านบาท วันนี้เป็นอย่างไร ต้องชดเชยให้พี่น้องประชาชนเท่าไร ๒,๗๙๐ บาท ไม่ใช่นะครับ ตัวเลข ยังไม่นิ่งนะครับ ต้องเพิ่มกว่านี้อีก ผมบอกได้เลยท่านเตรียมไว้เลยเงินไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ที่จะต้องใช้ให้พี่น้องประชาชน รัฐบาลท่านจะทําอย่างไร ปีหนึ่ง ใช้ตั้งหลายล้าน ๆ บาท ท่านจะเอาสตางค์ที่ไหน มันไม่มีสตางค์ ท่านบริหารไม่ได้หรอก ถ้าท่านบริหารแบบนี้บอกได้เลยว่าประเทศไปไม่รอด ปัญหามันไปไม่รอด อย่าคิดว่า ๒,๗๙๐ บาทแล้วมันนิ่ง แล้วชาวบ้านเขาไม่เดือดร้อน
เอาประเด็นเขตพื้นที่การศึกษาเลย
เพราะฉะนั้นผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธาน ที่ชี้ให้เห็นเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งว่ารัฐบาลเวลาแก้ปัญหาไม่ดูปัญหา ให้รอบด้าน ไม่ดูผลกระทบทําให้สะเด็ดนํ้าและท้ายที่สุดปัญหามันก็ตามกลับมาอยู่ที่เดิม ท่านแก้ปัญหาเหมือนไม่ได้แก้ปัญหา ท่านบริหารเหมือนไม่ได้บริหาร เพราะฉะนั้นตรงนี้ ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่ารัฐบาลจะมีผลงานได้อย่างไร ประชาชนจะมีคุณภาพ มีวิถีชีวิตที่ดีอย่างไร เศรษฐกิจมันจะดีได้อย่างไร ทุกอย่างมันแก้ปัญหาเสร็จมันต้องนิ่ง ถ้าปัญหาแก้แล้วยังไม่เสร็จ ยังไม่นิ่ง ยังมองเห็นปัญหาไม่เกิด ยังไม่รู้ว่าปัญหา มันจะเกิดอะไร เอาไปแค่นี้ ๆ มันไม่ใช่ต่อรองซื้อสินค้านะ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ ความรู้สึก ของคนไม่ใช่ต่อรองสินค้า เมื่อมันเสียไปแล้วการจะกลับคืนมามันไม่ใช่ใช้เม็ดเงิน แต่มันต้องใช้เวลา แล้วใช้เวลามันต้องใช้เวลาที่บางครั้งไม่ใช่เฉพาะรุ่นเรา ต้องรุ่นลูก รุ่นหลานนะ อยากจะให้เป็นอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นไม่ได้ ผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธาน อย่างไรผมก็โต้แย้ง ข้อที่ ๑ เป็นหลักประกันให้กับผู้บริหารโรงเรียน ประถมศึกษาว่าไม่ลดจํานวนแน่นอนของเขตการศึกษา ๒๐๐ เขตให้ด้วย นั่นคือนอกจาก ไม่ใช่คงสภาพเดิมยังเพิ่มให้อีก ท่านไปดูสิปรับปรุงเขตอย่างไร เพิ่มเลยที่มีปัญหา ที่จะทํา ให้การศึกษาลูกหลานมันไปถึงให้มันไปได้ดี ถ้าเป็นผมนะท่านประธาน บนดอยนะ ท่านรัฐมนตรี บนดอยนั้นเอาเขตการศึกษาไปอยู่สักเขตหนึ่งได้ไหม โรงเรียนมันอาจจะมี ไม่ถึง ๑๐ โรงเรียน ๒๐ โรงเรียนก็ได้ ๕๐ โรงเรียนไม่ถึงก็ได้ ไปทําการศึกษาตรงนั้น ให้มันดีเลยได้ไหม ทําให้มันเนี๊ยบเลยได้ไหม ให้ลูกหลานเรียนหนังสือแล้วมันเก่งเลย ได้ไหม ทําได้ไหม ได้ ถามว่าแล้วทําไมไม่ทํา โอกาสให้เขาสิครับ เอาผู้บริหารไป เอาทุกอย่างเข้าไป เอาเครื่องไม้เครื่องมือไปสิครับรับรองทําได้แต่เราไม่ทํา ปล่อย ถ้าปล่อยลูกหลานก็จะเป็นอย่างนี้ พี่น้องประชาชนก็เป็นอย่างนี้ ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานจะเตือน ขออนุญาตครับ ส่วนของมัธยมศึกษา ๗๖ เขตครับที่มองเห็นเป็นตัวเลข ไม่ใช่ว่าผมจะมานั่งเทียนนั่งเมฆบอกว่า ๗๖ เขต เราแบ่งเขตการบริหารประเทศเราเป็นจังหวัดแล้ว เมื่อเราใช้จังหวัดเป็นรูปการบริหาร ประเทศแล้วเราต้องยึดถือ เรายังไม่ยึดถือระบบรูปของจังหวัดการบริหารประเทศ แล้วเราจะยึดถืออะไร เพราะฉะนั้นรูปแบบการบริหารประเทศเราไม่มีรูปแบบ ไร้ร่องรอย ของการบริหารที่จะยึดหลักเป็ นวิถีในการที่จะคิดทําอะไร เรื่องใด มันไม่มีครับ เพราะเรื่องใดใครจะคิดทําเรื่องอะไรก็ต้องมานั่งคิดอีกทีหนึ่งว่าแล้วเรื่องนี้จะเอาอย่างไร เพราะมันไม่มีฐานข้อมูลของแนวทางการปฏิบัติแม้แต่เรื่องเดียว นี่คือประเทศเรา เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าอยากจะให้เป็นวิถีที่แท้จริง เป็นแนวที่แท้จริง หลักที่แท้จริงในการทํางาน ขออนุญาตกราบเรียนครับ อย่างไรก็ยืนยันครับ ๒๐๐ เขตประถมศึกษา ๗๖ เขตมัธยมศึกษาครับ ขอบคุณครับ
เอาทางนี้บ้างนะครับ เชิญท่านทวีวัฒน์แล้วก็ต่อด้วยท่านวิทยา ทรงคํา เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคภูมิใจไทย จังหวัดสกลนครครับ ผมอภิปราย ในวาระที่สองนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว ผมอยากยืนยันกับเพื่อนสมาชิกว่าตอนนี้เป็นการอภิปราย วาระที่สองครับ วาระที่สองที่มีคณะกรรมาธิการที่แก้ไขนั้นผมก็ให้ความเห็นใจ และให้ความเห็นด้วย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ผมก็เห็นด้วยกับที่คณะกรรมาธิการแก้ไข โดยเฉพาะในวรรคสามนี้ผมคิดว่าเรามีปัญหาสมมุติว่าเราแยกประถมศึกษา เราแยก โรงเรียนมัธยมศึกษาแล้ว โรงเรียนประถมศึกษาที่ยังสอนมัธยมศึกษา ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ อยู่ จะทําอย่างไร ผมคิดว่ารัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ก็ควรจะได้กําหนดเกณฑ์ออกมาว่าที่ยังมี ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ อยู่นั้น ต่อไปต้องลดระดับลง ลด ม. ๓ ลง ลด ม. ๒ ลง ลด ม. ๑ ลง จนสอนประถมศึกษาอย่างเดียวมันก็เข้าเกณฑ์ ตามกฎหมายฉบับที่กรรมาธิการแก้ไข ผมเข้าใจอย่างนั้น ส่วนโรงเรียนที่สอน ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ จะต่อ ม. ๔ ม. ๕ ม. ๖ ก็ต่อได้อีกต่อไป ก็เข้าเกณฑ์ ทั้งประถมศึกษา ทั้งมัธยมศึกษา ถ้าจะแยกเป็นประถมศึกษา มัธยมศึกษา ผมยังยืนยันว่า ร่างที่คณะกรรมาธิการแก้ไขนี้เป็นไปได้และสามารถดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ว่ารัฐมนตรีจะต้องโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานค่อยแก้ไข ให้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่อไป ขอบคุณครับ
เชิญท่านวิทยา ทรงคํา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิทยา ทรงคํา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย จริง ๆ แล้วผมเป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่อยากจะขึ้นไปนั่งข้างบนเพราะว่ากลัวจะ ได้เป็นรัฐมนตรี ท่านประธานที่เคารพครับ ในการแก้ไขวรรคสาม ผมเองก็มีส่วนในการแก้ไข ในตรงนี้ เพราะว่าตามร่างเดิมมันไปไม่ได้ มันกําหนดว่าโรงเรียนที่เปิดประถมศึกษา และมัธยมศึกษาไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ต้องไปอยู่เขตประถมศึกษา ปรากฏว่าโรงเรียน ที่เปิดประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายก็มีเยอะในประเทศไทย เพราะฉะนั้น โรงเรียนเหล่านี้ก็ต้องไปอยู่เขตมัธยมศึกษา จริง ๆ แล้วเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ต้องการ ให้กรมสามัญศึกษาเดิมอยู่เขตมัธยมศึกษา สํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติเดิม หรือ สปช. เดิมอยู่เขตประถมศึกษา จะเพลี่ยงพลํ้าไปสักโรงเรียนก็ไม่ได้ เขาไม่ยอมกันหรอกครับ เพราะว่ารับฟังความคิดเห็นจากคณะครูบาอาจารย์มา คืออยู่ด้วยกันกําลังจะเข้าเนื้อกัน ยังไม่สนิทก็ต้องมาแยกเขาก็ไม่ว่า แต่เมื่อแยกไปแล้วคุณจะเอาโรงเรียนประถมศึกษาเดิม ไปอยู่เขตของมัธยมศึกษาเขาไม่ยอม แล้วไปดูข้อมูลอีกข้อมูลหนึ่งปรากฏว่าโรงเรียน กรมสามัญศึกษาเดิมเปิดประถมศึกษาก็มี มันไม่มีทางอื่นที่จะเขียนอย่างอื่นได้ก็ต้องเขียน อย่างนี้ แล้วชัดเจนด้วยครับ ยึดระดับการศึกษาเป็นสําคัญ ใครอ่านตรงนี้ ตีความตรงนี้ไม่ได้ ก็ไม่ต้องตีความไม่ต้องอ่านละครับ แล้วโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตอนนี้เขาแบ่งเรียบร้อยแล้วครับ กรมสามัญศึกษาเดิมอยู่เขตมัธยมศึกษา สปช. เดิม อยู่เขตประถมศึกษา ไม่ต้องไปมีปัญหาอย่างอื่นครับ ขอบคุณครับ
ท่านไพจิตครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ได้ถาม ท่านประธานคณะกรรมาธิการไปตั้งแต่รอบต้นนะครับ คอยฟังคําชี้แจงอยู่ แต่ประเด็น ที่ถามก็คือขณะนี้ได้พิจารณาร่างในรายละเอียดแทนคณะพวกผมในวาระที่สอง ได้ไปดูไหมว่า สบบท. ไปยกร่าง ๓๔ เขตมาอย่างไร ๆ แล้วมีเหตุแห่งความเหมาะสม ที่จะประกาศเป็นเขตโดยประกาศท่านรัฐมนตรีเห็นชอบโดยคณะกรรมการ สพฐ. ว่ามันละเอียดรอบคอบชอบธรรมเพียงไหน อย่างไร แล้วเรื่องนี้ก็อยากให้พูดเสียกลางสภา ผมไม่อยากให้มันเลื่อนมันไหลไปวิ่งเต้นลอบบี้กัน คนนี้ไปอยู่โน่นอยู่นี่เดี๋ยวมาเพิ่มเติม ประกาศจริง ๆ เท่าไร ควรที่จะเป็นหลักเกณฑ์แบบนี้แหละ ท่านควรจะดูถึงยกร่างประกาศ ของกระทรวงศึกษาธิการที่มีการพิจารณาแล้ว เพราะผมติดตามคณะนี้เขามีผู้หลักผู้ใหญ่ มีคณะทํางานทํามาเยอะแล้วครับกว่าจะเข้ามานี่ เสร็จแล้วเวลาประชุมของท่านก็มี ค่อนข้างจํากัด เพราะฉะนั้นรายละเอียดพวกนี้จะต้องพูดกันกลางสภา เพราะหลายคน ก็บอกว่าอยากได้เยอะ ๆ มากเท่าไรยิ่งดี แต่ว่าสิ่งที่มันเกี่ยวข้องก็คือความเหลื่อมลํ้า เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติจะเบี่ยงเบนไปแค่ไหน อย่างไร ผมก็ต้องการความชัดเจน จะเอาเท่าไรก็บอกมา แล้วก็วิวัฒนาการที่ทําทําหรือยัง หรือว่ายังไม่ได้ทํา ยังไม่ได้ทําก็จะต้องได้รู้ว่าเดี๋ยวนี้พวกที่คอยเขาก็คอยแล้ว ไปจับจองห้องทํางานไว้คอย มีการเตรียมการ ใครจะเป็น ผอ. เขตพื้นที่ไว้เรียบร้อยด้วย ผมอนุมานไปนะครับ ถ้าเป็นแบบนี้ควรจะมีคําตอบกลางสภากันเสีย
อันที่ ๒ ท่านประธานครับ อย่าประมาทนะครับ คําทักท้วงของท่านสมาชิก ว่ามันเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ช่องทางที่มีทําไมไม่ไปทํา สภาแห่งนี้เดี๋ยวออกไป วุฒิสภาก็จะถูกตีกลับมา มันเกี่ยวข้องนะครับ เฉพาะเงินประจําตําแหน่งท่านผู้อํานวยการเขต อันที่ ๒ ท่านประธานครับ อย่าประมาทนะครับ คําทักท้วงของท่านสมาชิกว่ามันเป็น ร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ช่องทางที่มีทําไมไม่ไปทํา สภาแห่งนี้เดี๋ยวออกไปวุฒิสภา ก็จะถูกตีกลับมา มันเกี่ยวข้องนะครับ เฉพาะเงินประจําตําแหน่งท่านผู้อํานวยการเขต ๑๔๐ ล้านบาท ถ้าตั้งอีก ๓๔ เขตจะเพิ่มเท่าไร รองผู้อํานวยการเท่าไร ก็จะไปเกี่ยวข้อง แล้วจะตอบแบบไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้เกี่ยวมันไม่ใช่ ใช้เงินหมด อันนี้แล้วทําไมไม่ทําให้ถูกต้อง ก็ทักท้วงกับพรรคพวกเพื่อที่ให้เกิดความรอบคอบในการพิจารณา ช่องทางโดยข้อบังคับ โดยรัฐธรรมนูญก็มีอยู่แล้ว ใครก็อยากได้เร็วแต่ว่าทําให้มันถูกต้องเสียอย่าไปฝ่าฝืน ข้อกําหนดของข้อบังคับ แล้วก็กฎหมายรัฐธรรมนูญ ๒ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตนําเรียนว่าความห่วงใยของท่านสมาชิกก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ได้นําเอาไปคิดในการที่จะทําให้เขตพื้นที่ก็ดี โรงเรียนก็ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนแล้วก็ของนักเรียนของเราทั่วทั้งประเทศตรงนี้ ตามประเด็น ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้มีข้อสงสัยตรงนี้ก็ขอนําเรียนชี้แจงว่าที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ในมาตรา ๓๗ วรรคสามนั้น ตรงนี้ตามที่ท่านวิทยา ทรงคํา ได้พูดถึงตรงนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง เพราะว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมนั้นไม่ใช่หมายความว่าสอนเฉพาะมัธยมศึกษา ม. ๑ ถึง ม. ๖ เท่านั้น ก็จะมีสอนเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก็มีตรงนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราจะไปเริ่มต้นตามที่ท่านสมาชิกได้ให้คําแนะนํานั้นก็อาจจะทําให้โรงเรียน บางโรงเรียนที่มีวัฒนธรรม มีลักษณะต่าง ๆ เป็นมัธยมศึกษานั้นก็ต้องไปอยู่ในเขตอื่น ซึ่งเขาก็คงไม่พอใจในส่วนนั้น แล้วก็ทํานองเดียวกันก็มีโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา ที่จัดการศึกษาจนกระทั่งถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ อันนี้ก็มีอยู่อีกจํานวน ๙๕ โรงเรียน ตรงนี้มันก็จะทําให้เห็นว่าถ้าหากเราเขียนตรงไปเลยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันก็จะทํา ให้เกิดความแข็งตัว แล้วการที่เราจะแก้ไขในโอกาสต่อไปนั้นยาก ฉะนั้นการที่กําหนดไว้เช่นนี้ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้พิจารณาและเสนอนั้นก็แน่นอนเหลือเกินว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นก็คงต้องฟังข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยเช่นเดียวกัน ทางสํานักงานก็คงต้องคํานึงถึงความต้องการ ของโรงเรียนทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตรงนี้ว่าเขาจะไปอยู่ตรงไหน อย่างไร ก็แน่นอนเหลือเกินว่าโรงเรียนที่เขาเคยมีวัฒนธรรมองค์กรอยู่อย่างไร เขาก็คงจะอยู่ ในกลุ่มเดียวกันตรงนี้ อันนั้นก็คือเป็นหลักเป็นสิ่งที่สําคัญที่เขียนอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดความยืดหยุ่นขึ้น ถ้าหากว่าเราจะใช้คําว่า เดิม มันก็เกิดปัญหาอีก เกิดปัญหาเพราะอะไร เพราะโรงเรียนที่มาอยู่ในสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม เดิมก็เคยเป็น โรงเรียนประถมศึกษาก็มีเช่นโรงเรียนพุทธโสธร ณ ขณะนี้จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล จนกระทั่งถึง ม. ๖ สังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม แต่เดิมก่อนที่จะมาสังกัดกรมสามัญศึกษานั้น สังกัด สปช. ฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้ถ้าหากว่าเราเขียนคําว่า เดิม ไว้มันก็จะเกิดปัญหา ในเรื่องของการตีความต่อไปอีกตรงนี้ก็ทําให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้ตามร่าง ที่เราเสนอมานั้นคิดว่าเหมาะสมแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนประถมศึกษา ที่เปิดขยายโอกาสจนกระทั่งถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งก็มีจํานวนหนึ่ง ทําไมเราจึงจําเป็น ต้องเปิด สาเหตุที่จําเป็นต้องเปิดเพราะว่าให้โอกาสกับนักเรียนที่อยู่ห่างไกล โรงเรียนที่อยู่ ห่างไกล โรงเรียนที่อยู่ในชนบท ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนที่จัดการศึกษามัธยมศึกษา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จําเป็นเพื่อที่จะให้บริการ กับบุตรหลานของเราทั้งมวลทั้งหมดนั้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะบอกว่าบางครั้งบางคราวโรงเรียนในสังกัดประถมศึกษาที่เปิดถึง มัธยมศึกษาตอนปลายนั้น บอกว่าบางโรงเรียนก็อยากจะไปอยู่กับประถมศึกษาเดิม และบางโรงเรียนก็อยากจะมาอยู่กับมัธยมศึกษา เพราะว่าเขาจัดการศึกษาไปทางด้าน มัธยมศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็คงต้องให้โอกาสกับโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้อย่างนี้จึงเป็นการเปิดโอกาส สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้นสามารถที่จะดําเนินการได้ แล้วก็มีความคล่องตัวในการที่จะบริหารจัดการ ขึ้นตรงนี้ แล้วการที่เราจะกําหนดเขตพื้นที่ไปเลยว่าจะเป็น ๒๐๐ เขต หรือ ๗๖ เขต ของประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษานั้น ตรงนี้ก็อยากจะนําเรียนว่าการที่จะกําหนดเป็นกี่เขตนั้น มันขึ้นอยู่กับทั้งจํานวนของสถานศึกษาก็ดีนะครับ จํานวนของประชากรก็ดี วัฒนธรรมก็ดี หรือว่าความเหมาะสมด้านอื่น ๆ ก็ตาม ซึ่งขณะนี้เราก็เพิ่มมาอีกว่าให้คํานึงถึง ระดับการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นการที่ทางสภาการศึกษาแห่งชาติจะพิจารณากี่เขต อะไรต่าง ๆ นั้นก็คงต้องมองถึงสิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดอยู่ในกฎหมายตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้น จะเป็นกี่เขตก็แล้วแต่ทางสภาการศึกษาแห่งชาติก็เอาข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลที่เป็น องค์ประกอบต่าง ๆ พวกนี้ไปพิจารณา การพิจารณานั้นมีทั้งการวิจัย มีทั้งการศึกษา หาข้อมูลในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นความเหมาะสมที่จะกําหนดว่าจะเป็นกี่เขตนั้น ขอความกรุณาว่าทางสภาการศึกษาแห่งชาติเขามีวิธีการในการที่จะไปศึกษาวิจัยเพื่อให้ เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการส่วนนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันน่าจะเป็นผลดีมากกว่าการที่เราจะกําหนดไปเท่านั้นเท่านี้เลย แล้วในโอกาสข้างหน้านั้น มันจะมีอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอีกหลายสิ่งหลายประการที่เราอาจจะคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้น ก็คิดว่าการที่เปิดโอกาสไว้เช่นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีในการเขียนกฎหมายที่ยืดหยุ่นไม่แข็งตัว เกินไปตรงนี้
และอีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของหลักการที่ท่านรัฐมนตรีได้นําเรียน เมื่อสักครู่ว่าเราไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มเงินนะครับ ตรงนี้เป็นหลักการที่เราต้องคํานึงถึง ก็มีสมาชิกหลายท่านบอกว่าถ้าหากมี ผอ. เขตขึ้นมาใหม่ มีรอง ผอ. เขตขึ้นมาใหม่ จะต้องเพิ่มเงินไหมอะไรต่าง ๆ พวกนี้เป็นต้น ก็ขออนุญาตนําเรียนว่าการที่เราจะจัด บุคลากรเข้าไปในเขตมัธยมศึกษาที่เป็นเขตใหม่นั้นเราต้องเกลี่ยนะครับ เกลี่ยอัตรากําลัง มาจากเขตพื้นที่เดิม เราจะไม่มีการเพิ่มตรงนี้ แล้วการเข้าสู่ตําแหน่งผู้อํานวยการเขตนั้น ตําแหน่งของผู้อํานวยการเขตผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งได้นั้น ข้อที่ ๑ ก็คือเป็ น รองผู้อํานวยการเขตพื้นที่อยู่ ซึ่งรองผู้อํานวยการเขตพื้นที่นั้นเขามีวิทยฐานะ ชํานาญการพิเศษ หรือเชี่ยวชาญอยู่แล้วตรงนั้น หรือมาจากผู้อํานวยการโรงเรียน ผู้อํานวยการโรงเรียนนั้น จะต้องเป็นผู้อํานวยการโรงเรียนที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ แล้วการที่ข้าราชการครูของเรา ที่จะเลื่อนวิทยฐานะนั้นจะไม่เกี่ยวโยงกับตําแหน่ง เรื่องของเงินนั้นจะไม่เกี่ยวโยง ที่ไม่เกี่ยวโยงเพราะอะไร ยกตัวอย่างเช่นว่ารองผู้อํานวยการเขตพื้นที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นผู้อํานวยการเขตนั้น การแต่งตั้งก็คือแต่งตั้งให้ไปดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการเขต วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ ฉะนั้นการที่ผู้อํานวยการเขตคนนั้นจะเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก็เป็นความรู้ความสามารถของตัวเองที่จะทําผลงานของตัวเอง เพราะฉะนั้นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษานั้นจะไม่ยึดโยงอยู่กับตําแหน่ง เรื่องของการเลื่อนขั้นหรือว่า เงินวิทยฐานะ ตรงนี้มันจะไม่ยึดกัน มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ทุกคนสามารถที่จะ ทําผลงานของตัวเองเลื่อนวิทยฐานะได้อยู่แล้วตรงนี้ เพราะฉะนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกันกับตรงนี้ งบประมาณก็เช่นเดียวกันนะครับ งบประมาณนั้นการจัดสรรงบประมาณของ สํานักงบประมาณให้กับสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นเขาจะจัดมา เป็นก้อนเลยนะครับ เพื่อให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นจัดไปให้ เขตพื้นที่ต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนด้วยว่าจะเป็นเท่าไรนั้น สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องมาเฉลี่ยออกไป ไม่ได้กําหนดมาเป็ นว่า เขตนั้นเท่าไรเขตนี้เท่าไรและโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้เท่าไร อันนี้เป็นเรื่องของเม็ดเงินงบประมาณ แล้วเรื่องของสิ่งอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ อาคารสถานที่ในขณะนี้เราก็มีการเตรียม ความพร้อมไว้พอสมควรแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าอาคารสถานที่ที่มีอยู่ก่อนที่เราจะรวม เป็น สพฐ. นั้น เรามีอาคารสถานที่กระจัดกระจายอยู่มากพอสมควร แล้วเมื่อรวมแล้วเราก็ใช้อาคารสถานที่บางจํานวนบางส่วนเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เรามีเขตพื้นที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็เพียงแต่ปรับปรุงอาคารต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นให้เป็นสํานักงาน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่านั้นครับ ส่วนเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นเราก็เกลี่ยไปจาก เขตพื้นที่เดิมหรือของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญท่านกรรมาธิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุชัย งามจิตต์เอื้อ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงในส่วนของประเด็นว่ากฎหมายที่เสนอขึ้นมานั้น โดยทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี้นะครับ แล้วเกิดประเด็นขึ้นมาว่าเป็นกฎหมาย เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ทางกรรมาธิการเองก็ยอมรับว่าในประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญแล้วก็เป็นประเด็น ในเรื่องของข้อกฎหมาย กระผมขอกราบเรียนที่ประชุมในฐานะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ เมื่อได้ดูข้อกฎหมายแล้วนะครับ แล้วก็ได้วิเคราะห์ในส่วนของการดําเนินการในการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภานั้นเองต้องถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๓ ซึ่งกําหนดว่าอะไรเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ แล้วก็มีกระบวนการตามมาตรา ๑๔๔ อย่างไรก็ตามก็ต้องผนวกรวมกับข้อบังคับ การประชุมสภาด้วย ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงแล้วก็ในข้อกฎหมายในการพิจารณาในการรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าวในวันนั้น โดยในกรณี ข้อเท็จจริงนี้เองมันไม่ได้เข้าข้อ ๑๑๑ ของข้อบังคับ เพราะประธานสภาท่านไม่ได้เห็นว่า มันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน เพราะว่าในข้อ ๑๑๑ ผมขออนุญาตอ่านครับว่า ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอตามมาตรา ๑๔๒ (๒) (๓) และ (๔) ของรัฐธรรมนูญเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภา แจ้งให้ผู้เสนอทราบ หากผู้เสนอไม่คัดค้านความเห็นของประธานสภาภายในเจ็ดวัน นับแต่วันส่งคําแจ้งให้ถือว่าไม่เป็นกรณีเป็นที่สงสัยตามมาตรา ๑๔๓ ของรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธานสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้คํารับรอง ปรากฏในการพิจารณาในวันนั้นที่รับหลักการก็คือทางสมาชิกแล้วก็ทางสภาได้มีมติ รับหลักการในตัวร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีความเห็นที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน เมื่อประธานไม่ได้วินิจฉัยแล้วก็ ไม่ได้เป็นที่สงสัยแล้วนี่มันจึงไม่ได้เข้าข้อ ๑๑๑ แต่ถ้าเป็นที่สงสัยแล้วมันก็ต้องไปเข้าช่อง ตามมาตราของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ในมาตรา ๑๔๓ วรรคสองนี่นะครับที่บอกว่า ในกรณี เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้องมี คํารับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ให้เป็ นอํานาจหน้าที่ของที่ประชุมร่วมกัน ของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย ทีนี้ปรากฏว่าพอรับหลักการแล้วที่ประชุมทั้งสมาชิกทางฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ฝ่ายค้านได้ตั้งกรรมาธิการ แล้วก็ในสัดส่วนของร่างที่เป็นประชาชนเสนอก็ได้ มีการตั้งกรรมาธิการเสนอกันเข้ามา กรณีดังกล่าวนี้ผมเคยค้นในตัวอย่างความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรณีที่สามารถเทียบเคียงได้อยู่ เพราะในขณะนั้นได้มี การหารือไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ตอนนั้นเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วเป็นร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอรวมทั้งหมด ๕ ฉบับ ปรากฏว่าประธานสภา ในขณะนั้นได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนะครับ แต่ในข้อเท็จจริง ในวันนั้นปรากฏว่าสมาชิกฝ่ำยค้านยังมีความเห็นไม่ตรงกันแล้วก็บอกว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ทางฝ่ายค้านนี่นะครับยังมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็บอกว่าเป็นความเห็น แล้วก็เป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนะครับ ทําให้สมาชิกทางฝ่ำยค้านนี่ไม่เสนอ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านเกิดขึ้น ปรากฏว่าในกรณีข้อเท็จจริงดังกล่าว มีการหยิบยกขึ้นมาเสนออีกครั้งหนึ่งว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นร่างกฎหมาย เกี่ยวด้วยการเงิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านได้วินิจฉัยเป็ นครั้งที่ ๒ ว่าเป็ น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ตรงนี้เองก็เลยเป็นประเด็นในเรื่องของข้อกฎหมาย ขึ้นมาทันทีว่ากระบวนการจะดําเนินการอย่างไร ตรงนี้ได้ขอหารือไปยังสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาในคณะที่ ๑ ท่านได้มีความเห็น แล้วก็ผนวกรวมกับข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้นะครับ ซึ่งท่านบอกว่าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนี้ เมื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทําหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เคยวินิจฉัย ในเบื้องต้นแล้วว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับนี้ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับดังกล่าวเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ในที่สุดประธาน สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นท่านก็ได้วินิจฉัยเป็ นครั้งที่ ๒ เป็ นครั้งหลังว่าเป็ น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน มันก็เลยเกิดกรณีของการตีความ แล้วก็มันจะไปเข้า ในกรณีของการที่จะไปใช้ช่องรัฐธรรมนูญหรือไม่นี่นะครับ ก็ได้มีคําวินิจฉัยว่าการดําเนินการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไปโดยไม่นํากลับไปดําเนินการตามขั้นตอน ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเสียให้ถูกต้อง จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ปัญหาที่ว่าร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับดังกล่าวเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ จึงยังไม่เป็นที่ยุติ ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าถือตามคําวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งแรกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่ถ้าจะถือตามคําวินิจฉัยครั้งที่ ๒ การวินิจฉัยในครั้งที่ ๒ นี้ก็จะไม่เป็นไปตามขั้นตอน ของรัฐธรรมนูญอีก กรณีเทียบเคียงดังกล่าวนี้ที่กระผมได้เทียบเคียงก็คือในเมื่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน มีการรับหลักการ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการในส่วนของ ฝ่ายรัฐบาล ทางฝ่ายค้านแล้วนี่ ทีนี้เองก็เลยน่าจะไม่ได้ขัดข้อบังคับ แล้วก็มิได้ขัดกับ รัฐธรรมนูญแต่ประการใด
และอีกประการหนึ่งที่จะใช้ในมาตรา ๑๔๔ ได้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าในส่วนของ คณะกรรมาธิการนี่ท่านก็ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน แล้วก็จะใช้ กระบวนการตามมาตรา ๑๔๔ อีกประการใด ก็เลยเป็นการอาศัยเหตุผลทางกฎหมาย แล้วก็กรณีเทียบเคียงจากกรณีตัวอย่างที่เคยพิจารณาในร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก็มากรณีเทียบเคียงอันนี้ซึ่งเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่นี่ ปรากฏว่าเมื่อสภาได้รับหลักการ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วก็มีการพิจารณาแล้ว ในส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้พิจารณาไปแล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ดู เพื่อบ่งบอกว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ในประเด็นที่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ กระผมจึงกราบเรียนที่ประชุมในเรื่องของข้อกฎหมาย แล้วก็ ในเรื่องของกรณีตัวอย่างตามที่ได้กล่าวไปแล้วครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๒ ที่กําหนดการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓๗ วรรคสาม แล้วก็เกิดประเด็นขึ้นมาว่าการกําหนดอย่างนี้มันจะมีความเหมาะสมและเกิด ความชัดเจนหรือไม่ ปรากฏว่าในการพิจารณานี้ที่ประชุมก็ให้ความสําคัญกับโรงเรียน ทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ปรากฏในข้อเท็จจริงว่า ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียนนี่ เป็นการศึกษาที่อยู่ในระดับประถมศึกษาเดิมทั้งหมดก็เลยไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติในจํานวน ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน แต่มีจํานวนอยู่ค่อนข้างจะหลายโรงเรียน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านผ่องศรีได้อธิบายไปแล้ว แล้วก็มีท่านวิทธยา ท่านก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ การเขียนอันนี้ก็คือการเขียนเพื่ออุดช่องว่าง เพื่ออุดช่องว่าง กับกรณีโรงเรียน ซึ่งกรณีที่จะมีปัญหาได้ว่าถ้าเกิดเขามีการเรียนตั้งแต่อนุบาลขึ้นไป ประถมศึกษาขึ้นไป แล้วก็ไปผนวกรวมถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายด้วย แล้วโรงเรียนพวกนี้จะอยู่กับใครก็ให้ฝ่ำยนิติบัญญัตินี่ยึด มีถ้อยคําว่า ให้ยึดหลัก การศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญว่าระดับการศึกษานี่มันก็คงไม่บิดพลิ้วไปกว่า ในเรื่องของกระบวนการที่จะให้อาศัยความสําคัญในการที่จะเป็นกรอบในดุลยพินิจ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขาเป็ นคณะกรรมการ ซึ่งดูแลภาพรวมในเรื่องของนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วมีประธานบอร์ดซึ่งเป็น คนนอกด้วย การที่อาศัยช่องของคณะกรรมการเขาช่วยพิจารณาแล้วก็ช่วยวินิจฉัยมันก็จะ เป็นการดีในเรื่องของอํานาจบอร์ด พออํานาจบอร์ดเขาเสนอขึ้นมายังรัฐมนตรี รัฐมนตรี ก็เป็นโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะรัฐมนตรีนั้นก็จะอาศัย อํานาจในการประกาศเพื่ออุดช่องว่างในกรณีโรงเรียนต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการใช้ดุลยพินิจ ก็คงไม่ได้แตกต่างกัน แล้วก็คงไม่ได้นอกเหนือไปกว่านั้น เพราะว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติ บอกว่าให้ยึดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นเป็นหลัก มันก็คงไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของ กระบวนการในเรื่องของปัญหาที่จะเกิดขึ้น และกระผมขอกราบเรียนว่าในกรณีของ เขตพื้นที่ซึ่งเคยประกาศแต่เดิมนี่ต้องมองย้อนหลังไปที่เขาประกาศเขตพื้นที่ซึ่งรวมกัน การประกาศเขตพื้นที่มันก็จะบรรจุโรงเรียนเข้าไปในตัว แล้วการบรรจุโรงเรียนเข้าไปในตัว มันก็จะเป็นการแยกอย่างชัดเจนว่าอะไรที่เขาสอนอยู่กับประถมศึกษาล้วน ๆ นี่ อย่างไรก็ตาม เขาก็จะเป็นของประถมศึกษาแน่ ๆ อยู่ในสํานักงานเขตประถมศึกษาแน่ ๆ ส่วนของ มัธยมศึกษาล้วน ๆ ก็จะเป็นส่วนของมัธยมศึกษา แต่ในส่วนที่จะอุดช่องว่างก็จะอาศัย ตามมาตรา ๓๗ วรรคสามเท่านั้นเองที่จะมาแก้ปัญหาในทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็เลยขอกราบเรียนที่ประชุมว่าทางคณะกรรมาธิการก็มีเหตุผลแล้วก็มีความจําเป็ น ที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็จะขอว่าในส่วนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ในการแก้ไขครั้งนี้ก็มีความเหมาะสม ก็เลยกราบเรียนที่ประชุมครับ
เชิญท่านกรรมาธิการกรุณาสรุปประเด็นนะครับ ถ้าเผื่อชี้แจงซํ้ากับท่านอื่นก็เลยไปเลย จะได้เอาเฉพาะประเด็นที่เป็นประเด็นใหม่
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ผู้อํานวยการโรงเรียนโยธินบูรณะ แล้วก็ นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ผมอยากจะกราบเรียนชี้แจงเพิ่มเติมกับท่านสมาชิกที่ได้ตั้งคําถามประเด็นต่าง ๆ แล้วก็ ในฐานะผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติในประเด็นของภาคประชาชน ผมกราบเรียนว่าพวกเรา เสนอกฎหมายเข้ามานี้เพื่อดําเนินการในการที่จะพัฒนาส่งเสริมในกระบวนการแก้ปัญหา ที่จะให้เกิดคุณภาพของโรงเรียนทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาครับ ไม่ได้มองถึง ประเด็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากว่าในวันนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านได้เข้าใจ ปัญหาดีแล้วจากที่ผมได้รับฟังที่ท่านได้อภิปราย สิ่งเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นพวกเรา ก็คิดว่าทางคณะกรรมาธิการได้วินิจฉัยได้พยายามดูว่าประเด็นข้อกฎหมายที่เสนอไปนี้ พูดถึงเรื่องของโรงเรียน ประเด็นโรงเรียนมัธยมศึกษาอาจจะมีตัวเลขที่แตกต่างกัน จากเป็นหมื่นกับพัน แต่ความจริงแล้วถ้าเราคิดถึงตัวประชากร ตัวนักเรียน เท่ากันครับ ใกล้เคียงกัน เพราะนักเรียนจากเด็กประถมศึกษาจะเข้ามาต่อมัธยมศึกษาเกือบทั้งหมด แล้วโรงเรียนมัธยมศึกษาเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ตั้งแต่ ๓๐๐ คน ๕๐๐ คนขึ้นไปจนถึง ๕,๐๐๐ คนในปัจจุบันนี้แต่ละโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนประถมศึกษานั้นจะมีไม่มากครับ ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดเล็ก ๒๐ คน ๓๐ คน ๔๐ คนก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นประชากร จึงใกล้เคียงกัน แต่ในส่วนของการดูแลการจัดการตรงนี้เมื่อเรามีเขตพื้นที่ขึ้นมาก็จะมี การดูแลบริหารจัดการทั้งคุณภาพทางด้านวิชาการ ดูแลเรื่องเกี่ยวกับนักเรียนทั้งหมด ตลอดจนคุณภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่คิดว่ามันจะดีขึ้น
ทีนี้ประเด็นที่ผมกราบเรียนก็คือว่าเมื่อเป็นอย่างนี้นี่นะครับ เราขอความกรุณา ท่านสมาชิกว่าการจัดเขตพื้นที่ในขณะนี้ตามมาตรา ๓๗ ที่กําหนดในวรรคสาม ที่เราอภิปรายกันมากมาย ประเด็นของการกําหนดโรงเรียนว่าจะอยู่ในเขตใดนั้น ทางกรรมาธิการก็พิจารณากันมาหลายหน ก็มองเห็นประเด็นว่าถ้าเราได้ดูจากบริบท ของโรงเรียนเดิมที่มีอยู่ในวันนี้จัดการศึกษาระดับใดเป็นส่วนใหญ่ เช่น โรงเรียนนั้นอาจจะ มีทั้งประถมศึกษา ประถมศึกษาล้วนอย่างเดียว มัธยมศึกษาล้วนอย่างเดียว และมีทั้ง ประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าประเด็นที่มีการสอนจัดการศึกษาที่มีการผสมกันอย่างนี้ แล้วโรงเรียนนั้นมีการจัดนักเรียนในระดับประถมศึกษามากกว่ามัธยมศึกษาก็น่าจะจัด ให้เหมาะสมก็คืออยู่ในเขตพื้นที่ที่คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะพิจารณานําเสนอ รัฐมนตรีในการประกาศอยู่ในเขตต่อไป ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ในวันนี้การจัด ขยายโอกาสนั้นเป็นการจัดเพื่อพัฒนานักเรียนที่ขาดโอกาสหรือด้อยโอกาส แต่ว่าโรงเรียน ที่จัดการศึกษามัธยมศึกษานั้นอาจจะมีมากโรงเรียนแต่นักเรียนไม่มากนัก เพราะบางโรงเรียน มีนักเรียนตั้งแต่ ๑ คนขึ้นไปถึง ๑,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นถ้าเราดูถึงประเด็นถึงการจัด เขตพื้นที่โดยที่จะให้โรงเรียนที่อยู่ในเขตใด คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะมีข้อมูล ของโรงเรียน ข้อมูลนักเรียน ข้อมูลครู จํานวนห้องเรียน อาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่จะจัด ให้เหมาะสมจะกําหนดได้โดยชัดเจน และผมก็มองถึงความรู้สึกของพี่น้องครู ชาวประถมศึกษาของเราเหมือนกันว่าเราไม่ได้ให้เกิดความแตกแยกกันไป แต่ว่าเมื่อมองแล้ว การจัดบริบทโรงเรียนนั้นก็จะทําให้โรงเรียนทั้ง ๒ ระดับ และเขตพื้นที่ทั้ง ๒ ฝ่ายนั้น มีการจัดพัฒนาในการที่จะส่งเสริมการศึกษาได้อย่างชัดเจน แล้วก็เกิดประโยชน์ อย่างเต็มที่ แล้วก็คุณภาพจะเกิดขึ้นมาในอนาคตครับ ขอบคุณมากครับ
ท่านนิยมมีอะไรครับ ขอความกรุณาสั้น ๆ นะครับ ท่านรอบสองแล้ว
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ผมขอเรียนสอบถาม นิดเดียวครับ ตรงประเด็นที่ท่านคณะกรรมาธิการท่านชี้แจงบอก ผมก็ยังไม่เข้าใจ ยังข้องใจอยู่นิดหนึ่ง ประเด็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน บังเอิญผมเห็นทางคณะกรรมาธิการท่านชี้แจงบอกว่าตําแหน่ง ผอ. เขต ที่จะตั้งขึ้นใหม่ไม่ได้ใช้งบประมาณ เพราะเห็นบอกว่าเอาทางรอง ผอ. เขตขึ้นมา ผมไม่เข้าใจนะว่าตําแหน่งนี้เป็นตําแหน่งบริหารมีเงินประจําตําแหน่งหรือไม่ ที่ท่านบอกว่า เป็นผู้ชํานาญการมีอยู่แล้ว ผมไม่เข้าใจ เพราะตําแหน่ง ผอ. เขตมันจะเป็นตําแหน่งบริหาร เมื่อเป็นตําแหน่งบริหารก็ต้องมีเงินประจําตําแหน่งเพิ่มขึ้นมา และท่านที่บอกว่าท่านจะ เอามาจาก ผอ. โรงเรียนมาเป็น ผอ. เขต ผมไม่ทราบตําแหน่ง ๒ ตําแหน่งมันเป็นตําแหน่ง เดียวกันหรือไม่ อย่างไร เพราะผมก็เข้าใจว่าตําแหน่ง ผอ. เขต ก็คือ ผอ. เขตเป็นอีก ตําแหน่งหนึ่งซึ่งมีเงินประจําตําแหน่งอีกต่างหาก ส่วนเมื่อเอารอง ผอ. เขตมาเป็น ผอ. เขต ก็ต้องมากินเงินประจําตําแหน่ง ผอ. เขต เพราะฉะนั้นมันใช้ตําแหน่งรอง อันนี้เรียนสอบถาม ทางคณะกรรมาธิการว่ามันเป็นตําแหน่งเดียวกันหรือไม่ อย่างไรครับ
ท่านชี้แจงครับจะได้เคลียร์ (Clear) ประเด็นนี้ เดี๋ยวเชิญท่านขจิตรครับ แต่ผมจะอย่างนี้ ท่านขจิตรจบแล้วจะขอถามที่ประชุมแล้วนะครับ เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ขอเคลียร์ประเด็นของท่านนิยม เวชกามา ประเด็นเดียวนะครับ คือประเด็นว่า จะเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ประเด็นของกระบวนการในการเสนอร่างกฎหมาย ถ้าหากสงสัยว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินในชั้นรับหลักการ ท่านประธานก็จะต้อง ดําเนินการตามกระบวนการของข้อบังคับ ส่วนในชั้นกรรมาธิการจะเป็ นร่างเกี่ยวด้วย การเงินได้ก็คือว่ากรรมาธิการต้องไปแก้ไขร่างนั้นให้เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน อันนี้ไม่ได้ ไปมีการแก้ไขให้เป็นเกี่ยวด้วยการเงิน เพราะฉะนั้นโดยกระบวนการกฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ใช่เป็นร่างกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินนะครับ
ในส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านถามก็คือประเด็นในเรื่องว่าผู้อํานวยการ เขตพื้นที่การศึกษาที่จะแต่งตั้งใหม่นั้นเป็นการเพิ่มเงินประจําตําแหน่งเหมือนกับว่า การเพิ่มเงินเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ท่านไปโยงเช่นนั้น แต่กระผมอยากจะกราบเรียนว่า ตําแหน่งของครูและบุคลากรทางการศึกษานั้นเป็นตําแหน่งที่ได้รับเงินวิทยฐานะนะครับ เป็นกรณีที่ติดตัวไป เมื่อเราไปเกลี่ยบุคลากรจากรองผู้อํานวยการเขตที่มีอยู่เดิมขึ้นไปเป็น ผู้อํานวยการเขต วิทยฐานะที่เขามีอยู่เช่นชั้นชํานาญการพิเศษเขาก็จะได้รับวิทยฐานะนั้น ต่อเนื่องต่อไปครับ จึงไม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ขอบคุณครับ
เชิญท่านขจิตรครับ
ผม นายขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ท่านประธานครับ ประเด็นเรื่องกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินได้มีการพูด ในคณะกรรมาธิการเหมือนกัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกเป็นมาตรา เพราะฉะนั้นผมจึงขอพูดไว้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าในชั้นกรรมาธิการ ผมก็ได้ท้วงติงว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วย การเงิน จะเอาไปเปรียบกับกฎหมายผู้สูงอายุเหมือนกรรมาธิการบางท่านอธิบายไม่ได้ เพราะกฎหมายอันนี้ตั้งองค์กรใหม่ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ที่พูดนี้เพื่อจะสื่อผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาทั้งหมดด้วย เหมือนกันว่ากระบวนการกฎหมายนี้เสนอโดยรวบรัด แล้วก็ผิดรัฐธรรมนูญ บังอาจใช้ ความคิดตัวเองว่าไม่เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินนี่มันไม่เป็นตามนั้นหรอกครับ รัฐธรรมนูญต้องเป็นตามตัวรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่ากรรมาธิการจะบอกว่าไม่เป็น มันก็ไม่เป็นมันไม่ใช่ ผมได้ท้วงติงแล้ว แล้วผมก็ให้ท่านผ่านมาโดยอนุโลมก็ขอโอกาสนี้ เรียนให้ทราบไว้ว่ายังมีกรรมาธิการที่เห็นว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน ไม่ได้เห็นด้วยกันทั้งหมด เป็นแน่ ๆ แล้วก็ขั้นตอนการเสนอก็ผิด เรียนท่านผู้บริหาร โรงเรียนมัธยมศึกษาว่าไม่อาจจะช้าด้วยวิธีการพิจารณา แต่อาจจะช้าด้วยวุฒิสภาไม่รับ หรือการเสนอเป็นการเงินแล้ว เพราะในคณะกรรมาธิการเราก็พูดว่ามันเป็นการเงินนะ ส่วนใหญ่พูดกัน แต่ว่าให้อาศัยร่างของคณะรัฐมนตรีฉบับเดียวเท่านั้น นอกนั้นเข้ามา ไม่ถูกทั้งสิ้น นี่พูดไว้เป็นหลักฐานครับ ขอบคุณครับ
ท่านกรรมาธิการครับ เอาละครับ ท่านสมาชิกครับ ในมาตรา ๓ คณะกรรมาธิการ ได้มีการแก้ไข แล้วก็มีท่านคณะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวนความเห็น และมี เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นกว้างขวางนะครับ ท่านคณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากท่านก็ยืนยันตามร่างที่ท่านแก้ไขมา ท่านนายแพทย์ชลน่านมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยความเกรงใจ ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ ผมเพียงแต่ขอเน้นยํ้านิดเดียวครับ เพราะว่ากรรมาธิการ ๒ ท่านชี้แจงไม่เหมือนกันเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน ผมอยากให้สภาแห่งนี้ ให้ชัดเจนเลยว่าช่วงที่มีการพิจารณา ถ้าท่านคิดว่าร่างของสมาชิกกับร่างของพี่น้องประชาชน ที่เข้าชื่อกันเสนอมันมีข้อสงสัย คณะกรรมาธิการไม่ใช้ประกอบในการพิจารณา ผมก็คิดว่า น่าจะเป็นทางออกหนึ่ง เพราะอย่างไรก็มีร่างของรัฐมนตรีอยู่นะครับ คือด้วยผลของตัวร่าง ไม่ได้มีข้อแตกต่าง ความหมายก็คือเนื้อหาสาระเหมือนกัน จะนําสู่การปฏิบัติ ส่งสู่วุฒิสภา ก็เหมือนกัน แต่ผลในแง่ของกระบวนการการตราพระราชบัญญัติมันแตกต่าง ถ้ามีทางออก ผมคิดว่าก็น่าจะจบไป คําชี้แจงที่ใช้เทียบเคียงนั่นคือการปฏิเสธที่จะไม่ทํา ท่านกรรมาธิการ น่าจะเป็นท่านกฤษฎีกาที่ชี้แจงไปเมื่อสักครู่นะครับ เทียบเคียงกฎหมายผู้สูงอายุอะไร ต่าง ๆ ซึ่งก็วุ่นวายมาก โดยข้อเท็จจริงครับ ถ้าประธานวินิจฉัยว่าไม่ใช่ เกิดมีข้อสงสัย ท่านก็ต้องไม่ดูมาตรา ๑๔๓ วรรคสองอยู่ดี อยู่ในขั้นตอนไหนก็เริ่มตอนนั้น ถึงแม้รับไป แล้วก็ต้องเข้าสู่กระบวนการวรรคสองอยู่ ไม่ใช่รับไปแล้วเข้าสู่วรรคสองไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นก็กลับไม่ได้สิครับท่านประธาน ผมก็เลยอยากจะยืนยันคําชี้แจงของ ท่านกรรมาธิการขจิตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ถ้าเป็นอย่างนี้ผมเองรับได้ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ คือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ท่านประธานได้วินิจฉัยว่าไม่ได้เป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน พอไปถึงชั้นกรรมาธิการ กรรมาธิการเองก็ไม่ได้ มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้เป็นการเงิน และได้ทักท้วงขึ้นมาว่าเป็นการเงินที่จะต้องกลับมาสู่ กระบวนการที่ต้องให้ประธานได้เชิญประชุมประธานคณะกรรมาธิการทั้ง ๓๕ คณะ เพื่อวินิจฉัย ฉะนั้นถึงขั้นตอนนี้ก็ถือว่าทุกอย่างผ่านไปแล้ว คือไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน ขณะนี้เป็นการพิจารณาในวาระที่สอง เดี๋ยวจะต่อด้วยวาระที่สาม ให้เพื่อนสมาชิกได้สบายใจว่าเราก็ยังมีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ (๑) ถ้าเผื่อท่านสมาชิก ท่านใดหรือแม้กระทั่งท่านวุฒิสมาชิกท่านข้องใจว่ากระบวนการพิจารณามันมิชอบ ท่านก็ไปใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ (๑) ได้นะครับ วันนี้เราก็ดําเนินการพิจารณาต่อ ผมอยากเรียนถามเมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมาก ท่านได้ยืนยันในมาตรา ๓ ตามที่ท่านได้แก้ไขมา อยากเรียนถามว่าท่านกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็น และท่านสมาชิกนี่ยังจะติดใจหรือไม่ ท่านฟังคําชี้แจง ของท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากแล้วถ้าไม่ติดใจก็จะได้ไม่ต้องลงคะแนน ถ้าท่านยังติดใจ ผมก็คงจะต้องให้ที่ประชุมเป็นผู้ตัดสินว่าจะเห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากหรือไม่ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นติดใจไหมครับ เชิญท่านขจิตรครับ
ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ ยังยืนยัน ความเห็นเดิมครับ
ก็ไม่ต้องถามท่านอื่นหรอกครับในเมื่อมีท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ๑ ท่านที่สงวน ความเห็นท่านติดใจก็คงต้องถามมติที่ประชุม ขอเชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กรรมาธิการ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณา กดแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วกรุณากดแสดงตน
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมแสดงตน ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมกรุณาเข้าห้องประชุม วันนี้เรามีร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาอยู่ ๓ ฉบับ มีร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นร่างกฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกัน ขอความกรุณาท่านสมาชิกทั้งหลายได้พร้อมเพรียงกัน เพื่อจะได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติ ต่าง ๆ ดังกล่าว ท่านที่อยู่ในห้องประชุมแล้วช่วยกรุณาแสดงตนนะครับ มีสมาชิก หลายท่านยังไปขอบัตรนะครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมเชิญในห้องประชุมครับ แสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ แสดงตนทุกท่านแล้วนะครับ เชิญแสดงตน มีสมาชิกหลายท่านไปประชุมคณะกรรมาธิการกําลังเดินทางมาก็ไม่เป็นไรครับก็ให้เวลา อยู่ครับ แสดงตนครบทุกท่านแล้ว ขอความกรุณาท่านสมาชิก เดี๋ยวผมจะให้แสดงผลแล้ว ถ้าท่านที่ยังไม่ได้แสดงตนท่านค่อยขานแสดงตนทีหลังก็ได้ครับจะได้ไม่เสียเวลา เชิญแสดงผลเลยครับ ก็มีจํานวนสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๒๗๗ รวมท่านอีก ๑ ท่าน เป็น ๒๗๘ ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมถามมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม แตกต่างจากร่างเดิมในมาตรา ๓ มีสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้สงวน ความเห็น กรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันตามที่กรรมาธิการได้แก้ไข กรรมาธิการ ผู้สงวนความเห็นเสียงข้างน้อยไม่เห็นพ้องด้วยก็จะถามความเห็นท่านนะครับว่า ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๓ มา ให้กดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกับกรรมาธิการเสียงข้างมากคือเห็นด้วย กับผู้สงวนความเห็นให้กดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ ม งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติครบทุกท่านแล้วนะครับ ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุมทั้งสิ้น ๓๗๗ ท่าน เห็นด้วยคือเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการเสียงข้างมากแก้ไขเพิ่มเติมมา ในมาตรา ๓ นี่ ๓๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๕ ท่าน งดออกเสียง ๕ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๕ ท่าน ก็เป็นอันว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติเห็นด้วยตามที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ มาตรา ๔
มาตรา ๔ เพิ่มมาตรา ๓๘ วรรคห้า ไม่มีการแก้ไข
มาตรา ๔ ไม่มีการแก้ไข ก็เป็นอันจบการพิจารณาเรียงลําดับมาตราแล้ว
ต่อไปนี้จะเป็นการพิจารณาทั้งร่างเป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งตามข้อบังคับ ข้อ ๑๓๐ มีสมาชิกท่านใดจะขอแก้ถ้อยคําหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีก็เป็นการจบการพิจารณาในวาระที่สองนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมว่าจะเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในวาระที่สามหรือไม่ เพื่อบันทึกไว้เป็นหลักฐานก็ตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง ขอเชิญท่านสมาชิกได้กดแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติครับ
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุมได้กรุณากดแสดงตนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติ ในวาระที่สาม ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
แสดงตนครบทุกท่านแล้วนะครับ ใครยังไม่ได้กดแสดงตนครับ ขอความกรุณาท่านสมาชิก เสียบบัตรแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนลงมติในวาระที่สามครับ แสดงผลครับ มีจํานวนสมาชิกผู้เข้าประชุม ๒๗๓ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปนี้ผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นชอบด้วยกับ ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่มีการพิจารณา กรุณา กดปุ่ ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วยกดปุ่ ม ไม่เห็นด้วย ท่านใดงดออกเสียงกดปุ่ ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ลงมติครบทุกท่าน ปิดการลงมติ ขอทราบผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๘๐ ท่าน เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สาม ๓๖๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๕ ท่าน ก็เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วย ในวาระที่สามกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จะได้ส่งให้ วุฒิสภาพิจารณาตามกระบวนการต่อไป
ต่อไปเป็นระเบียบวาระที่ ๔.๒ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านไพจิตมีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ผมขออนุญาต ท่านประธาน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ยิงสลายพี่น้องชาวเสื้อแดง ผมขอให้ท่านสุรพงษ์ ได้เสนอญัตติปากเปล่าครับท่านประธาน
ท่านไพจิตครับ ท่านประธานชัยท่านได้เตรียมที่จะให้มีการหารือเรื่องนี้หลังจากเสร็จ ร่างพระราชบัญญัติอีก ๒ ฉบับนะครับ ฉะนั้นอีก ๒ ฉบับนี้ก็ไม่ช้า เพราะว่าประเด็น ของฉบับที่กําลังจะพิจารณานี่เราก็ได้พูดกันไปมากแล้วในร่างก่อนหน้านี้ ฉะนั้น ก็ขอความกรุณานะครับจะได้เสร็จ แล้วก็เข้าสู่กระบวนการจะได้พูดกันยาว ๆ ไม่อย่างนั้น ร่างพระราชบัญญัติอีก ๒ ฉบับก็จะคาอยู่ ท่านสุรพงษ์มีอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เอาตามที่ ท่านประธานว่าก็ได้ครับ รออีกนิดเดียวครับ ขอบคุณครับ
เอาละครับ ก็เอาตามที่ผมบอกไปแล้ว
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นั่งลง ท่านบุญยอดจะได้ไปต่อ นั่งเถอะครับ ขอความกรุณาครับ นั่งเถอะครับ
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปเป็ นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๒ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้วนะครับ
ก็ใช้กรรมาธิการชุดเดียวกัน การพิจารณาในวาระที่สองนี้จะเป็นการพิจารณา ตั้งแต่ชื่อร่าง คําปรารภ เรียงลําดับมาตรา ให้สมาชิกอภิปรายได้เฉพาะถ้อยคํา หรือข้อความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม หรือผู้แปรญัตติได้มีการสงวนคําแปรญัตติ หรือกรรมาธิการที่มีการสงวนความเห็นไว้ เว้นแต่ที่ประชุมจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการได้แถลงครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผู้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอํานวย คลังผา และคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) และร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ กับประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๑๓,๙๔๐ คน เป็ นผู้เสนอ) โดยใช้ร่างพระราชบัญญัติ ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา คณะกรรมาธิการได้พิจารณาในที่ประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้งหมดจํานวน ๖ ครั้ง
บัดนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และได้เสนอ รายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป
ขอเชิญท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรดําเนินการตามลําดับ
ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๓๓ มีการแก้ไข
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นมีอะไรที่จะอภิปรายไหม หรือไม่ติดใจแล้ว เชิญท่านขจิตรครับ
ท่านประธานครับ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ เนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเนื้อหาอันเดียวกันกับร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะฉะนั้นตรงนี้ได้ผ่านการลงมติไปแล้ว ผมไม่ติดใจครับ
ท่านสมาชิกอื่น ท่านผู้สงวนคําแปรญัตติอื่นไม่ติดใจเช่นเดียวกันนะครับ เชิญท่านธนา
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ด้วยความเคารพ เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้ไปแก้ไขเพิ่มเติมข้อความซึ่งอยู่ในมาตรา ๓ ผมเองก็เลยต้องขออนุญาตให้ทางกรรมาธิการได้โปรดชี้แจงเหตุผลและความจําเป็นว่า เพราะเหตุใดจึงต้องไปแก้ไขจากร่างเดิมที่เสนอมา ซึ่งได้มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นทางกระทรวงศึกษาธิการ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รัฐบาล ซึ่งก็คงจะต้องพิจารณาร่างเป็นอย่างดีมาแล้ว แต่พอมาถึงในชั้นกรรมาธิการซึ่งก็มีตัวแทน จากทุกหน่วยงานอยู่ เพราะฉะนั้นทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็มีความจําเป็ น ที่อยากสอบถามว่ามีความจําเป็นประการใดถึงจะต้องมีการตัดทอนข้อความ แล้วก็ มีการแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา ๓ ที่ท่านได้เสนอต่อสภาเพื่อที่ผมจะใช้ดุลยพินิจในการที่จะ พิจารณาอนุมัติต่อไป ขอสอบถามความเห็นก่อนครับ
มีท่านจะอภิปรายไหมครับ เดี๋ยวจะได้ให้กรรมาธิการชี้แจงเสียทีเดียว เชิญท่านทศพลครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนท่านประธานสภาไปยังท่านกรรมาธิการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องและมีการแก้ไข ในมาตรา ๓๓ นั้น มีการเพิ่มเติมที่ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็ นสําคัญ อันนี้มีปัญหาว่ารบกวนท่านกรรมาธิการช่วยชี้แจงเพื่อบันทึกไว้ในรายงานสักนิดหนึ่ง เนื่องจากในวาระที่หนึ่งในส่วนนี้เราไม่มี แล้วก็อยากให้ทางกรรมาธิการในการที่ผม จะสอบถามในประเด็นหลักก็คือว่าการยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษาเป็นสําคัญนั้น ผมขออนุญาตยกตัวอย่างที่เมื่อสักครู่ได้มีการอภิปรายไป ปัญหาคือว่าในส่วนที่การศึกษานั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เดิมอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ทีนี้ปรากฏว่าเกิดนักเรียนน้อยลง ปัญหาตรงนี้ครับ หรือนักเรียนเพิ่มขึ้น ระดับตรงนี้มันย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามที่บอกไว้ ก็คือไม่ว่าจะเป็ นในวรรคสองว่าเกี่ยวกับจํานวนสถานศึกษาก็ดี จํานวนประชากรก็ดี ในวรรคหนึ่งนั้น ผมสงสัยอย่างหนึ่งว่าในวรรคหนึ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างวรรคหนึ่ง ของมาตรา ๓๓ กับมาตรา ๓๓ ในวรรคสามนั้นดูไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กันเท่าไร ช่วยชี้แจงสักนิดหนึ่งว่าในวรรคหนึ่งท่านบอกว่า คํานึงถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวนสถานศึกษา จํานวนประชากร และวัฒนธรรม ตรงนี้ละครับมีความสําคัญอย่างไร ในส่วนที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมว่า การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในพื้นที่การศึกษา ให้ยึดระดับการศึกษาของสถานที่นั้นเป็นสําคัญ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทําไมต้องเติม เพราะเดิมทีเดียวในวาระที่หนึ่งนั้นไม่มี ท่านเพิ่มเข้ามานั้นมีเหตุผลและมีความจําเป็น อย่างไรที่จะต้องเพิ่มประเด็นนี้ขึ้นมา และในอนาคตถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็ดีว่า ระดับการศึกษานั้นมีการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านนายแพทย์ชลน่านครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ท่านประธานครับ โดยข้อเท็จจริงผมเอง ตั้งใจว่าไม่ใช้สิทธิที่จะอภิปราย ถึงแม้จะมีสิทธิกรณีกรรมาธิการไปแก้ไข ถึงแม้ชื่อ กฎหมายจะแตกต่างไปจากกฎหมายฉบับเดิม กฎหมายฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... คือแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับเดิมเป็นร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมเองก็ค่อนข้างที่จะแปลกใจสักนิดหนึ่งว่าคําชี้แจงของกรรมาธิการหรือคําตอบ ของกรรมาธิการเมื่อดูในตัวบทบัญญัติแล้ว มาตรา ๓ เช่นกันครับ แต่แก้ไขมาตรา ๓๓ ของกฎหมายเดิม เนื้อหาสาระและข้อความที่กรรมาธิการไปแก้ไขผมก็ตรวจสอบ เป็นลายลักษณ์อักษรทุกตัวอักษรเทียบเคียงกันก็เหมือนกับร่างที่เราได้พิจารณา และลงมติผ่านไปแล้ว แล้วสิ่งที่สําคัญก็คือกรรมาธิการเสียงข้างน้อยท่านขจิตร ขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้สงวนความเห็นเอาไว้เพื่อนํามาเสนอต่อสภาแห่งนี้ ท่านยืนยันชัดเจนว่าร่างฉบับนั้น คําแปรญัตติและความเห็นของท่านที่ขอสงวนความเห็น เอาไว้มันเหมือนกับร่างเดิมทุกอย่าง ท่านบอกสภาได้มีมติและลงมติไปเรียบร้อยแล้ว ท่านขออนุญาตไม่ติดใจ เพราะฉะนั้นผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าก็น่าจะ ไม่มีการอภิปราย น่าจะไม่มีการตอบคําถามก็น่าจะเข้าสู่กระบวนการของการลงมติได้ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานอย่างนั้นนะครับ ไม่อย่างนั้นผมจะเสนอญัตติปิดอภิปราย
อย่างนี้นะครับท่านสมาชิกครับ
ผมหารือท่านประธานก่อนก็แล้วกันครับ
ท่านสมาชิกข้องใจอยากสอบถาม เดี๋ยวผมให้กรรมาธิการชี้แจงแล้วก็จบแล้ว จริง ๆ แล้ว ท่านสมาชิกครับ
ถ้าท่านประธานอนุญาตให้กรรมาธิการ ชี้แจง ถ้ากรรมาธิการชี้แจงเหมือนเดิมผมใช้สิทธิต่อนะครับ
คือจริง ๆ แล้วท่านสมาชิกถ้อยคําในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็แก้ ให้สอดคล้องกับฉบับก่อน ก็ยกเอาทุกอย่างที่แก้ในฉบับก่อนมาใส่ไว้นะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าท่านสมาชิก ท่านธนามีอะไรยังติดใจอยู่หรือครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมเข้าใจที่ท่านสมาชิก ท่านได้ลุกขึ้นอภิปราย แต่ว่าต้องขอกราบเรียนท่านประธานว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับเมื่อสักครู่นี้ ที่สภาให้ความเห็นชอบไปก็เป็นร่างกฎหมายฉบับหนึ่ง ขณะนี้เราก็กําลังพิจารณา ร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... สิทธิของ สมาชิกตามข้อบังคับการประชุมสภานั้น เมื่อกรรมาธิการไปแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อสมาชิก สงสัยก็มีสิทธิซักถามได้ จะมาอ้างว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับที่แล้วลงมติไปแล้วจะตัดสิทธิ สมาชิกในการลุกขึ้นซักถามในร่าง พ.ร.บ. อีกฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องเหมือนกันนั้นคงไม่มี กฎหมายบังคับไว้ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสิทธิของท่านสมาชิก ท่านประธานก็คงจะต้องให้ คณะกรรมาธิการได้ตอบข้อสงสัยให้ชัดแจ้ง เพื่อที่สมาชิกจะได้ใช้ดุลยพินิจ ถ้าสมมุติว่า สมาชิกเกิดพิจารณาแล้วอาจจะมีความเห็นไม่ตรงกันก็เป็นสิทธิของสภาแห่งนี้ที่จะลงมติ แล้วกรณีที่เป็นกฎหมายขัดกันก็จะได้ว่ากันต่อไปครับท่านประธาน แต่ว่าอยู่ ๆ แล้วจะมา บอกว่าใช้สิทธิในการที่จะซักถามไม่ได้นั้น ผมคิดว่าคงไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภา เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าดุลยพินิจท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ถูกต้องแล้วนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกครับ ประธานก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบังคับ ท่านสมาชิกท่านก็อ้างสิทธิ ตามข้อบังคับ ผมก็จะเปิดโอกาสให้ทุกท่าน ใครสนใจจะอภิปรายอีกก็อภิปราย ถ้าไม่อภิปราย ผมก็ให้กรรมาธิการชี้แจงนะครับ เพราะวันนี้ครูบาอาจารย์ท่านก็ฟังอยู่ทั่วประเทศ ไม่มีใครอภิปรายนะครับ หมอชลน่านเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน คือโดยความเคารพท่านประธานนะครับ กฎหมาย ที่เราพิจารณาเป็นกฎหมายพวง เมื่อแก้ฉบับหนึ่งต้องไปแก้อีกฉบับหนึ่งที่มันมีเนื้อหาสาระ ที่สอดคล้องกัน ถ้อยคําทุกบรรทัดทุกตัวอักษรเขียนเหมือนกันหมดเลย ถ้าไม่มีเจตนา แอบแฝงเป็นอย่างอื่น ผมไม่ได้กล่าวหาสมาชิกนะครับ ถ้าไม่มีเจตนาแอบแฝงเป็นอย่างอื่น ถ้อยคํานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย เพราะว่าท่านเป็นคนบอกเราเองว่าต้องการให้กฎหมายฉบับนี้ผ่าน เราเสียงข้างน้อยสนับสนุนเต็มที่ครับ ยินดีช่วยเต็มที่เลย แต่พอช่วยไปแล้วกลับมาถูกสกัดกั้นด้วยเนื้อหาสาระที่คงเดิมเหมือนเดิมทุกอย่าง ผมก็อยากฟังคณะกรรมาธิการว่าจะตอบอย่างไร ถ้าตอบเหมือนเดิมไม่ต้องตอบครับ เอาเทป (Tape) มาเปิดเลย แล้วก็ถามว่ามติที่จะลงต่อไปนี้จะเหมือนเดิมไหม ผมก็เชื่อว่า เหมือนเดิม เพราะนี่กฎหมายรัฐบาลเสนอนะครับ ขอร้องท่านประธานด้วยความเคารพว่า ในสภานี้คือเกม กรุณาอย่าใช้เกมเกินเหตุ คนจะเป็นจะตายก็ต้องเข้าไปดูครับ กฎหมาย ที่จะผ่านก็ต้องผ่าน ไม่ใช่เอาแต่ได้อย่างเดียว ตอนนี้ยิงกันแล้วท่านประธาน ฝ่ายหนึ่งยิงกระสุนจริง อีกฝ่ายหนึ่งยิงบั้งไฟ จะให้มันตายทั้งหมดหรือ
เอาละครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา พอแล้วครับท่านธนาพอแล้ว ให้กรรมาธิการชี้แจงเลย แล้วจะได้จบ ท่านมีอะไรครับท่านธนา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ความจริงผมก็เคารพชื่นชมคุณหมอชลน่านซึ่งมีหลักการที่จะดําเนินการ ตามข้อบังคับให้เป็นไปอย่างถูกต้อง แต่วันนี้เองก็รู้สึกว่าคุณหมอได้ลุกขึ้นมาอภิปราย ในสิ่งที่ผมเชื่อว่าขัดกับหลักการในจิตใจของคุณหมอพอสมควร คุณหมอพูดได้อย่างไรครับว่า ผมลุกขึ้นเสนอนั้นมีเจตนาแอบแฝง ทําไมไม่คิดล่ะว่าผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คนหนึ่งก็ใช้สิทธิตามข้อบังคับการประชุมสภา ถ้าผมใช้สิทธิโดยไม่เป็นไปตามข้อบังคับ การประชุมสภาแล้วคุณหมอจะลุกขึ้นมาทักท้วงผมว่าผมมีเจตนาอื่นแอบแฝงผมจะไม่ว่า ท่านเลย แต่ว่าผมใช้สิทธิของผมตามข้อบังคับการประชุมสภา ท่านสมาชิกก็ไม่มีสิทธิ ไปข่มขู่กรรมาธิการว่าจะต้องตอบอย่างไร แล้วจะต้องลงมติแบบไหน เป็ นเอกสิทธิ์ ของสมาชิกแต่ละท่าน ขอให้เคารพซึ่งกันและกัน
เอาละครับ
ท่านประธานต้องตักเตือน ผมจะ ไม่ขอให้คุณหมอถอนคําพูดหรอกครับ เพราะว่าผมเชื่อว่าคนที่ฟังเข้าใจดีว่าเป็นอะไร แต่ว่าขอให้นึกถึงหลักกติกาในการดําเนินการ ท่านอาจจะพอใจหรือไม่พอใจก็ต้องเก็บ ความรู้สึกนี้ไว้ ถ้าเรายังยึดถือกติกาของข้อบังคับอยู่ก็ต้องเป็นไปตามนี้ครับท่านประธาน
ครับ ๆ เชิญท่านกรรมาธิการชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการวิสามัญ ดิฉันขออนุญาตชี้แจงต่อข้อสังเกตข้อซักถามของท่านสมาชิก ตามที่ ท่านสมาชิกได้กล่าวก็ถูกต้องแล้วว่ากฎหมายที่กําลังพิจารณาอยู่นี้เป็นกฎหมายพวงนะคะ เมื่อเช้าช่วงแรกเราได้ผ่านร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในมาตรา ๓ ที่ได้ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๗ ใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕ แล้วก็ได้มีการอภิปรายตอบข้อซักถาม ขณะนี้เรากําลังพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่มีข้อความที่จะต้องปรับให้สอดคล้องกัน ดิฉันกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเข้าใจว่า เพื่อนสมาชิกหลายท่านในช่วงเช้าอาจจะติดประชุมคณะกรรมาธิการหรือว่า ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมก็อาจจะไม่ได้ยินว่าได้มีเพื่อนสมาชิกบางท่านได้อภิปรายไปแล้ว หรือว่ากรรมาธิการได้ตอบไปแล้ว การตั้งข้อสังเกตในมาตรานี้อีกก็เป็นสิทธิที่ย่อมจะ กระทําได้ ดิฉันเองขอกราบเรียนสั้น ๆ แล้วกันนะคะ เพราะว่าเท่าที่ฟังดูทั้ง ๒ ท่าน ท่านก็ถามต่างจากเมื่อเช้านี้ฉบับแรก ยกตัวอย่างเช่นท่านทศพล ท่านทศพล ได้ตั้งข้อสังเกตว่าในร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กําลังพิจารณาอยู่นี้ มาตรา ๓ ที่ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๓ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ และให้ใช้ ข้อความต่อไปนี้แทน ท่านท้วงว่ามาตรา ๓๓ วรรคแรกกับวรรคสามมันไม่เชื่อมโยงกัน ดิฉันก็ขอตอบแล้วกันว่ามาตรา ๓๓ วรรคแรกเป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นว่าในการบริหาร และการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษาโดยคํานึงถึงระดับของ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จํานวนสถานศึกษา จํานวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสม ด้านอื่นด้วย เว้นแต่การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยอาชีวศึกษา อันนี้ก็เป็นความแรกว่าให้ยึดอะไรบ้าง โดยคํานึงถึงอะไรบ้าง ส่วนข้อความในวรรคสาม ที่คณะกรรมาธิการได้ไปปรับปรุงแก้ไขนั้นก็ได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าเหตุผล ของความจําเป็นที่จะต้องไปตัดวรรคสามทั้งหมด ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่สาม ตรงนี้กรรมาธิการไปแก้ไขออกก็ด้วยเหตุผลที่ได้ชี้แจงไป ครั้งหนึ่งแล้ว แต่ขอสรุปสั้น ๆ แล้วกันว่าเนื่องจากปัจจุบันโรงเรียน สถานศึกษา ในประเทศเรานั้นมีทั้งโรงเรียนที่จัดการศึกษาในระดับประถมศึกษา แล้วก็มัธยมศึกษา ตั้งแต่อนุบาลจนถึง ม. ๖ ก็มี อนุบาลจนถึง ม. ๓ ก็มี หรือว่าประถมศึกษาปีที่ ๑ จนถึง ม. ๖ ก็มี เพราะฉะนั้นทําให้มีความจําเป็นต้องมีการปรับปรุงถ้อยคําในวรรคสามเพื่อให้ เป็นทางออกสําหรับในการปฏิบัติได้ สําหรับรายละเอียดนั้นก็ได้ชี้แจงไปครั้งหนึ่งแล้ว ในเบื้องต้น ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการท่านใดจะมีคําชี้แจงเพิ่มเติมก็ขอเรียนเชิญค่ะ
ท่านชัยวัฒน์กรรมาธิการเสียงข้างน้อยผู้สงวนความเห็น เชิญครับ
ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตครับ ความจริงแล้วขึ้นมาครั้งนี้ขออนุญาตยกมือก็อยากจะกราบเรียนว่า เมื่อเช้าก็ได้พูดไปแล้ว แล้วก็เชื่อว่าสมาชิกทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วกฎหมายนี้เป็นกฎหมายพวง เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตครับ พูดไปก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นลงมติเลยครับ เร็ว ๆ ครับ เพราะว่าจะได้ไปสู่ญัตติในการที่จะแก้ปัญหา ในขณะนี้พี่น้องประชาชน กับทหารกําลังมีปัญหากันอีก อย่าให้ล้มตายอีกนะ อย่าให้ล้มตายอีก นี่มัน ๒๗ ศพแล้ว จะเอาอีกกี่ศพ เห็นบอกว่า ๕๐๐ ศพก็น้อยไป บอก ๕๐๐,๐๐๐ ศพก็ยินดีไม่ใช่หรือ จะเอากันถึงขนาดนั้นหรือ
มีผู้ประท้วง ประท้วงเรื่องอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ประท้วงท่านพูดเมื่อสักครู่นี่นะครับ เรายังไม่ถึง วาระที่ควรจะพูด เดี๋ยวจะไปกันใหญ่ เดี๋ยวก็มีหลาย ๆ คนก็ขึ้นมาอภิปรายอีก ถ้าท่านเร็ว ท่านไม่ต้องพูดแล้วเรื่องนี้ครับ ขอบคุณครับ
เอาอย่างนี้ครับท่านสมาชิก ผมถามมาตรานี้ก็มีกรรมาธิการเสียงข้างน้อยสงวนความเห็น อย่างท่านขจิตรไม่ติดใจแล้ว ท่านชัยวัฒน์ท่านก็ไม่ติดใจ
(นายสามารถ พิริยะปัญญาพร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านมีอะไรครับ ประท้วงหรือครับ
ประท้วงครับ
ผิดข้อบังคับข้อไหนครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายสามารถ พิริยะปัญญาพร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดราชบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอประท้วงท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ขอให้ถอนคําว่าจะเอาอีก ๕๐๐ ศพ หรือว่า ๕๐๐,๐๐๐ ศพ ผมถือว่าเป็นการพูดยั่วยุแล้วทําให้เกิดปัญหาในทุกวันนี้ ถ้าอยากจะมีญัตติให้สงบก็อย่าพูดอย่างนี้ครับ ขอให้ถอนด้วยครับ
คืออย่างนี้ครับ ผมฟังแล้วท่านก็พูดหรือไม่ได้ไปกล่าวหาใครให้เสียหาย ไม่ได้ว่าใครทั้งนั้น ฉะนั้นไม่ต้องถอนหรอกครับ ประธานวินิจฉัยแล้ว นั่งเถอะครับ ๆ จะได้ผ่าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นั่งเถอะครับ พอแล้วครับ ท่านไม่ได้ไปพาดพิงให้ใครเสียหาย ก็เป็นความคิดของท่านพูดขึ้นมา รําพึงรําพันขึ้นมาของท่าน ไม่ต้องให้ถอนหรอกครับ นั่งลงครับ ประธานวินิจฉัยแล้วเป็นเด็ดขาด นั่งลง เชิญนั่งลงครับ ผมจะได้ถามมติ เรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้ละครับ นั่งลงครับ เชิญนั่งครับ กรุณานั่งลง เชิญนั่งลง ขอความกรุณาท่านสมาชิกครับ เรากําลังมีร่างพระราชบัญญัติสําคัญอีก ๒ ฉบับจะให้จบ ขอความกรุณาเถอะครับ ประธานวินิจฉัยเป็นเด็ดขาด นั่งเถอะครับ เชิญท่านนั่งลงครับ ไม่นั่งประธานก็จะลุกขึ้นยืน
(นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ได้วินิจฉัยให้นายสามารถ พิริยะปัญญาพร นั่งลง แต่นายสามารถ พิริยะปัญญาพร ไม่ปฏิบัติตาม นายสามารถ แก้วมีชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง จึงได้ยืนขึ้น)
ท่านสมาชิกว่ากันต่อ มีท่านใดยังติดใจจะอภิปรายในเรื่องนี้ไหมครับ ท่านชลน่าน มีอะไรอีกครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในสิ่งที่ผมได้นําเสนอท่านประธานไป เพื่อนสมาชิกอาจจะ เห็นว่าผมเองฝืนใจในหลักการ โดยข้อเท็จจริงด้วยความเคารพจริง ๆ ผมเองก็พร้อมที่จะ ฟังกรรมาธิการชี้แจง กรรมาธิการชี้แจง ขออนุญาตท่านทศพล ท่านทศพลที่ถามนี่ ผมเองยอมรับ เพราะคําถามนั้นก็แตกต่างไปจากคําถามเดิม แต่ผมเองก็แปลกใจว่า ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เอ่ยชื่อกระผม บอกว่าอาจจะพูดด้วยความฝืนใจในหลักการ ที่เคยทํามาตลอดเรื่องดูข้อบังคับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ไม่ฝืนใจเลยครับ แต่ผมเอง แปลกใจว่าสมาชิกที่ผมเองเคารพนับถือดูว่าท่านมีข้อบังคับอยู่ในมือตลอด แต่กลับฝืนใจ ลุกขึ้นมาเพื่อจะอภิปรายถามคําถามเดิมเหมือนจะถามไปหมดทุกคําถาม คณะกรรมาธิการ ก็ตอบไปแล้ว มติก็ลงไปแล้วนี่ จริง ๆ เหมือนญัตติครับ ญัตติใดที่ผ่านการลงคะแนน ไปเรียบร้อยแล้วนี่ก็ไม่ควรเอาขึ้นมาอีก ก็แค่นั้นเองครับไม่ได้ติดใจมากมายนะครับ อย่าฝืนใจมากมายเกินไปเลยครับ เพราะลําบากใจครับ
ครับ ผ่านแล้วครับ ขอบคุณครับคุณหมอครับ เอาละครับ ท่านสมาชิกครับ ผมคิดว่าท่านสมาชิก คงไม่ติดใจมาตรา ๓ นี้แล้วนะครับ ก็เป็นการยกถ้อยคําซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเหมือนกันทุกถ้อยคํา ในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มาบัญญัติไว้ ให้สอดคล้องกัน ไม่ติดใจนี่ผมก็ไม่ต้องโหวตแล้วนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมคิด มีอะไรครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองคาย ผมยังติดใจอยู่นิดหน่อยครับ ถึงแม้ว่า หลายท่านจะไม่ติดใจแต่ผมก็ยังติดใจข้อความตรงวรรคสาม อ่านทั้งวรรคเลยนะครับ ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา อันนั้นตัดไปถูกต้องแล้วนะครับ แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปี ที่ ๓ นี่ตัดไปถูกต้องแล้ว การกําหนดให้สถานศึกษานั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ยึดระดับการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ อันนี้ผมว่าถ้าเราใช้คําว่า เดิม ต่อไปมันจะเสียหายไหม ให้ยึดระดับการจัดการศึกษาของสถานศึกษาเดิม คือที่มานี่เป็นสําคัญ เติมเดิมเข้าไป ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เติมเดิมเข้าไปแค่นั้นครับ มันจะชัดเจนเลยว่าที่มาของแต่ละสถานศึกษานี่ ใครมาจาก ประถมศึกษาก็การศึกษาเดิม คุณมาจากประถมศึกษานะ คุณจะจัดถึง ม. ๖ ก็ช่างคุณ คุณจะจัดอนุบาลถึง ม. ๖ คุณมาจากมัธยมศึกษานะ คุณก็ไปตามเดิมของคุณ ผมคิดว่า ครูเขาต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าใช้คําว่า เดิม เข้าไปคําเดียวเท่านั้นมันจะชัดเจนเลย แล้วไม่ต้องตีความอะไรกันอีกครับ ขอบคุณมากครับ
ขอเชิญดอกเตอร์อภิชาตครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะกรรมาธิการ ต่อประเด็นของท่านผู้อภิปรายที่เพิ่งจบไป ปัญหาก็คือถ้าเรากําหนดว่าเดิมนี่มันจะง่าย เช่นเดิมเป็ นโรงเรียนประถมศึกษา ก็ให้อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และถ้าเดิมเป็ นโรงเรียนมัธยมศึกษา ให้อยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา แต่เราไม่สามารถกําหนดตายตัวได้ในเรื่องดังกล่าว เพราะมันมีความเปลี่ยนแปลงเช่นโรงเรียนประถมศึกษามีการจัดการเรียนการสอน ขยายโอกาสไปเป็นมัธยมศึกษาตอนต้น ไปเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วบางโรงเรียน ไปจัดระดับก่อนประถมศึกษา จะเห็นว่าในช่วงเวลาหนึ่งที่เราเห็นว่าเป็นความจําเป็น ของชาติที่ต้องขยายโอกาสให้นักเรียนที่จบระดับประถมศึกษาเรียนต่อในระดับ มัธยมศึกษานี่ เรามีโครงการโรงเรียนขยายโอกาสขึ้นมา เพราะฉะนั้นจะมีโรงเรียนจํานวนหนึ่ง ประมาณ ๙๐ กว่าโรงเรียน ประมาณ ๙๕ โรงเรียนที่ไม่สามารถจัดการตามแบบเดิมได้ เพราะฉะนั้นข้อกําหนดเหล่านี้จึงถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถจัดการโรงเรียน ทุกโรงเรียนให้มีที่ยืนที่อยู่ว่าแต่ละโรงเรียนจะอยู่ในเขตพื้นที่ประถมศึกษาหรือเขตพื้นที่ มัธยมศึกษา บนความเปลี่ยนแปลงที่เราไม่สามารถกําหนดตายตัวได้นี้จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกําหนด ต่อไปว่าโดยพื้นฐานโรงเรียนเดิมที่สังกัดสํานักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ คณะกรรมการอาจจะพิจารณาว่าให้อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โรงเรียน ซึ่งเดิมเป็นโรงเรียนในสังกัดกรมสามัญศึกษาเรากําหนดให้อยู่ในเขตพื้นที่มัธยมศึกษา แต่ในส่วนโรงเรียนอื่นที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา เช่นเมื่อพูดถึงโรงเรียนขยายโอกาสนี่ เราบอกว่าวันนี้ในเมื่อเราต้องการกําหนดให้ชัดเจนว่าจะมีโรงเรียนที่เป็นเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาให้ชัดเจน ทําไมยังคงมีค้างเติ่งอยู่ใน โรงเรียนขยายโอกาส ข้อถกเถียงเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณา กรรมการบางท่าน ก็บอกว่าควรจะตัดให้เด็ดขาด โรงเรียนไหนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ไม่ต้องมีมัธยมศึกษา โรงเรียนไหนไปสังกัดเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาไม่ควรจะมี ประถมศึกษาค้างอยู่ ก็มีข้อคิดว่าโรงเรียนขยายโอกาสในอดีตที่เราสร้างขึ้นมา ที่เราขยาย ขึ้นมาก็มีความจําเป็นเพื่อให้โอกาสกับเด็กในชนบทยากจนที่ถ้าไม่มีโรงเรียนขยายโอกาส เด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสจะเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาจึงยังคงเป็นอยู่ แต่ผมคิดว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะเป็นผู้พิจารณาเรื่องเหล่านี้เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการคงจะมีเกณฑ์ในการกําหนดว่าเราจะมีหลักเกณฑ์เช่นไรที่จะดําเนินการ เช่น สังกัดเดิมของโรงเรียนที่เป็นอยู่ควรจะสังกัดประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษา ความเหมาะสม และความพร้อมของโรงเรียนที่วันนี้ผ่านช่วงเวลามาระยะเวลาหนึ่ง โรงเรียนประถมศึกษา ที่พร้อมจะยกระดับเป็นมัธยมศึกษาก็ควรจะมีโอกาสไปอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษาซึ่งวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมีเด็กน้อยลงเป็นโรงเรียนขนาดเล็กซึ่งมีอยู่ จํานวนไม่น้อยในประเทศนี้ ถ้าหากจะปรับไปโรงเรียนประถมศึกษาก็ควรจะถูกกําหนด ให้อยู่ในเขตพื้นที่ประถมศึกษา ความพร้อมของโรงเรียน ความเห็นของครูและบุคลากร ทางการศึกษาซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่น่าจะถูกนํามาพิจารณา เราจะเห็นว่าวันนี้มันได้เห็นว่า ความไม่ลงตัวในการเปลี่ยนแปลง ในการโอนสถานศึกษา เช่น โรงเรียนขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดนครราชสีมา ในจังหวัดนนทบุรี มีโรงเรียนที่ขอโอนจากโรงเรียนของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปอยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จํานวนมาก แต่การโอนไปอยู่ในสังกัดขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังมีปัญหาอยู่ว่า เมื่อสอบถามบุคลากรในโรงเรียนแล้วปรากฏว่าจะมีส่วนหนึ่งที่ยินยอมพร้อมใจจะไปอยู่ ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ถ้าครูอาจารย์ท่านใดไม่มีความประสงค์ จะไปอยู่ภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจะยังอยู่ในสังกัดเดิมได้ จึงเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยลงตัวนักว่าในโรงเรียนเดียวกันส่วนหนึ่งของบุคลากรไปอยู่ในองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น อีกส่วนหนึ่งยังสังกัด สพฐ. สังกัดที่เดิมอยู่ เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้ เมื่อเรามีร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาเราให้อํานาจคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะ เป็นผู้ตัดสินใจในการจะกําหนดว่าโรงเรียนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในสังกัดของ สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียนที่อยู่ในความดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนใดควรจะขึ้นอยู่กับ เขตพื้นที่การศึกษาใด ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าเป็นประโยชน์ในการจัดการเรื่องเหล่านี้ ให้ลงตัวครับ
มีสามาชิกท่านใดติดใจไหมครับ คุณสมคิด บาลไธสง ครับ
ติดใจครับท่านประธาน ผม สมคิด บาลไธสง คือถ้าพูดไม่ชัดแล้วเวลาเอาออกไปชาวบ้านเขาถามก็พูดไม่รู้เรื่อง ผมต้องพูด ผมเป็นครู ถ้าผมไม่อธิบายแล้วเกิดไม่เข้าใจกัน ในฐานะเป็นครูมาก่อนแล้วเวลาเรา กลับบ้านเราจะพูดอย่างไร ผมถามหน่อยว่าถ้าสมมุติว่าโรงเรียนที่เปิดขยายโอกาส อยู่เดี๋ยวนี้ ถ้าร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านแปลว่าไม่ให้มีมัธยมศึกษาใช่ไหม ผมถาม ถ้าพูด อย่างที่คณะกรรมาธิการพูด แปลว่าไม่ให้มีการขยายโอกาสใช่ไหม ทั้ง ๆ ที่เป็นการศึกษา ขั้นพื้นฐานเหมือนกัน บอกว่าอันนี้เป็นเขตประถมศึกษา อันนี้มัธยมศึกษา สมมุติอยู่ ภูอีด่างล่ะ มันถึง ม. ๓ เดี๋ยวนี้ แล้วคุณไปหยุดไม่ให้เขาเปิดจะให้เขาไปเรียนที่ไหน ต้องคิดตรงนี้ ผมบอกว่าถ้าการศึกษานี่ถึงเป็นประถมศึกษาก็ตามแต่ต้องขยายโอกาส มันต้องมี เราไปสร้างโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่ทันหรอกครับ มีนักเรียน ๓๐ คน จะไปสร้าง โรงเรียนเป็น ๑๐ ล้านมันไม่คุ้ม มันต้องมีการขยายโอกาสอยู่โรงเรียนประถมศึกษา เหมือนเดิม แต่คนมีศักยภาพเขาจะไปโรงเรียนมัธยมศึกษาก็เป็นเรื่องของเขา ต้องพูด ให้ชัดเจน ถ้าพูดแบบคณะกรรมาธิการพูดหมายความว่าถ้ามีเขตมัธยมศึกษาแล้ว ประถมศึกษาไม่มี ก็เรียบร้อยคนที่อยู่บ้านนอกไม่มีโอกาสได้เรียนครับ ขอบคุณมากครับ
เชิญกรรมาธิการ ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม อภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ขอเรียนท่านผู้แสดงความคิดเห็นนะครับว่าวันนี้ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ โรงเรียนขยายโอกาสที่เป็นอยู่ตั้งแต่เดิมมาจนถึงวันนี้ยังคงมีอยู่เหมือนเดิมทุกประการครับ แม้ว่าโรงเรียนนั้นจะถูกกําหนดให้อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาของประถมศึกษาถ้ายังมี การขยายโอกาสอยู่และมีนักเรียนเรียนอยู่วันนี้เราไม่ไปแตะต้องครับ เพราะเรารู้ดีว่า โรงเรียนขยายโอกาสเป็นความจําเป็นสําหรับผู้เรียนในเขตชนบทห่างไกล ซึ่งถ้าไม่มี การขยายโอกาสเขาจะไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับมัธยมศึกษา ไม่กระทบ ยังคงเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าถ้าโรงเรียนใดที่มีปัญหาว่าเด็กหายไป ลดไป ก็คงจะเป็นดุลยพินิจของผู้บริหาร โรงเรียนหรือคณะกรรมการของเขตพื้นที่ที่จะเป็นผู้กําหนดว่าควรจะยุบเลิกไป ฉะนั้นวันนี้ สิ่งที่ท่านเป็นห่วงเป็นใยนี่วันนี้ไม่กระทบครับ ยังคงเหมือนเดิมทุกประการครับ
ยังมีสมาชิกท่านใดติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๓๖ วรรคห้า ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการเสียงข้างน้อย คุณขจิตร ชัยนิคม ครับ
ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ เป็นการแก้ไขข้อความซึ่งผูกพันกับที่ลงมติไปแล้ว ไม่ติดใจครับ
มีท่านอื่นติดใจไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ไม่มี เชิญต่อเลยครับ
มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข
ท่านสมาชิกครับ เป็นอันจบการพิจารณาในวาระที่สองนะครับ
ต่อไปผมจะเชิญสมาชิกเข้ามาในห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติในวาระที่สอง ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อสมาชิกเข้าห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ขอเชิญท่านสมาชิก เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
อย่าเพิ่งส่งผลครับ บางท่านยังไม่ได้กด คุณรังสิมาครับ
ท่านประธานคะ ท่านช่วย กดออด เพราะว่าอยู่ตึกโน้นอีกค่ะ
ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ เมื่อสมาชิกทุกท่าน เข้าห้องประชุมแล้ว กรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ส่งผลการแสดงตนได้แล้วครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๓๑๑ ท่าน ครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปผมจะถามมตินะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรรับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในวาระที่สองกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นควรรับกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญสมาชิกลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ขอให้เจ้าหน้าที่ส่งผลการลงมติด้วยครับ ผู้เข้าประชุม ๓๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๒ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม แห่งนี้มีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สอง
ต่อไปจะเป็นการลงมติรับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้งฉบับในวาระที่สาม คงไม่ต้องตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้กดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญท่านลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงมติ ขอส่งผลการลงมติด้วยครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๖๖ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๑ ท่าน เป็นอันว่า สภาผู้แทนราษฎรมีมติรับร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวาระที่สามเรียบร้อยแล้วนะครับ
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาในวาระที่ ๔.๓ เชิญคุณบุญยอดครับ
กราบเรียนท่านผู้ทําหน้าที่ ประธานในสภาผู้แทนราษฎร ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย พรรคประชาธิปัตย์ กรุงเทพมหานคร ผมขออนุญาตต่อท่านประธานนะครับว่าท่านได้ออกไปแสดงความคิดเห็นในฐานะ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ๒ ครั้ง สัปดาห์ที่แล้ว ๑ ครั้ง และในวันนี้ ๑ ครั้ง ซึ่งผมเห็นว่า ท่านได้แสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม ไม่เป็นกลางในการเป็นประธานในที่ประชุม ท่านบอกว่ารัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในเหตุการณ์วันที่ ๑๐ เมษายน นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบ เรื่องนี้ทุกคนก็ทราบนะครับว่ายังไม่ได้มีการสอบสวน หรือมีการลงความเห็นแต่อย่างใดของคณะกรรมการ ผมถามท่านด้วยว่าท่านก็ปฏิบัติ ๒ มาตรฐานนะครับ ๗ ตุลาคม ๒๕๕๑ ทําไมท่านไม่ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบ ต่อการตาย
ไม่เป็นไรครับ ก็ขอให้อยู่ในความสงบครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผมเองครับ เชิญนั่งลงก่อนครับ คุณบุญยอด สุขถิ่นไทย เดี๋ยวเราไปอยู่ในวาระหารือนะครับ เดี๋ยวมี วาระหารือให้นะครับ แล้วจะเปิดโอกาสให้ท่านพูดได้ยาว
ผมประท้วงท่านครับ ผมประท้วงต่อการทําหน้าที่ของท่านครับ
ไม่เป็นไรครับประท้วง ผมก็ยังยืนยันนะครับ
ท่านฟังต่อสิครับ ยังไม่จบครับ ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานครับ นอกจากนั้นผมยังได้ยินเนื้อหาสาระที่น่าสนใจมากนะครับว่า ความประพฤติของท่านก็ไม่เหมาะสมกับการมานั่งเป็นรองประธานสภาในขณะนี้ครับ มีคนที่ช่องสะงําซึ่งเป็นชายแดนที่ภาคอีสาน
เดี๋ยวมีผู้ประท้วงกันใหญ่ครับ ไม่เป็นไรครับ ไม่ต้องประท้วงครับ เราก็ต้องรับฟัง ความคิดเห็นที่แตกต่างได้นะครับ เชิญท่านประยุทธ์นั่งลงเถอะครับ เดี๋ยวขอคุณบุญยอด ไปพูดตอนวาระหารือดีกว่านะครับ ขอความกรุณาท่านนั่งลงก่อนนะครับ นั่งลงครับ เพราะว่าเดี๋ยวเราจะพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔.๓ ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวเปิดโอกาส ให้เต็มที่ครับ เชิญนั่งลงครับ
(นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณบุญยอดจะประท้วงต่อหรือครับ เชิญครับ
ท่านผู้ทําหน้าที่ประธานครับ คนที่ช่องสะงําเขาบอกว่าท่านออกไปเล่นการพนันที่บ่อนการพนันประเทศเพื่อนบ้าน ท่านประพฤติไม่เหมาะสม ผมไม่สามารถอยู่ร่วมประชุมในขณะที่ท่านทําหน้าที่ประธาน
เดี๋ยวจะประท้วงกันใหญ่ครับ นี่ผมอะลุ้มอล่วยนะครับ ขอรักษามารยาทกันทั้งหมดนะครับ ขอเชิญทุกท่านนั่งลงครับ เพื่อความเรียบร้อยของการประชุมนะครับ ผมไม่อนุญาตให้พูด แล้วครับ นั่งลงทุกคนครับ เชิญคุณบุญยอดนั่งลงด้วยครับ ขอเชิญนั่งลงครับ ท่านประยุทธ์ นั่งลงครับ ขอความกรุณาอยู่ในอาการอันสงบด้วยนะครับ
(นายสุชาติ ลายนํ้าเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณสุชาตินั่งลงครับ ต่อไปจะเป็นระเบียบวาระที่ ๔.๓ ไม่เป็นไรครับ คงไม่ต้องประท้วง แล้วละครับ ต่อไปจะได้เข้าระเบียบวาระที่ ๔.๓ ให้จบนะครับ
(นางผุสดี ตามไท ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านดอกเตอร์ผุสดีประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันไม่ได้ ประท้วงท่านประธาน แต่ดิฉันกําลังจะขออนุญาตเรียนเตือนท่านประธานค่ะว่า หลายสัปดาห์ที่แล้วเราได้มีข้อตกลงว่าเมื่อท่านจะกดออดเพื่อจะลงมติหรือจะตรวจสอบ องค์ประชุม ขออนุญาตให้ทิ้งเวลาไว้ประมาณ ๓ นาที คือไม่ทราบจะรีบร้อนไปไหน ดิฉันจับเวลาขณะวิ่งมาจากตึก ๓ แล้วก็ตึกวุฒิสภา เพราะฉะนั้นดิฉันก็ขออนุญาต เดี๋ยวจะมีการลงมติในวาระต่อไป ขอความกรุณาให้ท่านได้ดําเนินการตามนั้นด้วย ขอบพระคุณค่ะ
จะเรียนชี้แจงอย่างนี้นะครับ ผมได้ทิ้งเวลาไว้พอสมควรจนผมมั่นใจว่าองค์ประชุมครบ ถึงจะบอกให้กด เมื่อกี้ถ้าสังเกตดูเรียกเข้ามาผมยังไม่ได้บอกให้กดและยังบอกเจ้าหน้าที่ อย่าเพิ่งส่งผลการนับองค์ประชุม เชิญครับ
ท่านประธานคะ ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อย่างนั้นดิฉันก็ต้องยืนยัน ไม่ถึง ๓ นาทีแน่ เมื่อกี้ดิฉันเดินเข้ามาท่านอย่าไปคิดว่าการไม่ต้องกดออดองค์ประชุมนั้น ไม่มีความสําคัญ และท่านคิดว่าท่านมั่นใจแล้วว่าองค์ประชุมครบนั้น ขอความกรุณาท่าน อย่าคิดอย่างนั้น เพราะพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ใส่ใจในการทําหน้าที่ ท่านประธานคะ อยากที่จะต้องทําให้องค์ประชุมครบด้วยตัวของเราเอง จะเกินก็ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นดิฉันต้องขอความกรุณาท่านจริง ๆ ขอบพระคุณค่ะ
ก็จะพยายามให้ครบ ๓ นาทีนะครับ
(นายสุชาติ ลายนํ้าเงิน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณสุชาติประท้วงอะไรครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม สุชาติ ลายนํ้าเงิน พรรคเพื่อไทย จังหวัดลพบุรี ท่านประธานเป็นประธานสภา อันทรงเกียรติ พฤติกรรมขณะเมื่อกี้ไม่ให้เกิดในสภาได้ ผมประท้วงให้ท่านประธานใช้ข้อ ๘ และใช้อํานาจประธาน เมื่อกี้มีสมาชิกขึ้นมาพูดเป็นการกล่าวหาลอย ๆ แล้วพูดว่า ไปเล่นที่โน่นที่นี่ ผมถือว่าที่นี่รับไม่ได้ นี่คือสภาอันทรงเกียรติ ท่านประธานต้องวินิจฉัยเรื่องนี้ แล้วตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวน
ผมได้ใช้อํานาจสั่งให้ทุกคนนั่งลงเรียบร้อยแล้วนะครับ ตอนนี้ก็ใช้อํานาจครับ ขอเข้า ระเบียบวาระที่ ๔.๓ ครับ
๔.๓ ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว
เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการเสนอด้วยครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผู้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ขอรายงานต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้
ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ ๒๓ ปีที่ ๓ ครั้งที่ ๗ (สมัยสามัญทั่วไป) วันพุธที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายทวีวัฒน์ ฤทธิ์ฤาชัย กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายอํานวย คลังผา กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (นายวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ กับประชาชน ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ๑๓,๘๑๒ คน เป็นผู้เสนอ) โดยใช้ร่างพระราชบัญญัติของคณะรัฐมนตรี เป็นหลักในการพิจารณา คณะกรรมาธิการได้มีการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ทั้งหมดจํานวน ๖ ครั้ง
บัดนี้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้วและได้เสนอรายงาน การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ พร้อมข้อสังเกตมาเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ให้ความเห็นชอบต่อไป
ขอเชิญท่านเลขาธิการครับ
ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ชื่อร่างพระราชบัญญัติ ไม่มีการแก้ไข คําปรารภ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๑ และมาตรา ๒ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมความ ในมาตรา ๗ (๕) ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น แต่เนื่องจากว่าการสงวนความเห็นนั้นไปเกี่ยวพัน กับที่ผมเสนอว่าให้เป็ นเขตพื้นที่การศึกษาภาคบังคับและเขตพื้นที่การศึกษา เตรียมอุดมศึกษา ซึ่งได้มีการลงมติไปในกฎหมาย ๒ ฉบับแล้ว ในมาตรานี้จึงไม่ติดใจครับ
ท่านดอกเตอร์พีรพันธุ์ แล้วก็จะเป็นท่านอภิชาตนะครับ กรรมาธิการ ดอกเตอร์พีรพันธุ์ พาลุสุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย กระผมเป็นกรรมาธิการอยู่ด้วย และกระผมได้ขอสงวนความเห็นโดยขอแก้ไขความ ในมาตรา ๗ (๕) หลักที่ผมเสนอขอให้มีการแก้ไขก็คือเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมาธิการ ผู้แทนครูที่จัดอยู่ใน ก.ค.ศ. ท่านประธานครับ ใน ก.ค.ศ. นั้นได้มีความพยายามที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา และโดยเฉพาะเมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับการเป็ น อ.ก.ค.ศ. หรือ ก.ค.ศ. ของครู สายมัธยมศึกษากับประถมศึกษาก็ได้มีการแก้ไขให้ไปแล้ว โดยเพิ่มผู้แทนของครูที่จะ มาจากส่วนของมัธยมศึกษาเข้าไปด้วย อย่างไรก็ตามผมเห็นว่ายังมีอีกวิชาชีพหนึ่ง ที่สําคัญอยู่ในร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ด้วยก็คือตําแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ตําแหน่งนี้ที่มีความสําคัญมากในระบบการศึกษาของประเทศเราและอยู่ใน กฎหมายหลายฉบับก็มีความสําคัญเช่นเดียวกัน แต่ในองค์ประกอบของ ก.ค.ศ. นี้ กลับไม่มีผู้แทนของศึกษานิเทศก์อยู่เลย ฉะนั้นเพื่อให้ความสําคัญกับวิชาชีพนี้ ผมจึงขอแก้ไขความในมาตรา ๗ (๕) เป็นว่ากรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาซึ่งมาจากการเลือกตั้งจํานวนทั้งหมดจาก ๑๒ คนก็เป็น ๑๓ คน เนื้อหา จริง ๆ ก็คือขอเพิ่มผู้แทนศึกษานิเทศก์สังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจํานวนเพียง ๑ คนก็จะเพิ่มเป็น ๑๓ คน ท่านประธานครับ ที่ผมต้องขอเพิ่มให้สําหรับตําแหน่งศึกษานิเทศก์ เนื่องจาก ถ้าดูตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งตามร่างที่เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้บอกว่าตําแหน่งสุดท้ายก็คือให้มีผู้แทน บุคลากรทางการศึกษาอื่น คําว่า ตําแหน่งผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ (ค) ก็แยกเป็น (๑) ศึกษานิเทศก์ (๒) ตําแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตาม ก.ค.ศ. กําหนด เมื่อไปดู จํานวนของบุคลากรตามมาตรา ๓๘ นี้แล้วก็จะพบว่าตําแหน่งศึกษานิเทศก์เท่าที่มีอยู่ ตอนนี้ประมาณ ๕,๙๐๐ กว่าคน ส่วนตําแหน่งอื่นก็ประมาณ ๑๓,๐๐๐ กว่าคน เอา ๒ ตําแหน่งนี้มารวมกันแล้วก็ให้เลือก ไม่มีทางที่ศึกษานิเทศก์จะได้รับเลือกเลยครับ เพราะจํานวนของเขาเพียงครึ่งหนึ่งของจํานวนทั้งหมดเท่านั้น ฉะนั้นถ้าให้มีการเลือกอย่างนี้ เห็นไหมครับศึกษานิเทศก์ไม่มีโอกาสจะได้รับเลือก แต่ถามว่าศึกษานิเทศก์มีความสําคัญไหม มีความสําคัญ ฉะนั้นผมก็เลยขอให้มีการแก้ไขให้เพิ่มผู้แทนศึกษานิเทศก์เข้าไปอีก ๑ คน ส่วนผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่นก็ขอให้แก้ชัดว่าเป็นไปตามมาตรา ๓๘ (ค ) (๒) ฉะนั้นก็จะไม่กระทบกระเทือนอะไรเลย เพียงแต่เพิ่มเข้าไปอีก ๑ คนคือศึกษานิเทศก์ เท่านั้นเอง ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญกรรมาธิการดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ อ๋อ มาตรา ๔ นะครับ มีสมาชิกท่านใด ยังติดใจมาตรา ๓ ไหมครับ คุณสมคิด บาลไธสง
ท่านประธาน ผมขออนุญาต ต่อท่านพีรพันธุ์นะครับ ซึ่งเรื่องตําแหน่งของศึกษานิเทศก์ก็เป็ นอีกตําแหน่งหนึ่ง ที่ผมได้รับการร้องเรียนมา ไม่ได้รับความสนใจในการเป็นผู้แทนในองค์กรของครูคือผู้ช่วย ผู้อํานวยการเขตหรือผู้ช่วยผู้บริหารนี่ครับไม่มี เขาบอกว่าไม่มีสิทธิสมัครอะไรได้เลย คือถ้าผู้แทน ผอ. เขตก็ผู้แทน ผอ. เขตไปเลย ไม่มีคําว่า รองผู้อํานวยการเขต เพราะฉะนั้น อันนี้สิ่งที่รองผู้อํานวยการเขตทั่วประเทศเขาร้องเรียนมาไม่มีสิทธิสมัครอะไรได้ทั้งนั้นเลย อันนี้ก็ขอฝากคณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบคุณมากครับ
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจ ขอเชิญท่านเลขาธิการดําเนินการต่อครับ
มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น ในมาตรานี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๒๑ วรรคหนึ่ง ท่านประธานครับ โดยรวมก็คือว่ามีคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษาประจําเขตพื้นที่กําหนดไว้ โดยมีจํานวนทั้งหมดนี่ผมไม่ขอแก้ไขนะครับ ผมขอตัด (๒) ออก (๒) มีว่า อนุกรรมการโดยตําแหน่งจํานวนสองคน ได้แก่ ผู้แทน ก.ค.ศ. และผู้แทนคุรุสภาซึ่งคัดเลือกจากผู้มีความรู้ความสามารถ หรือประสบการณ์ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการศึกษา ด้านกฎหมายหรือด้านการเงินการคลัง ที่ผมเสนอตัดวงเล็บนี้ออกก็จะตัดกรรมการออกไป ๒ ท่าน ที่เสนอตัดออกเพราะว่าผู้แทน ข้าราชการครูใน ก.ค.ศ. หรือคุรุสภานี้ ท่านคงจะทราบข่าวทั่วไปว่าในการคัดเลือกนั้น มีข้อตําหนิ มีสิ่งที่ผิดพลาดมากมายเสนอต่อสื่อมวลชนแล้ว และในความเป็นจริงขณะนี้ ก.ค.ศ. หรือคุรุสภาก็ไปออกระเบียบว่าหลังจากเขตพื้นที่คัดเลือกมาแล้วก็ให้กรรมการ แต่ละคนเสนอจากส่วนกลางได้อีก ปรากฏว่ามีการเลือกผู้แทนจากส่วนกลางไป เวลาจะ ประชุมต้องไปเบียดเบียนค่าเบี้ยประชุมจากสํานักงานเขตพื้นที่อีก ทํานองว่า ส่งข้าราชการส่วนกลางไปกินเมือง ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อผิดพลาดแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะไป แนะนําส่วนพื้นที่มากมายกว่าที่เขารับรู้แล้ว เพราะฉะนั้นผมถึงขอตัดออก ในจํานวน ๒ คนนี้ที่ตัดออกแล้วจึงไปเพิ่มให้ผู้แทนข้าราชการครูซึ่งมีสายผู้สอนจํานวนมาก เขามี ผู้แทนได้ ๑ คน ผมก็ไปเพิ่มให้เป็น ๒ คน แล้วก็ไปเพิ่มให้ศึกษานิเทศก์ซึ่งยังไม่มีผู้แทน จํานวน ๑ คน และบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา ๓๘ (ค) (๒) อีก ๑ คน ซึ่งจะทําให้ อนุกรรมการข้าราชการครูมีความสมบูรณ์มากขึ้นอยู่ในพื้นที่ ไม่จําเป็นต้องให้มีการวิ่งเต้น คัดเลือก หรือมีข่าวคราวเรื่องการจ่ายเงินจ่ายทองจากคุรุสภา และ ก.ค.ศ. ซึ่งมีปัญหา กรณีต่าง ๆ มากมาย ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการก็ทราบเรื่องนี้ดีแล้วนะครับ ผมจึงขอตัดออกครับ
กรรมาธิการ ดอกเตอร์อภิชาต การิกาญจน์ ครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม อภิชาต การิกาญจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับมอบหมายจากท่านสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ให้อภิปรายสนับสนุน ความเห็นที่ท่านขอแก้ไขในมาตรา ๒๑ วรรคสองและวรรคสาม ใน (๒) อนุกรรมการ โดยตําแหน่งจํานวนสองคน ได้แก่ ผู้แทน ก.ค.ศ. และผู้แทนคุรุสภาซึ่งคัดเลือกจากผู้ที่มี ความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย หรือด้านการเงินการคลัง เพิ่มเติมนะครับ และมีภูมิลําเนา หรือเคยดํารง ตําแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษานั้น ผมเรียนว่าสิ่งที่เราได้เห็นขณะนี้ ก็คือทั้ง ๒ ตําแหน่งคือผู้แทนคุรุสภาและผู้แทน ก.ค.ศ. วันนี้จะเป็นคนที่ถูกเสนอไป โดยส่วนกลางเกือบทั้งสิ้น จริงอยู่ให้เขตพื้นที่เสนอบุคคลมา เสนอมา ๒ คน ส่วนกลาง เสนอมาผนวกอีก ๒ คน แล้วในที่สุดคนที่เป็นตัวแทนมาจากเขตพื้นที่การศึกษาจะมี โอกาสน้อยมากที่จะได้รับโอกาสของการเป็นตัวแทนในฐานะผู้แทนคุรุสภาและผู้แทน ก.ค.ศ. ใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ จึงจําเป็นที่จะต้องระบุลงไปให้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นบุคคล ที่มีภูมิลําเนา หรือเคยดํารงตําแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษานั้น ถ้าหากว่า การตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่มัธยมศึกษาจะได้ตระหนักถึงข้อสังเกตอันนี้ ซึ่งผมได้เสนอ เป็นข้อสังเกตท้ายร่าง พ.ร.บ. ว่าการเสนอผู้แทนคุรุสภาและผู้แทน ก.ค.ศ. ในเขตพื้นที่ มัธยมศึกษาที่จะเกิดประโยชน์ในการแนะนําแนวทางต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษา ของเขตพื้นที่ สมควรจะให้บุคคลที่อยู่ในเขตพื้นที่ได้เป็นตัวแทนและมีการคัดเลือก จากสมาชิกคุรุสภา คัดเลือกจากคณะครู ซึ่งมีใบประกอบวิชาชีพในเขตพื้นที่ ในวรรค (๓) เช่นเดียวกันครับ อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนสี่คน ซึ่งคัดเลือกจากผู้ที่มี ความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการศึกษา ด้านกฎหมาย และด้านการเงินการคลัง จะต้องเป็นผู้มีภูมิลําเนา หรือเคยดํารงตําแหน่ง หรือปฏิบัติหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษานั้นด้านละหนึ่งคน อันนี้เช่นเดียวกันครับ อนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ วันนี้ก็มีสภาพเหมือนกันในการคัดเลือก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ การศึกษาที่ผ่านมามักจะเป็นผู้ที่ถูกส่งไปจากส่วนกลางเป็นหลัก ถ้าการเลือก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่มัธยมศึกษาในวันข้างหน้าภายหลังจาก พ.ร.บ. นี้ประกาศใช้ ผมอยากเห็น ความก้าวหน้าว่าต้องกําหนดให้สมาชิกคุรุสภาในพื้นที่ ผู้ประกอบวิชาชีพครูในพื้นที่ สามารถลงคะแนนเสียงเลือกตัวแทนของเขาเองในเขตพื้นที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ผมได้บันทึกเป็นข้อสังเกตท้ายร่าง พ.ร.บ. ไว้ ไม่ได้บันทึกเพื่อให้ที่ประชุมลงมติรับทราบ อย่างเดียว แต่อยากเห็นเป็นแนวทางในการปฏิบัติจริงหลังจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ประกาศใช้ครับ
มีสมาชิกท่านใดยังติดใจไหมครับ เชิญคุณสมคิดครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สมคิด บาลไธสง พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดหนองคาย ผมอยากอภิปรายมาตรา ๔ ที่แก้ไขมาตรา ๒๑ (๔) อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมก็เรียกร้องไปยังคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เหมือนกัน ตรงผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหารสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น อันนี้ก็เหมือนกันอยู่ระดับเขตพื้นที่ ระดับชาติก็เหมือนกัน รอง ผอ. เขต หรือรอง ผอ. โรงเรียน ไม่มีสิทธิสมัครอะไรทั้งสิ้นเท่าที่ผ่านมานะครับ อันนี้ก็เหมือนกันก็ออกมาลักษณะเดิม ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่นในหน่วยงาน ทางการศึกษาในเขตพื้นที่ ๑ คน คือกรณีอย่างนี้ผู้ช่วยหรือ รอง ผอ. เขตไม่มีสิทธิสมัคร เหมือนกัน อันนี้ก็ฝากท่านอภิชาตด้วยที่ได้สนใจตรงนี้ ผมอยากให้ทุกคนมีสิทธิ มันเหมือน ๆ กับรัฐธรรมนูญตัดสิทธิทางการเมือง ส.ส. ๕ ปีอย่างนี้ อันนี้รอง ผอ. เขต กับรอง ผอ. โรงเรียน ผู้ช่วย ผอ. โรงเรียนไม่ได้เลย ไม่มีสิทธิรับสมัครครับ ขอบคุณมากครับ
ไม่มีสมาชิกติดใจ เชิญท่านเลขาธิการครับ
มาตรา ๕ ไม่มีการแก้ไข มาตรา ๖ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
กรรมาธิการขจิตร ชัยนิคม ครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการที่ขอสงวนความเห็น เป็นการสงวนความเห็นเพื่อแก้ไขถ้อยคําเรื่อง เขตพื้นที่การศึกษาภาคบังคับและเขตพื้นที่เตรียมอุดมศึกษา ประเด็นนี้ได้ผ่านการลงมติ ไปแล้ว ไม่ติดใจครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๗ ไม่มีการแก้ไข มีกรรมาธิการขอสงวนความเห็น
เชิญกรรมาธิการขจิตรครับ
ผม ขจิตร ชัยนิคม กรรมาธิการ หลักการเดียวกันกับมาตรา ๖ ครับ
เชิญครับ
มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข
ท่านครับ มีกรรมาธิการต้องการจะชี้แจงนะครับ เชิญท่านกรรมาธิการครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตกราบเรียนว่าสําหรับร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมาย ที่เป็นพวงมาจากกฎหมายฉบับที่ผ่านไป ๒ ฉบับนั้นแล้ว เป็นการแก้ไของค์ประกอบ ของคณะอนุกรรมการ และคณะกรรมการใน ก.ค.ศ. และอนุกรรมการในองค์กรสิทธิ ทางการศึกษาให้สอดคล้องกันเมื่อมีการแยกประถมศึกษากับมัธยมศึกษาแล้วก็มีการแก้ไข ให้สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการจากผู้แทน คณะกรรมการครูและบุคลากรทางการศึกษา แล้วก็กรรมการโดยตําแหน่ง ซึ่งกราบเรียนว่า สําหรับข้อสังเกตที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้ให้ข้อสังเกตไว้นั้นเป็นข้อสังเกตที่สามารถ นําไปปฏิบัติ โดยออกเป็นหลักเกณฑ์ในการสรรหา ในการคัดเลือกบุคคลเข้ามาอยู่ ในองค์คณะ อันนี้ขอกราบเรียนกรุณาทราบครับ
เชิญท่านเลขาธิการต่อครับ
มาตรา ๘ ไม่มีการแก้ไข
ท่านสมาชิกครับ เป็ นอันว่าจบการพิจารณาเรียงตามลําดับมาตราในวาระที่สอง เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านกรรมาธิการครับ
ท่านประธานที่เคารพ ผม เสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญครับ ขออนุญาตนําเรียนว่า อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษานั้น รองผู้อํานวยการโรงเรียนเขามี สิทธิที่ทั้งเลือกแล้วก็สมัครรับเลือกตั้งด้วย อันนี้ก็คงไม่มีปัญหาอะไรตรงนี้ ตอบสั้น ๆ อย่างนี้ ส่วนสําหรับตัวแทนของ ก.ค.ศ. รองเลขาธิการก็มีสิทธิเลือกตามที่ท่านเลขาธิการ ได้ตอบแล้วครับ
ไม่มีสมาชิกท่านใดติดใจแล้วนะครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ท่านสมาชิก เป็นอันว่าจบการพิจารณาเรียงตามลําดับมาตราของร่างพระราชบัญญัติ ตามวาระที่สองเรียบร้อยแล้ว ขอเชิญสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อเตรียมลงมติได้แล้วครับ
(พันเอก อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อสมาชิกเข้าห้องประชุมเรียบร้อยแล้วกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ อย่าเพิ่งส่งผล การเสียบบัตรแสดงตน เพราะมีสมาชิกหลายท่านยังเดินเข้ามาครับ ขอเชิญสมาชิก เข้าห้องประชุม เมื่อสมาชิกท่านที่เข้ามาแล้วก็ขอให้เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ส่งผลการแสดงตนได้แล้วครับ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๓๑๐ ท่าน ครบองค์ประชุม
ผมจะถามมติท่านสมาชิก ท่านสมาชิกท่านใดเห็นควรให้รับร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ในวาระที่สองกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญ ลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงมติ ส่งผลการลงมติครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๗๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๕๔ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๗ ท่าน เป็นอันว่าสภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สอง
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปจะเป็ นการลงมติในวาระที่สามนะครับ คือร่างพระราชบัญญัติทั้งฉบับ ผมจะถามสมาชิกนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ทั้งฉบับกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย กรุณาลงมติได้แล้วครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงมติครับ ขอผลการลงมติครับ ท่านสุทัศน์ลงมติเห็นด้วยเดี๋ยวเพิ่มไปอีก ๑ ท่าน ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๖๖ ท่านรวมทั้งท่านสุทัศน์ด้วย เห็นด้วย ๓๕๓ ท่านรวมท่านสุทัศน์ แล้วนะครับ ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๓ ท่าน เป็นอันว่า สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในวาระที่สาม
ท่านอย่าเพิ่งออกไปไหนนะครับ เพราะว่าเดี๋ยวมีข้อสังเกตครับ ท่านสมาชิกครับ คณะกรรมาธิการได้มีข้อสังเกตตามที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกได้อ่านไปแล้ว เดี๋ยวจะขอมติว่าสมาชิกจะเห็นชอบด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ถ้าหากว่าท่านเห็นชอบในข้อสังเกตกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าไม่เห็นชอบกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ขอเชิญลงมติครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ปิดการลงมติครับ ขอส่งผลการลงมตินะครับ ผู้เข้าร่วมประชุม ๓๕๗ ท่าน เห็นด้วย ๓๔๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน ท่านสมาชิกครับ เป็ นอันว่าสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... พร้อมทั้งข้อสังเกต เรียบร้อยแล้วนะครับ
วาระต่อไปเป็นเรื่องสืบเนื่องจากที่เมื่อเช้าท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๒๕ เปิดให้มีการหารือเกี่ยวกับเรื่องสถานการณ์ของบ้านเมือง ในปัจจุบันเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง ท่านไม่ได้อนุญาตให้ มีการเสนอญัตติด่วน ท่านให้หารือกันครับ ก่อนจะมีการหารือผมจะขอร้องสมาชิกทุกฝ่าย อยากจะให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายด้วยเหตุด้วยผลพร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการแก้ไข ปัญหาของชาติบ้านเมืองของเรา ก็ขอเชิญดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ต้องขอบคุณท่านประธานและขอบคุณทางรัฐบาลที่ให้ โอกาสใช้สภาแห่งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองในขณะนี้ ต้องขอบคุณด้วยใจจริงครับ ท่านประธาน เพราะวันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นพวกเราจะปฏิเสธไม่ได้ครับท่านประธาน เราต้องยอมรับครับว่าทุกฝ่ายผิดทั้งหมดไม่มีใครถูกหรอกครับ ผิดมาก ผิดน้อย แต่เราจะ หาทางอย่างไรที่จะนําเรื่องเหล่านี้เข้าสู่สภา ผมได้ยินรัฐบาลพูดหลายครั้งว่าเรื่องการเมือง ต้องแก้ด้วยการเมือง สภาสามารถใช้ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเสียดายครับที่เราใช้สภาไม่คุ้มกับเงินเดือนที่พวกเราได้รับ สภาถูกพี่น้องประชาชนหลาย ๆ ฝ่ายด้วยกันเห็นว่าสภาไม่เป็นผู้ใหญ่ สภาแก้ไขปัญหา ของประชาชนไม่ได้ แม้กระทั่งวุฒิสภาเราก็ต้องยอมรับครับท่านประธานว่าวุฒิสภาก็มีความแตกแยก ทางความคิด ถามว่าวุฒิสภาควรจะเป็นผู้ใหญ่ไหม แต่ด้วยพฤติกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้น วุฒิสภายังมีความอ่อนด้อยในเชิงความคิดยิ่งกว่าสภาผู้แทนราษฎรในขณะนี้ วันนี้ผมดีใจ ที่หัวหน้ารัฐบาลมานั่ง ทําไมทุกครั้งผมจะต้องเรียกว่านายกรัฐมนตรี แต่วันนี้ผมเรียกว่า หัวหน้ารัฐบาล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครับท่านประธาน ผมไม่อยากให้หัวหน้ารัฐบาลต้องถูก ประณามโดยสื่อมวลชนทั้งที่ชอบท่านและไม่ชอบท่านก็มีมากมาย วันนี้เขาขนานนาม ท่านว่าเป็นฆาตกรบ้าง มือเปื้อนเลือดบ้าง แต่สิ่งเหล่านี้มันสะท้อนให้เห็นความรู้สึก ของพี่น้องประชาชนอยู่ในขณะนี้ พฤติกรรมหลาย ๆ อย่างครับที่มันเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้
มีผู้ประท้วงแล้วครับ ดอกเตอร์สุรพงษ์ครับ คุณจุติ ไกรฤกษ์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมไม่มีเจตนาจะขัดขวางการเสนอ ความเห็นของเพื่อนสมาชิกครับท่านประธาน แต่ผมอยากจะประท้วงท่านประธานว่า ท่านประธานน่าจะวางกรอบสักนิดหนึ่งว่าอะไรควรพูดได้บ้าง อะไรไม่ควร แล้วแต่ละท่าน ให้กี่นาที เพราะผมก็จะได้เตรียมตัวให้ถูกครับท่านประธาน ทุกคนจะได้ทําเหมือนกัน แล้วผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าที่ท่านประธานได้กรุณาวินิจฉัยไว้ว่าให้เสนอ ทางออกของประเทศ ผมก็อยากให้ท่านประธานเน้นตรงนี้นะครับ เพราะว่าทุกคนมาด้วย ความคิดในเชิงบวก อย่างที่บอกว่าไม่มีใครผิด ผมเชื่อว่าจะมีทางออกที่ดี ที่สวยหรู แต่ถ้าเผื่อเลี้ยงลูกไต่เส้น มันก็ไต่เส้นทั้งคู่ มันก็ปะทะกันอีกครับ อยากจะให้ท่านประธาน ได้กรุณาวินิจฉัยด้วยครับ
ผมจะขอเรียนพวกเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ อยากจะให้พวกเราอภิปรายด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความสร้างสรรค์และพร้อมเสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองนะครับ ผมจะกําหนดเวลาประมาณท่านละ ๑๒ นาที แต่ถ้าท่านใดอภิปรายยังมีเนื้อหาอยู่ ผมก็จะอนุญาตต่อให้เพิ่มเติมได้อีกตามสมควรนะครับ ในขั้นต้นนี้ขอกรอบสักท่านละ ๑๒ นาที พร้อมทั้งให้ข้อเสนอแนะด้วยนะครับ เพราะรู้สึกว่าจะมีผู้ยกมือค่อนข้างมาก ขอเชิญดอกเตอร์สุรพงษ์ต่อครับ
ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ผมอยากจะฝากท่านประธาน
มีผู้ประท้วงหรือหารือครับ คุณธนาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ธนา ชีรวินิจ กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ผมว่าท่านประธานกําหนด เฉพาะเวลาการอภิปรายคงจะไม่ได้ครับ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มันมีผลกระทบรุนแรง กับสถานการณ์ในปัจจุบัน ผมเห็นด้วยกับท่านสุรพงษ์ที่ได้ยกประเด็นของข้อหารือว่า จะมาแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง เพราะฉะนั้นผมอยากให้ท่านประธานล้วงลึกเข้าไป ในรายละเอียดของการอภิปรายด้วยครับ เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่สงบ จําเป็น อย่างยิ่งที่ทุกคนจะต้องช่วยกันประคับประคองไม่ให้มีการเติมเชื้อไฟหรือยั่วยุให้กับ ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด คําอภิปรายในสภาวันนี้จะต้องเป็นการอภิปรายที่สร้างสรรค์ เพื่อที่จะ เสนอทางออกให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง จะไม่ใช้เวทีแห่งนี้เพื่อยั่วยุหรือต่อว่า กลุ่มบุคคลใดที่ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวความคิดของตนเอง ถ้ากําหนดในลักษณะอย่างนี้ได้ ผมเชื่อว่าที่ประชุมสภาแห่งนี้จะได้สร้างสีสัน แล้วก็สร้างวุฒิภาวะให้กับพี่น้องประชาชน จะเห็นว่าเราได้สละความคิดที่เป็นเรื่องของตัวเองออกทั้งหมด ที่จะพูดจะจาต่อไปนี้ เป็นเรื่องของประเทศชาติล้วน ๆ ผมเชื่อว่าจะเป็นการอภิปรายที่ดี แล้วทุกคนก็จะรับฟัง การประชุมก็จะเดินหน้าไปได้ แต้ถ้าเมื่อไรก็ตามลุกขึ้นมาอภิปรายโดยเอาความคิดของ ตัวเองเป็นหลัก เป็นการยั่วยุฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ผมเชื่อว่าถ้าอย่างนั้นสมาชิกของสภาแห่งนี้ ก็คงจะไม่สามารถที่จะปล่อยให้มีการอภิปรายอย่างนั้นออกไปได้ เพราะว่ามันสุ่มเสี่ยงต่อ สถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานว่าช่วยกําชับเพื่อนสมาชิก ในที่ประชุมแห่งนี้ด้วยครับว่าการอภิปรายวันนี้ขอให้เป็นเชิงสร้างสรรค์และจะต้อง ไม่เป็นการยั่วยุต่อสถานการณ์ในปัจจุบันครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ผมได้กล่าวไปในตอนต้นของการหารือแล้วนะครับว่าขอให้สมาชิกทุกฝ่ายใช้การหารือ ที่สร้างสรรค์ เสนอข้อเท็จจริง การกล่าวหาหรือการพูดที่จะยิ่งสร้างความแตกแยกให้กับ บ้านเมืองของเราก็กรุณางดเว้นนะครับ ผมให้กรอบเวลาท่านละ ๑๒ นาที แต่จะดูเวลานะครับ เพราะว่าถ้าท่านยังพูดมีเนื้อหาก็จะต่อให้ตามความจําเป็นนะครับ เชิญดอกเตอร์สุรพงษ์ ต่อครับ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมยังไม่ได้เริ่มอภิปรายเลยนะครับ แต่ที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าต้องอภิปรายในเชิงสร้างสรรค์
มีผู้ประท้วงครับ คุณนิโรธครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ไม่ได้ ประท้วงนะครับ ผม นิโรธ สุนทรเลขา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครสวรรค์ พรรคชาติไทยพัฒนา ผมอยากจะแชร์ (Share) ความคิดเห็นในตรงนี้นิดหนึ่งครับ
ก็ขอดอกเตอร์สุรพงษ์ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวผมจะเรียกตามลําดับครับ
ผมนําเสนอสั้น ๆ ๒ ประโยคครับ การอภิปรายในวันนี้เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ผมไม่อยากให้ใช้เหตุและผล ผมอยาก ให้ใช้อารมณ์รักร่วมกันดีกว่าเพื่ออภิปราย มันก็จะได้เกิดอารมณ์รักร่วมกันมันถึงจะ หาทางออกให้กับประเทศ ถ้าเราใช้เหตุและผลต่างฝ่ายต่างก็เอาเหตุและผลเข้ามา มันก็จะเป็นการถกเถียงเพื่อชัยชนะในตรงนั้นเอาเหตุผลคะคานกัน ขอให้ใช้อารมณ์รักนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เพื่อนสมาชิกน่าจะรับฟังครับ เชิญดอกเตอร์สุรพงษ์ต่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม สุรพงษ์ จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่พยายาม จะเสนอแนะการอภิปรายในวันนี้เพื่อหาทางออก ถ้าท่านประธานฟังตอนเมื่อเช้าที่ลุกขึ้นยืน ผมพยายามที่จะหาแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะผมไม่อยากเห็นพี่น้องประชาชน ต้องล้มตายอีกต่อไป วันที่ ๑๐ เมษายน กราบเรียนว่า ๒๐ กว่าคน วันที่ ๒๒ เมษายน อีก ๑ คน หรือ ๓ คนก็ตามที่เป็ นข่าว ผมไม่ต้องการเห็นพี่น้องประชาชนคนไทย ต้องเสียชีวิตเพิ่มอีกครับ และในขณะที่ผมลุกขึ้นพูดนี้เมื่อกี้เพื่อนก็มากระซิบว่าที่ดอนเมือง ก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม ท่านประธาน ผมอยากจะเรียกร้องว่าวันนี้ในสภาแห่งนี้ เราสามารถที่จะพูดคุยกันได้ พูดกันรู้เรื่อง แต่ทุกฝ่ายต้องใจกว้าง ผมพยายามจะบอกว่า สิ่งที่ผ่านมาแล้วเราเรียกกลับคืนมาไม่ได้ แต่เราจะทําอย่างไรให้อนาคตของประเทศชาติ เดินต่อไปได้ ความเมตตาธรรม ความเสียสละ ความรับผิดชอบ ของผู้บริหารบ้านเมือง บางครั้งต้องเสียสละ ความเจ็บปวดอาจจะเกิดขึ้นบ้างแต่ต้องยอม ในฐานะที่เป็นผู้นํา ฝ่ายรัฐบาลก็ต้องพูดคุยกัน พี่น้องประชาชนมีคุณค่ามากสําหรับประเทศไทย เพราะอย่างน้อย ประชาชนก็เลือกพวกเรามามาเป็นผู้แทนราษฎร เงินภาษีทุกวันนี้พี่น้องประชาชนทุกคน เสียภาษี เรากินเงินเดือนเขา แต่ถ้าเราจะมาทําร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมคนหนึ่งละ ไม่เห็นด้วย ชีวิตทุกคนมีค่า เศรษฐกิจจะล่มสลายไปกี่แสนล้านบาทแต่เมื่อเทียบกับชีวิต ของคนไทย ๑ คนแล้วผมยอมไม่ได้ คนไทยคนหนึ่งอาจจะมีคุณค่ามากกว่าเงินที่เราเสียไป ในขณะนี้ ผมถือว่าสิ่งที่ผ่านมาน่าจะเป็นบทเรียนที่รัฐบาลจะต้องรีบปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะ ศอฉ. ต้องกราบเรียนเลยว่า ศอฉ. ให้ข่าวออกไปนั้นบางครั้งก็สร้างความแตกแยก เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการกล่าวอ้างว่ามีขบวนการล้มสถาบัน ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า คนไทยแต่ละคนที่เกิดขึ้นมาในผืนแผ่นดินนี้จะไม่เคารพรักสถาบัน เพราะเราได้รับการอบรม มาตั้งแต่เด็ก เราเคารพรักองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ผมไม่เชื่อหรอกครับว่าคนไทยจะมีจิตใจขนาดนั้น แต่การกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน และออกสื่อไปฝ่ายเดียวผมว่ามันเป็นอันตราย แล้วยิ่งวันนี้สื่อทีวี (TV) ต่าง ๆ อย่างที่ผม เคยอภิปรายในกระทู้ถามสดของผม ผมเคยเรียกร้องว่าให้สื่อแสดงความเป็นกลางให้มาก ที่สุด วันนี้สังคมโลกเขาติดตามสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เราไปปิดบังข้อมูลข่าวสาร เหล่านั้นไม่ได้ ยกตัวอย่างอย่างมีข่าวบางช่องที่ออกมาว่าการทําร้ายกันนั้นมีการวิ่งไปอยู่หลังทหาร ก็เป็นข่าว ข่าวลือต่าง ๆ นานามันออกมามากมาย เราจะให้ข่าวลือเหล่านั้นหรือข่าวปล่อย มันหมดสิ้นไปจากสังคมไทยได้หรือไม่ ถามว่าวันนี้สภามาพูดเรื่องนี้สายเกินไปหรือไม่ ผมว่าไม่สายหรอกครับ ไม่สายเกินไปถ้าเรามีความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่คนที่จะแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมดคือผู้นําของรัฐบาลต้องมีความจริงใจอย่างเดียว ท่านได้พูดหลายครั้งครับว่าจะใช้สภาแห่งนี้เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ท่านไม่ได้ใช้มันก็ไม่เป็นประโยชน์ แม้กระทั่งทหาร ผบ.ทบ. ท่านก็ออกมาพูดชัดเจนว่า คําสั่งใด ๆ ท่านก็จะปฏิบัติตามคําสั่ง แต่ถ้าให้ท่านไปฆ่าคนท่านก็ไม่อยากทํา เพราะข้าราชการประจําเราก็ต้องเห็นใจเขา ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์วุ่นวาย มีพี่น้องเสียชีวิต ทหารจะถูกโจมตีมากมายว่าทหารฆ่าประชาชน ทั้ง ๆ ที่บางคนเขาไม่อยากจะทําสิ่งเหล่านั้น แต่รัฐบาลจะใช้คําสั่งอย่างเดียวโดยปราศจากความรับผิดชอบมันไม่ได้ครับท่านประธาน ผมรักเกียรติศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร ผมเกิดมามาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องการรับใช้พี่น้องประชาชน ต้องสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับสังคม ถ้าสังคมเรา สามารถสงบ สันติได้ บ้านเมืองเราเดินต่อไปได้ครับ วันนี้ประเทศเพื่อนบ้านแม้กระทั่ง ประเทศพม่าเอง จากบทสัมภาษณ์ของผู้นําฝ่ายค้านของเขาก็ชัดเจน พวกเราจะแก้อย่างไร เราก็ต้องมาคุยกัน อํานาจอยู่ในมือท่านไม่กี่วันหรอกครับเปลี่ยนมาเป็นพวกผมขึ้นไป อํานาจท่านก็หลุดลอยไป แต่ความเกลียดชังที่พี่น้องประชาชนมีต่อท่านมันจะติดตัวท่าน ไปตลอด ชีวิตท่านจะหาความสุขไม่ได้ ครอบครัวของท่านที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อยู่ที่บ้าน ก็จะต้องถูกโจมตี ญาติพี่น้องของท่านก็จะถูกโจมตี เราทําไมไม่หันหน้าเข้าหากัน เสียสละ ความรู้สึกคนละเล็กละน้อย อย่ายึดทิฐิตัวเองเลยครับ พวกเราเป็นฝ่ายค้านวันหนึ่งเราก็ขึ้นไป เป็นรัฐบาล ท่านก็มาเป็นฝ่ายค้าน เราอยู่ในสภาแห่งนี้เราทําหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด ปกป้ องชีวิตพี่น้องประชาชน ผมอยากเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น และวันนี้ก็อยากจะฟังผู้นํา รัฐบาลทั้ง ๓ คนนั่นละครับ ท่านต้องออกมาชี้แจงให้พวกเราเข้าใจด้วย พี่น้องประชาชน เขาอยากฟังชัด ๆ ไม่ต้องเล่นลิ้น ไม่ต้องเล่นสํานวน พูดกันจากใจจริง แล้ววันนี้เราจะ แก้ไขปัญหาได้ ผมดีใจนะครับที่วันนี้ท่านประธานชัย ชิดชอบ เห็นความสําคัญของสภา ใช้อํานาจของท่านตามข้อบังคับ ข้อ ๒๕ และข้อ ๘ ลุกขึ้นหารือต่อที่ประชุมแห่งนี้ วันนี้เพื่อนสมาชิกหลาย ๆ คนจะเสนอแนวคิดที่ดีเพื่อสงบปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เราไม่ต้องการเห็นการปฏิวัติ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ หรอกครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ผมให้สัมภาษณ์ไปเพราะผมมองไม่เห็นทางออก แต่ใจผมแล้วผมมาจากระบอบ ประชาธิปไตย ผมอยากให้บ้านเมืองเราเดินต่อไปได้นะครับ ต้องเสียสละครับ ผู้นําของประเทศ การเสียสละคือความยิ่งใหญ่ที่สุดยิ่งกว่าความเป็นนายกรัฐมนตรี อีกด้วยซํ้า ถ้าท่านสามารถปกป้ องชีวิตคนแม้กระทั่ง ๑ ชีวิต ผมคงมีแค่นี้ท่านประธาน ผมเสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อยากจะฟังจากรัฐบาลด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก็ขอชื่นชมยินดีกับเพื่อนสมาชิกที่ได้ร่วมอภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ ผมใฝ่ ฝันมานานครับอยากเห็นบรรยากาศในการเอาสภามาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะสถานการณ์ที่ผ่านมาช่วงเดือนเศษครับ ในชีวิตการเมืองอย่างผมที่เผชิญมา พอสมควรครับ ผมไม่เคยเจอสถานการณ์การเมืองอย่างนี้ สถานการณ์การเมือง ที่ไม่สามารถพูดคุยกันได้ สถานการณ์การเมืองที่ทุกคนต้องใช้อารมณ์อดกลั้น อย่างถึงที่สุด ท่านประธานครับ เราเคยเผชิญมาหลายสถานการณ์ เคยหยิบยกสถานการณ์ต่าง ๆ ที่กลัวจะลามไม่ว่าจะ ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม หรือพฤษภาคม สถานการณ์เหล่านั้นกับวันนี้ แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ วันนี้ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมันเป็นการผสมผสานระหว่าง ความรู้สึกทางการเมืองในเรื่องความไม่เป็นธรรมในสังคมกับความรู้สึกในการที่ฉกฉวย สถานการณ์ทางการเมืองเพื่อเอาเปรียบกันทางการเมือง ทั้ง ๒ เส้นทางเดินมาเผชิญกันครับ แล้วก็ข้อเรียกร้องอันแรกที่พวกผมพูดไม่ออกว่าจะเอาสภาแก้ปัญหาก็คือข้อเรียกร้อง บอกว่าให้ยุบสภาเสีย พวกเราทุกคนนั่งอยู่ตรงนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็มาจากวิถีทาง ประชาธิปไตย ท่านประธานสภาก็ผ่านการเลือกตั้ง ผ่านความเจ็บปวดในสนามเลือกตั้ง ผ่านการต่อสู้ที่เป็ นจริงเป็ นจัง วันนี้เราไม่เข้าใจครับว่าระยะเวลาเพียง ๒ ปี เศษ ในการทําหน้าที่ในสภา สภาผิดพลาดอะไรครับ ผิดพลาดเพราะว่าเราประชุมแล้วล่มกันบ่อย หรือเปล่า ผิดพลาดเพราะว่าเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยหรือเปล่า หรือผิดพลาดเพราะอะไร เพราะข้อเรียกร้องวันนี้ลงมาอยู่ที่สภา พอลงมาอยู่ที่สภาไม่ใช่เท่านั้นครับ ผมคิดว่า ภาวการณ์อย่างนี้คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีต้องหนักครับ แล้วผมเห็นใจท่านในฐานะ ท่านเป็ นนักการเมืองแล้วเดินบนเส้นทางการเมืองหวังยึดวิถีทางประชาธิปไตย บรรยากาศของการชุมนุมก็ออกไปครับว่าบางครั้งก็สงบตั้งใจจะสันติ แต่บางครั้ง ภาพพจน์มันออกมามันไม่ใช่ครับท่าน มันไม่เหมือน ๑๔ ตุลาคม มันไม่เหมือนครับ มันมีความพยายามตั้งใจจะเข่นฆ่ากัน การตั้งใจปลุกเร้าให้คนในสังคมนี้แตกแยก ผมผ่านเหตุการณ์พฤษภาคมในวันที่เราอยู่ในสภาครับ ๑๗ พฤษภาคมที่ผ่านมาเราแค่ แตกกันทางความคิดของพรรคการเมืองครับ แบ่งเป็นพรรคเทพ พรรคมาร พรรคการเมือง เวลาแตกแยกกันสามัคคีกันง่ายครับ ประสานประโยชน์ได้ เทพและมารก็สลายไปได้ แต่วันที่เราชักชวนคนในประเทศนี้มาทําสงครามอ้างว่าเป็นสงครามประชาชน เรื่องนี้ เรื่องใหญ่ครับ มันขุดรากลึกของระบบเศรษฐกิจ ขุดรากลึกของระบบสังคม ขุดรากลึกของ ทุกอย่างครับ คํากล่าวอ้างเรื่องทําสงครามประชาชนผมกับรุ่นท่านประธานเคยผ่านมาครับ แล้วก็ผ่านร้อนผ่านหนาวกับสงครามประชาชนที่เป็นจริง วันนี้สงครามที่ถูกหยิบยกมา มันผสมผสานกับความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้ผมต้องชื่นชมครับว่าท่านอายุน้อยกว่าผมครับ ท่านเป็นคนที่มีความอดกลั้นอดทน คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีในภาวะสถานการณ์อย่างนี้ตัดสินใจยากครับ ถ้าตัดสินใจ จะทําตามอารมณ์ประชาชนส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งก็จะไม่พอใจ ความขัดแย้งทางการเมือง ถูกลากไปถึงประชาชนทุกคนเข้ามาร่วมในสนามความขัดแย้งครับ พวกเราในสภา ๒ พรรค จับมือกันทุกอย่างจบครับ แต่ประชาชนเขาไม่จบหรอกครับ วันนี้เกิดพรรคประชาธิปัตย์ จับมือกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล นักการเมืองเลิกขัดแย้งครับแต่ประชาชนที่ถูกลากเข้ามาสู่ สถานการณ์ทั้งหมดไม่ยุติครับ เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่ที่เราจะต้องร่วมมาแสวงหา ในบรรดานักการเมืองด้วยกันก็คือยุติความขัดแย้งในภาคประชาชน เราเป็นนักการเมือง ลงสมัครแข่งกันครับ เรายืนสู้กันบนเวทีซัดกันทุกอย่าง สู้กันทุกรูปแบบ สุดท้ายเลือกตั้งเสร็จ พวกเรามานั่งกินกาแฟกันในห้องกาแฟ หัวคะแนนที่อยู่ทางบ้านยังทะเลาะกันครับ วันนี้ เราลากลึกความขัดแย้งทางสังคมไปสู่ภาคประชาชนจริง ๆ จัง ๆ แล้วที่ผมเรียนยํ้าเสมอว่า คนที่เป็นผู้นําตัดสินใจยากครับ เพราะเราอยู่ท่ามกลางอารมณ์ของประชาชน ๒ ฝ่าย จะบอกว่าฝ่ายไหนมากกว่าฝ่ายไหนใครก็รับรองไม่ได้ครับ แต่ต้องตัดสินใจภายใต้ การประคับประคองอารมณ์ของประชาชน เราไม่อยากให้เกิดสงครามประชาชน ที่คนในชาตินี้จับอาวุธขึ้นสู้กันเองครับ ผมก็คิดว่าท่านประธานไม่อยากทําอย่างนั้น ตําแหน่งแค่ผู้แทนราษฎรหรือตําแหน่งรัฐมนตรี ตําแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องเล็กครับ สําหรับคนที่จะเป็นนักการเมือง เพราะวิถีของพวกเราก็คือการทําเพื่อประชาชน ผมคิดว่า วันนี้เรื่องง่ายครับถ้าจะบอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ลาออก แล้วผมคิดว่าคนที่รักท่าน คนในครอบครัวทุกคนอยากให้ท่านอยู่อย่างสบาย แต่ถ้าคนอย่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตัดสินใจลาออกวันนี้ในทางการเมืองมันหมายถึงความไม่รับผิดชอบครับ การก้าวข้าม ผลประโยชน์ส่วนตัวเข้าสู่ความรับผิดชอบของสังคมเป็นเรื่องที่เราต้องแสวงหาร่วมกัน แล้วผมเห็นบรรยากาศแบบนี้ครับ อยากเห็นบรรยากาศแบบนี้จริง ๆ พูดกันอย่างสร้างสรรค์ เรื่องกระแนะกระแหน ใส่ร้าย แล้วก็กล่าวร้ายกัน ผมคิดว่าประชาชนเขาเบื่อ พวกเราพูดเล่นกัน บางทีออกไปข้างนอกก็หัวเราะกับคําพูดของตัวเอง มันเป็นเรื่องที่เราแสดงมากเกินไป แต่วันนี้ผมคิดว่าการที่ทุกคนมานั่งแสวงหา คนข้างนอกส่วนหนึ่งกําลังจะเผชิญหน้ากัน ทั้งหมดเป็นคนที่กาคะแนนเลือกพวกเราเข้ามานะครับ ถ้าเรากลับไปท่ามกลางคนเหล่านั้น ต้องล้มหายตายจาก ผมคิดว่าท่านก็ไม่มีความสุข ผมก็ไม่มีความสุข วันนี้ผมก็คิดว่าสิ่งที่ รัฐบาลทําได้ดีที่สุดก็คือท่านต้องอดทนครับ ทนกับคําวิพากษ์วิจารณ์ทั้ง ๒ ฝ่าย และต้อง แสวงหาทางออกให้กับสังคม วันนี้ใครก็ถามครับว่าจะออกอย่างไร ผมว่าคนที่ตอบได้ ผมให้เขาเป็นนายกรัฐมนตรีได้เลยครับ ใครในสังคมตอบไม่ถูกครับ ถามท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรท่านก็ตอบไม่ถูกครับ ถ้าไปอย่างที่ท่านว่าอีกพวกหนึ่งเขาจะว่าอย่างไร ถ้าไปอย่างผมว่าอีกพวกหนึ่งเขาจะว่าอย่างไร เวลานี้ถ้าเราตั้งหลักใจเย็นกัน ผมคิดว่า ทุกอย่างมีทางออก สังคมคนดีมากกว่าคนเลวครับ แต่ถ้าเราสอนให้คนในสังคมเริ่มที่จะ นับถือคนดี นับถือคนซื่อสัตย์สุจริต และเราสอนให้สังคมไปยกมือไหว้กับคนมีอํานาจ กับคนมีวาสนา หรือกับคนมีสตางค์ สังคมก็เสื่อมทรามครับ วันนี้เราจําเป็นต้องหยุดสังคม ทั้งหมดครับ ให้รู้จักว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรชอบ อะไรควรทํา อะไรไม่ควรทํา อะไรคือ อารมณ์ที่จะนําไปสู่ความเสียหาย ผมอยากให้การเริ่มต้นวันนี้ในสภาผู้แทนราษฎร เป็นอารมณ์ร่วมของเพื่อนสมาชิกทั้งหมด เพื่อแสวงหาทางออกให้กับประชาชน อย่า พอเถอะครับ เอาประชาชนไปเผชิญหน้ากัน พวกผมผ่านมาหลายรอบแล้วครับ เวลาตาย จริง ๆ ประชาชนครับ พวกเราที่จับไมโครโฟนอยู่บนหลังคารถเกือบจะไม่ได้ตายเลยครับ สงสารคนเหล่านั้นเถอะครับ วันนี้เขาลงไปในสนามด้วยความจริงจัง เราต้องถอด ผลประโยชน์ตัวเองออกมาและสวมวิญญาณของประชาชนจริง ๆ ครับว่าเขาอยากได้อะไร แล้วหาทางแก้ไขให้เขาครับ ผมฝากความหวังไว้กับท่านนายกรัฐมนตรี เพราะท่านอยู่ในวัย ที่จะเดินไปข้างหน้าได้ และระยะเวลามาเดือนเศษ ๆ ผมเห็นความเป็นคนหนุ่มของท่าน ที่ประกอบด้วยความใจเย็นและสุขุม สังคมหาคนอย่างนี้ยาก ผมขอเป็นกําลังใจให้ท่านครับ
ยกมือเยอะนะครับ แต่เดี๋ยวจะเรียกตามลําดับครับ คุณวิชาญ มีนชัยนันท์ ครับ
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ทั้งทางท่านประธานชัยที่ได้ใช้อํานาจของตัวท่านเองในการที่จะเปิดให้มีการอภิปราย แล้วก็ต้องขอบคุณทางท่านนายกรัฐมนตรีที่วันนี้ได้มีความรับผิดชอบในส่วนหนึ่ง ซึ่งพวกเราเองหวังว่าการพูดคุยกันในทางสภาจะเกิดประโยชน์ ขออนุญาตท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งนี่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมา เรารู้กันดีอยู่แล้วครับว่าความขัดแย้งนั้น เกิดขึ้นมาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วมันก็เกิด ในเรื่องของการวางแผนวางงานกันเกิดขึ้นมา จนกระทั่งมีการเลือกตั้งในระบบที่เรียกว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตรงนั้นเป็ นที่มาที่ไปของความคิดที่แตกต่างกัน และความคิดที่แตกต่างกันทําให้ความเชื่อที่มีความเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจทั้ง ๒ ฝ่าย จะไปบอกว่าเป็นฝ่ำยหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ำยของผู้ชุมนุมวันนี้ก็ได้ แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็น ความเชื่อเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่กระทําจะถูกหรือผิดนั้นไม่มีใครบอกกล่าวได้ แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้หลังจากที่มีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ตรงนั้นแหละครับมีการเลือกตั้งแล้วนี่แทนที่จะมีความสงบ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งบอกว่าคณะผู้ร่างนั้นมีความประสงค์อยากจะทําให้เกิด ความยุติธรรม แต่บ้านเมืองมันเกิดในเรื่องของความเชื่อที่มีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ก็เลย มีเรื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก่อนหน้าสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ท่านนายกรัฐมนตรี สมชาย เหตุการณ์มันก็เหมือนกันละครับ แต่มันอาจจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกันกับวันนี้ เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นการทํางานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นแทบจะไม่ได้รับความร่วมมือ จากทางหน่วยงานของภาครัฐ ก็เลยมีการดูกันว่าการที่หน่วยงานไม่ได้รับความไว้วางใจ ตรงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งมีการยุบพรรค แล้วก็มีการก่อตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา แล้วก็มีการเกิดรัฐบาลใหม่ ท่านประธานครับ ถามว่าความเชื่อนี่มันก็ยังคงอยู่ แล้วบอกว่า วันนี้ถ้าเกิดรัฐบาลใหม่ขึ้นมานี่ความเชื่อให้มันหายไปได้ไหม มันคงเป็นไปด้วยความยากลําบาก ผมเป็นผู้แทนราษฎรนี่ผมก็ไม่อยากให้ปัญหาเกิดขึ้น แล้วไม่อยากให้ประเทศชาติ เดินต่อไปไม่ได้ ถ้าเกิดวันนี้เราไม่พูดคุยกันนี่มันก็คงจะเป็นเรื่องยากลําบาก ขออนุญาต ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานี่กําลังต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าบอกว่าฝ่ายชุมนุมนั้น ชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณพื้นที่ในส่วนของถนนราชดําเนินตรงสะพานผ่านฟ้ำลีลาศนี่ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง รัฐบาลเองก็บอกว่าในขณะที่มีการชุมนุมท่านไม่ได้ห้ามหรอกครับ แต่พอมาชุมนุมที่ราชประสงค์นี่ท่านบอกว่าตรงนี้เป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจไม่ควรที่จะมี การชุมนุมในบริเวณดังกล่าว ขอคืนพื้นที่ แล้วก็มีการออก พ.ร.ก. ภายใต้ พ.ร.ก. นี่ ออกเมื่อวันที่ ๑๔ ถ้าจําไม่ผิดคือวันพฤหัสบดี ขออนุญาตครับ ผมจําวันที่ผิดนะครับ วันที่ ๗ ซึ่งเป็นภาวะซึ่งออก พ.ร.ก. แล้วประกาศออกมา หลังจากนั้นไม่นานก็บอกกันครับ บอกว่าการขอคืนพื้นที่นี้จะขอที่ราชประสงค์ แต่ท้ายที่สุดผมไม่รู้ว่าคิดอย่างไรนะครับ บอกว่าให้ไปชุมนุมที่ถนนราชดําเนินไม่มีปัญหา เมื่อวันที่ ๑๐ นี่ครับเป็ นต้นเหตุ เพราะการเจรจานี่ ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลบอกว่าจะพยายามสร้างให้เกิดความสมานฉันท์ ในประเทศชาติ จะพยายามไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันในประชาชน หรือความเป็น มาตรฐานต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่ดูเสมือนว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผ่านมามันก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ามันไม่ใช่ แล้วมันก็ไม่ชัด เมื่อวันที่ ๑๐ นี่ เป็นต้นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผมบอกได้เลยครับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่าง ๆ เหล่านี้ที่มา ชุมนุมนี่อาจจะมีการเคลื่อนพลไปในถนนต่าง ๆ และอาจจะมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้อง มันผิดกับม็อบ (Mob) อื่นนะครับ ม็อบนี้เป็ นม็อบที่เขาไม่ยอมรับการบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็หาทางที่จะยุติความขัดแย้งกัน ก็เลยเสนอเงื่อนไขว่าจะต้อง มีการคืนอํานาจให้กับประชาชน แต่ถ้าเป็นม็อบเกษตรกรซึ่งมาชุมนุมแล้วมีการเจรจากัน หรือม็อบที่เดือดร้อนโดยประชาชนในองค์กรต่าง ๆ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นรัฐบาลเอง คงจะต้องลงไปดูและแก้ไขเป็นการด่วน แต่ผลปรากฏว่าจากการชุมนุมกันขึ้นมานี่ ผมบอกว่ามีการเจรจากันภายใต้แรงกดดัน แล้วก็มีทีวีมาถ่าย ๒ ข้าง ๒ วันก็จบ มาถกเถียงกันเรื่องเดิม สุดท้ายการเจรจาก็ล้ม แล้วก็มาเข้าสู่ความกดดันกันเกิดขึ้น นี่ละครับเป็นต้นเหตุอันหนึ่ง แต่ผมสงสัยครับท่านประธาน ผมสงสัยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ที่ผ่านมามีการสูญเสียพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมถึงทหาร แต่จะบอกกล่าวว่าขณะที่มี การสูญเสียทั้ง ๒ ฝ่าย และมีคนตาย รวม ๒๕ คน ผู้บาดเจ็บอีก ๘๖๓ คน ทั้งหมดนี้ถ้าจะ บอกว่าใครผิดใครถูกนี่ ผมต้องถามครับว่าในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ทางรัฐบาลเองได้พยายามดูแลพี่น้องประชาชน ที่ชุมนุมอย่างเต็มที่หรือเปล่า การใช้กําลังในการเข้าสลายการชุมนุมและการกดดันต่าง ๆ โดยใช้อาวุธทั้งด้านกําลังและทหารออกมาเป็นจํานวน จะบอกว่าเฉียด ๆ แสนคนก็เป็นไปได้ เพราะจากตัวเลขนี่มันเพิ่มขึ้นมา ๆ โดยตลอด ผมทราบรายละเอียดจากสื่อมวลชน วันที่ ๑๐ มีกําลังอยู่ประมาณ ๖๓,๐๐๐ คน ณ วันนี้ ผมไม่ทราบแต่ในขณะนี้เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นโดยการใช้กําลังและอาวุธ ผมมองไม่ออกครับว่า วันนี้ต้องถามครับว่าอาวุธที่เห็นเป็นอาวุธของทางทหารหรือเปล่า เพราะทางทหารบอกว่า มีอาวุธส่วนหนึ่งที่หายไปต้องขอคืน และเอาอาวุธออกมาทําอะไร แล้วการที่ใช้กําลัง ท่านบอกว่าจะใช้แบบมาตรฐานสากล คําว่ามาตรฐานสากลในที่นี้ผมก็สงสัยต่อไปว่า ท่านใช้อะไรในการที่จะเข้ามาดูการสลายการชุมนุมอย่างเบาแล้วก็ค่อย ๆ ไปถึงหนัก รวมถึงการใช้อาวุธกระสุนต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นการสลายการชุมนุมแบบสากลหรือเปล่า รวมถึงการใช้เฮลิคอปเตอร์ที่บินวนอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้ำลีลาศ มีทั้งการทิ้งแก๊สนํ้าตา ลงมาใส่ผู้ชุมนุม เขาใช้กันในหลักการอย่างนี้หรือเปล่า สิ่งนี้รัฐบาลจะต้องพิจารณา และต้องตอบ ส่วนหนึ่งนั้นเมื่อมีผู้ตายผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเองในส่วนหนึ่งก็คงจะต้อง ติดตามเหตุและผลว่าทําไมการสลายการชุมนุมตรงนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจํานวนถึง ๒๕ คน รวมถึงทหารด้วยนะครับที่พูดถึงนี้ ถ้าหักทหารออก ๕ นายก็จะมีจํานวน ๒๐ คน ขออนุญาตครับว่าสิ่งที่ปรากฏชัดว่ากําลังเข้ามาแล้วก็สลายการชุมนุมในส่วนนั้น จนกระทั่งมีการเจ็บ ตาย และท้ายที่สุดก็เคลื่อนกําลังออก ผู้ชุมนุมเองก็จัดงานศพ แล้วก็ย้ายออกมาอยู่ที่ราชประสงค์เป็นจุดเดียวกัน แต่วันนี้ไม่มีความพยายามที่จะมีการพูดคุย หรือเจรจา ก็มีแต่เพียงว่าได้มอบหมายให้คนโน้นคนนี้ จนกระทั่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านกอร์ปศักดิ์ออกมาพูดบอกว่าเขาเองไม่ได้รับเป็นผู้เจรจาแล้ว ก็เลยทราบว่ามีการเจรจา แบบลับ ๆ คําว่าลับ ๆ ผมยังสงสัยจะต้องสอบถามว่าแล้วที่ไม่ลับไม่มีหรือในการที่จะพูดคุยกัน ให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้เกิดความปรองดองและหาทางลง ผมเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุม เขาไม่มีความประสงค์หรอกครับที่บอกว่าไปกั้นตรงโน้นตรงนี้ แล้วจะบอกว่าปล่อยให้ รัฐบาลเข้ามาทําร้าย เขามองอย่างนั้น แต่เป็นความเชื่อว่าเมื่อมีคนตายและมีการใช้อาวุธ ก็ต้องมีการป้ องกันตัวไม่ให้เกิดความเสียหายในกลุ่มของผู้ชุมนุม อันนี้นะครับ เพราะแรง กดดันจาก ศอฉ. ที่บอกว่าจะต้องสลายวันโน้น สลายคืนนี้ แม้กระทั่งวันนี้มีการปะทะกัน ที่ดอนเมืองก็มีคนเจ็บ ไม่รู้ว่าล้มตายหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นปรากฏการณ์ซึ่งบอกได้ ยากว่าการที่คนจํานวนมากไม่กลัวอาวุธ ไม่กลัวตาย ออกมาชุมนุม แล้วทหารก็ประกาศ ทางรัฐบาลก็ประกาศ กลุ่มต่าง ๆ ก็มาเรียกร้องเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่แตกหลายสี ออกมา กลุ่มพันธมิตรก็มากดดันต่าง ๆ เหล่านี้ ผมถามว่าทางรัฐบาลจะมีทางออกให้ หรือเปล่าในลักษณะอย่างนี้ และที่สําคัญคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมามักจะถูกบอกกล่าวว่า มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนถามว่าในลักษณะ อย่างนี้เป็นการกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมหรือเปล่า เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นในครั้งที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๕๒ วันที่ ๘-๑๕ เมษายน คณะกรรมการตรวจสอบตรวจสอบมาแล้วว่าไม่พบ อาวุธใด ๆ เมื่อไม่พบอาวุธใด ๆ แต่ปรากฏภาพครับว่ามีกลุ่มอ้ายโม่งใส่เสื้อสีดําเหมือนกัน ยิงประชาชน แต่วันนี้กลับบอกว่ามีกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม มัน หาเหตุและผลตอบไม่ได้และสื่อต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าอยากให้มันสมานฉันท์ ทีวีของท่านของดอกเตอร์เจิมศักดิ์กับของคุณเสรีที่จัดมันมองภาพ ได้ด้านเดียว ทําไมท่านไม่ให้พิธีกรใหม่แล้วก็เชิญฝ่ายผู้ชุมนุมไปพูดว่าสาเหตุใดทําไมถึง ออกมาชุมนุม ท่านให้เวลาและให้โอกาสบ้าง เหมือนกันครับวิทยุต่าง ๆ ทีวีต่าง ๆ จอทีวี ถูกปิดกั้นที่เป็นจอที่อีกฝ่ายหนึ่งที่เขาจะสามารถที่จะพูดกล่าวได้ในส่วนของคนที่ชุมนุม ก็ไม่มีโอกาสดู คนมันก็เลยเคลื่อนเข้าไปอยู่ในแหล่งที่ชุมนุมเพราะเขาเชื่อว่าการกระทํา อย่างนี้ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นผมมองว่าถ้าจะให้มีการพูดคุยกันในสภาแห่งนี้เป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่ต้องลงสู่การปฏิบัติ การตรวจสอบที่กล่าวหาเรื่องอาวุธในพื้นที่ก็ต้องมาพูดคุยกันครับว่า สิ่งที่กล่าวหานั้นมีจริงหรือเปล่า การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นท่านระบุมาอย่างนี้มันเสียหาย กับผู้ชุมนุม และสิ่งที่สําคัญคือท่านไปกล่าวว่ามีขบวนการที่พูดกันว่ามีขบวนการในการที่จะ ล้มสถาบัน แล้วก็ไปพูดกล่าวว่ามีกลุ่มคนจํานวนหนึ่งและรวมถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่าน ทั้งท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ กับท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นําประเทศ การกล่าวหาอย่างนั้นเหมือนกับว่าท่านเองกําลังทําให้เกิดความคิด คนละด้านกับพี่น้องประชาชน กับคนที่เขามีความเชื่อที่แตกต่างกันเกิดความรุนแรงขึ้นมา ผมมองภาพอย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ทางรัฐบาลเดินอยู่นี้ ผมว่าเดินผิดหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ประชาชนส่วนใหญ่เขามองว่าถ้ารัฐบาลขืนเดินอย่างนี้ความสงบจะไม่เกิดขึ้น ความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคําว่าจะปราบและจะเอาชัยชนะ แล้วตามมาด้วย พื้นที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ที่กําลังมีปัญหาในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัดก็เริ่มสูงขึ้น และความสูงของอารมณ์ของคนและประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด เราเองคงไปห้ามปรามเขา ไม่ได้ เพราะกลุ่มเหล่านั้นก็บอกแล้วครับว่าเขาทําเพราะความเชื่อ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองผมว่าต้องแสดงความรู้สึกที่ดีต่อประชาชน เพราะท่านเองนั้น เป็นคนที่ดูแลพี่น้องประชาชนทั้งชาติ ถึงแม้ว่าการเชื่อในเรื่องของความคิดและความรู้สึกนั้น จะเป็นความเชื่อของประชาชน แต่ตัวท่านเองนั้นถือว่าท่านเองขณะนี้กําลังบริหารประเทศชาติ จะทําอย่างไรก็ตามต้องลงมาคุยกับประชาชนผู้ชุมนุม และต้องพูดคุยกันในฐานะคนที่จะ ดูแลประเทศ แต่เมื่อไรถ้าท่านไม่ดูแลพวกเขาเหล่านั้นและยังถือเสมือนว่าพวกเขานั้น เป็นศัตรู ท่านเองก็อาจจะถูกตอบโต้ในลักษณะอย่างนี้ ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณนะครับที่ได้มีการพูดคุยในวันนี้และอาจจะมีข้อยุติบางประการ ขอบคุณครับ
คุณจุติจะมอบให้คุณนคร มาฉิม ก่อนนะครับ คุณนคร มาฉิม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมรู้สึกดีใจแล้วก็รู้สึกภูมิใจในความเป็นผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่งในวันนี้ครับ ผมเอง พยายามอยู่ตลอดแล้วก็พยายามที่จะปรึกษาหารือกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเอง หรือว่าฝ่ายค้าน หรือว่าฝ่ายต่าง ๆ ทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการที่จะ ร่วมกันคิดร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ ให้กับบ้านเมือง วันนี้ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าภาคภูมิใจก็เนื่องจากเราใช้เวทีรัฐสภาแห่งนี้เป็นสถานที่ที่ทรงเกียรติ แล้วก็ศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็รัฐสภาแห่งนี้จะเป็นที่พึ่งที่หวังของคนไทยทั้งประเทศว่าสภาแห่งนี้ มีสัปปุรุษ มีผู้มีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์จากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั่วประเทศ ที่ได้รับโอกาสมาในนามของผู้แทนปวงชนชาวไทยที่จะร่วมกันแสวงหาทางออก อย่างมีเหตุมีผลเพื่อนําประเทศ นําพี่น้องประชาชนให้ฝ่าพ้นวิกฤติความขัดแย้งและหลุมหล่ม แห่งความแตกแยกของบ้านเมือง ซึ่งเป็นส่วนสําคัญในการทําให้ประเทศของเราถดถอย แล้วก็วิ่งตามไม่ทันนานาอารยประเทศ วันนี้ผมจึงมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สภา แห่งนี้ได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการที่จะนําพาบ้านเมืองให้ฝ่าพ้นวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพ ผมว่าในใจจริงไม่อยากจะพูดถึงความขัดแย้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เท่านั้น เพราะมันไม่ใช่พื้นฐานของความขัดแย้งทั้งหมดแล้วก็ที่สั่งสมกันมายาวนาน ไม่ใช่ เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ มันย้อนหลังไปหลายสิบปีเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมลํ้า ทางฐานะความเป็นอยู่และโอกาสของพี่น้องคนยากคนจน ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าเกิดว่าท่านประธานได้พิจารณาดู ทําไมสังคมไทยของเราคนรวยทําไมยิ่งรวยขึ้นแล้วก็ กระจุกอยู่เฉพาะกลุ่มไม่กี่ตระกูล ทําไมคนจนถึงยากจนลงแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ ลืมตาอ้าปาก หรือแสวงหา หรือพัฒนาฐานะทางครอบครัว แล้วก็ตระกูลของตนให้ทัดเทียม อย่างสมภาคภูมิในฐานะที่เป็นคนไทย มันต้องมีจุดบกพร่อง มีโอกาสที่ถูกปิดกั้น และมี อีกหลาย ๆ อย่างที่ถูกสั่งสมมา เกิดความเก็บกด เกิดสิ่งที่กดดันทางสังคมที่เป็นพลังเงียบ ที่เขาไม่ได้มีโอกาสมาพูดถึงปัญหาที่เขาจะมีโอกาสได้พูด แต่ก่อนที่จะถึงจุดนั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่เป็นวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน สื่อทั้งในแล้วก็ต่างประเทศทุกรูปแบบ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อโทรทัศน์ที่แพร่ภาพค่อนข้างที่จะเห็นภาพกันชัดเจน ถ้าเป็นไปได้ผมเองอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทุกท่านว่าเรามาร่วมกันเสนอทางออก หาวิธีการในการที่จะให้เป็นไปในทิศทางที่ดีที่สุด มีประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมือง แล้วก็ไม่เกิดความสูญเสียใด ๆ ต่อชีวิต ทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ความเป็นนิติรัฐจะต้องดํารงอยู่ ความศักดิ์สิทธิ์ แห่งกฎหมายในฐานะที่รัฐไทยเป็ นนิติรัฐจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างศักดิ์สิทธิ์ ถ้าความเป็นนิติรัฐไม่สามารถที่จะทําความสงบ ไม่สามารถที่จะทําให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ ผิดว่าไปตามผิด ถูกว่าไปตามถูกแล้ว บ้านเมืองจะเกิดจลาจลแล้วก็ไม่สามารถที่จะ ปกครองกันได้ ในขณะเดียวกันประเทศของเราไม่ใช่มีเฉพาะสมาชิกรัฐสภาเพียงเท่านี้ แต่ยังคงมีหลายภาคส่วน โดยเฉพาะที่สําคัญที่สุดก็คือองค์กรหรือสถาบันหลักของประเทศ ที่รวมกันเป็นชาติ ไม่ว่าจะเป็นสถาบันชาติก็คือพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ สถาบันศาสนา และที่สําคัญอย่างยิ่งก็คือสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่ง ๓ สถาบันคือเสาธงเสาหลักสําคัญ ที่ทําให้ชาติของเราธํารงอยู่ ต่อมาอํานาจของปวงชนก็มารวมกันอยู่ที่ ๓ อํานาจก็คือ นิติบัญญัติก็คือพวกเราทุกคน บริหารก็คือรัฐบาลในฐานะผู้ปกครอง แล้วก็ตุลาการก็คือ ศาลสถิตยุติธรรมต่าง ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นรวมไปถึงกลไกหรือองค์กรอิสระ ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. องค์กรต่าง ๆ เหล่านี้ คือองค์กรที่ปกป้ องพิทักษ์รักษาชาติบ้านเมือง ถ้าทําให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปด้วย ความเป็นอิสระ ทุกอย่างเคารพซึ่งกันและกันและมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติอย่างเข้มแข็ง และเคร่งครัดตรงไปตรงมา ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะนําพา ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง และจะนําพาเอาประเทศของเราให้ผ่าพ้นวิกฤติไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกฝ่าย ทุกส่วน จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์และซื่อตรงทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น โดยเฉพาะต่อพี่น้องประชาชนจะต้องปราศจากอคติใด ๆ ทั้งสิ้น จะต้องปราศจาก ผลประโยชน์แอบแฝงหรือผลประโยชน์ที่ไม่กล้าที่จะนํามาเปิดเผย ท่านประธานครับ เหตุต่าง ๆ ที่สั่งสม เหตุต่าง ๆ ที่หมักหมมกันมาในประเทศ จําเป็น เหลือเกินที่จะต้องใช้เวทีรัฐสภาแห่งนี้เอามาสะสาง เอามาพูดอย่างตรงไปตรงมา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างอย่างเช่นการแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน ทําไมจึงยังไม่มีการแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนเท่าที่ควรจะเป็นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาจึงหมักหมม ที่ดินไปกระจุกอยู่ในกลุ่มของคนรวยไม่กี่ตระกูลเป็นจํานวนมากมหาศาลและถูกใช้ กลายเป็นสินค้าในการเก็งกําไรแทนที่จะก่อให้เกิดผลประโยชน์กับคนไทยอย่างเสมอภาค หรือเท่าเทียมกัน การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน ยกตัวอย่าง เช่น ถนนหนทาง และที่สําคัญที่สุดก็คือแหล่งนํ้าการเกษตร นํ้ากิน นํ้าใช้ นํ้าอุปโภคบริโภค ทําไมปัจจุบันนี้ จึงยังไม่ได้รับการแก้ไข วิกฤติต่าง ๆ เหล่านี้จึงหมักหมมสั่งสม คนในชนบทที่เขาไม่มีโอกาส ที่จะเข้าถึง เขาจึงหลั่งไหลเข้ามาในกรุงเทพฯ ความแร้นแค้น ความอัตคัดขัดสน และโอกาสที่เขาไม่มี จึงสะสมเป็นพลังเงียบในสังคมในใจของเขาว่าสักวันหนึ่งเขาอาจจะ ลุกขึ้นมาเรียกร้อง อันนี้คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนเป็นกรณีตัวอย่าง ท่านประธานที่เคารพ ผลปรากฏว่าต่างฝ่าย อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายบ้านเมือง แต่อีกฝ่ำยหนึ่งก็บอกว่าความยุติธรรมไม่มีในประเทศไทยแล้ว เป็น ๒ มาตรฐาน ท่านประธานที่เคารพครับ สุดท้ายแล้วภาวะวิกฤติในบ้านเมืองของเรามันใกล้เข้าไปสู่ การเป็นสงครามกลางเมืองในทุกขณะ พวกเราทุกคนผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าไม่ปรารถนา จะเห็นสิ่งนี้ เราไม่ต้องการให้เกิดสงครามกลางเมืองในเมืองหลวงของประเทศไทย หรือว่าในต่างจังหวัดที่เป็นจังหวัดที่มีความขัดแย้งหรือจังหวัดใหญ่ ๆ เพราะฉะนั้น ผมจึงขออนุญาตที่จะใช้เวทีนี้เสนอทางออก ทางออกที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ขอให้ท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นท่านสมาชิกรัฐสภา หรือฝ่ายรัฐบาลจะต้องเข้ามาพูดคุยกันโดยปราศจากอคติใด ๆ ทั้งสิ้น โดยปราศจากอคติ ที่จะพวกเขา พวกเรา หรือว่าได้เปรียบ เสียเปรียบ แต่ขอให้พวกเราทุกคนเดินเข้าไปสู่ว่า เราจะทําอย่างไรให้บ้านเมืองมันสงบ เราจะทําอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและนําพา บ้านเมืองของเราให้พ้นจากวิกฤติความขัดแย้งครั้งนี้โดยไม่มีอคติ ไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย
ประเด็นที่ ๒ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของฝ่ายบริหารคงจะน้อมรับและรับฟังข้อเสนอของสมาชิกทุกฝ่าย ทุกท่านบนความหวังดี แล้วก็เชื่อมั่นในตัวของท่านนายกรัฐมนตรีว่าท่านมีความเสียสละ มีความปรารถนาดี แล้วก็ตั้งใจที่จะนําพาบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤติได้ เพราะฉะนั้นข้อเสนอ ต่าง ๆ ที่เพื่อนสมาชิกเสนออยากจะให้ท่านรับฟังทุกประเด็นเพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหา การเจรจาครับ กราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งก็คือการเจรจาควรที่จะอยู่บนเหตุผล และผลประโยชน์ของคนในชาติโดยไม่คํานึงถึงตนเอง พรรคของตนเอง พวกของตนเอง หรือว่าฝักฝ่าย แต่พวกเราควรที่จะนึกถึงและคํานึงถึงประโยชน์สูงสุดของชาติบ้านเมือง พี่น้องประชาชนทั้งประเทศและสถาบันหลักของชาติบ้านเมือง ผมเชื่อว่าถ้าเกิดทุกคน ไม่มีอคติ ทุกคนมีนํ้าหนึ่งใจเดียวกันและมุ่งหวังก็คือการนําพาประเทศ การนําพาประชาชน ผ่านพ้นวิกฤติของการเมืองในครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นครับว่าเราจะใช้รัฐสภาแห่งนี้ก้าวพ้น ความขัดแย้งและนําพาความเจริญก้าวหน้าให้เกิดขึ้นกับประเทศและนําพาความสงบสุข ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนได้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปนายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ผมเองต้องกราบขอบคุณ ท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานชัย ชิดชอบ ที่ได้ตัดสินใจใช้อํานาจของท่านประธาน โดยอาศัยข้อบังคับการประชุม ข้อ ๒๕ เปิดให้สภาแห่งนี้ได้ปรึกษาหารือกันในประเด็น ที่เป็นเรื่องสําคัญ ตอนนี้ไม่ใช่ปัญหาทางการเมืองครับ มันเป็นปัญหาของบ้านเมือง ขอบคุณท่านดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ที่ได้เสนอญัตติที่เป็ นเหตุให้มา ซึ่งการตัดสินใจของท่านประธาน และที่สําคัญอย่างยิ่งต้องขอบคุณท่านประยุทธ์ ศิริพานิชย์ ขออนุญาตเอ่ยนามทั้ง ๓ ท่านที่ได้มีส่วนผลักดันในการเสนอให้ท่านประธานชัยได้ใช้ข้อบังคับ ในการที่จะอนุญาตให้เพื่อนสมาชิกพวกเราได้ช่วยกันปรึกษาหารือในการที่จะช่วยกัน แก้ปัญหาของบ้านเมือง ท่านประธานที่เคารพ ก่อนที่ผมจะมีข้อเสนอฝากท่านประธาน ไปยังท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ที่จะช่วยกันหยุดยั้งปัญหาของบ้านเมืองในครั้งนี้ ผมต้องขออนุญาตนําเรียนท่านประธาน ถึงสภาพเหตุการณ์ ถึงกลไกการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ผมขีดเส้นใต้ว่า เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะเป็นความจริงขนาดไหน อย่างไร ก็ขึ้นกับคณะกรรมการ หรือผู้ที่ จะต้องมีการตรวจสอบกันต่อไป ท่านประธานครับ สถานการณ์การชุมนุมเรียกร้องของคน ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงหรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ในเบื้องต้นต้องยอมรับส่วนหนึ่งนะครับว่าเขาเรียกร้องเพื่อจะขออํานาจคืน คือมีข้อเรียกร้องเดียวคือการยุบสภา เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ มีนาคม กระผมจะไม่ลง รายละเอียดในตรงนี้ ประกาศชัดเจนครับว่าเป็นสันติ อหิงสา คือสงบ ไม่รุกราน ไม่ใช้วิธี ความรุนแรง แต่ท่านประธานครับหลังจากที่มีการชุมนุมยืดเยื้อมาจนมีเหตุให้มีการประกาศ พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หลังจากนั้นก็มีการประกาศพระราชกําหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินชนิดร้ายแรงตามพระราชกําหนด ปี ๒๕๔๘ มาตรา ๑๑ ท่านประธานครับ สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นและเป็นข้อซับซ้อนที่มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องคุยกันในวันนี้ก็คือว่าเราต้องยอมรับว่าเหตุการณ์นี่เป็นเหตุการณ์ที่ซับซ้อน เกินกว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้าไปดูจะเข้าไปตัดสิน ผมเน้นนะครับท่านประธานที่เคารพ เหตุการณ์มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากกว่าสิ่งที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้าไปช่วยกันพิจารณา หรือตัดสิน เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นและสําคัญอย่างยิ่งในฐานะที่เราเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ เป็น ๑ ใน ๓ ของอํานาจหลักในการที่จะดูแลประเทศชาติบ้านเมือง ถ้าเรามีโอกาส พูดคุยกันอย่างนี้ผมคิดว่ามันมีทางออก และข้อเสนอเพื่อนสมาชิกผมเชื่อว่าเป็นข้อเสนอ ที่เต็มไปด้วยเหตุด้วยผลที่รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีสามารถที่จะนําไปสู่การปฏิบัติได้ ท่านประธานครับ ความซับซ้อนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องยอมรับครับว่าไม่ว่ารัฐบาล ผมมั่นใจนะครับ โดยเฉพาะตัวท่านนายกรัฐมนตรีเองหรือพวกเราทุกคนก็ไม่คาดคิดหรอกว่า ในวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมาจะมีการสูญเสียทั้งพี่น้องทหาร ตํารวจ พลเรือนที่เป็น คนเสื้อแดง ครั้งสุดท้ายนี่ถ้ารวมตรงที่ศาลาแดงด้วยก็ ๒๖ ศพ คงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หรอกครับท่านประธาน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสิ่งที่ตามมานอกจากไม่ได้ข้อยุติในการที่จะ หาทางออกร่วมกัน สถานการณ์กลับเลวร้ายลงไป สถานการณ์กลับซับซ้อนลงไปมากขึ้น เพราะสิ่งที่เป็นปัจจุบันก็คือว่ามีขบวนการของการต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็นจากผู้ชุมนุม ที่ต่างฝักต่างฝ่าย ต่างสีเสื้อกัน หรือสิ่งที่เป็นภาพข่าวออกมาไม่ว่าจะจากศูนย์อํานวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. หรือจากสื่อสาธารณะที่เป็นสื่อกระแสหลัก สิ่งเหล่านี้ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ไม่ได้พูดแบบอคติ มีความเห็นส่วนหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่นําเสนอค่อนข้างที่จะทําให้เหตุการณ์หรือสถานการณ์ มีความซับซ้อน มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ผมยกตัวอย่างเหตุการณ์ในวันที่ ๑๐ สิ่งที่รัฐบาลเอง พยายามนําเสนอก็คือว่าจะขอพื้นที่คืน แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งก็บอกเป็นการสลายการชุมนุม ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายที่ไม่เป็นตามหลักมาตรฐานสากล ผมไม่มีเวลามาก ท่านประธาน ให้ผมแค่ ๑๒ นาที ผมจะขอเล่าสถานการณ์อยู่ ๖-๗ นาที แล้วจะเข้าสู่ข้อเสนอ อาวุธ ที่เป็นอาวุธสงคราม รถถัง กองพลซุ่มยิง เหล่านี้มันไม่เป็นหลักสากลแน่นอน กระผมได้มี โอกาสไปเป็นคณะกรรมการตรวจชันสูตรพลิกศพ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า พี่น้องทหารที่ตายรู้สึกเห็นใจ ส่วนใหญ่เป็นพลทหาร มีนายทหารเสียชีวิต ๑ นาย แต่ทั้ง ๕ ราย ที่ผ่านการชันสูตรพลิกศพตายจากวัตถุระเบิดทั้งหมด ก็ต้องไปพิสูจน์เอาว่าจะเป็นอะไร จะเป็นเอ็ม ๒๖ (M26) จะเป็นเอ็ม ๗๙ (M79) หรือจะเอ็ม (M) อะไรก็แล้วแต่ ทางการแพทย์ ก็ให้ความเห็นชัดเจนเป็นบาดแผลจากวัตถุระเบิดฝังเข้ามาในร่างกาย ส่วนใหญ่ฝังไป ในสมองแล้วตาย ที่บาดเจ็บสาหัสอยู่ก็มีมาก ท่านประธานครับ คนบาดเจ็บสาหัส ส่วนใหญ่เป็นจากระเบิด น้อยครับที่มาจากอาวุธปืน ภาคประชาชนเอง ๒ รายก็ตาย จากวัตถุระเบิด ๑๕ รายตายจากบาดแผลอาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธปืนที่มีความเร็วสูง ชัดเจน ภาษาทางทหาร ภาษาทางการแพทย์เรียกอย่างนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนั้นอาวุธปืนที่มี ความเร็วสูงข้อสันนิษฐานก็บอกได้ทันทีว่าน่าจะมาจากอาวุธสงคราม คงไม่มีอาวุธปืน ความเร็วสูงที่มาจากปืนล่าสัตว์ จากปืนอื่น ๆ เพราะดูในสถานการณ์แล้วไม่พบ ไม่เห็น สิ่งที่ตรวจจับยึดได้นี่ก็เป็นอาวุธสงคราม ลักษณะนี้เป็นภาพจริงที่เกิดขึ้น ท่านประธานครับ การสูญเสียที่เกิดขึ้นในสิ่งที่เป็นมา ถ้าสมมุติสภาเราปล่อยปละละเลย จริง ๆ ต้องกราบเรียน ผ่านท่านประธานไป ผมขออนุญาตด้วยความเคารพ วันนี้ถือว่าเป็นบุญคุณอย่างมาก ฝนตกเลยครับท่านประธาน ข้างนอกฝนตก ถ้าเราได้โอกาสมาอย่างนี้ตั้งแต่สัปดาห์แรก ๆ เรามีข้อเสนอที่อยู่ในกรอบกติกา ผมเชื่อว่าหลายฝ่ายช่วยกันทํางานได้ ท่านประธานครับ สิ่งที่เป็นปัญหาเหล่านี้เองถ้าเราไม่ร่วมมือกันก็ยากที่จะมีการแก้ไขและเยียวยาได้ เพราะฉะนั้นในสิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจํากัดผ่านท่านประธานไปยัง ทางรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรี หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอที่อยากให้สภาแห่งนี้มีมติ ตามญัตติ สภาแห่งนี้พิจารณาข้อเสนอสมาชิกและมีมติส่งให้รัฐบาลดําเนินการ สิ่งแรก ที่ผมอยากจะเสนอผ่านท่านประธานก็คือว่าถ้าท่านเองยังให้มีการชุมนุมเกิดขึ้นอย่างนี้ มีหลักประกันอะไรที่จะทําให้การชุมนุมหรือการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายรัฐเป็นไปอย่างสันติวิธี ไม่ใช้ความรุนแรง เมื่อเวลาบ่ายสามโมงที่ผ่านมามีการปะทะกันที่บริเวณดอนเมือง ท่านประธานครับ ยิงด้วยอาวุธกระสุนปื น อาจจะเป็นกระสุนยางหรือกระสุนจริง ฝ่ายผู้ตอบโต้ก็ใช้อาวุธที่มีอยู่เช่นบั้งไฟทําร้ายซึ่งกันและกันอย่างนี้มันก็เป็นเหตุการณ์ ที่เป็นปัจจุบันอยู่ ที่พูดอยู่อย่างนี้มันก็มีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นความรุนแรง เหล่านี้ต้องไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้นทําอย่างไร ไม่มีหลักประกันใด ๆ เลย ไม่มีหลักประกันใด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกร้องผมเอาข้อเสนอของคณะกรรมาธิการระหว่างชาติของรัฐบาล อาเซียน (ASEAN) ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เขาเสนอมาน่าสนใจมาก ผมเคยพูดในเวทีนี้ เขาอยากให้รัฐบาลยกเลิกพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีการใช้มาตรการที่ไม่เหมาะสมในการที่จะไปขอพื้นที่คืน หรือการปราบปรามพี่น้องประชาชน หรือการสลายการชุมนุม ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อจะพิจารณาในประเด็นนี้ นั่นคือข้อเสนอที่ผมเอามาจาก หลายภาคส่วน เป็นข้อเสนอที่ผมเอามาจากหลายภาคส่วน ข้อเสนออันที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้เขาเสนอ เขาบอกว่ารัฐบาลเองควรยุติการใช้สื่อของรัฐ หรือสื่อด้านเดียวในการที่จะให้ข้อมูลข่าวสารกับพี่น้องประชาชน ควรจะเปิดโอกาสให้มีสื่อ หลาย ๆ ภาคส่วนเข้ามาให้ข้อมูล ซึ่งขณะนี้ต้องยอมรับครับ สื่อที่นําเสนอได้คือสื่อของรัฐ เท่านั้นเอง ทุกอย่างถ้าเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมยังถูกปิดกั้นทั้งหมด มันก็เป็นเหตุผลอันหนึ่ง ที่เขามารวมตัวกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง ไม่ว่าต่างจังหวัดก็ดี หรือที่กรุงเทพฯ ก็ดี เพราะไม่สามารถ ดูด้วยตัวเองได้ ต้องอาศัยเทคนิคพิเศษในการเข้าหาช่องทางทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ทางเว็บไซต์ (Web site) เขาก็ต้องมารวมตัวกันได้ ท่านเองก็เป็นคนผลักดันให้คนมารวมตัว กันอีกทางอ้อมนะครับ อันนี้เป็นข้อเสนอครับ แล้วสื่อที่นําเสนอนี่ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ศอฉ. ถ้าเป็ นไปได้ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีว่าทําอย่างไรถ้าโฆษกของ ศอฉ. มีพฤติกรรมที่เสมือนจะไปโน้มน้าวมา ซึ่งก่อให้เกิดความรุนแรง ความเข้าใจผิด ก็ควรจะเปลี่ยนคนอื่นมาทําหน้าที่แทน ท่านประธานทราบไหมครับว่าคนอื่นที่เขาไม่ชอบใจ มันก็มีทั้งคนชอบใจ ไม่ชอบใจ เรายอมรับ แต่คนที่ไม่ชอบใจมองแล้วเขาบอกคุณสรรเสี้ยมแล้วแต่ตัวเองกําหนด คือเสี้ยม ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นมา อย่างนี้ผมคิดว่าไม่ได้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลนะครับ การแถลงมติของ ศอฉ. เองก็ควรจะเป็นมติที่คณะกรรมการมีมติออกมา ใส่ความเห็นไป เติมเชื้อไฟเข้ามา จําเป็นต้องสูญเสียก็ต้องสูญเสีย อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พูดได้อย่างไรครับ ท่านประธาน นี่หรือครับโฆษก ทําเกินอํานาจหน้าที่ ทําเกินท่านผู้อํานวยการด้วยซํ้าไป ผมเชื่อว่าผู้อํานวยการไม่พูดแต่โฆษกพูดเสียเองอย่างนี้นะครับ นั่นเป็ นข้อเสนอผม ที่น่าจะกระทําได้ในเรื่องของสื่อ
ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อเสนออันต่อไปก็เป็ นข้อเสนอที่ดีครับ ทางกรรมาธิการชุดนี้เขามองทั้ง ๒ ด้าน ฝ่าย นปช. เอง แกนนําก็ต้องไม่ยุยงส่งเสริม ให้เกิดความรุนแรง อยู่ในกรอบสามารถตรวจสอบได้ เช่นมีกรรมาธิการหรือผู้ตรวจสอบ ทางยูเอ็น (UN) ที่เขาขอมาเป็นผู้สังเกตการณ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ถ้ารัฐบาลใจกว้างพอ ไม่ถือว่า เป็นการแทรกแซงกลไกภายใน เพราะยูเอ็นก็มีที่ตั้งอยู่ในประเทศเรา เป็นผู้สังเกตการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสารมวลชนของยูเอ็นก็ดี หรือใครก็ดี ก็ควรจะให้เขามาดูทั้ง ๒ ฝ่าย
ข้อเสนอต่อไปครับท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ คือแสวงหาทางออกด้วยการเจรจา สันติ อหิงสา ไม่มีวิธีการอื่นที่จะเป็นทางออก คือการเจรจา กรรมการที่ปรึกษาสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอค่อนข้างดี ผมไม่แน่ใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรีรับฟังเรื่องนี้หรือเปล่า ๓ เดือน กรกฎาคมหลังจากที่ท่านผ่าน ร่าง พ.ร.บ. งบประมาณแล้วก็น่าจะเข้าสู่กระบวนการตามข้อเรียกร้องของพี่น้องประชาชน จริงอยู่ครับ ท่านอาจจะบอกว่าหลายส่วนหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย บางส่วนบางฝ่ายเห็นด้วย ท่านประธานครับ แต่ขณะนี้ไม่ใช่ปัญหาการเมืองนะครับ ผมเน้นว่าเป็นปัญหาบ้านเมืองจะลุกเป็นไฟแล้ว ท่านประธานครับ เลยขั้นนี้ไม่มีการยอมกัน
ท่านประธานครับ ข้อเสนอต่อไปสิ่งที่เราหวั่นเกรงค่อนข้างมากก็คือผู้ที่จะ เป็นผู้มาตรวจสอบ ไม่ใช่เรานะครับ หลายฝ่ายหวั่นเกรง ถ้าได้กรรมการที่เป็ นกลาง มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ผมเชื่อว่าตรงนี้เองก็เป็นคําตอบให้กับรัฐบาลได้ เขาเสนอเลยครับ กรรมาธิการชุดนี้ของรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเขาเสนอเลยว่า อย่างน้อย ๕ ฝ่ายต้องมาร่วมกัน รัฐบาล นปช. ตัวเขาเองที่เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชน ภาคสื่อมวลชน ภาคประชาสังคม เข้ามาผมก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ สมาชิกรัฐสภาเอง ไม่ต้องหรอกครับ แต่ถ้าจะให้ดีในฝ่ำยนิติบัญญัติข้อเสนอของผมท่านเปิดโอกาส ตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามสถานการณ์การชุมนุมและการใช้อํานาจหน้าที่ของฝ่ายรัฐ ผมว่าอย่างนี้เป็นหลักประกันได้ ท่านไม่ต้องไปบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรอกครับ ไม่ต้องบอกว่ามือที่สามหรอก กรรมาธิการชุดนี้เขาตามให้ท่านตลอด เขาสามารถชี้แจง แทนท่านได้เลยในหลายเรื่อง ผมว่าอย่างนี้มันจะเป็นทางออกที่ทําให้บ้านเมืองของเรา เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่เป็นปัญหาบ้านเมืองขณะนี้ มันต้องมีการจบจุดใดจุดหนึ่ง ท่านใช้กําลังสลายพี่น้องประชาชน ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเสนอในเฟซ บุค (Face book) ของท่าน ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ บอกว่าจะมีคนตายอีก ๑๐๐ คนมันจะสงบหรือ เป็นคําถามที่น่าสนใจครับ มีคนตายอีก ๕๐๐ คนแล้วมันจะสิ้นสุดหรือไม่ ผมตอบให้ก็ได้ครับท่านประธาน ไม่มีทางครับ มันยิ่งเพิ่มกระแสการต่อต้านแผ่ขยายไปทุกอณูของประเทศ ผมว่าอย่างนี้ไม่ดีแน่นอน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเองกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพรรคร่วมรัฐบาล ถ้าเป็นไปได้ ด้วยความสง่างาม ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ไม่เสียหน้า ไม่ได้ทําตามข้อเสนอของ ฝ่าย นปช. หรือพวกคนเสื้อแดงที่มาเรียกร้อง ถ้าเกิดพรรคร่วมรัฐบาลมีการประชุมร่วมกัน พิจารณาว่าเหล่านี้คงต้องตัดสินด้วยปัญหาการเมือง ด้วยตัวของพวกเราเอง ผมวิงวอน พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว ท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ตัดสินใจด้วยความสบายใจ แล้วเรามา เริ่มต้นกันใหม่ภายใต้สัตยาบันที่ทุกคนต้องหันหน้ามามีข้อตกลงร่วมกัน ผมไม่ได้เสนอแรงครับ นั่นคือมิติทางการเมือง ถ้าพรรคร่วมไม่ให้ความร่วมมือ ท่านนายกรัฐมนตรีเองจะเป็น เสียงข้างน้อยอยู่ก็คงลําบากในสถานการณ์อย่างนี้ ก็ถึงเวลาที่อาจจะต้องพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลหรือการเลือกตั้งใหม่ก็ว่ากันไป แต่ผมมั่นใจครับว่า ถ้าสมมุติเราเปิดช่องทางแล้วการพูดคุยเพื่อหาทางออกในการที่จะเข้าสู่กระบวนการ การเลือกตั้งที่เราต้องมาช่วยกันให้บริสุทธิ์ยุติธรรม ให้โอกาสทุกฝ่ำยเดินทางเข้าสู่ กระบวนการการเลือกตั้งอย่างอิสระ มีศักดิ์มีศรี สามารถไปได้ทุกพื้นที่ ผมเชื่อว่าตรงนี้ เรามาช่วยกันทําได้ ถ้าไม่ทํานี่ลําบากมาก ไปไหนไม่ได้ครับ ท่านเองก็อาจจะต้องอยู่ใน ค่ายทหารตลอดไป ผมเชื่อว่าอย่างนั้นคงไม่ดีแน่สําหรับนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเรา ผมอยากให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่สง่างาม ท่านเป็นอนาคตของประเทศ อย่าเลยครับ อย่าได้ทําลายอนาคตของประเทศกับอนาคตของท่านเลย ท่านยังมีอนาคตอีกไกลมาก ผมคิดว่าการที่ท่านตัดสินใจเหล่านี้จะเป็นทางออกให้กับประเทศ มันไม่มีวันเดียวหรอกครับ ประเทศไทยเรา สิ่งที่มันฝังรากหยั่งลึกมานานถ้าไม่แกะเสียวันนี้ยากที่จะแกะออก เราเป็น นักประชาธิปไตยรุ่นใหม่ ท่านยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ผมเองก็ยึดมั่นในระบอบ ประชาธิปไตย พี่น้องก็อยากจะมีประชาธิปไตย ไฉนล่ะครับ เราต้องปฏิเสธประชาธิปไตย ที่แท้จริง ผมฝากท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีด้วยความขอบคุณยิ่งครับ
ในช่วงนี้จะขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสอภิปรายตอบพวกเราเสียก่อนนะครับ เชิญท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตกราบเรียนเบื้องต้นสั้น ๆ เท่านั้นครับ เนื่องจากว่ามีภารกิจแล้วเดี๋ยวจะกลับมาเพื่อติดตามการอภิปรายต่อ แต่ว่าท่านรอง นายกรัฐมนตรีสุเทพซึ่งเป็นผู้อํานวยการของ ศอฉ. ก็จะอยู่ที่นี่ต่อเนื่องนะครับ แล้วก็ อาจจะมีการชี้แจงในบางประเด็น ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกทุกท่านที่ได้ อภิปรายในบรรยากาศที่ผมคิดว่าพี่น้องประชาชนจะมีความอุ่นใจกับการทํางาน ของฝ่ายนิติบัญญัติมากยิ่งขึ้น กราบเรียนท่านประธานว่าอย่างที่ผมได้พูดคุยกับสภาแห่งนี้ และความจริงมีโอกาสพูดคุยส่วนตัวกับสมาชิกฝ่ายค้านบางท่านว่าถ้าเราสามารถที่จะ อภิปรายกันในบรรยากาศที่มองไปข้างหน้าในการแสวงหาทางออกนั้นคงจะเป็นเรื่องที่ดี แล้วก็เป็นกําลังใจให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ส่วนที่มีการพาดพิงถึงเหตุการณ์ ที่ผ่านมา เพื่อรักษาบรรยากาศนะครับ กระผมจะขออนุญาตที่ยังไม่กล่าวอะไร ยกเว้น เสียแต่ว่าถ้ามันมีการใช้ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นปัญหาก็อาจจะให้ผู้ที่รับผิดชอบโดยตรงได้ชี้แจง ข้อเท็จจริงเพียงเท่านั้น เพียงแต่ยืนยันครับว่าข้อเสนอหนึ่งซึ่งได้มีการพูดถึงแล้ว คือข้อเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระในการตรวจสอบเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ๑๐ เมษายน ไม่ว่าจะเป็น ๒๒ เมษายน หรือถ้าหากจะมีเหตุการณ์ในวันนี้ด้วย ผมขอยืนยันว่าเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือ และผมคิดว่า เมื่อเป็นเช่นนี้หากเราจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงข้อเท็จจริงซึ่งนําไปสู่การโต้แย้งกันด้วยอารมณ์ ก็จะช่วยให้การทํางานของเราในที่นี้สามารถที่จะมองไปข้างหน้าได้ อันนี้ก็เป็นประเด็นแรก ที่อยากจะกราบเรียนว่าข้อเสนอเรื่องกรรมการอิสระนั้นเป็นข้อเสนอที่รัฐบาลขอยืนยันว่า พร้อมที่จะดําเนินการ ส่วนองค์ประกอบต่าง ๆ นั้นก็คงมีความจําเป็นที่จะต้องหารือกัน ทุกฝ่าย เพราะว่าเดิมทีนั้นผมเข้าใจว่าองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งเขามีความตั้งใจที่จะทํา เรื่องนี้อยู่คือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ปรากฏว่าขณะนี้ยังไม่ปรากฏว่า เขาสามารถที่จะดําเนินการตั้งอนุกรรมการอย่างที่มีการเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ ก็จะติดตามนะครับ แล้วก็ยินดีที่จะหารือกับทางฝ่ายค้านในเรื่องลักษณะขององค์กรอิสระ ที่จะเกิดขึ้นมาเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์นี้
ประการที่ ๒ กระผมอยากจะกราบเรียนยืนยันครับว่าแนวคิดของรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาในขณะนี้เป็นแนวคิดที่ยอมรับถึงความสลับซับซ้อนของปัญหา ที่เกิดขึ้น ซึ่งกระผมได้พูดตั้งแต่ต้นตั้งแต่มีการชุมนุมหรือก่อนมีการชุมนุมว่าเรากําลัง พยายามที่จะแก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่ปะปนกันอยู่ ปัญหาของความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ปัญหาความยากจน บัดนี้ก็น่าดีใจครับว่ามีองค์กรต่าง ๆ กําลังนําเสนอแนวคิดในเรื่องของการปฏิรูปประเทศที่พูดถึงโครงสร้างความไม่เป็นธรรม ต่าง ๆ แม้ว่าจะยอมรับว่ารัฐบาลทุกชุดโดยเฉพาะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนี่ก็เป็น รัฐบาลที่มุ่งมั่นในการทํางานแก้ไขปัญหาเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ก็เป็นปัญหาซึ่งยังสะสม แล้วก็ยืดเยื้อเรื้อรังมาโดยตลอด ตรงนี้ก็เป็นข้อเสนอหนึ่งซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลนั้นได้มี การหารือกับภาคประชาชน ภาคประชาสังคม แล้วก็พร้อมที่จะให้มีการดําเนินการ
ประการถัดมาก็คือว่าข้อเรียกร้องซึ่งเป็นข้อเรียกร้องแต่ละเรื่องหรือบางมิติ ของปัญหา เช่น ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ยังมีความคลางแคลงใจว่ามี ๒ มาตรฐาน หรือไม่ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสื่อซึ่งมีการใช้แล้วก็บอกว่าแต่ละฝ่ายทําให้เกิดการยั่วยุ หรือมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น กระผมก็ยอมรับว่าปัญหานี้คงเป็นปัญหาที่จะต้องมาสะสางกัน ในทุกกรอบ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ที่เป็นโทรทัศน์ทั่วไป โทรทัศน์ที่อยู่ในการดูแลของรัฐ โทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุกระจายเสียงทั่วไป วิทยุชุมชน แม้กระทั่งสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมี ค่อนข้างที่จะหลากหลาย ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องสะสางเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามครับ ปัญหาในขณะนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งผมก็ได้ยํ้ามาโดยตลอดว่าไม่ใช่ผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ที่มีปัญหาในเรื่องของการกระทําผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอาญาทั่วไป แม้ว่าจะไม่มีการประกาศภาวะฉุกเฉินก็ตาม ซึ่งตรงนี้สิ่งหนึ่งก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลยืนยันว่า ก็จะต้องมีการดําเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรม แล้วก็ไม่ควรที่จะเอามาปะปนกันกับ เรื่องข้อเรียกร้องทางการเมือง ส่วนข้อเรียกร้องทางการเมืองนั้นผมก็ขอยํ้าครับ ตั้งแต่ต้น ในช่วงแรกกระผมก็ได้ไปเจรจากับแกนนําผู้ชุมนุมด้วยตัวเองพร้อมกับคณะอีก ๒ คน แล้วก็ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าได้ยินสิ่งที่เป็นข้อเรียกร้องซึ่งพูดถึงเรื่องของการยุบสภา แล้วก็ ยังได้แสดงถึงความพร้อมว่าการจะยุบสภานั้นไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลปฏิเสธ แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง คํานึงถึงความคิดเห็นของคนที่ไม่ได้มาชุมนุม ตลอดจนการยึดประโยชน์ว่าการเลือกตั้ง ที่จะนําไปสู่ความปรองดอง สมานฉันท์นั้น ผมก็ได้พูดอย่างชัดเจนว่าน่าจะต้องมี การดําเนินการในหลายเรื่อง ซึ่งบางเรื่องกระผมได้กราบเรียนไปแล้วก่อนที่เราจะสามารถ นําไปสู่บรรยากาศของการเลือกตั้งที่ส่งเสริมประชาธิปไตยได้ แม้ว่าวันนี้กระบวนการ การเจรจาที่เคยทํากันมา ๒ รอบนั้นจะยุติไปก็ตาม ผมก็ได้ยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่าควบคู่ ไปกับความพยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายซึ่งจะต้องยึดหลักสากล และผู้ปฏิบัติทุกคนนั้น ก็จะยึดเฉพาะการปฏิบัติตามคําสั่งที่เป็นไปตามกฎหมายและหลักสากลเท่านั้น จะต้องมี การหาสิ่งที่เรียกว่าคําตอบทางการเมือง ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ฝ่ายการเมืองอยู่ในฐานะที่ดี ที่จะมีการนําเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งก็มีบางท่านได้มีการนําเสนอข้อคิดของตัวเอง บ้างแล้ว ผมอยากจะยํ้าครับว่ากระบวนการการหาคําตอบทางการเมืองนั้นยังไม่สิ้นสุดลง เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการพร้อม ๆ กันไป เพราะผมก็ได้ยืนยันมาโดยตลอดว่า ความแตกแยกที่เกิดขึ้นมันไม่ได้มีอยู่เฉพาะการชุมนุมที่ราชประสงค์ และผมก็ได้อธิบายไป เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่าผมไม่ได้คิดว่าการที่บอกว่าจะใช้กําลังเข้าไปสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์นั้น แปลว่าปัญหาจะจบ ตรงกันข้ามผมบอกว่าปัญหาความแตกแยกที่เกิดขึ้นมันจะต้อง มีการแก้ไขในหลายกระบวนการด้วยกัน บางเรื่องเป็นเรื่องการเมือง บางเรื่องเป็นเรื่องของ กระบวนการยุติธรรม บางเรื่องเป็นการที่จะมาช่วยกันคิดในเชิงสังคมวัฒนธรรมถึงแนวทาง ในการที่จะทํางานร่วมกันต่อไป ผมก็หวังว่าในการอภิปรายในวันนี้ถ้าเราได้ความคิดตรงนี้ เบื้องต้นนะครับ ผมไม่คาดคิดว่าเราจะสามารถหาข้อยุติกันได้ภายในวันนี้ ก็จะเป็น แนวทางที่ดีในการเดินหน้าต่อไป ผมเชื่อว่าคนที่อยู่นอกสภาแห่งนี้ รวมทั้งคนที่ชุมนุม รวมทั้งคนที่ไม่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม ก็ฟังพวกเราอยู่ แล้วก็ยังมีความคาดหวังว่าในที่สุด เราจะสามารถช่วยกันนําพาสังคมกลับไปสู่ภาวะที่เป็นปกติได้ ผมขออนุญาตท่านประธาน สั้น ๆ เพียงเท่านี้ในเบื้องต้นนะครับ แล้วก็จะได้รับฟังเพื่อนสมาชิก และปฏิบัติภารกิจ เสร็จแล้วก็จะกลับมาครับ
เนื่องจากมีสมาชิกประสงค์จะอภิปรายเยอะมาก ๆ นะครับ เกือบ ๒๐ ท่าน ผมจะขอลด เวลาเหลือสักท่านละ ๑๐ นาทีก็แล้วกันนะครับ ต่อไปท่านเผดิมชัย สะสมทรัพย์ ครับ เนื่องจากฝ่ายค้านมีผู้อภิปรายเยอะมาก ๆ ครับ และเดี๋ยวจะเป็นท่านธนา ชีรวินิจ นะครับ
ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพ ผม เผดิมชัย สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครปฐม ต้องขออภัยนิดหนึ่ง เพราะว่าเสียงเนื่องจากเป็นไข้อยู่นะครับ แต่มีความจําเป็นมากที่วันนี้ ต้องขอขอบคุณ ผมคิดเสมอว่าสภานั้นเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของประชาชน แล้วก็คิดอยู่เรื่อยว่า ทําอย่างไรจะทําให้ความรู้สึกของสภานั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์แก่ประชาชนเรา สิ่งที่น่ากลัว ที่สุดในชีวิตของการเป็นผู้แทนราษฎรนั้นคือผู้แทนราษฎรทุกคนผมว่าเหมือนกับเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าซีกไหนก็แล้วแต่เราห่วง ห่วงประชาชนอาจจะแตกต่างกันไป อาจจะวิตกกันเกินไป ผมห่วงอย่างหนึ่งว่าบางครั้งชีวิตผู้แทนราษฎรจนถึงปัจจุบันทุกเช้าเราจะต้องรับทราบถึง ปัญหาของประชาชนที่มาพบหา เพราะเขานึกว่าเรานั้นสามารถที่จะบันดาลอะไรให้เขาได้ ที่จะช่วยอะไรให้เขาได้ ผมนึกเสมอว่าทําไมอํานาจของประชาชนนั้นสร้างความกังวล ให้ผมได้ตลอดเวลา ลูกเข้าโรงเรียนไม่ได้ มีปัญหาตกงานบ้าง มีปัญหาอะไร ทําไมถึงมี อิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้แทนราษฎร ผมห่วงเสมอในเรื่องพวกนี้จนถึงปัจจุบัน ผมห่วงว่า ลูกน้องของผมนี่ ที่เราเป็นผู้แทนราษฎรมาช้านาน ห่วงว่าคําว่าบ้านใหญ่ ที่จังหวัดนครปฐม ให้ฉายาบ้านผม ทั้ง ๆ ที่บ้านผมก็ไม่ได้ใหญ่กว่าบ้านบางคนเลยก็เพราะว่าอะไร เพราะห่วงว่าลูกน้องของเราไปทําอะไรที่ไม่ดีแก่ประชาชน ไปอวดอิทธิพล ไปอวด อํานาจบาตรใหญ่ ในความที่เจ้านายของตัวเองนั้นเป็นผู้แทนราษฎร ก็ต้องเรียกมากําชับ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ปากเปียกปากแฉะจนถึงปัจจุบันนี้ครับท่านประธาน ผมเองนั้น มีผู้ช่วยผู้แทนราษฎรอยู่ ๔-๕ ท่าน ผมบอกแม้กระทั่งคนขับรถ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่พาผม ไปงานต่าง ๆ บอกว่าห้ามเด็ดขาดไม่ว่าจะมีเรื่อง ห้ามขับรถแซงประชาชน ห้ามใช้ อํานาจบาตรใหญ่แซงในที่ประชาชน หรือที่คับขัน หรือที่เอาเปรียบประชาชน จอดรถ ก็ห้ามเอาที่เอาเปรียบประชาชน นี่แหละคืออิทธิพลที่เราผู้แทนราษฎรนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย ในความคิดที่เราจะต้องให้อํานาจที่ยิ่งใหญ่ว่าเราเวลาหาเสียงเลือกตั้งเรายกมือเคาะประตูบ้าน ยกมือไหว้เขา ทุกคนไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าท่าน หรือผม หรือทุกคน จนถึงปัจจุบัน วันนี้ครับผมเคยตอบปัญหากับประชาชนบางเรื่องว่าทําไมทหารมีอิทธิพลแก่บ้านแก่เมือง มากนัก ผมต้องตอบปัญหาเข้าข้างทหาร เพราะว่าผมเป็นนักเรียนทหารเหมือนกัน เขาบอกว่าทหารนั้นทําไมถึงมีสนามกอล์ฟในกรุงเทพมหานครเยอะแยะ สนาม ทบ. บ้าง เรียนโรงเรียนนายร้อย ทหารที่เขาชะโงกทําไมถึงมีสนามกอล์ฟกัน ทําไมโรงเรียนบุตรหลาน ไม่มีบ้าง ทําไมมีสโมสรหลาย ๆ พันล้านบาทกัน ไม่ว่าราชนาวี ไม่ว่าที่ไหน มีเยอะแยะไปหมด และทําไมโรงเรียนต่างจังหวัดถึงไม่มี ห้องสมุดไม่มี ห้องโสตทัศนอุปกรณ์ไม่มี ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ทําไมไม่มี ผมตอบให้ทหารทั้งสิ้นเพราะความมีเลือดทหาร ผมบอกว่าทหารนั้นเราต้องให้อภิสิทธิ์ เพราะว่าเขาป้ องกันประเทศของเรา เป็นรั้วของชาติ ที่จะมีศัตรูเข้ามาทําร้ายประเทศไทยนั้นชีวิตแรกก็คือทหาร เพราะฉะนั้นผมเองต้อง ให้เกียรติทหาร ภาษีประชาชนก็ต้องให้เกียรติทหาร เพราะพวกเราทํามาหากิน ทํามาค้าขาย อุดมสมบูรณ์เราก็จะมีรั้วอย่างสมบูรณ์ ตราบใดถ้าเราทํามาหากินสมบูรณ์แล้วเกิดมีข้าศึก เข้ามาแย่งที่ทํามาหากินของเราโดยภัยต่างประเทศนี่ทหารนั้นก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่จะ ช่วยเหลือเรา ท่านประธาน วันนี้คงจะห้ามไม่ได้ ผมไม่คิดว่าทหารนั้นจะคิดร้ายต่อประชาชน ของตัวเอง และผมก็ไม่คิดจริง ๆ ผมเพียงแต่คิดว่าในมุมของผู้แทนราษฎรนั้น แม้กระทั่ง ในสภาผู้แทนราษฎรนับครั้งได้ ผมไม่เคยที่จะขึ้นมาประท้วง ผมไม่เคยคิดที่จะมา ต่อว่าต่อขานผู้แทนราษฎรด้วยกันทั้งสิ้น เพราะผมรู้ที่มาที่ไป ผมรู้ว่าชีวิตของเรานั้นผูกพัน ในความเป็นผู้แทนราษฎร เราไปติดยึดกับคําว่าพรรคทั้ง ๆ ที่ที่แท้จริงแล้วพรรคไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นที่ของสมาชิกของประชาชนที่สมัครมาอยู่กับพรรคการเมือง มีครั้งหนึ่งเป็นเรื่องจริง ท่านเนวิน ชิดชอบ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ตอนนั้นไม่ว่าพรรคไหนก็ไม่ต้อนรับท่านเนวิน เพราะกลัวว่าจะไปสร้างให้ภาพของพรรคนั้นเสียหาย อาจจะมีฉายาว่าห้อย ๑๒๐ มีหลายประเด็น ผมตอนนั้นอยู่พรรคเอกภาพ ท่านเนวินได้มาขอสมัครเป็นสมาชิกพรรค ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน นั้นอาจจะไม่เห็นด้วย ต้องขอประทานอภัยนะครับที่เอ่ยนาม อดีตหัวหน้าพรรคผม ผมเป็นกรรมการบริหารพรรค ผมพยายามนั่งคิด ๓ วัน ๓ คืน ว่าทางออกจะทําอย่างไร เพราะว่าเป็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันในอดีต ผมไปนั่งคิดจนกระทั่งผมตกผลึกเอาหนังสือมาอ่านว่า อ๋อ ท่านอุทัยก็สอนผมนี่ว่า พรรคการเมืองไม่ใช่ของเรา คนจังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีสมาชิกพรรคเอกภาพอยู่หลายคน มีสมาชิกสมัครมาอยู่กับพรรคเรา แล้วโอกาสของเราล่ะ ผมไม่ได้รับเขาในฐานะเป็น ส.ส. ผมรับในฐานะเขาเป็นสมาชิกพรรค แล้วผมสามารถที่จะต้องส่งสมาชิกพรรคไปลงเพื่อให้ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ชีวิตผู้แทนราษฎรนั้นผู้พิพากษาของเรานั้นคือประชาชน เขาจะให้ เราเป็นก็ได้ เขาจะไม่ให้เราเป็นก็ได้ ถ้าหากว่าเราทําชั่ว ทําไม่ดี เพราะฉะนั้นคุณเนวิน ชิดชอบ ถึงได้มีโอกาสเพราะคําว่าพรรคการเมืองซึ่งไม่ใช่ของเรา เราอย่าไปยึดมั่นติดมั่นว่า นั่นมันคือของเรา วันนี้โอกาสที่เกิดขึ้นนั้นผมไม่ได้อิจฉาท่านเนวิน ผมไม่ได้อิจฉาเพื่อนสมาชิก ทุกคนที่มีอํานาจและบารมี เพราะตัวผมเองนั้นจะบอกว่าอํานาจและบารมีนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราปกครองไม่ได้ อํานาจและบารมีที่แท้จริงนั้นมันต้องเกิดจากการมีพรหมวิหาร ๔ ไม่ว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เราต้องรู้ว่าเรามาจากใคร เวลาเราไปเคาะประตู ขอคะแนนประชาชน แต่เวลาประชาชนมาไม่ใช่หันก้นให้กับประชาชน เราต้องเข้าใจ ความรู้สึกของประชาชนที่เป็นใหญ่ เพราะเขาทุกคนเสียภาษีอากร เขาทํามาหากินให้เรา ผมพูดเสมอว่าคนกรุงเทพฯ นั้นโชคดี ตึกรามบ้านช่องนั้นตารางวาละหลายแสน หลายล้านบาท แต่ต่างจังหวัดทํานาทําไร่ตารางวาละไม่ถึง ๕๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ บาท ทําเลี้ยงคนกรุงเทพฯ ทั้งสิ้นไม่ว่าผัก ปลา อาหาร ผมยังหวั่นใจว่าพี่น้องเข้ามาในกรุงเทพฯ สร้างความเดือดร้อน แล้วจะเกิดการกระทบกระทั่งกับผู้ที่ต้องไปทํามาหากินในอีกธุรกิจหนึ่ง คือนักธุรกิจซึ่งมีอาคารพาณิชย์อยู่เยอะแยะ ไม่มีไร่นาสาโทจะไปทํางานทีก็ลําบาก วันนี้ มันเป็นสงครามประชาชน ต่างจังหวัดน่าสงสารถ้าเขาไม่เดือดร้อนคงไม่มานอนตากแดด ริมถนนหรอกครับ แล้วเขาก็คงไม่อยากมารบกวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ หรอกครับ วันนี้ สงครามประชาชนเบื่อกันเอง โกรธกันเอง ไม่ใช่วิธีสมานฉันท์ ไม่ใช่วิธีที่ชักจูงเอาทหาร ซึ่งเป็นรั้วของชาติมากําราบประชาชนของเรา ถึงแม้ว่าประชาชนจะผิด จะเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าประชาชนนั้นจะไม่รู้อะไรเลยว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ แต่ความเป็นผู้แทนราษฎร แต่ละจังหวัดนั้นบ้าน ๗๖ หลัง ความคิดไม่เหมือนกันครับ ๗๖ หลังของประเทศไทย ไม่เหมือนกันครับ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมยืนยันและนั่งยันตลอด แต่ว่าในชีวิตของพวกผมตั้งแต่ เป็นผู้แทนราษฎรหรือตัวผมเป็นมาหลายพรรค ถูกยุบก็แล้ว เป็นพรรคตัวเองก็แล้ว สถาบันนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ควรจะเอามาพูดกันอย่างยิ่ง ทุกคนรักเหมือนกันหมด ทุกคนเคารพเทิดทูนเหมือนกันหมด ไม่ต้องมาบอกแสดงตนว่าจะต้องตายเพื่อสถาบัน ทุกคนพร้อมที่จะตายถ้าใครมาระรานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา วันนี้ไม่ว่าอนาคต จะเป็ นอย่างไรไม่ต้องไปห่วง ห่วงปัจจุบันเถอะครับ ท่านเหนื่อยไหมที่ตื่นเช้ามา เพราะกลางคืนต้องมีคนนั้นออกมาหน้าทีวีพูดคนโน้นพูดคนนี้ ผมไม่ถือว่าเป็นสาระหรอก แล้วผมไม่ถือว่าจะเข้าข้างหรือจะหาอะไรมาแก้ตัวกันตัวเอง เพราะคนจัญไรคือคนแก้ตัว คนดีคือคนแก้ไขครับ เราจะทําอย่างไรให้ยุติไม่ให้ชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนที่เราพูดอยู่เสมอว่าเรามาจาก ประชาชน เราจะหยุดอย่างไร เลือดออกนิดหนึ่งพลาสเตอร์ (Plaster) ปิดได้ แผลเหวอะหวะ เย็บได้ แต่ชีวิตเย็บได้ไหม ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ไหมไม่มีทาง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจครับ ถ้าใจมีบาดแผลฉกรรจ์ลึกไปนี่บ้านเมืองแตกร้าว บ้านเมืองแตกฉานลึกลงไป เพราะอะไร เพราะทุกคนเหมือนกันครับ ไม่ว่าตัวผมหรือตัวใคร เพราะอยากอยู่ในอํานาจ ไม่ต้อง ปฏิเสธนะครับว่าท่านอยากจะอยู่ในอํานาจหรือไม่ ท่านกลัวหรือในเมื่อเสื้อหลากสีบอกว่า ไม่อยากยุบสภา ท่านบอกอีกฝ่ายหนึ่งอยากให้ยุบสภาก็ยุบไปสิ ถ้าเสื้อหลากสีมากกว่า เสื้อหลากสีก็ชนะไป เหมือนอย่างที่คุณป้ำคนหนึ่งเมื่อคืนออกทีวีตอบโจทย์ ผมเห็นด้วยครับ เพราะสิ่งหนึ่งนั้นนาทีนี้เราต้องยุติความสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่มีใครหรอกครับที่เสียภาษี แล้วก็จะเอาปืนมายิงกันหรือทําอะไรกัน ไม่มีใครอยากทําอย่างนั้นเล่น ๆ หรอกครับ ท่านประธานครับ ผมขอวิงวอนท่านไปถึงฝ่ายผู้บริหารผู้ที่มีอํานาจของประเทศชาติเรา ไม่เป็นไรถ้าท่านอยากจะให้เกิดต่อไปก็ไม่เป็นไร ท่านอยากเห็นความสูญเสียล้มตาย มากกว่านั้นก็ไม่เป็นไร แต่ผมเตือนไว้นะครับ บ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น ศาสนาเป็นเรื่องสําคัญ อภัยนั้นคืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ ใครจะผิดจะถูกนั้นไม่ใช่ อย่าให้สูญเสีย ต่อไปเลยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับที่ต้องเกินเวลามานิดหน่อย ขอบคุณครับ
คุณธนา ชีรวินิจ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ธนา ชีรวินิจ ผมเข้าใจว่าวันนี้ถ้าพี่น้องประชาชนหรือบุคคล ที่สนใจทางการเมืองได้เห็นการอภิปรายในสภาก็คงจะมีความชื่นชมนะครับว่า สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ได้แสดงถึงวุฒิภาวะที่จะช่วยกันนําพาประเทศชาติให้ก้าวพ้น วิกฤติครั้งสําคัญไปให้ได้ ผมเชื่อว่าถ้าพวกเราถอดหัวโขนที่พวกเรามีกันอยู่ในวันนี้ ในเมื่อวันนี้ปัญหาของชาติเป็นเรื่องที่ทุกคนไม่อาจที่จะละเลย ไม่มีใครแพ้ไม่มีใครชนะ มีแต่ประเทศชาติที่จะเสียหาย ถ้าประเทศชาติเสียหายพวกเราก็เสียหายด้วยกันทุกคน ในฐานะสถาบันหลักของประเทศ ในฐานะสภาผู้แทนราษฎร พวกเราจะต้องเป็ น จุดยึดหลักอันหนึ่งของพี่น้องประชาชน วันนี้มีการพูดจากันในหลายกรณี ซึ่งผมอยากจะ กราบเรียนท่านว่าสิ่งที่ผมจะกราบเรียนที่ประชุมแห่งนี้เป็นเรื่องทางวิชาการที่อยากให้ พวกเราได้รับฟังว่าที่ผ่านมานั้นพวกเราอาจจะละเลย อาจจะบกพร่องในการทําหน้าที่ เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ที่จะทําให้เกิดความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นสู่ ประเทศชาติแห่งนี้หรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าข้อเรียกร้องหนึ่งซึ่งโดยเฉพาะ พรรคฝ่ายค้านก็ได้พูดว่าที่พี่น้องประชาชนออกมาเรียกร้องในการประชุมครั้งนี้ก็คือ ไม่ชอบรัฐบาลนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่าวันนี้เราต่อสู้กันเพื่อให้มีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข เราต้องเสียเลือดเนื้อ พี่น้องประชาชนจํานวนมากมาหลายครั้งหลายครา เราได้ต่อสู้เพื่อปกป้ องประชาธิปไตย อันเป็นสิ่งที่เราหวงแหนมากที่สุด เรายอมทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้มีประชาธิปไตยเกิดขึ้น ในประเทศนี้ แต่วันนี้พวกเราหลายคนในที่แห่งนี้อาจจะเพราะว่ามีความใกล้ชิดส่วนตัว อาจจะเพราะมีความผูกพันส่วนตัว ทําให้เราลืมที่จะทําหน้าที่หลักแห่งนี้เพื่อทําความเข้าใจ ให้กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่ารัฐบาลนี้จะไม่ใช่รัฐบาลแรก หรือรัฐบาลเดียวที่จะมีคนชอบหรือไม่ชอบ จะต้องมีรัฐบาลที่มาทําหน้าที่ในการบริหาร ประเทศชาติอีกมากมาย แต่ถ้าวันนี้เราปล่อยให้บรรทัดฐานนี้เกิดขึ้นว่าเมื่อไรก็ตาม ที่ประชาชนส่วนหนึ่งมีความรู้สึกไม่ชอบรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งก็แสดงออกด้วยการมาเรียกร้อง ถ้าเป็นการเรียกร้องภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ สงบ สันติ ปราศจากอาวุธ แน่นอนวันนี้ สภาแห่งนี้ก็คงจะไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่วันนี้ได้มีการดําเนินการในส่วนที่ ขยายวงไปมากถึงเกิดการใช้ความรุนแรงและเกิดความเสียหายเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชน และทหารหาญที่เข้ามาทําหน้าที่ วันนี้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมจะไม่เรียกร้องคนอื่นครับท่านประธาน เพราะผมเป็ นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมต้องเรียกร้องจิตสํานึกของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรของเรากันเองก่อน เราจะไปหวังให้คนอื่นมาทําหน้าที่เพื่อให้เกิด ความสมานฉันท์ หวังให้คนอื่นมาทําหน้าที่เพื่อให้เกิดความผาสุกเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าเรายังไม่ทําหน้าที่ของเราเอง วันนี้ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราปล่อยให้ เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ เราปล่อยให้สมาชิกจํานวนหนึ่งไปยืนอยู่ในกลุ่ม ผู้ชุมนุมและไปยืนอยู่กับขบวนการเรียกร้องว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่เราไม่ชอบ เมื่อรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลใดมาบริหารประเทศชาติ ถ้าเป็ นอย่างนั้นวงจรอย่างนี้ก็จะเกิดขึ้น ตลอดเวลา วันหนึ่งผลัดเปลี่ยนกันไปใครมาเป็นรัฐบาล ท่านต้องการเห็นภาพนั้นหรือครับ ว่าวันหนึ่งอีกกลุ่มหนึ่ง คนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ชอบรัฐบาลหรือไม่ชอบการดําเนินการ ของรัฐบาลแล้วก็ลุกขึ้นมาใช้กําลัง ใช้การชุมนุมเรียกร้อง แล้วก็สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น กับบ้านเมือง ผมกราบเรียนท่านประธานครับ คนที่มาเรียกร้องเป็นพี่น้องประชาชน ต้องทํามาหากินหาเช้ากินคํ่า ทุกคนมีภาระที่จะต้องเลี้ยงดูครอบครัว ความเข้าใจในเรื่อง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีไม่เท่าเทียมกัน แต่ว่าเราในฐานะเป็นตัวแทน ของพี่น้องประชาชนที่มาทําหน้าที่ให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยเดินหน้าได้ ไม่ใช่หน้าที่ของเราหรือครับที่จะทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่าในกระบวนการ การปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นมันมีกระบวนการที่จะพิสูจน์ มีกระบวนการที่จะ ดําเนินการ เพื่อให้เกิดความถูกต้องสมดุลด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว รัฐบาลใดก็ตามเมื่อได้รับ การเลือกตั้งจากประชาชนมาไม่สามารถปกครองประเทศได้ตลอดกาลเหมือนกับรัฐบาล เผด็จการ รัฐบาลทุกรัฐบาลมีวาระที่จะดํารงตําแหน่งอยู่ตามที่กฎหมายกําหนด ซึ่งในปัจจุบันก็คือ ๔ ปี แต่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ มากมายครับ บางรัฐบาลอาจจะอยู่ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี และเป็ นที่แน่ชัดโดยทั่วกัน เป็ นที่ยอมรับว่ารัฐบาลไทยนั้นดํารงฐานะ ในการบริหารประเทศแทบจะเรียกได้ว่าไม่ครบตามวาระที่กําหนด ทําไมเราไม่ช่วยกัน บอกพี่น้องประชาชนล่ะครับว่าวันนี้มีรัฐบาลอยู่จริง ท่านจะชอบหรือไม่ชอบ ตราบใด ที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน ผ่านกระบวนการคัดสรรของสภาผู้แทนราษฎร และกระบวนการคัดสรรของสภาผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ไม่ใช่ว่าเกิดจากรัฐบาลของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเป็นรัฐบาลแรก รัฐบาลนี้มาหลังจาก ที่มีรัฐบาลที่ผ่านจากการเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาก่อนหน้านี้ถึง ๒ รัฐบาล วันนั้นมีรัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช วันนั้นมีรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เพราะฉะนั้น เมื่อเราพอใจหรือไม่พอใจรัฐบาลใดก็ตาม เราจะต้องเข้าใจและนึกถึงการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการทั้งหมด แล้วก็ ไม่มีใครเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องเสียทั้งหมด แต่ทุกคนต้องอยู่กันภายใต้กฎกติกา เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าได้ ถ้าวันนี้พวกเราหลายคนไปร่วมกับขบวนการเรียกร้อง แน่นอนครับ ทําให้พี่น้องประชาชนที่เป็นคนที่ได้รับการศึกษาที่ไม่ได้สนใจการปกครอง อย่างมากเท่ากับพวกเรา เขาก็จะมีความรู้สึกว่าสิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่นั้นก็มี ส.ส. เข้ามาร่วมขบวนการ แสดงว่าขบวนการเหล่านี้เป็นขบวนการที่ชอบด้วยกฎหมาย มันเกิดความเข้าใจไขว้เขวและผิดพลาดเกิดขึ้นกันได้ ทําไมเราไม่ช่วยกันในฐานะ เป็นสถาบันหลักต้องชี้แจงทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนว่ารัฐบาลไหน ๆ ก็ตาม ไม่สามารถอยู่ได้ตลอด วันนี้จะชอบหรือไม่ชอบทุกคนทําหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด เมื่อถึงวันเลือกตั้งเราก็สามารถไปใช้สิทธิแสดงพลังของเราที่จะเลือกคนที่เราชอบ รัฐบาล ที่เราต้องการ เพื่อมาบริหารประเทศชาติต่อไป ถ้าเรายึดกติกา ยึดหลักเกณฑ์กันอย่างนี้ได้ บ้านเมืองก็เดินหน้าได้ แต่ถ้าวันนี้เราปล่อยให้ขบวนการที่มาเรียกร้อง แทรกแซง ที่ไม่เป็นไปตามประชาธิปไตย วันหนึ่งท่านเป็นรัฐบาลขึ้นมา มีประชาชนขึ้นมาเรียกร้อง ให้ท่านออกจากตําแหน่งท่านจะทําอย่างไร เพราะวันนี้กําลังจะเป็ นบรรทัดฐาน ของสังคมไทยไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านว่าผมไม่เรียกร้องบุคคลภายนอก ไม่เรียกร้องพี่น้องประชาชน แต่ผมเรียกร้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภาแห่งนี้ว่า เราทําความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนแล้วหรือยัง แต่ผมเรียกร้องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสภาแห่งนี้ว่าเราทําความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้กับประชาชนแล้วหรือยัง วันนี้หน้าที่หลักในการทําหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคือ การออกกฎหมายเพื่อใช้บังคับกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ผมภูมิใจครับที่ได้รับ เลือกตั้งมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแม้จะเป็นสมัยแรก ได้ผ่านกฎหมายสําคัญ ๆ เพื่อไปใช้บังคับกับคนไทยทั้งประเทศ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าไป ก้าวสู่ ประเทศที่มีการพัฒนาให้ทันกับนานาอารยประเทศ แต่วันนี้ท่านไม่รู้สึกหรือครับว่า กฎหมายที่ใช้อยู่ในประเทศนี้บังคับไม่ได้ ท่านไม่ท้อใจหรือครับ ในฐานะที่ท่านเป็น สภานิติบัญญัติที่ต้องออกกฎหมายเพื่อบังคับกับคนเท่าเทียมกันทั่วประเทศ แต่วันนี้ ใช้บังคับกฎหมายไม่ได้เลย ในฐานะคนออกกฎหมายท่านต้องมีความรู้สึกเหมือนกันสิครับว่า เราจะปล่อยให้ประเทศเดินหน้าอย่างนี้ได้อย่างไร ประเทศชาติถ้าไม่เป็นประเทศ ที่ปกครองโดยนิติรัฐ มันก็เป็นกลุ่มกองโจร เป็นคนที่มารวมตัวกันเพื่อหาผลประโยชน์ โดยไม่มีกฎกติกา ใครมีกําลังมากกว่า มีอาวุธมากกว่า มีกําลังพลมากกว่า คนนั้นก็ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองต้องการ เราต้องการอย่างนั้นหรือครับ วันนี้เราต้องช่วยกันสิครับ ในเมื่อเราเห็นอยู่แล้วว่ารัฐบาลกําลังที่จะพยายามสร้างกฎเกณฑ์ กติกา ที่เกิดขึ้น ในบ้านเมืองนี้ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามทํานองคลองธรรม วันนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมกราบเรียนว่าในวันที่ ๑๐ เมษายนไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์นี้ เพราะมันสร้าง ความเสียใจ เสียหายให้กับคนในประเทศชาติทุกคน โดยเฉพาะคนที่เป็นคนไทยทุกคน วันนี้ท่านเรียนไปแล้วว่าพี่น้องเสียชีวิตไป ๒๘ คน โชคดีครับท่านประธาน ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าโชคดีที่วันนี้มีนายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าท่านนายกรัฐมนตรี คนนี้ไม่ได้แสดงถึงวัตรปฏิบัติ ถึงการดําเนินการมาตั้งแต่เข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ว่ามีจุดมุ่งมั่นอย่างไร
แบ่งเวลาให้คนอื่นเขาบ้าง
ท่านประธานครับ คือเมื่อสักครู่ ท่านประธานบอกว่าถ้ายังอภิปรายในสาระอยู่ก็จะอภิปรายจนจบนะครับ เมื่อสักครู่ ๒ ท่านก่อนผมก็อภิปรายเกินเวลา ขออนุญาตท่านประธานอีกนิดเดียวครับ ผมก็จะลงแล้วครับ วันนี้ถ้าไม่ใช่นายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถ้าไม่มีการกระทํา ไม่มีวัตรปฏิบัติ ไม่มี สิ่งที่แสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนนี้ยึดถือประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่มี ผลประโยชน์แอบแฝง ไม่มีเรื่องของการที่จะมีผลประโยชน์ให้กับใครก็ตามที่ไม่ชอบด้วย กฎหมาย วันนี้อยู่ไม่ได้หรอกครับ แม้ว่าจะมีความสูญเสียแต่พี่น้องประชาชนยังเชื่อมั่นว่า นายกรัฐมนตรีที่ชื่ออภิสิทธิ์นั้นจะสามารถนําพาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤติครั้งนี้ได้ ประเทศชาติที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ทุกประเทศละครับ นี่คือกระบวนการหนึ่งของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยซึ่งเราทุกคนจะต้องก้าวผ่าน เหตุการณ์นี้ให้ได้ ถ้าเราก้าวผ่านเหตุการณ์นี้ไม่ได้วงจรอุบาทว์เหล่านี้ก็จะกลับมาทุกครั้ง ๆ ที่เวลาที่เราไม่สามารถเข้มแข็งพอที่จะก้าวนําพาประเทศชาติต่อไป ผมกราบเรียนว่าวันนี้ ผมขออนุญาตที่จะให้กําลังใจ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลทุกท่านที่อดทน เข้มแข็ง ผมรู้ว่าท่านก็มีแรงกดดันจากพี่น้องประชาชนจํานวนมากมายมหาศาลถึงการที่จะ วางกรอบให้รัฐบาลดําเนินการเพื่อให้เกิดความสงบเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง แต่ว่าวันนี้ท่าน มุ่งเน้นว่าปัญหาของชาตินั้นไม่ได้อยู่ที่การสลายการชุมนุม แต่ต้องทําความเข้าใจให้เกิดขึ้น กับพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เข้าใจเหมือนกัน ตรงกันทุกภาคส่วนให้กลับมาสู่ความเข้าใจ ที่ตรงกัน แล้วเราจะก้าวไปสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นพระประมุขไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่านครับว่าพี่น้องประชาชน จํานวนมากให้กําลังใจ แล้วก็ขอให้ท่านต่อสู้ที่จะนําพาประเทศชาตินี้ให้มีความสงบ แล้วก็ความมั่นคงต่อไปครับ
ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตที่ประชุมนะครับ เนื่องจากว่าเรามีมติกันว่าห้าโมงเย็นแล้วเราก็จะปิด แต่วันนี้ผมจะเปิ ดโอกาสจนกว่าพวกท่านจะยอมผมนะครับ คือให้ท่านได้ระบาย ถ้าดําเนินการประชุมแล้วไปกันอย่างนี้ ประนีประนอมกันอย่างนี้แล้วก็จะเป็นความกรุณายิ่ง ทําให้สภาเราเดินได้นะครับ ผมขอขอบคุณล่วงหน้าทุกคน ไม่มีรายการอื่นก็อยากจะ ประทานเรียนดังต่อไปนี้ รายชื่อนะครับ ต่อไปก็คุณสถาพร คุณอภิชาต คุณสุรวิทย์ คุณอรรถพร คุณชัยวัฒน์ เรียงตามลําดับ เชิญคุณสถาพรครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สถาพร มณีรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคเพื่อไทย ในฐานะที่เป็นผู้มี ประสบการณ์ตรงกับเหตุการณ์และการก่อร่วมของขบวนการของประชาชนที่กําลัง เคลื่อนไหวอยู่ ณ วันนี้ ท่านประธานครับ เราเองต้องเอาความจริงมาพูดกัน วันนี้ผมเอง ต้องเอาความจริงมาพูดในสภาแห่งนี้เพื่อสะท้อนไปถึงฝ่ายบริหารว่าการตั้งโจทย์ผิดนั้น การแก้ปัญหาผิดหมดครับ วันนี้เราต้องกล่าวหาฝ่ายบริหารว่าท่านตั้งโจทย์ผิด ท่านประเมิน ผู้ชุมนุมนั้นเป็นศัตรูทางการเมือง ท่านประธานที่เคารพ การที่พี่น้องประชาชนที่ถือว่าเป็น ชนชั้นกลางของประเทศในภาคชนบทได้ขับเคลื่อนในนามของ นปช. โดยมีสัญลักษณ์สีแดง เป็นตัวสัญลักษณ์ในการขับเคลื่อน แล้วเขาก็ประกาศตลอดว่าเขามาขับเคลื่อนทางการเมือง คือเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาแค่นี้แหละครับ แล้วก็มีการชุมนุมกันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ หลายปีมาต่อเนื่องตลอด มีการจัดกิจกรรมทั่วประเทศ มีการสังสรรค์โต๊ะจีน มีการระดมทุน โดยผ่านการขับเคลื่อนทางการเมืองมาโดยตลอด เรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้บริหารครับ ผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ วันที่ ๑๐ เมษายนนั้นเป็นวันที่ผมกับท่านเจ็บปวด เหมือนกัน ท่านครับ ๔ โมงกว่า ๆ ท่านสั่งเฮลิคอปเตอร์มาโปรยแผ่นปลิวอยู่ ๓ รอบครับ ผมก็อยู่ในเหตุการณ์ รอบที่ ๑ เป็นแผ่นปลิวที่เตือนพี่น้องประชาชนผู้ชุมนุม เด็ก ผู้หญิง คนชรา ให้ออกจากที่ชุมนุม เนื่องจากว่าการชุมนุมนี้ไม่ปลอดภัย นั่นคือเฮลิคอปเตอร์บิน วนรอบที่ ๑ รอบที่ ๒ มีการโปรยแผ่นปลิวหมายจับผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็ นปฏิปักษ์ ต่อความมั่นคง ต่อ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พี่น้องประชาชน ก็ไม่เอะใจครับ ก็ถือเป็ นเรื่องปกติในการชุมนุมเป็ นการกล่าวเตือน เพราะว่า ท่านนายกรัฐมนตรีพูดตลอดเวลาว่าการชุมนุมนั้นจะใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก พอรอบที่ ๓ ประมาณหกโมงเย็นครับ พวกเราก็กําลังรับประทานข้าวกันอยู่ เฮลิคอปเตอร์ บินวนมาปรากฏว่าเป็นแก๊สนํ้าตาครับ หย่อนลงมา ๓ รอบครับ ท่านประธานท่านมี ประสบการณ์ตรงหลายเรื่อง แต่ท่านยังไม่เคยมีประสบการณ์ตรงเหมือนผมที่โดนแก๊สนํ้าตา จากเฮลิคอปเตอร์ และเรากําลังรับประทานข้าวกันครับ นี่คือข้อเท็จจริงครับ และหลังจากนั้น ก็มีกองกําลังทหารอาวุธครบมือครับ มีรถถัง มีปืนกลหนัก ผ่านมาทาง
หาวิธีการที่จะแก้ไขได้ไหม
ท่านครับ ผมกําลังบอกว่าถ้าเราตั้งโจทย์ผิด นี่ผิดหมดเลย ผมกําลังกล่าวหาว่าเรากําลังตั้งโจทย์ผิดกับการชุมนุมทางการเมือง เขามาเรียกร้องให้ยุบสภาครับ พอทหารเข้ามาที่สี่แยกคอกวัวเท่านั้นแหละครับอาวุธหนัก ครบมือ เป็นเรื่องครับ ๆ ก็ล้มตายกัน ๒๐ กว่าศพ ท่านประธานครับ คําถามที่ผมจะถาม ไปยังฝ่ายบริหาร ถามไปทางนายกรัฐมนตรี ยามวิกาลท่านเอาทหารมาทําไม ไหนว่า ปราบจากเบาไปหาหนัก นี่เล่นหนักเลยครับ ไม่มีเบาเลยครับ เพราะว่ายามคํ่าคืนนั้น มันมืดครับ
มีผู้ยกมือจะประท้วง อีกแล้ว ผมว่าเราอย่าไปพูดถึงเรื่องเดิมได้ไหมครับ เราจะหาวิธีการแก้ไขอย่างไร คุณสถาพร ผมว่ามันจะดีขึ้นนะครับ เห็นบรรยากาศมาหลายท่านแล้วเรียบร้อยดี พอคุณสถาพรกําลังจะจุดไฟแล้ว ผมว่าหาวิธีการพูดให้ดีกว่านี้หน่อยได้ไหมครับ
ท่านประธานครับ คือเราต้องยอมรับว่า ผู้ที่อภิปรายนี่เอาความจริงมาพูดกันครับ เดี๋ยวผมจะได้นําเสนอในข้อเท็จจริงในมิติ ของการแก้ปัญหา ขอได้โปรดครับท่านประธานอดทนฟังนิดหนึ่งเพราะผมก็เชื่อว่าสมาชิก ฝ่ายรัฐบาลหลายท่านก็ไม่ได้ไปนั่งก็ยังอาจจะมองไม่เห็นว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้น ก็มีการบาดเจ็บล้มตายครับ สถานการณ์ก็ตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ พี่น้องประชาชนที่บาดเจ็บ ล้มตายมีการสูญเสียก็ย่อมเสียใจครับ การยุบสภาที่เป็นข้อเรียกร้องไม่น่าที่จะต้องมา จบชีวิตกันทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายพี่น้องประชาชนที่มาเรียกร้องประชาธิปไตย ผมต้องตั้ง คําถามผ่านไปฝ่ายบริหารเพื่อตอบก็ได้หรือจะไม่ตอบก็ได้ว่ายามวิกาลขนาดนั้นท่านสั่งการ ให้ทหารที่มีอาวุธครบมือมาทําอย่างนี้ได้อย่างไร ท่านสั่งเฮลิคอปเตอร์ให้โยนแก๊สนํ้าตา ลงมาได้อย่างไร ถ้าท่านตอบสิ่งเหล่านี้ถูก การตอบโจทย์การแก้ปัญหาพี่น้องประชาชน ที่มาชุมนุมนั้นไม่มีปัญหาครับ ผมเชื่อว่าโดยจิตวิญญาณของการเป็นนักประชาธิปไตย จิตวิญญาณของความเป็นไพร่หรือการเป็นอํามาตย์ใด ๆ ก็แล้วแต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ก็คือความต้องการเห็นบ้านเมืองนี้ไปด้วยกันได้ ท่านประธานที่เคารพ ผมถือว่า การดําเนินการในการที่สลายการชุมนุมนั้นรัฐบาลจะต้องตอบคําถามนี้ก่อนถึงจะต้องไป ที่มิติอย่างอื่น ผมขอเสนอท่านประธานผ่านไปยังฝ่ายบริหารถึงแม้นายกรัฐมนตรีก็ไม่อยู่ รองนายกรัฐมนตรีก็ไม่อยู่ เรื่องที่ ๑ เรื่องการให้ความเป็นธรรมกับการแสดงออก ทางการเมืองทั้งผู้ชุมนุมที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลและผู้ชุมนุมที่สนับสนุนรัฐบาล เราต้องมี พื้นที่สื่อที่เท่าเทียมกันไม่ใช่ปล่อยให้เอเอสทีวี (ASTV) ช่องหอยม่วงกล่าวร้ายป้ำยสีผู้ชุมนุม อีกฝ่ายหนึ่งตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในขณะที่ผู้ชุมนุมอีกฝ่ายหนึ่งต้องการแสดงออกทางการเมือง เว็บไซต์ก็ถูกปิด วิทยุชุมชนก็ถูกปิด ทีวีก็ถูกปิด นี่คือปี ๒๕๕๓ นะครับ นี่คือปี ๒๕๕๓ ที่จะต้องมีอะไรหลายสิ่งหลายอย่างมันทันสมัย แต่วิธีคิดของผู้มีอํานาจยังล้าสมัยอยู่ครับ โดยคิดว่าการปิดสื่อของอีกฝ่ายหนึ่งนั้นจะลดทอนกําลังของอีกฝ่ายหนึ่งและจะได้รับชัยชนะ ในโอกาสต่อไป ผมเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารคืนพื้นที่สื่อให้เสมอภาคกัน เพราะพื้นที่สื่อนั้น มีความจําเป็นและยังเชื่อว่าฝ่ายต่าง ๆ นั้นมีวิจารณญาณครับ มีวิจารณญาณในการกรองสื่อ วันนี้ท่านจะเห็นว่าผู้ชุมนุมตั้งแต่หกโมงเย็นไปเต็มหมดครับ รถไม่มีที่จอดเพราะเขาต้องการ ทราบว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น มันมีอาวุธหนัก อาวุธเบา มันมีผู้ก่อการร้ายหรือเปล่า เขาเลยไปร่วมชุมนุมโดยสํานึกอยากรู้ข้อมูลข่าวสาร อย่างที่ ๒ อย่าปิดกั้นในการเจรจา การต่อสู้ใด ๆ นั้นถึงจะเป็นต่อสู้แม้แต่สงครามโลกครั้งที่ ๑ ครั้งที่ ๒ ก็ยังมีการเจรจาครับ เพราะฉะนั้นการเจรจาคือหัวใจหลักในการที่จะทําให้ทุกฝ่ำยหันหน้าเข้าหากัน แต่การเจรจานั้นจะต้องเป็ นไปด้วยเหตุด้วยผลครับ ผมเองนั้นมีจุดยืนชัดเจนว่า บรรยากาศวันนี้ทางการเมืองต้องคืนอํานาจให้ประชาชน ผมพูดตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ตั้งแต่ เมษายน ๒๕๕๒ เป็นคนแรกที่บอกให้ท่านนายกรัฐมนตรีว่าคืนอํานาจให้ประชาชนเสีย เพื่อให้เขาตัดสินใจอํานาจทางการเมือง เราเป็นผู้แทนราษฎร เราเป็นผู้มาจากการเลือกตั้ง อย่ากลัวการเลือกตั้งครับ เพราะเป็นวิธีการเดียวที่จะเยียวยาทุกสิ่งทุกอย่าง แน่นอนที่สุด ท่านบอกว่ายุบทันทีไม่ได้ ท่านก็บอกตรงไปตรงมาสิครับว่าจะยุบเมื่อไรให้อํานาจประชาชน คืนเมื่อไร ตรงนี้ต่างหากครับที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะได้จบกันเสีย เราก็จะได้ไปสู่มิติของ การคืนอํานาจให้ประชาชนและถ้าเราทําดีประชาชนก็เลือกครับ การเป็นผู้แทนราษฎร อย่ากลัวการเลือกตั้งครับ เพราะฉะนั้นผมมีมิติของการเสนอในเรื่องกรอบการเจรจา กรอบการยุบสภาเพื่อคืนอํานาจให้ประชาชน เรียนท่านประธานผ่านไปยังผู้มีอํานาจครับ อํานาจนั้นไม่จีรังยั่งยืนหรอกครับ วันนี้ท่านมี อํานาจอยู่ก็จริงครับ แต่ท่านใช้อํานาจยิ่งใหญ่เหลือเกินครับ ท่านเรียกประชาชนไปรายงานตัว ที่กรมทหารราบที่ ๑๑ ท่านใช้อํานาจเหลือเกินครับ ท่านกล่าวหาบุคคลทั่วไป ท่านกล่าวหา ถึงขั้นล้มเจ้า ท่านครับ การเป็นคนไทยของพวกเรานั้นอยู่ที่สํานึกครับ การจะพูดว่า มีความจงรักภักดีขนาดไหนนั้นอยู่ที่การแสดงออก ผมขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสผม ขอบคุณครับ
เชิญคุณอภิชาต ศักดิเศรษฐ์
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมดีใจที่มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็นเพื่อนําประเทศออกจาก วิกฤติในท่ามกลางบรรยากาศของสภาผู้แทนราษฎรที่ค่อนข้างจะมีบรรยากาศที่ดีเช่นนี้ นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมมาจนถึงวันนี้คือวันที่ ๒๘ เมษายน เวลาผ่านไป ๔๘ วันที่มี การชุมนุมอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่ากลุ่มคนเสื้อแดง แล้วก็พร้อม ๆ กับ การลากพาให้ประเทศของเราเข้าสู่ภาวะวิกฤติ มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ก็ต้องชื่นชมรัฐบาลครับที่สามารถใช้ความเข้มแข็ง มีความอดทนอดกลั้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่ประจักษ์ชัดของสังคมว่า สามารถที่จะรักษาประเทศเอาไว้ได้ และสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือสามารถรักษาระบอบ ประชาธิปไตยอันเป็นที่หวงแหนของประชาชนชาวไทยเอาไว้ได้ มีสมาชิกหลายท่านได้พูดถึง บทบาทของสื่อสารมวลชนในท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วง ๔๘ วันที่ผ่านมา ในมุมมอง ที่เป็นสิทธิของท่านที่จะมอง แล้วก็พูดถึงการใช้สื่อสารมวลชนของรัฐว่าเป็นไปในทาง โน้มเอียง ซึ่งผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในช่วงเวลาที่มีความยุ่งยากทั้ง ๔๘ วันนี้ สื่อมวลชนได้เข้ามามีบทบาทกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ผมพอจะแยกได้มาเป็น ๒ ส่วน
ประการที่ ๑ ก็คือบทบาทในการรายงานข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ยกระดับความรุนแรงจนเป็นที่ หวาดวิตกของพี่น้องประชาชนมากขึ้น ได้สะท้อนให้เห็นภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทุกแห่ง ทุกที่ที่มีปัญหา แล้วเราก็ได้พบความจริงว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร มีบทบาทอย่างไร กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นประการที่ ๑
แต่ประการที่ ๒ สื่อมวลชนได้เข้ามามีบทบาทในฐานะที่เป็นผู้ถูกใช้ เป็ นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การถูกใช้เป็ นเครื่องมือ ทางการเมืองนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง ๔๘ วันที่มีการชุมนุมเท่านั้นครับ แต่ได้มีการใช้ สื่อสารมวลชนมาเป็นเครื่องมือ เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีเป้ำหมาย ทางการเมืองที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน สื่อมวลชนที่แสดงออกว่าเป็น กระบอกเสียงทางการเมืองนี้คือตัวปัญหา สะท้อนออกมาทั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทั้งสถานีวิทยุชุมชน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์บางอย่าง บางประเภท แล้วก็ได้มีโอกาสผ่านไป ทางเครือข่ายของสื่ออื่น ๆ ที่นําเอาข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนเหล่านั้นไปเผยแพร่อีกต่อหนึ่ง เช่น ผ่านทางเคเบิลทีวี (Cable TV) ผ่านทางวิทยุชุมชนในท้องถิ่น ในจังหวัดต่าง ๆ พฤติกรรมของสื่อมวลชนที่มีลักษณะเป็นกระบอกเสียงนี่ละครับคือตัวปัญหา มีการใช้สื่อ เหล่านี้ในการปลุกระดมและเราไม่อาจเรียกสื่อเหล่านี้ได้ว่าเป็นสื่อสารมวลชน หากแต่ เพียงกระบอกเสียงแท้ ๆ ไม่ได้มีจิตสํานึกของความมีจรรยาวิชาชีพแห่งสื่อสารมวลชน อยู่ในสื่อประเภทเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย มีพฤติกรรม มีเนื้อหาสาระ ที่ผ่านสื่อเหล่านั้น ชัดเจนมาก โดยเฉพาะ
ประการที่ ๑ คือการปลุกระดมมวลชนให้มีการชุมนุมและนําไปสู่ความรุนแรง มีการใช้เครือข่ายสื่อสารมวลชนเหล่านั้นในการระดมคน และใช้ในการปฏิบัติการ ในระหว่างการชุมนุม เช่น การกะเกณฑ์ การแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ไปชุมนุมไปปิดล้อม ที่นั่นที่นี่ นี่เป็นภาพปรากฏที่เป็นจริงอยู่
ประการที่ ๒ ก็คือเนื้อหาสาระของสื่อที่เป็นกระบอกเสียงเหล่านี้ได้ก้าวล่วง ไปกระทบต่อสถาบันหลักของชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมีการกระทําที่มี ลักษณะจงใจ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางทีวีดาวเทียม ทั้งวิทยุชุมชน หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏ เผยแพร่ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าสื่อในประเทศของเรากําลังถูกใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างรุนแรงแล้วก็น่าหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หันมาดูสื่อมวลชนธรรมดาครับ สื่อมวลชนทั่วไปที่เรียกว่าเป็นสื่อแท้เป็นสื่อ ที่มีจรรยาวิชาชีพที่นําเสนอข้อมูลข่าวสารในหลายด้าน มีความเป็นกลาง มีการนําเสนอ ข้อมูลข่าวสารอย่างเที่ยงธรรมเที่ยงตรงก็ยังมีปัญหาในสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน นั่นก็คือ สถานการณ์ที่จําเป็นจะต้องมีความสํานึกรับผิดชอบต่อสังคม บ้านเมืองในภาวะ ๔๐ กว่าวันที่ผ่านมาไม่ได้เป็นภาวะบ้านเมืองที่ปกติครับ เป็นภาวะบ้านเมืองที่จําเป็น จะต้องใช้ความระมัดระวังในการแสดงออกในการนําเสนอข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลข่าวสารใด ที่จะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในสังคม สื่อสารมวลชนที่มี จรรยาวิชาชีพจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักและไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่น่าเสียดายครับสื่อมวลชนจํานวนมากไม่ได้ตระหนักในเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องนี้ สมาคมวิชาชีพทางด้านสื่อสารมวลชนเองก็ตามก็ไม่ได้ ตระหนักในเรื่องนี้ มีความพยายามที่จะออกมาเรียกร้องกับรัฐว่าอย่าเข้าไปเตะต้อง สื่อสารมวลชนหรือสื่อกระบอกเสียงทั้งหลายที่พยายามโหมประโคมเรื่องความรุนแรง โดยอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมาคมวิชาชีพและคนที่ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนและเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อแท้จะต้องกลับไปทบทวน
ท่านประธานที่เคารพ จากสภาพเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นความจําเป็นที่รัฐ จะต้องใช้สื่อสารมวลชนในกํากับดูแลของรัฐมาชี้แจงมาทําความเข้าใจ ต้องยอมรับว่า สื่อกระบอกเสียงที่ได้โหมประโคมเรื่องความรุนแรงและไปกระทบกับสถาบันหลักของชาติ ไม่ได้เพิ่งกระทําเมื่อในช่วง ๔๐ กว่าวันที่ผ่านมานี้ แต่ได้กระทําต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน นับปี ได้สะสมความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในหมู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มายาวนาน จนกระทั่งนําไปสู่คุณภาพของความไม่เข้าใจและนําไปสู่การใช้ความรุนแรง ในการชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ นี่เป็นจุดที่มีความสําคัญที่ทําให้สื่อมวลชน ของรัฐจะต้องเข้ามา และเป็นความเป็นจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องใช้สื่อสารมวลชนของรัฐ ในการทําความเข้าใจเพื่อถ่วงดุลกับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดเหล่านั้น ผมคิดว่า ไม่เพียงแต่ช่อง ๑๑ เท่านั้นครับ รัฐจําเป็นจะต้องมีกลไกในการสื่อสารที่มากกว่าช่อง ๑๑ หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของตัวเอง เพราะลําพังสื่อสารมวลชนของรัฐ ที่มีพัฒนาการในเรื่องของความเชี่ยวชาญ ในความชํานาญ ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทางราชการไม่ได้มีการพัฒนามายาวนาน ขณะเดียวกัน สื่อสารมวลชนอื่น ๆ รัฐเองก็เข้าไปแทรกแซงไปใช้ไม่ได้ ในอนาคตจําเป็นครับ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติรัฐจะต้องมีกลไกในการสื่อสารที่สามารถ อธิบายกับพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม ไม่ให้พี่น้องประชาชนถูกชักจูงไปในทางที่ผิดเหมือนกับในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้สําหรับวงการสื่อสารมวลชน
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดกับท่านประธานก็คือจากสภาพปัญหาที่เรา เห็นในช่วง ๔๘ วันที่ผ่านมา เราเห็นว่ากลไกของประเทศเราอ่อนแอในหลายด้านเหลือเกิน สื่อสารมวลชนนี่ก็อ่อนแออย่างที่เราเห็น กลไกของรัฐ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ซึ่งน่าที่จะมี จิตสํานึก มีความตระหนักในเรื่องของภยันตรายที่เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองในเวลานี้ ไม่ว่า อันตรายที่เกิดขึ้นกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่ปรากฏว่าเราคงได้ยิน ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏทางสื่อมาเรื่อย ๆ ว่ามีข้าราชการ กลไกรัฐจํานวนมากที่อยู่ในภาวะ ที่เป็นเกียร์ว่าง ไม่ตระหนักในการทําหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์สุจริตในสถานการณ์ เช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่จะต้องไปทบทวน เมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าสังคมเรามาถึงจุดที่จําเป็น จะต้องมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ผมชื่นชมยินดีครับเมื่อได้ยินว่ารัฐบาลเองมีแนวทาง ในการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีสื่อสารมวลชนบางแขนงได้รายงานเป็นข่าวเล็ก ๆ ว่ารัฐบาลมีแนวทางที่จะปฏิรูปประเทศใน ๔ ด้าน ซึ่งผมอยากจะสนับสนุนก็คือ
๑. การปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งวันนี้การปฏิรูปทางการเมืองไม่ได้จํากัดอยู่ เพียงการแก้ไขกติกาหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่ได้จํากัดอยู่เพียงในแวดวงของ นักการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในวุฒิสภาเท่านั้น แต่การปฏิรูปทางการเมือง เพื่อหากติกาที่เหมาะสม กติกาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศ จําเป็นที่จะต้อง รวบรวมพลังของบุคคลหลากหลายฝ่ายในสังคมนี้มานั่งร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ
ครับ
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน
๒. ก็คือการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสร้างความเท่าเทียมกัน ในทางเศรษฐกิจเพื่อสร้างโอกาสในการอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน เพื่อสร้าง ความสงบสันติในทุกตารางนิ้วของประเทศเรา นี่เป็นสิ่งที่จะต้องระดมความเห็น จากทุกภาคฝ่ายมานั่งร่วมกัน
๓. ก็คือการปฏิรูประบบธรรมาภิบาล ข้อกล่าวหา ข้อข้องหมองใจในเรื่อง ๒ มาตรฐาน ในเรื่องของความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ในสังคม จะต้องได้รับการขจัดปัดเป่า ซึ่งรัฐบาลจะต้องหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ
และสุดท้ายก็คือการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ซึ่งผมได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น แต่อยากจะขมวดในช่วงท้ายนี้ว่าการปฏิรูปสื่อสารมวลชนนั้นจําเป็นจะต้องปฏิรูป ใน ๓ ด้านพร้อม ๆ กันไปก็คือการปฏิรูปโครงสร้างที่ให้คนมีโอกาสได้เป็นเจ้าของสื่อ
ครับ ปฏิรูปแล้วปฏิรูปอีก นั่นแหละครับ พอแล้ว
ได้เข้าถึงสื่อ ท่านประธานครับ อีกนิดเดียวครับ เพราะว่า
ปฏิรูปแล้ว มันเกินไป ๒ นาทีกว่าแล้วครับ
เป็นจุดที่มีความสําคัญครับ ผมไม่ได้ตอแยกับท่านประธาน เหลืออีกนิดเดียวครับ ๑. ก็คือการปฏิรูปโครงสร้างที่จะให้ การเป็นเจ้าของสื่อได้ไปอยู่ในมือของผู้คนที่ใช้สื่ออย่างเป็น อย่างแท้จริง ไม่ใช่อยู่ในมือ ของใครก็ได้ที่มีกําลัง มีอํานาจ มีเงิน แล้วเอาสื่อมาอยู่ในมือ มีทีวีเป็ นร้อยช่อง มีสถานีวิทยุเป็นพันสถานี แล้วใช้สื่อเหล่านั้นไปในทางที่มิชอบ
ครับ
ต้องมีการปฏิรูปเนื้อหาสาระ ต้องเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง
พอแล้ว พอเข้าใจแล้วครับ
สุดท้ายก็คือ
สุดท้ายหลายสุดท้ายแล้วครับ
ท่านประธานครับ นี่เป็น บรรยากาศที่ผมคิดว่าเรากําลังมานําเสนอ
ครับ
ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ควรจะ เป็นประโยชน์
ทุกฝ่ายก็มีกติกากันครับ ว่า ๑๐ นาที นี่เราเปิดโอกาสให้ท่านเกินมา ๓ นาที ๑๓ วินาที
ถ้าเกิดท่านประธานเห็นว่า ข้อเสนอของผมไม่เป็นประโยชน์ก็ยุติไว้ตรงนี้ก็ได้ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ
ครับ ขอบพระคุณครับ ที่รักษาเวลาครับ เชิญคุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ
รักษาเวลาด้วยครับ เพราะว่ามากเหลือเกินครับประมาณ ๓๐ รายเกือบ ๔๐ รายครับ
กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย กระผมดีใจครับที่ได้มี โอกาสที่จะหาข้อเสนอแนะกับรัฐบาล มีข้อเสนอแนะที่จะหาทางออกให้กับประเทศ รวมถึงการที่จะช่วยไม่ให้คนไทยต้องมารบราฆ่าฟันกันเอง อันจะทําให้เกิดความเสียหาย เป็นเรื่องที่คนไทยจะต้องแตกแยกกันมากกว่านี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงที่ผ่านมานั้นต้องยอมรับว่าเริ่มต้นขึ้นนั้นก็เป็นเพราะพี่น้องประชาชนคนไทย กลุ่มหนึ่งในสัญลักษณ์เสื้อแดงนั้นได้มาแสดงออกถึงสิ่งที่เขาอยากเห็นบ้านเมืองเดินไปได้ดี เป็นการเรียกร้องอย่างอหิงสาปราศจากอาวุธภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ ซึ่งสิ่งนี้ เป็นที่ยอมรับและทั่วโลกก็เห็นแล้วว่าการเริ่มต้นที่ผมต้องเกริ่นนํานั้นเพราะต้องการให้รู้ว่า เริ่มต้นอย่างไร แล้วก็บานปลายมาเป็ นอย่างไร เพราะใคร แล้วจะแก้ไขอย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกเพื่อให้รัฐบาลได้รู้ถึงความต้องการ อันสูงส่ง เช่น การที่กรีดเลือดออกมาเอาเลือดไปเท นั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก เป็นการแสดงออกถึงหัวใจอันสูงสุดของคนที่ต้องการสิ่งที่เป็นประชาธิปไตย หรือต้องการ ไม่ให้เกิด ไม่ให้เห็น ๒ มาตรฐานเกิดขึ้นในเมืองไทย และแสดงออกเช่นนี้ไม่ได้ทําให้เกิด ความเจ็บปวด ไม่ได้เสียชีวิต แต่เป็นการแสดงออกที่ลึกซึ้ง ท่านประธานที่เคารพครับ ในที่สุดการชุมนุมครั้งนี้ได้บานปลายไปทําให้ถึงกับมีผู้เสียชีวิต ๒๐ กว่าคน บาดเจ็บถึง ๘๐๐ คน เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รุนแรงมาก ความรุนแรง ความเสียหาย ความตาย การบาดเจ็บ ที่เกิดขึ้นกับคนไทยไม่ว่าจะเป็นทหาร ตํารวจ หรือเป็นผู้ชุมนุมก็ตาม สิ่งนี้เกิดขึ้นจากคําสั่งสลายการชุมนุมที่เกิดขึ้น ถ้าวันนั้นไม่มีคําสั่ง สลายการชุมนุมจากรัฐบาล จากนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่มีคนตาย ๒๐ กว่าคน จะไม่มีคนบาดเจ็บถึง ๘๐๐ คน สิ่งเหล่านี้ครับเป็นเรื่องที่ถ้าเกิดขึ้นจากคําสั่ง ของรัฐบาลและมีคนตายไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ แต่เท่าที่ผมฟังดู เมื่อรัฐบาลมาโยนความผิดให้กับฝ่ายอื่น ให้กับคนที่ไม่ทราบกลุ่มบ้าง ให้กับคนเสื้อแดงบ้าง ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงก็เห็นอยู่ทหาร ตํารวจ ที่ออกมามีอาวุธร้ายแรง อาวุธสงคราม รถถัง เอามาทําไม ปืนเอ็ม ๑๖ เหตุการณ์เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นย่อมมองเห็นชัดเจนว่าอาวุธที่ร้ายแรง ต้องมีคนบาดเจ็บและล้มตาย แล้วก็เกิดขึ้นจริงๆ นั่นแหละครับคือสิ่งที่เมื่อบาดเจ็บเกิดขึ้น ล้มตายเกิดขึ้นแต่โยนความผิดให้กับคนกลุ่มอื่น ยิ่งทําให้เกิดความโกรธแค้น ยิ่งทําให้สิ่งที่ ตามมาฝังแน่นในการเรียกว่าเดือดร้อน เป็นห่วงเป็นใยจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ทั้งหลาย ยิ่งขณะนี้รัฐบาลมาปิดข่าวสารเป็นข่าวสารจากรัฐบาลฝ่ายเดียว สื่อมวลชน ที่ออกข่าวสารที่จะแถลงความจริงจากกลุ่มผู้ชุมนุมถูกปิดกั้นไปทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน หรือว่าการออกมาทางอินเทอร์เน็ตก็ตามปิดไปหมด ปิดหูปิดตาพี่น้องประชาชนยิ่งทําให้เกิดความโกรธแค้นมากขึ้น นอกจากโกรธแค้นมากขึ้นแล้วยิ่งทําให้คนออกมาชุมนุมมากขึ้น คนก็ออกมาชุมนุม ที่กรุงเทพมหานครก็มาก คนที่ไปชุมนุมต่างจังหวัดก็มาก บางครั้งเดือดร้อนมากครับ ขนาดที่ว่าเห็นตํารวจ ทหาร ซึ่งความจริงเขาก็ไม่ได้มีอะไรกับประชาชนแต่เป็นเดือดเป็นแค้น เพราะรัฐบาลทําภาพให้เห็นว่าทหาร ตํารวจ ไม่ใช่มิตรกับประชาชน เป็นคนฆ่าประชาชน ภาพเหล่านี้ยิ่งทําให้แตกแยก ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้ข่าวสารต่าง ๆ ในเรื่อง ของผู้ชุมนุม และการสลายการชุมนุมที่ใช้อาวุธที่ร้ายแรงเป็นข่าวที่เกิดความสนใจ ของพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เดี๋ยวนี้พี่น้องประชาชนคนไทยเครียดมากครับ แต่ละวันโทรศัพท์ถามกันวุ่นวาย ยิ่งปิดข่าว ยิ่งปิดทีวีของฝ่ำยผู้ชุมนุม วิทยุชุมชน สถานีวิทยุชุมชนก็ปิด ดีหน่อยยังมีหนังสือพิมพ์ที่ยังคงความเป็นกลางให้เห็นอยู่บ้าง แต่ข่าวสารอื่นรัฐบาลตามปิด นี่คือสิ่งที่ทําให้คนยิ่งสนใจ ข่าวต่างประเทศก็สนใจ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วบรรดานักการทูตจากประเทศต่าง ๆ เกือบ ๔๐ ประเทศ ก็ได้รับฟัง เหตุการณ์ความเป็นจริง เขาบอกว่าไม่เคยพบเคยเห็นประเทศใดในโลกนี้ที่จะทํา ความรุนแรงให้กับพี่น้องประชาชนแล้วปิดหูปิดตาพี่น้องประชาชน นักการทูตทั้งหลาย เขาก็ไปดูสถานที่ที่คนชุมนุมอยู่ เขายิ่งเห็นอกเห็นใจ ยิ่งทราบว่านี่คือสิ่งที่ถ้าเป็นประเทศ เรียกว่าถ้าเป็นรัฐบาลทั่วไปแล้วขณะนี้เขาจะไม่กล้าทําความรุนแรงกับประชาชน และการเรียกร้องของประชาชนก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทําให้รัฐบาลชุดนี้เสียหาย เพียงแต่รัฐบาล คืนอํานาจให้ประชาชน กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเขาไม่เอาอํานาจ แต่เขาเอาอํานาจให้กับ ประชาชน ประชาชนเลือกตั้งใหม่จะเอาใคร ถ้ารัฐบาลชุดนี้ดีเขาก็จะเลือกกลับเข้ามาอีก มันก็เท่านั้นเองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย นี่แหละครับท่านประธานที่เคารพ แต่รัฐบาลทําไม่ได้ รัฐบาลกลับไปใส่ร้ายป้ำยสีพี่น้องประชาชน ใส่ร้ายป้ำยสีกับคนที่เขา เห็นฝ่ายตรงข้าม นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพ นอกจากการปิดข่าวคราวแล้ว ยังมีลักษณะเหมือนกับรัฐบาลหนุนหลังให้กับประชาชนกลุ่มอื่นอีกเข้ามาเพื่อที่จะให้มาชนกัน ม็อบชนม็อบเพื่อให้เกิดปัญหา ทําไมจึงทําแบบนี้ มันต้องเอาให้จบ แต่อย่าสร้างปัญหา ให้บานปลาย เอาม็อบชนม็อบมันจะบานปลาย มันจะเกิดความแตกร้าวกับคนไทยด้วยกัน มันจะเกิดสงครามกลางเมืองเกิดขึ้น อย่าทําเลยครับเรื่องม็อบชนม็อบ ผมทราบดีในเทศบาล ใน อบต. ต่าง ๆ บอกว่าเขาสั่งมาบอกว่าให้จัดคนไปเทศบาลละ ๑๐๐ คน ๒๐๐ คน เอางบประมาณที่มีอยู่ใน อบต. ในเทศบาลจัดเข้ามา เขาก็บอกว่าเขาก็ไม่อยากทํา แต่สั่งมาแบบนี้ไม่รู้จะทําอย่างไร อันนี้ผมก็ไม่ทราบว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนโยบายของใคร ทําไมต้องทําแบบนี้ เอางบประมาณภาษีอากรของพี่น้องประชาชนมาทําให้คนไทย ต้องฆ่ากัน เกลียดกัน ต่อสู้กัน เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อย่าทําเลยเรื่องแบบนี้ม็อบชนม็อบ อย่าทํา ค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ คุยกัน คนเสื้อแดงเขามีเหตุ มีผล พูดกันได้คุยกันได้ สําคัญที่สุด เรื่องสลายการชุมนุม โปรดอย่าได้ทําครับ คนเป็นหมื่น หลายหมื่นคนจะไปสลายได้อย่างไร และสลายที่ผ่านมาซึ่งล้วนแต่ใช้อาวุธที่รุนแรง อาวุธที่ร้ายแรง อาวุธสงครามไปประหัตประหาร คนไทยด้วยกัน อย่าทําครับ ผมกราบเรียนถึงท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ได้กรุณานั่งรับฟังอยู่ ในขณะนี้ว่าถ้ารัฐบาลจะไปสลายการชุมนุมผมเชื่อว่าบานปลายแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ชุมนุมอยู่ในเขตย่านการค้าที่สําคัญที่สุดของประเทศไทย ความเสียหายจะเกิดขึ้น อย่างรุนแรงและจะบานปลายไปถึงต่างจังหวัด ผมเชื่อว่าความเสียหายต่าง ๆ จะต้อง เกิดขึ้นอย่างมากมายยากที่จะระงับ รัฐบาลจะรับผิดชอบก็คงรับผิดชอบไม่ไหวแล้ว ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝากว่าสิ่งที่จะทําให้การชุมนุมครั้งนี้ได้จบลงด้วยดี คือการเจรจากัน ผมฟังวันนั้นว่าทางฝ่ายเสื้อแดงก็ยืดหยุ่นมากพอสมควร แต่ฝ่ายรัฐบาล กลับตัดเยื่อใยไมตรีไม่เจรจา เกรงว่าสิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เจรจาจะเกิดปัญหาที่ร้ายแรงรุนแรง ผมก็คงใช้เวลาเพียงเท่านี้ ฝากว่าการเจรจาจะทําให้เป็นทางออกของประเทศในครั้งนี้ ขอบคุณครับ
ตอนนี้ทราบข่าวว่าปัญหา ภายนอกเริ่มไม่ค่อยดีนะครับ ผมก็ไม่อยากจะให้มันมืดมันคํ่าจะมีปัญหา เพราะว่า ทราบมาอย่างนั้นนะครับ ก็อย่างที่เคยแจ้งให้ทราบคราวก่อนก็มีเหตุการณ์ คราวนี้ก็กลัว จะมีเหตุการณ์เหมือนกัน เชิญคุณอรรถพร พลบุตร เชิญสั้น ๆ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน จากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในเบื้องแรกกระผมขอชื่นชมบรรยากาศ และการทําหน้าที่ของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านหลายต่อหลายท่านซึ่งได้ชี้ ทางออกซึ่งควรค่าแก่การรับฟัง ผมเป็น ส.ส. ใหม่ผมปรารถนาที่จะเห็นบรรยากาศ ของสภาผู้แทนราษฎรอย่างนี้ และเชื่อว่าสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะเป็ นทางออก ของบ้านเมือง เสียดายว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้งไม่มีโอกาสได้เห็น บรรยากาศแบบนี้ ผมขอชื่นชม แม้ว่าวันนี้เราจะมองว่าแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จะริบหรี่ แต่ผมเชื่อว่าด้วยนิติภาวะ ด้วยจิตสํานึกของพวกเราในสภาแห่งนี้เราจะร่วมกันจุดไฟ ให้เกิดแสงสว่างแก่บ้านเมืองได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพวกเรา ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความเข้าใจต่อปัญหา ล้วนแล้วแต่มีความเข้าใจต่อข้อเท็จจริง ไม่แตกต่างจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ถ้าคนที่มาจากชาวบ้านอย่างพวกเรา ไม่เข้าใจความเป็นจริง ไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของพี่น้องประชาชน แม้กระทั่งพี่น้อง ประชาชนคนเสื้อแดงเราเข้าใจ ในสภาแห่งนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายท่านเคย ต่อสู้กับความคับแค้น เคยจับปืนอยู่ในป่า ทั้งฝ่ายค้าน ทั้งฝ่ายรัฐบาล บางทีอาจจะอยู่ หน่วยจรยุทธ์เดียวกันด้วยซํ้าไป หลายคนผู้เป็นพ่อก็ถูกสังหารในสงครามประชาชน ในอดีตที่ผ่านมา ลูกชายคนโตของแม่หลายคนวันนี้ก็ยังไม่กลับบ้าน เราเข้าใจครับ แล้วอยากจะสื่อสารผ่านไปยังพี่น้องคนเสื้อแดงถ้ามีโอกาสสื่อสารตรงนี้ได้ว่าพวกเราเข้าใจ และรับรู้ถึงความเจ็บปวดของการต่อสู้ที่ท่านดําเนินอยู่ มันไม่มีการต่อสู้อะไรที่มันจะมีพลัง เท่ากับการต่อสู้ในเรื่องของชนชั้น เรื่องของปากท้อง เรื่องของความไม่เป็นธรรมในชีวิต มันไม่มีการต่อสู้อะไรที่จะมีพลังยิ่งใหญ่ไปกว่าการต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพื่อการเรียกร้อง หาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าประชาชนทุกคนไม่ว่าใครที่จะถูกขนานนามว่า เป็นอํามาตย์หรือเป็นไพร่ต้องมีศักดิ์ มีสิทธิ ในชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องที่พวกเราเข้าใจ แต่สิ่งซึ่งน่าเป็นห่วง น่าเป็นกังวล และผมขอฝากไว้สําหรับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกคนก็คือว่าถ้าเราเคารพต่อพลังแห่งการต่อสู้ที่ศักดิ์สิทธิ์ตรงนี้ ถ้าเราเคารพต่อความอดทน ของพี่น้องประชาชนคนเสื้อแดง ซึ่งผมเชื่อด้วยความสุจริตว่าส่วนใหญ่เขามาด้วยความบริสุทธิ์ บางส่วนอาจจะมีการจัดจ้างมาบ้าง แต่การจัดจ้างมันไม่ทําให้คนมายืนหยัดอยู่เป็นเดือน ๆ ได้ ที่ราชประสงค์ อดข้าว กินข้าวไม่ครบทุกมื้อ เสี่ยงภยันตรายอย่างนั้นได้ผมไม่เชื่อ ผมเชื่อว่าเขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ฉะนั้นคนซึ่งมาจากชาวบ้านอย่างพวกเรานั้น ก็ล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ ต้องคุ้มครอง ต้องดูแล และควบคุมทิศทางการต่อสู้ ให้ไปสู่เส้นทางซึ่งเป็นการตอบสนองต่อความหวังอย่างแท้จริง ถ้าเราเรียกร้องอย่างบริสุทธิ์ ถึงความไม่เป็นธรรมในชีวิตในเรื่องของความยากจนความยากไร้ แต่ถ้าเราทําให้พี่น้องประชาชนเหล่านั้นต้องมาเหลาไม้ไผ่ให้มันแหลม ต้องมาเก็บนํ้ามัน ต้องมาเก็บถังแก๊ส ต้องมาสะสมอาวุธปืน มันก็จะทําลายความชอบธรรมทั้งหมดในการต่อสู้ ถ้าเราเรียกร้องประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เรียกร้องการยุบสภา เรียกร้องการคืนอํานาจ ให้ประชาชน ฟังไพเราะงดงามครับ แต่ถ้าบนเวทีของการต่อสู้เต็มไปด้วยข้อมูลซึ่งเป็นเท็จ เต็มไปด้วยการโกหก เต็มไปด้วยการบิดเบือน เสียงเรียกร้องประชาธิปไตยที่งดงาม ไพเราะเหล่านั้นมันก็ถูกทําลายไปโดยหมดสิ้น ถ้าเราเรียกร้องหาความถูกต้อง ความเป็น มาตรฐานเดียวกัน เราก็ต้องหลีกเลี่ยงที่จะให้มีบุคคลบางกลุ่มเข้ามาแอบแฝงและใช้ ประโยชน์การชุมนุมที่บริสุทธิ์ของประชาชนในการทําลายล้างสถาบันเบื้องสูง จะโดยตั้งใจ หรือไม่ตั้งใจก็ตามต้องแยกแยะสิ่งเหล่านี้ออกจากกัน ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงซึ่งมี ความจงรักภักดีอย่างแน่นแฟ้ นต้องมีรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นจํานวนมาก ไม่ใช่รูปของคนบางคน ถ้าเราเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ เราจะเรียกว่าไพร่ เราจะเรียกว่ารากหญ้า เราจะเรียกว่าอะไรก็ตามเป็นสิทธิที่ควรจะกระทําและพวกเราทุกคน พร้อมจะร่วมต่อสู้ แต่อย่าให้มีภาพการเรียกร้องเพื่อประโยชน์ของคนคนเดียวมาบดบัง ภาพเหล่านี้ทั้งหมด พลังของพี่น้องประชาชนที่บริสุทธิ์เป็นพลังที่มีพลานุภาพ ๑๔ ตุลาคม พฤษภาคม ๒๕๓๕ เราเปลี่ยนแปลงเราต่อสู้กับเผด็จการทหารได้ก็ด้วยพลังที่บริสุทธิ์ เหล่านี้ อย่าให้มีภาพอย่างอื่นมาทําลายพลังที่บริสุทธิ์ของประชาชน ผมฝากสิ่งเหล่านี้ เอาไว้ในความสํานึก ฝากเอาไว้ในนิติภาวะของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะ เป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สุดท้ายผมขอเป็นกําลังใจให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทุกกลุ่ม ผมทราบดีรู้ดีว่ามันไม่มีภาระอะไรที่มันเจ็บปวดที่มันเหน็ดเหนื่อย ที่มันน่าท้อแท้ ยิ่งกว่า ภาระการประคับประคองบ้านเมืองไม่ให้มันเกิดสงครามกลางเมือง ผมเชื่อว่านานกว่า ๒ ปี หรืออย่างน้อยช่วงเดือนที่ผ่านมาไม่มีผู้นําคนไหนนอนหลับตาสนิทเลยแม้แต่คนเดียว ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางเสียงประณามเรียกร้องจากคนบางกลุ่มที่เขาต้องการความเด็ดขาด เขาต้องการการยุติปัญหาอย่างฉับพลันทันทีแม้ว่าตรงนั้นมันอาจจะหมายถึงการสูญเสีย จนเกินกว่าที่สังคมจะรับได้ ภาระตรงนี้หนักครับ ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราไม่มีผู้นํารัฐบาล หรือผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเต็มไปด้วยความอดทนอดกลั้นประคับประคองบ้านเมืองไปในทิศทาง อันถูกต้อง ถ้าเราไม่มีคุณลักษณะอย่างนี้ปรากฏในท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ผมบอกได้เลยว่าวันนี้เราเองยังไม่รู้ว่า เราจะกลับบ้านได้หรือไม่เลยครับ กลับไปแล้วบ้านเราจะกลายเป็นทะเลเพลิงเผาบ้าน เผาเมืองหรือไม่ ผมจึงขอชื่นชมและขอเป็นกําลังใจกับทุกฝ่าย และขอให้บ้านเมืองของเรา ช่วยกันหาทางออกอย่างที่บรรยากาศกําลังเกิดขึ้นในตอนนี้ ร่วมกันหาทางออก ธํารงความเป็นนิติรัฐ เพราะนิติรัฐก็มาจากกฎหมายซึ่งตราออกจากสภาที่เรากําลังทําหน้าที่ หาทางออกอยู่ในขณะนี้เช่นเดียวกัน และผมเชื่อในพลังของการร่วมกันคิดร่วมกันทํา ร่วมกันปกป้ องชาติและแผ่นดิน ถ้าเราก้าวพ้นจากวิกฤติตรงนี้ไปได้เรามาจับมือกันครับ จับมือกันในสภาแห่งนี้ ไม่ได้จับมือกันในถนน ในป่าครับ มาร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ตอบสนองความต้องการของพี่น้องเสื้อแดงและพี่น้องทุกกลุ่มในสังคมนี้ ๒ มาตรฐาน จะต้องไม่เกิดขึ้น ความเป็นธรรมจะต้องเกิดขึ้น ปัญหาความยากจน ความสิ้นหวัง ของประชาชนจะต้องร่วมกันทุกฝ่ายแก้ไขให้บรรลุสู่รอยยิ้มของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ผมขอชื่นชม ขอเป็นกําลังใจ และขอเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกันแก้ปัญหาของบ้านเมือง ให้บ้านเมืองของเราก้าวไปสู่แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยเร็ว ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ คือตอนนี้ ฝ่ายรัฐบาลโดยวิปรัฐบาลได้แจ้งมาว่าไม่ติดใจ ๑๘.๐๐ นาฬิกาก็จะขอพัก แล้วก็ฝ่ำยทางนี้ ทั้งหมดก็มีอยู่ ๑๓ ท่านนะครับ จะเอาอย่างไรครับ ถ้าอย่างนั้นก็พอกระทู้ถาม เสร็จแล้วก็ต่อเลย เอาอย่างนั้นนะครับกระทู้ถามเสร็จก็ต่อ เพราะวันนี้ทราบว่ามีปัญหา เล็กน้อย ผมขี้เกียจคํ่ามืดจะข้ามกําแพงลําบากนะครับ ก็เอาแค่นี้ก่อนดีไหมครับ เอาแค่นี้ก่อน ๑๓ ท่าน ก็เอาไว้ยกยอดวันพรุ่งนี้ อาจจะมีเพิ่มเติม แล้วจะให้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีตอบก่อน แล้วพรุ่งนี้ยกยอดไป
(นายสุนัย จุลพงศธร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านสุนัยไว้พรุ่งนี้ คนจะฟังมาก
ท่านประธานครับ เห็นด้วยกับ ท่านประธาน แล้วเราเห็นว่าบรรยากาศสมานฉันท์อย่างนี้ละครับดีแล้ว แล้วก็คิดว่า บรรยากาศสมานฉันท์อย่างนี้มันจะได้กระจายผลออกไปข้างนอก แต่เนื่องจากวันนี้ เหตุการณ์กําลังรุนแรงมาก ก็อยากจะฝากท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าอย่างไรเสียก็อย่าเพิ่ง ตัดสินใจอะไรที่มันมีอันตรายไปนะครับ เพราะเท่าที่ทราบขณะนี้กําลังมีการยิงกันอยู่
ทราบแล้วครับ นั่งลงก่อน
ก็เห็นด้วยพรุ่งนี้นะครับ
ให้รองนายกรัฐมนตรี ท่านตอบ
(นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ได้ยืนและยกมือขึ้น)
คุณชัยวัฒน์พรุ่งนี้ อันดับแรกเลย
เอาสัก ๑ นาทีนะ เห็นบรรยากาศวันนี้ดีแล้วพรุ่งนี้ก็จะเริ่มดีขึ้น
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพรักอย่างยิ่ง ผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ก็ต้องขอกราบขอบคุณทางรัฐบาล แล้วก็วิปทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันในการที่จะทําให้สภาผู้แทนราษฎรของเราแห่งนี้ได้มีโอกาสในการพิจารณา แก้ไขปัญหา แล้วก็หาหนทางในการที่จะยุติร่วมกัน ผมเองต้องขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานสภาผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะในตอนนี้ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้นั่งอยู่ที่นี่เพื่อรับฟังปัญหาด้วย ขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าเราพูดกัน ในแผ่นดินนี้เรามีแผ่นดินไว้ทําอะไร ก็ต้องหาคําถามก่อน เราร่วมกันในการที่แสวงหา แผ่นดินของบรรพบุรุษของเราเอาไว้จนกระทั่งให้ลูกหลานได้มีอยู่ร่วมกัน เขาประสงค์ที่จะ ให้เราอยู่ร่วมกัน แล้วก็ใช้แผ่นดินนี้ร่วมกันในการที่จะดําเนินชีวิตให้มีความสุข แต่ปรากฏว่า ทุกวันนี้ความสุขมันไม่ใช่เป็นอย่างนั้น ปรากฏเรามาแล้วก็มาทะเลาะเบาะแว้งกัน มาแย่ง อํานาจกัน แย่งกันในการบริหารการจัดการ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ตอนนี้ในขณะนี้ปัญหามันเกิดเพราะว่าอํานาจ ประเทศเรามันเกิดจากโครงสร้างแห่งอํานาจ มันไม่ถูกต้อง มันทําให้เกิดปัญหาขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนโครงสร้าง การบริหารแห่งอํานาจเสียใหม่ เพื่อที่จะให้โครงสร้างการบริหารไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับ เราเคยพูด ผมเองเคยอภิปรายว่าการบริหาร โครงสร้าง การจัดการโครงสร้าง การออกแบบ เราไม่ได้ออกแบบดูในเรื่องของปัญหา ในเรื่องของความขัดแย้ง คนที่จะมาดีไซน์ (Design) หรือออกแบบเชิงอํานาจบริหารไม่ได้ มีโอกาสในเรื่องของคนที่เรียนมาทางด้านนั้น คนที่เรียนหรือศึกษามาปรากฏจะเป็น นักนิติศาสตร์เสียส่วนใหญ่ หรือนักรัฐศาสตร์เสียส่วนใหญ่ แล้วก็มาดูแลในเรื่องการออกแบบ โครงสร้างของการจัดการภาครัฐ เราออกแบบโครงสร้างประเทศเราเป็นความมั่นคงแห่งรัฐ ในการที่จะรักษารัฐของเราเอาไว้หรือประเทศของเราเอาไว้ ใช่ถูกต้องส่วนหนึ่งแต่อีกส่วนหนึ่ง มันต้องบริหารในเรื่องของความไม่ขัดแย้งของการอยู่ร่วมกัน ตอนนี้เราต้องบอกว่า ข้อสําคัญคือตรงนั้น เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมเอง ท่านประธาน บอกว่าให้เร็วหน่อยเพราะว่าเวลามันก็น้อย เพราะว่าจะได้พักผ่อนแล้วก็อาจจะมีปัญหา ตอนนี้ปัญหาข้างนอกตอนนี้ก็เยอะนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนครับ ผมไม่อยากให้ การแก้ปัญหาครั้งนี้ ผมอยากจะกราบเรียนผมเรียนแล้วก็บอกกับท่านประธานว่าก็จําเป็น เพราะว่าเรียนมาทางด้านนี้ ครั้นไม่บอก ไม่พูดบ้าง ก็จะบอกว่าผมเรียนมาแล้วไม่พูดอะไรเลย ก็ไม่สามารถที่จะเอาไปพิจารณาหรือแก้ปัญหาได้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ไขปัญหาที่สําคัญที่สุดของการบริหาร การบริหารที่ดีที่สุดก็คือการบริหารไม่ให้มีความขัดแย้ง วันนี้รัฐบาลเหมือนกัน ผมเองนี่ ต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าเมื่อเกิดม็อบ ม็อบเริ่มจากอะไร ม็อบปัจจุบันนี้สีแดงเริ่มจากสนามหลวง รัฐบาลก็ไปขอสนามหลวง ม็อบก็ไม่มีที่อยู่ เพราะว่าสนามหลวงจะเอาไปทําอะไร เอาไปซ่อม อ้าว จะเอาไปซ่อมก็ไปซ่อมเพื่อให้มันดีขึ้น เพื่อพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ม็อบก็ยินดีที่จะให้ไปซ่อม ปรากฏว่าอย่างไร ม็อบก็ย้ายไปอยู่ที่ สะพานมัฆวานรังสรรค์ พอไปอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ปรากฏว่าม็อบก็ต้องถอยร่น ไปอยู่ที่แยกราชประสงค์เพราะอะไร เพราะม็อบเขารู้ เสื้อแดงเขารู้ เขาทราบข่าวว่า จะสลายเขา พอจะสลายเขาเขาก็ต้องหาที่กําบัง หาที่ปลอดภัย มนุษย์มันก็กลัวตายครับ ท่านประธาน เพราะกลัวตายก็หนีไป
ครับ สั้น ๆ หน่อย
ขอนิดเดียวท่านประธาน แล้วหลังจากนั้นมาปรากฏว่าอย่างไรรู้ไหม ปรากฏว่าไปสลายเขาจริง ๆ พอสลายเขา จริง ๆ แทนที่จะอยู่ที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เขาก็ย้ายไปอยู่ที่แยกราชประสงค์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นพอไปอยู่ที่แยกราชประสงค์ผมก็ต้องขอขอบคุณพี่น้องชาวราชประสงค์ ส่วนใหญ่ ส่วนมากเลย หรือก็อาจจะทั้งหมดก็ได้ที่เห็นด้วยว่าไม่เป็นไร ยินดีที่จะได้รับ ผลกระทบความเดือดร้อน เพราะพี่น้องประชาชนน่าสงสาร น่าเห็นใจ ไปอยู่ร่วมกันครับ แต่ว่าตอนหลังนี่มีข่าวจะออกไปสลายเรื่อย ๆ ร้านค้าเขาต้องปิดสิครับ เขาไม่ปิดได้ อย่างไร ก็รัฐบาลลองไม่บอกว่าสลายสิ ร้านค้าเขาก็เปิด เขาอยู่ร่วมกันได้ เพราะฉะนั้น ที่มันปิดเพราะอะไร เพราะรัฐบาลจะไปสลาย สลายแล้วลองคิดดูผู้ชุมนุมเขาจะไปไหน ก็วิ่งแตกตื่นขึ้นตึกเขาไปหมด ร้านค้าเขาก็พังหมดสิ เพราะฉะนั้นมันไม่ได้ ฉะนั้นผมขอ อนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าการแก้ปัญหาของรัฐบาลถ้าจะแก้จริง ๆ นี่มันไม่ใช่ แก้ตรงนั้น แก้ตรงนั้นจุดจบมันไม่มี ข้อสําคัญก็คือว่าอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ว่าวันนี้รัฐบาล ผมพูดอย่างนี้นะ แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพดูสิว่าจริงไม่จริงที่ผมพูดนี่ ท่านแก้โดยใช้จิตวิทยา ท่านแก้ปัญหาประเทศตอนนี้ใช้จิตวิทยา หลักของจิตวิทยา ในการแก้ปัญหาแยกมวลชนออกเพื่อเป็นมวลชนร่วมต่อต้านสู้แทนรัฐบาล ไม่ได้ครับ นี่คือประเทศไทย นี่คือคนไทย ถ้าระดับประเทศได้ครับ ถ้าเป็นสงครามระดับประเทศ ประเทศไทยกับประเทศพม่า ประเทศไทยกับเขมร ได้ครับ แต่ว่าประเทศใกล้เรือนเคียง ก็ไม่ควรทําครับ เพราะเดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าหมดแล้ว ไม่มีครับ วันนี้ยิ่งมาใช้กับคนไทยยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ถ้าท่านทําแล้วมันจะเหมือน ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ท่านทราบหรือไม่ มันไม่ได้ แล้วก็บอกได้เลยว่าหนักกว่าเก่าแล้วจะแก้ไม่จบ เพราะฉะนั้นดึงวิธีการออกเสีย เลิกเสีย ไม่เอา วิธีนี้ผมขอกราบเรียนท่านประธานครับว่า ไม่จบแน่นอน ตามตําราเขาก็บอกไม่จบนะ แล้วท่านจะบอกว่าจบได้อย่างไร ชนะไม่เป็น มีใครบ้างที่ชนะประชาชนครับท่านประธาน ไม่มีนะ ๔ ปีท่านต้องไปเลือกตั้งใหม่นะ แพ้แน่นอน
คุณชัยวัฒน์ก็ชนะแล้ว การเลือกตั้ง
ขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานครับ นี่คือแนวทางการแก้นะครับท่านประธาน ที่เสนอไปนี่บอกทางรัฐบาล บอกว่าอย่าไปดําเนินการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นขอวิธีนี้นะครับ การสลายม็อบนี่ทําไม่ได้ ห้ามโดยเด็ดขาด ตอนนี้ถ้าท่านจะสลายได้นะครับ ท่านไปสลายเถอะ แต่ว่ามันไม่สิ้นสุด ท้ายที่สุดนี่ผมอยากกราบเรียนครับ ท่านชนะโดยบนความพ่ายแพ้ ถามว่าอย่างไร ความเจ็บแค้น ความโกรธแค้น ก็จะเกิดขึ้นเพราะท่านไปใส่ไข่ตีผง ท่านไปใส่ไข่ตีผง ให้คนอื่นเขาเกลียดเขา หรือไม่จริง ท่านไปใช้กําลังที่หนักกว่า ไปรุนแรงกับเขา ท้ายที่สุด เขาก็ต้องจับอาวุธออกมาสู้ท่าน ถามคําถามกลับไปครับท่านประธาน วันที่เรามีผู้ที่ เรียกว่าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยตอนสมัยนั้น ยื่นเวลาย้อนหลังกลับไปในอดีตนิดหนึ่ง ท่านประธาน วันนั้นถามว่ามีกี่คน มีกี่คน ยังเอาไม่อยู่เลย ยังต้องใช้วิธีที่เรียกว่าสงบ สันติ โดยวิธีการเอามาร่วมกันพัฒนาประเทศ ร่วมกันในแนวคิด แล้วก็มาอยู่ร่วมกัน อย่างสันติ เราก็อยู่ร่วมกันมาไม่เห็นมีปัญหาเลย แต่ปรากฏว่าวันนี้มีปัญหาเพราะอะไร เพราะสิ่งที่เราไปรับปากรับคําสิ่งที่เราคิดว่าเราจะ ทําให้เขา ความจริงไม่ใช่รัฐบาลนี้ไปคิดไปทํา แต่รัฐบาลอื่นไปคิดไปทําแต่ว่าเขาไม่มี โอกาสทําอย่างไร แต่เรานี่ เราในที่นี้ก็คือคนรุ่นหลังรวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรีสุเทพไม่ได้เป็นคนรับปาก แต่เชิงโครงสร้างในอดีตเขารับปากกันมาแล้ว มันไม่ได้แก้ไขครับ พอไม่ได้แก้ไขวันนี้ปัญหามันก็สะสม ๆ สิ่งเหล่านี้มันก็เกิดระเบิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นขออนุญาตกราบเรียนครับ จํานวนคนมหาศาลนะ ผมใช้คําว่ามหาศาลนะ ผมไม่กล้าเป็นศัตรูกับคนเสื้อแดงนะท่านประธาน ผมไม่กล้านะ ผมขอเป็นมิตรครับ กับเสื้อเหลืองก็ไม่เป็นครับ เพราะอะไรครับ ขอเป็นมิตรครับ เพราะอะไร เพราะคนเหล่านี้ คือผู้ที่รักประชาธิปไตย เห็นปัญหาข้อบกพร่องแล้วเขาก็เรียกร้องในสิ่งเหล่านี้มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องเห็นบุญคุณของเขานะครับ สิ่งเหล่านี้เขาทํานี่ เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับว่าฝากรัฐบาลด้วยอย่าใช้แนวทางนี้โดยใช้จิตวิทยาแบบนั้น ไม่ได้โดยเด็ดขาด เลือดจะตกยางจะออกมากกว่านี้
ผมอยากขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานอีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมได้ยินว่า จะเสียชีวิตสัก ๒๔ คน ๒๖ คนมันก็ไม่มาก ๕๐๐ คนหรือ ๕๐๐,๐๐๐ คนก็จําเป็น ถ้าคิดอย่างนั้นมันล้างเผ่าพันธุ์นะ คิดฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นะ นี่คนไทยนะ นี่ประเทศของเรานะ อย่าทํา อย่าคิด ไม่เอา บาป แล้วจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ด้วย ขออนุญาตครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ
คุณประเสริฐมันนิดไม่ได้ เพราะคุณมีลิสท์ (List) อยู่แล้ววันพรุ่งนี้ แล้วพรุ่งนี้ตัดใช่ไหม นาทีเดียวนะ แน่นะ สัจจะนะ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ประเสริฐ จันทรวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ วันนี้เห็นด้วยกับความคิดเห็นของท่านประธานทุกอย่าง ต้องกราบเรียนว่า เพราะบารมีท่านประธานครับพวกเราได้มาหารือเป็นเวลาชั่วโมงสองชั่วโมงในวันนี้ แล้วก็ทราบว่าท่านประธานยังได้อนุญาตหลังจากกระทู้ถามให้พวกเราได้ต่ออีก ไม่น้อยกว่า ๓ ชั่วโมง สิ่งที่อยากกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมก็คือว่าอยากขอบารมี ท่านประธานอีกสักเรื่องหนึ่งก็คือว่าบรรยากาศวันนี้เป็นไปด้วยดี ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นถ้ามีการถ่ายทอดโทรทัศน์ในวันพรุ่งนี้ให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบผมคิดว่า จะเป็นบรรยากาศที่ดี แล้วพี่น้องที่ดูทางทีวีได้เห็นสภามีบรรยากาศสมานฉันท์กัน แล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ขอบารมีท่านสักครั้ง กราบขอบพระคุณ อย่างยิ่งครับท่านประธาน
หมดเวลาพอดีครับ เชิญ ฯพณฯ ท่านรองนายกรัฐมนตรีมีอะไรไหม ประธานวิปขอให้ตอบพรุ่งนี้ พอ ๑๓ ท่าน พูดจบแล้วก็ท่านจะตอบทั้งหมดทีเดียวสรุปทีเดียว ได้เวลาพอสมควรผมขอปิดการประชุม วันนี้ครับ