อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และพูดถึงบทบาทของสื่อสารมวลชนในระหว่างเหตุการณ์ นอกจากนี้ยังชื่นชมรัฐบาลที่สามารถรักษาประเทศและระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ แต่เนื่องจากมีการปลุกระดมและกระทบต่อสถาบันหลักของชาติ ส่งผลให้เกิดความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในช่วงสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีความจำเป็นในการตระหนักและไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อสังคมในการแสดงออกและการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร นอกจากนี้ยังหารือเรื่องสื่อสารมวลชนของรัฐ และเรียกร้องการพัฒนากลไกในการสื่อสารเพื่อถ่วงดุลกับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาด และเตรียมพร้อมในการสื่อสารในสถานการณ์วิกฤติ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมดีใจที่มีโอกาสได้มาแสดงความคิดเห็นเพื่อนําประเทศออกจาก วิกฤติในท่ามกลางบรรยากาศของสภาผู้แทนราษฎรที่ค่อนข้างจะมีบรรยากาศที่ดีเช่นนี้ นับตั้งแต่วันที่ ๑๒ มีนาคมมาจนถึงวันนี้คือวันที่ ๒๘ เมษายน เวลาผ่านไป ๔๘ วันที่มี การชุมนุมอย่างต่อเนื่องของกลุ่มบุคคลที่เรียกว่ากลุ่มคนเสื้อแดง แล้วก็พร้อม ๆ กับ การลากพาให้ประเทศของเราเข้าสู่ภาวะวิกฤติ มีความยุ่งยากสลับซับซ้อนอย่างที่ไม่เคย ปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ แต่ก็ต้องชื่นชมรัฐบาลครับที่สามารถใช้ความเข้มแข็ง มีความอดทนอดกลั้น จนกระทั่งสามารถที่จะเป็นที่ยอมรับ เป็นที่ประจักษ์ชัดของสังคมว่า สามารถที่จะรักษาประเทศเอาไว้ได้ และสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือสามารถรักษาระบอบ ประชาธิปไตยอันเป็นที่หวงแหนของประชาชนชาวไทยเอาไว้ได้ มีสมาชิกหลายท่านได้พูดถึง บทบาทของสื่อสารมวลชนในท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นในช่วง ๔๘ วันที่ผ่านมา ในมุมมอง ที่เป็นสิทธิของท่านที่จะมอง แล้วก็พูดถึงการใช้สื่อสารมวลชนของรัฐว่าเป็นไปในทาง โน้มเอียง ซึ่งผมอยากจะเรียนกับท่านประธานว่าในช่วงเวลาที่มีความยุ่งยากทั้ง ๔๘ วันนี้ สื่อมวลชนได้เข้ามามีบทบาทกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก ผมพอจะแยกได้มาเป็น ๒ ส่วน
ประการที่ ๑ ก็คือบทบาทในการรายงานข่าวสาร ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง แล้วก็ยกระดับความรุนแรงจนเป็นที่ หวาดวิตกของพี่น้องประชาชนมากขึ้น ได้สะท้อนให้เห็นภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในทุกแห่ง ทุกที่ที่มีปัญหา แล้วเราก็ได้พบความจริงว่าใครมีพฤติกรรมอย่างไร มีบทบาทอย่างไร กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นประการที่ ๑
แต่ประการที่ ๒ สื่อมวลชนได้เข้ามามีบทบาทในฐานะที่เป็นผู้ถูกใช้ เป็ นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน การถูกใช้เป็ นเครื่องมือ ทางการเมืองนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง ๔๘ วันที่มีการชุมนุมเท่านั้นครับ แต่ได้มีการใช้ สื่อสารมวลชนมาเป็นเครื่องมือ เป็นกระบอกเสียงของกลุ่มบุคคลบางกลุ่มที่มีเป้ำหมาย ทางการเมืองที่ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน สื่อมวลชนที่แสดงออกว่าเป็น กระบอกเสียงทางการเมืองนี้คือตัวปัญหา สะท้อนออกมาทั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทั้งสถานีวิทยุชุมชน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์บางอย่าง บางประเภท แล้วก็ได้มีโอกาสผ่านไป ทางเครือข่ายของสื่ออื่น ๆ ที่นําเอาข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนเหล่านั้นไปเผยแพร่อีกต่อหนึ่ง เช่น ผ่านทางเคเบิลทีวี (Cable TV) ผ่านทางวิทยุชุมชนในท้องถิ่น ในจังหวัดต่าง ๆ พฤติกรรมของสื่อมวลชนที่มีลักษณะเป็นกระบอกเสียงนี่ละครับคือตัวปัญหา มีการใช้สื่อ เหล่านี้ในการปลุกระดมและเราไม่อาจเรียกสื่อเหล่านี้ได้ว่าเป็นสื่อสารมวลชน หากแต่ เพียงกระบอกเสียงแท้ ๆ ไม่ได้มีจิตสํานึกของความมีจรรยาวิชาชีพแห่งสื่อสารมวลชน อยู่ในสื่อประเภทเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย มีพฤติกรรม มีเนื้อหาสาระ ที่ผ่านสื่อเหล่านั้น ชัดเจนมาก โดยเฉพาะ
ประการที่ ๑ คือการปลุกระดมมวลชนให้มีการชุมนุมและนําไปสู่ความรุนแรง มีการใช้เครือข่ายสื่อสารมวลชนเหล่านั้นในการระดมคน และใช้ในการปฏิบัติการ ในระหว่างการชุมนุม เช่น การกะเกณฑ์ การแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ไปชุมนุมไปปิดล้อม ที่นั่นที่นี่ นี่เป็นภาพปรากฏที่เป็นจริงอยู่
ประการที่ ๒ ก็คือเนื้อหาสาระของสื่อที่เป็นกระบอกเสียงเหล่านี้ได้ก้าวล่วง ไปกระทบต่อสถาบันหลักของชาติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และมีการกระทําที่มี ลักษณะจงใจ ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางทีวีดาวเทียม ทั้งวิทยุชุมชน หรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏ เผยแพร่ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนว่าสื่อในประเทศของเรากําลังถูกใช้ เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างรุนแรงแล้วก็น่าหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
หันมาดูสื่อมวลชนธรรมดาครับ สื่อมวลชนทั่วไปที่เรียกว่าเป็นสื่อแท้เป็นสื่อ ที่มีจรรยาวิชาชีพที่นําเสนอข้อมูลข่าวสารในหลายด้าน มีความเป็นกลาง มีการนําเสนอ ข้อมูลข่าวสารอย่างเที่ยงธรรมเที่ยงตรงก็ยังมีปัญหาในสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน นั่นก็คือ สถานการณ์ที่จําเป็นจะต้องมีความสํานึกรับผิดชอบต่อสังคม บ้านเมืองในภาวะ ๔๐ กว่าวันที่ผ่านมาไม่ได้เป็นภาวะบ้านเมืองที่ปกติครับ เป็นภาวะบ้านเมืองที่จําเป็น จะต้องใช้ความระมัดระวังในการแสดงออกในการนําเสนอข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลข่าวสารใด ที่จะก่อให้เกิดความสับสนวุ่นวาย ก่อให้เกิดความไม่สงบสุขในสังคม สื่อสารมวลชนที่มี จรรยาวิชาชีพจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตระหนักและไตร่ตรองอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่น่าเสียดายครับสื่อมวลชนจํานวนมากไม่ได้ตระหนักในเรื่อง ความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องนี้ สมาคมวิชาชีพทางด้านสื่อสารมวลชนเองก็ตามก็ไม่ได้ ตระหนักในเรื่องนี้ มีความพยายามที่จะออกมาเรียกร้องกับรัฐว่าอย่าเข้าไปเตะต้อง สื่อสารมวลชนหรือสื่อกระบอกเสียงทั้งหลายที่พยายามโหมประโคมเรื่องความรุนแรง โดยอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สมาคมวิชาชีพและคนที่ ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนและเรียกตัวเองว่าเป็นสื่อแท้จะต้องกลับไปทบทวน
ท่านประธานที่เคารพ จากสภาพเหล่านี้ผมคิดว่าเป็นความจําเป็นที่รัฐ จะต้องใช้สื่อสารมวลชนในกํากับดูแลของรัฐมาชี้แจงมาทําความเข้าใจ ต้องยอมรับว่า สื่อกระบอกเสียงที่ได้โหมประโคมเรื่องความรุนแรงและไปกระทบกับสถาบันหลักของชาติ ไม่ได้เพิ่งกระทําเมื่อในช่วง ๔๐ กว่าวันที่ผ่านมานี้ แต่ได้กระทําต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน นับปี ได้สะสมความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนในหมู่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศ มายาวนาน จนกระทั่งนําไปสู่คุณภาพของความไม่เข้าใจและนําไปสู่การใช้ความรุนแรง ในการชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพ นี่เป็นจุดที่มีความสําคัญที่ทําให้สื่อมวลชน ของรัฐจะต้องเข้ามา และเป็นความเป็นจําเป็นอย่างยิ่งที่รัฐจะต้องใช้สื่อสารมวลชนของรัฐ ในการทําความเข้าใจเพื่อถ่วงดุลกับข้อมูลข่าวสารที่ผิดพลาดเหล่านั้น ผมคิดว่า ไม่เพียงแต่ช่อง ๑๑ เท่านั้นครับ รัฐจําเป็นจะต้องมีกลไกในการสื่อสารที่มากกว่าช่อง ๑๑ หรือสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยของตัวเอง เพราะลําพังสื่อสารมวลชนของรัฐ ที่มีพัฒนาการในเรื่องของความเชี่ยวชาญ ในความชํานาญ ในการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับทางราชการไม่ได้มีการพัฒนามายาวนาน ขณะเดียวกัน สื่อสารมวลชนอื่น ๆ รัฐเองก็เข้าไปแทรกแซงไปใช้ไม่ได้ ในอนาคตจําเป็นครับ เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤติรัฐจะต้องมีกลไกในการสื่อสารที่สามารถ อธิบายกับพี่น้องประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์เพื่อไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม ไม่ให้พี่น้องประชาชนถูกชักจูงไปในทางที่ผิดเหมือนกับในช่วงสถานการณ์ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากไว้สําหรับวงการสื่อสารมวลชน
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะพูดกับท่านประธานก็คือจากสภาพปัญหาที่เรา เห็นในช่วง ๔๘ วันที่ผ่านมา เราเห็นว่ากลไกของประเทศเราอ่อนแอในหลายด้านเหลือเกิน สื่อสารมวลชนนี่ก็อ่อนแออย่างที่เราเห็น กลไกของรัฐ เจ้าหน้าที่ ข้าราชการ ซึ่งน่าที่จะมี จิตสํานึก มีความตระหนักในเรื่องของภยันตรายที่เกิดขึ้นกับชาติบ้านเมืองในเวลานี้ ไม่ว่า อันตรายที่เกิดขึ้นกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แต่ปรากฏว่าเราคงได้ยิน ข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏทางสื่อมาเรื่อย ๆ ว่ามีข้าราชการ กลไกรัฐจํานวนมากที่อยู่ในภาวะ ที่เป็นเกียร์ว่าง ไม่ตระหนักในการทําหน้าที่ของตัวเองอย่างซื่อสัตย์สุจริตในสถานการณ์ เช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่จะต้องไปทบทวน เมื่อเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าสังคมเรามาถึงจุดที่จําเป็น จะต้องมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ผมชื่นชมยินดีครับเมื่อได้ยินว่ารัฐบาลเองมีแนวทาง ในการสนับสนุนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมีสื่อสารมวลชนบางแขนงได้รายงานเป็นข่าวเล็ก ๆ ว่ารัฐบาลมีแนวทางที่จะปฏิรูปประเทศใน ๔ ด้าน ซึ่งผมอยากจะสนับสนุนก็คือ
๑. การปฏิรูปทางการเมือง ซึ่งวันนี้การปฏิรูปทางการเมืองไม่ได้จํากัดอยู่ เพียงการแก้ไขกติกาหรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญและไม่ได้จํากัดอยู่เพียงในแวดวงของ นักการเมืองที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรหรือในวุฒิสภาเท่านั้น แต่การปฏิรูปทางการเมือง เพื่อหากติกาที่เหมาะสม กติกาที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของประเทศ จําเป็นที่จะต้อง รวบรวมพลังของบุคคลหลากหลายฝ่ายในสังคมนี้มานั่งร่วมกันคิด ร่วมกันตัดสินใจ