เผดิมชัย ย้ำอำนาจประชาชน ห้ามอวดอิทธิพล-บาตรใหญ่

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓

เผดิมชัย สะสมทรัพย์ หารือเรื่องอิทธิพลของทหารที่มีต่อสังคมและปัญหาการเข้าถึงสิทธิประชาชน โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการจัดสรรทรัพยากรให้กองทัพกับภาคการศึกษา และยืนยันว่าอำนาจผู้แทนราษฎรต้องเป็นกลาง ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่หรืออวดอิทธิพลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ต้องยึดมั่นในหน้าที่ในการเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง

นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ นครปฐม

ขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพ ผม เผดิมชัย สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดนครปฐม ต้องขออภัยนิดหนึ่ง เพราะว่าเสียงเนื่องจากเป็นไข้อยู่นะครับ แต่มีความจําเป็นมากที่วันนี้ ต้องขอขอบคุณ ผมคิดเสมอว่าสภานั้นเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของประชาชน แล้วก็คิดอยู่เรื่อยว่า ทําอย่างไรจะทําให้ความรู้สึกของสภานั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์แก่ประชาชนเรา สิ่งที่น่ากลัว ที่สุดในชีวิตของการเป็นผู้แทนราษฎรนั้นคือผู้แทนราษฎรทุกคนผมว่าเหมือนกับเพื่อนสมาชิก ไม่ว่าซีกไหนก็แล้วแต่เราห่วง ห่วงประชาชนอาจจะแตกต่างกันไป อาจจะวิตกกันเกินไป ผมห่วงอย่างหนึ่งว่าบางครั้งชีวิตผู้แทนราษฎรจนถึงปัจจุบันทุกเช้าเราจะต้องรับทราบถึง ปัญหาของประชาชนที่มาพบหา เพราะเขานึกว่าเรานั้นสามารถที่จะบันดาลอะไรให้เขาได้ ที่จะช่วยอะไรให้เขาได้ ผมนึกเสมอว่าทําไมอํานาจของประชาชนนั้นสร้างความกังวล ให้ผมได้ตลอดเวลา ลูกเข้าโรงเรียนไม่ได้ มีปัญหาตกงานบ้าง มีปัญหาอะไร ทําไมถึงมี อิทธิพลต่อความรู้สึกของผู้แทนราษฎร ผมห่วงเสมอในเรื่องพวกนี้จนถึงปัจจุบัน ผมห่วงว่า ลูกน้องของผมนี่ ที่เราเป็นผู้แทนราษฎรมาช้านาน ห่วงว่าคําว่าบ้านใหญ่ ที่จังหวัดนครปฐม ให้ฉายาบ้านผม ทั้ง ๆ ที่บ้านผมก็ไม่ได้ใหญ่กว่าบ้านบางคนเลยก็เพราะว่าอะไร เพราะห่วงว่าลูกน้องของเราไปทําอะไรที่ไม่ดีแก่ประชาชน ไปอวดอิทธิพล ไปอวด อํานาจบาตรใหญ่ ในความที่เจ้านายของตัวเองนั้นเป็นผู้แทนราษฎร ก็ต้องเรียกมากําชับ จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ปากเปียกปากแฉะจนถึงปัจจุบันนี้ครับท่านประธาน ผมเองนั้น มีผู้ช่วยผู้แทนราษฎรอยู่ ๔-๕ ท่าน ผมบอกแม้กระทั่งคนขับรถ พนักงานเจ้าหน้าที่ที่พาผม ไปงานต่าง ๆ บอกว่าห้ามเด็ดขาดไม่ว่าจะมีเรื่อง ห้ามขับรถแซงประชาชน ห้ามใช้ อํานาจบาตรใหญ่แซงในที่ประชาชน หรือที่คับขัน หรือที่เอาเปรียบประชาชน จอดรถ ก็ห้ามเอาที่เอาเปรียบประชาชน นี่แหละคืออิทธิพลที่เราผู้แทนราษฎรนั้นไม่ได้แตกต่างกันเลย ในความคิดที่เราจะต้องให้อํานาจที่ยิ่งใหญ่ว่าเราเวลาหาเสียงเลือกตั้งเรายกมือเคาะประตูบ้าน ยกมือไหว้เขา ทุกคนไม่แตกต่างกันเลย ไม่ว่าท่าน หรือผม หรือทุกคน จนถึงปัจจุบัน วันนี้ครับผมเคยตอบปัญหากับประชาชนบางเรื่องว่าทําไมทหารมีอิทธิพลแก่บ้านแก่เมือง มากนัก ผมต้องตอบปัญหาเข้าข้างทหาร เพราะว่าผมเป็นนักเรียนทหารเหมือนกัน เขาบอกว่าทหารนั้นทําไมถึงมีสนามกอล์ฟในกรุงเทพมหานครเยอะแยะ สนาม ทบ. บ้าง เรียนโรงเรียนนายร้อย ทหารที่เขาชะโงกทําไมถึงมีสนามกอล์ฟกัน ทําไมโรงเรียนบุตรหลาน ไม่มีบ้าง ทําไมมีสโมสรหลาย ๆ พันล้านบาทกัน ไม่ว่าราชนาวี ไม่ว่าที่ไหน มีเยอะแยะไปหมด และทําไมโรงเรียนต่างจังหวัดถึงไม่มี ห้องสมุดไม่มี ห้องโสตทัศนอุปกรณ์ไม่มี ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ทําไมไม่มี ผมตอบให้ทหารทั้งสิ้นเพราะความมีเลือดทหาร ผมบอกว่าทหารนั้นเราต้องให้อภิสิทธิ์ เพราะว่าเขาป้ องกันประเทศของเรา เป็นรั้วของชาติ ที่จะมีศัตรูเข้ามาทําร้ายประเทศไทยนั้นชีวิตแรกก็คือทหาร เพราะฉะนั้นผมเองต้อง ให้เกียรติทหาร ภาษีประชาชนก็ต้องให้เกียรติทหาร เพราะพวกเราทํามาหากิน ทํามาค้าขาย อุดมสมบูรณ์เราก็จะมีรั้วอย่างสมบูรณ์ ตราบใดถ้าเราทํามาหากินสมบูรณ์แล้วเกิดมีข้าศึก เข้ามาแย่งที่ทํามาหากินของเราโดยภัยต่างประเทศนี่ทหารนั้นก็จะเป็นคนกลุ่มแรกที่จะ ช่วยเหลือเรา ท่านประธาน วันนี้คงจะห้ามไม่ได้ ผมไม่คิดว่าทหารนั้นจะคิดร้ายต่อประชาชน ของตัวเอง และผมก็ไม่คิดจริง ๆ ผมเพียงแต่คิดว่าในมุมของผู้แทนราษฎรนั้น แม้กระทั่ง ในสภาผู้แทนราษฎรนับครั้งได้ ผมไม่เคยที่จะขึ้นมาประท้วง ผมไม่เคยคิดที่จะมา ต่อว่าต่อขานผู้แทนราษฎรด้วยกันทั้งสิ้น เพราะผมรู้ที่มาที่ไป ผมรู้ว่าชีวิตของเรานั้นผูกพัน ในความเป็นผู้แทนราษฎร เราไปติดยึดกับคําว่าพรรคทั้ง ๆ ที่ที่แท้จริงแล้วพรรคไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา เป็นที่ของสมาชิกของประชาชนที่สมัครมาอยู่กับพรรคการเมือง มีครั้งหนึ่งเป็นเรื่องจริง ท่านเนวิน ชิดชอบ ต้องขออภัยที่เอ่ยนาม ตอนนั้นไม่ว่าพรรคไหนก็ไม่ต้อนรับท่านเนวิน เพราะกลัวว่าจะไปสร้างให้ภาพของพรรคนั้นเสียหาย อาจจะมีฉายาว่าห้อย ๑๒๐ มีหลายประเด็น ผมตอนนั้นอยู่พรรคเอกภาพ ท่านเนวินได้มาขอสมัครเป็นสมาชิกพรรค ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน นั้นอาจจะไม่เห็นด้วย ต้องขอประทานอภัยนะครับที่เอ่ยนาม อดีตหัวหน้าพรรคผม ผมเป็นกรรมการบริหารพรรค ผมพยายามนั่งคิด ๓ วัน ๓ คืน ว่าทางออกจะทําอย่างไร เพราะว่าเป็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกันในอดีต ผมไปนั่งคิดจนกระทั่งผมตกผลึกเอาหนังสือมาอ่านว่า อ๋อ ท่านอุทัยก็สอนผมนี่ว่า พรรคการเมืองไม่ใช่ของเรา คนจังหวัดบุรีรัมย์นั้นมีสมาชิกพรรคเอกภาพอยู่หลายคน มีสมาชิกสมัครมาอยู่กับพรรคเรา แล้วโอกาสของเราล่ะ ผมไม่ได้รับเขาในฐานะเป็น ส.ส. ผมรับในฐานะเขาเป็นสมาชิกพรรค แล้วผมสามารถที่จะต้องส่งสมาชิกพรรคไปลงเพื่อให้ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน ชีวิตผู้แทนราษฎรนั้นผู้พิพากษาของเรานั้นคือประชาชน เขาจะให้ เราเป็นก็ได้ เขาจะไม่ให้เราเป็นก็ได้ ถ้าหากว่าเราทําชั่ว ทําไม่ดี เพราะฉะนั้นคุณเนวิน ชิดชอบ ถึงได้มีโอกาสเพราะคําว่าพรรคการเมืองซึ่งไม่ใช่ของเรา เราอย่าไปยึดมั่นติดมั่นว่า นั่นมันคือของเรา วันนี้โอกาสที่เกิดขึ้นนั้นผมไม่ได้อิจฉาท่านเนวิน ผมไม่ได้อิจฉาเพื่อนสมาชิก ทุกคนที่มีอํานาจและบารมี เพราะตัวผมเองนั้นจะบอกว่าอํานาจและบารมีนั้นเป็นสิ่งที่น่ากลัว ถ้าเราปกครองไม่ได้ อํานาจและบารมีที่แท้จริงนั้นมันต้องเกิดจากการมีพรหมวิหาร ๔ ไม่ว่า เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เราต้องรู้ว่าเรามาจากใคร เวลาเราไปเคาะประตู ขอคะแนนประชาชน แต่เวลาประชาชนมาไม่ใช่หันก้นให้กับประชาชน เราต้องเข้าใจ ความรู้สึกของประชาชนที่เป็นใหญ่ เพราะเขาทุกคนเสียภาษีอากร เขาทํามาหากินให้เรา ผมพูดเสมอว่าคนกรุงเทพฯ นั้นโชคดี ตึกรามบ้านช่องนั้นตารางวาละหลายแสน หลายล้านบาท แต่ต่างจังหวัดทํานาทําไร่ตารางวาละไม่ถึง ๕๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ บาท ทําเลี้ยงคนกรุงเทพฯ ทั้งสิ้นไม่ว่าผัก ปลา อาหาร ผมยังหวั่นใจว่าพี่น้องเข้ามาในกรุงเทพฯ สร้างความเดือดร้อน แล้วจะเกิดการกระทบกระทั่งกับผู้ที่ต้องไปทํามาหากินในอีกธุรกิจหนึ่ง คือนักธุรกิจซึ่งมีอาคารพาณิชย์อยู่เยอะแยะ ไม่มีไร่นาสาโทจะไปทํางานทีก็ลําบาก วันนี้ มันเป็นสงครามประชาชน ต่างจังหวัดน่าสงสารถ้าเขาไม่เดือดร้อนคงไม่มานอนตากแดด ริมถนนหรอกครับ แล้วเขาก็คงไม่อยากมารบกวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ หรอกครับ วันนี้ สงครามประชาชนเบื่อกันเอง โกรธกันเอง ไม่ใช่วิธีสมานฉันท์ ไม่ใช่วิธีที่ชักจูงเอาทหาร ซึ่งเป็นรั้วของชาติมากําราบประชาชนของเรา ถึงแม้ว่าประชาชนจะผิด จะเข้าใจผิด ถึงแม้ว่าประชาชนนั้นจะไม่รู้อะไรเลยว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ แต่ความเป็นผู้แทนราษฎร แต่ละจังหวัดนั้นบ้าน ๗๖ หลัง ความคิดไม่เหมือนกันครับ ๗๖ หลังของประเทศไทย ไม่เหมือนกันครับ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมยืนยันและนั่งยันตลอด แต่ว่าในชีวิตของพวกผมตั้งแต่ เป็นผู้แทนราษฎรหรือตัวผมเป็นมาหลายพรรค ถูกยุบก็แล้ว เป็นพรรคตัวเองก็แล้ว สถาบันนั้นเป็นเรื่องที่พวกเราไม่ควรจะเอามาพูดกันอย่างยิ่ง ทุกคนรักเหมือนกันหมด ทุกคนเคารพเทิดทูนเหมือนกันหมด ไม่ต้องมาบอกแสดงตนว่าจะต้องตายเพื่อสถาบัน ทุกคนพร้อมที่จะตายถ้าใครมาระรานสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา วันนี้ไม่ว่าอนาคต จะเป็ นอย่างไรไม่ต้องไปห่วง ห่วงปัจจุบันเถอะครับ ท่านเหนื่อยไหมที่ตื่นเช้ามา เพราะกลางคืนต้องมีคนนั้นออกมาหน้าทีวีพูดคนโน้นพูดคนนี้ ผมไม่ถือว่าเป็นสาระหรอก แล้วผมไม่ถือว่าจะเข้าข้างหรือจะหาอะไรมาแก้ตัวกันตัวเอง เพราะคนจัญไรคือคนแก้ตัว คนดีคือคนแก้ไขครับ เราจะทําอย่างไรให้ยุติไม่ให้ชีวิตเลือดเนื้อของประชาชนที่เราพูดอยู่เสมอว่าเรามาจาก ประชาชน เราจะหยุดอย่างไร เลือดออกนิดหนึ่งพลาสเตอร์ (Plaster) ปิดได้ แผลเหวอะหวะ เย็บได้ แต่ชีวิตเย็บได้ไหม ซื้ออะไหล่มาเปลี่ยนได้ไหมไม่มีทาง สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือใจครับ ถ้าใจมีบาดแผลฉกรรจ์ลึกไปนี่บ้านเมืองแตกร้าว บ้านเมืองแตกฉานลึกลงไป เพราะอะไร เพราะทุกคนเหมือนกันครับ ไม่ว่าตัวผมหรือตัวใคร เพราะอยากอยู่ในอํานาจ ไม่ต้อง ปฏิเสธนะครับว่าท่านอยากจะอยู่ในอํานาจหรือไม่ ท่านกลัวหรือในเมื่อเสื้อหลากสีบอกว่า ไม่อยากยุบสภา ท่านบอกอีกฝ่ายหนึ่งอยากให้ยุบสภาก็ยุบไปสิ ถ้าเสื้อหลากสีมากกว่า เสื้อหลากสีก็ชนะไป เหมือนอย่างที่คุณป้ำคนหนึ่งเมื่อคืนออกทีวีตอบโจทย์ ผมเห็นด้วยครับ เพราะสิ่งหนึ่งนั้นนาทีนี้เราต้องยุติความสูญเสียเลือดเนื้อ ไม่มีใครหรอกครับที่เสียภาษี แล้วก็จะเอาปืนมายิงกันหรือทําอะไรกัน ไม่มีใครอยากทําอย่างนั้นเล่น ๆ หรอกครับ ท่านประธานครับ ผมขอวิงวอนท่านไปถึงฝ่ายผู้บริหารผู้ที่มีอํานาจของประเทศชาติเรา ไม่เป็นไรถ้าท่านอยากจะให้เกิดต่อไปก็ไม่เป็นไร ท่านอยากเห็นความสูญเสียล้มตาย มากกว่านั้นก็ไม่เป็นไร แต่ผมเตือนไว้นะครับ บ้านเมือง ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์นั้น ศาสนาเป็นเรื่องสําคัญ อภัยนั้นคืออาวุธที่ยิ่งใหญ่ ใครจะผิดจะถูกนั้นไม่ใช่ อย่าให้สูญเสีย ต่อไปเลยครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับที่ต้องเกินเวลามานิดหน่อย ขอบคุณครับ