วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องความขัดแย้งในประเทศไทย โดยพูดถึงเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 และการเลือกตั้งในปี 2550 ที่นำไปสู่ความขัดแย้งและความไม่สงบในประเทศ นอกจากนี้ยังพูดถึงการชุมนุมของกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาล และผลที่ตามมาของการชุมนุมนี้ รวมถึงการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บของประชาชนและทหาร
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ทั้งทางท่านประธานชัยที่ได้ใช้อํานาจของตัวท่านเองในการที่จะเปิดให้มีการอภิปราย แล้วก็ต้องขอบคุณทางท่านนายกรัฐมนตรีที่วันนี้ได้มีความรับผิดชอบในส่วนหนึ่ง ซึ่งพวกเราเองหวังว่าการพูดคุยกันในทางสภาจะเกิดประโยชน์ ขออนุญาตท่านประธานครับ ต้องยอมรับว่าความขัดแย้งนี่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นมา เรารู้กันดีอยู่แล้วครับว่าความขัดแย้งนั้น เกิดขึ้นมาจากการปฏิวัติ รัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แล้วมันก็เกิด ในเรื่องของการวางแผนวางงานกันเกิดขึ้นมา จนกระทั่งมีการเลือกตั้งในระบบที่เรียกว่า ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งตรงนั้นเป็ นที่มาที่ไปของความคิดที่แตกต่างกัน และความคิดที่แตกต่างกันทําให้ความเชื่อที่มีความเชื่อโดยความบริสุทธิ์ใจทั้ง ๒ ฝ่าย จะไปบอกว่าเป็นฝ่ำยหนึ่งซึ่งเป็นฝ่ำยของผู้ชุมนุมวันนี้ก็ได้ แล้วก็อีกกลุ่มหนึ่งก็เป็น ความเชื่อเช่นเดียวกันว่าสิ่งที่กระทําจะถูกหรือผิดนั้นไม่มีใครบอกกล่าวได้ แต่สิ่งที่ เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้หลังจากที่มีการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ตรงนั้นแหละครับมีการเลือกตั้งแล้วนี่แทนที่จะมีความสงบ ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งบอกว่าคณะผู้ร่างนั้นมีความประสงค์อยากจะทําให้เกิด ความยุติธรรม แต่บ้านเมืองมันเกิดในเรื่องของความเชื่อที่มีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ก็เลย มีเรื่องกันมาจนถึงทุกวันนี้ แต่ก่อนหน้าสมัยท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ท่านนายกรัฐมนตรี สมชาย เหตุการณ์มันก็เหมือนกันละครับ แต่มันอาจจะมีความรุนแรงที่แตกต่างกันกับวันนี้ เพราะเหตุการณ์ในวันนั้นการทํางานของรัฐบาลชุดที่ผ่านมานั้นแทบจะไม่ได้รับความร่วมมือ จากทางหน่วยงานของภาครัฐ ก็เลยมีการดูกันว่าการที่หน่วยงานไม่ได้รับความไว้วางใจ ตรงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงจนกระทั่งมีการยุบพรรค แล้วก็มีการก่อตั้งพรรคใหม่ขึ้นมา แล้วก็มีการเกิดรัฐบาลใหม่ ท่านประธานครับ ถามว่าความเชื่อนี่มันก็ยังคงอยู่ แล้วบอกว่า วันนี้ถ้าเกิดรัฐบาลใหม่ขึ้นมานี่ความเชื่อให้มันหายไปได้ไหม มันคงเป็นไปด้วยความยากลําบาก ผมเป็นผู้แทนราษฎรนี่ผมก็ไม่อยากให้ปัญหาเกิดขึ้น แล้วไม่อยากให้ประเทศชาติ เดินต่อไปไม่ได้ ถ้าเกิดวันนี้เราไม่พูดคุยกันนี่มันก็คงจะเป็นเรื่องยากลําบาก ขออนุญาต ท่านประธานครับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานี่กําลังต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ถ้าบอกว่าฝ่ายชุมนุมนั้น ชุมนุมกันอยู่ที่บริเวณพื้นที่ในส่วนของถนนราชดําเนินตรงสะพานผ่านฟ้ำลีลาศนี่ ท่านนายกรัฐมนตรีเอง รัฐบาลเองก็บอกว่าในขณะที่มีการชุมนุมท่านไม่ได้ห้ามหรอกครับ แต่พอมาชุมนุมที่ราชประสงค์นี่ท่านบอกว่าตรงนี้เป็นเขตพื้นที่เศรษฐกิจไม่ควรที่จะมี การชุมนุมในบริเวณดังกล่าว ขอคืนพื้นที่ แล้วก็มีการออก พ.ร.ก. ภายใต้ พ.ร.ก. นี่ ออกเมื่อวันที่ ๑๔ ถ้าจําไม่ผิดคือวันพฤหัสบดี ขออนุญาตครับ ผมจําวันที่ผิดนะครับ วันที่ ๗ ซึ่งเป็นภาวะซึ่งออก พ.ร.ก. แล้วประกาศออกมา หลังจากนั้นไม่นานก็บอกกันครับ บอกว่าการขอคืนพื้นที่นี้จะขอที่ราชประสงค์ แต่ท้ายที่สุดผมไม่รู้ว่าคิดอย่างไรนะครับ บอกว่าให้ไปชุมนุมที่ถนนราชดําเนินไม่มีปัญหา เมื่อวันที่ ๑๐ นี่ครับเป็ นต้นเหตุ เพราะการเจรจานี่ ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลบอกว่าจะพยายามสร้างให้เกิดความสมานฉันท์ ในประเทศชาติ จะพยายามไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกันในประชาชน หรือความเป็น มาตรฐานต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันภายใต้กฎหมายฉบับเดียวกัน แต่ดูเสมือนว่า สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผ่านมามันก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่ามันไม่ใช่ แล้วมันก็ไม่ชัด เมื่อวันที่ ๑๐ นี่ เป็นต้นเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผมบอกได้เลยครับว่ากลุ่มผู้ชุมนุมต่าง ๆ เหล่านี้ที่มา ชุมนุมนี่อาจจะมีการเคลื่อนพลไปในถนนต่าง ๆ และอาจจะมีการชุมนุมเพื่อเรียกร้อง มันผิดกับม็อบ (Mob) อื่นนะครับ ม็อบนี้เป็ นม็อบที่เขาไม่ยอมรับการบริหารงาน ของรัฐบาลชุดนี้ แล้วก็หาทางที่จะยุติความขัดแย้งกัน ก็เลยเสนอเงื่อนไขว่าจะต้อง มีการคืนอํานาจให้กับประชาชน แต่ถ้าเป็นม็อบเกษตรกรซึ่งมาชุมนุมแล้วมีการเจรจากัน หรือม็อบที่เดือดร้อนโดยประชาชนในองค์กรต่าง ๆ นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นรัฐบาลเอง คงจะต้องลงไปดูและแก้ไขเป็นการด่วน แต่ผลปรากฏว่าจากการชุมนุมกันขึ้นมานี่ ผมบอกว่ามีการเจรจากันภายใต้แรงกดดัน แล้วก็มีทีวีมาถ่าย ๒ ข้าง ๒ วันก็จบ มาถกเถียงกันเรื่องเดิม สุดท้ายการเจรจาก็ล้ม แล้วก็มาเข้าสู่ความกดดันกันเกิดขึ้น นี่ละครับเป็นต้นเหตุอันหนึ่ง แต่ผมสงสัยครับท่านประธาน ผมสงสัยเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ที่ผ่านมามีการสูญเสียพี่น้องประชาชนกลุ่มหนึ่งรวมถึงทหาร แต่จะบอกกล่าวว่าขณะที่มี การสูญเสียทั้ง ๒ ฝ่าย และมีคนตาย รวม ๒๕ คน ผู้บาดเจ็บอีก ๘๖๓ คน ทั้งหมดนี้ถ้าจะ บอกว่าใครผิดใครถูกนี่ ผมต้องถามครับว่าในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัย ความมั่นคง โดยเฉพาะภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ ทางรัฐบาลเองได้พยายามดูแลพี่น้องประชาชน ที่ชุมนุมอย่างเต็มที่หรือเปล่า การใช้กําลังในการเข้าสลายการชุมนุมและการกดดันต่าง ๆ โดยใช้อาวุธทั้งด้านกําลังและทหารออกมาเป็นจํานวน จะบอกว่าเฉียด ๆ แสนคนก็เป็นไปได้ เพราะจากตัวเลขนี่มันเพิ่มขึ้นมา ๆ โดยตลอด ผมทราบรายละเอียดจากสื่อมวลชน วันที่ ๑๐ มีกําลังอยู่ประมาณ ๖๓,๐๐๐ คน ณ วันนี้ ผมไม่ทราบแต่ในขณะนี้เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นโดยการใช้กําลังและอาวุธ ผมมองไม่ออกครับว่า วันนี้ต้องถามครับว่าอาวุธที่เห็นเป็นอาวุธของทางทหารหรือเปล่า เพราะทางทหารบอกว่า มีอาวุธส่วนหนึ่งที่หายไปต้องขอคืน และเอาอาวุธออกมาทําอะไร แล้วการที่ใช้กําลัง ท่านบอกว่าจะใช้แบบมาตรฐานสากล คําว่ามาตรฐานสากลในที่นี้ผมก็สงสัยต่อไปว่า ท่านใช้อะไรในการที่จะเข้ามาดูการสลายการชุมนุมอย่างเบาแล้วก็ค่อย ๆ ไปถึงหนัก รวมถึงการใช้อาวุธกระสุนต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นการสลายการชุมนุมแบบสากลหรือเปล่า รวมถึงการใช้เฮลิคอปเตอร์ที่บินวนอยู่บริเวณสะพานผ่านฟ้ำลีลาศ มีทั้งการทิ้งแก๊สนํ้าตา ลงมาใส่ผู้ชุมนุม เขาใช้กันในหลักการอย่างนี้หรือเปล่า สิ่งนี้รัฐบาลจะต้องพิจารณา และต้องตอบ ส่วนหนึ่งนั้นเมื่อมีผู้ตายผมคิดว่าพี่น้องประชาชนเองในส่วนหนึ่งก็คงจะต้อง ติดตามเหตุและผลว่าทําไมการสลายการชุมนุมตรงนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจํานวนถึง ๒๕ คน รวมถึงทหารด้วยนะครับที่พูดถึงนี้ ถ้าหักทหารออก ๕ นายก็จะมีจํานวน ๒๐ คน ขออนุญาตครับว่าสิ่งที่ปรากฏชัดว่ากําลังเข้ามาแล้วก็สลายการชุมนุมในส่วนนั้น จนกระทั่งมีการเจ็บ ตาย และท้ายที่สุดก็เคลื่อนกําลังออก ผู้ชุมนุมเองก็จัดงานศพ แล้วก็ย้ายออกมาอยู่ที่ราชประสงค์เป็นจุดเดียวกัน แต่วันนี้ไม่มีความพยายามที่จะมีการพูดคุย หรือเจรจา ก็มีแต่เพียงว่าได้มอบหมายให้คนโน้นคนนี้ จนกระทั่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท่านกอร์ปศักดิ์ออกมาพูดบอกว่าเขาเองไม่ได้รับเป็นผู้เจรจาแล้ว ก็เลยทราบว่ามีการเจรจา แบบลับ ๆ คําว่าลับ ๆ ผมยังสงสัยจะต้องสอบถามว่าแล้วที่ไม่ลับไม่มีหรือในการที่จะพูดคุยกัน ให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อให้เกิดความปรองดองและหาทางลง ผมเชื่อว่ากลุ่มผู้ชุมนุม เขาไม่มีความประสงค์หรอกครับที่บอกว่าไปกั้นตรงโน้นตรงนี้ แล้วจะบอกว่าปล่อยให้ รัฐบาลเข้ามาทําร้าย เขามองอย่างนั้น แต่เป็นความเชื่อว่าเมื่อมีคนตายและมีการใช้อาวุธ ก็ต้องมีการป้ องกันตัวไม่ให้เกิดความเสียหายในกลุ่มของผู้ชุมนุม อันนี้นะครับ เพราะแรง กดดันจาก ศอฉ. ที่บอกว่าจะต้องสลายวันโน้น สลายคืนนี้ แม้กระทั่งวันนี้มีการปะทะกัน ที่ดอนเมืองก็มีคนเจ็บ ไม่รู้ว่าล้มตายหรือเปล่า สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นปรากฏการณ์ซึ่งบอกได้ ยากว่าการที่คนจํานวนมากไม่กลัวอาวุธ ไม่กลัวตาย ออกมาชุมนุม แล้วทหารก็ประกาศ ทางรัฐบาลก็ประกาศ กลุ่มต่าง ๆ ก็มาเรียกร้องเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่แตกหลายสี ออกมา กลุ่มพันธมิตรก็มากดดันต่าง ๆ เหล่านี้ ผมถามว่าทางรัฐบาลจะมีทางออกให้ หรือเปล่าในลักษณะอย่างนี้ และที่สําคัญคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมามักจะถูกบอกกล่าวว่า มีกลุ่มผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ท่านประธานครับ ผมต้องเรียนถามว่าในลักษณะ อย่างนี้เป็นการกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมหรือเปล่า เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นในครั้งที่แล้ว เมื่อปี ๒๕๕๒ วันที่ ๘-๑๕ เมษายน คณะกรรมการตรวจสอบตรวจสอบมาแล้วว่าไม่พบ อาวุธใด ๆ เมื่อไม่พบอาวุธใด ๆ แต่ปรากฏภาพครับว่ามีกลุ่มอ้ายโม่งใส่เสื้อสีดําเหมือนกัน ยิงประชาชน แต่วันนี้กลับบอกว่ามีกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม มัน หาเหตุและผลตอบไม่ได้และสื่อต่าง ๆ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าอยากให้มันสมานฉันท์ ทีวีของท่านของดอกเตอร์เจิมศักดิ์กับของคุณเสรีที่จัดมันมองภาพ ได้ด้านเดียว ทําไมท่านไม่ให้พิธีกรใหม่แล้วก็เชิญฝ่ายผู้ชุมนุมไปพูดว่าสาเหตุใดทําไมถึง ออกมาชุมนุม ท่านให้เวลาและให้โอกาสบ้าง เหมือนกันครับวิทยุต่าง ๆ ทีวีต่าง ๆ จอทีวี ถูกปิดกั้นที่เป็นจอที่อีกฝ่ายหนึ่งที่เขาจะสามารถที่จะพูดกล่าวได้ในส่วนของคนที่ชุมนุม ก็ไม่มีโอกาสดู คนมันก็เลยเคลื่อนเข้าไปอยู่ในแหล่งที่ชุมนุมเพราะเขาเชื่อว่าการกระทํา อย่างนี้ไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ ท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นผมมองว่าถ้าจะให้มีการพูดคุยกันในสภาแห่งนี้เป็นทางออกอย่างหนึ่ง แต่ต้องลงสู่การปฏิบัติ การตรวจสอบที่กล่าวหาเรื่องอาวุธในพื้นที่ก็ต้องมาพูดคุยกันครับว่า สิ่งที่กล่าวหานั้นมีจริงหรือเปล่า การก่อการร้ายที่เกิดขึ้นท่านระบุมาอย่างนี้มันเสียหาย กับผู้ชุมนุม และสิ่งที่สําคัญคือท่านไปกล่าวว่ามีขบวนการที่พูดกันว่ามีขบวนการในการที่จะ ล้มสถาบัน แล้วก็ไปพูดกล่าวว่ามีกลุ่มคนจํานวนหนึ่งและรวมถึงท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ๒ ท่าน ทั้งท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ กับท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นําประเทศ การกล่าวหาอย่างนั้นเหมือนกับว่าท่านเองกําลังทําให้เกิดความคิด คนละด้านกับพี่น้องประชาชน กับคนที่เขามีความเชื่อที่แตกต่างกันเกิดความรุนแรงขึ้นมา ผมมองภาพอย่างนี้ครับท่านประธาน สิ่งที่ทางรัฐบาลเดินอยู่นี้ ผมว่าเดินผิดหรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ประชาชนส่วนใหญ่เขามองว่าถ้ารัฐบาลขืนเดินอย่างนี้ความสงบจะไม่เกิดขึ้น ความรุนแรงจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะคําว่าจะปราบและจะเอาชัยชนะ แล้วตามมาด้วย พื้นที่ต่าง ๆ นอกเหนือจากพื้นที่ที่กําลังมีปัญหาในกรุงเทพมหานคร ต่างจังหวัดก็เริ่มสูงขึ้น และความสูงของอารมณ์ของคนและประชาชนที่อยู่ต่างจังหวัด เราเองคงไปห้ามปรามเขา ไม่ได้ เพราะกลุ่มเหล่านั้นก็บอกแล้วครับว่าเขาทําเพราะความเชื่อ ท่านประธานครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเองผมว่าต้องแสดงความรู้สึกที่ดีต่อประชาชน เพราะท่านเองนั้น เป็นคนที่ดูแลพี่น้องประชาชนทั้งชาติ ถึงแม้ว่าการเชื่อในเรื่องของความคิดและความรู้สึกนั้น จะเป็นความเชื่อของประชาชน แต่ตัวท่านเองนั้นถือว่าท่านเองขณะนี้กําลังบริหารประเทศชาติ จะทําอย่างไรก็ตามต้องลงมาคุยกับประชาชนผู้ชุมนุม และต้องพูดคุยกันในฐานะคนที่จะ ดูแลประเทศ แต่เมื่อไรถ้าท่านไม่ดูแลพวกเขาเหล่านั้นและยังถือเสมือนว่าพวกเขานั้น เป็นศัตรู ท่านเองก็อาจจะถูกตอบโต้ในลักษณะอย่างนี้ ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมต้องขอขอบคุณนะครับที่ได้มีการพูดคุยในวันนี้และอาจจะมีข้อยุติบางประการ ขอบคุณครับ