สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๓ · ๒๘ เมษายน ๒๕๕๓

สุชัย งามจิตต์เอื้อ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติที่เสนอขึ้นมาในสภา โดยเน้นย้ำถึงข้อกฎหมายและกรณีตัวอย่างที่เคยพิจารณาในอดีต และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการพิจารณาเพื่อให้เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 37 วรรคสาม และเรียกร้องให้แก้ไขปัญหาเกี่ยวกับการจัดชั้นระดับการศึกษาของโรงเรียน

นายสุชัย งามจิตต์เอื้อ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุชัย งามจิตต์เอื้อ สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะกรรมาธิการนะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานเพื่อชี้แจงในส่วนของประเด็นว่ากฎหมายที่เสนอขึ้นมานั้น โดยทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่า ๒๐ คน หรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งนี้นะครับ แล้วเกิดประเด็นขึ้นมาว่าเป็นกฎหมาย เป็นร่างพระราชบัญญัติที่เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ทางกรรมาธิการเองก็ยอมรับว่าในประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญแล้วก็เป็นประเด็น ในเรื่องของข้อกฎหมาย กระผมขอกราบเรียนที่ประชุมในฐานะกรรมาธิการวิสามัญนะครับ เมื่อได้ดูข้อกฎหมายแล้วนะครับ แล้วก็ได้วิเคราะห์ในส่วนของการดําเนินการในการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสภานั้นเองต้องถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๔๒ มาตรา ๑๔๓ ซึ่งกําหนดว่าอะไรเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ แล้วก็มีกระบวนการตามมาตรา ๑๔๔ อย่างไรก็ตามก็ต้องผนวกรวมกับข้อบังคับ การประชุมสภาด้วย ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงแล้วก็ในข้อกฎหมายในการพิจารณาในการรับ หลักการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาทั้ง ๓ ฉบับดังกล่าวในวันนั้น โดยในกรณี ข้อเท็จจริงนี้เองมันไม่ได้เข้าข้อ ๑๑๑ ของข้อบังคับ เพราะประธานสภาท่านไม่ได้เห็นว่า มันเป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยการเงิน เพราะว่าในข้อ ๑๑๑ ผมขออนุญาตอ่านครับว่า ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติที่มีผู้เสนอตามมาตรา ๑๔๒ (๒) (๓) และ (๔) ของรัฐธรรมนูญเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ให้ประธานสภา แจ้งให้ผู้เสนอทราบ หากผู้เสนอไม่คัดค้านความเห็นของประธานสภาภายในเจ็ดวัน นับแต่วันส่งคําแจ้งให้ถือว่าไม่เป็นกรณีเป็นที่สงสัยตามมาตรา ๑๔๓ ของรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธานสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้คํารับรอง ปรากฏในการพิจารณาในวันนั้นที่รับหลักการก็คือทางสมาชิกแล้วก็ทางสภาได้มีมติ รับหลักการในตัวร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยมีความเห็นที่ท่านประธาน ได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน เมื่อประธานไม่ได้วินิจฉัยแล้วก็ ไม่ได้เป็นที่สงสัยแล้วนี่มันจึงไม่ได้เข้าข้อ ๑๑๑ แต่ถ้าเป็นที่สงสัยแล้วมันก็ต้องไปเข้าช่อง ตามมาตราของรัฐธรรมนูญตั้งแต่ในมาตรา ๑๔๓ วรรคสองนี่นะครับที่บอกว่า ในกรณี เป็นที่สงสัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินที่จะต้องมี คํารับรองของนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ให้เป็ นอํานาจหน้าที่ของที่ประชุมร่วมกัน ของประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทุกคณะเป็นผู้วินิจฉัย ทีนี้ปรากฏว่าพอรับหลักการแล้วที่ประชุมทั้งสมาชิกทางฝ่ายรัฐบาล แล้วก็ฝ่ายค้านได้ตั้งกรรมาธิการ แล้วก็ในสัดส่วนของร่างที่เป็นประชาชนเสนอก็ได้ มีการตั้งกรรมาธิการเสนอกันเข้ามา กรณีดังกล่าวนี้ผมเคยค้นในตัวอย่างความเห็นของ คณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งเป็นกรณีที่สามารถเทียบเคียงได้อยู่ เพราะในขณะนั้นได้มี การหารือไปยังสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ตอนนั้นเป็นการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วเป็นร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอรวมทั้งหมด ๕ ฉบับ ปรากฏว่าประธานสภา ในขณะนั้นได้วินิจฉัยว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนะครับ แต่ในข้อเท็จจริง ในวันนั้นปรากฏว่าสมาชิกฝ่ำยค้านยังมีความเห็นไม่ตรงกันแล้วก็บอกว่า เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ทางฝ่ายค้านนี่นะครับยังมีความเห็นไม่ตรงกัน แล้วก็บอกว่าเป็นความเห็น แล้วก็เป็น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินนะครับ ทําให้สมาชิกทางฝ่ำยค้านนี่ไม่เสนอ กรรมาธิการในสัดส่วนของพรรคฝ่ายค้านเกิดขึ้น ปรากฏว่าในกรณีข้อเท็จจริงดังกล่าว มีการหยิบยกขึ้นมาเสนออีกครั้งหนึ่งว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นร่างกฎหมาย เกี่ยวด้วยการเงิน ประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านได้วินิจฉัยเป็ นครั้งที่ ๒ ว่าเป็ น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน ตรงนี้เองก็เลยเป็นประเด็นในเรื่องของข้อกฎหมาย ขึ้นมาทันทีว่ากระบวนการจะดําเนินการอย่างไร ตรงนี้ได้ขอหารือไปยังสํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้วก็คณะกรรมการกฤษฎีกาในคณะที่ ๑ ท่านได้มีความเห็น แล้วก็ผนวกรวมกับข้อเท็จจริงดังกล่าวนี้นะครับ ซึ่งท่านบอกว่าตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏนี้ เมื่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรทําหน้าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้เคยวินิจฉัย ในเบื้องต้นแล้วว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๕ ฉบับนี้ไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่เมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้งหนึ่งได้มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับดังกล่าวเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ ในที่สุดประธาน สภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้นท่านก็ได้วินิจฉัยเป็ นครั้งที่ ๒ เป็ นครั้งหลังว่าเป็ น ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน มันก็เลยเกิดกรณีของการตีความ แล้วก็มันจะไปเข้า ในกรณีของการที่จะไปใช้ช่องรัฐธรรมนูญหรือไม่นี่นะครับ ก็ได้มีคําวินิจฉัยว่าการดําเนินการ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไปโดยไม่นํากลับไปดําเนินการตามขั้นตอน ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเสียให้ถูกต้อง จึงน่าจะไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. ๒๕๕๑ ปัญหาที่ว่าร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๕ ฉบับดังกล่าวเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ จึงยังไม่เป็นที่ยุติ ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าถือตามคําวินิจฉัยของประธานสภาผู้แทนราษฎร ในครั้งแรกร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวก็ไม่ใช่ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน แต่ถ้าจะถือตามคําวินิจฉัยครั้งที่ ๒ การวินิจฉัยในครั้งที่ ๒ นี้ก็จะไม่เป็นไปตามขั้นตอน ของรัฐธรรมนูญอีก กรณีเทียบเคียงดังกล่าวนี้ที่กระผมได้เทียบเคียงก็คือในเมื่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎรท่านได้พิจารณาในเบื้องต้นแล้วว่าไม่เป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงิน มีการรับหลักการ แล้วก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการในส่วนของ ฝ่ายรัฐบาล ทางฝ่ายค้านแล้วนี่ ทีนี้เองก็เลยน่าจะไม่ได้ขัดข้อบังคับ แล้วก็มิได้ขัดกับ รัฐธรรมนูญแต่ประการใด

และอีกประการหนึ่งที่จะใช้ในมาตรา ๑๔๔ ได้หรือไม่ ก็ปรากฏว่าในส่วนของ คณะกรรมาธิการนี่ท่านก็ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน แล้วก็จะใช้ กระบวนการตามมาตรา ๑๔๔ อีกประการใด ก็เลยเป็นการอาศัยเหตุผลทางกฎหมาย แล้วก็กรณีเทียบเคียงจากกรณีตัวอย่างที่เคยพิจารณาในร่าง พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก็มากรณีเทียบเคียงอันนี้ซึ่งเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่นี่ ปรากฏว่าเมื่อสภาได้รับหลักการ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ แล้วก็มีการพิจารณาแล้ว ในส่วนของคณะกรรมาธิการวิสามัญก็ได้พิจารณาไปแล้วก็ไม่ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ดู เพื่อบ่งบอกว่าเป็นร่างเกี่ยวด้วยการเงิน ในประเด็นที่ว่าจะเป็นร่างพระราชบัญญัติ เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ กระผมจึงกราบเรียนที่ประชุมในเรื่องของข้อกฎหมาย แล้วก็ ในเรื่องของกรณีตัวอย่างตามที่ได้กล่าวไปแล้วครับ

ในส่วนประเด็นที่ ๒ ที่กําหนดการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๓๗ วรรคสาม แล้วก็เกิดประเด็นขึ้นมาว่าการกําหนดอย่างนี้มันจะมีความเหมาะสมและเกิด ความชัดเจนหรือไม่ ปรากฏว่าในการพิจารณานี้ที่ประชุมก็ให้ความสําคัญกับโรงเรียน ทั้งหมด ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ปรากฏในข้อเท็จจริงว่า ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียนนี่ เป็นการศึกษาที่อยู่ในระดับประถมศึกษาเดิมทั้งหมดก็เลยไม่เกิดปัญหา ไม่เกิดปัญหา ในทางปฏิบัติในจํานวน ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน แต่มีจํานวนอยู่ค่อนข้างจะหลายโรงเรียน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่ท่านผ่องศรีได้อธิบายไปแล้ว แล้วก็มีท่านวิทธยา ท่านก็ได้กล่าวไปแล้วนะครับ การเขียนอันนี้ก็คือการเขียนเพื่ออุดช่องว่าง เพื่ออุดช่องว่าง กับกรณีโรงเรียน ซึ่งกรณีที่จะมีปัญหาได้ว่าถ้าเกิดเขามีการเรียนตั้งแต่อนุบาลขึ้นไป ประถมศึกษาขึ้นไป แล้วก็ไปผนวกรวมถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลายด้วย แล้วโรงเรียนพวกนี้จะอยู่กับใครก็ให้ฝ่ำยนิติบัญญัตินี่ยึด มีถ้อยคําว่า ให้ยึดหลัก การศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญว่าระดับการศึกษานี่มันก็คงไม่บิดพลิ้วไปกว่า ในเรื่องของกระบวนการที่จะให้อาศัยความสําคัญในการที่จะเป็นกรอบในดุลยพินิจ แต่อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเขาเป็ นคณะกรรมการ ซึ่งดูแลภาพรวมในเรื่องของนโยบายการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วมีประธานบอร์ดซึ่งเป็น คนนอกด้วย การที่อาศัยช่องของคณะกรรมการเขาช่วยพิจารณาแล้วก็ช่วยวินิจฉัยมันก็จะ เป็นการดีในเรื่องของอํานาจบอร์ด พออํานาจบอร์ดเขาเสนอขึ้นมายังรัฐมนตรี รัฐมนตรี ก็เป็นโดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะรัฐมนตรีนั้นก็จะอาศัย อํานาจในการประกาศเพื่ออุดช่องว่างในกรณีโรงเรียนต่าง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการใช้ดุลยพินิจ ก็คงไม่ได้แตกต่างกัน แล้วก็คงไม่ได้นอกเหนือไปกว่านั้น เพราะว่าทางฝ่ายนิติบัญญัติ บอกว่าให้ยึดระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นเป็นหลัก มันก็คงไปแก้ไขปัญหาในเรื่องของ กระบวนการในเรื่องของปัญหาที่จะเกิดขึ้น และกระผมขอกราบเรียนว่าในกรณีของ เขตพื้นที่ซึ่งเคยประกาศแต่เดิมนี่ต้องมองย้อนหลังไปที่เขาประกาศเขตพื้นที่ซึ่งรวมกัน การประกาศเขตพื้นที่มันก็จะบรรจุโรงเรียนเข้าไปในตัว แล้วการบรรจุโรงเรียนเข้าไปในตัว มันก็จะเป็นการแยกอย่างชัดเจนว่าอะไรที่เขาสอนอยู่กับประถมศึกษาล้วน ๆ นี่ อย่างไรก็ตาม เขาก็จะเป็นของประถมศึกษาแน่ ๆ อยู่ในสํานักงานเขตประถมศึกษาแน่ ๆ ส่วนของ มัธยมศึกษาล้วน ๆ ก็จะเป็นส่วนของมัธยมศึกษา แต่ในส่วนที่จะอุดช่องว่างก็จะอาศัย ตามมาตรา ๓๗ วรรคสามเท่านั้นเองที่จะมาแก้ปัญหาในทางปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ก็เลยขอกราบเรียนที่ประชุมว่าทางคณะกรรมาธิการก็มีเหตุผลแล้วก็มีความจําเป็ น ที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม แล้วก็จะขอว่าในส่วนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการก็เห็นว่า ในการแก้ไขครั้งนี้ก็มีความเหมาะสม ก็เลยกราบเรียนที่ประชุมครับ