เสน่ห์ ขาวโต ระบุว่า การแบ่งเขตพื้นที่การศึกษาควรให้ความยืดหยุ่น เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้ความสำคัญกับโรงเรียนที่มีวัฒนธรรมและความต้องการเฉพาะเจาะจง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยกล่าวถึงหลักการที่ไม่เพิ่มคนหรือเงิน และการเกลี่ยอัตรากําลังของบุคลากร
กราบเรียนท่านประธานครับ ผม เสน่ห์ ขาวโต รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ ขออนุญาตนําเรียนว่าความห่วงใยของท่านสมาชิกก็เป็นสิ่งที่ดีและเป็นสิ่งที่สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ได้นําเอาไปคิดในการที่จะทําให้เขตพื้นที่ก็ดี โรงเรียนก็ดี มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คือเพื่อที่จะยกระดับคุณภาพ การศึกษาของโรงเรียนแล้วก็ของนักเรียนของเราทั่วทั้งประเทศตรงนี้ ตามประเด็น ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้มีข้อสงสัยตรงนี้ก็ขอนําเรียนชี้แจงว่าที่คณะกรรมาธิการแก้ไข ในมาตรา ๓๗ วรรคสามนั้น ตรงนี้ตามที่ท่านวิทยา ทรงคํา ได้พูดถึงตรงนั้นเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง เพราะว่าโรงเรียนมัธยมศึกษาเดิมนั้นไม่ใช่หมายความว่าสอนเฉพาะมัธยมศึกษา ม. ๑ ถึง ม. ๖ เท่านั้น ก็จะมีสอนเริ่มตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ ก็มีตรงนี้ เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่าเราจะไปเริ่มต้นตามที่ท่านสมาชิกได้ให้คําแนะนํานั้นก็อาจจะทําให้โรงเรียน บางโรงเรียนที่มีวัฒนธรรม มีลักษณะต่าง ๆ เป็นมัธยมศึกษานั้นก็ต้องไปอยู่ในเขตอื่น ซึ่งเขาก็คงไม่พอใจในส่วนนั้น แล้วก็ทํานองเดียวกันก็มีโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา ที่จัดการศึกษาจนกระทั่งถึงมัธยมศึกษาปี ที่ ๖ อันนี้ก็มีอยู่อีกจํานวน ๙๕ โรงเรียน ตรงนี้มันก็จะทําให้เห็นว่าถ้าหากเราเขียนตรงไปเลยอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วมันก็จะทํา ให้เกิดความแข็งตัว แล้วการที่เราจะแก้ไขในโอกาสต่อไปนั้นยาก ฉะนั้นการที่กําหนดไว้เช่นนี้ ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้พิจารณาและเสนอนั้นก็แน่นอนเหลือเกินว่า คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นก็คงต้องฟังข้อมูลจากสํานักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐานด้วยเช่นเดียวกัน ทางสํานักงานก็คงต้องคํานึงถึงความต้องการ ของโรงเรียนทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตรงนี้ว่าเขาจะไปอยู่ตรงไหน อย่างไร ก็แน่นอนเหลือเกินว่าโรงเรียนที่เขาเคยมีวัฒนธรรมองค์กรอยู่อย่างไร เขาก็คงจะอยู่ ในกลุ่มเดียวกันตรงนี้ อันนั้นก็คือเป็นหลักเป็นสิ่งที่สําคัญที่เขียนอยู่ในกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเกิดความยืดหยุ่นขึ้น ถ้าหากว่าเราจะใช้คําว่า เดิม มันก็เกิดปัญหาอีก เกิดปัญหาเพราะอะไร เพราะโรงเรียนที่มาอยู่ในสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม เดิมก็เคยเป็น โรงเรียนประถมศึกษาก็มีเช่นโรงเรียนพุทธโสธร ณ ขณะนี้จัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล จนกระทั่งถึง ม. ๖ สังกัดกรมสามัญศึกษาเดิม แต่เดิมก่อนที่จะมาสังกัดกรมสามัญศึกษานั้น สังกัด สปช. ฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้ถ้าหากว่าเราเขียนคําว่า เดิม ไว้มันก็จะเกิดปัญหา ในเรื่องของการตีความต่อไปอีกตรงนี้ก็ทําให้เกิดปัญหา เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้ตามร่าง ที่เราเสนอมานั้นคิดว่าเหมาะสมแล้ว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนประถมศึกษา ที่เปิดขยายโอกาสจนกระทั่งถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งก็มีจํานวนหนึ่ง ทําไมเราจึงจําเป็น ต้องเปิด สาเหตุที่จําเป็นต้องเปิดเพราะว่าให้โอกาสกับนักเรียนที่อยู่ห่างไกล โรงเรียนที่อยู่ ห่างไกล โรงเรียนที่อยู่ในชนบท ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้ามาเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ในโรงเรียนที่จัดการศึกษามัธยมศึกษา เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จําเป็นเพื่อที่จะให้บริการ กับบุตรหลานของเราทั้งมวลทั้งหมดนั้นตรงนี้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะบอกว่าบางครั้งบางคราวโรงเรียนในสังกัดประถมศึกษาที่เปิดถึง มัธยมศึกษาตอนปลายนั้น บอกว่าบางโรงเรียนก็อยากจะไปอยู่กับประถมศึกษาเดิม และบางโรงเรียนก็อยากจะมาอยู่กับมัธยมศึกษา เพราะว่าเขาจัดการศึกษาไปทางด้าน มัธยมศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้เราก็คงต้องให้โอกาสกับโรงเรียนต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เขียนไว้อย่างนี้จึงเป็นการเปิดโอกาส สํานักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานนั้นสามารถที่จะดําเนินการได้ แล้วก็มีความคล่องตัวในการที่จะบริหารจัดการ ขึ้นตรงนี้ แล้วการที่เราจะกําหนดเขตพื้นที่ไปเลยว่าจะเป็น ๒๐๐ เขต หรือ ๗๖ เขต ของประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษานั้น ตรงนี้ก็อยากจะนําเรียนว่าการที่จะกําหนดเป็นกี่เขตนั้น มันขึ้นอยู่กับทั้งจํานวนของสถานศึกษาก็ดีนะครับ จํานวนของประชากรก็ดี วัฒนธรรมก็ดี หรือว่าความเหมาะสมด้านอื่น ๆ ก็ตาม ซึ่งขณะนี้เราก็เพิ่มมาอีกว่าให้คํานึงถึง ระดับการศึกษาด้วย เพราะฉะนั้นการที่ทางสภาการศึกษาแห่งชาติจะพิจารณากี่เขต อะไรต่าง ๆ นั้นก็คงต้องมองถึงสิ่งต่าง ๆ ที่กําหนดอยู่ในกฎหมายตรงนี้แล้ว เพราะฉะนั้น จะเป็นกี่เขตก็แล้วแต่ทางสภาการศึกษาแห่งชาติก็เอาข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นข้อมูลที่เป็น องค์ประกอบต่าง ๆ พวกนี้ไปพิจารณา การพิจารณานั้นมีทั้งการวิจัย มีทั้งการศึกษา หาข้อมูลในรายละเอียดต่าง ๆ เพราะฉะนั้นความเหมาะสมที่จะกําหนดว่าจะเป็นกี่เขตนั้น ขอความกรุณาว่าทางสภาการศึกษาแห่งชาติเขามีวิธีการในการที่จะไปศึกษาวิจัยเพื่อให้ เกิดความเหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการส่วนนี้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันน่าจะเป็นผลดีมากกว่าการที่เราจะกําหนดไปเท่านั้นเท่านี้เลย แล้วในโอกาสข้างหน้านั้น มันจะมีอะไรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอีกหลายสิ่งหลายประการที่เราอาจจะคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้น ก็คิดว่าการที่เปิดโอกาสไว้เช่นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ดีในการเขียนกฎหมายที่ยืดหยุ่นไม่แข็งตัว เกินไปตรงนี้
และอีกประการหนึ่งก็คือในเรื่องของหลักการที่ท่านรัฐมนตรีได้นําเรียน เมื่อสักครู่ว่าเราไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มเงินนะครับ ตรงนี้เป็นหลักการที่เราต้องคํานึงถึง ก็มีสมาชิกหลายท่านบอกว่าถ้าหากมี ผอ. เขตขึ้นมาใหม่ มีรอง ผอ. เขตขึ้นมาใหม่ จะต้องเพิ่มเงินไหมอะไรต่าง ๆ พวกนี้เป็นต้น ก็ขออนุญาตนําเรียนว่าการที่เราจะจัด บุคลากรเข้าไปในเขตมัธยมศึกษาที่เป็นเขตใหม่นั้นเราต้องเกลี่ยนะครับ เกลี่ยอัตรากําลัง มาจากเขตพื้นที่เดิม เราจะไม่มีการเพิ่มตรงนี้ แล้วการเข้าสู่ตําแหน่งผู้อํานวยการเขตนั้น ตําแหน่งของผู้อํานวยการเขตผู้ที่จะเข้ามาดํารงตําแหน่งได้นั้น ข้อที่ ๑ ก็คือเป็ น รองผู้อํานวยการเขตพื้นที่อยู่ ซึ่งรองผู้อํานวยการเขตพื้นที่นั้นเขามีวิทยฐานะ ชํานาญการพิเศษ หรือเชี่ยวชาญอยู่แล้วตรงนั้น หรือมาจากผู้อํานวยการโรงเรียน ผู้อํานวยการโรงเรียนนั้น จะต้องเป็นผู้อํานวยการโรงเรียนที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ แล้วการที่ข้าราชการครูของเรา ที่จะเลื่อนวิทยฐานะนั้นจะไม่เกี่ยวโยงกับตําแหน่ง เรื่องของเงินนั้นจะไม่เกี่ยวโยง ที่ไม่เกี่ยวโยงเพราะอะไร ยกตัวอย่างเช่นว่ารองผู้อํานวยการเขตพื้นที่ได้รับการคัดเลือก ให้เป็นผู้อํานวยการเขตนั้น การแต่งตั้งก็คือแต่งตั้งให้ไปดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการเขต วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ ฉะนั้นการที่ผู้อํานวยการเขตคนนั้นจะเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก็เป็นความรู้ความสามารถของตัวเองที่จะทําผลงานของตัวเอง เพราะฉะนั้นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษานั้นจะไม่ยึดโยงอยู่กับตําแหน่ง เรื่องของการเลื่อนขั้นหรือว่า เงินวิทยฐานะ ตรงนี้มันจะไม่ยึดกัน มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ทุกคนสามารถที่จะ ทําผลงานของตัวเองเลื่อนวิทยฐานะได้อยู่แล้วตรงนี้ เพราะฉะนั้นจะไม่เกี่ยวข้องกันกับตรงนี้ งบประมาณก็เช่นเดียวกันนะครับ งบประมาณนั้นการจัดสรรงบประมาณของ สํานักงบประมาณให้กับสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นเขาจะจัดมา เป็นก้อนเลยนะครับ เพื่อให้สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นจัดไปให้ เขตพื้นที่ต่าง ๆ หรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนด้วยว่าจะเป็นเท่าไรนั้น สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องมาเฉลี่ยออกไป ไม่ได้กําหนดมาเป็ นว่า เขตนั้นเท่าไรเขตนี้เท่าไรและโรงเรียนนั้นโรงเรียนนี้เท่าไร อันนี้เป็นเรื่องของเม็ดเงินงบประมาณ แล้วเรื่องของสิ่งอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันนะครับ อาคารสถานที่ในขณะนี้เราก็มีการเตรียม ความพร้อมไว้พอสมควรแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่าอาคารสถานที่ที่มีอยู่ก่อนที่เราจะรวม เป็น สพฐ. นั้น เรามีอาคารสถานที่กระจัดกระจายอยู่มากพอสมควร แล้วเมื่อรวมแล้วเราก็ใช้อาคารสถานที่บางจํานวนบางส่วนเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า เรามีเขตพื้นที่เพิ่มเติมขึ้นมาก็เพียงแต่ปรับปรุงอาคารต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นให้เป็นสํานักงาน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้เท่านั้นครับ ส่วนเครื่องมืออุปกรณ์ต่าง ๆ นั้นเราก็เกลี่ยไปจาก เขตพื้นที่เดิมหรือของสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานครับ ขอบคุณมากครับ