บุญยอด สุขถิ่นไทย หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยมีข้อคิดว่าหากเปลี่ยนแปลงตัวของเนื้อหาสาระจะช่วยอะไรแก่การศึกษาของเด็กหรือไม่ และเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการแก้ไขปัญหานักเรียนไม่มีโอกาสศึกษาต่อจนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร จากพรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะได้อภิปรายในวาระที่สองของร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ในวันนี้ ด้วยความเคารพต่อท่านประธาน คณะกรรมาธิการซึ่งเป็นรัฐมนตรีนั้น ท่านก็เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องการศึกษา แต่ว่าก็จะมีข้อคําถามอยู่เล็กน้อยว่าในการที่เปลี่ยนแปลงตัวของเนื้อหาสาระมามันจะ ช่วยอะไรกับการศึกษาของเด็ก ๆ ของเราอย่างไรได้บ้าง คําถามผมมี ๒-๓ คําถามครับ ท่านประธาน คําถามแรกก็คือว่าถ้าจุดประสงค์หลักของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ กําลังจะทําให้มัธยมศึกษาและประถมศึกษานั้นแยกออกจากกันเพื่อให้กระบวนการ ของการบริหารจัดการนั้นดีขึ้น ผมเห็นด้วยกับหลักการนี้นะครับ ปัญหามันจึงตามมา ในประโยคต่อมาที่บอกว่าโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนประถมศึกษาแล้วมีมัธยมศึกษาอยู่ด้วย ม. ๑ ถึง ม. ๓ นั้นจะต้องจัดการอย่างไร ผมคิดว่าอย่างนี้ครับ ผมคิดว่ามันเป็นวิวัฒนาการ ของการจัดโรงเรียนของเราที่ผ่านมา สมัยก่อนเรามีการศึกษาขั้นพื้นฐานเพียงแค่ ประถมศึกษาปีที่ ๗ หรือประถมศึกษาปีที่ ๖ ก่อน หลังจากนั้นมาเราก็บอกว่าให้มี การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๙ ปี มันจึงเกิดการศึกษาแบบขยายโอกาสถูกไหมครับ จากประถมศึกษาก็เลยมีมัธยมศึกษาตามมาอีก ๓ ปี แต่ถ้าเรามามองกันว่าจนถึงขณะนี้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้นระบุในมาตรา ๔๙ อย่างชัดเจนนะครับ บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ซึ่งรัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผมจึงมีคําถามต่อกรรมาธิการว่าในการที่จะมาเปลี่ยนแปลงหรือว่า มีข้อกําหนดตรงนี้มันสะท้อนหรือว่าสอดคล้องต่อรัฐธรรมนูญที่ให้โอกาสเด็กได้ศึกษา ถึง ๑๒ ปีหรือไม่ ผมเห็นอย่างนี้ครับว่าทางกระทรวงศึกษาธิการคงจะต้องทําให้ชัดเจนนะครับว่าท่านจะ บริหารจัดการอย่างไรกับโรงเรียนประถมศึกษาซึ่งสอนมัธยมศึกษาด้วยอีก ๓ ปี แต่ท่าน จะทําอย่างไรล่ะครับ ใจผมผมมองว่าน่าจะมองในแง่ความเข้าใจของประชาชนนะครับ ท่านประธาน ประถมศึกษาก็ประถมศึกษา มัธยมศึกษาก็มัธยมศึกษา เพราะเด็กได้รับ การศึกษา ๑๒ ปีอยู่แล้วก็แยกกันให้ชัดเจนครับ การบริหารจัดการของบรรดาคณาจารย์ อุปกรณ์การเรียน วิธีให้ความรู้ต่าง ๆ จะได้ชัดว่าประถมศึกษาอยู่ประถมศึกษา มัธยมศึกษาไปอยู่มัธยมศึกษา
คําถามต่อมาจึงอยากจะถามต่อกับกระทรวงศึกษาธิการว่าสมัยก่อน เราก็ได้ยินครับ เด็กเรียนประถมศึกษาแล้วเด็กอาจจะไม่มีโอกาสได้ต่อมัธยมศึกษา ตัวเลขปัจจุบันจนถึงขณะนี้เด็กจบจากประถมศึกษาทุกคนได้เรียนมัธยมศึกษาต่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ ถูกไหมครับ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเราบอกว่าต้องจัดให้อยู่แล้ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้นเป้ำประสงค์ของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องไป บริหารจัดการนั้น เด็กทุกคนไม่ว่าจะเรียนอยู่ที่หมู่บ้านใด ตําบลใด ซึ่งมีโรงเรียน ประถมศึกษานั้นต้องได้เรียนมัธยมศึกษาต่อจนถึงจบ ม. ๖ สิครับ ตัวเลขที่เราประจักษ์ชัด อยู่ในข้อมูลก็คือว่าเรามีโรงเรียนประถมศึกษามากกว่ามัธยมศึกษา มันเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะครับ ถ้าในปัจจุบันนี้ หรือท่านจะมีนโยบายในการปรับเปลี่ยนอย่างไร ทําไมโรงเรียน ประถมศึกษากับโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่เท่ากันล่ะครับ หรือรับจํานวนเด็กนักเรียนให้ได้ เท่ากันเป็นอย่างน้อยถูกไหมครับ เพราะเด็ก ๑ คนไม่ว่าจะเรียนประถมศึกษาปี นี้ อีก ๖ ปีข้างหน้า ๗ ปีข้างหน้าก็ต้องไปเรียนมัธยมศึกษาครับ แล้วเรียนไปจนถึงขั้นจบ ม. ๖ ได้ไม่ใช่หรือครับ หรือจะไปอยู่ในอาชีวศึกษา ตอบให้ชัดหน่อยว่าสิ่งที่ท่านเขียน ต่าง ๆ เหล่านี้ แก้ไขต่าง ๆ เหล่านี้ มันได้รองรับตัวเด็กนักเรียนทั้งหมดให้ได้รับการศึกษา อย่างที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้หรือไม่ หรือถ้าเรามามองในมุมของข้าราชการ ผมก็คิดตาม ความเข้าใจของผมนะครับ ผมอาจจะไม่ได้เชี่ยวชาญในเรื่องของการศึกษา ถ้าเป็น ข้าราชการที่สังกัดประถมศึกษาเขาอาจจะไม่มีโอกาสเติบโตเขาจึงอยากจะไปอยู่กับ มัธยมศึกษา ทําไมท่านจึงไม่จัดการให้ประถมศึกษาสามารถเป็นดอกเตอร์แต่สอน ประถมศึกษาก็ได้ เขามีการเติบโตทางอาชีพการงานของเขา มีศักดิ์ศรีอย่างที่ข้าราชการ คนหนึ่งควรจะเป็น มีความเป็นมืออาชีพทางการศึกษาสามารถเติบโตได้โดยไม่จําเป็น ต้องย้ายข้ามจากประถมศึกษาไปอยู่มัธยมศึกษาอย่างนี้ได้หรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ผมเชื่อว่าการถกเถียงกันเรื่องโรงเรียนหนึ่งควรจะอยู่กับประถมศึกษาหรือควรจะอยู่กับ เขตการศึกษามัธยมศึกษาก็จะลดน้อยลง ก็ฝากท่านประธานไปยังท่านประธาน คณะกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการได้ช่วยตอบคําถามด้วยครับ ขอบพระคุณครับ