ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 3 และ 37 โดยเฉพาะการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งอาจนำไปสู่การไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนในการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา และอาจนำไปสู่การบริหารโดยอําเภอใจ ชลน่าน ศรีแก้ว เสนอแนะให้ประธานสภาวางแนวทางชัดเจนในการกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเสนอว่าหากเขียนกฎหมายเพื่อรองรับข้อยกเว้นในการศึกษา ผมเชื่อว่า Grammar Commission จะให้ตัวเลขมา แต่คำตอบของชลน่าน ศรีแก้วไม่ชัดเจน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่กรรมาธิการได้รับร่างของสภาผู้แทนราษฎรไปในชั้นรับหลักการ ท่านประธานครับ ผมเองต้องขอใช้สิทธิของสมาชิกตามข้อบังคับ ข้อ ๑๒๙ ในกรณีที่กรรมาธิการได้ไปแก้ไข เพิ่มเติมถ้อยคําในมาตรา ๓ แก้ไขมาตรา ๓๗ นะครับ ท่านประธานครับ ผมมีคําถาม และมีคําอภิปรายที่จะฝากท่านประธานไปยังทางกรรมาธิการในมาตรานี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ร่างเดิมที่เป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎรที่กรรมาธิการรับไปนี้ ในวรรคสาม ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่สาม นี่คือร่างเดิมนะครับ ให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา กรรมาธิการรับไปแล้วไปปรับปรุงแก้ไข ผมขออนุญาตอ่าน ให้ท่านประธานนะครับ แก้ไขเป็น ในกรณีที่สถานศึกษาใดจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งระดับประถมศึกษาและระดับมัธยมศึกษา ตัดข้อความเดิมออกครับ และเพิ่มเติม การกําหนดให้สถานศึกษาแห่งนั้นอยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใด ให้ยึดระดับการศึกษา ของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ ทั้งนี้ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนด โดยคําแนะนํา ของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนัยอยู่ ๒ นัยครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๑ เปิดกว้างขึ้นในการที่จะให้ฝ่ายบริหารไปกําหนดเขตพื้นที่ การศึกษา จะกําหนดเป็นประถมศึกษาหรือเขตมัธยมศึกษาก็ได้ โดยยึดระดับการศึกษา เป็นสําคัญ คําว่า ระดับการศึกษา ผมฟังกรรมาธิการหลายท่านอภิปรายให้ความเห็น ความหมายตรงนี้ก็ไม่ชัดเจนในเรื่องคํานิยาม เพราะฉะนั้นการที่จะยึดระดับการศึกษา เป็นสําคัญนั้น ท่านจะใช้กระบวนการ วิธีการ หรือระเบียบ ข้อบังคับใด หรือจะใช้ ไปตามอําเภอใจหรือไม่ มีหลักประการใดที่จะให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจว่ามันควรจะ เป็นไปตามกลไกและกฎเกณฑ์อย่างที่มันเป็นอยู่ เพราะมันไม่มีคํานิยามครับท่านประธาน ในประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมต้องขออนุญาตสอบถาม ท่านประธานครับ การกําหนด อย่างนี้เป็นการให้อํานาจฝ่ายบริหารไปดําเนินการเอง หลายเรื่องนะครับ เราเองในฐานะ เป็นฝ่ายนิติบัญญัติเราเคารพเรื่องของสิทธิและอํานาจหน้าที่ของแต่ละฝ่ายอยู่แล้ว ไม่ว่า จะเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือฝ่ายตุลาการ เราถ่วงดุล เราตรวจสอบอํานาจ ซึ่งกันและกัน แต่บางครั้งการให้อํานาจไปกําหนดได้เอง โดยที่มันมีข้อผูกพันเกี่ยวเนื่องกับ สิ่งอื่น ๆ โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณแผ่นดิน สภาแห่งนี้เขาก็มีความลําบากใจ ท่านประธานครับ การกําหนดเขตพื้นที่การศึกษานั้นถึงแม้ในชั้นของการรับหลักการ ทางคณะรัฐมนตรีหรือผู้ที่มาชี้แจงบอกว่าจะไม่เพิ่มงบประมาณเลย ในคําอภิปราย ของสมาชิกหลายท่านชี้แจงชัดเจนครับ เมื่อท่านเพิ่มเขตพื้นที่การศึกษามานี่หลายท่าน บอกว่าอย่าได้หลอกตัวเองเลยมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่ไม่ใช้งบประมาณ ปีแรกอาจจะ หลอกตัวเองได้แต่ปี ต่อ ๆ ไปมันหลอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นความจําเป็ นตรงนี้ ก็มีความจําเป็นอยู่ ท่านต้องตอบให้ได้นะครับว่าเราให้อํานาจไปนี่ท่านไปกําหนดพื้นที่ มันมีผูกพันกับงบประมาณนี่ กระบวนการเหล่านั้นจะผูกพันกับรัฐสภาอย่างไร ผูกพันกับ สภาผู้แทนราษฎรอย่างไร
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ สิ่งที่กรรมาธิการแก้ไขถ้าผมขอตั้ง สมมุติฐานว่า ท่านเขียนกฎหมายเพื่อมารองรับในสิ่งที่เป็นข้อยกเว้นในการศึกษา ในปัจจุบันหรือไม่ ความหมายของผมก็คือว่ามีสถานศึกษาที่จัดการศึกษาที่เป็ น ประถมศึกษาด้วย มัธยมศึกษาด้วย ถ้าถึงระดับ ม. ๓ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการให้ตัวเลขมา คือ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาส แต่โรงเรียนที่จัดการศึกษาที่เป็น ประถมศึกษาด้วย มัธยมศึกษาด้วยถึง ม. ๖ ถามว่ามีสักกี่โรงเรียนในประเทศไทย ผมเอง ไม่มีตัวเลข แต่เข้าใจว่าสิ่งที่กรรมาธิการกําลังเขียนเพื่อจะไปแก้ปัญหาตรงนั้นซึ่งมันเป็น ส่วนน้อยซึ่งเป็นติ่งขึ้นมา ถ้าท่านเขียนกฎหมายฉบับนี้กระบวนการของการจัดการศึกษา มันก็มีความอีหลักอีเหลื่ออยู่ในตัวมันตลอด แต่ถ้ากฎหมายวางแนวทางชัดเจน ถ้าท่านต้องการแบ่งเขตการศึกษาเป็นประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ถ้าเขียนไว้อย่างนี้ ตรงกลางก็ยังจะเพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะถ้าตรงกลางมันสามารถที่จะไป ดําเนินการในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์หรือผลลัพธ์ที่ดูดีมากกว่าก็จะเพิ่มตรงนี้ขึ้นเรื่อย ๆ และที่สําคัญ ท่านประธานครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ในการที่จะให้ลูกหลานเยาวชนคนไทยได้มีการศึกษา กระบวนการการกล่อมเกลา ในสังคมถือเป็นเรื่องสําคัญ ผมเห็นด้วยว่าในระดับมัธยมศึกษาที่วางไว้เดิมที่กล่อมเกลา มานาน เอาเด็กตั้งแต่ ม. ๑ อายุ ๑๔-๑๕ ปีเข้าไป ไปอยู่กับพี่ ม. ๖ อายุ ๑๗-๑๘ ปี ถือว่า เป็นกระบวนการการกล่อมเกลาของสังคมอย่างหนึ่ง ท่านอย่าลืมนะครับว่าสังคมเอง ต้องมีกระบวนการการกล่อมเกลา ผมใช้ภาษาไทยอย่างนี้ แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็น ที่รับรู้รับทราบกันหรือไม่ ถ้าสมมุติเอาเด็กที่แยกประเภทไปอยู่กับเด็กแยกประเภท กระบวนการการกล่อมเกลาในสังคม แบบอย่าง ตัวแบบที่ชัดเจนจะไม่เกิดขึ้น ก็ฝากกรรมาธิการลองคิดดูว่าสิ่งที่ท่านทําท่านช่วยชี้แจงกับสภาสักนิดหนึ่งถ้าเห็นว่า เป็ นประโยชน์พวกเราก็รับได้ ถ้าไม่เป็ นประโยชน์ผมคิดว่าท่านน่าจะแก้ไขได้ กราบขอบพระคุณครับ