ผ่องศรี ธาราภูมิ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ โดยกล่าวถึงข้อสังเกตและคำถามจากสมาชิกที่มีความเกี่ยวข้องและคุณวุฒิ และเสนอแนะการแก้ไขมาตรา 37 ของพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาขั้นพื้นฐานและระดับการศึกษาของสถานศึกษา และหารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับที่แก้ไขด้วยการนำเสนอข้อมูลและข้อสังเกตเกี่ยวกับกรรมาธิการและร่างพระราชบัญญัติ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ กรรมาธิการนะคะ ก่อนที่จะได้กราบเรียนเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ได้ตอบข้อซักถามและข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติและผู้ทรงคุณวุฒินะคะ ดิฉัน ขออนุญาตนําเรียนกระบวนการพิจารณาเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการ แล้วก็ข้อมูล บางอย่างเพื่อทราบโดยสังเขปนะคะ ก่อนอื่นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทั้ง ๑๗ ท่าน รวมทั้งกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้ให้ข้อสังเกต แล้วก็ ได้ซักถามในข้อความที่ตรงกันนะคะ เพราะว่าในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญนั้น ที่ประชุมก็ได้พิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบนะคะ แล้วก็ประเด็นที่ท่านตั้งข้อสังเกตนั้น ในที่ประชุมก็ได้พิจารณาถกเถียงกันอย่างมากจนได้ข้อยุติ ซึ่งคิดว่าเป็นทางออกที่จะ ทําให้กฎหมายฉบับนี้ได้แก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาแล้วก็สามารถ บังคับใช้ได้โดยไม่มีผลในทางปฏิบัตินะคะ
ประการแรก ในคําสงวนคําแปรญัตติของท่านขจิตรในวรรคแรก ของมาตรา ๓๗ ที่ขอให้ตัดคําว่า โดยคํานึงถึงระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน นี่นะคะ ตรงนี้ ในส่วนของคณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาว่าคําว่า โดยคํานึงถึง นั้นก็ไม่ได้เป็นข้อบังคับ ว่าจะต้องดําเนินการ เพราะจริง ๆ แล้วต้องคํานึงถึงอีกหลายเรื่องแม้ว่าจะไม่ได้บัญญัติไว้ ในกฎหมาย แต่ถ้าหากตัดคําว่า ระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ออกก็จะมีนัยสําคัญ เพราะว่ามันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็คือพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับนะคะ พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับก็จะหมายถึงตั้งแต่ประถมศึกษาปี ที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๓ แต่ถ้าเราพูดถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานก็จะหมายถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่ ป. ๑ ถึง ม. ปลาย คือ ม. ๖ เลยนะคะ ซึ่งก็จะมีระดับการศึกษาแบ่งออกเป็ น ๔ ระดับ ซึ่งจะมีอยู่ ในกฎกระทรวง นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของในวรรคสามของมาตรา ๓๗ ที่แก้ไขนี่นะคะ ที่มีหลายท่านได้อภิปรายกันมากว่าทําไมคณะกรรมาธิการถึงได้ไปแก้ไขโดยไปตัด ข้อความว่า แต่ไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ ๓ ออก อันนี้ที่ประชุมก็ได้อภิปรายเหมือนหลาย ๆ ท่านที่ ได้ให้ข้อคิดเห็นว่ามันจะเป็นปัญหาอย่างไร ต่อข้อสังเกตของคุณหมอชลน่าน แล้วก็ถามว่ามี กี่โรงเรียนนะคะที่มีการศึกษาทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ดิฉันกราบเรียนว่า ข้อมูลก็คือโรงเรียนในสังกัดคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งหมดทั้งประเทศมีอยู่ ประมาณ ๓๑,๕๖๒ โรงเรียนนะคะ เป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสํานักงานการประถมศึกษา แห่งชาติเดิมก็คือประมาณ ๒๙,๐๐๐ โรงเรียน แล้วก็เป็ นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัด กรมสามัญศึกษาเดิม ๒,๓๖๐ โรงเรียน แล้วก็เป็นโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ๕๐ โรงเรียน แล้วก็มีโรงเรียนศึกษาพิเศษ ๔๓ โรงเรียน ทั้งหมดนี้ถ้าลงไปดูในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนประถมศึกษานี่ โรงเรียนในสังกัด สปช. เดิมแม้จะชื่อว่าประถมศึกษา แต่ว่าการจัดการศึกษานั้นมีตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๖ แม้ว่าโรงเรียน ประถมศึกษาเดิมจะชื่อประถมศึกษาแต่ว่าถึง ม. ๖ นี่นะคะ แล้วก็เฉพาะโรงเรียน ประถมศึกษาที่จัดการศึกษาอนุบาลถึง ม. ๖ มีอยู่ ๙๕ โรงเรียนที่เป็นประถมศึกษา แล้วก็สอนถึง ม. ๖ นะคะ อันนี้เป็นประเด็น เพราะว่าเราจะบอกถ้าเราไปเขียนล็อกไว้ ที่เดิมว่าถึง ม. ๓ มันก็จะมีผลกระทบกับโรงเรียนเหล่านี้ ส่วนโรงเรียนสามัญศึกษาเดิม ซึ่งเปิดสอนเฉพาะมัธยมศึกษา แต่ความเป็นจริงก็คือมีการศึกษาลงไปถึงระดับอนุบาล ด้วยเช่นกัน มีทั้งประถมศึกษา มัธยมศึกษา อนุบาล แล้วถึง ม. ๖ จากตัวเลขก็คือโรงเรียน ที่จัดการศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษาเดิมแล้วเปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้น ป. ๑ ถึง ม. ๖ มีอยู่ ๔๑ โรงเรียน ดังนั้นถ้าเกิดว่าในวรรคสามถ้าไม่มีการแก้ไขแล้วคงไว้ก็จะเป็นปัญหาที่จะ ไปล็อกโรงเรียน แล้วก็ทําให้เกิดการไม่ยืดหยุ่น จริง ๆ เจตนารมณ์ของกรรมาธิการ แล้วพวกเราทุกคนก็คืออยากจะให้โรงเรียน สปช. เดิม อยู่ที่เขตประถมศึกษาใช่ไหมคะ แต่ว่าในอนาคตเนื่องจากการศึกษามีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็พัฒนาไปตามสถานการณ์ อนาคตไม่แน่ว่าโรงเรียนประถมศึกษาที่เขาพัฒนาไป กระทั่งเปิดมัธยมศึกษาตอนต้น แล้วก็มัธยมศึกษาตอนปลายแล้วนี่เขาก็อาจจะจัด การศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ เขาก็อาจจะได้ไปอยู่เขตอื่นก็ได้ เราได้พูดกันมากถึง ในข้อความที่เพิ่มเติมว่าให้ยึดระดับการศึกษาของสถานศึกษานั้นเป็นสําคัญ เดิมทีก็ได้มี การอภิปรายกันว่าควรจะระบุไปเลยไหมคะว่าให้ยึดระดับการศึกษาเดิมเพื่อจะให้เกิด ความชัดเจนตามที่หลายท่านได้ให้ข้อสังเกตไว้ แต่คําว่า ระดับการศึกษาเดิม ก็ไม่สามารถ อธิบายได้ว่าเดิมมันเดิมตั้งแต่สมัยใดเพราะว่ากฎหมายก็เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค แต่ละสมัย แล้วก็มีความเป็นพลวัตก็คือเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าเราเขียนว่าระดับ การศึกษาเดิมก็จะมีผลในการตีความด้วย และมีคนเสนอให้ระบุว่าให้ยึดระดับการศึกษาหลัก เหมือนกับหลายท่านได้อภิปรายว่าถ้าโรงเรียนไหนมีประถมศึกษามากกว่า มีเด็กมากกว่า หรือเปิดชั้นเรียนมากกว่า ก็ให้ยึดอันนั้นเป็นหลัก แต่ว่าในข้อปฏิบัติก็คือถ้าหากได้เขียน ลงไปก็ไม่มีคําที่มีคํานิยามชัดเจนนะคะ ดังนั้นกรรมาธิการจึงเห็นว่าการเขียนแบบนี้ แล้วก็ เป็นเจตนารมณ์จริง ๆ ก็คงให้ยึดการศึกษาที่เป็นจริงของโรงเรียนนั้นเป็นหลัก แล้วการที่จะ กําหนดให้อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษาใดนั้นก็อยู่โดยคําแนะนําของคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ซึ่งเดี๋ยวอีกสักครู่หนึ่งท่านคณะกรรมการคงจะได้ชี้แจงเพิ่มเติมนะคะ
นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเรื่องที่ท่านขจิตร ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงว่า ทําไมร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถึงได้มีตัวแทนของครูมัธยมศึกษาขึ้นมาเป็นกรรมาธิการ อย่างมาก ดิฉันก็กราบเรียนว่าก็คงจะเป็นที่รับทราบว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติ การศึกษาแห่งชาติฉบับที่แก้ไขนี้นอกจากจะมีร่างของคณะรัฐมนตรี ร่างของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ก็ยังมีร่างของภาคประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งน่าจะเป็น ครูมัธยมศึกษา ๑๒,๖๐๒ คน ได้เสนอโดยท่านวิทธยา บริบูรณ์ทรัพย์ ดังนั้นสัดส่วน กรรมาธิการก็มาจากสัดส่วนตัวแทนของภาคประชาชนซึ่งมีอยู่ ๑๘ ท่าน ซึ่งที่มาของ กรรมาธิการภาคประชาชนนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็คงไม่ได้ไปก้าวล่วง เพราะว่า ท่านได้คัดเลือกกันเอง
นอกจากนั้นแล้วประเด็นที่อยากจะกราบเรียนในส่วนของที่ท่านท้วงติง เรื่องว่าเป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงินหรือไม่ อันนี้ทางที่ประชุมได้พิจารณาชัดเจนแล้วว่า เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวนี้ได้บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม โดยมีข้อ วินิจฉัยไปแล้วว่าไม่ได้เป็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวด้วยการเงิน แล้วอย่างไรก็ตามยังมีร่างของ คณะรัฐมนตรีที่เสนอได้ และจากการที่ได้พิจารณามาตลอดก็ไม่ได้มีข้อความใดที่ไปได้ แก้ไขแล้วจะมีผลกระทบเรื่องของการเงินนะคะ ประเด็นนี้ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นข้อปัญหา
สุดท้ายดิฉันขอกราบเรียนว่าในส่วนที่หลายคนได้เสนอให้มีการล็อก ไปเลย ระบุไปเลยว่าจะต้องมีกี่เขตนะคะ ตรงนี้ในการเขียนกฎหมายคณะกรรมาธิการ เห็นว่าควรจะมีการยืดหยุ่นได้ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ จํานวนประชากร แล้วก็สภาพความเหมาะสม ถ้าเราไปล็อกจํานวนไว้ก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคตได้ ซึ่งในรายละเอียดดิฉันขออนุญาตท่านประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญและท่านเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจะได้ชี้แจงเพิ่มเติม ขอกราบเรียนในเบื้องต้นค่ะ